ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวถือได้ว่าเป็นยุคเรเนซองส์ของสยามหรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการอย่างแท้จริง เพราะเป็นยุคสมัยที่ว่างเว้นจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับพระมหากษัตริย์ทรงใฝ่ในการพระศาสนา ทำให้เกิดการสร้างซ่อมวัดขึ้นมากมายทั้งโดยพระมหากษัตริย์และขุนนาง แต่เนื่องจากการสร้างซ่อมเกิดขึ้นอย่างมากมาย การสร้างแบบไทยประเพณีเดิมซึ่งใช้เวลานานย่อมไม่ทันการและยังไม่คงทนถาวรเพียงพอ ประกอบกับการค้าขายกับชาวจีนที่เฟื่องฟูขึ้น ทำให้เกิดการสร้างงานศิลปแบบกรรมแนวใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ งานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งมีการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน โดยวัดที่น่าจะสร้างภายใต้แนวคิดนี้เป็นแห่งแรกๆ นั่นก็คือ ‘วัดราชโอรสาราม’ วัดประจำรัชกาลที่ 3 นั่นเอง

วัดราชโอรสารามนี้เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า ‘วัดจอมทอง’ แต่บ้างก็เรียก ‘วัดเจ้าทอง’ หรือ ‘วัดกองทอง’ ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 ขณะทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพไปตั้งทัพสกัดทัพพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ พระองค์ทรงนำทัพผ่านและประทับแรมที่วัดนี้ พร้อมกับทำพิธีเบิกโขลนทวารที่หน้าวัดนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ หลังจากทรงเลิกทัพกลับพระนครได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งวัดโดยเสด็จประทับคุมงานและตรวจการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง เมื่อแล้วเสร็จได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดราชโอรส’ อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

วัดราชโอรสในเวลานั้นงดงามจนเป็นที่เลื่องลือ แม้แต่นายมีมหาดเล็ก บุตรพระโหราธิบดี ผู้แต่งเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติทูลเกล้าฯ ก็ยังพรรณนาไว้ว่า

วัดไหนๆ ก็ไม่ลือระบือยศ

เหมือนวัดราชโอรสอันสดใส

เป็นวัดเดิมเริ่มสร้างไม่อย่างใคร

ล้วนอย่างใหม่ทรงคิดประดิษฐ์ทำ

ทรงสร้างด้วยพระมหาวิริยาธึก

โอฬารึกพร้อมพริ้งทุกสิ่งขำ

ล้วนเกลี้ยงเกลาเพราเพริศดูเลิศล้ำ

ฟังข่าวคำลือสุดอยุธยา

ไม่เพียงแต่ชาวสยามเท่านั้น แม้แต่ชาวต่างชาติเองก็ชื่นชมในความงามของวัดแห่งนี้ เช่น เซอร์จอห์น ครอว์เฟิร์ด หรือที่ในเอกสารไทยเรียกว่า เสอร์ยอนกะละฟัด ราชทูตอังกฤษที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้เขียนบันทึกยกย่องความงามของวัดนี้ว่า

“เป็นวัดที่สร้างขึ้นได้อย่างงดงามที่สุดของบางกอก”

สิ่งน่าสนใจอย่างแรกของวัดนี้คือแผนผังของวัด เพราะเป็นการนำแผนผังแบบฮวงจุ้ยจีนเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก แผนผังแบบฮวงจุ้ยนั้นบ้านจะหันหน้าไปยังน้ำโดยมีภูเขาใหญ่อยู่ข้างหลัง ขนาบสองข้างด้วยเนินเขา ทีนี้พอเรามาดูแผนผังของวัดราชโอรสกัน วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถเป็นอาคารประธานของวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นคลอง ด้านหลังเป็นวิหารพระนอนขนาดใหญ่ ขนาบสองข้างด้วยวิหารพระนั่งและศาลการเปรียญ ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะนำไอเดียของฮวงจุ้ยมาประยุกต์ใช้ที่นี่ ซึ่งแผนผังแบบนี้ถูกใช้อีกแค่วัดเดียว นั่นก็คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี

วัดราชโอรสาราม

ภาพ: www.sac.or.th/databases/thaiarts/artwork/130

สิ่งแรกที่เราจะพบเห็นเมื่อมาถึงวัดราชโอรสคือซุ้มประตูแบบจีน ที่แม้จะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นแทนซุ้มประตูแบบเดิมแต่ก็ทำให้ดูเข้ากับวัดที่ออกสไตล์จีนๆ ได้ดี โดยมีเจดีย์โบราณทรงถะแบบจีนขนาบ 2 ข้าง อย่างไรก็ดี ยังมีการใช้เจดีย์ทรงปรางค์ที่มุมกำแพงอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานขนบแบบใหม่เข้ากับขนบแบบเก่าได้อย่างลงตัว

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

อาคารประธานของวัดก็คือพระอุโบสถซึ่งเป็นอาคารแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 หรือแบบนอกอย่าง (นอกอย่างในที่นี้หมายถึงนอกแบบไทยประเพณีดั้งเดิม) หน้าบันก่ออิฐแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นสัญลักษณ์แห่งความมงคล ไม่ว่าจะเป็นแจกัน ช่อดอกไม้ หงส์คู่ เมฆ ผีเสื้อ

ส่วนชั้นล่างเป็นภาพทิวทัศน์ ประกอบด้วยบ้านมีคนอยู่ ภูเขา ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีการใช้ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักของหลังคาซึ่งมีความคงทนแข็งแรง ทำให้พระอุโบสถและพระวิหารในรัชกาลนี้มีขนาดใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ลองนึกถึงพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามก็ได้ครับว่าใหญ่ขนาดไหน โดยล้อมรอบพระอุโบสถคือซุ้มเสมาทรงเกี้ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งประดิษฐกรรมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน เพราะก่อนนี้ใบเสมาจะตั้งบนแท่นอยู่เสมอ

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก่อนที่จะเข้าไปภายในพระอุโบสถก็คือทวารบาล ตามปกติแล้วทวารบาลหากไม่แกะสลักหรือวาดบนบานประตู ก็มักจะเป็นประติมากรรมหินตั้งเอาไว้ แต่ที่นี่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบขนาดใหญ่ 2 ตัวตั้งเอาไว้แทน ส่วนบานประตูด้านในวาดเป็นเซี่ยวกางหรือทวารบาลจีนโดยที่ด้านนอกเป็นบานประตูประดับมุกรูปมังกรดั้นเมฆ เรียกได้ว่าเป็นการใช้ทวารบาลซ้อนทวารบาลเลยทีเดียว

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร พระพุทธรูปปางสมาธิประทับภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นประดิษฐานเหนือพระประธานเมื่อ พ.ศ. 2504 เนื่องจากที่บริเวณผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปองค์นี้มีรูปปราสาทอันเป็นตราแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและศิลาจารึกดวงพระชันษาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนำมาบรรจุเมื่อ พ.ศ. 2397 พร้อมกับการถวายพระนามให้พระพุทธรูปองค์นี้

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

นอกเหนือจากพระประธาน ผนังภายในของพระอุโบสถหลังนี้ยังตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังลายเครื่องตั้งเครื่องมงคลอย่างจีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในรัชกาลนี้ จากที่แต่ก่อนจะต้องเขียนภาพทศชาติชาดกบ้าง พุทธประวัติบ้าง จักรวาลบ้าง โดยเหตุที่มีการนำภาพเครื่องตั้งแบบจีนมาเขียนบนฝาผนังวัดนั้นน่าจะมาจากการที่ชาวจีนนิยมประดับเครื่องตั้งไว้ในบ้านพักอาศัยเพื่อความมีโชคลาภและมีการเขียนตามศาลเจ้าจีน วัดจีน อยู่ก่อนแล้ว

เครื่องตั้งเหล่านี้เขียนอยู่ในช่องที่มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ดูคล้ายกับตู้แบบจีนเลยครับ ภาพลักษณะนี้บางครั้งก็วาดบนพื้นที่เหนือช่องประตูหน้าต่างแบบวัดราชโอรส วัดนาคปรก บางครั้งก็วาดบนผนังระหว่างประตูหน้าต่าง เช่น วัดภคินีนาถ วัดสามพระยา แต่ที่นี่บริเวณผนังระหว่างประตูหน้าต่างจะวาดเป็นภาพตำหนักจีนแทน บางช่องมีภาพเทพเจ้าจีนด้วย เช่น นาจา แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมก็มีนะครับ

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ชมพระอุโบสถเสร็จอย่างเพิ่งเดินเลยไปยังพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ อยากให้ลองแวะดูรอบๆ ก่อนนะครับ เพราะมีทั้งพระแท่นที่ประทับของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งเสด็จฯ มาทรงคุมงานบูรณปฏิสังขณ์วัดแห่งนี้ เจดีย์ทรงถะจีนแปดเหลี่ยม รวมไปถึงกำแพงด้านนอกของระเบียงคดที่มีแผ่นจารึกตำรายาคล้ายกับที่พบที่วัดโพธิ์ แม้จะไม่เท่ากับวัดโพธิ์แต่ก็มีมากพอสมควรเลย

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

เมื่อผ่านแนวระเบียงคดมาโดยประตูที่เหมือนจะเป็นประตูทรงกลม (แต่จริงๆ เป็นประตูสี่เหลี่ยมแต่ทำกรอบทรงกลม) เราก็จะเข้าสู่พื้นที่ของวิหารพระพุทธไสยาสน์ วิหารหลังนี้มีแนวระเบียงคดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหลากหลายสมัยที่รวบรวมลงมาจากหัวเมืองเหนือ (หัวเมืองเหนือในทีนี้หมายถึงเมืองที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ) ที่อัญเชิญลงมาตั้งแต่ต้นกรุง ล้อมรอบชั้นที่ 2 คือแถวเจดีย์จำนวน 32 องค์ ซึ่งเมื่อรวมกับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ก็จะกลายเป็นตัวเลข 33 ทันที ตัวเลข 33 นี้มีจำนวนเท่ากับของเทวดาทั้งหมด 33 องค์ รวมพระอินทร์ด้วย ดังนั้น พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นเหมือนการจำลองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในอีกวิธีหนึ่ง

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

พระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีลักษณะภายนอกคล้ายกับพระอุโบสถ แต่หน้าบันมีการประดับน้อยกว่าพระอุโบสถและไม่ได้ใช้กระเบื้องเคลือบแต่ใช้ปูนปั้นแล้วทาสีหรือเคลือบในเวลาต่อมาแทน โดยมีการทำรูปไก่ในกรอบวงกลมกลางหน้าบันเข้าไปด้วย

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่นามพระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จสรรเพชญพุทธบพิตร ชื่ออาจจะยาวสักหน่อย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีการทำลวดลายมงคล 108 ประการที่พระบาทแบบเดียวกับพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์ แต่วัดราชโอรสใช้เทคนิคลายรดน้ำ ส่วนวัดโพธิ์ใช้เทคนิคฝังมุก บานหน้าต่างของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ทำเป็นรูปไม้ดัดและนก ซึ่งเป็นการวาดภาพบนหน้าต่างแนวใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำที่นี่เป็นที่แรกๆ เช่นกัน

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ขนาบ 2 ข้างของพระอุโบสถคือ วิหารพระยืน และศาลาการเปรียญหรือวิหารพระนั่ง โดยวิหารพระยืนจะอยู่ฝั่งซ้ายของพระอุโบสถ ส่วนวิหารพระนั่งอยู่ฝั่งขวา แม้ดูภายนอกวิหารพระยืนจะหน้าตาเหมือนอาคารที่ได้อิทธิพลจีนสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยพระพุทธรูปสมัยอยุธยา เริ่มจากหลวงพ่ออู่ทอง พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนกลางอันเป็นที่มาของชื่อวิหารพระยืนที่เราจะเห็นเมื่อเข้าไปภายในวิหาร

และเมื่อเดินทะลุประตูเข้าไปด้านหลังหลวงพ่ออู่ทองก็จะพบกลุ่มพระพุทธรูปสมัยอยุธยาหลายองค์หลากยุค โดยมีองค์ใหญ่สุดตรงกลางเป็นองค์ประธาน ส่วนสาเหตุที่ภายในวิหารพระยืนเต็มไปด้วยพระพุทธรูปที่เก่าแก่ว่าสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นก็เพราะว่าอาคารหลังนี้เคยเป็นอุโบสถของวัดจอมทอง วัดดั้งเดิมสมัยอยุธยาก่อนจะมาเป็นวัดราชโอรสนั่นเอง อาจจะพูดได้ว่า นี่คือส่วนที่เก่าที่สุดของวัดราชโอรสในปัจจุบันนั่นเอง

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

ในขณะที่ภายในศาลาการเปรียญก็น่าสนใจไม่แพ้กัน หากไม่นับรอยพระพุทธบาทและลวดลายเครื่องตั้งแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถบนหน้าต่างแล้ว ก็ยังมีพระพุทธชัยสิทธธรรมนาถ พระพุทธรูปประธานของอาคารหลังนี้แม้จะดูเหมือนพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยแบบที่หาได้ทั่วไป แต่พระหัตถ์ซ้ายแทนที่จะวางไว้ตรงหน้าตักกลับกำมือและถือตาลปัตรแทน พระพุทธรูปเช่นนี้เรียกว่า พระชัยวัฒน์ ซึ่งตามปกติจะเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็ก แต่การสร้างเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นสิ่งที่หาชมได้ยาก มีเพียงไม่กี่วัดในประเทศไทยที่มีพระชัยวัฒน์เช่นนี้อยู่เป็นประธานภายในอาคาร ที่สำคัญ ตาลปัตรที่คล้ายจะบังพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้มีช่องตรงกลางที่ทำให้พอจะสามารถมองเห็นพระพักตร์ของพระปฏิมาได้ด้วย

วัดราชโอรสาราม

วัดราชโอรสาราม วัดราชโอรสาราม

เราจะเห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นที่วัดราชโอรสารามนี้ตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 2 แล้ว หลังจากการปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้แล้วเสร็จและเคลื่อนเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 3 รูปแบบศิลปกรรมเช่นนี้ก็ปรากฏขึ้นอย่างมากมายทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี ในเมืองหลวงและต่างจังหวัด และยังส่งอิทธิพลให้การงานศิลปกรรมในยุคสมัยต่อๆ มาในหลายๆ ด้าน เรียกได้ว่าที่นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในศิลปะไทยเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าใครไปชมวัดไหนแล้วดูมีความเป็นจีนผสมผสานอยู่มาก ก็เป็นไปได้ว่าวัดเหล่านั้นสร้างขึ้นในยุคสมัยนี้ที่งานศิลปะเช่นนี้เฟื่องฟูอยู่นั่นเอง

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดราชโอรสารามตั้งอยู่ในเขตจอมทอง ลึกและห่างจากวัดประจำรัชกาลส่วนใหญ่ ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะเที่ยววัดประจำรัชกาลให้ครบในวันเดียวคุณก็จำเป็นจะต้องมีรถส่วนตัว หรือไม่ก็รอช่วงเทศกาลพิเศษหรือวันสำคัญที่จะมีรถเมล์ไหว้พระนะครับ
  2. หากคุณใช้รถส่วนตัวแล้วขับรถมาที่วัดแล้วหาที่จอดไม่ได้ คุณสามารถนำรถไปจอดที่วัดหนังแล้วเดินข้ามสะพานมายังวัดราชโอรสได้เลย โดยสะพานจะเดินผ่านด้านหลังของวิหารพระนั่งครับ
  3. แต่ถ้าคุณมาด้วยขนส่งสาธารณะ คุณสามารถมาได้ทั้งรถเมล์ รถสองแถว หรือรถกระป๊อเล็ก โดยบางคันจะผ่านฝั่งด้านหน้าวัด ส่วนบางคนจะผ่านไปทางวัดนางนอง วัดที่อยู่ตรงข้ามกับวัดหนัง ซึ่งคุณสามารถเดินข้ามสะพานมายังวัดราชโอรสได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ถ้าพูดถึงวัดที่เกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ละคนน่าจะมีวัดในใจแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นวัดลุ่มมหาชัยพล จังหวัดระยอง วัดเขาขุนพนม จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดพลับ จังหวัดจันทบุรี หรือจะเจาะจงเป็นกรุงเทพมหานครก็อาจจะเป็นชื่อของวัดอรุณราชวราราม หรือ วัดอินทาราม แต่อีกหนึ่งวัดที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากและอยู่ในกรุงเทพฯ ก็คือ ‘วัดหงส์รัตนาราม’

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

วัดหงส์รัตนาราม : วัดที่ข้ามเวลาจากอยุธยา ธนบุรี สู่รัตนโกสินทร์

วัดหงส์รัตนารามแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา ว่ากันว่า ผู้สร้างวัดนี้คือ เจ้าขรัวหง เศรษฐีชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านกุฎีจีน ดังนั้น ชื่อแรกสุดของวัดนี้จึงเป็น วัดเจ้าขรัวหงส์ ก่อนที่ต่อมาในสมัยธนบุรี วัดแห่งนี้จะร้างลง แต่ด้วยอานิสงส์จากการที่วัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังเดิม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงมาปฏิสังขรณ์วัดนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดหงษ์อาวาสวิหาร’

วัดแห่งนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์มาอย่างต่อเนื่องในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมาพร้อมกับการเปลี่ยนชื่อวัดอีกหลายครั้ง อย่างในสมัยรัชกาลที่ 1 เปลี่ยนชื่อและวิธีสะกดชื่อวัดเป็น ‘วัดหงส์อาวาสบวรวิหาร’ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดหงส์อาวาสวรวิหาร’ จนกระทั่งมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนชื่อวัดเป็น ‘วัดหงส์รัตนาราม’ และชื่อนี้เองคือชื่อสุดท้ายที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่เติมคำสร้อย ‘ราชวรวิหาร’ เข้าไปในสมัยรัชกาลที่ 6 เท่านั้น

และไม่ใช่แค่เพียงแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเท่านั้นที่ปฏิสังขรณ์วัดหงส์รัตนาราม ยังมีเจ้านายพระองค์อื่นที่มาปฏิสังขรณ์วัดนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระราชชนนีของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็มาเป็นผู้สานต่อโครงการการปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ของพระราชมารดาจนแล้วเสร็จ

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าเดิมคู่วัดกับพระเจ้าใหม่จากต่างแดน

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

วัดหงส์รัตนารามมีพระอุโบสถหลังใหญ่เป็นอาคารประธาน แม้จะระบุว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่อาคารหลังปัจจุบันน่าจะผ่านการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว แต่หน้าบันของพระอุโบสถหลังนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีการประดับด้วยรูปหงส์ ทั้งหงส์แกะสลักไม้และหงส์ปูนปั้นสมชื่อวัดหงส์รัตนาราม

พอเข้าไปข้างในพระอุโบสถจะพบกับเสากลมต้นใหญ่รับเครื่องบน บังคับสายตาให้เรามุ่งไปยังพระประธานองค์ใหญ่ปางมารวิชัยศิลปะอยุธยา เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า วัดหงส์รัตนารามสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจริง ๆ ตรงตามประวัติของวัด

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก
วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

แต่พระพุทธรูปที่น่าสนใจกลับเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระประธาน พระพุทธรูปที่มาพร้อมกับพุทธศิลป์ที่แปลกแตกต่างจากพระประธานอย่างสิ้นเชิง มีนามว่า ‘หลวงพ่อแสน’ หรือ ‘พระแสนเมืองเชียงแตง’ พระพุทธรูปศิลปะล้านช้างอีกองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงแตงเมื่อ พ.ศ. 2401 แต่พอพูดชื่อเชียงแตงหลายคนอาจจะไม่รู้จัก เพราะปัจจุบันชื่อ ‘เชียงแตง’ ไม่ปรากฏในแผนที่แล้ว คงเหลือเพียงชื่อ ‘สตึงเตรง’ เท่านั้น เพราะในอดีต เมืองเชียงแตงยังอยู่ในความปกครองเมืองจำปาศักดิ์ แต่ปัจจุบันผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศกัมพูชาใน พ.ศ. 2477

พุทธศิลป์ของหลวงพ่อแสนองค์นี้จัดเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ในแบบที่เรียกว่าเป็นพระพุทธรูปแบบล้านช้างอย่างแท้จริง มาพร้อมกับรอยยิ้มแบบล้านช้างและสัดส่วนอาจจะดูไม่ค่อยสมส่วนเท่าไหร่แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ดีทีเดียว แถมรูปแบบเช่นนี้ยังถือเป็นรูปแบบมาตรฐานที่นิยมกันอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 ด้วย

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

วัดหงส์รัตนาราม : ภาพเล่าเรื่องพระแก้วมรกตหนึ่งเดียวในไทย

ภายในพระอุโบสถหลังนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังด้วยนะครับ ซึ่งมีทั้งที่เป็นของโบราณอย่างลายดอกไม้ร่วงบนพื้นสีดำ ทั้งของใหม่อย่างภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติบนผนังระหว่างหน้าต่าง (แต่เดิมเคยมีภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณมาก่อน แต่น่าจะมีการลบแล้วเขียนใหม่เป็นอย่างในปัจจุบัน)

นอกจากบนฝาผนังแล้ว ภายในพระอุโบสถหลังนี้ยังมีจิตรกรรมภายในกรอบที่แขวนเอาไว้เหนือประตูหน้าต่างด้วย ซึ่งตามปกติแล้ว ภาพในกรอบลักษณะนี้มักเป็นภาพสไตล์จีน เช่น เครื่องตั้งเครื่องโต๊ะ ดอกไม้พันธุ์พฤกษา หรือวรรณกรรมจีน เพราะเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากจีน แต่ที่วัดหงส์รัตนารามไม่ใช่แบบนั้น เพราะเรื่องที่เขียนในกรอบนั้นคือเรื่อง รัตนพิมพวงษ์ หรือ ตำนานพระแก้วมรกต ซึ่งพบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

วัดหงส์รัตนาราม : พระเจ้าโบราณ ภาพตำนานพระแก้วมรกตแห่งเดียวในไทย และศาลพระเจ้าตาก

ภาพในกรอบเหนือประตูหน้าต่างมีทั้งสิ้น 57 ภาพ แบ่งเป็น 19 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ภาพ เล่าเรื่องตำนานพระแก้วมรกตตั้งแต่การสร้าง ณ เมืองปาตลีบุตร จนถึงตอนที่อัญเชิญมาประดิษฐานยังนครลำปาง ถึงสมัยพระเจ้านรินทร ซึ่งเป็นเนื้อหาตามที่ปรากฏใน รัตนพิมพวงษ์ วรรณกรรมที่แต่งขึ้นในดินแดนล้านนาเพื่อบอกเล่าตำนานของพระแก้วมรกต หรือ พระรัตนปฏิมา อีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญในเมืองเหนือคู่กับพระพุทธสิหิงค์ ส่วนสาเหตุที่เนื้อหาของ รัตนพิมพวงษ์ มาจบที่เมืองลำปางนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเพราะวรรณกรรมเรื่องนี้แต่งขึ้นในช่วงเวลาที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดลำปางแล้วนั่นเอง

ทว่า แม้ภาพในกรอบนี้จะเขียนขึ้นโดยช่างหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ช่างเลือกะวาดภาพตามแนวไทยประเพณีดั้งเดิม ไม่ได้วาดตามแนวคิดสัจนิยมที่เกิดขึ้นในรัชกาลนี้ ทำให้ภาพอาจขาดความสมจริงไปบ้าง แต่ก็หยิบจับเหตุการณ์สำคัญ ๆ เอาไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพระแก้วมรกต หรือแม้แต่การค้นพบพระแก้วมรกตจากเจดีย์วัดป่าเยี้ยะ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระแก้วก็ถูกนำมาวาดเอาไว้ที่วัดแห่งนี้ด้วย

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด
วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

วัดหงส์รัตนาราม : พระวิหารวางขวางกับพระเจ้าสุโขทัย

ด้านหลังพระอุโบสถมีพระวิหารซึ่งตั้งในแนวขวางกับพระอุโบสถ และมาพร้อมกับประตูที่อยู่ทางด้านยาวต่างจากอาคารทั่วไปที่ประตูจะอยู่ทางด้านกว้างของอาคาร แต่แม้ว่าประตูจะอยู่คนละตำแหน่ง แต่หน้าบันของพระวิหารเหมือนกับพระอุโบสถแบบเป๊ะ ๆ ราวกับลอกแบบกันมาเลย

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

เพราะพระวิหารหลังนี้หันด้านยาวออก ฐานชุกชีข้างในก็เลยยาวตามแนวอาคาร เพียงแต่พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่นั้นส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่ ยกเว้นก็แต่องค์ตรงกลางที่ตั้งอยู่ตรงกับประตูทางเข้าพอดี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญนามว่า หลวงพ่อสุข

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

หลวงพ่อสุข หรือ หลวงพ่อทองคำแห่งวัดหงส์รัตนาราม เคยถูกพอกด้วยปูนจนกลายเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์มาก่อน จนใน พ.ศ. 2499 พระสุขุมธรรมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามในเวลานั้นพบรอยกะเทาะบริเวณพระอุระ เห็นเนื้อในของพระพุทธรูปเป็นสีทองสุกปลั่ง จนนำมาสู่การกะเทาะปูนออก เผยให้เห็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยองค์งามข้างใน และด้วยความสุกปลั่งของทองคำ จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘หลวงพ่อทองคำ’ ส่วนชื่อ ‘หลวงพ่อสุข’ นั้น สันนิษฐานว่ามาจากการที่พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัยนั่นเอง

อีกหนึ่งความสำคัญของหลวงพ่อสุข คือการเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยที่มีจารึกที่ฐาน (อาจจะสังเกตยากสักหน่อย เพราะเรามองท่านในมุมเงย) ความสำคัญของจารึกหลักนี้มีทั้งการเป็นจารึกที่ระบุศักราชที่สร้างพระพุทธรูปเอาไว้ คือ พ.ศ. 1967 รวมถึงระบุชื่อผู้สร้าง คือ พระยาศรียศราช ซึ่งพอเราเอาชื่อนี้ไปหาในเอกสารทางประวัติศาสตร์อื่น พบว่าพระยาศรียศราชคือบุตรของ พระยาเชลียง ผู้ครองเมืองสวรรคโลกด้วย จึงเป็นไปได้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะสร้างขึ้นที่เมืองเชลียงหรือเมืองศรีสัชนาลัย

วัดหงส์รัตนาราม : ศาลพระเจ้าตากที่ (น่าจะ) เก่าที่สุด

วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร วัดยุคอยุธยาที่มีภาพจิตรกรรมเรื่องรัตนพิมพวงษ์ในกรอบจีน และศาลพระเจ้าตากที่น่าจะเก่าที่สุด

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญของวัดหงส์รัตนารามที่อาจจะไม่ได้เก่าแก่เท่าพระอุโบสถหรือพระวิหารของวัด แต่สถานที่นี้ก็สำคัญและเป็นที่รู้จักไม่แพ้กัน นั่นก็คือ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ ศาลพระเจ้าตาก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย มีที่มาจากตำนานถึงเหตุการณ์หลังจากสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ ได้มีการอัญเชิญพระบรมศพผ่านวัดหงส์รัตนาราม ขณะนั้น หนึ่งในคนในขบวนที่ถือพานรองพระโลหิตหันไปเห็นพระเจ้าตากไร้พระเศียรยืนอยู่ที่พระอุโบสถของวัดจนทำพานรองพระโลหิตในมือหล่น จากนั้นจึงนำดินที่มีพระโลหิตมาปั้นเป็นพระรูป แล้วตั้งไว้ภายในศาลไม้ที่ตำแหน่งนั้น และตำแหน่งที่ว่าก็คือบริเวณต้นโพธิ์ใกล้กับศาลปัจจุบันนั่นเอง

ส่วนศาลหลังปัจจุบันซึ่งเป็นอาคารทรงไทยสมัยใหม่นั้น สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของกองทัพเรือและคณะผู้ศรัทธาแทนที่หลังเดิมซึ่งเป็นไม้ในตำแหน่งของศาลไม้นั้นเมื่อ พ.ศ. 2527 ภายในประดิษฐานพระบรมรูปหล่อของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขนาดเท่าพระองค์จริง

วัดหงส์รัตนาราม : ความงามที่อยู่ในทุกอณู

วัดหงส์รัตนารามแห่งนี้เป็นอีกวัดที่ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวมามากมาย และทิ้งริ้วรอยแห่งอดีตเอาไว้ผ่านตำนาน เรื่องเล่า และสิ่งที่มองเห็น-จับต้องได้ อย่างงานศิลปกรรมที่ทำให้เราเห็นถึงความเก่าแก่และความสำคัญของวัดได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งสัมผัสได้เพียงแค่ลองเดินเข้ามาเท่านั้น เราก็จะมองเห็นและสัมผัสถึงเรื่องราวของวัดได้ไม่ยาก สิ่งสำคัญก็คือ การเปิดใจเดินเข้ามา ปล่อยให้เรื่องราวที่ฟังผ่านหู ความงามที่ไหลผ่านตา เราก็จะซาบซึ้งไปกับทุกสิ่งในวัดนี้ได้ไม่ยากเลยครับ ถ้าไม่เชื่อ ขอเชิญมาพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้งครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดหงส์รัตนาราม ตั้งอยู่ในย่านพระราชวังเดิม มีศาสนสถานสำคัญหลายแห่งอยู่ไม่ไกล ทั้งวัดอรุณราชวราราม วัดโมลีโลกยาราม รวมถึงไปมัสยิดต้นสน เดินทางมาถึงได้ทั้งรถส่วนตัวและขนส่งสาธารณะ เช่น รถกระป๋อง เรือข้ามฟาก หรือจะเดินจาก MRT อิสรภาพ มาก็ได้เช่นกัน
  2. วัดหงส์รัตนาราม เป็นแรงบันดาลใจให้สถานี MRT อิสรภาพ ตกแต่งภายในสถานีด้วยรูปหงส์บนเสาอีกด้วย
  3. วัดหงส์รัตนาราม เป็นหนึ่งในหลายวัดในกรุงเทพฯ ที่มีพระพุทธรูปศิลปะลาวประดิษฐานอยู่ นอกจากที่นี่ก็ยังมีอีกหลายวัด เช่น วัดปทุมวนาราม หรือ วัดราชผาติการาม ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้ว ไปอ่านย้อนหลังได้นะครับ 4. ถ้าสนใจจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องประวัติของพระพุทธรูปแทนที่จะเป็นพุทธประวัติหรือชาดก ยังมีอีกวัดหนึ่ง นั่นคือ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า แต่ที่วัดนั้นเขียนถึงพระพุทธสิหิงค์ อีกหนึ่งพระพุทธรูปสำคัญของชาวล้านนา ซึ่งผมก็เขียนถึงไปแล้วเช่นกัน ถ้าสนใจลองไปอ่านได้กันนะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load