นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ก่อนสิเว้าเรื่องแรก ขอเว้าเรื่องสุดท้ายก่อนเด้อ 

“เที่ยงนี้พี่ต้องไปกินร้านลาบยายษรนะ” อีฟย้ำกับผมหลังสัมภาษณ์จบ เพราะเธอต้องรีบบึ่งไปสนามบินจึงไม่มีเวลาพาผมไปกินอาหารกลางวัน 

“ร้านนี้สุดมาก ทั้งร้านขายแต่ปลาปึ่ง ไม่มีเนื้อสัตว์อื่น จะให้เขาทำอะไรก็บอก เมื่อก่อนขายแค่วันละตัว หมดก็จบ เดี๋ยวนี้แล่มาหลายกิโล ยายษรทำให้เห็นว่าร้านอาหารอีสานเจ๋งว่ะ วัตถุดิบอย่างเดียวทำได้ทุกอย่าง ใช้ทุกส่วน Nose to Tail ของจริง ทำมาตั้งนานแล้วด้วย ยายษรอายุ 60 กว่า เปิดเป็นร้านเล็ก ๆ แค่พออยู่ได้ เป็นร้านที่คนท้องถิ่นกิน สามล้อขี่รถมาตะโกนสั่ง ยาย ลาบ 2 ถุง เดี๋ยวมาเอา ผักก็มาจากสวนแก เป็นร้านที่ได้เห็นรากของคนอีสานจริง ๆ แต่ไม่มีสื่อแนะนำ”

อีฟทิ้งท้ายก่อนจากไปว่า “ร้านนี้เขาหั่นปลากับพื้นนะ ไม่ได้หั่นบนโต๊ะ เขรอะหน่อย คนอีสานทำทุกอย่างบนพื้น ใช้เสื่อแทบจะทุกกิจกรรม อีฟถึงทำงานเสื่อไง เพราะเสื่อคือทุกอย่างของคนอีสาน”

อีฟเป็นไผ มาแต่ไส

อีฟนัดคุยกับผมในช่วงสายที่ร้านอินโดจีน ร้านอาหารเวียดนามชื่อดังกลางเมืองอุบลราชธานี ตรงหน้าของผมคือ อาหารเวียดนามแบบดั้งเดิมชุดใหญ่ซึ่งทุกจานไม่อยู่ในเมนูร้าน อีฟบอกว่า เธอเป็นคนปากสะมะแจะ (ถามไปเรื่อย) ไปกินร้านไหนก็ชอบชวนเจ้าของร้านคุย ถามถึงจานเด็ดที่เขากินกันในบ้าน แล้วก็อ้อนเจ้าของร้านทำให้ชิม อาหารมื้อนี้เป็นอาหารจานลับ ไม่ต่างจากร้านอาหารทั่วเมืองอุบลที่อีฟพาผมไปกินในรอบ 2 วันที่ผ่านมา 

อีฟ คือ ใคร

อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ คือแม่เมืองอุบล พวกเราชาว The Cloud และคนในวงการสร้างสรรค์เรียกเธออย่างนั้น ในเรื่องอาหาร งานคราฟต์ และงานสร้างสรรรค์ทั้งหลาย ถ้าใครอยากได้ความช่วยเหลืออะไรในจังหวัดอุบล อีฟจัดให้ได้ทุกเรื่อง

อีฟเป็นนักออกแบบแฟชั่น

อีฟเป็นนักธุรกิจ เคยขายรถไถนาและรถเกี่ยวข้าว

อีฟเป็นผู้ก่อตั้งและเคยเป็นเจ้าของร้านน้ำเต้าหู้เตาถ่าน

อีฟเป็นเจ้าของร้านอาหาร Zao อาหารอีสานรสดั้งเดิม ในรูปลักษณ์ใหม่ ซึ่งกำลังจะเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ

อีฟเป็นเจ้าของโครงการ Foundisan ชวนนักออกแบบเดินทางทั่วอีสานตามหาสุดยอดงานฝีมือมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่อวดชาวโลกได้แบบไม่อายใคร

อีฟเป็นคนอีสาน รักอีสาน และอยากสื่อสารเรื่องอีสาน เพื่อให้คนหลุดจากภาพจำเดิม ๆ ว่า อะไรที่เกี่ยวกับอีสานไม่น่าภูมิใจและราคาถูก

อีฟพยายามทำให้สิ่งที่เกี่ยวกับอีสานมีราคาแพง ซึ่งสะท้อนคุณค่าที่แท้จริง

ทุกช่วงชีวิตของอีฟพลิกผันเหนือการคาดเดา

อย่างเช่น เธอรักอีสานขนาดนี้ แต่ครั้งหนึ่งเธอก็เคยเกลียดความเป็นอีสาน อยากเป็นคนอื่น ไม่ต่างจากหลายคน

“อีฟเนี่ยตัวดีเลย อยากหนีความเป็นอีสานตั้งแต่เกิดเลย” อีฟแนะนำตัวแบบนั้น

กะอยากเป็นคนกรุงเทพฯ คือเค้า 

อีฟเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่จังหวัดศรีสะเกษ ถิ่นของชาวส่วย แต่เธอมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เพราะตอนตั้งครรภ์แม่ฝันว่ามีเด็กฝรั่งมาเกิดในท้อง เด็กอีสานคนนี้เลยคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นเด็กฝรั่ง ชวนเพื่อน ๆ เอาไม้ไผ่มาเล่นเบสบอลตามกติกามั่ว ๆ ที่เธอเดาว่าคงเป็นแบบนี้ และบอกแม่ว่า จะไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ๆ

พ่อและแม่ของเธอเป็นครูที่อำเภอน้ำเกลี้ยง แต่ก็เลือกส่งลูกสาวให้นั่งรถสองแถวคลุกฝุ่นบนทางลูกรัง 60 กิโลเมตร ไปเรียนในตัวเมืองศรีสะเกษ ออกจากบ้านตี 5 กลับมา 1 ทุ่มทุกวัน เพราะอยากให้ลูกพูดภาษากลางชัด ๆ ไม่ติดสำเนียงส่วย ไม่ต่างจากพ่อแม่จำนวนมากที่ไม่ยอมพูดอีสานกับลูก

“ตั้งใจเรียนให้เก่ง ไปหาเงิน แล้วส่งเงินมาเลี้ยงดูแม่นะ” อีฟโตมากับประโยคนี้ของแม่ ในหัวของเธอจึงมีแค่ 2 เรื่อง คือ เรียนให้เก่งและช่วยที่บ้านหาเงิน

อีฟเรียนเก่งมาก โดยเฉพาะวิชาเคมี แต่ก็ไม่ได้มีความฝันว่าอยากเรียนอะไร พอเพื่อนสนิทของเธอต้องเดินทางไปสอบตรงเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่กรุงเทพฯ เธอจึงอาสาไปเป็นเพื่อน เหตุผลเดียวที่จะขอเงินแม่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ ได้คือ ต้องไปสอบด้วย เธอจึงเลือกคณะศิลปกรรม เพียงเพราะอยากสอบตึกเดียวกับเพื่อน และเลือกสาขาเซรามิก เพราะชื่อเท่ดี

แม่สนับสนุนอีฟเต็มที่ เพราะอยากให้ลูกเป็นครูศิลปะในมหาวิทยาลัยครูอันดับหนึ่งของประเทศ ส่วนอีฟรู้ตัวดีว่า แค่มาสอบเล่น ๆ วาดรูปยังไม่เป็นเลย จะสอบติดได้ยังไง

แต่อีฟดันสอบติด (แต่เพื่อนที่ชวนมาสอบไม่ติด)

หม่องนี่เป็นหม่องของเฮา 

“ห้างสวยมาก ฉันต้องอยู่ที่นี่ สุขุมวิทคือที่ของฉัน” อีฟพูดถึงความรู้สึกแรกที่มีต่อกรุงเทพฯ ด้วยตาเป็นประกาย ทุกอย่างที่นี่เจริญหูเจริญตาต่างจากบ้านของเธอ ตอนที่อีฟนั่งรถสองแถวไปเรียนในเมือง ยังมีคนมานั่งอึข้างทางอยู่เลย อีฟเลยมีความสามารถพิเศษ เข้าห้องน้ำโดยไม่ต้องมีห้องน้ำได้

สาวศรีสะเกษเริ่มชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งด้วยบุคลิกแบบเด็กเนิร์ด ผมสั้น แต่งตัวเรียบร้อย ใส่สร้อยเชือกห้อยพระ ไม่แตกต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นมากนัก สิ่งเดียวที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงก็คือ อีฟวาดรูปไม่เป็นเลย

“ตอนเรียนต้องให้เพื่อนช่วยวาดรูปให้ จนจะจบปีหนึ่งก็มาทบทวนกับตัวเองว่า จะเรียนจบไปทำอะไร ทีแรกว่าจะลาออกไปสอบใหม่ ไปเรียนด้านเคมี แต่เพื่อนบอกว่า ย้ายสาขาได้ ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้ ในบรรดาสาขาวิชาทั้งหมด แฟชั่นดูจะเป็นสาขาเดียวที่เรียนได้” อีฟเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอเข้าสู่วงการแฟชั่น

“แม่อีฟเป็นช่างตัดเสื้อด้วย ทำหลายอาชีพเพื่อส่งลูกเรียนในเมือง แม่นอนน้อยมาก สอนเสร็จก็กลับมากลิ้งเสื้อ ตัดชุดแต่งงาน แต่งหน้า จัดดอกไม้ ทำร้านโชห่วย ขายกวยจั๊บ ทำทุกอย่างที่ได้เงิน ถ้าอยากได้เสื้อผ้าใหม่ แม่จะทำชุดเอง ทำแพตเทิร์น เย็บให้ แฟชั่นเลยเป็นสาขาที่ใกล้ตัวที่สุด”

อีฟใช้เวลา 3 เดือน จ้างอาจารย์มาสอนสเก็ตช์แฟชั่นแบบตัวต่อตัว โดยมีเป้าหมายว่า ต้องวาดและทำพอร์ตฯ ให้ได้เหมือนคนที่ฝึกวาดมาตั้งแต่ประถม

แล้วเธอก็ย้ายไปเรียนภาคแฟชั่นสำเร็จ

หมู่แท้ในวงการแฟชั่น มีบ่น้อ 

วงการแฟชั่นตอนรับน้องใหม่อย่างดุเดือดตั้งแต่นาทีแรก

“อาจารย์ไม่ยอมรับ ไล่ออกจากห้องให้กลับไปที่เดิมของเรา เพราะเรามาทางลัดที่ไม่เคยมีใครใช้ เขาสอบแฟชั่นกันพันคนเอาสิบคน เราวาดรูปก็ไม่เป็น แต่งตัวมอซอ ไม่แฟชั่น แบรนด์อะไรก็ไม่รู้จัก เพื่อนร่วมรุ่นแต่ละคนก็เทพมาก ส่วนมากเป็นเด็กรวยแต่งตัวจัดกันทุกคน” อีฟเล่าถึงโลกใบใหม่ที่ไม่สดใสเท่าใดนัก

เด็กสาวจากอีสานคนนี้ตอบคำถามเรื่องแฟชั่นไม่ได้เลย วิจารณ์งานแฟชั่นในห้องก็ไม่เป็น ดูงานศิลปะในแกลอรี่ก็ไม่เข้าใจ จนต้องไปลงเรียนพิเศษเรื่องการวิจารณ์งานกับ อาจารย์ถนอม ชาภักดี แล้วทุ่มเททำงานให้หนักกว่าคนอื่น

“เราไม่เก่ง แต่เราอึด อาจารย์ให้สเก็ตช์ชุดส่งสัปดาห์ละห้าสิบชุด เราสเก็ตช์ร้อยชุดเลย เพื่อเอามาเลือกแบบที่ดีที่สุด แต่ทำคนเดียวไม่ทัน ต้องมอบหมายให้เพื่อนเซรามิกช่วยลงสีตัดเส้นให้” รวมถึงเพื่อนแฟชั่นหลายคนก็ยินดีช่วยเด็กใหม่ผู้ไม่รู้อะไรเลย

อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก

“เราไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก จะมานอนไม่ได้ อีฟนอนน้อยมาก วันละชั่วโมง บางทีเผลอหลับยังฝันว่าครูมาชี้หน้าด่าว่า เก่งแล้วเหรอถึงกล้านอน มันหลอนขนาดนั้น” ด้วยความพยายามสุดตัวทำให้อีฟค่อย ๆ ไต่อันดับจากที่โหล่ขึ้นมายืนแถวหน้าของรุ่น สวนทางกับความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่นที่ค่อย ๆ หายไป

ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพื่อนก็มีแต่จะแย่ลง

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งจบแฟชั่นมาจากอเมริกา เนี้ยบมาก ดุมาก แล้วก็เหยียดอีฟมาก บอกว่า หน้าอย่างเธอเนี่ยนะจะเรียนแฟชั่น มีเงินเรียนเหรอ ที่บ้านทำอะไร แฟชั่นไม่มีเงินเรียนไม่ได้นะ”

อีฟยอมรับว่าสิ่งที่อาจารย์พูดจริงทุกอย่าง เธอต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างต่ำ ๆ สัปดาห์ละ 5,000 บาท แม่ของเธอต้องไปกู้มาบ้าง อีฟเองก็ต้องรับจ๊อบทำชุดเชียร์ลีดเดอร์ เป็นผู้ช่วยสไตลิสต์ และทำแพตเทิร์นเพื่อหาเงินเรียนด้วย

“เธอคิดว่าในวงการแฟชั่นมีเพื่อนแท้ไหม” อาจารย์สุดเนี้ยบถามอีฟ

“มีค่ะ” อีฟตอบตาใสตามที่คิด เพราะเพื่อนที่เรียนเซรามิกก็ช่วยเหลือเธอมาตลอด

“ชั้นว่าไม่มี เธอคอยดูก็แล้วกัน”

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ อีฟก็ทำงานที่ต้องส่งในวิชาของอาจารย์คนนี้พลาด สีเน่าทั้งคอลเลกชัน แม้เธอจะถูกสอนมาว่า ไม่ว่างานจะแย่ยังไง นักออกแบบก็ต้องปกป้องงานตัวเอง แต่งานชิ้นนี้ห่วยเกินกว่าจะสู้ไหว เธอเลยออกตัวยอมรับความผิดพลาด เพื่อนทุกคนในห้องก็วิจารณ์งานอีฟไม่ยั้ง แต่ดูเหมือนอาจารย์จะไม่เห็นด้วย นักออกแบบสุดเก๋าโต้กลับทุกคำวิจารณ์ พูดจนงานเน่า ๆ ของอีฟเลิศเลอกว่างานของทุกคน

“หลังจากวันนั้น เพื่อนก็ไม่เข้าใจ หายไปหลายคน” อีฟหัวเราะกับโชคชะตา “เพื่อนบอกว่ามึงเป็นลูกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ หลังจากนั้นก็โดนแกล้ง งานที่ส่งอาจารย์บนโต๊ะก็หายบ่อย”

ถึงเพื่อนจะไม่ชอบ แต่ความพยายามและความสามารถของอีฟก็ทำให้อาจารย์หลายคนเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ หัวหน้าภาควิชาถึงกับเอ่ยปากว่า ปิดเทอมนี้ลูกของเธอจะกลับมาจากออสเตรเลีย อาจารย์อยากให้อีฟไปอยู่บ้านเธอ 3 เดือน เธอจะสอนแพตเทิร์นให้อีฟเอง เรื่องนี้ควรถือเป็นข่าวดี

ถ้าอาจารย์ไม่พูดเรื่องนี้กลางห้องต่อหน้าเพื่อนทั้งรุ่น

“ช่วงใกล้ปิดเทอม จะได้ไปอยู่บ้านอาจารย์แล้ว อยู่ดี ๆ ก็มีเพื่อนบอกว่ามือถือหายในห้องเรียน เพื่อนบอกว่า เราก็อยู่กันแค่ในห้องนี้ มาโหวตกันดีกว่าว่า ใครเป็นคนเอาไป เกือบทั้งห้องโหวตว่าอีฟเป็นโจร บ้านอาจารย์ก็ไม่ได้ไปแล้ว ใครจะกล้าให้โจรไปอยู่ที่บ้านล่ะ” อีฟบอกว่าตอนนั้นเธอโกรธมาก แต่ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

“เรารู้ว่าต้องเรียนให้เก่ง จบมาจะได้ทำงานบริษัทดี ๆ มีเงินเยอะ ๆ ส่งให้แม่ แล้วจะเอาอะไรไปแข่งกับคนอื่นล่ะ แค่วาดรูปเสื้อผ้าใครก็วาดได้ แต่อีฟทำแพตเทิร์นเป็นคนเดียวในห้อง คนอื่นต้องจ้างอีฟหมดเลย ยิ่งทำให้เราอยากเรียนแพตเทิร์น เราเก็บกดมากที่ไม่ได้เรียนแพตเทิร์นที่บ้านอาจารย์ ตอนนั้น อาจารย์ปกรณ์ วุฒิยางกูร สอนวาดแพตเทิร์นค่าเรียน 6 หมื่น เป็นหลักสูตรฝรั่งเศส เราอยากเรียนมากแต่ไม่มีเงิน เลยบอกให้เพื่อนไปเรียนแล้วมาสอนเราต่อ เดี๋ยวเราจะช่วยทำงานส่ง ปรากฏว่าพ่อเพื่อนออกเงินให้เราเรียนก่อน มีเงินแล้วค่อยผ่อนคืน ก็เลยยิ่งเก่งแพตเทิร์นขึ้นไปอีก”

อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก

พอขึ้นปี 3 ถึงแม้อีฟจะพยายามพิสูจน์ตัวเองจนได้รางวัลจากการประกวดมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ แฟชั่น

“เรามาถามตัวเองว่าเป็นเพราะอะไร สรุปว่าเป็นเพราะข้างนอกนี่แหละ เราได้เงินค่าทำชุดลีดมา 5 หมื่น ก็เอาไปซื้อแบรนด์ที่คนยอมรับในสมัยนั้นมาใส่เลย ซื้อชุดเกรย์ฮาวนด์หมดเลย ตัดผม แต่งหน้า เปลี่ยนลุคใหม่เลย นับจากวันนั้นเราก็เริ่มมีตัวตนในสายตาเพื่อน ๆ ” อีฟสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ว่า

“ถ้าอยากอยู่วงการนี้ ต้องแต่งตัว เก่งอย่างเดียวไม่พอ ลุคต้องได้ ต้องดูดี ไม่งั้นเก่งให้ตาย คนก็ไม่ยอมรับ”

ฟ่าวหาเงิน ส่งเมื่อเฮือน 

พอเรียนจบอีฟก็ได้ทำงานกับแบรนด์ Shaka London บริษัทร่วมทุนไทย-ญี่ปุ่นซึ่งมีโรงงานอยู่ที่ไทยและมีนักออกแบบอยู่ที่ญี่ปุ่นและลอนดอน อีฟต้องบินไปเลือกผ้าที่ญี่ปุ่น แล้วมาทำงานร่วมกับนักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่อยู่ลอนดอน

เหตุผลที่อีฟได้ทำงานในบริษัทอินเตอร์ ก็เพราะฝีไม้ลายมือที่โดดเด่นทั้งเรื่องการออกแบบและการทำแพตเทิร์น อีฟรับจ้างทำแพตเทิร์นให้นักออกแบบตั้งแต่สมัยเรียน บางเดือนเธอหาเงินได้ถึงแสนบาท เพราะคนทำแพตเทิร์นที่เข้าใจลายเส้นในสมัยนั้นมีน้อยมาก

อีกเหตุผลก็คือ อีฟเป็นคนพูดเก่ง นำเสนอตัวเองได้ดี ตอนสัมภาษณ์เธอตอบฉะฉานว่า พูดภาษาอังกฤษได้ จนลาออกก็ยังไม่มีใครรู้ว่า เธอพูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลย

“พอเรารู้ว่านักออกแบบชาวญี่ปุ่นจะมาเมืองไทย ก็ไปลงเรียนคอร์สพูดแบบเร่งด่วน จ้างครูฝรั่งมาสอนตัวต่อตัว เรารู้ว่าบทสนทนาจะเป็นประมาณไหน ก็บอกครู ขอแค่นี้ เรียนอยู่ 6 เดือนก็คุยได้สบาย เวลาเขาส่งอีเมลมายาวเต็มหน้าเอสี่ อีฟก็ฟอร์เวิร์ดไปให้เพื่อนเอกอังกฤษช่วยแปลให้ เราพิมพ์คำตอบไป เขาก็แปลให้อีกที อีฟใช้เพื่อนตลอด เจ้านายญี่ปุ่นไม่เคยรู้เลยว่าอีฟพูดอังกฤษไม่ได้ เจ้านายไทยก็ไม่รู้ รู้แต่อีฟเขียนเก่ง สื่อสารเข้าใจ แต่เขินไม่กล้าพูด เหมือนคนไทยทั่วไป”

ในระหว่างนั้นอีฟก็หุ้นกับเพื่อนทำแบรนด์เสื้อของตัวเอง เป็นเสื้อคาร์ดิแกนง่าย ๆ ตีเกล็ดนิดหน่อย เป็นแพตเทิร์นที่ไม่มีในตอนนั้น จ้างคนเย็บเป็นเสื้อโหลเป็นพัน ๆ ตัว เอามาขายที่ตลาดนัดจตุจักรตี 3 วันเสาร์ ขายตัวละ 250 บาท มีต่างชาติมาเหมาไป ตี 5 ก็ขายหมด ได้เงินวันละ 3 แสน ก็เอากลับไปลงของเพื่อผลิตรอบใหม่

นอกจากนั้น อีฟยังเป็นนักออกแบบรุ่นใหม่ที่รัฐบาลเลือกพาไปโปรโมตที่ต่างประเทศ รุ่นเดียวกับ กรกต อารมย์ดี เธอทำตัวอย่างไปโชว์ 20 ชิ้น รับออเดอร์กลับมาก็ผลิตแล้วส่งออก

อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก

“งานประจำเงินก็ดี ช่วงนั้นหาเงินได้เดือนละแสนสองแสนสบาย ๆ แต่หมดไปกับเสื้อผ้า ต้องแบรนด์เนม ต้องแต่งตัว เป็นทาสแฟชั่น หาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต้องส่งให้ที่บ้านด้วย ตอนนั้นโหยเงินมาก กลับบ้านปีละครั้ง ไปแล้วก็คัน หายใจไม่ออก แค่ไปไหว้ กินข้าวหนึ่งมื้อ อีกวันก็กลับ อีฟเข้าใจว่า การส่งเงินคือการกลับบ้าน เราส่งเงินตลอด ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ คิดว่าแม่อยากได้เงิน ก็ตอนเด็ก ๆ แม่บอกว่าอย่างงั้น ก็เอาเงินไปสิ แล้วห้ามมายุ่งกับชีวิตอีฟนะ”

ชีวิตของอีฟยังรุ่งไม่หยุด จากนิสิตที่ถูกเฉดหัวออกจากภาค เธอได้รับเชิญให้กลับสอนที่คณะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอตัดสินใจเรียนต่อปริญญาต่อด้าน Fashion Promotion ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ที่อังกฤษ อีฟได้คอนเนกชันมากมาย ชีวิตในวัย 27 – 28 ปีของเธอมีทางให้เลือกหลายทาง ทั้งเป็นอาจารย์ ทำแบรนด์ของตัวเอง ไปจนถึงทำแบรนด์ของตัวเองแบบอินเตอร์

แต่จู่ ๆ กราฟชีวิตของเธอก็ถูกกระชากลงแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

เมื่อเฮือน

ช่วงที่รอรับปริญญา อีฟได้รับโทรศัพท์ข้ามทวีปมาจากแม่

“กลับบ้านมากินข้าวกับแม่ได้ไหม” แม่ไม่อยากให้อีฟทำงานที่ไหนแล้ว อยากให้กลับมาอยู่ที่บ้านที่ศรีสะเกษ เพราะถ้าไม่ดึงอีฟกลับบ้านตอนนี้ แม่คงไม่มีทางได้ตัวอีฟกลับมาอีกแล้ว

“ไม่เอา ไม่เห็นมีอะไรอร่อยเลย ไม่ชอบ ไม่กลับ”

“อีฟรู้จักคำว่า บุญคุณต้องทดแทนไหม”

“อีฟก็โอนเงินให้แม่ตลอด ไม่ทดแทนยังไง ตั้งแต่เรียนอีฟให้แม่มาตลอด แม่อยากได้อะไรก็ซื้อให้หมด ไม่ทดแทนยังไง”

“แม่ไม่ได้อยากได้เงินอีฟนะ แม่อยากได้ตัวอีฟ แม่เลี้ยงอีฟมา แม่ไม่ได้ต้องการเงินขนาดนั้น แม่มีเงินของแม่ แม่ก็มีเงินเดือนนะ”

“แล้วแม่ต้องการอะไร”

“ต้องการให้อีฟมาอยู่บ้านด้วย”

“แม่จะบ้าเหรอ”

“อีฟใช้เงินเยอะที่สุดในบ้าน อยากเรียนอะไร อยากเรียนที่ไหน แม่หาเงินให้หมด ไม่เคยปฏิเสธ แค่มากินข้าวกับแม่ ทำไม่ได้เหรอ แม่ขอแค่นี้ กลับมาเลย ไม่ต้องรับปริญญา แม่จะซื้อตั๋วส่งไปให้ ถ้าไม่กลับ แม่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรแล้ว อีฟน่าจะรู้นะว่า ต้องตอบแทนบุญคุณแม่ยังไง”

ในที่สุด แม่ก็ได้ลูกสาวคนเดียวกลับมา แต่ดูเหมือนจะได้กลับมาแค่ร่าง เพราะอีฟที่แต่งตัวแฟชั่นจ๋าดูเป็นตัวประหลาดของคนทั้งจังหวัด ไม่คุยกับใคร เหมือนผีบ้าที่โกรธเกรี้ยวทุกอย่างรอบตัว ทุกเย็นทุกคนในครอบครัวจะพาอีฟไปกินข้าว แต่อีฟก็พร้อมจะด่ากราดใส่ทุกคนที่พูดจาไม่ถูกหู หรือไม่ก็นั่งร้องไห้กลางโต๊ะอาหาร

แม่ตัดสินใจเกษียณอายุก่อนกำหนดเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนลูกสาวที่บ้าน เพราะอีฟคุยกับใครไม่ได้เลย

“อีฟกินเหล้าทุกวัน กินเหล้าหนักมาก ที่เหี้ยกว่านั้นคือ จ้างพริตตี้ 2 คนมากินเหล้าด้วย เล่นเกมเป่ายิ้งฉุบกินเหล้า แค่อยากมีเพื่อนคุยเรื่องสนุก ๆ ได้หัวเราะบ้าง” อีฟเล่าถึงสิ่งเดียวที่ทำให้เธอได้ผ่อนคลายในช่วงเวลานั้น

เวลาผ่านไปหลายเดือน อีฟเริ่มหางานที่ชอบทำ เธออยากเปิดร้านส้มตำเก๋ ๆ แบบร้านเกรย์ฮาวนด์ เธอเดินแจกแบบสอบถามสำรวจตลาดด้วยตัวเอง จนไอเดียร้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แม่ก็ถามคำถามสำคัญที่ทำให้เธอถึงกับล้มโครงการ

“ใครจะตำให้อีฟ อีฟจะคุยกับลูกน้องรู้เรื่องเหรอ”

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้เริ่มงานใหม่ตามคำแนะนำของพ่อ

อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก
อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก

แม่ค้า

ครอบครัวของอีฟย้ายมาอยู่ที่อุบล พ่อของอีฟเพิ่งซื้อรถเกี่ยวข้าวมา 2 คัน แล้วเอาไปรับจ้างเกี่ยวข้าว ได้กำไรดีมาก เลยแนะนำให้ลูกสาวลองไปเอารถเกี่ยวข้าวของเพื่อนที่พิษณุโลกมาขาย เป็นรถที่ครอบครัวของเพื่อนอีฟผลิตเอง ราคาคันละประมาณ 2 ล้านบาท

อีฟตัดสินใจเป็นดีลเลอร์รถเกี่ยวข้าวในจังหวัดอุบล พ่อเพื่อนอีฟถามว่าอยากได้เงินใช้เดือนละเท่าไหร่ อีฟตอบว่า แสนห้า เขาก็สอนว่าต้องทำเรื่องไฟแนนซ์ยังไง ไปอบรมและเรียนรู้งานกันหนึ่งเดือน อีฟก็กลับมาเริ่มต้นกิจการแรกของตัวเองในอุบล

สิ่งที่ร้านอีฟต่างจากร้านคู่แข่งก็คือ เปิดร้านตลอด 24 ชั่วโมง เพราะช่วงเวลาเกี่ยวข้าวมีแค่ 20 วัน คนที่รับจ้างเกี่ยวข้าวจึงต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หลักการขายของอีฟคือ แทบไม่แนะนำว่ารถใช้งานยังไง เน้นสอนให้ดูตัวเลขว่า ผ่อนยังไงถึงจะหมด ไปรับจ้างเกี่ยวยังไงถึงจะคุ้ม แล้วก็มีการขายที่ไม่เหมือนใคร

“ถามเขาว่า พี่กินเบียร์ไหม กินข้าวไหม เราเลี้ยงเหล้าทุกคน อยากกิน มันทรมาน กินในโชว์รูม กินไปคุยไป วันแรกก็ขายได้เลย เขาก็บอกว่า พาพี่ไปกดเงินหน่อย เด็กยังงงเลยว่า ขายรถได้ยังไงวะ พอได้ลูกค้าคนแรก ก็เลี้ยงข้าวลูกค้าทุกคน ใครอยากกินเบียร์กินเลย เรากินด้วย” อีฟสรุปผลประกอบการปีแรกว่า ขายได้ 50 คัน ทำเงินได้เฉียดร้อยล้านบาท ขายดีจนบริษัทผลิตรถให้ไม่ทัน

“แต่ไม่มีความสุขนะ มีเงินก็ช่วยไม่ได้ เพราะอีฟไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ บ้านฉันคือกรุงเทพฯ กูมาทำอะไรที่นี่วะ นอนน้ำตาไหลตลอด แล้วก็เหมือนเอาน้ำมันราดตัวเองตลอดเวลา เผาทุกคน อีฟไม่เห็นหัวใครเลย ไล่ลูกน้องออกทีละหกคน ทำผิดคนเดียวแต่ที่เหลือไม่ยอมบอกก็ถือว่าสมรู้ร่วมคิด เอาออกหมด เราหาเงินได้ขนาดนั้น พ่อแม่พูดอะไรก็ไม่เชื่อ ไม่มีใครเตือนได้ ตอนนั้นเกลียดตัวเองมาก”

ช่วงนั้นทุกคืนวันศุกร์อีฟจะบินไปกรุงเทพฯ เพื่อใช้เวลาสุดสัปดาห์กินเหล้ากับเพื่อน แต่แล้วคืนหนึ่งแม่ซึ่งนั่งรถไปส่งเธอที่สนามบินก็พูดขึ้นมาว่า

“แม่ตัดสินใจผิด แม่ไม่น่าดึงอีฟกลับมาเลย” แม่พูดไปร้องไห้ไป “อีฟทำให้ทุกคนที่อยู่รอบตัวทรมานหมดเลย ไม่มีใครมีความสุขเลย แม้แต่แม่เอง แม่ว่าอีฟกลับไปอยู่ในที่ที่อีฟมาเถอะ แม่เข้าใจผิดว่าอีฟเป็นคนที่นี่ แต่อีฟเปลี่ยนไปแล้ว แม่ทรมานมาก”

คืนนั้นอีฟกินเหล้ากับเพื่อนที่กรุงเทพฯ หนักหน่วงไม่ต่างจากสัปดาห์อื่น ๆ แต่ใจลึก ๆ เธอก็เริ่มคิดว่า จะหาทางออกกับปัญหานี้ยังไง

อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก
อีฟ สาวอุบลผู้เชื่อว่า เราต้องภูมิใจในความเป็นอีสาน และอีสานแพงได้ ไม่จำเป็นต้องถูก

เงินหาหลายป่านได๋กะบ่พอ

ชีวิตที่ผ่านมาดูเหมือนอีฟเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

แต่ถ้ามองอีกแง่ เธอก็เหมือนนักธุรกิจที่บริหารงานแบบมีศิลปะจนประสบความสำเร็จ

ครั้งหนึ่งอีฟไปสอนหนังสือที่ ม.อุบล แล้วพบว่า นักศึกษาไม่ภูมิใจในบ้านเกิด อยากจะไปทำงานกรุงเทพฯ ครูคนนี้เลยจะหาเคสธุรกิจมาสอนเด็ก ด้วยการใช้เงิน 5 หมื่นบาท ทำธุรกิจที่พิสูจน์ว่าอยู่อุบลได้ ทำให้เด็กเห็นว่า มีของดีอยู่รอบตัว แต่สายตาต้องคม

อีฟนึกถึงน้ำเต้าหู้อาแปะที่ต้มด้วยเตาถ่านซึ่งหอมมาก เป็นร้านรถเข็นที่ขายตอนเที่ยงคืนถึงตีสาม มีคนจากทั่วประเทศมาขอเรียน ขอซื้อสูตร แม้กระทั่งญาติของอาแปะเอง แต่แกก็ไม่เคยให้สูตรนี้กับใคร

ยกเว้นอีฟ

“คนอื่น ๆ เขาขอสูตรไปทำขายแบบเดียวกับแปะในจังหวัดอื่น ๆ แต่อีฟไปหาอาแปะพร้อมแผนธุรกิจ จะทำร้านเป็นห้องแอร์ ขายแก้วละ 50 บาท ทำตัวอย่างแก้วไปให้ดู มีถ้วยพลาสติกแบบซีลฝาเหมือนชานมไข่มุก มีท็อปปิ้ง ทุกอย่างใหม่หมด แปะก็สงสัยว่า มันจะขายได้เหรอ แต่ด้วยความที่เป็นคนที่คิดต่างเหมือนกันมั้ง เห็นว่าเราตั้งใจจริง แล้วก็อยากเห็นอะไรใหม่ ๆ แปะก็เลยสอนให้ เงินก็ไม่เอานะ อีฟต้องเอาเงินมายัดใส่มือแปะแล้ววิ่งหนี”

ร้านน้ำเต้าหู้เตาถ่านของอีฟประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ภาพในหัวของเธอไม่ได้อยู่แค่อุบล เธออยากเปิดร้านที่กรุงเทพฯ เพราะอยากหาเรื่องเข้ากรุงเทพฯ

อีฟหาทำเลแล้วเปิดร้านด้วยตัวเองทุกร้าน ดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่สัก 3 เดือน จนระบบต่าง ๆ เข้าที่ถึงกลับอุบลมาบริหารร้านผ่านไลน์ ให้ลูกน้องดูแลร้านไป ยุครุ่งเรืองที่สุดของร้านน้ำเต้าหู้เตาถ่านในมืออีฟคือ มี 11 สาขา

อีฟมีเงิน แต่ไม่มีความสุข

เธอรู้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบของชีวิต แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน

เป็นหยังคือเกิดมา เกิดมาเฮ็ดหยัง

อีฟกลับมาอยู่บ้านที่อุบลได้ 3 ปี ความโกรธเกรี้ยวก็ค่อย ๆ ลดลง เหตุผลแรกคือ การเข้าวัด

“ในชีวิตอีฟ สิ่งที่ทำแล้วมีความสุขจริง ๆ คือ กินเหล้า กับ ปฏิบัติธรรม อีฟเป็นพวกวัดก็เข้า เหล้าก็กิน” เธอเข้าวัดมาตั้งแต่เด็ก ๆ และในยามที่มีชีวิตมีทุกข์ หรือมีปัญหา เธอก็ตระเวนหาพระเพื่อไขข้อสงสัย จนได้ไปบวชชีพราหมณ์ที่เชียงรายหนึ่งเดือนเต็ม ๆ กับแม่ และพี่ชายก็ไปบวชพระด้วยกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่อีฟอยากไปปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะนานแค่ไหน ทุกคนในครอบครัวก็พร้อมจะหยุดงานไปกับเธอเสมอ

รอบนี้อีฟพบความสงบจนไม่อยากสึก เพราะเธอไม่อยากเผาใครอีกแล้ว แต่แม่ให้สติว่า อีฟยังต้องดูแลธุรกิจ ดูแลครอบครัว ดูแลลูกน้อง และรับผิดชอบหนี้สิน ถ้าเลิกทำงานแล้วจะทำยังไง อีฟควรหาทางบาลานซ์ชีวิตให้ได้มากกว่า

หลังจากนั้นไม่นาน อีฟก็ค้นพบร่างใหม่ของตัวเอง จากนักออกแบบสู่แม่ค้าแล้วมาเป็นอาจารย์ และร่างนี้เธอเรียกว่า ‘ร่างผู้ให้’ ซึ่งทำให้เธอตอบคำถามตัวเองตั้งแต่เด็กได้ว่า เธอเกิดมาทำไม

“จุดเปลี่ยนคืออีฟได้รับเชิญไปเป็นกรรมการคัดเลือกงานคราฟต์ทั้งอีสานไปแสดงต่างประเทศ” อาจารย์แฟชั่นจาก ม.อุบล ผู้มีเครดิตในวงการแฟชั่นยาวเหยียดบอกว่า ไม่เคยเห็นผ้าไทยสวย ๆ ฝีมือชาวบ้านมาก่อน

“เห็นแล้วตาเหลือกเลย งานดีมาก” อีฟลากเสียง “จากนั้นเขาก็ชวนให้ไปช่วยพัฒนาให้ส่งออกให้ได้ ขับรถลงพื้นที่กับลูกศิษย์ ไปเรื่อย ๆ ได้เงินน้อยมาก แต่มีความสุขมาก ได้ไปกินอาหารตามชุมชน อร่อยมาก มันเติมเต็มชีวิตเรา ไปให้ ไปสอนเขาทำแพตเทิร์น ทำลายใหม่ ทำฟอร์มใหม่ ไม่เหนื่อยเลย น้ำมันหมดกลางทางก็ยังหัวเราะได้”

ตอนที่อีฟทำงานกับแบรนด์ใหญ่ เธอควบคุมทุกอย่างได้หมด แต่งานนี้กลับควบคุมอะไรไม่ได้เลย สั่งงานไปอย่าง ได้มาอีกอย่าง

“เห็นแล้วก็ตกใจ แม่ แบบผิด แต่พอถอยหลังมาดู มันก็ได้นี่หว่า คู่สีแบบนี้ใครเขาใช้กันวะ แต่แม่บอกว่า มีแต่คนว่างามนะลูก อีฟเลยมองเขาเป็นศิลปินที่มีความเก่งในแบบของตัวเอง มันคือการทำงานร่วมกัน Collab กัน จนได้งานศิลปะออกมาชิ้นหนึ่ง”

อีฟเดินทางลงพื้นที่ไปสอนชาวบ้านใน 20 จังหวัดทั่วภาคอีสานแบบไร้จุดหมาย รู้แค่ทำแล้วมีความสุข จนกระทั่งไปหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ อีฟให้บรรดาแม่ ๆ เอาผ้าที่เคยทอมาให้ดู มีคนหนึ่งมาพร้อมผ้าที่ทอเป็นคำว่า ‘รอคอยเธอเสมอ’ ซึ่งทอตอนอายุ 18 ปี รอแฟนไปทำงานต่างจังหวัด ทอได้ 3 ผืนก็เลิกทอ เพราะผู้ชายคนนั้นแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว เลยเก็บผ้านี้ไว้เป็นความทรงจำ

“เราฟังแล้วขนลุกเลย คำว่า รอคอยเธอเสมอ มันตรงกับตัวเราที่กำลังรอคอยอะไรสักอย่าง แม่ก็เหมือนรอให้เรามาเจอ อีฟขอซื้อผ้าผืนนี้ ทีแรกแม่ไม่ขาย เขาบอกว่ามีคนขอซื้อเยอะมาก เราบอกว่า ถ้าแม่เก็บผ้าผืนนี้ไว้ เรื่องจะถูกเล่าแค่นี้ แต่ถ้าให้อีฟไป จะมีคนได้ยินเรื่องนี้เป็นล้านคน เอาไปให้เด็กเรียน แม่เลยยอมขายผ้าอายุ 50 ปีผืนนั้นให้

“อีฟมีความรู้เรื่องแฟชั่นเยอะมาก แต่ไม่เคยเอามาใช้เลย มันคงรออะไรบางอย่างอยู่ เวลาไหว้พระอีฟก็ถามอยู่นั่นแหละว่า อีฟเกิดมาเพื่อทำอะไร ผ้าผืนนี้คือคำตอบ”

แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นมี Found Muji ที่คัดสรรผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ของญี่ปุ่นเอามาพัฒนาให้ร่วมสมัย เมื่ออีฟเห็นผ้าผืนนั้น เธอจึงชวนนักออกแบบที่รู้จักและลูกศิษย์มาร่วมกันทำ Foundisan เดินทางไปทั่วอีสานเพื่อค้นหางานคราฟต์ของดีอีสานเอามาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ทั้งงานผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และของใช้ในชีวิตประจำวัน

“อีฟอยากให้คนยอมรับวัฒนธรรมอีสาน อีฟจะเล่าเรื่องแบบใหม่เพื่อทำให้เป็นของมีค่า คนจะได้ซื้อในราคาใหม่ ราคาที่ควรจะต้องซื้อ ไม่ใช่ราคาถูกเหมือนเมื่อก่อน” อีฟเล่าถึงแนวคิดหลักของ Foundisan ซึ่งเธอใช้ทั้งเวลา พลังชีวิต และเงินลงทุนซื้ออุปกรณ์ให้ชาวบ้านพัฒนาสินค้าต้นแบบ

“วันหนึ่งลูกศิษย์ที่ขับรถไปด้วยกันบอกว่า อาจารย์ต้องหยุดแล้วค่ะ เลือดอาจารย์ไหลไม่หยุดแล้ว” อีฟทำงานนี้มาแล้ว 2 – 3 ปี เผาเงินไปแล้วหลายล้านบาท ลองผิดลองถูกหาวิธีทำงานร่วมกับชาวบ้านไปเรื่อย ๆ อีฟมั่นใจว่าสินค้าของ Foundisan ต้องไปงานแฟร์เมืองนอกได้ เพียงแต่ช่วงนี้มีโควิด ก็เลยมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับ

“ทำไปเรื่อย ๆ มันก็หมดพลัง อีฟจะเลิกอยู่แล้ว วันหนึ่ง The Cloud ติดต่อมาสัมภาษณ์เรื่องเสื่อที่อีฟทำ อีฟก็ไปค้นของที่เก็บไปหมดแล้วออกมาเซ็ตให้ถ่ายรูป พอบทความลง พี่กิ๊ฟ (ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์) ผู้อำนวยการ CEA ขอนแก่น ได้อ่าน เขาก็ติดต่อขอมาดูงาน แล้วก็ชวนอีฟไปเป็นศิลปินทำ Weaving Factory Exhibition เป็นหนึ่งในนิทรรศการหลักของเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2564 ก็เลยมีคนรู้จักงานเราเยอะขึ้นไปอีก”

ลองทำมาได้พักใหญ่ อีฟก็ยอมรับว่า การขายความเป็นอีสานในราคาแพงผ่านงานคราฟต์เป็นโจทย์ที่สื่อสารยาก เธอเลยอยากลองสื่อสารผ่านอาหารก่อน

อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน
อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน

รสชาติลาว ๆ แต่บ่ถึก

“เวลาเพื่อนไฮโซมาจากกรุงเทพฯ จะมาขอกินข้าวที่บ้านอีฟ มันไม่เหมือนที่อื่นเพราะอีฟมีจริตในการจัดจาน ยายจุยแม่นมอีฟเป็นคนทำ เราเก็บข้อมูลจากคนมากินเรื่อย ๆ ก็เห็นว่า อาหารเป็น Soft Power ที่ขายง่ายกว่าสินค้า เพราะมันสื่อสารง่ายกว่า” อีฟเล่าจุดเริ่มต้นของร้าน Zao

อีฟขายอาหารอีสานรสชาติดั้งเดิม ไม่บิดสูตร ไม่เปลี่ยนรสชาติ แค่ปรับหน้าตา เพราะอยากขายวัฒนธรรมแบบอีสานแท้ ๆ ในรูปลักษณ์และราคาใหม่ อยากให้ความเป็นอีสานได้รับการยอมรับแบบใหม่ ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล มีอะไรก็เอามาทำ เธอว่าทั้งอุบลไม่มีร้านอาหารแบบนี้ ร้านเดียวที่อีฟนึกออกคือ ร้านยายเพชร

“แกเจออะไรก็เอามาทำ สิ่งที่แกทำแทบจะไม่มีคนทำแล้ว เพราะมันต้องทำหลายอย่างมาก เชฟเทเบิ้ลมาก แต่ก็ออกมาเป็นร้านข้าวแกงถุง คนก็ยังมองว่า อาหารอีสานเป็นกับข้าวราคาถูก

“ร้านอาหารเชฟเทบิ้ลที่คนยอมจ่ายเงินแพง ๆ ไปกินวัตถุดิบตามฤดูกาล คนอีสานเขากินเชฟเทเบิ้ลทุกวันนะ เขากินปลาสดทุกวัน คุณเคยกินปลาดี ๆ เท่าคนอีสานไหม คุณเคยกินปลาขบไหม กิโลละ 400 บาทนะ เพราะต้องไปตกเบ็ดมาตามธรรมชาติ บางวันได้บางวันก็ไม่ได้ ถ้าคุณว่าคนอีสานจน คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า”

ร้านซาวพยายามขายอาหารอีสานในจริตใหม่ ราคาใหม่ แต่คนท้องถิ่นบางคนดูจะไม่ค่อยเข้าใจ และมองว่าแพงเกินไป แล้วก็ดันไม่ใช่ร้านอาหารที่สวยแบบแมสที่ต้องไปเช็กอิน ลูกค้าราว 80 เปอร์เซ็นต์ก็เลยเป็นคนกรุงเทพฯ กับเหล่า Foodie ที่น่าประหลาดใจก็คือ คนกรุงเทพฯ สั่งส้มตำ ลาบปลาตอง และเมนูอื่น ๆ ในร้านไปกินกันเยอะมาก ช่วงแรกทางร้านจัดส่งผ่านเครื่องบินและมอเตอร์ไซค์ไปให้ถึงบ้าน ค่าส่งประมาณพันบาท เหมือนจะแพง แต่ก็มีลูกค้าสั่งแทบจะทุกวัน

นั่นแสดงว่า ถ้านำเสนออย่างถูกต้อง คนก็พร้อมจ่ายเงินให้กับความเป็นอีสาน

อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน
อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน

กลับมาหารากเหง้าของเฮา

อีฟคนที่อยากไปกรุงเทพฯ ทุกคืนวันศุกร์หายไปแล้ว เมื่อได้เจอผ้าผืนนั้น

ดูเหมือนชีวิตอีฟเริ่มจะถูกที่ถูกทาง จนน่าจะเรียกได้ว่าลงตัว แต่ก็ไม่ใช่ เพราะสาวอีสานคนนี้กำลังเข้าสู่ความท้าทายเรื่องใหม่ หลังจากตั้งใจว่าจะทุ่มเทชีวิตให้กับความเป็นอีสาน

“อีฟขายทุกอย่างที่กรุงเทพฯ ทิ้งหมดเลย บอกตัวเองว่าต้องกลับบ้าน ต้องเป็นคนอีสานให้ได้ ห้ามไปกรุงเทพฯ เลิกทำงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ เลิกรับงานฟรีแลนซ์แฟชั่น ขายกิจการน้ำเต้าหู้เตาถ่าน จะไม่ไปกรุงเทพฯ แล้ว ต้องเอาตัวเองมาอยู่อีสานให้ได้ก่อน”

ถ้ามองในแง่ธุรกิจ เหมือนเธอกำลังจะเชือดห่านทองคำที่กรุงเทพฯ ทีละตัว แต่ยังไม่ใช่แค่นั้น ห่านทองคำตัวใหญ่ที่อุบล เธอก็เชือด

“อีฟเลิกขายรถไถ รถเกี่ยวข้าว ไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว อีฟเกลียดตัวเองตอนมีเงิน พอมีเงินเราก็ใช้เงินสบาย ทำโปรเจกต์แบบคนมีเงิน ลงทุนไปกี่ล้านก็ไม่รู้ ซื้อไหมซื้อกี่แจกไปไม่รู้กี่บ้าน ซึ่งมันไม่ถูกต้อง ถ้าเราเข้าใจมันจริง ๆ เราควรใช้เงินน้อย ๆ แต่ใช้สมองกับแรงเยอะ ๆ อีฟไม่ได้อยากขายรถตั้งแต่แรก แค่ทำเพื่อให้ได้เงิน แต่เงินก็ทำให้เราเป็นคนแบบนี้ เราอยากเริ่มใหม่จากศูนย์ เราบอกทุกคนว่า จะเลิกขายรถ มาทำร้านซาว ทุกคนช็อกหมดเลย บ้าหรือเปล่า” วันนี้คนบ้าคนนี้เปลี่ยนร้านขายรถเป็นร้านอาหารเรียบร้อยแล้ว

“เราถามตัวเองว่า เลี้ยงชีพด้วยอย่างอื่นได้ไหม ทำร้านอาหารได้ไหม สอนหนังสือได้ไหม ก็พอได้ แต่ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่ จะซื้อกระเป๋ารองเท้าแบบเดิมทุกเดือนไม่ได้ จะบินไปต่างประเทศแบบนึกจะไปก็ไปไม่ได้ กินแต่เหล้าซิงเกิลมอลต์ไม่ได้ ไปกินเหล้าที่ไหนก็ต้องเอาเหล้าไปเองเท่านั้น

“นี่ไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่ อีฟอยากทำสิ่งยาก ๆ ที่ไม่มีคนทำ คนบ้า ๆ ก็ต้องทำสิ่งบ้า ๆ อย่างขายอาหารอีสานโดยไม่ยอมทำรสคนกรุงเทพฯ ไม่เอาเงินเป็นที่ตั้ง”

“เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ เงินล้านสำหรับอีฟหาง่ายมากเลย” อีฟบอกว่างานทั้งชีวิตที่ผ่านมาพิสูจน์สิ่งนี้แล้ว เคยมีคนขอซื้อร้านซาวเยอะมาก ข้อเสนอดีมาก สบายกว่าขายรถไถอีก แต่เธอปฏิเสธเพื่อรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่มันจะออกดอกออกผล ซึ่งเธอมองว่า การเปิดร้านซาวที่กรุงเทพฯ นี่แหละคือจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำเสนอวัฒนธรรมอีสาน รวมไปถึงโปรเจกต์ลับอีกอย่างที่เธอทำร่วมกับ ศรัณย์ เย็นปัญญา ที่ฟังแล้วเห็นภาพเลยว่า มันน่าจะไปได้ไกลว่าน้ำเต้าหู้เตาถ่าน

อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน
อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน

เฮ็ดให้อีสานเฮาจงเจริญ

ทุกวันนี้อีฟก็ยังคงแต่งตัวจัดไปเดินตลาดถ่ายรูปทำคอนเทนต์สนุก ๆ เล่นกับแม่ค้า จนเพจประเทศอุบลทำวิดีโอเรื่องนี้ อีฟจึงกลายเป็นคนดังของประเทศในข้ามคืน เธอดังขนาดมีนักท่องเที่ยวมาอุบลแล้วขอให้เธอช่วยพาเดินตลาด ซึ่งเธอยินดีพาไป

นอกจากทำร้านซาว อีฟก็ยังไปเยี่ยมเยียนกิจการของน้อง ๆ ทั่วเมือง เธอใช้คำว่า

“ไปสร้างกองทัพ มันเดินคนเดียวไม่ได้ เขาอยากเปลี่ยนเมืองอยู่แล้ว แต่เราต้องใช้เวลาเข้าใจตัวเองก่อน พอเข้าใจชัด ๆ แล้ว ว่าเรามีประโยชน์ในเมืองนี้ตรงช่วยให้แรงบันดาลใจ ให้ตัวอย่าง เราเห็นมาเยอะ ก็มาเล่าให้น้องฟัง”

พอได้ทำ Foundisan อีฟก็พบว่า อุบลมีของดีเยอะ ทั้งอาหาร เพลง งานคราฟต์ แต่ขาดการบอกเล่า คนเลยรู้จักแค่สามพันโบก เธอจึงชวนน้อง ๆ ในจังหวัดมาทำด้วยกัน เริ่มง่าย ๆ จากการใส่ความเป็นอุบลลงไปในร้านกาแฟ

อีฟบอกว่า วันหนึ่งที่เธอรู้จักตัวเอง รู้ว่าเกิดมาทำไม เธออยู่ที่ไหนก็ได้ ความโกรธเกรี้ยวที่เคยเผาทุกคนรอบตัวก็หายไปหมดแล้ว

“อีฟเกิดมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น” อีฟตอบคำถามที่เธอสงสัยมาทั้งชีวิต

“ต้องทำให้สำเร็จด้วยนะ เพราะแรงบันดาลใจที่ดีต้องสำเร็จ ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างทาง สิ่งที่ทำอยู่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีสานเลย อีฟอยากให้คนจดจำอีฟว่า เป็นคนที่ทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงเปลี่ยนวัฒนธรรมอีสานที่คนเคยไม่ให้ราคา เป็นสิ่งที่มีราคา เราจะขายทุกอย่างถูกไม่ได้ เพราะเป็นของที่มีราคา กว่าจะได้มาแต่ละอย่าง มันไม่ควรถูก เราแค่ทำให้ทุกคนเข้าใจสิ่งนี้เท่านั้นเอง”

อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เจ้าของร้าน Zao แบรนด์ Foundisan ผู้เล่าเรื่องของดีเมืองอุบล ที่อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าอีสาน

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปกรณ์ แก้ววงษา

การนอนกลางวัน คือความสุขของขีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load