มาฆบูชาถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญเนื่องในพุทธศาสนาเป็นวัน ‘จตุรงคสันนิบาต’ ที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการขึ้นในวันนี้ ได้แก่ พระภิกษุ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น พระภิกษุทั้งหมดล้วนแต่ได้รับการอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้าหรือเอหิภิกขุอุปสัมปทา และวันนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี

แต่แรกเริ่มเดิมทีไม่มีพิธีมาฆบูชาในประเทศไทย จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น ก่อนจะจัดขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีงานประเพณีหรือเทศกาลที่น่าสนใจเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดพะเยาซึ่งมีการจัดงาน ‘กว๊านพะเยาสายน้ำแห่งชีวิต ตานข้าวทิพย์พระเจ้าตนหลวง’ บริเวณวัดติโลกอาราม ชายกว๊านพะเยา เพื่อนำข้าวใหม่ไปถวายแด่พระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพะเยา ดังนั้น เราจะไปชมความงามของวัดศรีโคมคำ วัดสำคัญของจังหวัดพะเยากันครับ

วัดศรีโคมคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดทุ่งเอี้ยง หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2067 สมัยพระเมืองตู้เป็นเจ้าเมืองพะเยา แต่องค์พระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปประธานภายในวิหารหลวง สร้างขึ้นก่อน คือ พ.ศ. 2034 สมัยพระเมืองยี่เป็นเจ้าเมืองพะเยา และสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2067 ต่อมาวัดนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาและได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นตามลำดับ

จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2465 พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยา พระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยาองค์สุดท้าย พร้อมกับหลวงสิทธิประศาสน์ และประชาชนชาวเมืองพะเยา อาราธนานิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาสร้างวิหารหลวงหลังปัจจุบันนี้ พร้อมกับเสนาสนะอื่นๆ ก่อนจะฉลองสมโภชวิหารพระเจ้าตนหลวงและอาคารต่างๆ ใน พ.ศ. 2467

ดังนั้น อาคารภายในวัดนี้ที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันจึงเป็นงานในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัยแทบจะทั้งสิ้น
วัดศรีโคมคำ

สิ่งแรกที่เราจะเห็นเป็นอย่างแรกเมื่อเข้าไปถึงแน่นอนว่าเป็นวิหารหลวง อาคารขนาดใหญ่ที่สุดของวัด วิหารหลวงหลังนี้ถือเป็นอาคารหลักของวัดแห่งนี้

แค่หน้าแหนบ หรือหน้าบัน ของวัดนี้ก็น่าสนใจแล้วครับ เพราะถ้าเป็นวิหารแบบล้านนาทั่วๆ ไปจะมีลักษณะเป็นกรอบตารางหรือม้าต่างไหม เช่น หน้าบันวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ แต่หน้าบันของวิหารหลวงนี้ทำเป็นลายพันธุ์พฤกษาเต็มพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ประการหนึ่งของสถาปัตยกรรมที่สร้างหรือปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัยที่นำลักษณะของสถาปัตยกรรมภาคกลางเข้าไปผสมผสานอย่างลงตัว
วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

อย่างไรก็ดี ในหน้าแหนบมีการแทรกรูปสัตว์และเทวดาลงไปด้วย ในจำนวนนั้นมีครุฑ ซึ่งเป็นลวดลายที่สามารถพบได้ในอุโบสถและวิหารในภาคกลาง และที่น่าสนใจไปกว่านั้น ใกล้ๆ รูปครุฑ ขนาบสองฝั่งด้วยเสือเหลียวหลัง 2 ตัว เสือเป็นสัตว์ที่พบได้บ่อยบนหน้าบันวิหารหลวงที่สร้างโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย เหตุผลที่เป็นเสือนั่นก็เพราะว่าครูบาศรีวิชัยเกิดปียี่หรือปีขาล ดังนั้น จึงมีสัญลักษณ์นี้ใส่เอาไว้ในหน้าบันด้วยนั่นเอง รวมถึงหอรมาน หรือ หนุมาน ซึ่งพบทั้งบริเวณปีกนกและที่คันทวยหรือนาคตันด้วยครับ

อ้อ และถ้าลองสังเกตอีกสักนิด จะเห็นว่าเหนือรูปครุฑจะมีรูปคล้ายหัวใจประดับด้วยกระจกสีแดงด้วยนะครับ ซึ่งน่าจะเข้ากับช่วงเดือนแห่งความรักอย่างกุมภาพันธ์นี้พอดี

วัดศรีโคมคำวัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

ภายในวิหารหลวงประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะล้านนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ พระพุทธรูปนี้มีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันตสาวกเสด็จมายังเมืองภูกามยาว (ชื่อเดิมของเมืองพะเยา) ทรงประทับ ณ ดอยลูกหนึ่งข้างสระหนองเอี้ยงซึ่งมีหมู่บ้านโดยรอบ ได้มีช่างทองในหมู่บ้านทราบข่าวการเสด็จมาและได้จัดภัตตาหารถวายพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ พระพุทธองค์ได้พิจารณาเห็นว่าที่นี่มีความเหมาะสมที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาจึงประทานเส้นพระเกศาแก่ช่างทองนำไปบรรจุในผอบ 7 ชั้น โดยประทานแก่พระยาอโศก ซึ่งได้มอบถวายพระอินทร์ แล้วให้พระวิษณุกรรมนำไปประดิษฐานในถ้ำใต้จอมดอย ทำให้ดอยแห่งนั้นได้ชื่อว่า ดอยจอมทอง

ตำนานยังเล่าต่ออีกว่า ณ บริเวณแถบนี้พระพุทธเจ้ายังได้ทรมานพญานาคในหนองเอี้ยงและตรัสสั่งว่า เมื่อศาสนามาถึงครึ่งค่อน 5,000 ปี ให้พญานาคสร้างรากฐานของพระพุทธศาสนาลงที่หนองเอี้ยงและสร้างพระพุทธรูปขนาดเท่าพระพุทธเจ้ากกุสันธะ (ในภัทรกัปที่เราอยู่ตอนนี้มีพระพุทธเจ้าอยู่ 5 พระองค์ พระพุทธเจ้ากกุสันธะเป็นองค์แรก ส่วนพระสมณโคดมเป็นองค์ที่ 4)

ดังนั้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พญานาคจึงได้นำทองคำจากพิภพนาคมาไว้ที่ฝั่งหนองเอี้ยง ก่อนจะเนรมิตตัวเองเป็นบุรุษนุ่งขาวและเดินทางไปหาตายายผัวเมียที่ทำอาชีพเลี้ยงห่าน พร้อมกับนำทองคำนั้นมอบแก่สองตายายและให้สร้างพระพุทธรูปตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งไว้ ตายายจึงได้นำดังกล่าวไปใช้เป็นค่าจ้างในการถมหนองเอี้ยง จากนั้นจึงเริ่มก่อองค์พระเจ้าตนหลวงด้วยดินกี่หรืออิฐจนแล้วเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จ พระเมืองตู้ได้ส่งราชสาส์นไปทูลพระเมืองแก้ว กษัตริย์ผู้ปกครองเชียงใหม่ในเวลานั้น ว่าการก่อสร้างพระเจ้าตนหลวงได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว พระเมืองแก้วจึงพระราชทานเงินและทองด้วยความศรัทธาของพระองค์เพื่อนำมาใช้สร้างวิหาร และทรงพระราชทานพระนามแก่พระพุทธรูปองค์นี้ว่า ‘พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา’

นอกจากข้อมูลแบบตำนานแล้ว ยังมีศิลาจารึกหลักหนึ่งที่อธิบายถึงลักษณะและสัดส่วนของพระเจ้าตนหลวง นั่นก็คือ ศิลาจารึก ลพ./29 จารึกด้วยอักษรฝักขาม ภาษาไทย ซึ่งตามทะเบียนระบุว่า พบที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งในจารึกมีการระบุศักราช จ.ศ. 885 ตรงกับ พ.ศ. 2067

แม้ตามทะเบียนจะระบุว่าพบที่จังหวัดเชียงราย แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าจังหวัดพะเยาเคยมีสถานะเป็นอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย มาก่อน อีกทั้งขนาดและลักษณะของพระพุทธรูปที่ระบุในจารึกยังใหญ่กว่าพระพุทธรูปใดๆ ในจังหวัดเชียงรายอีกด้วย ดังนั้น พระพุทธรูปที่กล่าวถึงจึงน่าจะหมายถึงพระเจ้าตนหลวงองค์นี้นี่เอง ศิลาจารึกหลักนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ศิลาจารึกพระเจ้าตนหลวง

วัดศรีโคมคำ

พระเจ้าตนหลวงเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ และเนื่องจากขนาดที่ใหญ่โตนั้นพระองค์จึงไม่ได้ประทับบนฐานชุกชีเช่นพระพุทธรูปทั่วๆ ไปแต่ประทับอยู่บนพื้นคล้ายกับพระเจ้านั่งดิน วัดพระเจ้านั่งดิน จังหวัดพะเยา โดยแม้จะผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้ว เราก็ยังพอจะเห็นสังเกตเห็นลักษณะตามแบบศิลปะล้านนาสกุลช่างพะเยา ต้องขออธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยมีลักษณะเป็นที่ราบระหว่างหุบเขา ดังนั้น แม้จะเป็นศิลปะล้านนาเหมือนกัน แต่ในต่างพื้นที่กันก็ได้เกิดการสร้างพระพุทธรูปศิลปะล้านนาในแบบของตัวเองขึ้นมา เช่น สกุลช่างพะเยา สกุลช่างลำปาง เป็นต้น

ในกรณีของสกุลช่างพะเยานั้น พระพุทธรูปจะนิยมสร้างด้วยหินทรายซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่ ต่างจากพระพุทธรูปสกุลช่างอื่นที่นิยมสร้างด้วยสำริด รวมถึงมีพระพักตร์ที่มีพระขนงต่อเป็นปีกกาและเชื่อมต่อกับจมูกและมุมพระโอษฐ์ตวัดขึ้นเล็กน้อย ซึ่งแม้จะผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์มาแล้ว แต่ก็ยังพอเห็นลักษณะบางประการของสกุลช่างพะเยาได้

อย่างไรก็ดี พระเจ้าตนหลวงนั้นเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ไม่ใช่หินตามที่บอกไปข้างต้น สาเหตุอาจเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่รวมถึงตำนานที่กล่าวถึงวัสดุที่นำมาสร้างว่าเป็นดินกี่

แม้จะขึ้นชื่อว่าตำนาน แต่ตำนานล้วนมีที่มาจากเรื่องจริงทั้งสิ้น ไม่ว่าข้อเท็จจริงนั้นจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม ดังนั้น ในการศึกษาเราจะไม่สามารถละเลยตำนานได้เลย

วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

ด้านหน้าวิหารหลวงยังเป็นวิหารโถงเล็กๆ ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเก่าแก่ ซึ่งมีประวัติกล่าวว่าพบที่เจดีย์วัดสวนจันทร์ใน ซึ่งในขณะนั้นตั้งอยู่ด้านหลังที่ว่าการอำเภอปัจจุบันเมื่อปี พ.ศ. 2446 เพื่อเอาอิฐมาทำถนน เนื่องจากในเวลานั้นวัดสวนจันทร์ในกลายสภาพเป็นวัดร้างไปแล้ว เมื่อมีการพบรอยพระพุทธบาทคู่นี้ เจ้าหลวงอุดรประเทศ (มหาไชยวงศ์) เจ้าเมืองพะเยา และหลวงศรีสุทธการ ข้าหลวงประจำเมืองพะเยา จึงมอบรอยพระพุทธบาทที่ค้นพบนี้แก่พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะเมือง นำไปไว้ยังวัดหัวข่วงแก้ว

ต่อมาวิหารประดิษฐานรอยพระพุทธบาทชำรุดทรุดโทรมลง พระครูศรีวิราชวชิรปัญญาและเจ้าหลวงประเทศอุดรทิศจึงได้กราบเรียนครูบาเจ้าศรีวิชัยเมื่อครั้งมาสร้างวิหารหลวงวัดศรีโคมคำ ว่าจะนำรอยพระพุทธบาทนี้มาไว้ที่วัดศรีโคมคำด้วย ดังนั้น รอยพระพุทธบาทนี้จึงประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้นับแต่นั้น

วัดศรีโคมคำ

รอยพระพุทธบาทนี้เป็นรอยพระพุทธบาทคู่ อาจจะดูยากสักหน่อยเพราะปัจจุบันมีการเอากระจกพลาสติกไปปิดกันฝุ่นไว้ โดยรอบพระพุทธบาทรอยหนึ่งมีลาย อีกรอยหนึ่งไม่มีลาย ซึ่งรอยที่มีลายนั้นวางลายมงคล 108 ประการแบบที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันดี

เหตุผลที่มีลายมงคล 108 ประการนั้นมาจาก คัมภีร์ชินลังการฎีกา ที่แต่งโดยพระภิกษุชาวพม่าที่ระบุว่า บนฝ่าพระบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีลายมงคลอยู่ที่ 108 ประการ และนับแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน บนรอยพระพุทธบาทที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทหรือบนฝ่าพระบาทของพระพุทธไสยาสน์บางองค์จึงปรากฏลวดลายเหล่านี้อยู่บนนั้น ซึ่งลวดลายมีทั้งเทวดา พรหม สัตว์ ภูเขา ทะเล แต่ลวดลายที่สำคัญก็คือรูปเทวดาที่มีลักษณะเครื่องทรงใกล้เคียงกับลวดลายบนรอยพระพุทธบาท วัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย ที่เป็นรอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย ดังนั้น รอยพระพุทธบาทรอยนี้จึงน่าจะเป็นรอยพระพุทธบาทในศิลปะสุโขทัย

วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

แต่ความน่าสนใจยังไม่หมดแค่นั้น เพราะรอยพระพุทธบาทที่วัดตระพังทองนั้นเป็น 1 ใน 4  รอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นโดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไท ซึ่งอีก 3 รอยนั้นตามข้อมูลในศิลาจารึกหลักที่ 3 หรือจารึกนครชุมกล่าวว่า อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดกำแพงเพชรและนครสวรรค์นั้นถูกค้นพบแล้ว แต่รอยพระพุทธบาทที่พิษณุโลกยังไม่พบ

ประกอบกับในสมัยพระเจ้าติโลกราช พระยายุทธิษฐิระ เจ้านายฝ่ายสุโขทัย ได้ไปสวามิภักดิ์กับพระเจ้าติโลกราช ซึ่งพระองค์ได้ให้พระยายุทธิษฐิระไปครองเมืองพะเยา ดังนั้น การที่รอยพระพุทธบาทศิลปะสุโขทัยมาอยู่ที่พะเยาได้นั้น ก็อาจเป็นเพราะพระยายุทธิษฐิระได้โปรดให้อัญเชิญมาพร้อมกับพระองค์ขึ้นไปยังเชียงใหม่เพื่อไปสวามิภักดิ์ในคราวนั้น รอยพระพุทธบาทรอยนี้จึงอาจเป็นรอยพระพุทธบาทของพญาลิไทรอยที่ 4 ที่หายไปก็เป็นได้

วัดศรีโคมคำ

ในวัดศรีโคมคำแห่งนี้มีอุโบสถอยู่ถึง 2 หลัง หลังหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ส่วนอีกหลังหนึ่งสร้างในสมัยหลัง หลังที่ครูบาศรีวิชัยสร้างอยู่ในแนวระเบียงคด แต่อีกหลังเป็นอุโบสถกลางน้ำตั้งอยู่ด้านนอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2528 โดยการอุปถัมภ์ของ นายขรรค์ชัย บุนปาน เจ้าของสำนักพิมพ์มติชน โดยมี นายบุญนิยม สิทธิหาญ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ และ นายช่างเถา พัฒนโภสิน เป็นช่างก่อสร้าง

ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังรูปต้นพระศรีมหาโพธิ์ฝีมือ นายอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ และ นางสาวภาพตะวัน นางสาวกาบแก้ว สุวรรณกูฎ และคณะเขียนภาพทศชาติชาดก ซึ่งผมยังไม่เคยชมของจริงเหมือนกัน เลยขอนำภาพจากอินเทอร์เน็ตมาให้ชมแทนครับ

วัดศรีโคมคำ

วัดศรีโคมคำภาพ : https://www.touronthai.com/article/1181

 

วัดแห่งนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจมากๆ และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คือ วิหารครูบาศรีวิชัย ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2491 แม้จะเป็นอาคารที่สร้างหลังยุคครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่ลวดลายบนหน้าแหนบก็ยังมีรูปเสือ สัตว์ประจำปีเกิดของท่าน

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิหารหลังนี้มีหลายสิ่งที่ไม่ได้สามารถหาชมได้ทั่วไปตามวัดวาอารามที่ครูบาศรีวิชัยได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกู่บรรจุอัฐิของครูบาเจ้าศรีวิชัย รวมไปถึงรูปหล่อครูบาศรีวิชัยแบบดั้งเดิมฝีมือช่างท้องถิ่น ที่นี่มีรอยมือข้างซ้ายและรอยเท้าทั้งสองข้างของครูบาศรีวิชัยบนแผ่นหินทราย ซึ่งครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ประทับไว้เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ศิษยานุศิลป์และชาวจังหวัดพะเยา เป็นสิ่งที่พิเศษยิ่งขึ้นไปกว่า 2 สิ่งที่ผมเอ่ยไว้ข้างต้น

วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ วัดศรีโคมคำ

วัดศรีโคมคำเป็นวัดที่สามารถเดินทางไปชมได้ทั้งปีและถือเป็นสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงหากคุณเดินทางมายังจังหวัดพะเยา ไม่จำเป็นว่าจะต้องเดินทางไปเฉพาะช่วงเทศกาลเสมอไป และนอกจากช่วงวันมาฆบูชาแล้ว พระเจ้าตนหลวงยังมีงานประเพณีนมัสการประจำปี ‘เดือน 8 เป็ง’ (เดือน 8 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ) อีกด้วย ดังนั้น ถ้าใครมาจังหวัดพะเยาตรงกับช่วงเทศกาล คุณก็ไม่ควรที่จะพลาดชมนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดศรีโคมคำตั้งอยู่ใกล้กับกว๊านพะเยา ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งสามารถเดินทางได้ทั้งโดยรถส่วนตัว หรือถ้าคุณเดินทางด้วยตัวเองจากสถานีขนส่งจังหวัดพะเยา คุณสามารถนั่งรถสองแถวหรือรถสามล้อมาก็ได้เช่นกัน

2. และถ้ามาเยี่ยมชมวัดศรีโคมคำแล้ว อย่าลืมแวะชมหอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่หลวงพ่อพระธรรมโมลีได้รวบรวมเอาไว้ โดยบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยปัจจุบัน เป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งหากได้มีโอกาสมาครับ

3. วัดติโลกอารามเป็นวัดร้างสร้างโดยพระยายุทธิษฐิระ ปัจจุบันเหลือเพียงฐานวิหารและมีหลวงพ่อศิลา พระพุทธรูปขนาดเล็กสร้างจากหินประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีเป็นพระประธาน เดินทางไปถึงด้วยเรือเท่านั้น สามารถขึ้นจากศาลาบริเวณถนนเลียบกว๊านพะเยา โดยเรือที่นั่งข้ามไปยังวัดจะเป็นเรือพาย ใช้เวลาในการข้ามประมาณ 8 นาที ที่วัดแห่งนี้ยังมีธรรมเนียมการพายเรือเวียนเทียนในวัดมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา ด้วยนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

‘วัดร้าง’ เป็นคำที่เราใช้เรียกวัดที่ไม่ใช้งานแล้ว ซึ่งพอพูดถึงวัดร้าง เรามักนึกถึงวัดที่เป็นซากอิฐพัง ๆ พระพุทธรูปหัก ๆ วิหารไม่มีหลังคาแบบที่เราเห็นตามอุทยานประวัติศาสตร์ อย่างที่อยุธยาหรือสุโขทัย ซึ่งถามว่าคำอธิบายนี้ผิดไหม ก็ไม่ผิด แต่ไม่ได้ถูกทั้งหมด เพราะยังมีวัดร้างอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรักษาโครงสร้างอาคารหรือความเป็นวัดเอาไว้ได้ เพียงแค่ไม่มีพระจำพรรษาแค่นั้น

และวัดร้างไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าหรือในอุทยานประวัติศาสตร์เสมอไป มีวัดร้างหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเมือง แถมเป็นเมืองใหญ่ด้วย โดยเฉพาะเมืองที่มีประวัติศาสตร์และมีคนอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในนั้น วันนี้เลยจะชวนไปชมวัดร้างในเมืองบางกอกของเรา แต่ถ้าจะพาไปชมทั้งหมดก็คงจะเยอะไป เลยจะพาไปชมวัดร้างที่อยู่ในสภาพดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ คือ วัดภุมรินทร์ราชปักษี และ วัดน้อยทองอยู่

ประวัติศาสตร์วัดร้าง : ประวัติวัดตัวเองในวัดคนอื่น

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ
ภาพ : กรมแผนที่ทหาร, แผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๓๑ – ๒๔๗๔ (กรุงเทพฯ : กรมแผนที่ทหาร, 2530).

ปัญหาแรกในการทำความรู้จักวัดร้างคือ ตามหาประวัติของวัดได้ลำบากกว่าวัดทั่วไป ถ้าไม่โชคดีเป็นวัดขนาดใหญ่หรือมีจารึกพบในบริเวณวัด เราจะแทบไม่มีทางรู้จักวัดเหล่านั้นได้เลย ดังนั้น การจะตามหาเรื่องราวของวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ จึงต้องไปส่องจากประวัติวัดที่อยู่ใกล้เคียง ก็คือ วัดดุสิดารามวรวิหาร

ในประวัติของวัดดุสิดารามวรวิหารเล่าว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโณรส ทรงตรวจตรากิจการสงฆ์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ และพบว่า วัดภุมรินทร์ราชปักษีมีพระสงฆ์จำพรรษาเพียงรูปเดียว จึงโปรดฯ ให้ยุบรวมเข้ากับวัดดุสิดาราม เป็นอันจบสถานะความเป็นวัดของวัดแห่งนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นในราว พ.ศ. 2458 – 2460 ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้รับพระราชกรณียกิจให้จัดระเบียบวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งยกวัดขึ้นและยุบรวมวัดใหม่

ส่วนวัดน้อยทองอยู่มีประวัติมากกว่าวัดภุมรินทร์ราชปักษีอยู่หน่อยหนึ่ง เพราะในงานศึกษาของคาร์ล เดอห์ริง (Karl Döhring) สถาปนิกชาวเยอรมันได้บันทึกไว้ว่า วัดน้อยทองอยู่สร้างขึ้นโดยนายน้อยและนางทองอยู่ สองสามีภรรยา ซึ่งยังมีเจดีย์ทรงระฆังบรรจุอัฐิของทั้งสองอยู่คู่กันบริเวณหน้าวัด ดังนั้นวัดแห่งนี้ก็เลยเอาชื่อของสามีภรรยามารวมกัน กลายเป็นวัดน้อยทองอยู่ 

แต่ความน่าเสียดายของวัดนี้ก็คือ วัดแห่งนี้เสียหายอย่างหนักจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้กับปากคลองบางกอกน้อย ที่ตั้งของสถานีรถไฟธนบุรี (เดิม) ตัววัดถูกทำลายอย่างหนัก จนสุดท้ายก็ต้องยุบรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัดดุสิดารามเมื่อ พ.ศ. 2488 ในที่สุด

เห็นไหมครับ ขนาดเรามีประวัติแบบนี้แล้ว ก็ยังประวัติแค่ผิว ๆ เท่านั้น แถมส่วนใหญ่ยังหนักไปทางช่วงเวลาที่รวมกับวัดดุสิดารามซะอีก แต่ในทางกลับกัน นี่ก็คือเสน่ห์ของวัดร้างเหมือนกัน การที่ไม่ค่อยมีประวัติ ไม่ค่อยมีที่มา ทำให้ความสนุกในการเที่ยววัดร้างก็คือการไปดูของจริงเลย เพราะสิ่งที่ยังเหลืออยู่ในวัดนั่นแหละ จะบ่งบอกว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : เมื่อการบูรณะวัดเผยความจริง

อาคารหลักของวัดภุมรินทร์ราชปักษีคืออุโบสถและวิหารที่ตั้งขนานกัน ซึ่งตามปกติแล้ว เวลาเราจะแยกแยะว่าอาคารหลังไหนเป็นอุโบสถ หลังไหนเป็นวิหาร เราต้องดูที่ใบเสมาใช่ไหมครับ แต่ว่าก่อนจะมีการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดแห่งนี้ในระหว่าง พ.ศ. 2557 – 2558 เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าหลังไหนเป็นอะไร เพราะโดยรอบอาคารไม่มีอะไรเลย ราบเรียบไปหมดจากการถมพื้นในสมัยหลัง

สิ่งนี้แสดงถึงความสำคัญของการขุดค้นทางโบราณคดี ที่เผยให้เราเห็นหลักฐานที่แอบซ่อนอยู่ในดิน ทำให้เราได้รู้ว่าอาคารที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกคืออุโบสถของวัด (หันหน้าเข้าหาวัดจะอยู่ฝั่งขวามือ) ดังนั้น อาคารอีกหลังจึงต้องเป็นวิหารไปโดยปริยาย แต่สิ่งที่การขุดค้นครั้งนั้นเผยให้เห็นไม่ใช่แค่ฐานใบเสมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจดีย์ประธานของวัดนี้ด้วย ซึ่งเหลือเพียงส่วนฐานที่เห็นแค่เอ็นรูปแฉกอยู่ทางทิศเหนือของอุโบสถเท่านั้น

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : ปริศนาแห่งราชปักษีบนหน้าบัน

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารทรงไทยประเพณีทรงสูง ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่สิ่งที่ทำให้อุโบสถหลังดูแปลกกว่าชาวบ้านเขาก็คือประตูทางเข้าครับ ตามปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถหรือวิหารก็จะมีประตูทางเข้าอยู่บริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังของอาคาร แต่อาคารหลังนี้มีทางเข้าอยู่ด้านข้าง โดยปล่อยด้านหน้าให้เป็นประตูทึบหลอกแทน

แต่สิ่งที่ถือเป็นงานระดับ Masterpiece ของวัดนี้คือหน้าบันของอุโบสถหลังนี้ครับ งานปูนปั้นประดับกระจกบนหน้าบันอุโบสถหลังนี้ด้านบนเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่พบได้ทั่วไปตามพระอารามหลวง แต่ด้านล่างรูปพระนารายณ์ทรงครุฑนี้เป็นรูปนกยูงรำแพนหางขนาดใหญ่ ซึ่งหาชมได้ยากมาก จนชวนให้คิดว่าทำไมถึงเป็นรูปนกยูง

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

บางคนสันนิษฐานว่ารูปนกยูงนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับชื่อวัด ‘ภุมรินทร์ราชปักษี’ หรือเปล่า แต่บ้างก็ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับผู้บูรณะวัดนี้ เพราะในบรรดาพระโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ มีพระองค์หนึ่งชื่อพระองค์เจ้าภุมริน (ต้นราชสกุลภุมรินทร) ซึ่งท่านอาจจะเป็นผู้บูรณะหรือผู้อุปถัมภ์วัดนี้หรือเปล่า เพราะอย่าลืมนะครับว่า พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้านั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดนี้พอดี แล้ววิธีการสะกดวัดนี้ในแผนที่เก่าก็สะกดว่า ‘วัดภุมริน’ ซะด้วย แต่บอกก่อนนะว่าผมไม่การันตีว่าใช่ไหมนะครับ ตอนนี้ก็ปล่อยให้นกยูงตัวนี้เป็นปริศนาไปก่อน

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : เมื่อกาลเวลาพรากความงามไป

พอเราเข้าไปในอุโบสถของวัด ก็พบกับพระพุทธรูปยืน 3 องค์อยู่ภายในซุ้ม พอลองดูดี ๆ จะเห็นว่าพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้เป็นพระพุทธรูปใหม่เลยครับ เพิ่งนำมาประดิษฐานหลังการบูรณะวัดนี้เอง เพราะตอนที่ผมไปชมวัดนี้ครั้งแรก สิ่งที่ผมพบคือซุ้มเปล่า 3 ซุ้มเท่านั้น ไม่มีพระพุทธรูปสักองค์

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

พอมองไปรอบ ๆ พบว่าบนฝาผนังมีจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งผนังส่วนบนยังพอเห็นภาพเทพชุมนุมอยู่บ้าง ผนังสกัดหน้าฝั่งตรงข้ามพระประธาน พอจะเห็นภาพว่าเป็นเรื่องมารผจญอยู่แต่ก็ลบเลือนเอาเรื่อง แต่ผนังด้านข้างนี่สิ ลบเลือนจนเหลือแค่ท่อนบนของผนังเท่านั้น ความลบเลือนนี้ทำให้ดูไม่ออกว่าเขียนเรื่องอะไรเลย เพราะจากลักษณะของภาพที่มีความสมจริงมากขึ้น เริ่มมีความพยายามในการผลักระยะใกล้ไกลและจำนวนสีที่มากขึ้น ทำให้เราพอจะประมาณได้ว่าจิตรกรรมเหล่านี้น่าจะเขียนอยู่ไม่รัชกาลที่ 3 ก็รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ความหลากหลายของจิตรกรรมฝาผนังพุ่งสู่จุดสูงสุด ดังนั้นก็ให้เป็นปริศนาที่รอคนมาไขต่อไป

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : พระเจ้ายืนศักดิ์สิทธิ์หลังวิหาร

วิหารนั้นต้องบอกว่า เหมือนถอดพิมพ์จากอุโบสถมาเลย หน้าตาคล้ายกันมาก ย้ำว่าคล้ายกันมากเพราะสิ่งที่ทำให้วิหารหลังนี้ต่างจากอุโบสถ คือการมีมุขยื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพียงแต่ว่าในตอนนี้ มุขด้านหน้าพังทลายไปเลย เลยเหลือเพียงแต่มุขด้านหลัง นอกจากนี้หน้าบันของวิหารหลังนี้ แม้ว่าจะมีรูปของพระนารายณ์ทรงครุฑเหมือนอุโบสถ แต่ที่นี่ไม่มีรูปนกยูงนะครับ

ส่วนมุขหลังวิหารนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่นาม ‘หลวงพ่อดำ’ หนึ่งในชื่อยอดฮิตของพระพุทธรูป ที่ชาวบ้านมักใช้เรียกกับพระพุทธรูปที่ทองคำเปลวหลุดไปหมดคงเหลือเพียงรักสีดำเท่านั้น ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่เคารพของชาวบ้านในย่านนี้ แต่โดยรอบพระพุทธรูปเหมือนเป็นรังผึ้ง เพราะมีการเจาะเป็นช่องวงโค้งยอดแหลมเล็ก ๆ ที่ว่างเปล่า ซึ่งในอดีตอาจเคยมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ อยู่ก็ได้ แต่หายไปหมดแล้วเรียบร้อย

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

วัดภุมรินทร์ราชปักษี : ความอลังการในวิหารและปริศนาบนฝาผนัง

ความแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างระหว่างอุโบสถกับวิหาร ก็คือความสมบูรณ์ของสิ่งที่เหลือภายในนี่แหละ ภายในวิหารหลังนี้ถือว่าอยู่ในสภาพดีกว่ามาก พระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหินทรายแดงขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะเก่าไปถึงสมัยอยุธยาตอนต้นหรือกลางเลยก็ได้นะครับ น่าเสียดายที่พอบูรณะในสมัยหลังทำให้สังเกตยากไปสักหน่อย ขนาบสองข้างด้วยรูปพระสาวกปูนปั้น ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิม เพราะก่อนการบูรณะ พื้นที่ตรงนั้นมีช่องว่างสีขาวบนผนังขนาดพอดีกับรูปพระสาวกเลยครับ

สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

แต่ความงดงามของอาคารหลังนี้อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังนี่ล่ะครับ แม้จะมีส่วนลบเลือนอยู่แต่ก็เหลือครบทั้ง 4 ด้าน โดยผนังสกัดหลังพระประธานเขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นฉากมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปที่ผนังฝั่งนี้ โดยพระพุทธเจ้าในฉากนี้ครองจีวรลายดอกพิกุล แบบเดียวกันกับพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เลยครับ ในขณะที่ผนังเหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพเทพชุมนุมแบบเดียวกับที่พบในอุโบสถ

ส่วนผนังระหว่างช่องหน้าต่าง แม้สภาพไม่ได้แตกต่างจากในอุโบสถที่ลบเลือนไปเกินครึ่งผนัง แต่โชคดีว่าเรื่องที่เขียนเป็นเรื่องที่คุ้นเคยและพบได้ทั่วไปอย่าง ทศชาติชาดก ฉากเหล่านี้แม้ลบเลือนไปเยอะ บางผนังแทบจะดูไม่ออก บางผนังหายไปหมด แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ยังพอดูออกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ส่วนที่น่าเสียดายจริง ๆ คือบานหน้าต่างมากกว่า เพราะก่อนบูรณะยังมีหน้าต่างที่หลงเหลือภาพผ้าม่านแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่บ้าง แต่ปัจจุบันกลายเป็นบานหน้าต่างสีดำเรียบ ๆ ไปหมดแล้ว

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า

ปริศนาที่แท้จริงภายในวิหารหลังนี้คือจิตรกรรมที่ผนังสกัดหน้า เพราะเขียนภาพเมืองขนาดใหญ่ที่มีกำแพงทรงแปดเหลี่ยมล้อมอยู่ 7 ชั้นเต็มพื้นที่เลยครับ น่าจะเป็นภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาสักเรื่องหนึ่ง บ้างก็ว่าเขียนเรื่อง ชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นตำนานว่าด้วยการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าแสดงเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าชมพูบดี ผู้เชื่อว่าตัวเองคือกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังขาดฉากสำคัญอย่างการเทศนาสั่งสอนพระเจ้าชมพูบดีของพระพุทธเจ้าอยู่

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า

ล่าสุดอาจารย์เฉลิมพล โตสารเดช เสนอแนวคิดว่าด้วยเรื่องราวที่อยู่บนผนังเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า น่าจะเขียนเรื่องจาก สุทัสสนสูตร ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยได้ยินชื่อพระสูตร บอกตรง ๆ ผมเองก็ไม่ทราบ แต่พออ่านเรื่องย่อของพระสูตรนี้แล้ว ก็คิดว่าพระสูตรนี้น่าสนใจ อาจจะช่วยไขถึงเรื่องราวที่แท้จริงของผนังปริศนานี้ก็ได้ครับ

สุทัสสนสูตร เล่าถึงเมืองกุสาวดี เมืองที่พระมหาจักพรรดิชื่อพระมหาสุทัสสนะเป็นผู้ปกครอง เมืองนี้มีกำแพงและต้นตาลล้อมเอาไว้ 7 ชั้น เหตุการณ์สำคัญของพระสูตรนี้เกิดตอนที่พระมหาสุทัสสนะจะสวรรคต พระราชเทวีนามสุภัททาเข้าเฝ้า และขอให้ทรงเห็นแก่ราชสมบัติและชีวิต แต่พระองค์กลับตรัสขอให้กลับคำขอเป็นตรงข้าม เพราะการพลัดพรากจากของรักของหวงเป็นเรื่องธรรมดา จนทำให้พระราชเทวีทรงฝืนพระหฤทัยขอตามที่พระมหาสุทัสสนะแนะนำ จนเมื่อพระมหาสุทัสสนะสวรรคตก็เข้าถึงพรหมโลกได้

ทีนี้ ลองมาดูฝาผนังจริงบ้าง เมืองในจิตรกรรมเป็นเมืองที่มีกำแพง 7 ชั้น ซึ่งตรงกับในพระสูตร ด้านบนมีปราสาท โดยบริเวณด้านหน้าปราสาทมีรูปกษัตริย์กำลังไสยาสน์บนพระแท่นบัลลังก์ ขนาบสองข้างด้วยต้นตาล โดยมีจักรแขวนอยู่เหนือพระแท่น ด้านหน้ามีภาพเหล่านางอยู่ในอิริยาบถเสียใจ ซึ่งกำลังแสดงฉากที่พระมหาสุทัสสนะกำลังจะสวรรคต โดยที่ด้านหน้ามีนางสุภัททาราชเทวีและบรรดาข้าราชบริพารกำลังเสียใจ ซึ่งก็ดูแล้วเข้าเค้าอยู่นะครับ ว่าไหม แต่จะใช่เรื่องบนฝาผนังหรือไม่ ก็ต้องเอาไปขบคิดกันต่อไป

วัดน้อยทองอยู่ : หนึ่งเดียวที่เหลือคือมณฑป

คราวนี้ลองมาที่วัดน้อยทองอยู่บ้าง แต่วัดนี้ถือว่าหนักครับ อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าวัดน้อยทองอยู่ถูกระเบิดทำลายอย่างหนักหน่วงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเทียบกับวัดภุมรินทร์ราชปักษีแล้ว วัดน้อยทองอยู่จึงเหลือหลักฐานมาถึงปัจจุบันน้อยกว่ามาก เพราะหนึ่งเดียวที่เป็นหลักฐานของวัดนี้คือมณฑปยอดเจดีย์ 5 ยอด ซึ่งเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่ มีมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ด้านพร้อมคูหาประดิษฐานพระพุทธรูปและรูขุดเจาะเพื่อหาสมบัติ โดยส่วนยอดเหลือเพียงร่องรอยของฐานเจดีย์บนยอด เพราะที่สูงไปกว่านั้นหักหายไปหมดแล้ว เลยไม่รู้ว่ายอดเจดีย์ทั้ง 5 จะหน้าตาเป็นเช่นไร

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า

แต่เป็นความโชคดีที่คาร์ล เดอห์ริง ได้บันทึกภาพถ่ายของมณฑปหลังนี้เอาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่บุบสลาย ทำให้เรารู้ว่ายอดกลางของมณฑปนี้เป็นเจดีย์ทรงเครื่อง ในขณะที่อีก 4 ยอดบนหลังคามุขแต่ละทิศเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งปัจจุบันวัดได้ใช้ภาพถ่ายของเดอห์ริ่งนี่ในการสร้างมณฑป 5 ยอดองค์จำลองขึ้นมา และยังช่วยให้เรารู้ว่าวัดน้อยทองอยู่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า
ภาพ : Karl Döhring, Buddhist Stupa (Phra Chedi) Architecture of Thailand (Bangkok: White Lotus, 2000), 140

วัดน้อยทองอยู่ : ความทรงจำบนภาพถ่าย

นั่นคือทั้งหมดของวัดน้อยทองอยู่ครับ คือมณฑปยอดเจดีย์ 5 ยอดองค์เล็กองค์เดียวเท่านั้น ไม่เหลืออะไรอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ วิหาร เจดีย์ กำแพงแก้ว แต่ความโชคดีของวัดน้อยทองอยู่ยังไม่จบนะครับ เพราะภาพถ่ายของวัดแห่งนี้ที่เดอห์ริงยังมีอีกภาพหนึ่ง เป็นภาพของซุ้มเสมายอดเจดีย์สุดอลังการ เป็นซุ้มเสมาที่มีช่องประดับยักษ์ถือกระบอง มีส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบดียวกับยอดของมณฑปเลย เป็นเครื่องยืนยันว่า ภาพนี้ถ่ายมาจากวัดน้อยทองอยู่จริง ๆ ในภาพยังแสดงบันไดทางขึ้นอุโบสถและศาลาริมกำแพงแก้ว

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า
ภาพ : Karl Döhring, Buddhist Stupa (Phra Chedi) Architecture of Thailand (Bangkok: White Lotus, 2000), 127

คิดว่ารูปเก่าหมดหรือยังครับ คำตอบก็คือยังครับ แต่คราวนี้ไม่ใช่รูปของคาร์ล เดอห์ริง แล้วนะครับ เป็นรูปภาพที่ชาวบ้านถ่ายเอาไว้เอง เป็นภาพของอุโบสถหลังเดิม ฟังไม่ผิดครับ อุโบสถหลังเดิม ซึ่งแม้จะเห็นเพียงแค่ผนังสกัดหลังและพระประธาน แต่พระประธานนี่แหละคือความน่าเสียดายที่สุดสำหรับผมเลย

แกะรอยวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ สองวัดร้างชั้นยอดกลางกรุง ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ปิ่นเกล้า
ภาพ : มาลี นันท์โคนนท์

สิ่งที่เราเห็นจากภาพถ่ายเก่านี้คือพระประธาน เป็นพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องอย่างมหาจักรพรรดิ ซึ่งพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เป็นพระประธานเราอาจจะพอเคยเห็นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปนั่ง ไม่ใช่พระพุทธรูปยืนแบบที่วัดน้อยทองอยู่ แถมพระสาวกที่ขนาบข้างอยู่ก็ทรงเครื่องแบบเดียวกับพระประธานเลยครับ บอกเลยว่าสิ่งนี้ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ถ้าไม่นับผ้าพระบฏที่พอมีอยู่บ้าง ก็ไม่เคยมีที่ไหนเลย ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ที่เราไม่มีทางได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง

แล้วอุโบสถหลังนี้หายไปไหนล่ะ จากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ ทำให้เรารู้ว่าอุโบสถหลังนี้พังทลายเพราะฝนตกหนัก ทำให้ผนังสกัดหลังฟาดลงมาจนพังทลายไปนานแล้ว ก่อนที่ต่อมาใน พ.ศ. 2516 จะมีการสร้างสะพานพระปิ่นเกล้าและเชิงสะพานฝั่งธนบุรีได้สร้างทับตรงอุโบสถหลังนี้พอดี ทำให้เราตรวจสอบอะไรไม่ได้แล้ว แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็พอจะรู้ว่าอุโบสถของวัดน้อยทองอยู่นี้น่าจะพังทลายลง ก่อนการสร้างสะพานพระปิ่นเกล้านั่นเอง

วัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ : ความทรงจำที่ชวนให้บันทึก

สุดท้ายแล้ว วัดร้างก็คือวัดร้างครับ ถ้าไม่มีพระเข้าไปใช้งานพื้นที่ วัดก็ยังร้างอยู่อย่างนั้น วัดร้างแต่ละแห่งก็โชคดีโชคร้ายไม่เท่ากัน ถ้าโชคดีถูกผนวกเข้ากับวัดที่ยังมีการใช้งานอยู่ มีชาวบ้านช่วยดูแล หรือกรมศิลปากรเข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์บ้าง วัดร้างเหล่านั้นก็อาจพอมีอะไรให้ได้ดูกันบ้าง ไม่ได้พังทลายไปมากนัก แต่ถ้าไม่อยู่ในกรณีเหล่านี้ วัดร้างเหล่านั้นก็จะขาดการดูแลและจะค่อย ๆ โทรมลง ๆ ซึ่งแม้ตามหลักพุทธศาสนาจะบอกว่าทุกสิ่งล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่ยังไงก็น่าเสียดายอยู่ดี

สิ่งเดียวที่เราพอจะทำได้ก็คือการไปดู ไปบันทึกความทรงจำ จากผ่านตัวหนังสือ ผ่านภาพถ่าย ผ่านวิดีโอ ผ่านอะไรก็ได้ครับ สิ่งเหล่านี้แหละครับที่จะกลายเป็นหลักฐานว่า วัดนั้น เจดีย์องค์นั้น อุโบสถหลังนั้น พระพุทธรูปองค์นั้น เคยมีอยู่ เคยงดงามขนาดไหน ไม่ใช่แค่วัดร้างนะครับ ผมหมายถึงวัดที่ยังใช้งานอยู่ด้วย อย่างน้อยที่สุด ถ้าวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นจะหายไป ทุกอย่างที่เราทำนี่แหละจะกลายเป็นทุกสิ่งของวัดนั้น ๆ

เกร็ดแถมท้าย

1. เนื่องจากวัดภุมรินทร์ราชปักษีและวัดน้อยทองอยู่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของวัดดุสิดารามวรวิหาร ดังนั้น หากสนใจเข้าไปชมวัดทั้งสอง ก็ต้องเข้าไปในซอยวัดดุสิดาราม โดยวัดน้อยทองอยู่อยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างของวัดดุสิดารามวรวิหาร พอเข้าไปในซอยจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ ส่วนวัดภุมรินทร์ราชปักษีตั้งอยู่ริมถนนภายในซอยวัดดุสิดารามทางฝั่งขวามือ ถ้าจะชมภายในอุโบสถและวิหารของวัด ต้องไปติดต่อที่วัดดุสิดารามวรวิหารก่อนครับ

2. นอกจากโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ยังอยู่ที่เดิม หลักฐานจากวัดน้อยทองอยู่ยังเหลืออยู่ 1 อย่างนะครับ นั่นก็คือตู้ลายทอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งได้มาจากวัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2464 แต่ก็อาจจะไปดูของจริงยากสักหน่อยนะครับ แต่ใครสนใจ ดูได้ในหนังสือ ตู้ลายทอง เล่ม 1 ครับ

3. หรือถ้าใครสนใจเรื่องราวของวัดร้างในกรุงเทพมหานคร ขอแนะนำหนังสือชื่อ วัดร้างในบางกอก โดย ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ซึ่งมีวัดร้างอีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานครที่น่าสนใจ ทั้งวัดที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ วัดที่ถูกบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก และวัดที่เหลือแต่ชื่อและร่องรอยบางอย่างเท่านั้น ใครสนใจลองหามาจับจองกันได้นะครับ

4. นอกจากกรุงเทพมหานครแล้ว ก็ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีวัดร้างในลักษณะเดียวกัน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ถ้าใครอยากดูแบบเยอะ ๆ แบบชนิดที่แค่เดินเลยไปนิดเดียวก็เจออีกวัดร้างแล้ว ขอแนะนำจังหวัดเชียงใหม่ครับ อาจจะเจอทั้งวัดร้างริมถนน วัดร้างหลังบ้านชาวบ้าน วัดร้างในลานจอดรถ และอีกหลากหลายแนวเลยครับ ซึ่งก็มีหนังสือชื่อ วัดร้างในเวียงเชียงใหม่ โดย อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว แต่หนังสือเล่มนี้อาจหายากสักหน่อย เพราะหนังสือค่อนข้างเก่าแล้ว

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load