นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ไม่ว่าจะสนใจกีฬาสนุกเกอร์หรือไม่ ผมอยากชวนให้นึกภาพตาม

เด็กชายคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ หัดเล่นสนุกเกอร์ โดยมีพ่อซึ่งแทงสนุกเกอร์ไม่เป็นคอยให้คำแนะนำ และเรียนรู้กันเองพ่อลูก โดยไม่พึ่งพาโค้ชอาชีพแต่อย่างใด ท่าแทงของเขาถูกคนในวงการล้อกันสนุกปากเนื่องจากประหลาดและแตกต่างจากคนทั่วไป บางคนถึงขั้นดูถูกว่าเด็กคนนี้ไม่มีอนาคตในเส้นทางสนุกเกอร์

เด็กคนที่ว่า ตอนอายุ 10 ขวบ เขาได้ 2 เหรียญเงินจากกีฬาเยาวชนแห่งชาติ

ตอนอายุ 11 ขวบ เขาคว้าแชมป์สนุกเกอร์นักเรียนภาคนครหลวง

ตอนอายุ 12 ขวบ เขาเอาชนะนักสนุกเกอร์มือโปรได้ในการแข่งขัน 6 แดงนานาชาติ

ตอนอายุ 13 ขวบ ได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ตอนอายุ 14 ขวบ คว้าแชมป์แสงโสม 6 แดง โอเพ่น

ตอนอายุ 15 ขวบ คว้าแชมป์เยาวชนแห่งประเทศไทยรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี และติดทีมชาติเป็นครั้งแรก

ซึ่งที่ไล่เรียงมานี้เป็นความสำเร็จเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น-หาใช่ทั้งหมด

เด็กคนนั้นชื่อ ซันนี่-อรรคนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์ ฉายาของเขาคือ ซันนี่ สายล่อฟ้า

ผมรู้จักซันนี่ขณะเขาอายุ 22 ปีผ่านข่าวกีฬาที่ไหลมาในหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก หลังจากที่เขาต่อสู้กับ Ronnie O’Sullivan (รอนนี่ โอซุลลิแวน) นักสอยคิวชาวอังกฤษได้อย่างสูสีในรายการ UK Championship 2017 โดยแพ้ไปฉิวเฉียด 6 ต่อ 5 เฟรม

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวคราววงการสนุกเกอร์อาจไม่รู้ว่า รอนนี่ โอซุลลิแวน คือนักสนุกเกอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง คล้ายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต เขาคว้าแชมป์มาแล้วนับไม่ถ้วนและเป็นเจ้าของสถิติมากมาย

ไม่ว่าจะมองมุมไหน ทั้งดีกรีและประสบการณ์ ในแมตช์นั้นนักสอยคิวชาวไทยควรพ่ายแพ้อย่างหมดรูป จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สื่อมวลชนจะพากันยกย่องนักสนุกเกอร์ดาวรุ่งผู้นี้ที่ต่อสู้จนเกือบเอาชนะนักสอยคิวเจ้าบ้านอย่างรอนนี่ได้

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงผลงานบนโต๊ะ หากใครรู้เรื่องราวชีวิตของเขากว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ ย่อมเห็นตรงกันว่าซันนี่ฝ่าฟันอะไรมามากมายเกินวัย

จากนักเรียนโฮมสคูลเขาต่อสู้จนกลายเป็นนักสนุกเกอร์อาชีพ จากแกะดำในวงการสนุกเกอร์ไทยเขาสู้ต่อจนกลายเป็นดาวรุ่งที่วงการสนุกเกอร์โลกยอมรับ

ผม ซันนี่ และคุณพ่อของเขา สรายุธ ส่งเสริมสวัสดิ์ นั่งคุยกันข้างๆ โต๊ะสนุกเกอร์ที่ตั้งอยู่กลางบ้านก่อนจะถึงเวลาซ้อมของเขา และจากการพูดคุยกันผมพบว่าชีวิตของสองพ่อลูกคล้ายเกมสนุกเกอร์ไม่น้อย บางเฟรมชนะสบายๆ ในขณะที่บางเฟรมก็พ่ายแพ้หมดรูปจนเกือบถอดใจยอมแพ้

โชคดีที่สำหรับชีวิต ยังมีเฟรมถัดไปให้แก้มือ

เฟรมที่ 1

ความจริงหลายเรื่องที่เขาและผู้เป็นพ่อช่วยกันเล่าข้างโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสักหลาดสีเขียวฟังแล้วสร้างความรู้สึกหลากหลาย

ทั้งประหลาดใจ ประทับใจ ภูมิใจ เศร้าใจ สุขใจ อิ่มใจ ปะปนกันไปครบรสชาติชีวิต

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ซันนี่มีชีวิตที่แตกต่างจากเด็กส่วนใหญ่ตรงที่เขาเลือกเส้นทางการศึกษาแบบโฮมสคูลแทนที่จะเข้าศึกษาในระบบอย่างเด็กคนอื่นๆ

“ตอนแรกผมก็ไปโรงเรียนอยู่อาทิตย์หนึ่งแล้วไม่ชอบ รู้สึกมันวุ่นวายเสียงดัง อีกอย่างเราต้องนั่งเรียนบวกเลขหลักเดียว ซึ่งผมทำได้หมดแล้ว มันก็เลยเกิดอาการเบื่อ ตอนกลางวันไม่ง่วงแต่ก็โดนบังคับให้นอน คนที่ไม่หลับไม่นอนจะโดนตี เราก็แกล้งหลับ ถึงเวลาเราก็แกล้งตื่น พอพ่อถามว่าเป็นยังไงบ้าง ผมก็บอกพ่อ ซึ่งพ่อมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับโรงเรียนอยู่แล้วแต่พ่อไม่ได้บอกว่าอะไร พ่อก็เลยไปศึกษากฎหมาย ตอนนั้นมี พ.ร.บ. การศึกษาปี 2542 ออกมารองรับโฮมสคูลพอดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในวงการศึกษาไทย ช่วงนั้นที่บ้านผมทำขนมเค้กขาย เราก็เรียนที่บ้าน แล้วก็ช่วยทำไปด้วย เมื่อก่อนตรงนี้เป็นพวกเตาอบ พวกเครื่องทำขนมปัง” ซันนี่ย้อนเล่า

อย่างที่เขาว่าไว้ พื้นที่ที่มีโต๊ะสนุกเกอร์ตั้งอยู่แต่ก่อนเป็นพื้นที่ของเตาอบและเครื่องทำขนมปัง จนกระทั่งวันที่สนุกเกอร์กลายเป็นเครื่องมือที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตในบ้านหลังนี้

ตอน 8 ขวบผมอยากเล่นกีฬา คุณพ่อก็ให้เลือกระหว่างกอล์ฟ สนุกเกอร์ และยิงปืน เพราะคุณพ่อเป็นนักกีฬายิงปืนทีมชาติ เคยได้รองแชมป์เยาวชนเอเชีย แต่ตอนนั้นเราเด็กมาก รู้สึกว่าการยิงปืนมันอันตราย ก็เลยเลือกระหว่างกอล์ฟกับสนุกเกอร์ พ่อก็พาไปดูการแข่งขัน แล้วผมชอบสนุกเกอร์มากกว่า”

บางทีการเริ่มต้นบนเส้นทางยาวไกลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน และวันนั้นเขาก็ก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางสนุกเกอร์โดยที่ไม่รู้เลยว่าปลายทางของเส้นทางนี้จะนำพาเขาไปสู่ดินแดนที่ไม่อาจจะจินตนาการได้

“ตอนนั้นเราไม่ได้เริ่มต้นด้วยความคาดหวัง มันเป็นแค่โปรเจกต์หนึ่ง” ผู้เป็นพ่อเล่าลงลึกในรายละเอียดเมื่อแรกเริ่ม “การศึกษาในโรงเรียนจะมีกิจกรรมนอกหลักสูตรใช่ไหม แต่โฮมสคูลคุณสามารถแปลงกิจกรรมนอกหลักสูตรได้ ซึ่งการเล่นสนุกเกอร์ของซันนี่ถือเป็นโครงงานระยะยาว มันไม่เหมือนโครงงานทำแม่เหล็กไฟฟ้า ไอ้นั่นมันทำแป๊บเดียวก็เสร็จ เดี๋ยวก็ต้องหาโครงงานอย่างอื่นอีกใช่มั้ย แต่อันนี้ไม่ใช่

“โครงงานนี้มันสอนทั้งเรื่องการปฏิบัติตัวในสังคม การเรียนรู้กติกาสังคม การอยู่ร่วมกับคนอื่น การแข่งขันกับคนอื่น จะได้รู้ว่าน้ำใจนักกีฬาเป็นยังไง ความรับผิดชอบในการเป็นนักกีฬาเป็นยังไง มันสอนหมดเลยนะ มันรวมอยู่ในนี้หมดแล้วคุณจะเอาอะไร อย่างสถิติเราก็สอนบนโต๊ะได้ แทงลูกน้ำเงินหลุมยาวสิบลูก จดไว้ว่าแทงลงกี่ลูก แล้วก็มาหารดูค่าเฉลี่ย คือพอเราเก็บสถิติอย่างนี้เราจะได้เอาข้อมูลพวกนี้มาประมวลผล ปรับปรุงแก้ไข แล้วเราก็เริ่มวงจรนี้ใหม่ ลองทำ เก็บผล ประมวลผล ทดลองทำใหม่ นี่คือขั้นตอนทางสถิติ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา

สถิติเขาใช้เพื่อการพัฒนารู้หรือเปล่า” คุณพ่อหัวเราะหลังคำถามชวนคิดต่อบ้านเมืองที่การเก็บสถิติต่างๆ ยังไม่แข็งแรงนัก

“ครั้งแรกเป็นยังไง จับไม้แล้วรู้สึกว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลยไหม” ผมย้อนถามชายตรงหน้าถึงวันแรกที่จับไม้คิว

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ครั้งแรกในชีวิต ผมจับลูกมาตั้ง แทงลูกน้ำเงินหลุมกลาง

“แล้วแทงทีแรกก็ลงเลย

เฟรมที่ 2

หนึ่งในเรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับผมคือการที่ซันนี่หัดแทงสนุกเกอร์กับผู้เป็นพ่อซึ่งไม่ได้มีวิชาสนุกเกอร์ใดๆ ติดตัว แทนที่จะจ้างโค้ชมากประสบการณ์มาปูพื้นฐาน

เรียนรู้ไปพร้อมกัน-พ่อของนักสนุกเกอร์หนุ่มว่าอย่างนั้น

“เนื่องจากผมมีความรู้พื้นฐานด้านฟิสิกส์ ด้านคณิตศาสตร์ ผมเป็นคนคิดง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องวิธีการแทง ผมคิดว่า เฮ้ย ทำไมถึงแทงลง” ผู้เป็นพ่อเล่าเมื่อผมถามถึงวิธีการสอน “ผมก็มาคิดว่าจะแทงยังไง แล้วก็บอกว่า ลูกลองทำซิ ทำตามที่พ่อบอกนะ ก็คือพ่อลูกเล่นด้วยกัน เด็กๆ เขาก็ยังไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น แล้วมันจะดีหรือไม่ดี แต่เขาทำ ไอ้เราก็ต้องมาประมวลผล เรื่องระบบเหลี่ยมในการแทง

“คุณเคยแทงมั้ยล่ะ วันนี้เราแทงตรงนี้แล้วลง พออีกวันหนึ่ง หรืออีกชั่วโมง พอไม่ใช่ตรงนั้นแล้วกลับแทงไม่ลงแล้ว แทงหนาไปหรือบางไป แล้วสุดท้ายเราจะเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐาน แล้วเรื่องเหลี่ยมมันเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงหรือมันควรจะไม่เปลี่ยนแปลง เราก็ต้องคิด”

“คือเอาวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์มาใช้” ผมถามทวนตามที่เข้าใจ

“อ้าว ก็มันไม่มีทางอื่น เราก็ต้องเอาสิ่งที่เราเรียนรู้ในอดีตมาเป็นรากฐานในการสร้างแนวความคิดของเรา ผมเรียนรู้ใหม่หมดเลย ผมไม่ได้ไปทางที่คนอื่นเขาใช้กัน เพราะว่าอะไรรู้มั้ย” ว่าถึงตรงนี้ผู้เป็นพ่อนิ่งเงียบให้ผมคิดตาม ก่อนจะพูดต่อ

“ผมดูว่า 20 ปีที่ผ่านมามีใครเก่งกว่า ต๋อง ศิษย์ฉ่อย มั้ย เฮ้ย นอกจากจะไม่มีใครเก่งกว่าคุณต๋องแล้ว คนที่เก่งแก่ๆ ทั้งนั้นเลยว่ะ ผมรู้แล้ว แสดงว่าเทคนิคการเรียนรู้วิธีการแทงสนุกเกอร์ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้เด็กรุ่นใหม่แซงหน้าคุณต๋องหรือแม้แต่แซงหน้า รมย์ สุรินทร์ ได้ คิดดูแล้วกัน แล้วมันจะเหลืออะไร คิดง่ายๆ เลย ถ้าเราไปฝึกตามคนอื่น เราก็อยู่กลุ่มข้างหลังเขา”

เมื่อคิดได้อย่างนั้นพ่อลูกจึงออกแบบวิธีการซ้อมและรูปแบบการแทงด้วยตัวเอง

“เราก็พยายามดูว่าคนเก่งๆ เขาแทงยังไง แต่ในชีวิตจริงมันไม่มีใครบอกคุณหรอกว่ากูเก่งขึ้นมาเพราะกูซ้อมแบบนี้ ตอนนั้นมีคนชื่อ PJ Nolan เขาทำโปรแกรมการซ้อมนักกีฬาขึ้นมาลงเว็บไซต์ เพื่อดึงดูดให้คนไปซ้อมกับเขา เราก็ไปดึงวิธีมาเลย นอกนั้นก็ออกแบบเองบ้าง อ่อนจุดไหนเราก็ออกแบบเอง แบบฝึกแต่ละอันมันก็จะมีจุดประสงค์ในการซ้อม”

ไม่แปลกที่ในวงการสนุกเกอร์ไทยซันนี่จะเป็นคล้ายตัวประหลาด หรือจะว่าเป็นแกะดำก็ไม่ผิดนัก หลายคนอาจไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งตอน 9 ขวบซันนี่เคยเข้าไปยังศูนย์ฝึกสนุกเกอร์ที่รายล้อมด้วยนักกีฬารุ่นพี่ โดยการแนะนำของผู้ใหญ่ในวงการสนุกเกอร์ที่เห็นแววของเขา แต่ก็อยู่ได้เพียง 5 เดือน

“ตอนนั้นเขาประเมินเลยว่าซันนี่ไม่มีอนาคต” ชายผู้เป็นพ่อเล่าถึงความอึดอัดในช่วงเวลานั้น โชคดีอย่างหนึ่งของกีฬาคือมันวัดผลกันได้ผ่านการแข่งขัน ไม่ใช่วัดกันด้วยถ้อยคำของใครคนใดคนหนึ่ง

“ตอนนั้นฟังแล้วท้อมั้ย” ผมถาม ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะชิงตอบ

จะไปท้อทำไม ถ้าชีวิตคุณมัวไปท้อกับคำพูดของคนอื่นก็ตายแล้ว”

เฟรมที่ 3

ตลอดชีวิตของซันนี่เผชิญคำสบประมาทและคำถากถางมานับไม่ถ้วน แต่เขาก็ใช้ผลงานบนโต๊ะปิดปากทุกเสียงได้เสมอๆ

ถ้วยรางวัลในไทยเขากวาดมาแล้วเกือบทุกรายการที่ลงแข่ง-จะเอาอะไรอีก

หนึ่งในสิ่งที่เขาโดนวิจารณ์มากที่สุดคือวิธีการแทงที่ผิดหลักการที่คนทั่วไปว่าถูกต้อง แม้กระทั่งทุกวันนี้เขาก็ยังคงโดนคนเข้ามาคอมเมนต์ต่อว่ากันอย่างสนุกปาก

“มีอะไรที่คุณทำแล้วคนบอกว่ามันผิดบ้าง” ผมถามให้เขาแจกแจง

“ท่ายืน มันไม่ตรงในตำราเลย” ซันนี่ตอบสิ่งที่เขาโดนโจมตีมากที่สุด

“ทั้งหมด ทุกอย่าง” คุณพ่อเสริม “ขนาด Joe Johnson (โจ จอห์นสัน) ที่เป็นคอมเมนเตเตอร์เห็นซันนี่แทงยังบ่นออกทีวีเลยนะ เขานั่งคู่อยู่กับ John Parrott (จอห์น แพร์ร็อตต์) ซึ่งทั้งสองคนนี้เคยเป็นแชมป์โลกทั้งคู่ ตอนนั้นซันนี่กำลังแทงเข้าเบรก เกินร้อยแต้มแล้ว โจบอกว่ายังไงคนที่สอนเด็กคนนี้คงไม่สอนให้แทงแบบนี้หรอก มันตลก คือเขาว่าเรา ทีนี้คนพากย์อีกคนก็เงียบ แล้วสักพักก็พูดว่า แต่เด็กคนนี้เขากำลังจะชนะรอนนี่ โอซุลลิแวน นะ เขาคงไม่สนใจหรอกว่าจะยืนยังไง ขอให้เขาแทงชนะก็แล้วกัน คือเหมือนเขาเถียงกันเอง”

“แล้วเวลาได้ยินคนวิจารณ์ท่าทางการแทง เคยคิดไหมว่าต้องปรับให้ถูกต้องตามที่เขาว่า” ผมถามในสิ่งที่สงสัย

“ไม่ครับ ก็ผมใช้แล้วมันได้ผลน่ะ” ซันนี่ตอบทันที

“จะบอกให้ว่าเราไม่ได้ตั้งเป้ากับการยืนสวย หรือการยืนให้ถูกต้อง คือคุณไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะต้องยืนท่าเดิมทุกครั้ง ถูกไหม แต่มันต้องยืนถนัดเท่านั้นเอง ไม่ปวดขา ไม่ปวดหลัง และลง” พ่อของซันนี่เน้นที่คำท้าย

“ในโลกนี้มีอีกคนที่ทุกคนบอกผิดคือ John McEnroe (จอห์น แมคเอนโร) เขาโดนมากที่สุดเลย คนบอกว่ามึงต้องเป็นโรคปวดหลังแน่ๆ ถ้ามึงเสิร์ฟท่านี้ แต่โอ้โห เขาเสิร์ฟเก่งฉิบหาย

“หรือในยุคของผมมีนักเทนนิสคนนึงชื่อ Björn Borg (บียอร์น บอร์ก) สมัยนั้นมีตำราออกมาเลย วิจารณ์หมดเลยว่าเขาผิดทุกอย่าง การจับไม้ การตี วงสวิง แต่หลังจากที่คนวิจารณ์ว่าเขาผิด ไอ้นี่เป็นแชมป์วิมเบิลดัน 7 สมัย คือเขามีวิธีในการตีที่ล้ำหน้ากว่าคนยุคนั้น ตรงนี้คือสิ่งที่เราบอกว่าถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเราเรียนรู้ร่วมกัน เราก็จะทำอะไรที่มันมากกว่า โดยหวังว่าถ้าไม่ดีมันก็เละไปเลย

“ลองดู ชีวิตหนึ่งน่ะ ใช่ไหม” ชายผู้เป็นพ่อและโค้ชทิ้งคำถามโดยไม่ต้องการคำตอบจากผม

เฟรมที่ 4

หนึ่งในรายการที่เปลี่ยนชีวิตซันนี่มากที่สุดคือการแข่งขันสนุกเกอร์เยาวชนชิงแชมป์เอเชียที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อปี 2015

ผู้คว้าแชมป์รายการนี้จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพโลก ซึ่งปัจจุบันหากไม่นับซันนี่ มีนักสอยคิวชาวไทยเพียง 3 คนเท่านั้นที่ได้สิทธิ์ในการแข่งขันสนุกเกอร์ระดับอาชีพ

“ซันนี่ถูกส่งไปตาย” พ่อของเขาว่าอย่างนั้นเมื่อพูดถึงการแข่งขันในครั้งนั้น “คือจีนเขาเป็นเจ้าภาพ นักกีฬาของเขาได้แทงบนโต๊ะที่เขาซ้อมมา แล้วถามว่าจีนไม่อยากได้แชมป์ตรงนี้เหรอ เขาจะยอมให้เราเปิดเพลงชาติไทยเหรอ”

นักสอยคิวหนุ่มเล่าว่าในขณะที่ชาติอื่นส่งนักกีฬาเข้าร่วมได้เพียง 2 – 3 คน แต่จีนส่งนักสนุกเกอร์เข้าแข่งขันถึง 10 คน ซึ่ง 3 ใน 10 คือสุดยอดดาวรุ่งที่ดีที่สุดของประเทศ

“บนผนังเขาติดรูป 3 คนนี้ ขนาดใหญ่เท่าตัวคน” ซันนี่เล่าให้เห็นภาพ

สุดท้ายนักสอยคิวทีมชาติไทยผู้นี้สามารถฝ่าฟันเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ Yuan Sijun นักสอยคิวที่อยู่ในรูปขนาดเท่าตัวคนที่่เขาเล่า

เหมือนอะไรจะไม่เป็นใจเมื่อ 4 เฟรมแรกซันนี่แพ้รวด ซึ่งตามกฎการแข่งขัน หากใครชนะ 6 ใน 11 เฟรมก่อนจะเป็นผู้คว้าชัยไปครอง ถึงตอนนั้นกองเชียร์ต่างถอดใจเพราะมองมุมใดนักสนุกเกอร์ชาวไทยก็กลับมายาก เล่นที่บ้านเขาเมืองเขา กองเชียร์ก็กองเชียร์เขา แต่คล้ายซันนี่เกิดมาเพื่อสร้างเรื่องไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้น เมื่อหลังจากนั้นนักสอยคิวชาวไทยชนะรวด 6 เฟรม คว้าตั๋วไปลุยเวทีสนุกเกอร์อาชีพโลกกลับบ้านได้สำเร็จ

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเขาพบว่าคุณสมบัติตัวเองไม่เข้าข่ายนักกีฬาที่สมาคมบิลเลียดแห่งประเทศไทยจะสนับสนุนงบในการเดินทางไปแข่งขันอาชีพโลก ไม่ต้องพูดถึงสปอนเซอร์สนับสนุนใดๆ เพราะเขาลุยกันมาเพียงสองคนพ่อลูก

เมื่อไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินและจ่ายค่าที่พัก ความฝันในการบินไปอังกฤษเพื่อเข้าแข่งขันสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลกจึงเป็นหมัน

“มันเหมือนเราอยู่ฝั่งนี้แล้วเห็นฝั่งข้างหน้า แต่สะพานมันขาด” ซันนี่เปรียบเปรยช่วงเวลาที่เกือบทำให้เขาเลิกเล่นสนุกเกอร์

“ตอนนั้นผมขับรถอยู่ ก็สงสัยว่าลูกเบื่อเหรอ ลูกเป็นอะไร ทำไมดูไม่กระตือรือร้น แล้วซันนี่ก็ร้องไห้ ผมตกใจเลย แล้วเขาพูดว่าอะไรรู้ไหม เขาบอกว่า เขานึกว่าพอได้แชมป์แล้วพ่อแม่จะได้สบายสักที ผมได้ยินแล้วผมร้องไห้เลย นี่คือจิตใจของลูกเราจริงๆ แล้วตรงนั้นทำให้ผมฮึด คิดหาทางที่จะดึงเขาขึ้นมาจากหลุมนี้

“มันฆ่าเรา แต่เราไม่ตาย” ไม่แน่ใจว่าประโยคนี้คุณพ่อตั้งใจบอกใครบางคนหรือสื่อสารกับโชคชะตา

“ถามว่าตอนนั้นเราเฟลแล้วทำยังไง ผมก็ตั้งโปรแกรมเลย ให้ความหวัง ถามเขาว่ายังอยากเล่นอยู่มั้ย ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่แล้วล่ะ แต่ผมก็บอกว่าจะเลิกก็ได้ แต่ลูกผ่านมาขนาดนี้แล้ว ลูกต้องไปชิงแชมป์โลกเว้ย ไม่รู้ ลูกได้สิทธิ์แล้ว จะปล่อยมันไปอย่างนี้ได้ยังไง คุณต้องไปเล่นที่นั่น ที่เชฟฟิลด์

“ไม่รู้แหละ เชฟฟิลด์อยู่ตรงไหน แต่เราจะไป”

เฟรมที่ 5

คุณต้องชนะการแข่งขันดิวิชั่น 1 ให้ได้ 2 รายการ เพื่อให้ได้เงิน 3 แสนบาท” พ่อของนักสนุกเกอร์ตรงหน้าพูดถึงแผนการที่จะหาเงินบินไปแข่งขันรายการชิงแชมป์โลกที่อังกฤษ

สุดท้ายซันนี่ก็ขึ้นจากหลุมได้จริงๆ เมื่อสามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในประเทศมาครองได้ 2 รายการตามที่พ่อวางไว้ แถมด้วยเงินรางวัลพิเศษอีก 3 หมื่นบาทจากการทำเบรกสูงสุดของการแข่งขัน

“ตอนได้เงินมาแม่ของซันนี่ก็ถามว่า จะให้ลูกออกไปอีกเหรอ ที่เขาถามเพราะตอนนั้นที่บ้านก็ต้องการใช้เงิน ถ้าไปคือเงินก้อนนี้ละลายหายไปแน่นอน เพราะคุณไปแข่งชิงแชมป์โลกครั้งแรก คุณยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลย แล้วถ้าตกรอบแรกไม่ได้เงินรางวัลอะไรเลยนะ เท่ากับเงิน 3 แสนคือหมดเลย” คุณพ่อเล่าถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

“แล้วทำไมยอมเสียเงิน 3 แสน” ผมสงสัย

“ก็ตอนนั้นคิดว่าลูกเราคงเลิกเล่นสนุกเกอร์แหงอยู่แล้ว อย่างน้อยเราก็จะได้พูดได้ว่าครั้งหนึ่งกูไปมาแล้วนะ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณต้องทำ คุณเล่นมาสิบกว่าปีเพื่ออะไร เพื่อที่จะไปเล่นในรายการชิงแชมป์โลกครั้งหนึ่งไง ตกรอบแรกก็ไป ไม่รู้ล่ะ” ท้ายคำตอบผมเห็นรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าผู้เป็นพ่อ

จริงอย่างที่พ่อซันนี่ว่าไว้ เมื่อสุดท้ายเขาตกรอบแรกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก โดยแพ้รุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง เอฟ นครนายก ไปอย่างสูสี 10 ต่อ 9 เฟรม แต่ที่ไม่เหมือนที่พ่อเขาว่าคือซันนี่ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าแต่อย่างใด

แม้เขาจะไม่ได้เงินรางวัล แต่วันนั้นเขาได้พบกับชายปริศนา ผู้ที่คล้ายว่าฟ้าส่งมาให้ต่ออายุซันนี่บนเวทีสนุกเกอร์โลก

“ตอนจะกลับปรากฏว่ามีคนอินเดียคนหนึ่งมาถามว่าไปแข่งรอบคัดเลือกที่เปรสตันไหม เพราะที่นั่นกำลังจะมีแข่งรอบคัดเลือก 3 รายการคือ Indian Open ที่อินเดีย Riga Masters ที่ลัตเวีย แล้วก็ World Open ที่จีน เราก็บอกเขาว่าไม่ไปหรอก แล้วผมก็เล่าเรื่องของเราให้เขาฟัง พอเขารู้ว่าเรามีปัญหาทางการเงิน เขาก็บอกว่าไปเถอะ เดี๋ยวไอออกเงินให้ ทั้งค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ให้ลูกได้สัมผัสเกม ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะเขาเองก็มีลูกเล่นสนุกเกอร์เหมือนกัน”

แปลกดี บางเรื่องราวที่เขาเล่าทำให้ผมรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจ ในขณะที่บางเรื่องเล่ากลับทำให้ผมรู้สึกว่ามนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงาม

จากการแข่งขันรอบคัดเลือก 3 รายการนั้น ซันนี่สามารถคว้าสิทธิ์ไปแข่งขัน Indian Open ได้สำเร็จ และเป็นเวทีนี้เองที่วงการสนุกเกอร์โลกเริ่มมองเห็นความสามารถของเด็กหนุ่มวัยเพียง 21 ปีเมื่อเขาสามารถทะลุเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย โดยในรอบ 2 เขาเอาชนะ Mark Davis (มาร์ก เดวิส) นักสนุกเกอร์ชื่อดังไปได้ 4 ต่อ 2 เฟรม

“ตอนเดินออกมาจากสนามทุกคนก็ให้กำลังใจ” ซันนี่เล่าถึงบรรยากาศวันที่เขาตกรอบ 8 คนสุดท้าย “Anthony McGill (แอนโทนี่ แมคกิลล์) นักสนุกเกอร์ชาวสกอตแลนด์ เขารู้ว่าผมจะเลิก เพราะเราบอกว่ารายการสุดท้ายแล้ว ไม่มีเงิน

“เขาเดินมาบอกว่า ยูอย่าเลิกนะ ยูเป็นนักสนุกเกอร์ระดับอายุเท่านี้ที่ดีที่สุดของโลกแล้ว”

เฟรมที่ 6

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เลิกแทงสนุกเกอร์แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม กลับไปไกลกว่าเดิมเมื่อผู้เป็นพ่อตัดสินใจเอาบ้านไปจำนอง เพื่อนำเงินมาเป็นทุนตั้งต้นในการพาลูกชายเดินสายแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพ

ซึ่งการแข่งขันที่คล้ายเป็นการป่าวประกาศกับชาวโลกว่า ฉันคือของจริง ก็คือแมตช์ที่นักสอยคิววัย 22 พบกับ รอนนี่ โอซุลลิแวน ในการแข่งขัน UK Championship ซึ่งถือเป็นการแข่งขันสนุกเกอร์รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างที่ว่าไว้ตั้งแต่ต้น มองมุมใดก็ไม่มีใครกล้าคิดว่าซันนี่จะเอาชนะรอนนี่ได้ เพราะดีกรีของทั้งสองแตกต่างกันเกินไป พูดก็พูดเถอะ ตอนที่รอนนี่เข้าสู่การแข่งขันระดับอาชีพครั้งแรกซันนี่ยังไม่ลืมตาดูโลกเลยด้วยซ้ำ

แต่ภาพที่ปรากฏผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วอังกฤษและทั่วโลกผ่านช่อง BBC และ Eurosport เมื่อเริ่มการแข่งขันคือ นักสนุกเกอร์ชาวไทยออกนำรอนนี่ 2 ต่อ 0 เฟรม และต่อสู้ได้อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีของคู่ต่อสู้ผู้เป็นตำนานแต่อย่างใด ก่อนจะแพ้ไปอย่างฉิวเฉียด 6 ต่อ 5 เฟรม

เป็นความพ่ายแพ้ที่น่าเสียดาย แต่ไม่มีอะไรให้เสียใจ ตรงกันข้ามนี่เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมากๆ ด้วยซ้ำ

ในชีวิตคนเราจะมีสักกี่ครั้งกันที่มีโอกาสภูมิใจกับความพ่ายแพ้

“วันนั้นนักข่าวทุกคนเดินมาจับมือผม แล้วก็บอกว่าสิ่งที่ซันนี่ทำในคืนนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว และหวังว่าแมตช์ที่รอนนี่เจอกับซันนี่จะได้รับเลือกให้เป็น match of the year” คุณพ่อเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ตราบใดที่ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต คงไม่มีใครบอกได้ว่านับจากวันนี้ชีวิตของซันนี่จะพบเจออะไรบ้าง จะสำเร็จหรือล้มเหลวก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการสนุกเกอร์มีให้เห็นมากมาย แต่เชื่อเถอะว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะตราตรึงอยู่ในใจเขาและเป็นแหล่งพลังงานยามก้าวไปบนเส้นทางเขาที่เลือกเดิน

“บรรยากาศวันนั้นมันวิเศษมาก ยิ่งใหญ่มาก” ซันนี่ย้อนเล่าเหตุการณ์สำคัญในชีวิต “พอแข่งเสร็จรอนนี่เขาก็เก็บของเดินออกไป ซึ่งปกติคนดูก็จะเดินออกตาม แต่วันนั้นคนยังนั่งกันอยู่เต็มฮอลล์ คนดูเหล่านี้เขาต้องรอบัตรคิว 3 ชั่วโมงกว่าเพื่อจะเข้ามาดูรอนนี่แข่ง ซึ่งตอนนั้นผมก้มลงไปเก็บของอยู่

“พอตอนผมลุกขึ้นมา คนดูในนั้นก็ยืนขึ้นปรบมือ standing ovation”

แม้วันนั้นเขาจะพบกับความพ่ายแพ้ แต่ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเขาเดินออกจากสนามแข่งขันอย่างผู้ชนะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load