มาฆบูชาถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญเนื่องในพุทธศาสนาเป็นวัน ‘จตุรงคสันนิบาต’ ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการขึ้นในวันนี้ ได้แก่ พระภิกษุ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น พระภิกษุทั้งหมดล้วนแต่ได้รับการอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้าหรือเอหิภิกขุอุปสัมปทา และวันนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี

แต่แรกเริ่มเดิมทีไม่มีพิธีมาฆบูชาในประเทศไทย จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น ก่อนจะจัดขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีงานประเพณีหรือเทศกาลที่น่าสนใจเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดพะเยาซึ่งมีการจัดงาน ‘กว๊านพะเยาสายน้ำแห่งชีวิต ตานข้าวทิพย์พระเจ้าตนหลวง’ บริเวณวัดติโลกอาราม ชายกว๊านพะเยา เพื่อนำข้าวใหม่ไปถวายแด่พระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา ดังนั้น เราจะไปชมความงามของวัดศรีโคมคำ วัดสำคัญของจังหวัดพะเยากันครับ

วัดศรีโคมคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดทุ่งเอี้ยง หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2067 สมัยพระเมืองตู้เป็นเจ้าเมืองพะเยา แต่องค์พระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปประธานภายในวิหารหลวง สร้างขึ้นก่อน คือ พ.ศ. 2034 สมัยพระเมืองยี่เป็นเจ้าเมืองพะเยา และสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2067 ต่อมาวัดนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาและได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นตามลำดับ

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2465 พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา พระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยาองค์สุดท้าย พร้อมกับหลวงสิทธิประศาสน์ และประชาชนชาวเมืองพะเยา อาราธนานิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาสร้างวิหารหลวงหลังปัจจุบันนี้ พร้อมกับเสนาสนะอื่นๆ ก่อนจะฉลองสมโภชวิหารพระเจ้าตนหลวงและอาคารต่างๆ ใน พ.ศ. 2467

ดังนั้น อาคารภายในวัดนี้ที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันจึงเป็นงานในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยแทบจะทั้งสิ้น
วัดศรีโคมคำ

สิ่งแรกที่เราจะเห็นเป็นอย่างแรกเมื่อเข้าไปถึงแน่นอนว่าเป็นวิหารหลวง อาคารขนาดใหญ่ที่สุดของวัด วิหารหลวงหลังนี้ถือเป็นอาคารหลักของวัดแห่งนี้

แค่หน้าแหนบ หรือหน้าบัน ของวัดนี้ก็น่าสนใจแล้วครับ เพราะถ้าเป็นวิหารแบบล้านนาทั่วๆ ไปจะมีลักษณะเป็นกรอบตารางหรือม้าต่างไหม เช่น หน้าบันวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ แต่หน้าบันของวิหารหลวงนี้ทำเป็นลายพันธุ์พฤกษาเต็มพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่สร้างหรือปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัยที่นำลักษณะของสถาปัตยกรรมภาคกลางเข้าไปผสมผสานอย่างลงตัว
วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

อย่างไรก็ดี ในหน้าแหนบมีการแทรกรูปสัตว์และเทวดาลงไปด้วย ในจำนวนนั้นมีครุฑ ซึ่งเป็นลวดลายที่สามารถพบได้ในอุโบสถและวิหารในภาคกลาง และที่น่าสนใจไปกว่านั้น ใกล้ๆ รูปครุฑ ขนาบสองฝั่งด้วยเสือเหลียวหลัง 2 ตัว เสือเป็นสัตว์ที่พบได้บ่อยบนหน้าบันวิหารหลวงที่สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย เหตุผลที่เป็นเสือนั่นก็เพราะว่าครูบาศรีวิชัยเกิดปียี่หรือปีขาล ดังนั้น จึงมีสัญลักษณ์นี้ใส่เอาไว้ในหน้าบันด้วยนั่นเอง รวมถึงหอรมาน หรือ หนุมาน ซึ่งพบทั้งบริเวณปีกนกและที่คันทวยหรือนาคตันด้วยครับ

อ้อ และถ้าลองสังเกตอีกสักนิด จะเห็นว่าเหนือรูปครุฑจะมีรูปคล้ายหัวใจประดับด้วยกระจกสีแดงด้วยนะครับ ซึ่งน่าจะเข้ากับช่วงเดือนแห่งความรักอย่างกุมภาพันธ์นี้พอดี

วัดศรีโคมคำวัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

ภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะล้านนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ พระพุทธรูปนี้มีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกเสด็จมายังเมืองภูกามยาว (ชื่อเดิมของเมืองพะเยา) ทรงประทับ ณ ดอยลูกหนึ่งข้างสระหนองเอี้ยงซึ่งมีหมู่บ้านโดยรอบ ได้มีช่างทองในหมู่บ้านทราบข่าวการเสด็จมาและได้จัดภัตตาหารถวายพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ พระพุทธองค์ได้พิจารณาเห็นว่าที่นี่มีความเหมาะสมที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาจึงประทานเส้นพระเกศาแก่ช่างทองนำไปบรรจุในผอบ 7 ชั้น โดยประทานแก่พระยาอโศก ซึ่งได้มอบถวายพระอินทร์ แล้วให้พระวิษณุกรรมนำไปประดิษฐานในถ้ำใต้จอมดอย ทำให้ดอยแห่งนั้นได้ชื่อว่า ดอยจอมทอง

ตำนานยังเล่าต่ออีกว่า ณ บริเวณแถบนี้พระพุทธเจ้ายังได้ทรมานพญานาคในหนองเอี้ยงและตรัสสั่งว่า เมื่อศาสนามาถึงครึ่งค่อน 5,000 ปี ให้พญานาคสร้างรากฐานของพระพุทธศาสนาลงที่หนองเอี้ยงและสร้างพระพุทธรูปขนาดเท่าพระพุทธเจ้ากกุสันธะ (ในภัทรกัปที่เราอยู่ตอนนี้มีพระพุทธเจ้าอยู่ 5 พระองค์ พระพุทธเจ้ากกุสันธะเป็นองค์แรก ส่วนพระสมณโคดมเป็นองค์ที่ 4)

ดังนั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พญานาคจึงได้นำทองคำจากพิภพนาคมาไว้ที่ฝั่งหนองเอี้ยง ก่อนจะเนรมิตตัวเองเป็นบุรุษนุ่งขาวและเดินทางไปหาตายายผัวเมียที่ทำอาชีพเลี้ยงห่าน พร้อมกับนำทองคำนั้นมอบแก่สองตายายและให้สร้างพระพุทธรูปตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งไว้ ตายายจึงได้นำดังกล่าวไปใช้เป็นค่าจ้างในการถมหนองเอี้ยง จากนั้นจึงเริ่มก่อองค์พระเจ้าตนหลวงด้วยดินกี่หรืออิฐจนแล้วเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จ พระเมืองตู้ได้ส่งราชสาส์นไปทูลพระเมืองแก้ว กษัตริย์ผู้ปกครองเชียงใหม่ในเวลานั้น ว่าการก่อสร้างพระเจ้าตนหลวงได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว พระเมืองแก้วจึงพระราชทานเงินและทองด้วยความศรัทธาของพระองค์เพื่อนำมาใช้สร้างวิหาร และทรงพระราชทานพระนามแก่พระพุทธรูปองค์นี้ว่า ‘พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา’

นอกจากข้อมูลแบบตำนานแล้ว ยังมีศิลาจารึกหลักหนึ่งที่อธิบายถึงลักษณะและสัดส่วนของพระเจ้าตนหลวง นั่นก็คือ ศิลาจารึก ลพ./29 จารึกด้วยอักษรฝักขาม ภาษาไทย ซึ่งตามทะเบียนระบุว่า พบที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งในจารึกมีการระบุศักราช จ.ศ. 885 ตรงกับ พ.ศ. 2067

แม้ตามทะเบียนจะระบุว่าพบที่จังหวัดเชียงราย แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าจังหวัดพะเยาเคยมีสถานะเป็นอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย มาก่อน อีกทั้งขนาดและลักษณะของพระพุทธรูปที่ระบุในจารึกยังใหญ่กว่าพระพุทธรูปใดๆ ในจังหวัดเชียงรายอีกด้วย ดังนั้น พระพุทธรูปที่กล่าวถึงจึงน่าจะหมายถึงพระเจ้าตนหลวงองค์นี้นี่เอง ศิลาจารึกหลักนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ศิลาจารึกพระเจ้าตนหลวง

วัดศรีโคมคำ

พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ และเนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตนั้นพระองค์จึงไม่ได้ประทับบนฐานชุกชีเช่นพระพุทธรูปทั่วๆ ไปแต่ประทับอยู่บนพื้นคล้ายกับพระเจ้านั่งดิน วัดพระเจ้านั่งดิน จังหวัดพะเยา โดยแม้จะผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้ว เราก็ยังพอจะเห็นสังเกตเห็นลักษณะตามแบบศิลปะล้านนาสกุลช่างพะเยา ต้องขออธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยมีลักษณะเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ดังนั้น แม้จะเป็นศิลปะล้านนาเหมือนกัน แต่ในต่างพื้นที่กันก็ได้เกิดการสร้างพระพุทธรูปศิลปะล้านนาในแบบของตัวเองขึ้นมา เช่น สกุลช่างพะเยา สกุลช่างลำปาง เป็นต้น

ในกรณีของสกุลช่างพะเยานั้น พระพุทธรูปจะนิยมสร้างด้วยหินทรายซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่ ต่างจากพระพุทธรูปสกุลช่างอื่นที่นิยมสร้างด้วยสำริด รวมถึงมีพระพักตร์ที่มีพระขนงต่อเป็นปีกกาและเชื่อมต่อกับจมูกและมุมพระโอษฐ์ตวัดขึ้นเล็กน้อย ซึ่งแม้จะผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้ว แต่ก็ยังพอเห็นลักษณะบางประการของสกุลช่างพะเยาได้

อย่างไรก็ดี พระเจ้าตนหลวงนั้นเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ไม่ใช่หินตามที่บอกไปข้างต้น สาเหตุอาจเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่รวมถึงตำนานที่กล่าวถึงวัสดุที่นำมาสร้างว่าเป็นดินกี่

แม้จะขึ้นชื่อว่าตำนาน แต่ตำนานล้วนมีที่มาจากเรื่องจริงทั้งสิ้น ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ดังนั้น ในการศึกษาเราจะไม่สามารถละเลยตำนานได้เลย

วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

ด้านหน้าวิหารหลวงยังเป็นวิหารโถงเล็กๆ ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเก่าแก่ ซึ่งมีประวัติกล่าวว่าพบที่เจดีย์วัดสวนจันทร์ใน ซึ่งในขณะนั้นตั้งอยู่ด้านหลังที่ว่าการอำเภอปัจจุบันเมื่อปี พ.ศ. 2446 เพื่อเอาอิฐมาทำถนน เนื่องจากในเวลานั้นวัดสวนจันทร์ในกลายสภาพเป็นวัดร้างไปแล้ว เมื่อมีการพบรอยพระพุทธบาทคู่นี้ เจ้าหลวงอุดรประเทศ (มหาไชยวงศ์) เจ้าเมืองพะเยา และหลวงศรีสุทธการ ข้าหลวงประจำเมืองพะเยา จึงมอบรอยพระพุทธบาทที่ค้นพบนี้แก่พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะเมือง นำไปไว้ยังวัดหัวข่วงแก้ว

ต่อมาวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาทชำรุดทรุดโทรมลง พระครูศรีวิราชวชิรปัญญาและเจ้าหลวงประเทศอุดรทิศจึงได้กราบเรียนครูบาเจ้าศรีวิชัยเมื่อครั้งมาสร้างวิหารหลวงวัดศรีโคมคำ ว่าจะนำรอยพระพุทธบาทนี้มาไว้ที่วัดศรีโคมคำด้วย ดังนั้น รอยพระพุทธบาทนี้จึงประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้นับแต่นั้น

วัดศรีโคมคำ

รอยพระพุทธบาทนี้เป็นรอยพระพุทธบาทคู่ อาจจะดูยากสักหน่อยเพราะปัจจุบันมีการเอากระจกพลาสติกไปปิดกันฝุ่นไว้ โดยรอบพระพุทธบาทรอยหนึ่งมีลาย อีกรอยหนึ่งไม่มีลาย ซึ่งรอยที่มีลายนั้นวางลายมงคล 108 ประการแบบที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันดี

เหตุผลที่มีลายมงคล 108 ประการนั้นมาจาก คัมภีร์ชินลังการฎีกา ที่แต่งโดยพระภิกษุชาวพม่าที่ระบุว่า บนฝ่าพระบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีลายมงคลอยู่ที่ 108 ประการ และนับแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน บนรอยพระพุทธบาทที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทหรือบนฝ่าพระบาทของพระพุทธไสยาสน์บางองค์จึงปรากฏลวดลายเหล่านี้อยู่บนนั้น ซึ่งลวดลายมีทั้งเทวดา พรหม สัตว์ ภูเขา ทะเล แต่ลวดลายที่สำคัญก็คือรูปเทวดาที่มีลักษณะเครื่องทรงใกล้เคียงกับลวดลายบนรอยพระพุทธบาท วัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย ที่เป็นรอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย ดังนั้น รอยพระพุทธบาทรอยนี้จึงน่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทในศิลปะสุโขทัย

วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

แต่ความน่าสนใจยังไม่หมดแค่นั้น เพราะรอยพระพุทธบาทที่วัดตระพังทองนั้นเป็น 1 ใน 4  รอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นโดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไท ซึ่งอีก 3 รอยนั้นตามข้อมูลในศิลาจารึกหลักที่ 3 หรือจารึกนครชุมกล่าวว่า อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดกำแพงเพชรและนครสวรรค์นั้นถูกค้นพบแล้ว แต่รอยพระพุทธบาทที่พิษณุโลกยังไม่พบ

ประกอบกับในสมัยพระเจ้าติโลกราช พระยายุทธิษฐิระ เจ้านายฝ่ายสุโขทัย ได้ไปสวามิภักดิ์กับพระเจ้าติโลกราช ซึ่งพระองค์ได้ให้พระยายุทธิษฐิระไปครองเมืองพะเยา ดังนั้น การที่รอยพระพุทธบาทศิลปะสุโขทัยมาอยู่ที่พะเยาได้นั้น ก็อาจเป็นเพราะพระยายุทธิษฐิระได้โปรดให้อัญเชิญมาพร้อมกับพระองค์ขึ้นไปยังเชียงใหม่เพื่อไปสวามิภักดิ์ในคราวนั้น รอยพระพุทธบาทรอยนี้จึงอาจเป็นรอยพระพุทธบาทของพญาลิไทรอยที่ 4 ที่หายไปก็เป็นได้

วัดศรีโคมคำ

ในวัดศรีโคมคำแห่งนี้มีอุโบสถอยู่ถึง 2 หลัง หลังหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ส่วนอีกหลังหนึ่งสร้างในสมัยหลัง หลังที่ครูบาศรีวิชัยสร้างอยู่ในแนวระเบียงคด แต่อีกหลังเป็นอุโบสถกลางน้ำตั้งอยู่ด้านนอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2528 โดยการอุปถัมภ์ของ นายขรรค์ชัย บุนปาน เจ้าของสำนักพิมพ์มติชน โดยมี นายบุญนิยม สิทธิหาญ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ และ นายช่างเถา พัฒนโภสิน เป็นช่างก่อสร้าง

ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังรูปต้นพระศรีมหาโพธิ์ฝีมือ นายอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ และ นางสาวภาพตะวัน นางสาวกาบแก้ว สุวรรณกูฎ และคณะเขียนภาพทศชาติชาดก ซึ่งผมยังไม่เคยชมของจริงเหมือนกัน เลยขอนำภาพจากอินเทอร์เน็ตมาให้ชมแทนครับ

วัดศรีโคมคำ

วัดศรีโคมคำภาพ : https://www.touronthai.com/article/1181

 

วัดแห่งนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจมากๆ และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คือ วิหารครูบาศรีวิชัย ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2491 แม้จะเป็นอาคารที่สร้างหลังยุคครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่ลวดลายบนหน้าแหนบก็ยังมีรูปเสือ สัตว์ประจำปีเกิดของท่าน

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิหารหลังนี้มีหลายสิ่งที่ไม่ได้สามารถหาชมได้ทั่วไปตามวัดวาอารามที่ครูบาศรีวิชัยได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกู่บรรจุอัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัย รวมไปถึงรูปหล่อครูบาศรีวิชัยแบบดั้งเดิมฝีมือช่างท้องถิ่น ที่นี่มีรอยมือข้างซ้ายและรอยเท้าทั้งสองข้างของครูบาศรีวิชัยบนแผ่นหินทราย ซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ประทับไว้เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ศิษยานุศิลป์และชาวจังหวัดพะเยา เป็นสิ่งที่พิเศษยิ่งขึ้นไปกว่า 2 สิ่งที่ผมเอ่ยไว้ข้างต้น

วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

วัดศรีโคมคำเป็นวัดที่สามารถเดินทางไปชมได้ทั้งปีและถือเป็นสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงหากคุณเดินทางมายังจังหวัดพะเยา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเดินทางไปเฉพาะช่วงเทศกาลเสมอไป และนอกจากช่วงวันมาฆบูชาแล้ว พระเจ้าตนหลวงยังมีงานประเพณีนมัสการประจำปี ‘เดือน 8 เป็ง’ (เดือน 8 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ) อีกด้วย ดังนั้น ถ้าใครมาจังหวัดพะเยาตรงกับช่วงเทศกาล คุณก็ไม่ควรที่จะพลาดชมนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดศรีโคมคำตั้งอยู่ใกล้กับกว๊านพะเยา ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งสามารถเดินทางได้ทั้งโดยรถส่วนตัว หรือถ้าคุณเดินทางด้วยตัวเองจากสถานีขนส่งจังหวัดพะเยา คุณสามารถนั่งรถสองแถวหรือรถสามล้อมาก็ได้เช่นกัน

2. และถ้ามาเยี่ยมชมวัดศรีโคมคำแล้ว อย่าลืมแวะชมหอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่หลวงพ่อพระธรรมโมลีได้รวบรวมเอาไว้ โดยบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยปัจจุบัน เป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งหากได้มีโอกาสมาครับ

3. วัดติโลกอารามเป็นวัดร้างสร้างโดยพระยายุทธิษฐิระ ปัจจุบันเหลือเพียงฐานวิหารและมีหลวงพ่อศิลา พระพุทธรูปขนาดเล็กสร้างจากหินประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีเป็นพระประธาน เดินทางไปถึงด้วยเรือเท่านั้น สามารถขึ้นจากศาลาบริเวณถนนเลียบกว๊านพะเยา โดยเรือที่นั่งข้ามไปยังวัดจะเป็นเรือพาย ใช้เวลาในการข้ามประมาณ 8 นาที ที่วัดแห่งนี้ยังมีธรรมเนียมการพายเรือเวียนเทียนในวัดมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา ด้วยนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ถ้าพูดถึงวัดโพธิ์ ทุกคนจะนึกถึงอะไรบ้างครับ พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล พระนอนองค์ใหญ่ ยักษ์วัดโพธิ์ ตุ๊กตาศิลาจีน ฤๅษีดัดตน จารึกวัดโพธิ์ มากมายเต็มไปหมดที่เราจะนึกออก 

สังเกตไหมครับ ไม่ว่าเรื่องไหนก็ล้วนแล้วแต่อยู่เขตพุทธาวาสทั้งนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า เขตพุทธาวาสของวัดแห่งนี้กลับซุกซ่อนอาคารที่น่าสนใจเอาไว้มากมาย และหนึ่งในนั้นคืออาคารที่ไม่ได้เก่าแก่ ไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวและความพิถีพิถันอย่างไม่น่าเชื่อ ชื่อของอาคารหลังนี้คือ ‘ศาลาแดง’ ครับ

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ศาลาแดง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

มูลเหตุที่มาของการสร้างศาลาแดงแห่งนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบร้อยปีก่อนเลย ใน พ.ศ. 2464 หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ หม่อมใน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จะจัดการถวายพระเพลิงให้แก่ หม่อมเจ้าแดง งอนรถ ผู้เป็นบิดา จึงมีพระประสงค์ที่จะสร้างอาคารหลังหนึ่งขึ้นมาในพุทธศาสนาเพื่ออุทิศกุศลถวายแด่บิดา พอนำเรื่องนี้ไปหารือกับพระญาณโพธิ (ใจ) พระราชาคณะในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ท่านจึงได้ชักชวนให้สร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นมาหลังหนึ่ง หม่อมราชวงศ์โตก็ตกลงที่จะสร้าง

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

แต่ครั้นจะให้สร้างเอง ออกแบบเองก็เห็นจะยากเกินไป หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ จึงได้กราบทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ขอให้ทรงช่วยเหลือ ซึ่งข่าวดีก็คือท่านก็รับเป็นธุระให้ และยังได้ให้ หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร มาช่วยออกแบบและควบคุมการก่อสร้างด้วย ดังนั้น ศาลาแดงจึงเป็นอาคารที่ได้ยอดจอมยุทธ์ด้านสถาปัตยกรรมถึง 2 คนมาร่วมสร้างอาคารหลังนี้

สำหรับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ สมเด็จครู ทรงเป็นนายช่างแห่งกรุงสยามผู้รอบรู้และมีความชำนาญในศาสตร์มากมาย ทรงเป็นสถาปนิก นักออกแบบ นักเขียนรูป นักแต่งเพลง กวีและอีกมากมายจนนิ้วมือเราไม่มีทางจะนับได้พอ ยิ่งถ้าพูดถึงผลงานการออกแบบของสมเด็จครูนั้น มีทั้งงานสถาปัตยกรรมทั้งวัดและพระเมรุมาศ การออกแบบพัดรอง การออกแบบพระราชลัญจกรและดวงตรา การออกแบบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และมีมากมายหลายศาสตร์ที่สมเด็จครูทรงเชี่ยวชาญอย่างมาก ทำให้งานของสมเด็จครูเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเหตุมีผลในทุกแง่และทุกมุมของการออกแบบ

ในขณะที่หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ถือเป็นสถาปนิกยุคบุกเบิกที่ได้รับการศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมตามแนวสากล เพราะทรงศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมจากเอกอลเดโบซาร์ (École des Beaux-Arts) หรือโรงเรียนวิจิตรศิลป์ที่ประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยามฯ อีกด้วย ผลงานของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร มีทั้งพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงตึกจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตึกแดงภายนอก : ตึกฝรั่งหลังเล็กสุดประณีต

ดูจากภายนอก ศาลาแดงเป็นอาคารสไตล์ฝรั่งขนาดเล็กทาสีแดงที่มีรูปทรงค่อนข้างเรียบง่าย มีหลังคายื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าการทำช่องหน้าทรงซุ้มโค้ง และมีบันไดทางขึ้นวางขวาง ซึ่งก่อนเดินขึ้นบันได เราจะเห็นป้ายหินอ่อนที่มีข้อความว่า “พุทธศักราช ๒๔๖๔ หม่อมราชวงศ์หญิงโต จิตรพงศ์ ส้าง ศาลา นี้ไว้ เปนที่พระสงฆ์เรียนพระปริยัติ อุทิศผลกุศลถวายท่านพ่อ” เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงประวัติการสร้างอาคารหลังนี้

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

รูปแบบของศาลาแดงนี้ถือเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่พบในประเทศไทยมาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะตะวันตกที่ถูกคัดสรรและปรับปรุงจนเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบประเทศไทย อย่างโครงสร้างหลังคาที่ยื่นออกมาเช่นนี้ ช่วยกันฝนสาดเข้ามาในตัวอาคารได้ด้วย ซึ่งพบมาก่อนแล้วในอาคารหลังอื่น เช่น พระตำหนักพญาไท

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

อย่างไรก็ตาม หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ก็ยังได้แอบใส่องค์ประกอบที่อาจเป็นสิ่งที่ท่านชอบเป็นการส่วนตัว คือ การทำซุ้มโค้งไว้ด้านหน้าอาคาร เพราะไม่ว่าจะเป็นที่ตำหนักใหม่ วังสระปทุม หรือ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ซึ่งเป็นผลงานของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ ต่างก็มีองค์ประกอบนี้อยู่ด้วยทั้งนั้น สิ่งนี้จึงคล้ายกับเป็นลายเซ็นของท่านที่แอบแทรกเอาไว้ในผลงาน รวมถึงที่ศาลาแดงแห่งนี้ด้วย

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ภาพ : thailandtourismdirectory.go.th

ส่วนถ้าใครสงสัยว่าทำไมอาคารหลังนี้ถึงได้ชื่อว่าศาลาแดง ก็เพราะว่าหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงษ์ ทรงสร้างอาคารหลังนี้อุทิศแด่หม่อมเจ้าแดง งอนรถ อาคารหลังนี้จึงเป็นสีแดงตามชื่อของหม่อมเจ้าแดงด้วยประการฉะนี้

ตึกแดงภายนอก : โรหิตัสสสูตร

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีตัวอาคารด้านนอกเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเราเดินไปด้านหลังศาลาแดง จะเห็นว่ามีแผ่นจารึกอยู่แผ่นหนึ่ง ซึ่งจารึกตัวอักษรขอมอยู่ 7 แถวอยู่ภายในกรอบสีแดง โดยข้อความในจารึกนี้เป็นข้อความภาษาบาลี แปลความได้ว่า

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

“แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์

“เหตุนั้นแหละ คนมีปัญญาดี และตระหนักชัดเรื่องโลก ถึงที่สุดโลกได้ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้ที่สุดของโลกแล้ว เป็นผู้ระงับแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า”

นี่ขนาดถอดคำแปลแล้วก็ยังฟังเข้าใจยากใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อธรรมนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานมาก ๆ อย่างหนึ่งเลยนะครับ เพราะข้อความอักษรขอม ภาษาบาลีทั้ง 7 แถวนี้กำลังสอนเราว่า โลกที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่รอบตัวเอง แต่อยู่ในตัวของเราเอง คือร่างกายและจิตใจของเราเอง ถ้าเรารู้จักและเข้าใจในร่างกาย อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเองได้ ก็จะทำจิตใจและร่างกายให้สงบได้ แม้จะเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตใด ๆ เพราะที่สุดแห่งทุกข์นั้นก็อยู่ในตัวของเราเองนี่แหละ

ซึ่งข้อธรรมนี้ก็ไม่ใช่ข้อธรรมไร้ชื่อไร้นามแต่อย่างใดนะครับ ชื่อของข้อธรรมนี้ก็คือ ‘โรหิตัสสคาถา’ ซึ่งมาจากโรหิตัสสสูตรในพระไตรปิฎกนั่นเอง โดยเป็นเรื่องราวของเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อโรหิตัสสเทพบุตรที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามว่ามีที่ไหนในโลกที่ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตายรึเปล่า เพราะชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นเทพบุตรผู้ความเร็วปาน The Flash และได้เหาะด้วยความเร็วสูงเพื่อตามหาสถานที่ดังกล่าวเป็นเวลาร้อยปีโดยไม่หยุดพัก สุดท้ายก็ตายลงระหว่างเหาะนั่นเอง และคำตอบของพระพุทธเจ้านั้น ก็คือโรหิตัสสคาถานั่นเองครับ

แล้วทำไมโรหิตัสสสูตรถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ละ ก็เพราะว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบอาคารหลังนี้ ได้ปรึกษากับ พระสาสนโสภณ (ต่อมาคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)) วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นพระภิกษุที่สมเด็จครูจะมาปรึกษาข้อธรรมะด้วยเสมอ และท่านได้แนะนำให้เลือกโรหิตตัสสูตรให้แก่สมเด็จครูสำหรับใช้จารึกลง ณ ศาลาแห่งนี้

ทีนี้ เราลองมามองให้ลึกอีกสักชั้นดีกว่า ในเมื่อพระคาถาหรือพระสูตรในพระไตรปิฎกมีอยู่มากมาย เหตุใดจึงต้องเป็นโรหิตัสสูตร

ข้อแรก เพราะคำว่า ‘โรหิต’ นั้นแปลว่า ‘แดง’ ซึ่งตรงกับชื่อของหม่อมเจ้าแดง งอนรถ ท่านพ่อของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ และเป็นที่มาของศาลาหลังนี้

ข้อที่สอง เพราะข้อธรรมนี้มีเนื้อหาสำคัญว่าด้วยโลกที่แท้จริงคือร่างกายและจิตใจของเราเอง การบรรลุถึงความไม่เกิดก็คือการเข้าถึงปัญญา บรรลุสัจธรรมในกายและใจของเรานั้นเป็นธรรมที่ให้เกิดความสังเวช สอดคล้องเข้ากันได้ดีกับอาคารหลังนี้ที่มีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นก็คือ การเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิและอัฐิ นั่นเอง

และข้อที่สาม จะต่อเนื่องจากข้อที่สอง เพราะสถานที่แห่งนี้คือโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม จึงสอดคล้องกับคำสอนในโรหิตัสสสูตรว่าอาศัย ‘กาย’ และ ‘อาคาร’ ที่เปรียบเสมือนร่างกายนี้ ศึกษาธรรมะให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ นับเป็นกิจของพระสงฆ์ รวมถึงชาวพุทธทั้งหลายที่อาศัยกายของตนในการไปถึงซึ่งพระนิพพาน

ตึกแดงภายใน : ภาพพุทธประวัติไทยร่างฝรั่งวาด

เมื่อเข้ามาด้านใน สิ่งแรกที่จะเตะตาเราก่อนเลยคือ ภาพวาดในกรอบโค้งเป็นภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดาพญามาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์การเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 5 หรือที่เรียกว่า ‘อชปาลนิโครธ’ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว โดยพระพุทธองค์ได้ประทับใต้ต้นไทรของคนเลี้ยงแพะ (ตรงกับชื่อตอนอชปาลนิโครธเลยครับ อชปาล = คนเลี้ยงแพะ นิโครธ = ต้นไทร) โดยธิดาพญามารทั้ง 3 คือ ตัณหา ราคา และอรตี ได้อาสาพระบิดาคือพญามารจะไปยั่วยวนพระพุทธเจ้า โดยแปลงกายเป็นหญิงในแต่ละช่วงวัย แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะพระพุทธเจ้าทรงไม่สนพระทัยใด ๆ

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

ที่สำคัญ ภาพภาพนี้ยังเป็นภาพเดียวกันกับบนปกหนังสือ ‘ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท’ พระวิทยานิพนธ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งภาพนี้ก็เป็นผลงานการออกแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน แต่เพียงแค่ออกแบบเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนวาดลงไปในซุ้ม โดยได้ให้จิตรกรชาวตะวันตกเป็นผู้วาด นั่นก็คือ คาร์โล ริโกลี

คาร์โล ริโกลี เป็นจิตรกรชาวอิตาลีที่เข้ามาทำงานในสยามประเทศ โดยการชักชวนของกาลิเลโอ คีนี และได้เดินทางเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2453 และริโกลีได้กลายเป็นอีกหนึ่งจิตรกรชาวตะวันตกคนสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ฝากผลงานทั้งงานในสเกลใหญ่อย่าง ภาพภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งบรมพิมาน หรือวัดราชาธิวาส และงานสเกลเล็ก เช่น พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงภาพวิถีชีวิตผู้คน เช่น คนกินข้าว คนสูบฝิ่น เป็นต้น

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย
ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

ด้วยผู้ออกแบบคือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ดังนั้น ภาพพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดาพญามารนี้จึงไม่ได้ออกมาเป็นไทยจ๋า แต่กลับมีกลิ่นอายความเป็นตะวันตกอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะลักษณะของพระพุทธเจ้าที่คล้ายพระพุทธรูปศิลปะคันธาระของอินเดีย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ในฐานะพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีลักษณะสำคัญคือมีมวยผมและร่างกายที่ดูมีกล้ามเนื้อ ส่วนจีวรที่มีการยับย่นสมจริงนี้ แม้จะเป็นแนวคิดจากทางตะวันตก แต่ก็พบมาแล้วตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 

อย่างไรก็ตาม ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องแต่งกาย และท่าทางของธิดาพญามารทั้ง 3 กลับอ่อนช้อยอย่างไทย ทว่ามีใบหน้าอย่างฝรั่งและ ธิดาพญามารตนหนึ่งถือพวงองุ่นที่เป็นผลไม้อย่างฝรั่งด้วย ดังนั้น ภาพวาดนี้จึงเป็นงานที่เป็น East Meets West อย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ริโกลียังแอบเซ็นลายเซ็นเอาไว้ในภาพด้วยนะครับ โดยอยู่บริเวณขวาล่างของภาพ เขียนว่า ‘C. Rigoli’ ซึ่งก็ย่อมาจาก Carlo Rigoli นั่นเอง

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่ถ้าสังเกตงานออริจินอลของสมเด็จครูดี ๆ จะเห็นว่าใต้ภาพมีพระคาถาอักษรขอม ภาษาบาลี แปลความได้ว่า

“ความชนะของพระพุทธเจ้าองค์ใด ย่อมไม่กลับแพ้ ใคร ๆ ในโลกย่อมไม่กลับความชนะของพระพุทธเจ้าองค์นั้นได้ ท่านทั้งหลายจักนำหรือชักจูงพระพุทธเจ้าผู้ถึงแล้วซึ่งความไม่มาและไม่ไป ไปโดยทางไหนได้ฯ

“ตัณหาอันแผ่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ดุจตาข่ายที่จะนำไปในทิศทางไหน ๆ ย่อมไม่มีในพระพุทธเจ้าองค์ใด ท่านทั้งหลายจักนำพระพุทธเจ้าองค์นั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งความไม่มาไม่ไป ไปโดยทางไหนได้ฯ”

และแน่นอนว่า เมื่ออยู่ใน First Draft ของสมเด็จครูแล้ว ท่านย่อมไม่ลืมที่จะนำมาใช้ประดับอาคารนี้แน่นอน แต่เพราะบริเวณใต้รูปนี้ถูกนำไปใช้ทำอย่างแล้ว ดังนั้น พระคาถานี้จะถูกโยกไปเขียนเหนือหน้าต่างแทน โดยวิ่งวนรอบอาคารแทน แบ่งออกเป็น 8 วรรค

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่คำถามที่น่าสงสัยที่สุดตอนนี้ก็คือ ทำไมในตึกเรียนพระปริยัติธรรมถึงเลือกเขียนฉากพุทธรปะวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดารพญามารล่ะ แทนที่จะเขียนฉากการแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติตอนที่สอดคล้องกับหน้าที่ของอาคารนี้มากกว่า แต่ถ้าเราลองเชื่อมโยงภาพพุทธประวัติตอนนี้เข้ากับโรหิตัสสสูตรที่อยู่ด้านนอกอาคาร เราก็จะถึงบางอ้อทันที เพราะทั้งสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ในโรหิตัสสูตร โรหิตัสสเทพบุตรสงสัยเรื่องที่สุดของโลก และออกเดินทางตามหาที่สุดของความทุกข์ ในขณะที่พุทธประวัติและพระคาถาในอาคารแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงถึงที่สุดของโลกและที่สุดและทุกข์แล้ว ทรงชนะและทรงบรรลุแล้ว ดังนั้น ภาพพุทธประวัติตอนนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจในพระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ให้มีจิตใจที่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หากมีกิเลสใดเข้ามาก็ขอให้ชนะ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าชนะธิดาพญามาร รวมถึงยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเล่าเรียนแต่พระปริยัตินั้นไม่เพียงพอ จะต้องมีการปฏิบัติให้ลึกซึ้งด้วย การเล่าเรียนธรรมะจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ

ตึกแดงภายใน : พระอัฐิและอัฐิภายใน

บริเวณใต้รูปพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าทรมานธิดาพญามารนั้นเจาะเป็นช่อง 3 ช่อง แต่ละช่องมีจารึกหินอ่อน โดยแต่ละระบุรายพระนามและนามของผู้ที่หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ อุทิศกุศลถวาย ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ, หม่อมเจ้าชายแดง ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ และหม่อมเจ้าหญิงอ่าง ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร ซึ่งจารึกหินอ่อนแต่ละแผ่นมีการออกแบบตัวอักษรแตกต่างกันทั้งหมด

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่จุดที่เก็บอัฐิในอาคารหลังนี้ไม่ได้แค่มีแค่ตรงแผ่นหินอ่อน 3 แผ่นนี้เท่านั้น บริเวณใต้แผ่นจารึกหินอ่อนทั้ง 3 แผ่นยังมีตู้หนังสือ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับอาคารหลังนี้ โดยหนังสือภายในตู้นี้มีทั้งหนังสือที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้จัดหามา 

จุดสำคัญที่อยากจะให้ดูก็คือบริเวณฐานที่รองรับตู้หนังสือนี้ต่างหากครับ เพราะฐานหินอ่อนนี้ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณฐานที่เส้นเหมือนรอยตัดอยู่ และนี่แหละครับคือจุดเก็บอัฐิอีกจุดหนึ่งของศาลาแดงหลังนี้ เพราะเปิดออกมาได้ โดยเป็นที่เก็บอัฐิของราชสกุลงอนรถและราชสกุลจิตรพงศ์ทุกพระองค์และทุกคนเลยครับ

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย
ภาพ : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

การที่มีทั้งพระอัฐิและอัฐิของราชสกุลเอาไว้ภายในอาคารที่เป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมนี้ ก็เพื่อให้ทุก ๆ พระองค์และทุก ๆ คนได้สดับฟังพระธรรมที่บรรดาพระภิกษุได้เรียนอยู่ตลอดเวลา แนวความคิดเช่นนี้เป็นแนวความคิดเดียวกับการที่คนในยุคปัจจุบันนำอัฐิของผู้ตายไปไว้ในเจดีย์หรือกำแพงแก้ว เพื่อให้ผู้วายชนม์ได้สดับฟังพระสงฆ์ทำวัตรทุกเช้าเย็นเลยครับ

ปริศนาศาลาแดง : ความซับซ้อนในการออกแบบจากการมันสมองของยอดช่าง

หากเราตัดสินจากภายนอก ศาลาแดงก็คงเป็นแค่อาคารหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เป็นโรงเรียนของพระในเขตสังฆาวาส แต่พอเราค่อย ๆ มอง ค่อย ๆ ไขรหัสออกทีละข้อ ๆ เราก็จะเห็นถึงความประณีตของครูช่างในอดีตที่ออกแบบโดยใช้ทั้งอาคาร ฟังก์ชัน สี ภาพ และจารึก เข้ามาผสมผสานอย่างสอดคล้องเข้ากันได้ลงตัว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะไทยที่สร้างหลังจากเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้เกิดการออกแบบอาคารแนวใหม่ที่มีความซับซ้อน มากไปกว่าคติความเชื่อหรือการจัดการพื้นที่ แต่มีการผสมผสานองค์ประกอบหลากหลายมากขึ้น

ดังนั้น อย่าได้ตัดสินอะไรเพียงแค่ตาเห็น แต่จงพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินอะไรลงไป เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างนั้นรวดเร็วไปหมด ทุกคนพร้อมตัดสินทุกสิ่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกครั้งแรกโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อน และสิ่งเหล่านี้ได้นำมาซึ่งปัญหามากมายตามมา ดังนั้น แม้ทุกอย่างจะรวดเร็ว แต่เราก็ลองเป็นคนช้าดูบ้างดีไหม เราจะได้เห็นอะไร มองอะไรได้รอบคอบยิ่งขึ้น

เกร็ดแถมท้าย

1. ศาลาแดงเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส ปัจจุบันยังคงใช้งานในฐานะสถานที่สำหรับเรียนปริยัติธรรม ดังนั้น จึงเปิดเฉพาะช่วงเวลาที่ใช้งานเท่านั้น เว้นแต่จะขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แต่ภายนอกอาคารนั้นเดินชมได้โดยอิสระครับ

2. ศาลาแดงของวัดโพธิ์แห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับย่านศาลาแดงนะครับ เพราะย่านศาลาแดงนั้นได้ชื่อมาจากหลังคาของสถานีรถไฟ ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายปากน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณแถบนี้ จนกลายเป็นชื่อของทุ่งศาลาแดง ก่อนจะถูกใช้เป็นชื่อย่าน แยก และสถานีรถไฟฟ้า BTS ในเวลาต่อมา

3. ภายในเขตสังฆาวาสของวัดโพธิ์แห่งนี้ยังมีอาคารอีกหลายหลังที่น่าสนใจ เช่น พระตำหนักวาสุกรี หอไตรคณะเหนือ ซึ่งไว้มีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟัง หรือถ้าใครอยากรู้จักอาคารเหล่านี้ รวมถึงเขตพุทธาวาสของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผมเคยได้เขียนไว้แล้วในเมื่อครั้งที่ผมได้ไปร่วมกิจกรรม Walk with the Cloud : Night at the Temple ครับผม ไปอ่านได้นะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load