ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถือได้ว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของสยามหรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการอย่างแท้จริง เพราะเป็นยุคสมัยที่ว่างเว้นจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับพระมหากษัตริย์ทรงใฝ่ในการพระศาสนา ทำให้เกิดการสร้างซ่อมวัดขึ้นมากมายทั้งโดยพระมหากษัตริย์และขุนนาง แต่เนื่องจากการสร้างซ่อมเกิดขึ้นอย่างมากมาย การสร้างแบบไทยประเพณีเดิมซึ่งใช้เวลานานย่อมไม่ทันการและยังไม่คงทนถาวรเพียงพอ ประกอบกับการค้าขายกับชาวจีนที่เฟื่องฟูขึ้น ทำให้เกิดการสร้างงานศิลปแบบกรรมแนวใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ งานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน โดยวัดที่น่าจะสร้างภายใต้แนวคิดนี้เป็นแห่งแรกๆ นั่นก็คือ ‘วัดราชโอรสาราม’ วัดประจำรัชกาลที่ 3 นั่นเอง

วัดราชโอรสารามนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า ‘วัดจอมทอง’ แต่บ้างก็เรียก ‘วัดเจ้าทอง’ หรือ ‘วัดกองทอง’ ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 ขณะทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพไปตั้งทัพสกัดทัพพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ พระองค์ทรงนำทัพผ่านและประทับแรมที่วัดนี้ พร้อมกับทำพิธีเบิกโขลนทวารที่หน้าวัดนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ หลังจากทรงเลิกทัพกลับพระนครได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งวัดโดยเสด็จประทับคุมงานและตรวจการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง เมื่อแล้วเสร็จได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดราชโอรส’ อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

วัดราชโอรสในเวลานั้นงดงามจนเป็นที่เลื่องลือ แม้แต่นายมีมหาดเล็ก บุตรพระโหราธิบดี ผู้แต่งเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติทูลเกล้าฯ ก็ยังพรรณนาไว้ว่า

วัดไหนๆ ก็ไม่ลือระบือยศ

เหมือนวัดราชโอรสอันสดใส

เป็นวัดเดิมเริ่มสร้างไม่อย่างใคร

ล้วนอย่างใหม่ทรงคิดประดิษฐ์ทำ

ทรงสร้างด้วยพระมหาวิริยาธึก

โอฬารึกพร้อมพริ้งทุกสิ่งขำ

ล้วนเกลี้ยงเกลาเพราเพริศดูเลิศล้ำ

ฟังข่าวคำลือสุดอยุธยา

ไม่เพียงแต่ชาวสยามเท่านั้น แม้แต่ชาวต่างชาติเองก็ชื่นชมในความงามของวัดแห่งนี้ เช่น เซอร์จอห์น ครอว์เฟิร์ด หรือที่ในเอกสารไทยเรียกว่า เสอร์ยอนกะละฟัด ราชทูตอังกฤษที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้เขียนบันทึกยกย่องความงามของวัดนี้ว่า

“เป็นวัดที่สร้างขึ้นได้อย่างงดงามที่สุดของบางกอก”

สิ่งน่าสนใจอย่างแรกของวัดนี้คือแผนผังของวัด เพราะเป็นการนำแผนผังแบบฮวงจุ้ยจีนเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก แผนผังแบบฮวงจุ้ยนั้นบ้านจะหันหน้าไปยังน้ำโดยมีภูเขาใหญ่อยู่ข้างหลัง ขนาบสองข้างด้วยเนินเขา ทีนี้พอเรามาดูแผนผังของวัดราชโอรสกัน วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถเป็นอาคารประธานของวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นคลอง ด้านหลังเป็นวิหารพระนอนขนาดใหญ่ ขนาบสองข้างด้วยวิหารพระนั่งและศาลการเปรียญ ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะนำไอเดียของฮวงจุ้ยมาประยุกต์ใช้ที่นี่ ซึ่งแผนผังแบบนี้ถูกใช้อีกแค่วัดเดียว นั่นก็คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี

วัดราชโอรสาราม

ภาพ: www.sac.or.th/databases/thaiarts/artwork/130

สิ่งแรกที่เราจะพบเห็นเมื่อมาถึงวัดราชโอรสคือซุ้มประตูแบบจีน ที่แม้จะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นแทนซุ้มประตูแบบเดิมแต่ก็ทำให้ดูเข้ากับวัดที่ออกสไตล์จีนๆ ได้ดี โดยมีเจดีย์โบราณทรงถะแบบจีนขนาบ 2 ข้าง อย่างไรก็ดี ยังมีการใช้เจดีย์ทรงปรางค์ที่มุมกำแพงอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานขนบแบบใหม่เข้ากับขนบแบบเก่าได้อย่างลงตัว

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

อาคารประธานของวัดก็คือพระอุโบสถซึ่งเป็นอาคารแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 หรือแบบนอกอย่าง (นอกอย่างในที่นี้หมายถึงนอกแบบไทยประเพณีดั้งเดิม) หน้าบันก่ออิฐแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นสัญลักษณ์แห่งความมงคล ไม่ว่าจะเป็นแจกัน ช่อดอกไม้ หงส์คู่ เมฆ ผีเสื้อ

ส่วนชั้นล่างเป็นภาพทิวทัศน์ ประกอบด้วยบ้านมีคนอยู่ ภูเขา ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีการใช้ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักของหลังคาซึ่งมีความคงทนแข็งแรง ทำให้พระอุโบสถและพระวิหารในรัชกาลนี้มีขนาดใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ลองนึกถึงพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามก็ได้ครับว่าใหญ่ขนาดไหน โดยล้อมรอบพระอุโบสถคือซุ้มเสมาทรงเกี้ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งประดิษฐกรรมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน เพราะก่อนนี้ใบเสมาจะตั้งบนแท่นอยู่เสมอ

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก่อนที่จะเข้าไปภายในพระอุโบสถก็คือทวารบาล ตามปกติแล้วทวารบาลหากไม่แกะสลักหรือวาดบนบานประตู ก็มักจะเป็นประติมากรรมหินตั้งเอาไว้ แต่ที่นี่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบขนาดใหญ่ 2 ตัวตั้งเอาไว้แทน ส่วนบานประตูด้านในวาดเป็นเซี่ยวกางหรือทวารบาลจีนโดยที่ด้านนอกเป็นบานประตูประดับมุกรูปมังกรดั้นเมฆ เรียกได้ว่าเป็นการใช้ทวารบาลซ้อนทวารบาลเลยทีเดียว

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร พระพุทธรูปปางสมาธิประทับภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นประดิษฐานเหนือพระประธานเมื่อ พ.ศ. 2504 เนื่องจากที่บริเวณผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปองค์นี้มีรูปปราสาทอันเป็นตราแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและศิลาจารึกดวงพระชันษาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนำมาบรรจุเมื่อ พ.ศ. 2397 พร้อมกับการถวายพระนามให้พระพุทธรูปองค์นี้

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

นอกเหนือจากพระประธาน ผนังภายในของพระอุโบสถหลังนี้ยังตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังลายเครื่องตั้งเครื่องมงคลอย่างจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในรัชกาลนี้ จากที่แต่ก่อนจะต้องเขียนภาพทศชาติชาดกบ้าง พุทธประวัติบ้าง จักรวาลบ้าง โดยเหตุที่มีการนำภาพเครื่องตั้งแบบจีนมาเขียนบนฝาผนังวัดนั้นน่าจะมาจากการที่ชาวจีนนิยมประดับเครื่องตั้งไว้ในบ้านพักอาศัยเพื่อความมีโชคลาภและมีการเขียนตามศาลเจ้าจีน วัดจีน อยู่ก่อนแล้ว

เครื่องตั้งเหล่านี้เขียนอยู่ในช่องที่มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ดูคล้ายกับตู้แบบจีนเลยครับ ภาพลักษณะนี้บางครั้งก็วาดบนพื้นที่เหนือช่องประตูหน้าต่างแบบวัดราชโอรส วัดนาคปรก บางครั้งก็วาดบนผนังระหว่างประตูหน้าต่าง เช่น วัดภคินีนาถ วัดสามพระยา แต่ที่นี่บริเวณผนังระหว่างประตูหน้าต่างจะวาดเป็นภาพตำหนักจีนแทน บางช่องมีภาพเทพเจ้าจีนด้วย เช่น นาจา แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมก็มีนะครับ

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ชมพระอุโบสถเสร็จอย่างเพิ่งเดินเลยไปยังพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ อยากให้ลองแวะดูรอบๆ ก่อนนะครับ เพราะมีทั้งพระแท่นที่ประทับของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งเสด็จฯ มาทรงคุมงานบูรณปฏิสังขณ์วัดแห่งนี้ เจดีย์ทรงถะจีนแปดเหลี่ยม รวมไปถึงกำแพงด้านนอกของระเบียงคดที่มีแผ่นจารึกตำรายาคล้ายกับที่พบที่วัดโพธิ์ แม้จะไม่เท่ากับวัดโพธิ์แต่ก็มีมากพอสมควรเลย

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

เมื่อผ่านแนวระเบียงคดมาโดยประตูที่เหมือนจะเป็นประตูทรงกลม (แต่จริงๆ เป็นประตูสี่เหลี่ยมแต่ทำกรอบทรงกลม) เราก็จะเข้าสู่พื้นที่ของวิหารพระพุทธไสยาสน์ วิหารหลังนี้มีแนวระเบียงคดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหลากหลายสมัยที่รวบรวมลงมาจากหัวเมืองเหนือ (หัวเมืองเหนือในทีนี้หมายถึงเมืองที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ) ที่อัญเชิญลงมาตั้งแต่ต้นกรุง ล้อมรอบชั้นที่ 2 คือแถวเจดีย์จำนวน 32 องค์ ซึ่งเมื่อรวมกับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ก็จะกลายเป็นตัวเลข 33 ทันที ตัวเลข 33 นี้มีจำนวนเท่ากับของเทวดาทั้งหมด 33 องค์ รวมพระอินทร์ด้วย ดังนั้น พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นเหมือนการจำลองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในอีกวิธีหนึ่ง

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

พระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีลักษณะภายนอกคล้ายกับพระอุโบสถ แต่หน้าบันมีการประดับน้อยกว่าพระอุโบสถและไม่ได้ใช้กระเบื้องเคลือบแต่ใช้ปูนปั้นแล้วทาสีหรือเคลือบในเวลาต่อมาแทน โดยมีการทำรูปไก่ในกรอบวงกลมกลางหน้าบันเข้าไปด้วย

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่นามพระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จสรรเพชญพุทธบพิตร ชื่ออาจจะยาวสักหน่อย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีการทำลวดลายมงคล 108 ประการที่พระบาทแบบเดียวกับพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์ แต่วัดราชโอรสใช้เทคนิคลายรดน้ำ ส่วนวัดโพธิ์ใช้เทคนิคฝังมุก บานหน้าต่างของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ทำเป็นรูปไม้ดัดและนก ซึ่งเป็นการวาดภาพบนหน้าต่างแนวใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำที่นี่เป็นที่แรกๆ เช่นกัน

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ขนาบ 2 ข้างของพระอุโบสถคือ วิหารพระยืน และศาลาการเปรียญหรือวิหารพระนั่ง โดยวิหารพระยืนจะอยู่ฝั่งซ้ายของพระอุโบสถ ส่วนวิหารพระนั่งอยู่ฝั่งขวา แม้ดูภายนอกวิหารพระยืนจะหน้าตาเหมือนอาคารที่ได้อิทธิพลจีนสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยพระพุทธรูปสมัยอยุธยา เริ่มจากหลวงพ่ออู่ทอง พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนกลางอันเป็นที่มาของชื่อวิหารพระยืนที่เราจะเห็นเมื่อเข้าไปภายในวิหาร

และเมื่อเดินทะลุประตูเข้าไปด้านหลังหลวงพ่ออู่ทองก็จะพบกลุ่มพระพุทธรูปสมัยอยุธยาหลายองค์หลากยุค โดยมีองค์ใหญ่สุดตรงกลางเป็นองค์ประธาน ส่วนสาเหตุที่ภายในวิหารพระยืนเต็มไปด้วยพระพุทธรูปที่เก่าแก่ว่าสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นก็เพราะว่าอาคารหลังนี้เคยเป็นอุโบสถของวัดจอมทอง วัดดั้งเดิมสมัยอยุธยาก่อนจะมาเป็นวัดราชโอรสนั่นเอง อาจจะพูดได้ว่า นี่คือส่วนที่เก่าที่สุดของวัดราชโอรสในปัจจุบันนั่นเอง

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ในขณะที่ภายในศาลาการเปรียญก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หากไม่นับรอยพระพุทธบาทและลวดลายเครื่องตั้งแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถบนหน้าต่างแล้ว ก็ยังมีพระพุทธชัยสิทธธรรมนาถ พระพุทธรูปประธานของอาคารหลังนี้แม้จะดูเหมือนพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยแบบที่หาได้ทั่วไป แต่พระหัตถ์ซ้ายแทนที่จะวางไว้ตรงหน้าตักกลับกำมือและถือตาลปัตรแทน พระพุทธรูปเช่นนี้เรียกว่า พระชัยวัฒน์ ซึ่งตามปกติจะเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก แต่การสร้างเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นสิ่งที่หาชมได้ยาก มีเพียงไม่กี่วัดในประเทศไทยที่มีพระชัยวัฒน์เช่นนี้อยู่เป็นประธานภายในอาคาร ที่สำคัญ ตาลปัตรที่คล้ายจะบังพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้มีช่องตรงกลางที่ทำให้พอจะสามารถมองเห็นพระพักตร์ของพระปฏิมาได้ด้วย

วัดราชโอรสาราม

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

เราจะเห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นที่วัดราชโอรสารามนี้ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 2 แล้ว หลังจากการปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้แล้วเสร็จและเคลื่อนเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 3 รูปแบบศิลปกรรมเช่นนี้ก็ปรากฏขึ้นอย่างมากมายทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ในเมืองหลวงและต่างจังหวัด และยังส่งอิทธิพลให้การงานศิลปกรรมในยุคสมัยต่อๆ มาในหลายๆ ด้าน เรียกได้ว่าที่นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในศิลปะไทยเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าใครไปชมวัดไหนแล้วดูมีความเป็นจีนผสมผสานอยู่มาก ก็เป็นไปได้ว่าวัดเหล่านั้นสร้างขึ้นในยุคสมัยนี้ที่งานศิลปะเช่นนี้เฟื่องฟูอยู่นั่นเอง

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดราชโอรสารามตั้งอยู่ในเขตจอมทอง ลึกและห่างจากวัดประจำรัชกาลส่วนใหญ่ ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะเที่ยววัดประจำรัชกาลให้ครบในวันเดียวคุณก็จำเป็นจะต้องมีรถส่วนตัว หรือไม่ก็รอช่วงเทศกาลพิเศษหรือวันสำคัญที่จะมีรถเมล์ไหว้พระนะครับ
  2. หากคุณใช้รถส่วนตัวแล้วขับรถมาที่วัดแล้วหาที่จอดไม่ได้ คุณสามารถนำรถไปจอดที่วัดหนังแล้วเดินข้ามสะพานมายังวัดราชโอรสได้เลย โดยสะพานจะเดินผ่านด้านหลังของวิหารพระนั่งครับ
  3. แต่ถ้าคุณมาด้วยขนส่งสาธารณะ คุณสามารถมาได้ทั้งรถเมล์ รถสองแถว หรือรถกระป๊อเล็ก โดยบางคันจะผ่านฝั่งด้านหน้าวัด ส่วนบางคนจะผ่านไปทางวัดนางนอง วัดที่อยู่ตรงข้ามกับวัดหนัง ซึ่งคุณสามารถเดินข้ามสะพานมายังวัดราชโอรสได้ครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปยังประเทศพม่าเพื่อสำรวจงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ของตัวเอง นอกเหนือจากนั้นผมก็ได้แวะไปเที่ยวยังวัดวาอารามอีกหลายแห่งที่ไม่ได้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากนัก จากจำนวนวัดที่ไปทั้งหมดหลายสิบวัด มีอยู่ 2 วัดซึ่งปรากฏร่องรอยของชาวกรุงเก่าของเราแต่ก่อนที่ไปฝากฝีมือเอาไว้ในประเทศพม่า ก็เลยอยากจะเอามาเล่าสู่กันฟังและบอกต่อ โดยเราจะเริ่มจากวัดที่เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากกว่าก่อนกับ วัดมหาเตงดอจี

ถ้าเราเอ่ยชื่อวัดมหาเตงดอจี (Maha Thein Taw Gyi) เมื่อหลายสิบปีก่อน รับประกันได้เลยว่าไม่มีคนไทยคนไหนรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อ แต่ว่านักวิชาการชาวพม่าน่าจะรู้จักที่นี่อยู่แล้ว จนเมื่อ พ.ศ. 2545 กลุ่มนักวิชาการไทยได้ไปสำรวจที่วัดแห่งนี้และพบหลักฐานของงานช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาที่นี่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตามหาหลักฐานงานช่างอยุธยาในเมืองพม่า แต่สำหรับคนนอกวงวิชาการ วัดแห่งนี้ก็ยังถือว่าแทบไม่เป็นที่รู้จักอยู่ดี

จนเมื่อไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมามีการพูดถึงวัดแห่งนี้มากขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพูดถึงสถูปที่เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรที่ได้รับการบูรณะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไป ทำให้ทัวร์หลายคณะที่เดินทางไปยังเมืองมัณฑะเลย์เพิ่มวัดแห่งนี้เข้าไปอยู่ในโปรแกรมด้วย

วัดมหาเตงดอจีตั้งอยู่ที่เมืองสะกาย (Sagaing อ่านว่า สะกาย) ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองมัณฑะเลย์ อารมณ์เหมือนกรุงเทพฯ-ธนบุรี ไม่ปรากฏว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นโดยใครและเมื่อใด แต่ตัววัดตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่ชาวบ้านเล่าว่าเป็นชุมชนของพวกยวนเตง อ๊ะๆ ยวนนี้ไม่ใช่ญวนนะครับ ยวนหรือโยนกคือชาวล้านนา ญวนคือชาวเวียดนาม สะกดกันคนละตัวนะเออ

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

ปัญหานี้จะสามารถคลี่คลายได้ไม่ใช่ด้วยฝีมือของโคนัน แต่เป็นฝีมือของนักประวัติศาสตร์ศิลปะนั่นเอง จากรูปแบบของตัววิหารที่เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ส่วนฐานแอ่นท้องสำเภาเล็กน้อย หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้นนี้สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับราชวงศ์คองบอง ซึ่งราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์สุดท้ายของประเทศพม่า

แม้โดยภาพรวมอาคารหลังนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปะพม่าแบบ 100% ทว่าการแอ่นท้องสำเภานี้ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของงานช่างสมัยอยุธยาตอนปลายที่ช่างพม่าไม่รู้จัก นี่จึงถือเป็นร่องรอยแรกของฝีมือช่างอยุธยาที่อาคารหลังนี้

พอเข้าไปด้านในเราจะเห็นภาพรวมของภายในที่เป็นโทนสีขาว ผนังด้านล่างตกแต่งด้วยกระเบื้อง พื้นปูพรมสีแดง ที่ด้านในสุดมีพระพุทธรูป 3 องค์ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีแค่องค์เดียวเท่านั้น ซึ่งพระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะพม่า พอแหงนขึ้นไปบนเพดานก็เจอเพดานโค้งที่เต็มไปด้วยดาวเพดานซึ่งเป็นลวดลายที่นิยมอยู่ในศิลปะพม่าเช่นกัน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

แล้วไหนล่ะ งานช่างแบบอยุธยาที่ผมโม้ให้ฟังตอนแรก

จุดแรกคือลวดลายกระหนกที่อยู่เหนือพระพุทธรูปประธานขึ้นไป เราจะเห็นลายเครือเถาช่อหางโตก้านขดเส้นเพรียวบาง ปลายกระหนกสะบัดพลิ้ว ลวดลายแบบนี้เป็นลายแบบหนึ่งที่นิยมอยู่ในศิลปะอยุธยาตอนปลาย ลองเปรียบกับลวดลายบนหน้าบันวัดไผ่ล้อม วัดร้างในจังหวัดเพชรบุรีนี้ดูสิครับ แม้จะต่างเทคนิคกัน ที่หนึ่งเป็นจิตรกรรม อีกที่หนึ่งเป็นปูนปั้น แต่เห็นไหมครับว่าคล้ายกันขนาดไหน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

แต่เอ๊ะ ช่อหางโต หางโตนี่มันคือหางอะไร คำตอบก็คือ หางสิงโตนั่นเอง ลองสังเกตสิครับจะเห็นว่าลวดลายนี้มีลักษณะคล้ายกับหางของสิงโตอยู่เหมือนกันนะครับ

จุดที่สอง ให้ยืนหันหลังให้พระพุทธรูปประธานแล้วมองแหงนขึ้นไปในตำแหน่งเดียวกับลายช่อหางโต เราจะพบกับบุษบก 9 ยอดประดิษฐานพระพุทธรูปขนาบสองข้างด้วยเครื่องสูงมากมาย เช่น ฉัตร หรือ ตุง บุษบก 9 ยอดถือเป็นอาคารที่มีฐานานุศักดิ์สูงที่สุดในงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี พระที่นั่งสรรเพชญปราสาทแห่งพระราชวังหลวงอยุธยา พระที่นั่งที่ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักและเป็นที่รับแขกบ้านแขกเมืองของพระมหากษัตริย์ครั้งกรุงศรีอยุธยาก็เคยมียอด 9 ยอดเช่นเดียวกัน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

อีกทั้งรูปลักษณะของยอดบุษบกนี้ก็แตกต่างจากปยาทาด ปราสาทในศิลปะพม่าอย่างชัดเจน เทียบกับยอดปราสาทของพระราชวังมัณฑะเลย์ดูสิครับ แม้จะเป็นของที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดใน พ.ศ. 2533 แต่ก็สร้างขึ้นตามแผนผังและแบบจำลองที่อังกฤษได้ทำเอาไว้ ดังนั้น แม้จะไม่ประณีตเท่า แต่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่าเอาไว้ทุกประการ

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

ยังไม่รวมกรอบที่ล้อมรอบบุษบกองค์นี้ที่เป็นลายเส้นสินเทา เส้นหยักฟันปลาที่ใช้ในการแบ่งภาพที่นิยมอยู่ในศิลปะอยุธยาตอนปลาย แตกต่างจากศิลปะพม่าที่นิยมใช้เส้นโค้งในการแบ่งภาพ

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

ทว่าในภาพนี้ก็ยังมีการแทรกลักษณะของศิลปะพม่าเอาไว้อยู่บ้าง เช่น ฉัตร จะสังเกตว่ามีฉัตรอยู่ 2 แบบ คือฉัตรที่เป็นร่มชั้นเดียวกับฉัตรที่เป็นร่มซ้อนชั้น ฉัตรแบบชั้นเดียวเป็นลักษณะของฉัตรแบบพม่า ในขณะที่ฉัตรซ้อนชั้นเป็นฉัตรแบบไทย รวมไปถึงพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก ถ้าใช้พลังซูมของกล้องส่องทางไกลหรือกล้องถ่ายรูปมองเข้าไปจะเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้นั่งขัดสมาธิเพชร (อ่านว่า ขัด – สะ – หมาด เพ็ด) ท่านั่งที่จะเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้างซึ่งนิยมอยู่ในศิลปะพม่าและศิลปะล้านนา แต่ไม่ใช่ศิลปะอยุธยาที่นิยมนั่งขัดสมาธิราบ ซึ่งจะเห็นฝ่าพระบาทแค่ข้างเดียว ไม่เชื่อลองเทียบกับภาพพระอดีตพุทธเจ้าจากวัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหลักฐานจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าที่สุดในกรุงเทพมหานครได้เลยครับว่าท่านั่งแตกต่างกันอยู่

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

และจุดที่สาม ให้ยืนแล้วหันไปฝั่งไหนก็ได้ จะพบว่าที่ผนังทั้งสองฝั่งมีการตกแต่งด้วยภาพพระอดีตพุทธเจ้าจำนวนมากเรียงอยู่ในแถวแนวนอน (ซึ่งภาพบริเวณฝั่งซ้ายมือของพระประธานจะเหลือชัดเจนมากกว่าอีกฝั่งหนึ่ง) พระอดีตพุทธเจ้าเหล่านี้คือพระพุทธเจ้าที่ได้เคยตรัสรู้มาแล้วในอดีตตามความเชื่อที่ว่าก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าศากยมุนีจะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เคยมีพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาก่อนแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเช่นนี้เป็นที่นิยมทั้งในประเทศไทยและประเทศพม่า

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

แต่ลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่ารอบพระเศียรของพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีรัศมีเปลวไฟอยู่ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่พบในจิตรกรรมพม่าที่นิยมเขียนเป็นรัศมีล้อมรอบพระอดีตพุทธเจ้าทั้งองค์ ไม่ใช่แค่พระเศียร แต่พบได้ทั่วไปในศิลปะอยุธยาตอนปลาย เช่น วัดช่องนนทรี กรุงเทพมหานคร

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าภาพพระอดีตพุทธเจ้านี้จะเป็นงานช่างแบบไทยแท้ 100% เพราะถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าระหว่างพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีฉัตรหรือร่มสีขาวคั่นกลาง ซึ่งการนำฉัตรมาคั่นระหว่างกลางนี้เป็นลักษณะที่พบได้ในศิลปะพม่า ดังเช่นตัวอย่างที่จิตรกรรมฝาผนังในถ้ำติโลกคุรุ ซึ่งเป็นจิตรกรรมฝาผนังสมัยนยองยาน (อ่านว่า ยอง – ยาน พยายามควบเสียง นย ด้วย) ราชวงศ์ก่อนหน้าราชวงศ์คองบอง ต่างจากจิตรกรรมสมัยอยุธยาอย่างชัดเจน

วัดมหาเต็งดอจี, พม่า

นี่จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญ ที่แม้จะมีการผสมผสานศิลปะพม่าเข้าไปแต่ก็ยังเห็นร่องรอยของงานช่างครั้งกรุงเก่าอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักฐานที่ประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่ามีการกวาดต้อนผู้คนจากกรุงเก่ามายังพม่า ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ช่างเขียน ช่างฟ้อน ช่างแกะสลัก ฯลฯ โดยให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในละแวกเมืองอังวะ เมืองหลวงในสมัยนั้น เช่น มินบู สะกาย ชเวโบ และมนยวา จึงน่าเชื่อได้ว่าพื้นที่ในบริเวณละแวกวัดมหาเตงดอจีแห่งนี้ในอดีตน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของเหล่าผู้คนจากกรุงเก่าและได้อยู่อาศัยสืบต่อกันมา ผสมผสานกับคนพม่าจนกลายเป็นพลเมืองพม่าในที่สุด แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ยังได้ทิ้งฝีแปรงเชิงช่างเอาไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รู้ว่า พวกเขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดมหาเตงดอจีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสะกาย วิธีการเดินทางมาที่นี่ที่สะดวกที่สุดคือเหมารถแท็กซี่จากเมืองมัณฑะเลย์มา คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่รู้จักที่นี่ดีแต่ควรติดแผนที่ในมือถือหรือแผนที่ในกระดาษไว้ด้วย หรือหากคุณมั่นใจในสกิลภาษาพม่าจะเดินทางมากันเองก็ได้
  2. เนื่องจากปกติวิหารหลังนี้ไม่ได้เปิด ควรบอกให้คนแท็กซี่ช่วยแจ้งพระในวัดให้มาเปิดให้เนื่องจากพระที่วัดแห่งนี้ส่วนใหญ่สื่อสารภาษาอังกฤษหรือไทยไม่ค่อยได้
  3. ไม่ควรเดินทางมาวัดนี้ในช่วงเวลาเพลเนื่องจากว่าพระอาจไม่สะดวกจะมาเปิดวิหารหลังนี้ให้ เพราะจะมีพระหรือเณรรูปหนึ่งรอปิดประตู
  4. หากมีเวลาเหลือ ผมแนะนำให้ไปชมถ้ำติโลกคุรุที่ตั้งอยู่ในเมืองสะกายเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เราเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างฝีมือช่างพม่ากับฝีมือช่างอยุธยา โดยการจะเข้าไปชมที่นี่ต้องไปติดต่อที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูปและประวัติศาสตร์ (Buddha and History Museum) เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำกุญแจไปเปิดประตูให้นะครับ อนึ่ง ควรจะเตรียมไฟฉายหรือแบตมือถือให้พร้อม เพราะด้านในมืดมาก

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load