ดูเหมือนฤดูฝนปกติได้กลับมาแล้ว ข้าวในนาเติบโตต่อเนื่อง ผักพื้นบ้านอย่างฉวี่ โพ ข่อ หล่อ เด๊าะ แปลว่า รอยเท้าหมาน้อย ก็ลอยคออวดใบใต้ต้นข้าว นั่นคือสัญญาณว่าข้าวในนาอยู่รอดปลอดภัยแล้วระดับหนึ่ง และได้เวลาดายหญ้าออก รวมถึงเจ้ารอยเท้าหมาน้อยด้วยเช่นกันที่ต้องถูกขอร้องให้ออกไปจากนาเพื่อให้ต้นข้าวเติบโตเต็มที่ แต่ไม่นานมันก็จะกลับมาเยี่ยมต้นข้าวอีกเช่นเคย จากนี้ไปก็ต้องลุ้นให้ฟ้า ฝน แสงแดด แวะเวียนมาทักทายต้นข้าวและพืชผักอย่าได้ขาดอย่าได้เกิน

เมื่อไม่นานมานี้มีเพื่อนจากเมืองหลวงมาเยี่ยม พวกเราได้มีโอกาสเดินป่าด้วยกันเป็นเวลาสั้นๆ เด็กๆ ดูร่าเริงท่ามกลางธรรมชาติที่ไม่มีอะไรแปลกปลอม มีเพียงความขี้สงสัยเท่านั้นที่ทำให้จิตใจเด็กๆ โลดเต้นด้วยความอยากรู้ ทันใดนั้นเอง เพื่อนคนหนึ่งได้ถามขึ้นมาว่า ต้นน้ำอยู่ที่ไหน มันคือต้นไม้ชนิดหนึ่งรึเปล่า?

เป็นคำถามที่ชวนให้กลับมาคิดอีกครั้งว่าจริงๆ แล้วต้นน้ำเป็นอะไรได้บ้างนะ

ซวาโข่ ผืนป่าชุมชนจากการคืนชีวิตสู่ผืนดินของชาวปกาเกอะญอผู้วายชนม์ จนเกิดเป็น ป่าต้นน้ำ

ความบังเอิญก็เป็นต้นน้ำได้

เมื่อฤดูปลูกข้าวมาถึง ชาวบ้านจะต้อนควายของตัวเองเข้าไปอยู่ในป่าจนกว่าจะเกี่ยวเสร็จ ระหว่างที่อยู่ในป่าควายจะเดินกินหญ้า ลัดเลาะไปมา ขึ้นเขาลงห้วย เมื่ออากาศร้อนและมีแมลงมาตอมกวนใจ สิ่งที่เพลิดเพลินกว่าการกินหญ้า คือการลงไปเล่นโคลน พวกมันจะแยกย้ายกันไปนอนเกลือกกลิ้งอย่างมีความสุข บางครั้งโคลนจะเข้าไปอุดกระดิ่งที่ห้อยคอจ่าฝูงจนไม่มีเสียง ทำให้บางครั้งเจ้าของควายต้องตามหาพวกมันอยู่พักใหญ่จนกว่าจะเจอพวกมัน

 ผลพลอยได้ที่ควายนอนเกลือกกลิ้งจนเป็นแอ่งน้ำใหญ่น้อยมากมายนั้น กลายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำและขี้ควายที่มีอาหารสำหรับไส้เดือน ปู เขียด ที่จะมาฉลองกันที่นั่น เมื่อเวลาผ่านไป บวกควายจะกลายเป็นระบบนิเวศขนาดย่อยในป่าผืนใหญ่ ที่ช่วยกักเก็บน้ำช่วงหน้าฝนและไหลซึมลงลำธารในหน้าร้อน ความเพลิดเพลินของควายก็ช่วยสร้างความหลากหลายให้ระบบนิเวศได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ เวลาที่วัวหรือควายเข้าไปกินหญ้าในป่า ก็เป็นการช่วยลดความหนาแน่นของหญ้าที่จะเพิ่มโอกาสของการเกิดไฟลุกลามในหน้าร้อน ซึ่งมักเกิดขึ้นทุกปีและส่งผลกระทบในวงกว้าง ว่าแล้วใครมีที่เยอะๆ รีบหาควายมาเลี้ยงไว้สร้างต้นน้ำกัน

ซวาโข่ ผืนป่าชุมชนจากการคืนชีวิตสู่ผืนดินของชาวปกาเกอะญอผู้วายชนม์ จนเกิดเป็น ป่าต้นน้ำ

ต้นน้ำมีตาเป็นช่องๆ

  ถ้าเราเดินเลาะลำธารขึ้นไปเรื่อยจนสุด เราจะได้พบตาน้ำ หรือบริเวณที่มีน้ำผุดออกมาจากใต้ดิน หรือน้ำซึมไหลมารวมกันจนเกิดเป็นลำธารเล็กๆ มากมาย  เรามักจะได้เห็นต้นกล้วยป่า ต้นตองสาด ต้นบอน เฟิร์นป่า อยู่ใกล้บริเวณที่มีตาน้ำ ช่องสี่เหลี่ยมเป็นตารางจำนวนมากตามลำต้นของต้นกล้วยและต้นตองสาดจะช่วยกักเก็บน้ำให้ความชุ่มเย็นกับลำต้นและเผื่อแผ่ให้แก่ดินตลอดปี นอกจากนี้ ต้นไม้เหล่านี้ยังช่วยชะลอการไหลของน้ำและช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดินเวลาฝนตกหนัก 

 ถึงแม้ถุงพลาสติก กล่องข้าว จะเป็นที่รู้จักมานาน แต่ใบกล้วยและใบตองสาดก็ยังได้รับความนิยมในการใช้ห่อข้าวและอาหาร เพราะระบายความร้อนและความชื้นไม่ให้ข้าวหรืออาหารบูดเน่าเร็วเกินไป นอกจากนี้ ยังทำให้ข้าวและอาหารมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ชวนให้น่ากินอีกด้วย

  เวลาฝนตก ถ้าลืมพกร่ม ก็ให้รีบไปขอใบกล้วยมาป้องกันฝนได้เลย เหมือนบางครั้งถ้ามีเหตุให้เจ้าของควายต้องพักแรมในป่า ใบกล้วยป่าจะเป็นหลังคากันฝนชั่วคราวอย่างดี กล้วยป่าขยายพันธ์ได้เร็วเพราะมันจะแตกหน่อตามราก ที่เลื้อยเดินทางไปตามลำห้วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นอกจากนี้ ต้นกล้วยป่ายังนิยมเอามาเลี้ยงหมูให้มีสุขภาพบูรณ์แข็งแรงและอ้วนตุ้บได้ไม่ยาก แม้จะต้องใช้เวลานานกว่าหมูโรงงานนิดหน่อย หยวกกล้วย เอามาแกงได้ เอามาทำกับข้าวเมนูห่อนึ่งไก่หรือปลาก็อร่อยไม่แพ้กัน 

ซวาโข่ ผืนป่าชุมชนจากการคืนชีวิตสู่ผืนดินของชาวปกาเกอะญอผู้วายชนม์ จนเกิดเป็นป่าต้นน้ำ

ไม้น้อยใหญ่คอยเก็บน้ำเช่นเดียวกับวาระสุดท้ายของมนุษย์

การจะสร้างบ้านสักหลังนั้น ใช่ว่าจะใช้ต้นไม้อะไรก็ได้ มีต้นไม้บางชนิดและบางลักษณะที่คนสมัยก่อนจะไม่แตะต้อง มีต้นไม้ต้องห้ามเช่น ต้นไม้หางปลา คือต้นไม้ที่มีกิ่งสองกิ่งแตกออกจากกันเหมือนหางปลา ต้นไม้ที่มีต้นกาฝากเกาะตามต้น ต้นไม้สองต้นที่เสียดสีกัน ต้นไม้ที่มีรังหมดทำรังคล้ายจอมปลวก ต้นไม้ที่มีนกหัวขวานเจาะรู 

เชื่อกันว่าถ้าตัดต้นไม้เหล่านี้มาใช้จะทำให้เกิดความทุกข์ ได้รับอันตราย และไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร หรือคนสมัยหนึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วอย่างไร ความเชื่อเหล่านี้เป็นกุศโลบายที่ช่วยปกป้องต้นไม้เหล่านั้นดีๆ นี่เอง ความเชื่อเหล่านี้เป็นการคืนคุณค่าให้ต้นไม้ที่มีรูปร่างลักษณะที่ผิดแผกไปแต่นั้นก็เป็นธรรมชาติของมันแบบนั้น เพราะต้นไม้ทุกต้นก็มีประโยชน์ทั้งนั้น ต้นไม้บางต้นอาจไม่มีคุณค่าในสายตามนุษย์ แต่กลับเป็นบ้านที่อบอุ่นของสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยมากมายและมันยังช่วยเก็บน้ำให้เราได้ดื่มกิน หรือถ้าเราเดินลึกเข้าไปในป่าที่ชื้นเราจะพบว่ามีเฟิร์นไต่ขึ้นปลกคลุมต้นไม้ บางต้นมีกล้วยไม้ป่าหรือเห็ดที่เหมือนเป็นผ้าคอยซับน้ำฝนให้ต้นไม้ 

ครั้งหนึ่งป่าแถบนี้และหลายๆ แห่งทางภาคเหนือของไทยเคยถูกถางเพื่อปลูกฝิ่นและการสัมปทานไม้ เวลาผ่านไปแทบจะไม่เหลือร่องรอยของไร่ฝิ่นนอกจากกองพะเนินของแปลงฝิ่นที่ถูกรากไม้ชอนไชและโอบอุ้มผืนดินโดยเจ้าของเดิมจนกลายเป็นป่าเขียวขจีอีกครั้ง

เมื่อการเดินทางบนโลกของใครคนหนึ่งสิ้นสุดลง คนปกาเกอะญอจะนำร่างไร้วิญญาณไปฝังในป่า โดยไม่มีการตัดต้นไม้ทิ้ง ที่ตรงนี้เรียกว่า ป่าซวาโข่ ซึ่งป่าบริเวณนี้จะเป็นผืนป่าแห่งหนึ่งของชุมชนที่ช่วยดูดซับคาร์บอนฯ และปล่อยออกซิเจนให้เรา ป่าบริเวณนี้มองไกลๆ ก็เหมือนป่าผืนหนึ่ง จนเมื่อเดินเข้าไปก็จะเห็นกองดินเรียงรายกัน เป็นที่รับรู้กันว่าจุดหมายปลายทางของชีวิตจะไม่เป็นอะไรเหนือจากเส้นทางนี้ มันไม่ได้แย่เกินไปที่เราได้รู้ว่าการกลับคืนสู่ดินคือการกลับไปเป็นต้นน้ำ บางทีมันอาจเป็นวาระอันมีเกียรติที่ธรรมชาติตระเตรียมไว้ให้เรา คงไม่ผิดอะไรนักหากจะบอกว่า การกลับคืนสู่ธรรมชาติคือการกลับไปเป็นต้นน้ำที่มีอยู่ในต้นไม้

  และจากนี้ไปเวลาเราพูดถึงบรรพบุรุษเราควรนับต้นไม้เหล่านั้นเข้าไปด้วย และถ้าเราเรียกต้นไม้ว่าปู่ทวด ย่าทวดได้อย่างสนิทใจ การเดินทางเข้าป่าอาจมีความหมายต่างไปจากเดิม หรือการปลูกต้นไม้สักต้นอาจมีค่าต่อจิตใจมากกว่าที่เคยเป็น

ซวาโข่ ผืนป่าชุมชนจากการคืนชีวิตสู่ผืนดินของชาวปกาเกอะญอผู้วายชนม์ จนเกิดเป็น ป่าต้นน้ำ

ต้นน้ำที่กำหนดชะตาของต้นน้ำทั้งปวง

มีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่อาศัยบนดวงดาวนี้มายาวนาน ไม่มีปีก แต่บินได้ไกลเกินกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนจะทำได้ มีความสามารถมากมาย ฉลาด เดิน วิ่งได้ คงยากที่จะปฏิเสธถ้าจะบอกว่าสัตว์สังคมอย่างมนุษย์นี่เองคือตัวแปรที่สำคัญต่อการมีอยู่ของต้นน้ำ และความอยู่ดีมีสุขของระบบนิเวศทั้งหลายบนโลก ถ้าควายที่สร้างต้นน้ำรู้ว่าภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดมาจากน้ำมือมนุษย์ พวกมันอาจจะไม่อยากคบกับมนุษย์อีกต่อไป และอาจจะขอลาออกจากการเป็นควายของมนุษย์ และไปเป็นควายในป่าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

แต่มันอาจจะรู้อยู่ว่ายังมีมนุษย์อีกมากมายที่ยังไม่ยอมแพ้ที่จะปกป้องต้นน้ำ พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในทุกๆ มุมของโลก ทุกๆ ส่วนของสังคมตั้งแต่ในป่า จนถึงเมือง ทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองพิเศษ แต่พวกเขารู้สึกได้อยู่บนดวงดาวที่พิเศษที่มีชื่อว่าโลก ที่มีต้นน้ำให้เราได้ดื่มกินเหมือนลูกดื่มกินน้ำนมจากแม่

ถ้าเราค่อยๆ สังเกตทุกครั้งที่เด็กอยู่ในป่า พวกเขาจะกลมกลืนกับธรรมชาติได้ดีมากๆ พวกเขาไว้ใจต้นไม้และลำธารหรือแม้แต่หนามที่พร้อมจะแทงฝ่าเท้านุ่มๆ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเป็นของเล่นได้หมด เด็กมีดวงตาที่เปิดกว้างและเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ จากนี้ไปขอให้เด็กได้พาผู้ใหญ่เข้าไปเติมพลังในป่าอีกบ่อยๆ เพื่อผู้ใหญ่จะได้ลดความกลัวและความคาดหวัง เลิกกักขังเด็กด้วยความคิด ความเชื่อเดิม เปลี่ยนเป็นเชื่อมั่นในตัวเด็กมากขึ้น ออกไปเรียนรู้กับเด็กกลับไปเป็นเพื่อนกับพวกเขา ให้พวกเขาได้เติบโตเป็นต้นน้ำให้กับโลกของเราและไหลเย็น

ผู้เฒ่าเคยกับเราบอกผ่านบทกวีบทหนึ่งว่า

ที เม ถ่อ เก่อ หลื่อ เม แก    ถ้าน้ำขึ้น และไฟลุกท่วม

คี ฆา โอะ เลอ ญา เบะ แอ   ให้สองเราอยู่ในกาบกล้วย

เอ หรือว่ากล้วยมีคำตอบให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จริงๆ

ซวาโข่ ผืนป่าชุมชนจากการคืนชีวิตสู่ผืนดินของชาวปกาเกอะญอผู้วายชนม์ จนเกิดเป็น ป่าต้นน้ำ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load