ผมได้เกริ่นไปนิดหนึ่งแล้วในช่วงท้ายของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามถึงวัดที่มีชื่อคล้ายๆ กันวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งนอกจากทั้ง 2 วัดจะเป็นพระอารามหลวงแล้ว ยังเป็นวัดประจำรัชกาลอีกด้วย ครั้งก่อนเราไปชมวัดประจำรัชกาลที่ 5 มา ครั้งนี้เราจะไปชมวัดประจำรัชกาลที่ 4 กันบ้างกับ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า วัดราชประดิษฐ์ (จากนี้จะขอเรียกชื่อวัดอย่างย่อเพื่อความสะดวกในการอ่านครับ) สร้างอยู่บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นสวนกาแฟใกล้พระบรมมหาราชวัง 

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างวัดราชประดิษฐ์ตามโบราณราชประเพณีที่จะต้องมีวัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์ นอกจากนี้ พระองค์มีพระราชประสงค์ให้สร้างวัดสำหรับพระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกายที่พระองค์เป็นผู้ริเริ่มอีกด้วย 

โดยเหตุที่ให้ตั้งอยู่ใกล้วังก็เพื่อสะดวกแก่พระองค์ในการปรึกษาข้อปฏิบัติต่างๆ ของธรรมยุติกนิกาย รวมถึงสะดวกแก่ข้าราชบริพารในการทำบุญด้วย ดังนั้น ชื่อวัดในระยะแรกตามจารึกหลังพระวิหารหลวงจึงเป็น ‘วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม’ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2411 

การสร้างวัดแห่งนี้ รัชกาลที่ 4 ทรงซื้อที่ดินสวนกาแฟด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จากนั้นทรงให้ พระยาราชสงคราม (ทองสุก) เป็นแม่กองคุมงาน ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 7 เดือน แต่ความน่าสนใจอยู่ที่กระบวนการระหว่างกลางครับ เพราะในระหว่างการสร้างวัดมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นคือ พื้นที่ที่จะสร้างวัดนั้นต่ำ โดยเฉพาะบริเวณที่จะสร้างพระวิหารหลวง ดังนั้น จึงโปรดให้นำไหกระเทียมมาถมพื้นวัด โดยทรงบอกบุญให้ชาวบ้านนำไหกระเทียมไม่ว่าสภาพเป็นเช่นไรมาให้ หรือหากต้องการขายก็ทรงคิดราคาให้ตามสมควร 

ที่สำคัญคือ ทรงจัด ‘ละครรับข้าวบิณฑ์ไหกระเทียม’ เป็นเวลา 3 วัน โดยเก็บค่าเข้าชมเป็นไหกระเทียม หรือหากไม่มีก็สามารถนำไหประเภทอื่นที่ไม่แตกร้าวมาใช้ได้เช่นกัน (ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วเมื่อ พ.ศ. 2545 ว่ามีไหกระเทียมรวมถึงตุ่มสามโคกที่อัดทรายเอาไว้เต็มที่อยู่ใต้ฐานจริงๆ) 

จนเมื่อมีการผูกพัทธสีมาแล้วได้ทรงนิมนต์ พระสาสนโสภณ ผู้ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) และพระสงฆ์อีก 20 รูปจากวัดบวรนิเวศวิหารให้มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้

รัชกาลต่อมา คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดครั้งหนึ่ง พร้อมกับทรงแบ่งพระบรมอัฐิของพระราชบิดาบรรจุลงในกล่องศิลาแล้วนำไปประดิษฐาน ณ ฐานของพระประธานภายในวิหารหลวงครับผม

พระวิหารหลวงถือเป็นอาคารประธานของวัดซึ่งใช้เป็นพระอุโบสถของวัดด้วย อาคารหลังนี้ยังถือเป็นอาคารแบบไทยประเพณีที่สุดของวัดแห่งนี้ เครื่องบนเป็นเครื่องลำยอง หลังคามุงกระเบื้อง มีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าบันประธานทำเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎและพระแสงขรรค์มีช้างเผือกรองรับ ขนาบ 2 ข้างด้วยฉัตรประกอบ

ส่วนหน้าบันมุขทำเป็นรูปเดียวกันแต่ไม่มีช้างเผือกรองรับ ซึ่งตรานี้คือตราพระบรมราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 นั่นเอง 

อ๊ะๆ ก่อนที่ทุกท่านจะผ่านประตูเข้าไปชมความงามข้างใน อย่าลืมสังเกตประตูก่อนนะครับ เพราะบานประตูของวัดราชประดิษฐ์นั้นแม้จะทำเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์เหมือนกัน แต่กลับมีถึง 2 เลเยอร์ด้วยกัน ทำให้ประตูนี้มีมิติมากกว่าปกติ

และเมื่อเข้าไปแล้วก็อย่าลืมมองย้อนกลับไปยังหลังบานประตูด้วย เพราะที่นี่ใช้งานประดับมุกแบบญี่ปุ่นโดยช่างจากเมืองนางาซากิ ซึ่งถือเป็นงานช่างชั้นสูงที่หาชมได้ยากมากๆๆๆๆ แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเอง

ในประเทศไทยมีเพียง 2 วัดเท่านั้น นั่นคือ วัดราชประดิษฐ์แห่งนี้ และวัดนางชีครับผม ซึ่งถ้าใครรู้สึกว่าดูที่ประตูไม่จุใจ ทุกบานหน้าต่างก็ใช้เทคนิคเดียวกันเลยครับ

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

เมื่อเข้ามาข้างในแล้วเราก็พบกับบรรยากาศสีน้ำเงินที่เกิดจากสีหลักของจิตรกรรมฝาผนังภายใน ซึ่งสิ่งนี้ช่วยขับให้มณฑปที่ประดิษฐานพระประธานโดดเด่นขึ้นอย่างมาก 

มณฑปหลังนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนับถือถึง 4 องค์ ได้แก่ พระพุทธสิหังคปฏิมากร จำลองจากพระพุทธสิหิงค์ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระพุทธชินราชน้อย พระพุทธชินสีห์น้อย พระศรีศาสดาน้อย จำลองจากพระพุทธรูปชื่อเดียวกันที่เคยประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก โดยประดิษฐานภายในบุษบกติดผนังขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมีพระนิรันตรายอยู่ด้วย 

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

ส่วนจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ถือเป็นงานที่อยู่บนรอยต่อระหว่าง ‘สยามเก่า’ และ ‘สยามใหม่’ จึงมีการผสมผสานงานจิตรกรรมฝาผนังแบบดั้งเดิม คือเทพชุมนุม แต่เปลี่ยนเทคนิคจากที่แต่เดิมต้องเขียนเรียงแถวบนพื้นหลังสีแดงหรือดำ กลายเป็นเทพชุมนุมที่เหาะอย่างอิสระไปบนท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มและเมฆสีขาว 

ในขณะที่ผนังระหว่างประตูและหน้าต่างเขียนเรื่องของพระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งน่าจะเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะพระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน นั้น ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใน พ.ศ. 2431 ซึ่งพระราชพิธีสิบสองเดือนคือพระราชพิธีต่างๆ ที่ทำประจำในแต่ละเดือน เช่น พระราชพิธีตรียัมปวายหรือโล้ชิงช้า พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นต้น 

โดยแบ็กกราวนด์ใช้ฉากของกรุงเทพมหานครเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามหรือบ้านเรือน ซึ่งวาดออกมาได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในสมัยนั้นอย่างมาก นี่จึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์บนฝาผนังที่คนรุ่นเราสามารถใช้ศึกษาว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อนเมืองบางกอกของเราหน้าตาเป็นอย่างไร

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

แต่ภาพสำคัญภายในวิหารหลวงหลังนี้อยู่ข้างประตูทางเข้าเลยครับ เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 นั่นก็คือ เหตุการณ์สุริยุปราคา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณสุริยุปราคาเต็มดวงล่วงหน้า 2 ปีอย่างแม่นยำในระดับวินาที ซึ่งเหตุการณ์จริงนั้นเกิดขึ้นที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 แต่จิตรกรรมฝาผนังที่นี่กลับใช้พื้นหลังเป็นพระบรมมหาราชวังแทน โดยรัชกาลที่ 4 ทรงส่องกล้องโทรทรรศน์บริเวณหน้าพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ใกล้กับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ซึ่งแม้จะไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็เป็นฉากที่สมพระเกียรติยิ่งนัก

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

พอเราออกมาด้านนอก เดินอ้อมไปข้างหลังพระวิหารหลวงก็พบกับปาสาณเจดีย์ เจดีย์ประธานของวัดราชประดิษฐ์แห่งนี้ ชื่อปาสาณเจดีย์แปลว่าเจดีย์ศิลา สอดคล้องกับวัสดุที่ใช้สร้างเจดีย์องค์นี้ คือหินอ่อนสีเทาและขาวแบบเดียวกับพระวิหารหลวง

และที่สำคัญ ชื่อปาสาณเจดีย์ยังเป็นชื่อเจดีย์ที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้นเหนือห้องที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในเมืองราชคฤห์ แสดงว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ทรงทราบและนำเอาคตินี้มาใช้ที่นี่ด้วย 

เจดีย์องค์นี้ยังมีซุ้มที่ประดิษฐานพระรูปหล่อสัมฤทธิ์ของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) อดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ โดยผู้ปั้นหล่อนั้นไม่ใช่คนไทยแต่เป็นนายช่างชาวสวิตเซอร์แลนด์ชื่อ ร. เวนิง และผู้ที่ประดิษฐานพระรูปนี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ใน พ.ศ. 2470 โดยบรรจุกล่องพระอัฐิ พระสุพรรณบัฏ จารึกพระนามและดวงพระชะตาเอาไว้ด้วย

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

แม้ในวัดราชประดิษฐ์แห่งนี้จะมีอาคารที่ผสมผสานศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมด้วยครับ นั่นก็คือ ปราสาทพระบรมรูปหรือปราสาทพระจอม ปราสาทพระไตรปิฎก ขนาบ 2 ข้างพระวิหารหลวง แต่ว่าก่อนที่จะเป็นปราสาทขอม 2 หลังนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างปราสาทน้อยหรือปราสาทศิลา ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยประเพณีขึ้นมาก่อนในตำแหน่งเดียวกันนี้ แต่ว่าเพียงรัชกาลเดียวอาคารคู่นี้ก็ชำรุดผุพังจนไม่อาจบูรณะได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้สร้างปราสาทขอมทั้งสองขึ้นแทนที่ 

สำหรับปราสาทพระไตรปิฎกหรือที่บางครั้งเรียกว่า ‘ปราสาทหนังสือ’ ได้แรงบันดาลใจจากปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยดัดแปลงทรวดทรงรวมไปถึงภาพเล่าเรื่องให้เป็นเรื่องพุทธประวัติ ได้แก่ ตอนประสูติและปรินิพพาน

เรียกได้ว่าเอาตอนต้นเรื่องกับจบเรื่องมาให้ดูกันครับ แต่ที่น่าสนใจคือ ภาพพุทธประวัติตอนประสูตินั้น พระนางสิริมหามายาทรงห่มผ้าส่าหรีแขกซึ่งหาชมได้ยากมาก (ที่ใกล้เคียงกันก็คือประติมากรรมตอนเดียวกับที่วัดอรุณราชวรารามบริเวณมณฑปทิศเหนือของพระปรางค์) 

ส่วนภายในนั้นก็แน่นอนว่าเป็นพระไตรปิฎกในตู้แบบฝรั่ง ซึ่งเป็นใบลานแบบดั้งเดิมแต่นำไปใส่ในกล่องรูปทรงเหมือนหนังสือตะวันตก ซึ่งน่าจะเป็นช่วงท้ายของการเขียนพระไตรปิฎกลงบนใบลานก่อนเปลี่ยนเป็นการตีพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 5

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

ในขณะที่ปราสาทพระบรมรูปหน้าตาคล้ายกับปราสาทพระไตรปิฎก แต่เปลี่ยนส่วนยอดเป็นพรหมพักตร์แทน ส่วนหน้าบันของอาคารหลังนี้ แทนที่จะเล่าเรื่องในพุทธศาสนากลับเล่าเรื่องของศาสนาฮินดู ไม่ว่าจะเป็นนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือพระนารายณ์ทรงครุฑ ส่วนข้างในก็ตามชื่อเลยครับ ไว้พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยที่ฐานมีการทำปูนปั้นระบายสีเป็นพระราชประวัติของพระองค์ และผสมผสานหลักทัศนียวิทยา (Perspective) แบบตะวันตกเข้ามา โดยฉากทั้งหมดประกอบด้วย ภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใน พ.ศ. 2394 ภาพพระบรมโกศของพระองค์ท่าน และภาพการถวายพระเพลิงพระบรมศพ

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

พระที่นั่งทรงธรรมถือเป็นศาลาการเปรียญของวัดแห่งนี้ ตั้งอยู่ด้านข้าง นอกแนวกำแพงแก้วครับ ตัวอาคารเดิมเคยเป็นโรงช้างเผือกที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อรับช้างเผือกเอกที่คล้องมาได้ แต่ช้างเผือกล้มเสียก่อน จึงได้รื้ออาคารดังกล่าวมาไว้ที่วัดราชประดิษฐ์แห่งนี้ 

เนื่องจากเคยเป็นโรงช้างเผือกมาก่อน หน้าบันของอาคารหลังนี้จึงมีภาพของช้างเผือกอยู่ด้วย ส่วนตัวอาคารมีลักษณะเป็นอาคารแบบตะวันตก มีการใช้เสาแบบคอรินเทียนตกแต่งใบอะแคนธัส พระที่นั่งทรงธรรมนี้จึงเป็นอาคารที่ความเป็นตะวันตกและตะวันออกมาพบกันครึ่งทาง

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ อยู่ภายในครับ เพราะเป็นที่ตั้งของธรรมาสน์ยอดมงกุฎ ธรรมาสน์รูปทรงหายากที่ในเมืองไทยมีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะได้นำเอารูปทรงของพระมหาพิชัยมงกุฎ หนึ่งในเบญจราชกกุธภัณฑ์มาขยายขนาดและเก็บรายละเอียดเหมือนต้นฉบับทุกประการโดยไม่มีการลดทอดองค์ประกอบใดๆ ทั้งสิ้น 

ยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปบนเพดาน เราจะพบกับดาวเพดานที่จำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 1 มหาวราภรณ์ ถือเป็นสำรับพิเศษที่มีเฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นจึงจะใช้ได้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นใหม่จากเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกสยามที่พระราชบิดาของพระองค์ทรงสถาปนา ซึ่งการประดับเพดานด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น หากไม่นับที่นี่ ก็คงมีแค่พระอุโบสถวัดเทพศิรินทราวาสเท่านั้นที่ใช้ 

ผนังด้านในยังตกแต่งด้วยวงโค้งแบบฝรั่ง ที่ภายในเขียนเป็นภาพเทพชุมนุมแบบเดียวกับในพระวิหารหลวง แต่ใช้แบ็กกราวนด์คนละสีครับ

วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น
วัดราชประดิษฐ์ วัดหลวงบนสวนกาแฟเก่าที่ ร.4 ทรงจัดละครเก็บค่าชมเป็นไหกระเทียมมาถมพื้น

เห็นไหมครับว่าภายในวัดหลวงที่มีพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้กลับมีสิ่งน่าสนใจมากมายซุกซ่อนอยู่ ดังนั้น ไม่ว่าวัดจะใหญ่ จะเล็ก จะเป็นพระอารามหลวง หรือเป็นแค่วัดราษฎร์ เราไม่อาจตัดสินความน่าสนใจของสถานที่เหล่านั้นได้เพียงแค่มองผ่านชั่วแวบหนึ่ง ลองเปิดใจ จอดรถ แล้วไปชมกันครับผม

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเพียงแค่แนวคลองกั้นเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น ถ้าใครแวะไปชมวัดราชบพิธฯ แล้วมีเวลาเหลือ ลองแวะมาชมความงามของวัดราชประดิษฐ์ด้วยนะครับ

2. ปกติแล้วอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระวิหารหลวง ปราสาทพระจอม หรือพระที่นั่งทรงธรรม ไม่ได้เปิดให้คนเข้าไปชม ดังนั้น ถ้าใครอยากจะชมจริงๆ แนะนำช่วงที่มีงานไหว้พระ 9 วัดประจำรัชกาล ช่วงนั้นอาคารเหล่านี้จะมีโอกาสเปิดให้เข้าชมมากขึ้น หรือไม่เช่นนั้นก็ลองติดตามข่าวสารงานฉลองของวัดเองดูก็ได้ครับ

3. ส่วนวัดที่มี ‘สถิตมหาสีมาราม’ ห้อยท้ายอีกวัดหนึ่งอย่างวัดโพธินิมิตรสถิตมหาสีมารามนั้นตั้งอยู่ในย่านตลาดพลูครับ ที่นี่ก็มีจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ดังนั้น ถ้าใครสนใจก็ลองแวะไปชมความงามได้ครับผม

4. หรือถ้าใครอยากชมจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง ‘พระราชพิธีสิบสองเดือน’ อีก ผมขอแนะนำวัดเสนาสนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถของวัดก็เขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องนี้เช่นกัน แถมยังเขียนในยุคสมัยเดียวกันอีกด้วย ที่สำคัญ มีการแทรกภาพบุคคลสำคัญในสมัยนั้นเอาไว้ด้วยครับ ถ้ามีโอกาสผมจะเขียนถึงวัดนี้ให้ได้อ่านกันนะครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

“Welcome to Wat Phumin of Nan ค่ะ”

ประโยคดังจากโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อโอโม่ ที่ถึงแม้จะยาวเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่กลับติดหูใครหลายคน และเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายคนเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อตามหาวัดในโฆษณาเป็นแน่ แต่เอาจริง ๆ ก่อนหน้าที่โฆษณานี้จะออกมา วัดแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักมาก่อนจากหนึ่งในภาพจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดทั้งในจังหวัดน่านและอาจจะรวมในระดับประเทศด้วย ผมกำลังพูดถึง ‘วัดภูมินทร์’ จังหวัดน่านครับ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

จากวัดพรหมินทร์ถึงวัดภูมินทร์

เมื่อแรกสร้าง วัดแห่งนี้มีชื่อว่า ‘วัดพรหมินทร์’ ในราชวงษปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่านเล่าเอาไว้ว่า เกิดสงครามระหว่างเมืองน่านกับพม่า ซึ่งสุดท้ายน่านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และทำให้ เจ้าบ่อน้ำ พระอนุชาของ เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ เจ้าผู้ครองนครถูกสังหารและพระศพถูกนำไปทิ้งในบ่อน้ำที่วัดเมื่อ พ.ศ. 2146 แสดงว่าวัดต้องมีอายุเก่ากว่านี้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นปีไหนและใครเป็นผู้สร้างยังไม่แน่ชัด

ต่อมา วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนคร ในครั้งนั้นมีการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขหลังปัจจุบันขึ้นใน พ.ศ. 2410 – 2418 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเลื่องชื่อของวัด

วิหารและอุโบสถรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า 4 พระองค์

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเดินทางมาถึง คือพระวิหารจัตุรมุขที่มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน แต่อีกจุดเด่นคือนาคขนาดใหญ่ที่พาดไปตามแนวบันไดในแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ คล้ายกับกำลังแบกวิหารหลังนี้เอาไว้บนหลัง โดยส่วนหัวของนาคอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนหางอยู่ทางทิศใต้ พิเศษไปมากกว่านั้นคือ วิหารจัตุรมุขหลังนี้มีสถานะเป็นทั้งอุโบสถและวิหารในตัวแบบ 2 In 1 สังเกตได้จากการมีใบเสมาปักอยู่เหนือพื้นดินมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เหตุที่ยังเรียกอาคารหลังนี้ว่าวิหาร อาจเป็นเพราะในวัฒนธรรมล้านนาให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่าอุโบสถนั่นเอง

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งมีถึง 4 องค์ด้วยกัน แต่ละองค์หันหน้าออกไปทางประตูในแต่ละทิศ พระปฤษฎางค์ (หลัง) ของทุกพระองค์ชนกัน โดยมีแกนกลางของอาคารที่มีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่บนยอด ซึ่งขนบของการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันแบบนี้ถือเป็นของแปลกที่พบได้น้อยในประเทศไทย แต่กลับพบได้มากพอสมควรในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นงานในรุ่นโบราณสมัยพุกามอย่างอานันทเจดีย์ หรืองานในสมัยหลังลงมาอย่างไจก์ปุ่นที่เมืองพะโคก็มีเหมือนกัน แสดงว่าวิหารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เมืองน่านตกอยู่ใต้การปกครองของพม่านั่นเอง

ส่วนแนวความคิดในการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์นี้ มาจากแนวคิดเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า 4 พระองค์ในกัลป์ปัจจุบันที่ตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้ว ประกอบด้วย พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ และองค์ล่าสุด พระพุทธเจ้าโคตมะหรือพระพุทธเจ้าศากยมุนี นั่นเอง

(แอบกระซิบนิดหนึ่งว่า ในพระนครศรีอยุธยาเองก็มีนะครับ ที่วัดวรเชษฐ์เทพบำรุงหรือวัดวรเชษฐ์นอกเมือง ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาแล้วลองย้อนกลับไปอ่านกันดูได้นะครับ)

คัทธณะกุมารชาดกหนึ่งเดียวในสยาม

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

แน่นอนว่า ไฮไลต์สำคัญของวัดภูมินทร์อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเต็มพื้นที่โดยรอบอาคารทุกด้าน เชื่อกันว่าวาดโดย หนานบัวผัน จิตรกรชาวไทลื้อผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ซึ่งมีลักษณะภาพคล้ายคลึงกับวัดภูมินทร์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโทนสีที่ใช้ หรือแม้แต่ฉากบางฉากที่ราวกับคัดลอกมาจากที่เดียวกันเป๊ะ ๆ หรือตัวอักษรที่ปรากฏก็ยังคล้ายกัน จนดูยังไงก็เป็นช่างคนเดียวกันเขียนแน่ ๆ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

ไม่เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้น เนื้อหาที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเนื้อหาเกือบทั้งหมดเขียนชาดกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘คัทธณะกุมารชาดก’ ชาดกท้องถิ่นของล้านนาที่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชาดกเรื่องนี้เขียนอยู่เพียงแค่วัดเดียว นั่นคือวัดภูมินทร์ ไม่มีที่วัดอื่นเลย กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่าง

คัทธณะกุมารชาดก เป็นเรื่องราวของ คัทธณะ ลูกชายของหญิงหม้าย ส่วนพ่อเป็นพระอินทร์แต่ไม่ได้เลี้ยงดู เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่ม คัทธณะจึงออกเดินทางตามหาพ่อ ระหว่างการเดินทางเกิดเหตุการณ์มากมาย ทั้งช่วยเหลือผู้คน สั่งสอนศีลธรรม ปราบยักษ์และสัตว์ร้าย จนคัทธณะได้เจอพ่อในที่สุด ในตอนท้ายยังมีเหตุการณ์ที่ลูก ๆ ของคัทธณะได้แสดงความสามารถเพื่อไปช่วยพ่อรวมถึงสู้กันเอง สุดท้ายพระอินทร์ก็ได้สถาปนาคัทธณะเป็นพระยาจันทจักรพรรดิราช ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรมจนสิ้นอายุขัย

หากดูเนื้อเรื่องแล้ว จะเห็นว่าชาดกเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างจากชาดกท้องถิ่นหลายเรื่องที่มักมีความแฟนตาซี ผจญภัย ใช้ของวิเศษ ทำดีช่วยเหลือผู้คน แล้วทำไม คัทธณะกุมารชาดก ถึงถูกเลือกมาเขียนที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ล่ะ

การจะถอดรหัสเรื่องนี้ได้เราต้องย้อนกลับไปดูว่าจิตรกรรมนี้เขียนขึ้นเมื่อไหร่ พบว่าวาดขึ้นในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ซึ่งถ้าเจ้าเมืองน่านพระองค์นี้เป็นผู้คัดสรรเรื่องนี้มาวาดจริง การเลือกชาดกเรื่องนี้อาจสะท้อนเรื่องราวของพระองค์เองก็เป็นได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นลูกกำพร้าเช่นเดียวกับคัทธณะ และแม้จะโตมาโดยไม่มีพ่อ แต่ก็ยังทำความดี ขจัดทุกข์ บำรุงสุข ไม่ต่างจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เลย และยังสะท้อนความเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมได้อีกด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

นอกจากนี้ สถานการณ์ในชาดกเรื่องนี้ยังสัมพันธ์กับเหตุการณ์ของเมืองน่าน เพราะในเวลานั้นมีสถานะเป็นประเทศราชของสยาม และกำลังเผชิญหน้ากับการรุกรานของฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครองเมืองที่อารักขาของน่านโดยที่สยามไม่อาจช่วยอะไรได้ เมืองน่านจึงเป็นเสมือน ‘ลูกกำพร้า’ ที่ถูกทิ้ง ไม่มีพ่อดูแล เจ้าเมืองน่านจึงอาจเลือกเรื่องนี้เพื่อระบายความคับแค้นใจนี้ด้วยก็เป็นได้

คัทธณะกุมารชาดก ที่วัดภูมินทร์แห่งนี้เริ่มที่ผนังด้านทิศเหนือ (ฝั่งที่มีหัวพญานาคเป็นบันได) ซึ่งน่าจะเป็นประตูทางเข้าหลัก เป็นภาพหญิงหม้าย แม่ของคัทธณะกำลังทอผ้า แล้ววนไปทางขวาเรื่อย ๆ แล้วไปถึงฝั่งตะวันตกที่ภาพการสถาปนาคัทธณะขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อนจะไปต่อด้วยภาพ เนมิราชชาดก ตอนพระเนมิราชเสด็จไปชมนรกและขึ้นสวรรค์ และฉากพุทธประวัติตอนปรินิพพานด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

อนึ่ง ถ้าใครอ่านอักษรธรรมล้านนาได้ จะดูจิตรกรรมฝาผนังที่วัดนี้สนุกมาก เพราะหลายฉากมีคำบรรยายภาพกำกับเอาไว้ด้วย

กระซิบรักบันลือโลก หมอชีวก และเจ้าเมืองน่าน

หนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุดของวัดภูมินทร์ หนีไม่พ้นภาพที่ขนาบประตูด้านทิศตะวันตก นั่นคือ ‘กระซิบรักบันลือโลก’ แต่จริง ๆ แล้วถ้าดูจากคำบรรยายภาพที่เขียนเอาไว้ ภาพนี้น่าจะมีชื่อว่า ‘ปู่ม่านญ่าม่าน’ มากกว่า ดูจากชื่อภาพนี้น่าจะเป็นภาพชายหญิงชาวพม่า เพราะคำว่า ‘ม่าน’ นั้นหมายถึง ‘พม่า’ โดยฝ่ายชายขมวดผมไว้กลางกระหม่อม มีผ้าพันขมวดผม นุ่งซิ่นลุนตยา และสักยันต์สีแดงตามลำตัว คล้ายการแต่งกายของชาวเงี้ยวหรือไทใหญ่ ส่วนฝ่ายหญิงไว้มวยสูงกว่าปกติตามแบบคนไทยวน สวมเสื้อแขนยาวสีดำแบบไทลื้อเมืองน่าน ทับผ้ารั้งอกสีแดง และนุ่งลุนตยาปล่อยชายยาวแบบพม่า พร้อมกับสวมแหวน กำไล และสอดแผ่นทองม้วนไว้ที่ติ่งหูแบบชนชั้นสูง

เราจะเห็นการผสมผสานการแต่งกายจากหลายเชื้อชาติ ซึ่งอาจเป็นภาพชาวพม่าจริง ๆ ก็ได้ แต่เป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในเมืองน่าน ดังนั้น จึงมีการผสมผสานเครื่องแต่งกายและทรงผมแบบคนพื้นเมืองเข้ามาด้วย

นอกเหนือจากภาพกระซิบรักฯ แล้ว ยังมีอีกหลายภาพน่าสนใจที่อยากแนะนำ เริ่มจากภาพชายหญิงที่อยู่ขนาบประตูด้านทิศใต้ก่อนเลย 2 ภาพนี้ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องจิตรกรรมใด ๆ แต่กลับแสดงให้เห็นการแต่งกายของผู้คนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี โดยฝ่ายหญิงนั่งเก้าอี้สูบบุหรี่ขี้โย มวยผมแบบไทลื้อ รัดด้วยเครื่องประดับทองคำและมีปิ่นทองเสียบผม คล้องสไบสีเขียวโดยไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นแบบไทลื้อ ไม่สวมรองเท้า ในมือยังคีบบุหรี่ขี้โย ส่วนฝ่ายชายไว้ผมทรงมหาดไทย กำลังยืนเท้าเอวสูบบุหรี่ขี้โยเหมือนฝ่ายหญิง มีดอกไม้ประดิษฐ์สอดติ่งหู สวมเสื้อแขนยาวขอจีน มีผ้าคล้องสีแดง นุ่งผ้าลุนตยาทับรอยสักสีดำ พกมีดสั้นเอาไว้ด้วย และเช่นเดียวกัน ฝ่ายชายก็ไม่สวมรองเท้า

ใช่ว่าภาพคนขนาดใหญ่เหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเสมอไป ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องก็มีเหมือนกัน อย่างภาพ ‘สีไวย’ หรือ ‘นางสีเวย’ ลูกสาวเศรษฐีเมืองจำปานคร ซึ่งได้ครองคู่กับคันธณะ ก็วาดเป็นภาพใหญ่เช่นกัน แสดงภาพหญิงสาวที่แต่งกายคล้ายกับภาพสาวไทลื้อ แต่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นกำลังมัดผมและเพิ่มดอกไม้ทัดผมด้วย หรือภาพ ‘กุมาลเป๊ก’ หรือ ‘หมอชีวกโกมารภัจจ์’ ซึ่งถวายการรักษาพระพุทธเจ้า ก็ปรากฏบนฝาผนังในฉากปรินิพพานเช่นกัน แต่หมอชีวกฯ ที่วัดภูมินทร์ หนานบัวผันกลับวาดคล้ายกับหมอมิชชันนารีชาวตะวันตก ดูได้จากการสวมหมวกสีดำและเสื้อคลุมแขนยาวสีแดง ซึ่งหมอมิชชันนารีเหล่านี้เดินทางเข้ามารักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ พร้อมกับเผยแผ่คริสต์ศาสนาในดินแดนล้านนาในช่วงเวลานั้น

แต่ภาพที่ส่วนตัวคิดว่าพิเศษที่สุดภาพหนึ่งที่วัดภูมินทร์ กลับเป็นภาพบุคคลที่อยู่ที่ผนังด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายคนหนึ่งยืนไว้ผมทรงหลักแจวแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 – 4 มีดอกไม้เสียบที่ติ่งหู สวมเสื้อหลายชั้น โดยชั้นนอกสุดเป็นสีแดง มือซ้ายกำมีดสั้นไว้แน่น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้

แต่อย่าคิดว่าภาพนี้เป็นภาพเหมือนบุคคลนะครับ เพราะถ้าดูจากช่วงเวลาที่วาดจิตรกรรมฝาผนัง อายุของท่านน่าจะเข้าหลัก 60 ไปแล้ว ในขณะที่ภาพนี้ยังดูหนุ่มแน่น จึงอาจเป็นการเขียนภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชในความทรงจำของหนานบัวผันเมื่อครั้งยังหนุ่มอยู่แทน เพื่อระลึกถึงเจ้าเมืองน่านผู้เป็นองค์อุปถัมภ์วัด

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

นอกจากภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่นี่ยังมีภาพซึ่งน่าจะเป็นเจ้าเมืองน่านอีกพระองค์หนึ่งอยู่ด้วย โดยอยู่ร่วมผนังเดียวกันกับภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเลยครับ แต่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นภาพชายสูงวัย จมูกมีสันโด่ง รูปปากบาง หน้าผากกว้าง นั่งชันเข่า ไว้หนวดเครารุงรัง กำลังนั่งตำหมาก นุ่งผ้าขาวโดยไม่สวมเสื้อ และสวมลูกประคำ ซึ่งลักษณะใบหน้าเช่นนี้ไปละม้ายคล้ายกับภาพถ่ายของ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ที่ในเวลานั้นมีสถานะเป็นว่าที่เจ้าผู้ครองนคร อีกหนึ่งเจ้านายพระองค์สำคัญในเวลานั้น

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

ยิ่งกว่ากระซิบรัก คือความพิเศษที่ซ่อนอยู่

วัดภูมินทร์ออฟน่านแห่งนี้จึงไม่ได้มีแต่ภาพกระซิบรักเมืองน่านเท่านั้น ยังมีภาพที่น่าสนใจซ่อนเอาไว้อีกมากมายบนฝาผนัง กำลังรอให้เราไปค้นหา เพ่งมอง และสอดส่อง ใครจะรู้ วันหนึ่งเราอาจเป็นคนถอดรหัสอื่นที่ซ่อนอยู่ที่วัดภูมินทร์ก็ได้ เพราะที่ผมเล่าให้ฟังเป็นแค่ความสนุกสนานเสี้ยวเดียวบนฝาผนังเท่านั้น ที่เหลือผมจะให้ผู้อ่านไปลองตามหาดูแทนครับ ขืนเล่าหมดมันจะไม่สนุก

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดภูมินทร์เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเวียงน่าน ล้อมรอบด้วยวัดสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธาตุช้างค้ำ วัดหัวข่วง วัดมิ่งเมือง รวมถึงคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่าน ที่ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน รวมถึงกลางคืนยังเป็นที่ตั้งของกาดข่วงเมืองน่านด้วย
  2. สำหรับใครที่สนใจเรื่องวัดภูมินทร์แบบเจาะลึกเฉพาะวัดนี้ ขอแนะนำหนังสือ ถอดรหัสวัดภูมินทร์ ของ สมเจตน์ วิมลเกษม เลยครับ แต่ถ้าใครสนใจจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ก็ต้องเป็นหนังสือชื่อ จิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน ของ วินัย ปราบริปู เล่มนี้มีทั้งจิตรกรรมโบราณและจิตรกรรมร่วมสมัย หรือถ้าอยากรู้เรื่องจิตรกรรมล้านนา ต้องนี่เลย จิตรกรรมล้านนา พุทธประวัติ ทศชาติชาดก ชาดกนอกนิบาต ของ ชาญคณิต อาวรณ์ สนใจเล่มไหนลองไปตามหาตามอ่านกันได้ครับ
  3. แต่ถ้าใครอยากได้ลายแทงจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ถ้าเป็นจิตรกรรมฝาผนังรุ่นเก่าอาจมีไม่เยอะแต่ยังพอเหลืออยู่บ้าง เช่น วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผ่า หรือวัดหนองแดง อำเภอเชียงกลาง ส่วนจิตรกรรมสมัยใหม่ ไปดูที่วัดมิ่งเมืองในตัวเมืองน่านได้เลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load