เราหลงรักบรรยากาศการดูหนังในโรงหนัง หลายครั้งที่ซื้อตั๋วเดินเข้าโรงหนังด้วยการบอกว่า “ดูเรื่องอะไรก็ได้ที่เข้าฉายในรอบถัดไป” (ยกเว้นหนังผี ‘ตุ้งแช่’ ที่ขอยกธงยอมแพ้ค่ะ) สมัยเรียนถ้ามีเวลาเต็มวันโดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ เราจะไปยืนเกาะตู้ขายตั๋วโรงหนังสยามหรือไม่ก็ลิโด้ตั้งแต่เช้าตรู่ และขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำการจัดเวลาดูหนังแต่ละเรื่องที่เข้าฉายในวันนั้น เพื่อให้เราวิ่งวนดูหนังสามสี่เรื่องติดกันภายในวันเดียวได้อยู่บ่อยๆ 

เมื่อชีวิตจับพลัดจับผลูต้องไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ และใช้เวลาอยู่บนถนนไฮเวย์ในทวีปอเมริกาเป็นหลัก เราก็เตรียมใจแล้วว่าคงไม่ได้เข้าโรงหนังไปอีกหลายปีแน่ แต่พอออกเดินทางจริงๆ ก็มีโอกาสจอดแวะดูหนังโดยไม่ตั้งใจตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากนั้นก็มีครั้งที่สอง สาม สี่ ตามมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นส่วนสำคัญที่เติมเต็มทริปนี้แบบที่เราคาดไม่ถึง 

หนังกลางแปลงฝรั่ง โคโลราโด, สหรัฐอเมริกา 

ก่อนออกทริปมอเตอร์ไซค์ 2 วัน ครอบครัวของแฟนเอ่ยปากชวนเราไป ‘ไดรฟ์-อิน เธียเตอร์’ (Drive-in Theatre) เราออกอาการหูผึ่งตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก และรีบถามย้ำเพื่อความแน่ใจว่า มันคือการขับรถยนต์ไปจอดแล้วดูหนังอยู่ในรถตัวเองใช่ไหม พอทุกคนบนโต๊ะอาหารพยักหน้า เราก็ตอบตกลงทันทีแบบไม่ต้องเล่นเนื้อเล่นตัวให้มาก เรื่องจัดกระเป๋าเดินทางเอาไว้ก่อน จะได้ไปดูไดรฟ์-อิน เธียเตอร์ของจริงทั้งที จากที่เคยเห็นแค่ในหนังฝรั่งมาตลอดชีวิตแบบนี้ เราไม่ยอมพลาดแน่ๆ 

ก่อนไปเรานึกถึงฉากพระเอกนางเอกนั่งดูหนังและจับมือกัน 2 คนในรถเงียบๆ ช่างโรแมนติกเกินจะพรรณนา แต่พอได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ ต้องขอใช้คำว่าผิดจากที่คิดไว้อย่างกับ ‘หนังคนละม้วน’ 

วันนั้นคนทั้งบ้านยกขบวนกันไปตั้งแต่ 6 โมงเย็น เราคิดว่าหนังคงจะฉายสัก 6 โมงครึ่ง แต่เปล่าเลยค่ะ การไปดูหนังแบบไดรฟ์-อิน เธียเตอร์ของฝรั่งก็คือ การดูหนังกลางแปลงแบบบ้านเรานี่เอง

แค่เปลี่ยนหมูปิ้ง ลูกชิ้นทอด สายไหม เป็นบาร์บีคิว พิซซ่า แซนด์วิช และข้าวโพดคั่ว จากชิงช้า ม้าหมุน กลายเป็นการเล่นฟริสบี้ ปาเป้าด้วยถุงทราย แฮนด์บอล บอร์ดเกม ฯลฯ จากเสื่อที่เราไว้ปูพื้นนั่งดูหนังกัน ทางนี้เขาก็ขนผ้าห่มผืนหนาๆ กันมาหลายผืน มีทั้งปูนอนบนพื้นทรายหน้ารถยนต์ตัวเอง ทั้งปูบนท้ายรถกระบะ บางบ้านขนเก้าอี้สนามมานั่งรวมตัวกันหน้ารถ เล่นกันไปคุยกันไปเพลินๆ เคล้ากลิ่นบาร์บีคิวและข้าวโพดคั่วที่ลอยมาปะทะจมูกชวนให้หิวเป็นระยะ 

ประสบการณ์การเดินทาง ไปดูหนังกลางแปลงฝรั่งที่สหรัฐฯ ดูไปกินอาหารไปที่เม็กซิโก ดูแบบสุ่มที่นั่งในเอลซัลวาดอร์และดูหนังที่หาไฟล์เสียงภาษาอังกฤษไม่ได้ที่ปานามา

เรื่องอาหารการกินทางโรงหนังมีร้านอาหารไว้บริการค่ะ ส่วนใหญ่โรงหนังประเภทนี้ไม่อนุญาตให้นำอาหารจากภายนอกมารับประทาน และอาจเสียค่าปรับถ้าโดนจับได้ โรงหนังที่เราไปมีแม้กระทั่งอาหารสุนัขและอาหารเจ้าเหมียวขาย เพราะทางโรงหนังอนุญาตให้พาสัตว์เลี้ยงมาดูหนังด้วยได้ แต่ต้องมีสายจูงตลอดเวลา และถ้าสัตว์เลี้ยงขับถ่ายเจ้าของก็ต้องคอยเก็บกวาดให้เรียบร้อย

ลานจอดรถหน้าจอหนังเป็นลานเปิดโล่งกว้าง มีแท่งอะลูมิเนียมหลากสีปักไว้เป็นสัญลักษณ์ใช้แบ่งประเภทรถ เช่น สีเหลืองเป็นที่จอดรถเก๋ง สีเขียวเป็นที่จอดรถห้าประตูขนาดกลางและกระบะขนาดเล็ก สีขาวเป็นที่จอดรถกระบะขนาดใหญ่ ส่วนรถที่เพิ่มความสูงมาเป็นพิเศษหรือติดหลังคาเพิ่มเติม ก็ต้องไปจอดด้านหลัง เพื่อไม่ให้บังสายตาของคนอื่นๆ 

แท่งอะลูมิเนียมพวกนี้ นอกจากทำหน้าที่แบ่งโซนของรถแล้ว ยังเป็นตัวกระจายสัญญาณวิทยุด้วยค่ะ ในระหว่างที่หนังยังไม่เริ่มฉาย ช่องสัญญาณนี้จะมีเพลงให้ฟังไปเรื่อยๆ พอเราเอารถเข้าไปจอด ก็จูนสัญญาณรับวิทยุช่องนี้ไว้ได้เลย เพราะจะเป็นช่องเดียวกับที่ส่งสัญญาณเสียงของหนัง

เวลาฉายหนังคือ ‘ตอนฟ้ามืด’ แถวนี้กว่าฟ้าจะมืดก็ปาไปเกือบ 3 ทุ่ม ถึงตอนนั้นทุกคนกินอาหารจนอิ่มและเล่นเกมกันจนเหนื่อยพอดี วันนั้นโรงหนังที่เราไปดูมี 2 ลาน ซึ่งอยู่ติดกันแต่ฉายหนังคนละเรื่อง (ลานเราฉายเรื่อง The Man from U.N.C.L.E. ส่วนอีกลานฉาย Minions) ตอนแรกก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเสียงจะไม่ตีกันหรือยังไงเพราะไม่มีอะไรกั้นเลย แต่ถึงเวลาฉายก็ไม่ตีกันจริงๆ ค่ะ เครื่องเล่นวิทยุของรถทุกคันในลานทำหน้าที่เป็นเครื่องกระจายเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว 

ประสบการณ์การเดินทาง ไปดูหนังกลางแปลงฝรั่งที่สหรัฐฯ ดูไปกินอาหารไปที่เม็กซิโก ดูแบบสุ่มที่นั่งในเอลซัลวาดอร์และดูหนังที่หาไฟล์เสียงภาษาอังกฤษไม่ได้ที่ปานามา

ในระหว่างหนังฉายก็มีคนเดินลุกเข้าลุกออกไปซื้ออาหารและเข้าห้องน้ำกันเป็นระยะ มีเสียงคุยกันบ้างประปราย แต่ด้วยพื้นที่เปิดโล่งเลยทำให้ไม่รู้สึกว่าโดนรบกวน เรานั่งดูหนังอยู่กับครอบครัวของแฟนบนกองผ้าห่มที่ปูเอาไว้หน้ารถได้ไม่ถึงครึ่งเรื่อง สุดท้ายก็ยอมแพ้แรงลมหนาวและเข้าไปนั่งดูจากในรถแทน ซึ่งก็ได้บรรยากาศอีกแบบ เพราะทันทีที่เราปิดประตูรถยนต์ เสียงหนังจากวิทยุในรถก็ก้องกังวานไปทั่ว แค่ปรับเก้าอี้ให้เอนลงหน่อย มีหมอนรองคอกับผ้าห่มผืนน้อยให้พออุ่นสบาย เท่านี้เราก็ได้ที่นั่งเฟิร์สคลาสเป็นของตัวเองแล้ว

หลังหนังเรื่องแรกจบ เราลุกขึ้นเตรียมตัวจะไปช่วยเก็บของกลับบ้าน แต่แฟนบอกว่าเดี๋ยวเรื่องที่ฉายต่อไปเป็น Mission Impossible 5 ถ้าอยากดูก็นั่งอยู่ต่อได้เลย เอ้า ว่ายังไงก็ว่าตามกัน เราออกมานั่งข้างนอก ตั้งใจจะปักหลักดูเรื่องต่อไป แต่ดันผล็อยหลับตั้งแต่ 15 นาทีแรกของหนังเรื่องที่ 2 ทุกคนที่ไปด้วยกันก็บ่นเสียดายแทนที่เราไม่ได้ดูเพราะเรื่องที่ 2 สนุกกว่าเรื่องแรก แต่สำหรับเราแค่นี้ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากแล้ว 🙂 

ราคาตั๋วผู้ใหญ่ประมาณ 250 บาท เด็กและผู้สูงอายุ 150 บาท 

ดูไปกินไปที่เม็กซิโก

ประสบการณ์การเดินทาง ไปดูหนังกลางแปลงฝรั่งที่สหรัฐฯ ดูไปกินอาหารไปที่เม็กซิโก ดูแบบสุ่มที่นั่งในเอลซัลวาดอร์และดูหนังที่หาไฟล์เสียงภาษาอังกฤษไม่ได้ที่ปานามา
#Movieday ไล่ตามหนัง 5 เรื่องใน 1 วันที่เม็กซิโกซิตี้ 11.10 Steve Jobs 13.05 Room 14.45 Deadpool 19.25 Spotlight 22.00 The Hateful Eight

เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์พอๆ กับบ้านเราค่ะ แต่การดูหนังเข้าใหม่ในโรงหนังก็ยังได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนดูแทบทุกวัย เดิมที่นี่มีโรงหนังเก่าแก่ขนาดเล็กอยู่หลายแห่ง แต่ปัจจุบันบางส่วนได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและอีกหลายส่วนก็ทยอยปิดตัวลงเพราะสู้โรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์สมัยใหม่ไม่ได้

หนังเม็กซิโก

เครือหลักๆ ของโรงหนังในประเทศเม็กซิโกคือ Cinemex และ Cinépolis ทั้งสองเครือมีสาขาอยู่ทั่วประเทศและมักตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เทคโนโลยีที่ใช้ในโรงหนัง ความสะดวกสบาย และบรรยากาศ เรียกได้ว่าสูสีกับโรงหนังบ้านเรามาก การเช็กรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว เลือกที่นั่ง ก็ใช้วิธีและมาตรฐานเดียวกัน ต้องยอมรับว่าการให้เลือกที่นั่งเองก่อนเข้าไปในโรงทำให้เราแปลกใจพอสมควร เพราะ 2 ประเทศเพื่อนบ้านของเม็กซิโกอย่างแคนาดาและสหรัฐฯ ยังใช้ระบบขายตั๋วไม่ระบุที่นั่งกันอยู่เลย 

ความหลากหลายของหนังที่นี่โดยเฉพาะในเมืองขนาดใหญ่ มีให้เลือกดูได้ทั้งหนังฮอลลีวูด หนังละติน หนังยุโรป หรือแม้แต่หนังเอเชีย แต่มีข้อจำกัดด้านภาษา เช่นหนังที่มีเสียงต้นฉบับเป็นภาษาต่างประเทศ มักจะมีตัวเลือกให้แค่ 2 อย่างคือ พากย์เสียงสเปนทับ หรือมีคำบรรยายเป็นภาษาสเปนแต่ไม่มีภาษาอังกฤษ 

ถ้าหนังเรื่องนั้นเป็นแอนิเมชันที่ ‘น่าจะเหมาะกับเด็กมากกว่า’ ก็จะมีตัวเลือกเดียวคือพากย์เสียงสเปน ฉะนั้น ตอนที่หนังอย่าง CoCo, Zootopia, Finding Dory หรือแม้แต่ Gantz : O เข้า คนที่ใช้ภาษาสเปนแบบถามนกตอบน้ำอย่างเราก็ทำได้แค่มองป้ายโปสเตอร์ตาละห้อยไปตามระเบียบ

ที่น่าสนใจกว่าหนัง คือวัฒนธรรมการกินอาหารในโรงหนังของชาวเม็กซิกันค่ะ ในเมืองหลวงอย่างเม็กซิโกซิตี้ โรงหนังหลายแห่งมีบริการให้กดปุ่มหรือยกมือเรียกพนักงานเพื่อขอดูเมนูและสั่งอาหารโดยไม่ต้องลุกออกจากที่นั่ง แล้วก็ชำระเงินกับบัตรเครดิตด้วยเครื่องรูดบัตรแบบพกพาของพนักงาน ถือว่าสะดวกดี แต่เราว่ามันขัดๆ อยู่บ้างตรงที่การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะก่อนหนังเริ่มหรือเพิ่งจะเริ่ม เพราะบางครั้งในระหว่างที่พระเอกกำลังโดนไล่ล่าอย่างดุเดือดอยู่บนจอ คุณพี่เก้าอี้ข้างหน้าเราก็กำลังคิดอย่างหนักหน่วงว่าจะสั่งไอศครีมหรือเครปแกงกะหรี่ไก่มากินก่อนดี 

หนังเม็กซิโก

โรงหนังที่อยู่ในเมืองเล็กๆ แม้ไม่มีบริการแบบเสิร์ฟถึงที่ แต่อาหารที่มีให้เลือกซื้อด้านนอกก็ชวนหิวทั้งที่ไม่ได้หิวเอาง่ายๆ เพราะนอกจากข้าวโพดคั่ว ขนมขบเคี้ยว ช็อกโกแลต ลูกอม และน้ำอัดลม ที่เป็นตัวเลือกพื้นฐานของโรงหนังเกือบทั่วทั้งโลกแล้ว เมนูที่ทุกคนนิยมซื้อและถือเข้าไปนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อยในระหว่างดูหนังก็มีนาโชส์อบชีส แผ่นตอร์ติญ่าชิปแกล้มซัลซารสเข้มข้น ทาโก้เนื้อวัว หมู ไก่ ฯลฯ ถ้ารสชาติยังไม่ถูกใจ ก็มีซอสและมะนาวสดให้ปรุงเพิ่มกันได้ตามสะดวกด้วย 

เมื่อคนที่มาดูหนังกินอาหารกันจริงจังขนาดนี้ ทางโรงหนังก็อำนวยความสะดวกด้วยการออกแบบถาดทรงสี่เหลี่ยมที่มุมด้านหนึ่งมีพลาสติกยื่นออกมาเป็นรูปทรงคล้ายแก้ว ซึ่งนำไปเสียบเข้ากับช่องใส่แก้วน้ำข้างเก้าอี้ในโรงหนัง และถาดเล็กๆ ใบนั้นก็จะกลายเป็นโต๊ะรับประทานอาหารส่วนตัวไปทันที ปกติเราเป็นคนไม่กินขนมในโรงหนัง แต่พอมาอยู่เม็กซิโก ทั้งเสียงเคี้ยว กลิ่นพริก กลิ่นมะเขือเทศ จากคนเกินครึ่งโรง ทำให้อดไม่ได้ที่จะ ‘หลิ่วตาตาม’ ด้วยการไปต่อแถวซื้อขนมพอเป็นพิธี ให้ได้มี ‘โต๊ะส่วนตัว’ กับเขาบ้าง 🙂 

หนังเม็กซิโก

ราคาตั๋วหนังเริ่มต้นตั้งแต่ 60 – 150 บาทในโรงหนังทั่วไป และราคาอาจสูงขึ้นในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 

“…Find the nearest movie theater…”
ซาน ซัลวาดอร์, เอลซัลวาดอร์ 

หนังเม็กซิโก

ช่วงที่เดินทางผ่านทวีปอเมริกากลาง หนังเรื่อง Suicide Squad กำลังจะเข้าฉายพอดี เราเห็นป้ายโฆษณาของหนังเรื่องนี้ติดเป็นระยะอยู่ตามริมถนนไฮเวย์ตั้งแต่ออกมาจากกัวเตมาลา ตอนนั้นคิดว่าไม่น่าได้ดูจนกว่าจะเดินทางถึงปานามา เพราะเรา 2 คนเดินทางล่าช้ากว่าที่กำหนดกันไว้มาก เลยพยายามเร่งทำเวลาด้วยการออกจากโรงแรมแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาอยู่บนถนนเต็มวัน กว่าจะเข้าโรงแรมปลายทางก็ค่ำมืดดึกดื่น 

แต่อยู่ๆ เจ้ามอเตอร์ไซค์คู่ใจที่วิ่งฉิวมาอย่างดีตลอดสัปดาห์ก็เกิดอาการงอแง จนต้องเข็นไปให้ร้านซ่อมรถช่วยดูให้ และได้คำตอบว่าต้องเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นซึ่งไม่มีขายในเมืองเล็กๆ ที่เราจอดพักอย่างซาน มิเกล แต่จะหาได้จากศูนย์ใหญ่ในซาน ซัลวาดอร์ สุดท้ายเราเลยต้องจอดรถทิ้งไว้และกระโดดขึ้นรถบัสเข้าเมืองหลวงเพื่อไปหาซื้ออะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ 

ในทริปนี้ถ้ามีโอกาสได้เข้าเมืองหลวงของประเทศไหนๆ นอกจากจะบอกให้ Siri ช่วยหา ‘ร้านอาหารไทยที่ใกล้ที่สุด’ แล้ว ก็มี ‘โรงหนังที่ใกล้ที่สุด’ นี่แหละค่ะ ที่พูดถามบ่อยจน Siri คงจะเบื่อเหมือนกัน ส่วนรอบนี้ต้องถือว่าในโชคร้ายก็มีโชคดีอยู่บ้าง เพราะโรงแรมที่เราพักอยู่ไม่ไกลจากโรงหนังมาก ตั๋ว Suicide Squad 2 ใบเลยต้องตกมาอยู่ในกำมือเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

โรงหนังในเอล ซัลวาดอร์ ที่คุ้นหูคุ้นตาเราคือ Cinemark กับ Cinépolis ซึ่งเป็นเครือที่ข้ามประเทศมาลงทุนจากเม็กซิโก บรรยากาศเลยไม่ค่อยแตกต่างกับโรงหนังในเม็กซิโกมากนัก ทั้งการตกแต่งที่ทันสมัย เก้าอี้อยู่ในสภาพดี สะอาด และนั่งสบาย สัปดาห์ที่เราไปดูอาจมีหนังให้เลือกดูไม่มาก คงเป็นเพราะมีหนังดังเข้าใหม่อย่าง Suicide Squad มาครองพื้นที่อยู่ และเป็นหนังเรื่องเดียวที่มีรอบภาษาอังกฤษ-คำบรรยายสเปนให้ดูซะด้วย 

คืนที่เราไปดูหนังกันเป็นคืนวันเสาร์ เราเลยเตรียมใจก่อนเลยว่าคนต้องเยอะแน่ ตอนแรกก็ไปยืนรอเพลินๆ แต่มาตกประหม่าเอาตอนถึงคิวซื้อตั๋ว เพราะหน้าจอแสดงที่นั่งที่ควรจะหันมาทางเรากลับยกสูงและหันไปทางพนักงานขายตั๋ว เวลาเลือกที่นั่งเราก็ต้องบอกแบบกว้างๆ ไปว่าอยากได้ที่นั่งโซนไหน แถวไหน ใกล้จอ ไกลจอ ซ้าย ขวา หรือไม่ก็ขอให้พนักงานบอกว่าตรงไหนว่างบ้าง ซึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตถ้าเราพูดภาษาสเปนคล่อง โชคยังดีที่แฟนเราพูดสเปนได้บ้าง 

คุณพนักงานก็ใจเย็นและอดทนกับความเด๋อด๋าของเรา 2 คนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร สุดท้ายได้ตั๋วมาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าได้นั่งตรงไหนกันแน่ แต่ก็คิดว่าไปลุ้นเอาตอนเดินเข้าไปในโรงเลยแล้วกัน 

ขนมที่ขายอยู่ด้านหน้าไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษค่ะ แต่ก็มีถาดสำหรับวางอาหารและแก้วน้ำให้เอาไปเสียบกับที่วางแขนข้างเก้าอี้ได้เหมือนที่เม็กซิโก รอบนี้เราไม่ได้ซื้ออาหารอะไรเข้าไปนอกจากน้ำเปล่าคนละขวด เสร็จแล้วก็รีบเดินเข้าโรงหนังเพื่อไปหาที่นั่งที่คุณพี่พนักงานช่วยจองให้ ปรากฏว่าได้นั่งแถวบนสุดริมทางเดินอย่างที่ขอไป เพราะเป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างความชอบของเราและของแฟน 

บรรยากาศในโรงก่อนหนังเริ่มฉายถือว่าค่อนข้างเงียบทั้งที่มีคนดูเยอะเกินครึ่งโรง แต่พอหนังเริ่มฉายไปได้สักพัก เราก็พบว่าคนดูส่วนใหญ่มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังและไม่รู้สึกเขินเลยที่จะแสดงออก เช่นหัวเราะเสียงดังอย่างจริงใจ ปรบมือเวลาตัวละครทำอะไรถูกใจ หรือส่งเสียงโห่เวลาที่ไม่ชอบใจ และที่น่ารักที่สุดคงจะเป็นเสียงฮือฮาและเสียงแซวกันเองตอนที่ตัวละครจูบกัน เราได้ยินแล้วยังอดอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ 

หนังเม็กซิโก

กว่าหนังจะจบก็ค่อนข้างดึกพอสมควรค่ะ คนดูส่วนใหญ่ถือถาดขนมของตัวเองติดมือออกมาด้วย เพราะตรงหน้าประตูทางออกมีถังขยะใบใหญ่ให้เทกล่องข้าวโพดคั่วและแก้วน้ำทิ้งได้ ส่วนถาดก็ถูกวางซ้อนเรียงกันเอาไว้ข้างๆ อย่างเรียบร้อย 

จะว่าไปแล้ว ถ้ามอเตอร์ไซค์ไม่เสียเราก็คงไม่มีโอกาสดั้นด้นมาดูหนังถึงในซาน ซัลวาดอร์ ที่ตลกร้ายไปยิ่งกว่านั้นคือ อะไหล่ที่มาหาก็ไม่มีขายในเมืองเหมือนกัน สุดท้ายก็ต้องขึ้นรถบัสกลับไปมือเปล่า เจ้าของร้านซ่อมรถที่ซาน มิเกล เห็นเรากลับไปหน้าจ๋อยๆ กันก็คงนึกเวทนา เลยช่วยโทรศัพท์ตามหาอะไหล่เก่าจากร้านอื่นๆ มาดัดแปลงและใส่แก้ขัดให้แบบไม่คิดค่าแรง แถมตอนร่ำลากันก็ยังมาจับมืออวยพรให้เรา 2 คนโชคดีกับการเดินทางด้วย

ราคาตั๋วหนังทั่วไปใบละประมาณ 150 – 170 บาท ซึ่งค่อนข้างสูงสำหรับคนท้องถิ่นค่ะ

ดูหนัง… ไม่ได้หนัง
ปานามา

หนังปานามา

โรงหนังส่วนใหญ่ของปานามาอยู่ในปานามาซิตี้ เครือใหญ่ๆ ก็มี Cinépolis กับ Cine Moderno เป็นโรงแบบมัลติเพล็กซ์ ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ก่อนจะมาถึงที่นี่ เพื่อนชาวปานามาของเราแนะนำว่าถ้าอยากดูหนังที่มีเสียงภาษาอังกฤษ ให้ไปวันที่หนังเพิ่งเข้าช่วงสองสามวันแรก เพราะหลังจากนั้นไม่ว่าหนังดังแค่ไหน ก็จะเหลือไว้แค่พากย์ภาษาสเปน 

เรามีเวลาอยู่ในปานามาประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อรอเอามอเตอร์ไซค์ลงเรือข้ามไปประเทศโคลัมเบีย ก็เลยหาเวลาไปดูหนังได้สามสี่ครั้ง เช่นโรงที่ไปดูในปานามาซิตี้เป็นโรงหนังของ Cinépolis แบบ VIP ทั้งเทคโนโลยี คุณภาพการบริการและราคาก็ VIP สมชื่อค่ะ จ่ายค่าตั๋วกันไปคนละประมาณ 500 – 600 บาทต่อรอบ อาหารมีให้เลือกทั้งคาวหวาน มีพนักงานรับออเดอร์และเสิร์ฟให้ถึงที่นั่งคล้ายกับที่เม็กซิโก แต่ของปานามาจะดูหรูหรากว่าและแพงกว่าเพราะใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก 

หนังปานามา

ส่วนอีกรอบก็เป็นการไปดูแบบตัดสินใจปุบปับ ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งเช็กอินเข้าโรงแรม อาบน้ำ และเตรียมตัวนอนแล้ว แต่ก็อดใจลองหา ‘โรงหนังใกล้ตัว’ ดูไม่ได้ จนไปเจอว่ามีหนังภาษาอังกฤษและมีรอบที่ถ้าอยากไปดู ต้องเด้งออกจากเตียงและรีบบึ่งรถออกไปเลยเดี๋ยวนั้น 

10 นาทีต่อมา เรา 2 คนก็ยืนอยู่หน้าโรงหนังในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของประเทศปานามา

อากาศวันนั้นค่อนข้างเย็นและยังมีฝนปรอยๆ เรารีบวิ่งหลบฝนเข้าไปซื้อตั๋วและคว้ากล่องข้าวโพดคั่วอุ่นๆ ติดมือเข้าไป 2 กล่อง หวังลึกๆ ว่าจะมัวแต่กินเพลินจนลืมหนาว ตั๋วหนังที่เราได้มาเป็นตั๋วแบบไม่ระบุที่นั่งซะด้วย พอเรารู้แบบนั้นก็ชักไม่แน่ใจว่าคิดผิดรึเปล่าที่ดิ้นรนฝ่าฝนมาดูหนัง ถ้าเดินเข้าไปแล้วไม่เหลือที่นั่งดีๆ เลยจะทำยังไง 

โชคยังดีที่พอมีที่นั่งแถวบนเหลืออยู่บ้าง เรารีบนั่งลงทันที แต่ยังไม่ทันได้จัดแจงท่านั่งให้สบาย โฆษณาก็จบภายใน 2 นาทีโดยไม่มีหนังตัวอย่าง แล้วหนังก็เริ่มฉาย เปิดมาเป็นชื่อภาษาสเปนอยู่กลางจอ คิ้วเรากระตุกทันที ลางไม่ค่อยดีซะแล้วแบบนี้ พอตัวละครเริ่มเปิดปากคุยกันเป็นภาษาสเปนเท่านั้นแหละ เราก็หันไปทำปากพะงาบๆ ใส่แฟนแบบไม่มีเสียงเพราะข้าวโพดคั่วยังเต็มปาก แฟนก็รีบลุกออกไปคุยกับคนขายตั๋วให้ ส่วนเราก็ยังนั่งรออยู่ในโรงหนังเพราะถึงลงไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ 

ไม่ถึง 1 นาทีแฟนเดินกลับมาบอกว่า คนขายตั๋วทำหน้างงๆ แต่ก็รับปากว่าจะรีบเปลี่ยนภาษาให้ เราได้แต่พยักหน้าและนึกขำในโชคชะตาของตัวเอง เมื่อกี้ก็นอนสบายๆ อยู่ในโรงแรมดีแล้วแท้ๆ 

หนังปานามา

15 นาทีผ่านไป นางเอกของเรายังพูดภาษาสเปนปร๋อ คราวนี้เราเลยชวนแฟนเดินลงไปที่ตู้ขายตั๋วด้วยกัน ภาพที่เห็นคือมีคน 3 คนกำลังวิ่งวุ่นกันอยู่หลังเคาน์เตอร์เพราะหาไฟล์ภาษาอังกฤษไม่เจอ ห้องขายตั๋วก็เล็กนิดเดียว แต่น้อง 3 คนเข้าไปเบียดกันจนแน่น คนหนึ่งนั่งหาไฟล์เสียงภาษาอังกฤษในคอมพิวเตอร์ อีกคนพยายามโทรศัพท์หาบริษัทส่งหนัง คนที่สามก็ก้มๆ เงยๆ รื้อหาเอกสารที่แนบมากับหนัง

เรากับแฟนก็มายืนงงๆ ทำตัวไม่ถูกเพราะไม่รู้จะช่วยยังไง จนน้องผู้ชายที่ขายข้าวโพดคั่วเดินมาพร้อมกับยื่นกล่องข้าวโพดคั่วมาให้ แล้วบอกว่าให้กินรอไปก่อน อันนี้ให้ฟรีนะ (ส่วน 2 กล่องที่เราซื้อไปก็ยังอยู่ในโรงหนังอยู่เลยค่ะ) แล้วน้องก็ถือโอกาสยืนปักหลักเกาะโต๊ะให้กำลังใจเพื่อนไปด้วย ผ่านไปอีก 10 นาทีก็มีน้องจากฝั่งขายน้ำ คุณป้าทำความสะอาด และพี่ รปภ. ข้างนอกมาร่วมวงอีกชุด เราสังเกตเห็นว่าพนักงานสองสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสะพายกระเป๋าติดมาด้วย เดาว่าคงจะกำลังเตรียมตัวกลับบ้านกันอยู่พอดี 

อีกสิบกว่านาทีผ่านไป ทุกคนดูงงมากจริงๆ ที่ไม่มีไฟล์ภาษาอังกฤษ เรากับแฟนก็คุยกันขำๆ ว่ามีคนที่นั่งอยู่ในโรงอีกตั้งยีสิบกว่าคน ไม่เห็นจะมีใครมีปัญหาเลยที่หนังพูดภาษาสเปน คุณน้าขายตั๋วเลยตอบให้ว่าคนแถวนี้จองหนังตามรอบ ไม่ได้สนใจหรอกว่าหนังจะพูดภาษาอะไร ตั้งแต่น้าขายตั๋วมานี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเดินลงมาถามหาเสียงภาษาอังกฤษ 

ตอนนั้นเราตัดใจเรื่องจะกลับเข้าไปดูหนังต่อแล้วค่ะ เพราะหนังยาวแค่ 100 นาที แต่เราใช้เวลาอยู่ตรงนี้ไปแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง อีกอย่างในระหว่างที่ยืนรอก็มีน้องพนักงานวนเวียนมาชวนคุยด้วยตลอด ทั้งถามว่ามาจากไหน ทำไมพูดสเปนไม่ได้ เธอหน้าตาเหมือนคนแถวนี้นะ (เราผิวคล้ำตาโตแบบคนใต้ค่ะ เวลาเดินที่นี่ก็เหมือนคนท้องถิ่นจริงๆ) ขี่มอเตอร์ไซค์มากันเหรอ ไปดูได้ไหม แล้วจะไปไหนต่อ ฯลฯ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็ยืนจับกลุ่มคุยกันจนหนังจบและเห็นคนในโรงหนังเริ่มทยอยเดินกันออกมา 

ถึงตอนนี้ยังคิดว่าถ้ามีใครถามว่าหนังเรื่องนี้สนุกไหม เราก็จะบอกด้วยความชื่นใจว่าเป็นหนังที่สนุกที่สุดที่เคยดูมาและดีต่อใจมากจริงๆ 🙂 

ประสบการณ์การเดินทาง ไปดูหนังกลางแปลงฝรั่งที่สหรัฐฯ ดูไปกินอาหารไปที่เม็กซิโก ดูแบบสุ่มที่นั่งในเอลซัลวาดอร์และดูหนังที่หาไฟล์เสียงภาษาอังกฤษไม่ได้ที่ปานามา

• หนังที่มีคำบรรยายเป็นภาษาสเปนและใช้เสียงต้นฉบับ เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฯลฯ จะมีคำว่า SUB หรือ Subtitulos ตามหลังชื่อหนัง 

• ส่วนหนังที่พากย์ทับด้วยภาษาสเปน (แต่ไม่มีคำบรรยาย) จะมีคำว่า DOB หรือ Doblado ตามหลังชื่อหนัง

• แต่ถ้าซื้อตั๋วเข้าไปแล้วไม่ใช่อย่างที่เขียนไว้ คุณอาจจะได้เพื่อนใหม่กลับมาแทนเหมือนเรานะ 😀 

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load