นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

27,000 คน คือจำนวนผู้ชม LIVE เฟซบุ๊กเวลาบ่าย 3 วันศุกร์ เมื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ออกเดินสำรวจตรวจรอบศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และเรียกตัวรองผู้ว่าฯ ที่อายุน้อยที่สุดไปเดินด้วยกัน 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ ผู้มีนัดสัมภาษณ์กับเราพอดิบพอดีที่ Once Again Hostel โรงแรมที่เขาก่อตั้ง จึงขอตัวไปทำภารกิจชั่วคราว เราหันไปเปิดดูไลฟ์การสำรวจป้อมมหากาฬพร้อมคนทั้งประเทศ สถานที่นี้เต็มไปด้วยความหลังของชายหนุ่มวัย 33 ปี ผู้เคยต่อสู้เคลื่อนไหวให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬไม่ถูกรื้อไล่ที่อยู่หลายปี และจบลงที่พื้นที่ในป้อมกำแพงเก่าแก่ของกรุงเทพมหานครกลายเป็นสวนสาธารณะ

ผู้ว่าฯ กทม. เขย่ามือศานนท์ดังปึ้ก ขณะเอ่ยปากว่าคนรุ่นใหม่เป็นความหวัง การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุดลง อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตต้องเดินต่อ ป้อมมหากาฬมีประวัติศาสตร์ ต้องทำให้ที่นี่มีชีวิตจิตใจ มีกิจกรรม ทำให้คนมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 

เมื่อเห็นรองผู้ว่าฯ พยักหน้ารับคำ คนดูทางบ้านก็ใจฮึกเหิมตามว่า โฉมใหม่ของกรุงเทพฯ จะดีขึ้น เสมือนได้ชม Trailer ลมใต้ปีกอันทรงพลังของชัชชาติ 

การรับตำแหน่งของศานนท์สร้างความกระตือรือร้นให้คนรุ่นใหม่และคนทำงานสร้างสรรค์จำนวนมาก แสงสว่างแห่งความหวังอันอบอุ่นเกิดขึ้น เมื่อรู้ว่าคนทำงานเพื่อสังคมที่เคยต่อสู้กับอำนาจรัฐ วันนี้ได้เข้ามามีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง 

ศานนท์เดินกลับมาให้สัมภาษณ์เต็ม ๆ อย่างจริงจังและจริงใจถึงการทำงานที่ผ่านมา เป้าหมายเพื่อสังคม ไปจนถึงชีวิตที่อุทิศให้ครอบครัวและกรุงเทพมหานคร 

เป็นการพูดคุยที่เต็มอิ่ม และบอกเลยว่ายิ่งพัดพาความหวังให้ลุกโชติช่วงว่า Better Bangkok นั้นไม่ใช่ความฝัน แต่เกิดขึ้นได้ไม่ไกลเกินเอื้อม 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

01 หวังอันเป็นรูปธรรม

LIVE ของอาจารย์ชัชชาติ คนดูหลายหมื่นคนไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ มาคอมเมนต์ให้กำลังใจจากทั่วประเทศเลย

ต้องขอบคุณกระแสตอนนี้มาก อาจารย์ชัชชาติเปิดประตูการเมืองใหม่มากเลยนะ เป็นคนที่สร้างความหวัง ไม่รู้จะหาคนที่ทำได้ขนาดอาจารย์ได้อีกเมื่อไหร่ ผู้ว่าฯ ไลฟ์เฟซบุ๊กได้ทุกวัน ทำให้ทุกคนเห็นว่าท่านทำอะไรบ้าง แล้วก็แสดงเจตจำนง 

ต้องบอกตรง ๆ ว่านี่พวกเรายังไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเลยนะ เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนา แต่ประชาชนเห็นเป้าหมาย คืออาจจะเดินเหยียบฟุตพาทอยู่ แต่ว่าตามองแสงสว่าง ซึ่งไม่เคยเห็นมานานแล้วในบ้านเรา เลยคิดว่าเราอยากช่วยทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดได้จริง ๆ แล้วก็เอาความร่วมมือที่มากล้นขนาดนี้มาเปลี่ยนเป็นความหวังที่เป็นรูปธรรม เพราะว่าความหวังที่เป็นรูปธรรมเท่านั้นแหละที่ทำให้คนยังมองอยู่ ไม่งั้นเขาจะรู้สึกว่าแสงสว่างเป็นสปอตไลต์หลอก เราก็ต้องทำให้ได้ครับ

มีเหตุการณ์ที่รู้สึกดีมากเลย คือตอนที่ป้ายหาเสียงโดนร้องเรียนเรื่องทำเป็นกระเป๋าได้ มีคนส่งไวนิลกลับมาเยอะมากที่ออฟฟิศ แล้วก็มีโน้ตเขียนว่า เราอยากได้มาก แต่เรากลัวว่าท่านชัชชาติจะโดนร้องเรียนเลยเอามาให้ อยากให้ท่านได้ทำงานมากกว่าที่จะอยากได้กระเป๋าใบนี้ เราอ่านแล้วขนลุกเลย นี่แหละคือความหวังที่แท้จริง เราต้องช่วยกัน แล้วเราต้องช่วยกันแบบนี้จนไปถึงฝั่ง 

อาจารย์ชัชชาติทำงานวันหยุด มักจะเห็นคุณอยู่ด้วยเสมอ มีเวลาพักบ้างไหม 

เรื่องเมืองคือเรื่องประจำวัน อาจารย์ชัชชาติใช้ชีวิตประจำวันหมดไปกับเรื่องเมืองทั้งหมด ไปวิ่ง ไปกินข้าว ไปตามร้านอาหาร แทบจะเป็นบล็อกเกอร์ดัง ๆ คนหนึ่งไปแล้ว นั่นน่ะแหลมคมมากเลยนะ มันซ่อนมิติของการพัฒนาเมืองในทุก ๆ เรื่องเลย

เรื่องที่ผมทำน่าสนุกมาก เราทำเรื่องท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษาก็มีพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด เรื่องตลาดเราก็ไปกินได้ คิดว่าทำงานเราก็ยังมีโอกาสพักผ่อน และการพักผ่อนเราก็ยังทำงานไปได้ ที่เป็นห่วงมากก็คือเรื่องครอบครัวมากกว่าที่อยู่ไกล แล้วก็ลูกยังเล็ก

คุยกันเมื่อปีกลาย คุณเล่าว่าย้ายไปอยู่จังหวัดเลยกับครอบครัว และกำลังค่อย ๆ ปล่อยมือจากธุรกิจโฮสเทล ตัดภาพมาอีกที กลายมาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ยังไง

งานที่กรุงเทพฯ ผมมีทีมที่ค่อนข้างแข็งแรง ก่อนโควิดเราเปิดโรงแรมใหม่ น้อง ๆ ที่ทำงานด้วยกันมาประมาณ 3 – 4 ปี ก็เป็นเจ้าของร่วมกัน ผมคิดว่าเขาควรขึ้นมาเป็นผู้บริหารจัดการหลักของธุรกิจไปเลย บทบาทเราลดลงมาเป็นคนผลักดันอยู่แล้ว

ผมเพิ่งแต่งงานด้วย ก็อยากโฟกัสที่ครอบครัว แต่โชคร้ายตรงที่มีโควิด มันก็เลยทำให้เราต้องไป ๆ มา ๆ อยู่พักหนึ่ง เป็นช่วงเดียวกับที่อาจารย์ชัชชาติมาเยี่ยม มาคุยกันที่โฮสเทลหลายรอบ จนทีมงาน SATARANA ครึ่งออฟฟิศได้ช่วยอาจารย์อยู่ข้างหลัง อาจารย์พูดว่าไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ทำงานเมือง ซึ่งงานที่เราทำอยู่มันคืองานเมืองอยู่แล้วไง ไม่ว่าจะเป็นงานพัฒนาชุมชน ทำเรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องการขนส่งสาธารณะที่ทีม MAYDAY! ทำร่วมกับ กทม. อยู่แต่เดิม ถ้าเราได้ทำงานเมือง แล้วก็ได้ทำงานกับอาจารย์ชัชชาติด้วย มันก็ขยายผลได้ พอเลือกตั้งจริงมันก็เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงตอนนี้ครับ

มีการตกลงกันไว้ก่อนรึเปล่าว่าถ้าชนะเลือกตั้ง…

(ทันที) ไม่ ไม่เคยเลยครับ ไม่เคยคิดถึงตำแหน่งด้วยซ้ำ เอาตรง ๆ ก็คือเสื้อสีขาว กางเกงสแล็กส์ รองเท้าหนัง ผมไม่มีเลย ปกติใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าธรรมดา ต้องซื้อใหม่หมดเลยในวันที่ต้องเข้าไปทำงาน นี่ชุดกากียังตัดไม่เสร็จเลยครับ ค่อนข้างเซอร์ไพรส์มาก ๆ ที่อาจารย์มาชวน

ทำไมกะทันหันขนาดนั้น

เพราะว่าก่อนหน้านั้นงานมันยุ่ง ตอนนั้นเราทำทั้งงานอาสาสมัคร งาน Traffy Fondue งานเว็บไซต์ ช่วยคิดนโยบายบางส่วน คือเราทำงานกันเป็นทีม แล้วโฟกัสที่งานอย่างเดียว ช่วงใกล้วันเลือกตั้งต้องทำ War Room หาอาสาสมัครเฝ้าหน่วยเลือกตั้ง 7,000 คน และจัดการระบบหลังบ้าน วุ่นจนไม่ได้คิดว่าเสร็จแล้วยังไงต่อ มารู้ตัวเอาวันเลือกตั้ง ตอนที่ชนะแล้วอาจารย์ชัชชาติเข้ามากอดคอคุย

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ
ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

ตอนนั้นตอบอาจารย์ชัชชาติไปว่าอะไร

ขอคุยกับภรรยาก่อน (หัวเราะ) เพราะลูกยังเล็กมาก โทรไปบอกแล้วภรรยาก็โอเค เขาพูดดีมาก บอกว่ามันเป็นโอกาสแหละ เดี๋ยวเราค่อยมาหาทางออกกัน ทำให้รู้สึกว่าถึงเรายังไม่รู้จะบาลานซ์ได้ขนาดไหน แต่อย่างน้อย ๆ เขาซัพพอร์ตเรา งั้นก็ลุยเลย โอกาสมาก็ต้องรับไว้

นี่คือโอกาสอะไรสำหรับคุณ

ผมทำเรื่องเมืองมานาน จนพูดตรง ๆ รุ่นพวกเราค่อนข้างหมดหวังแล้วกับเมือง แต่คิดว่า เฮ้ย ความสิ้นหวังนี้มันพอจะเปลี่ยนเป็นโอกาสเข้าไปเป็นแรงขับเคลื่อนให้เมืองดีขึ้นได้ไหม ถ้าเราไม่ลอง แล้วยังมาพูดว่าหมดหวัง ก็คงไร้ประโยชน์

การแก้โครงสร้างได้ดีที่สุด ก็คือการเอาอำนาจภาครัฐเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของภาครัฐเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากคานดีดคานงัด เช่น เราไปเป็นคู่ตรงข้ามกับรัฐเพื่อที่จะทำให้รัฐเปลี่ยน หรือเราไปเป็นรัฐเพื่อที่จะทำให้รัฐเปลี่ยน ซึ่งวันนี้เราได้โอกาสนั้นแล้ว ไม่มีโอกาสไหนเหมาะกว่านี้แล้ว 

อันดับหนึ่งเลยผมอยากเปิดพื้นที่ให้ประชาสังคม เพราะว่าเราเป็นประชาสังคมมาก่อน พูดแล้วก็ตื่นเต้นนะ เราอยากเอากุญแจนี้มาเปิดประตูที่มันปิดมาไม่รู้กี่ชั้น เราจะเปิดมันทุกชั้นเลย แล้วทำให้คนเห็นว่า กทม. ทำอะไรได้บ้าง มาช่วยกัน ไม่ได้คิดว่ามี Solution อะไรที่เสร็จสรรพ เมืองมันพัฒนาได้ทุกวัน วันนี้ดี วันพรุ่งนี้ก็พัฒนาต่อได้ เราก็เลยใช้คำว่า Better Bangkok ซึ่งมันจะดีได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการมันหล่อหลอมให้ทุกคนอยากเข้ามาพัฒนาด้วยกัน อย่าไปฝากความหวังไว้กับท่านผู้ว่าฯ คนเดียว อย่าไปฝากความหวังไว้กับใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญคนเดียว ถ้าเราไปหวังพึ่งใครให้มาเปลี่ยน ไม่ว่าเขาจะเก่งแค่ไหน วันหนึ่งเขาจะหมดแรง 

เราอยากผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วม ให้ทุกคนรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นของทุกคนจริง ๆ แล้วเราอยากทำให้มันดีขึ้น เรารู้ว่าศักยภาพของประชาชนกับสังคมมีมากขนาดไหน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เหมือนโดนปิดปาก ปิดประตูตลอด คนรุ่นอายุเยอะแล้วบริหารมานาน วันนี้มีเวทีที่ทุกคนมาช่วยกันทำให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นการบริหารด้วยเจเนอเรชันใหม่เป็นมิติที่ผมอยากทำให้ได้ในการบริหารกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ กำลังพยายามฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ในทุก ๆ ด้าน อยากให้เขามีส่วนร่วมช่วยกันบริหาร อยากให้มาดูว่าทรัพยากรของ กทม. ทำอะไรได้บ้าง แต่หลักการคือต้องโปร่งใส ทำให้ทุกคนเห็นว่าเรากำลังพยายามทำอะไร แล้วเขาช่วยอะไรเราได้บ้าง 

ทำไมถึงต้องเป็นคนรุ่นใหม่

ทำไมจะไม่ใช่คนรุ่นใหม่ดีกว่า โลกมันปรับเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวันนะ แล้วทุกวันที่ปรับไปก็มีคนที่ตามทันและตามไม่ทัน คำนิยามของรุ่นใหม่จริง ๆ ต้องบอกว่าคือคนที่ทันสมัยละกัน แล้วก็เป็นคนที่ไม่ได้เอาข้อจำกัดมานำ นอกจากเรื่องอายุแล้วคือ Mindset ที่เปิดรับอะไรใหม่ ๆ อย่างอาจารย์ชัชชาติเนี่ยเป็นดาว TikTok ไปแล้ว 

ความทันสมัยสำคัญมาก การเป็นตัวแทนของเจเนอเรชันก็สำคัญ เพราะว่าความต้องการของคนแต่ละยุคสมัยมันแตกต่าง พูดแทนกันค่อนข้างยาก ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ มันเป็นเรื่องทัศนคติ แล้วก็ต้องมีความหลากหลายเรื่องเพศสภาพ ข้อจำกัดทางกาย แล้วก็สภาพจิตใจต่าง ๆ 

คุณมองปัญหาของกรุงเทพฯ ต่างไปยังไง จากบทบาทเดิมที่เราเป็นคนต่อสู้ภาคประชาชน แล้ววันนี้กลับมาอยู่ฝั่งภาครัฐ 

ยังไม่ค่อยมีมุมมองต่างเลย เพราะว่าเพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่วันเอง จากมุมข้างนอก เราไม่รู้เลยว่าระบบระเบียบมีปัญหาอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งแรก ๆ ที่ต้องทำคือเข้าใจกฎนู่นนั่นนี่ แต่ว่าต้องทำความเข้าใจโดยที่ไม่เอามาเป็นข้อจำกัด เราจะไม่ย่อท้อต่อเป้าหมายที่เราอยากทำ คือการทำให้ดีขึ้นยังตั้งอยู่ เราเข้าใจเพื่อใช้ แล้วก็ทำให้โปร่งใส ทำให้ถูกหลักการ เมื่อไหร่ที่เราเอากรอบมาครอบ สิ่งที่เราจะทำให้ดีมันจะเริ่มหายไปไง

คำว่า ‘ไม่ได้’ เป็นสิ่งที่เราจะต้องตั้งคำถาม ถ้าใครทำงานด้วยกันเมื่อก่อนจะรู้เลยว่าคำที่เราไม่ชอบที่สุดคือคำนี้ เออ แล้วถ้าทำไม่ได้ ต้องทำยังไงดี วิธีคิดนี้ก็คงยังอยู่กับเรา ยืนยันว่ายังไงก็ไม่เอากรอบมาเป็นอุปสรรคต่อการทำให้มันดีขึ้นครับ

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

ตอนนี้อะไรเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคุณมากที่สุด

แต่ก่อนเราสร้างทีมเอง เพราะเราเป็น Entrepreneur สามารถออกแบบโครงสร้างการทำงานอย่างอิสระ มีทีมที่เราเชื่อใจ แล้วก็เข้าใจว่าเราต้องการทำอะไรไปสู่อะไร 

ตอนนี้เรายังไม่เข้าใจโครงสร้างข้าราชการ เรายังไม่รู้ว่าใครเก่งอะไร ไม่เก่งอะไร ไม่รู้ว่าองคาพยพที่เรามีอยู่ตรงไหน และเรามีทีมของเราได้มากแค่ไหน ซึ่งหลักการก็ควรจะเป็นการทำงานร่วมกับข้าราชการให้ดีที่สุด วันก่อนเพิ่งคุยกับ 3 สำนักที่ดูแลทั้งหมด เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย มีความหวังนะ ยังไม่ทันคุยอะไรเลย เขามาพร้อมกับการเอา 214 นโยบายไปแมพแล้วว่าสำนักเขาทำอะไรได้บ้าง ผมคิดว่ามัน Progressive กับกรุงเทพฯ เหมือนกัน เริ่มต้นมาค่อนข้างเวิร์กละ เหลือแค่ว่าตอน Execution จะเดินไปด้วยกันยังไง

นี่เป็นความท้าทายที่ตอนนี้ต้องทำให้ได้เร็วที่สุดครับ คนพร้อมช่วยเยอะแหละ แต่เราต้องจัดทัพข้างในให้เรียบร้อย กระบวนท่าต้องครบก่อน ใครจะดูอะไร สมมติเราจัดทัพตรงนี้ได้เนี่ย เราต้องรีบเอาโมเมนตัมตอนนี้ที่สุดยอดเข้ามาเสริม 

งานของคุณคือการดูแลด้านการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว พอจะยกตัวอย่างนโยบายการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ไหม

สิ่งสำคัญคือเรื่องกระบวนการ หลายโปรเจกต์มาแล้วก็จะผ่านไป แต่ว่าสิ่งที่เราอยากวางรากฐานไว้คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกโปรเจกต์จะมีคณะทำงานที่มาจากภาคสังคม มีแก่นคือการสร้างทีมรุ่นใหม่ในชุมชนทั่วกรุงเทพมหานคร 

เรามีชุมชนในกรุงเทพฯ ประมาณ 2,016 ชุมชนที่จัดตั้ง แล้วก็มี 450 กว่าชุมชนที่ไม่ถูกจัดตั้งเพราะมีไม่ถึงร้อยหลังคาเรือน พูดง่าย ๆ ว่าเรามี 2,500 ชุมชน เราสร้างทีมคนรุ่นใหม่ในชุมชน เรียกว่าอาสาสมัครเทคโนโลยี อาจารย์ชัชชาติพูดบ่อยเรื่อง อสท. ทีมนี้จะเป็น Change Maker ในชุมชน ซึ่งเราตั้งเป้าที่จะทำให้ได้ 400 ชุมชนก่อน เริ่มจากชุมชนที่มีสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะแสดงว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งอยู่แล้ว ถ้าเรามีโครงการต่าง ๆ อสท. จะเป็น Change Agent ผลักดันการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข

โชคดีที่เราเริ่มงานมา 2 ปีกว่าแล้ว มีอาสาประมาณ 200 คนจากประมาณร้อยชุมชน ทีนี้เราก็ต่อยอดได้เลยว่า วันนี้เริ่มทำงานปั๊บ เรามีทีม ไม่ใช่แค่สำนักพัฒนาสังคม แต่เรามีคนในชุมชนที่พร้อมจะพัฒนาบ้านเขา และเข้าใจเทคโนโลยีด้วย คนเหล่านี้จะเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ คนในชุมชน หรือปราชญ์ของชุมชน 

อันต่อไปคือเรื่องเศรษฐกิจ เรามีโครงการ 12 เทศกาลตลอดทั้งปีนะครับ แล้วก็ 50 เขต 50 อัตลักษณ์ ซึ่งอาจจะปรับเป็นย่าน เพราะว่าบางเขตก็มีหลายย่าน เราจะทำ Storytelling เรื่องพวกนี้ทำน้อยแต่ได้มาก ชวนนักเล่าเรื่องมาจัดเวิร์กชอปให้ย่านต่าง ๆ เห็นคุณค่าอัตลักษณ์ตัวเอง จับคู่สื่อกับชุมชน แล้วปลายปีก็คิดว่าเราต้องทำงานกระตุ้นการท่องเที่ยวกับ ททท. อยากให้แต่ละย่านมีที่เที่ยวหลาย ๆ จุด ไม่ใช่ไปเที่ยวแค่จุดสำคัญ แพตเทิร์นของนักท่องเที่ยวทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนี้ เช่น 10 ที่เที่ยวเยาวราช ก็ทำแบบนี้ได้ในทุกที่ ซึ่งอะไรแบบนี้ควรจะโปรโมตร่วมกับคนในย่าน 

เรื่องการศึกษา หลาย ๆ เรื่องทางสำนักฯ เขาทำไว้ค่อนข้างดีครับ ก็ต้องมาดูก่อนว่ามีอะไรที่เราทำได้บ้าง กทม. ทำร่วมกับ สพฐ. แล้วก็หลาย ๆ ที่ โดยโฟกัสที่ประถมวัย เพราะมีนักเรียนอยู่ประมาณ 250,000 ครูประมาณ 15,000 ซึ่งนักเรียนเท่ากับครึ่งหนึ่งของนักเรียนประถมทั้งประเทศ ก็โฟกัสที่การเรียนรู้เบื้องต้น

ส่วนมัธยมจะแปรรูปเป็นสายอาชีพมากขึ้น เพราะว่าเราดูเทรนด์แล้วคนที่มาเรียน กทม. ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไปเรียนต่อสายอาชีพ เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่เอาสายอาชีพเข้ามาเลย โอกาสมีค่อนข้างเยอะ ไม่ได้มีแค่ตัดผม ช่างแอร์ ทุกวันนี้คนที่จบปริญญาตรีทำสายอาชีพทั้งนั้นเลย เป็นบาริสต้า บาร์เทนเดอร์ ตกแต่งต้นไม้ก็ฮิตมาก ทำโฮสเทลก็ได้ เราเอาการฝึกอาชีพมาผสานกับโรงเรียนมัธยมของกรุงเทพมหานครได้

นอกจากนี้แล้วก็มีเรื่องพื้นฐานต่าง ๆ ดึงครูเก่ง ๆ เข้ามา แล้วก็เปิดโรงเรียนวันเสาร์อาทิตย์เป็นพื้นที่สาธารณะให้คนเข้ามาใช้บริการ ใช้สถานที่ของโรงเรียนทำอะไรต่าง ๆ จัดอาสาสมัครคล้าย ๆ แบบ Saturday School ชวนคนมาร่วมสอนกับเด็กในบ้าน มีอะไรสนุก ๆ เต็มเลยที่คิดว่าสำนักการศึกษาทำได้ 

โอ้โห ฟังแล้วรู้สึกกรุงเทพฯ มีความหวังจริง ๆ นะ เราหวังได้จริง ๆ ใช่ไหม 

คิดว่าถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่อยู่นานครับ (หัวเราะ) อันนี้พูดจริง ๆ เลยนะ ถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่ควรเอาโควตานี้ มีรองผู้ว่าฯ แค่ 4 คน เราคิดว่าเรามีเรื่องที่อยากทำ ไม่รู้ว่าศักยภาพเราทำได้แค่ไหน บางเรื่องไม่ต้องใช้งบ แต่ใช้ความร่วมมือ ผู้บริหารชุดนี้ที่นำโดยอาจารย์ชัชชาติ มีแต่คนอยากร่วมมือ ต้องใช้โมเมนตัมนี้สร้างความร่วมมือและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด 

สมัยที่ MAYDAY! ทำป้ายรถเมล์ เราเรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องรองบประมาณ มันคือการสร้าง Prototype คือการสร้างความหวังใหม่ที่เป็นรูปธรรม บอร์ดอันนั้นใช้เงินสัก 4,000 บาทมั้ง แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันเปลี่ยนทั้งกรุงเทพฯ เปลี่ยนระบบศาลารอรถเมล์ ไปผลักดันให้ ขสมก. และคนอื่น ๆ ตื่นตัวเรื่องพวกนี้ 

บางทีเราชอบคิดว่ายังไม่มีงบ แต่เราอาจจะขอเงินไม่เท่าไหร่ สร้าง Prototype ทุกอย่างเลย ทำให้ทุกอย่างมีรูปธรรม มีความหวัง ติดขัดอะไรก็เอาให้ประชาชนรู้เลยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วเราก็เชื่อว่าคนที่เขาดูแลกระบวนการจะช่วยให้งานเกิดให้ได้ ถ้าเราไปมุบมิบ บางทีเราหมดไฟเองหรือลืมไปแล้ว มัวแต่รอก็อาจจะไม่เกิดอะไรเลย 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

02 สร้างการเปลี่ยนแปลง

มองย้อนกลับไป ทางเลือกของคนจบวิศวะฯ จุฬาฯ มีมากมาย ทำไมคุณถึงแหวกแนวเลือกทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่แรก

จับพลัดจับผลู ถ้าไปพูดแนะแนวน้อง ๆ จะไม่กล้าพูดเรื่องการตั้งเป้าหมายทะเยอทะยาน รู้สึกว่าชีวิตเป็นการสะสมจุด ผมโชคดีที่ Connect the dots มาเรื่อย ๆ โดยยึดมั่นสิ่งที่เราอยากทำแต่เดิมมาตลอด มันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เรามีวันนี้ 

บ้านผมเคยขายวัสดุก่อสร้าง แล้วก็ตอนวิกฤตปี 40 ที่บ้านก็ล้มเลย ตอนนั้นเรียนเซนต์คาเบรียลก็มีค่าใช้จ่าย ต้องขอทุนที่โรงเรียน ตั้งแต่มัธยม คุณแม่ก็ไปวิ่งคุยกับมาสเตอร์ที่โรงเรียนเพื่อให้เราอยู่ได้ โดยข้อแม้คือต้องเรียนให้ดี เลยรู้สึกว่าเราต้องตอบแทนโรงเรียน เพราะเอาทรัพยากรของโรงเรียนมาใช้ประโยชน์ พอเรียนวิศวะฯ ที่จุฬาฯ ก็ขอทุนเหมือนกัน เราถูกหล่อหลอมว่ามีคนให้เรา เราถึงมีวันนี้ มีสังคมเพื่อน ๆ ที่ดี เราก็อยากทำอะไรให้คนอื่นเหมือนกัน เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราทำให้คนอื่น เขาอาจจะโชคดีเหมือนเราก็ได้ 

สมัยเรียนมัธยม เราต้องตั้งใจเรียนมาก อึดอัดกับการเรียนที่เข้มข้น พอเข้ามหาลัยก็เลยพยายามทำกิจกรรมตั้งแต่ปี 1 ทำเยอะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกิจกรรมเป็นหนึ่งในหลักสูตรมากกว่าเรียนอีก จนปี 4 เราก็เป็นนายก อบจ. (องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ) ได้ทำงานบริหารครั้งแรก มีทีมที่เราเชื่อใจ มีโครงการที่เราอยากทำ แล้วก็ได้คุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตอนนั้นจำได้เรามี Pain Point อะไรก็ใส่ยับเลย เช่น เริ่มโครงการจามจุรีเก้า 24 ชั่วโมง เพราะว่าแต่ก่อนต้องไปอ่านหนังสือสอบตามแมคโดนัลด์ แต่ทรัพยากรจุฬาฯ ก็มีนี่นา เราได้แรงบันดาลใจจากมหาลัยในอเมริกาและยุโรป แล้วก็ทำโครงการ ทำค่ายต่างจังหวัดเยอะมาก ยิ่งได้ค้นพบว่าสิ่งที่เราทำแล้วไม่เหนื่อย ทำแล้วสนุก ก็คืองานเพื่อสังคม

แล้วพอวิกฤตน้ำท่วมปี 54 เราก็มาเจอกับพี่ ๆ หลายคนที่ทำเรื่องงานสร้างสรรค์จาก TCDC จาก a day ที่มีไอเดียเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม เป็นสิ่งที่ใหม่มากในปี 2011 จำได้เลยว่ามันดูคนละโลกกัน แล้วทำไมถึงมีสิ่งนี้ด้วย ทั้งการทำธุรกิจ ทั้งเรื่องเพื่อสังคมเป็นความสนใจของเราทั้งคู่ 

สนใจการทำธุรกิจด้วย

ใช่ ตอน ม.3 เปิดร้านเกม มี Play Station 1 ตอนนั้นบ้านอาโกวจะปล่อยเช่าตึก เราก็บอกว่าขอทำนะ อยากทำเพราะชอบเล่นเกม ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดว่าเราจะได้เล่นเกม 24 ชั่วโมง ญาติก็ช่วยเซ้งให้แล้วให้เราค่อย ๆ ผ่อนคืน พอได้ทำจริง ๆ ก็โอ้โห สนุกเลย ตอนนั้นมีบริวารเยอะมาก มีเด็ก ๆ คอยช่วยดูในร้านแลกกับการได้เล่นเกมฟรี 

อยู่รอดไหม

เจ๊ง! สุดท้ายเราก็เลยเรียนรู้ว่าธุรกิจไม่ใช่เรื่องความสวยงามอย่างเดียว มีความล้มเหลวเรื่องเงิน เรื่องความผิดพลาดต่าง ๆ

พอรู้จักธุรกิจเพื่อสังคม ตอนเรียนจบแล้วได้ลองทำงานในกลุ่ม ปลาจะเพียร ซึ่งช่วยเหลือชุมชนที่โดนวิกฤตน้ำท่วมตั้งแต่ภาคเหนือถึงกรุงเทพฯ ส่วนที่ผมรับผิดชอบคือชุมชนคลองลัดมะยมซึ่งปลูกเครื่องแกง มีคุณลุงที่เข้มแข็งหลาย ๆ ท่าน เราได้ไปเรียนรู้การใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำโปรเจกต์ร่วมกับชุมชน ไปคลองลัดมะยมติดต่อกันน่าจะเกิน 30 – 40 รอบ ทำงานประจำวันธรรมดา แต่ทุกสุดสัปดาห์ต้องไปที่นี่ ก็ได้ค้นพบว่าวิธีการช่วยโดยที่เอาความคิดสร้างสรรค์เข้าไปมันมีประโยชน์กับชุมชนจริง ๆ เป็นส่วนที่เขาต้องการจริง ๆ แต่ว่าก็มีคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างทำคือ แล้วเราจะทำตัวธุรกิจยังไงให้ยั่งยืน

ช่วงแรกปลาจะเพียรมีอาสาสมัครมาร่วมเป็นร้อยคน แต่พอวิกฤตจบ 2 เดือนผ่านไป คนเหลือไม่น่าเกิน 10 คน เราก็อยู่กันอย่างนี้ 2 – 3 ปี แล้วก็เริ่มตั้งคำถามว่า เราไปช่วยชุมชนหรือว่าชุมชนช่วยเรากันแน่ การทำแบบนี้มันดีกับเขา หรือเขาทำให้เราดูดี นั่นเป็นการตั้งคำถามกับการทำเพื่อสังคมที่ค่อนข้างท้าทายครั้งแรก 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ จากนักขับเคลื่อนสังคม สู่รองพ่อเมือง กทม. อายุน้อยสุดของชัชชาติ

ตอนนั้นคุณทำงานประจำอะไรอยู่

เป็น Purchasing Manager ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ P&G ซึ่งแปลเป็นไทยคือจัดซื้อ แต่ว่าจริง ๆ แล้วคือการวางแผน Strategic Sourcing ดูว่าความคุ้มทุนของการตั้งโรงงานแต่ละที่ และการขยายโรงงานของแต่ละที่เป็นอย่างไร ต้องทำงานกับวิศวกรว่าความยืดหยุ่นมีแค่ไหน ดูเรื่องเครื่องจักร เรื่องโรงงาน อยู่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็น Engineer ที่เราจบมากับความสนใจทาง Business ก็เลยสนุกมาก ได้บินไปดูโรงงานเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไปอยู่สิงคโปร์ ไปที่ไหนก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมเขา สิงคโปร์ค่อนข้างทำงานเร็ว เวียดนามละเอียดลึกซึ้ง ฟิลิปปินส์ก็เป็นอีกแบบ 

ทำงานอยู่เกือบ 5 ปี ระหว่างนั้นตกตะกอนค่อนข้างเยอะจากปลาจะเพียร ก็เลยลาออกมาทำโรงแรม เป็นโปรเจกต์ที่คุยกับเพื่อนสนิทชื่อ มิค (ภัททกร ธนสารอักษร) เขาเป็นสถาปนิก มีทรัพย์สินที่บ้านเป็นโรงพิมพ์เก่า เราเอาความรู้ที่ได้จากทั้งงานประจำและปลาจะเพียรมาเขย่าว่าเป้าหมายต้องชัดเจน ธุรกิจต้องอยู่ได้ และมีอิมแพคต่อสังคม เกิดเป็น Once Again Hostel ที่มี Business Model แข็งแรง และมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการกับย่านที่เราอยู่อาศัย ซึ่งมีชุมชนโบราณค่อนข้างเยอะ 

ทำไมเลือกเป็นเจ้าของโฮสเทลเล็ก ๆ มากกว่าเป็นผู้จัดการระดับภูมิภาคของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งรายได้คงเทียบกันไม่ติด

ตอนนั้นอายุ 25 – 26 รู้สึกว่าชีวิตนิ่ง งานมั่นคง เงินเดือนค่อนข้างโอเคมาก ๆ แต่ว่าพอยิ่งทำไปนาน ๆ รู้สึกตัวคนเดียว ถึงจะมีทีมอยู่ตามประเทศต่าง ๆ แต่มันไม่ได้ Fulfill ลึก ๆ ในใจเราไม่ได้อยากไปร้านอาหารหรู ๆ ไปท่องเที่ยว แล้วก็ตื่นมาทำงานต่อ มันขาดสิ่งที่เราสนุกอย่างพวกงานค่าย งานชุมชน งานเพื่อสังคม ที่เราดันเคยไปรู้จักมา 

ผมแค่คิดว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เราก็กลับไปทำงานประจำได้ใหม่ มีโปรไฟล์ที่ไปยื่นสมัครงานได้ แล้วทำไมไม่ลองล่ะ อายุก็ยังไม่ได้เยอะ ก็เลยเอาเงินเก็บที่สะสมมาทำโรงแรมหมดเลย จากที่เคยเป็นผู้รับบริการก็เปลี่ยนเป็นผู้ให้บริการ เราอยากได้อะไรก็ทำแบบนั้น 

ตอนนั้นเป็นจังหวะที่ธุรกิจโฮสเทลขาขึ้นด้วยใช่ไหม

กำลังมา แต่ยังมีน้อยครับ โฮสเทลสมัยก่อนเน้นความประหยัด ราคาถูก โรงแรมที่ดีไซน์จัดมีแค่หลักหน่วย เราโชคดีที่ตอนเปิดโรงแรมเดือนธันวา ปี 2015 แขกเต็มจน Hostel World บินมาหาเลย เพราะว่า Ranking ไต่เร็วมาก เราคิดทุกอย่างจากความต้องการของเราที่เคยเป็นนักท่องเที่ยว ตึกทำให้สวยงาม เตียงใหญ่กว่าเจ้าอื่น เป็นงานบิลด์อิน ไม่โยกเยก ล็อบบี้ก็ใหญ่มาก และเราไปเชื่อมโยงกับชุมชนรอบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวหรือกิจกรรม มันมีองค์ประกอบที่ทำให้คำว่าโฮสเทลบิดไปนิดหนึ่งจากเดิม 

ฝั่งธุรกิจ Success เร็วมาก เราแฮปปี้มาก ก็แบ่งกำลังดูแลแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ให้ธุรกิจมันอยู่ได้ เอากำลังมาฝั่งพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะเรามองตัวธุรกิจเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ไม่ได้ทำเพื่อสร้างกำไรอย่างเดียว เป้าหมายคือทำให้การพัฒนาสังคมเป็นอาชีพได้ ดังนั้นไม่ว่ามีโควิด หรือธุรกิจท่องเที่ยวขาลงยังไง เราก็คิดว่าทำยังไงให้ทีมยังพัฒนาสังคม พัฒนาเมืองได้ต่อ ถึงฟอร์มมันเปลี่ยนไป แต่ว่าความตั้งใจคือสิ่งเดิม

ทำไมการพัฒนาเมือง พัฒนาสังคม ถึงติดอยู่ในทุกเส้นทางชีวิตตลอดเวลา

เพราะมันเป็นอาชีพได้มั้ง มันมีที่ทางให้เราอยู่ได้จริง ๆ แล้วการพัฒนาเมืองมันสนุกตรงที่ว่า กิจกรรมอะไรก็เป็นการพัฒนาเมืองได้หมด ไปสวนสาธารณะก็ใช่ ทำกิจกรรมกลางแจ้งก็ใช่ ไปไหนมันก็เข้ามาในหัว พูดง่าย ๆ ไม่มีวินาทีไหนที่ไม่คิดเรื่องนี้ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิต แล้วพอเรารู้สึกว่ามันแก้ได้ เราหาทางได้ แล้วเราไม่ได้คนเดียว เรามีทีม ทีมทุกคนเป็นเหมือนกันหมด แต่ก่อนเคยมีทีมถึงเกือบ 80 คน แล้ว 80 คนคิดอย่างงี้ทุกวัน พวกเรามีกระดาษทดว่าวันนี้เจออะไร น่าแก้อะไร พออยู่ในสังคมที่คิดอย่างงี้ด้วยกันเราสนุกที่จะหาทางออกทุกวัน 

น่าจะเคยมีคนบอกคุณบ่อย ๆ ไหมว่าคุณเป็น Dreamer 

คนชอบคิดว่าเป็น Dreamer แต่จริง ๆ ผมค่อนข้างมองโลกในแง่ร้ายเวลาทำงานนะ มอง Practical มาก แต่ว่าชอบคิดไปให้เกินร้อยไว้ก่อน แล้วก็ค่อยมาดูกันว่าทำจริงแล้วได้เท่าไหร่ 

เป้าหมายของ ‘ศานนท์ หวังสร้างบุญ’ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ถึงจุดหนึ่ง ทำไมแค่โรงแรมเพื่อชุมชนก็ไม่พอ ต้องแยกหน่วยออกมาทำเรื่องเมืองเต็ม ๆ SATARANA ทำหลายเรื่องมาก ๆ Trawell ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน MAYDAY! ทำเรื่องขนส่งสาธารณะ และ Attention ทำเรื่องการสื่อสารและแบรนดิ้งให้กับชุมชน 

เมื่อ 80 เปอร์เซ็นต์ของกำลังคนมาอยู่ฝั่งนี้ เราก็ค้นพบ Iceberg Model คือเราเห็นปัญหาจากภูเขาน้ำแข็งด้านบน ซึ่งเราเรียกว่า Event โดยอีเวนต์ต่าง ๆ ผุดขึ้นมาก้อนใหญ่บ้างก้อนเล็กบ้าง แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ข้างล่างของภูเขาน้ำแข็ง 

ถ้าไล่ลำดับก็คือจากอีเวนต์ เราจะเห็น Pattern ว่าปัญหาที่ทำให้เกิดอีเวนต์นี้บ่อย ๆ คืออะไร ไปถึง Structure ที่ทำให้เกิดแพตเทิร์นนั้น รากลึกลงไปอีกคือเรื่องภายใน เป็นเรื่อง Mental Model ที่ทำให้เกิด Structure

พอเราเข้าใจตรงนี้ เราก็มาคิดได้ว่าปัญหาที่โรงแรมเราแก้เป็นอีเวนต์หมดเลย สมมติเราพานักท่องเที่ยวไปชุมชนทุกวัน เขาก็ได้เงินทุกวันนะ แต่เขากินเหล้าบ่อยขึ้นทุกวัน แปลว่าเราไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องรายได้จริง ๆ เหมือนแค่เราไปเติมเงินให้ปาร์ตี้เขาเฉย ๆ เราก็เลยรู้สึกว่าต้องเข้าใจให้ลึกลงไป เป็นที่มาของ Trawell ที่ทำเพื่อสังคมจริงจังขึ้น แล้วเราก็โชคดีได้เข้าโครงการของ One Young World ชนะรางวัลมาตั้งบริษัทใหม่ชื่อมหาชุมชน หรือว่าปัจจุบันก็คือ SATARANA นี่แหละ 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือโปรเจกต์ป้อมมหากาฬที่ทำให้เราเห็นตั้งแต่อีเวนต์ แพตเทิร์น สตรักเจอร์ และเมนทัล โมเดล แบบชัดเจนที่สุด เราเห็นตั้งแต่การไล่รื้อที่เป็นอีเวนต์ เห็นแพตเทิร์นแบบนี้ในทุก ๆ พื้นที่ที่เป็นชุมชนเก่าหรือว่าชุมชนแออัด ไปถึงเรื่องโครงสร้างที่คนไม่เข้าใจคุณค่าวัฒนธรรมว่าอะไรคือคุณค่าของชุมชน มันก็เลยทำให้เราเข้าใจว่า ต่อให้ Trawell ทำอีกกี่พันชุมชน เราก็จะไปเจอปัญหาเดิมว่าชุมชนก็จะถูกไล่รื้อ ต่อให้เราไปพูดว่าสินค้าเขาดี ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์เขาดี วันหนึ่งเขาก็จะเจอปัญหาที่เราพูดอยู่ 

เราต้องทำลึกลงไปถึงแก่นของปัญหา เลยชวนคนอื่น ๆ มาเข้าใจป้อมมหากาฬ เรียกว่า มหากาฬโมเดล มันอาจจะเกิดที่บ้านคุณก็ได้ ชุมชนแถว ๆ บ้านคุณเขาก็จะเจอแบบนี้ เมื่อผู้บริหารมองชุมชนว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม ไม่เห็นศักยภาพของผู้คน ไม่เห็นกิจกรรมที่เขาทำร่วมกัน มหากาฬโมเดลพยายามสื่อสารว่าเราอยู่ร่วมกันได้ การกวาดล้างไม่ทำให้ปัญหาหมดไป แต่เป็นการเอาปัญหาไปที่อื่น แล้วก็อาจจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย 

พอเป็นอย่างนั้น การทำงานของ SATARANA จึงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ทำสวย ๆ คุยกับฝรั่ง เรามีโปรเจกต์ภาคใต้คล้าย ๆ กันที่เทือกเขาบูโด ชุมชนโดนไล่รื้อจากการประกาศของอุทยานฯ เนื่องจากเขาขีดเส้นอุทยานฯ ด้วยความละเอียดของแผนที่ที่หยาบมาก ไปทับกับมัสยิด 300 ปี ทับกับพื้นที่ทำกินของชุมชน แล้วพอเราไปดูรายละเอียด มันทำแผนที่ให้ละเอียดขึ้นได้ แค่นี้มัสยิดก็อยู่ได้ สวนอยู่ได้ รักษาวิถีชีวิตจริง ๆ ของชุมชนได้

SATARANA มีโปรเจกต์ลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้มากขึ้น เป็นพาร์ตเนอร์กับชุมชนมากขึ้น เช่น ทำเรื่องพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ช่วงที่เข้มข้นที่สุดคือช่วงโควิดที่ทำ Locall เดลิเวอรี่ฮับของชุมชนร่วมกับทุกย่านที่เรารู้จัก 

ทำงานขับเคลื่อนสังคมเต็มตัว

เรามีคำถามกับเรื่องที่หมกมุ่นค่อนข้างเยอะ เลยไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำ ต่อให้ไม่ได้เป็นรองผู้ว่าฯ ก็ยังอยากทำอยู่ดี ทำอะไรก็ได้ที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะ Iceberg Model ติดอยู่ในหัวทุกวัน เราไม่สนุกกับการแก้ปัญหาเชิงอีเวนต์ไปเรื่อย ๆ อีกต่อไป 

เป้าหมายของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

03 บทบาทในชีวิต

การเป็นพ่อคนเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้าง

เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะเลย ถ้าใครรู้จักกันตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าผมปฏิเสธคนยาก ถ้าคิดถึงแค่ตัวเอง ก็จะได้ ๆ ๆ มีอะไรก็ได้หมด แต่พอมีลูกก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วไง ครอบครัวเป็นหินก้อนใหญ่ในชีวิต เราต้องดูแลก่อน มีลูกแล้วภรรยาก็ต้องเสียสละอะไรเยอะ ก็ค่อนข้างรู้สึกเกรงใจและอยากช่วย เลยปฏิเสธคนง่ายขึ้น ค่อนข้างชัดเจนว่าเราต้องทำอะไร แล้วก็มีเป้าหมายเรื่องสังคมชัดเจนมากขึ้นไปอีกว่าเราอยากทำให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น 

ขนาดเรายังไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะว่าสำหรับเด็กแรกเกิด ต่างจังหวัดให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากรุงเทพฯ เราจึงมีความปรารถนาที่แรงมากว่าจะทำให้ลูกมาโตในกรุงเทพฯ ได้ กรุงเทพฯ มีศักยภาพที่ดีกว่าต่างจังหวัดอยู่แล้ว ไม่งั้นคนจะย้ายมาทำไม การพัฒนาคุณภาพชีวิตควรจะทำได้ แล้วก็เราได้ดูเรื่องการศึกษาด้วย ไม่ได้พูดถึงโรงเรียนอย่างเดียว แต่พูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตเนอะ จะทำยังไงให้ลูกเห็นเมืองที่ทุกที่ทำให้เขาเติบโตได้ ทุกที่ควรจะทำให้เขามีชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้น มีความรู้ขึ้น มีประสบการณ์ขึ้น

อีกมิติหนึ่งคือเราก็มีความใจเย็นขึ้นด้วย เพราะว่าเราต้องให้เวลากับลูก เขาร้องไห้ทำไม รู้สึกอะไร เพราะเขาพูดสื่อสารกับเราไม่ได้ มันก็สร้าง Empathy ที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม บางทีเราใจร้อน คิดเร็ว ทำเร็ว ก็ต้องให้เวลาและทำความเข้าใจ ซึ่งการเลี้ยงลูกสะท้อนเรื่องเหล่านี้ได้ดีมาก 

แล้วบทบาทรองพ่อเมืองจะเปลี่ยนอะไรคุณไปอีก

คิดว่ามันน่าจะทำให้เราโฟกัสเรื่องการบริหารงาน เอาพลังมาทำโปรเจกต์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง หินก้อนใหญ่เรื่องครอบครัวเนี่ยทิ้งไม่ได้ครับ ถ้าชีวิตเป็นขวดแก้ว เราก็ใส่เรื่องครอบครัวไปก่อน ที่เหลือเอาเรื่องกรุงเทพมหานครใส่ทั้งหมดเลย เวลาที่จะให้กับเพื่อนฝูงอาจจะน้อยลง ก็อยากชวนเพื่อนฝูงมาทำงานด้วยกันมากกว่า เราจะได้อยู่ด้วยกัน แล้วก็ทำให้เมืองดีไปด้วย

ผมไม่เคยทำงานราชการ ก็รู้สึกแปลก ๆ เรื่องลำดับชั้นการทำงาน การมีรถ มีสวัสดิการโน่นนั่นนี่ ซึ่งเราก็อยากทำอะไรเหมือนเดิมนะ อยากเดิน อยากขี่จักรยาน แต่ก็ไม่แน่ใจ ภารกิจต่าง ๆ คงบีบให้เราต้องห่างชีวิตแบบเดิม ๆ ตอนนี้เจอคนทักทายก็ทางการขึ้น ไม่เหมือนเดิมแล้ว เหมือนมีหัวโขน ซึ่งต้องสื่อสารว่ามันคือการเปลี่ยนบทบาท ผมแค่ทำงานที่ใหม่เฉย ๆ ไม่ได้เป็นคนใหม่ ไม่ต้องอะไรขนาดนั้นครับ 

เป้าหมายของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เริ่มสื่อสารอย่างไรดี

เดี๋ยวไปเปลี่ยนห้องทำงานใหม่ก่อน ตอนนี้โต๊ะเต๊อะอะไรนี่ โอ้โห สุดยอด จะคุยกันทีต้องเดินออกมาหน้าห้อง เดี๋ยวจะทำเป็น Co-working ให้ทุกคนแชร์โต๊ะเดียวกันเลย มีเอกสารอะไรก็แปะก่อนไม่ต้องรอ แล้วก็ไม่ต้องเรียกผมว่านายหรือท่าน เรียกชื่อผม เพราะไม่รู้ว่าผมจะเป็นรองผู้ว่าฯ อีกนานแค่ไหน แต่ผมชื่อศานนท์ไปจนตาย เรียกชื่อผมดีกว่า 

ผมคิดว่าวัฒนธรรมพวกนี้มันต้องเปลี่ยนตั้งแต่วิธีคิด พี่ ๆ เขาอาจจะเจออะไรมาเยอะจากโครงสร้างที่กดทับ ซึ่งราชการไม่ควรเป็นแบบนั้น เขาควรปลดปล่อยพลังความคิด สิ่งที่เขาอยากทำ มาช่วยกันคิด ไม่ต้องรอผมสั่ง จริง ๆ ต้องแนะนำผมด้วยซ้ำเพราะเขารู้เรื่องในกทม. มากกว่าผมอีก อะไรพวกนี้ต้องเปลี่ยนตั้งแต่โต๊ะทำงาน 

วาระทำงานนานหลายปี มั่นใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่เปลี่ยนไป

ก็ต้องมีเพื่อนที่คอยทักตักเตือนเราเรื่อย ๆ นะ กัลยาณมิตรคือมิตรที่พูดตรง ๆ ทีมงานก็ต้องเตือนกันและกัน อันนี้แหละที่ทำให้เราไม่หลุดไป ถ้าเห็นอะไรก็บอกผมได้เหมือนกันนะ

ถ้าหากว่ากำลังจะสิ้นสุดวาระรองผู้ว่าฯ คิดว่าอะไรคือสิ่งสุดท้ายที่จะได้ทำ

เอาทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคมาเป็นโอกาสให้ทุกคนเห็นว่ามีอะไรบ้าง ให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ อาจจะใหม่กว่าเราเข้ามาทำหน้าที่อีก แล้วก็ให้คนที่เก่งกว่าเรา มีมุมมองที่แหลมคมกว่าเข้ามาช่วยเรา 

โอกาสที่อาจารย์ชัชชาติให้ผม มันทำให้คนรุ่นพวกเรารู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะเมืองของคนอายุเยอะ คนรุ่นพวกเรามาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองได้เหมือนกัน นี่เป็น Message แล้วก็สิ่งที่อยากจะส่งต่อ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯ คนต่อไปก็ต้องมีผู้บริหารคนใหม่ในทีม ต้องมีตัวแทนของเจเนอเรชันใหม่เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ

เป้าหมายของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตัวแทนคนรุ่นใหม่ คุณพ่อลูกอ่อน รองผู้ว่าฯ กทม. อายุน้อยที่สุดของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load