แม้จะไม่ใช่วันพระใหญ่ในระดับเดียวกับวันมาฆบูชา วิสาขบูชา หรืออาสาฬหบูชา แต่ความสำคัญของ ‘วันอัฏฐมีบูชา’ ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า 3 วันที่กล่าวมาข้างต้น เพราะถือเป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังปรินิพพานได้ 8 วัน ดังนั้น วันอัฏฐมีบูชาจึงตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี และเหตุการณ์ในตอนนี้ยังเป็นที่มาของการสร้างพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงอีกด้วย 

โดยปกติพระพุทธรูปปางนี้จะสร้างเป็นโลงที่มีพระพุทธเจ้าประทับนอนหงายอยู่ด้านใน อาจมีพระสาวกกำลังทำความเคารพหรือไม่ก็ได้ ซึ่งมีอยู่วัดหนึ่งที่สร้างพระพุทธรูปปางดังกล่าวไว้แต่ไม่ได้อยู่ในโลง และวัดนั้นอยู่ในกรุงเทพมหานครนี่แหละครับ ชื่อของวัดนั้นก็คือ ‘วัดราชคฤห์’

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

จากวัดมอญสู่วัดราชคฤห์

วัดราชคฤห์เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยนายกองชาวมอญที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและตั้งบ้านเรือนในย่านบางยี่เรือ เมื่อสร้างเสร็จก็เรียกชื่อตามสถานที่ตั้งว่า ‘วัดบางยี่เรือ’ แต่เนื่องจากในย่านมีหลายวัด วัดแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกพิเศษด้วยสร้างวัดโดยคนมอญ เรียกว่า ‘วัดบางยี่เรือมอญ’ บ้าง ‘วัดมอญ’ บ้าง

พอเข้าสู่สมัยธนบุรี วัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดย พระยาพิชัยดาบหัก แม่ทัพคนสำคัญในสมัยนั้น ก่อนที่ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จะโปรดเกล้าฯ สถาปนาวัดบางยี่เรือมอญขึ้นเป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดราชคฤห์’ ซึ่งไม่มีการบันทึกว่าทำไมจึงเลือกชื่อนี้ หลายคนสันนิษฐานว่าพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานที่วัดนี้ อัญเชิญมาจากเมืองราชคฤห์ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนมากพอ

หลวงพ่อนอนหงาย : พระเจ้าเข้านิพพานที่ไร้โลง

สิ่งที่ถือว่าอันซีนที่สุดของวัดราชคฤห์แห่งนี้อยู่ภายในวิหารน้อย วิหารหลังที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัดมากที่สุด เป็นวิหารที่ดูภายนอกเหมือนใหม่ แต่สิ่งที่อยู่ข้างในน่าจะไม่มีที่ไหนเหมือน นั่นก็คือ ‘หลวงพ่อนอนหงาย’ พระประธานของวิหารหลังนี้ แม้ปัจจุบันจะห่มจีวรปิดพระวรกายแทบทั้งหมด แต่ภาพถ่ายเก่า (มีอยู่ในวิหารหลังนี้นี่แหละ) ทำให้เห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้นอนหงายจริง ๆ ต่างจากพระพุทธรูปนอนส่วนใหญ่ที่นอนตะแคงขวา และมีพระสาวกนั่งพนมมืออยู่ที่พระบาท

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

การที่พระพุทธรูปนอนหงายองค์นี้ มีพระสาวกนั่งพนมมือทำความเคารพอยู่ที่พระบาท ช่วยยืนยันว่า นี่คือพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงหรือพระเจ้าเข้านิพพานจริง ๆ หากเทียบกับพระเจ้าเข้านิพพานแบบมีโลงจะพบว่า แม้อยู่ในโลงทึบ แต่ก็มีหลายองค์ที่เปิดโลงได้ บ้างเปิดด้านบน บ้างเปิดด้านข้าง ซึ่งจะเห็นว่าด้านในเป็นพระพุทธรูปนอนหงายอยู่เช่นเดียวกัน

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด
พระเจ้าเข้านิพพาน วัดสรรพยาวัฒนาราม จังหวัดชัยนาท

อนึ่ง แม้มีข้อมูลว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างโดย สมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมัยอยุธยา บ้างก็ว่าปฏิสังขรณ์โดยพระยาพิชัยดาบหัก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนในทั้งสองประเด็นนะครับ ถ้าสังเกตจากรูปแบบที่เห็นในปัจจุบัน ก็กลายเป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์แล้วเรียบร้อย

จากโบสถ์เก่าสู่วิหารใหญ่ : เมื่ออาคาร 1 หลังบอกเล่าประวัติศาสตร์วัดด้วยตัวเอง

ระหว่างพระวิหารน้อย (ที่มีหลวงพ่อนอนหงาย) และเขาพระพุทธบาทซึ่งเป็นที่ตั้งของพระวิหารใหญ่ของวัด ต้องบอกว่าขนาดใหญ่สมชื่อ วิหารหลังนี้น่าจะเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดที่หลงเหลือในวัดราชคฤห์ตอนนี้ แม้ปัจจุบันจะเรียกอาคารหลังนี้ว่า ‘พระวิหารใหญ่’ แต่จริง ๆ อาคารหลังนี้เคยเป็น ‘พระอุโบสถ’ มาก่อน

ตามประวัติของวัดยังเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมด้วยว่า แต่เดิมพระอุโบสถหลังเก่าเล็กกว่านี้ แต่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยพระยาพิชัยดาบหัก จนมีขนาดใหญ่โตขึ้น ก่อนจะได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ ดังนั้น จึงมีการผสมผสานกันระหว่างของเก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย กับของใหม่สมัยรัตนโกสินทร์

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

ดูจากภายนอก อาคารหลังนี้เป็นวิหารทรงไทยประเพณีทรงสูง ชวนให้คิดถึงวิหารสมัยอยุธยาตอนปลายแบบวัดภุมรินทร์ราชปักษี (ผมเคยเขียนถึงวัดนี้ไว้แล้วครับ) สำรวจวัดภุมรินทร์ราชปักษี และวัดน้อยทองอยู่ วัดร้างแสนงามกลางกรุงเทพฯ

แต่หน้าบันกลับเป็นลายดอกไม้แบบพันธุ์พฤกษาที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พอเข้าไปข้างในจะพบกับพระพุทธรูปเยอะแยะทั้งเก่า-ใหม่ โดยมีพระประธานองค์ใหญ่ตั้งเด่นบนฐานชุกชี สิ่งที่แตกต่างออกไปคือผนังการเจาะช่องเล็ก ๆ เรียงแถวกันโดยรอบ ซึ่งช่องเหล่านี้ปัจจุบันเอาพระพุทธรูปไปใส่ไว้ แต่ในอดีต ช่องเหล่านี้น่าจะใช้ใส่ประทีปให้แสงสว่าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของงานช่างสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และอาจช่วยบอกเราได้ว่า วัดนี้อาจมีอายุเก่าแก่ไปถึงสมัยนั้นก็ได้

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

พระอุโบสถ : เมื่อพระเจ้ากว่า 20 พระองค์ห้อมล้อมอาคารเอาไว้

แต่พูดถึงวัดสักแห่งหนึ่งทั้งที จะไม่พูดถึงพระอุโบสถก็คงจะไม่ได้ และพระอุโบสถของวัดราชคฤห์ก็ควรค่าแก่การพูดถึงจริง ๆ หากดูจากข้างนอก อุโบสถหลังนี้หน้าตาเหมือนกับอุโบสถที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 หลายแห่ง เพราะหน้าบันประดับด้วยชามกระเบื้องและลายปูนปั้นพันธุ์พฤกษา แต่ความพิเศษอยู่โดยรอบอาคารหลังนี้นี่แหละครับ

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

ริมกำแพงแก้วที่ล้อมรอบมีเจดีย์ทรงเครื่องและเจดีย์ทรงระฆังอยู่ ถ้านับจำนวนแล้วจะมีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 2 องค์ และเจดีย์ทรงเครื่องอยู่ 28 องค์ และตัวเลข 28 นี่แหละครับคือความพิเศษที่ผมพูดถึง เพราะ 28 เป็นตัวเลขของพระอดีตพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ นับจากพระตัณหังกรพุทธเจ้ามาจนถึงพระสมณโคดม ดังนั้น เจดีย์เหล่านี้จึงเป็นสิ่งแทนองค์พระอดีตพุทธเจ้าในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากการสร้างเป็นพระพุทธรูปและเป็นเพียงวัดเดียวที่ทำแบบนี้

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด
วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

ที่สำคัญ เจดีย์เหล่านี้มีแผ่นจารึกระบุชื่อของพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้ด้วย แต่เนื่องจากความทรงจำเรื่องนี้ค่อย ๆ เลือนไปจากผู้คน จึงมีการเอาสีขาวไปทาทับจารึกเหล่านั้นจนเหลือที่มองเห็นได้ในปัจจุบันเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น นับว่าน่าเสียดายมากทีเดียว

จากเขามอสู่เขาพระพุทธบาท สระบุรี

อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าภายในวัดราชคฤห์ ก็คือเขามอของวัด เขามอนี้บูรณปฏิสังขรณ์โดย เจ้าพระยาพระคลัง (หน) คนเดียวกับที่เป็นแม่กองแปล สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) นั่นละครับ การปฏิสังขรณ์ครั้งนั้นได้เปลี่ยนเขามอธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเขาพระพุทธบาทในทันที และเป็นเขาพระพุทธบาทอันศักดิ์สิทธิ์ที่จังหวัดสระบุรีด้วย เพราะหยิบเอาลักษณะสำคัญอันเป็นจุดเด่นของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มาใส่เอาไว้ครบถ้วน (ใครสนใจจะเปรียบเทียบให้ชัวร์ ผมเคยเขียนเรื่องนี้เอาไว้แล้วครับ วัดพระพุทธบาท วัดที่มีตักบาตรดอกเข้าพรรษา ประเพณีพิเศษหนึ่งเดียวในโลก เปิดดูไปพร้อม ๆ กันได้เลย)

วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด
วัดราชคฤห์ : พระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง และมณฑปพระพุทธบาทที่จำลองได้ดีที่สุด

อย่างแรกก็คือบันไดทางขึ้นซึ่งมี 2 ฝั่ง (เหมือนสระบุรีอย่างที่ 1) ฝั่งหนึ่งเป็นบันไดนาคธรรมดา อีกฝั่งเป็นบันไดที่มียักษ์ขนาบ ฝั่งหนึ่งกายสีเขียว อีกฝั่งกายสีขาว หมายถึงทศกัณฐ์และสหัสเดชะ 2 ยักษ์ใหญ่ที่ยืนขนาบประตูทางเข้าวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี (เหมือนสระบุรีอย่างที่ 2) บริเวณบันไดฝั่งนี้ยังมีศาลาฤๅษี ซึ่งน่าจะหมายถึงถ้ำสัจจพันธ์ฤๅษีที่อยู่เชิงเขา (เหมือนสระบุรีอย่างที่ 3) นี่ยังไม่ทันขึ้นไปข้างบนเลย ก็มีลักษณะที่ตรงกับสระบุรีแล้วถึง 3 จุด

พอขึ้นไปด้านบนจะพบกับมณฑปหลังคาทรงจตุรมุข จุดนี้ต่างจากสระบุรีที่เป็นมณฑปหลังคายอดเดียว แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะข้าง ๆ กันมีทั้งวิหารพระศรีอริยเมตไตรย (เหมือนสระบุรีอย่างที่ 4) และยังมีเจดีย์รูปทรงคล้ายกับเสาตามประทีป (เหมือนสระบุรีอย่างที่ 5) ด้วย ซึ่งความเหมือนต้นฉบับในระดับนี้ แทบไม่มีเขาจำลองแห่งไหนเลียนแบบวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ได้เหมือนเท่ากับวัดนี้อีกแล้ว

วัดราชคฤห์ วัดแห่งวันอัฏฐมีบูชา วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระหลังปรินิพพาน 8 วัน กับพระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง

พอเข้าไปข้างในมณฑป จะพบการรวมกันของ 2 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดสระบุรี นั่นคือ รอยพระพุทธบาทจำลอง ประดิษฐานอยู่ตรงกลางอาคารพอดี และพระพุทธฉายที่วาดเป็นจิตรกรรมบนผนังด้านทิศใต้ ตามทิศทางของวัดพระพุทธฉายจริงที่จังหวัดสระบุรี ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพระพุทธบาท และรอยพระพุทธบาทจำลองนี้เป็นเครื่องการันตีว่า เขาพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นผลงานของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จริง ๆ แม้จะแทบไม่เห็นรายละเอียดใด ๆ อันเป็นผลจากการปิดทองและลงรัก แต่รอยพระพุทธบาทชิ้นนี้มีจารึกอยู่ แม้มีรักทาไว้จนยากจะสังเกต แต่ทางกรมศิลปากรได้อ่านจารึกนี้เอาไว้แล้ว มีข้อความว่า

วัดราชคฤห์ วัดแห่งวันอัฏฐมีบูชา วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระหลังปรินิพพาน 8 วัน กับพระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง
วัดราชคฤห์ วัดแห่งวันอัฏฐมีบูชา วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระหลังปรินิพพาน 8 วัน กับพระพุทธรูปพระเจ้าเข้านิพพานไร้โลง

“วันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๒ จุลศักราช ๑๑๖๑ ปีมะแมเอกศก (ตรงกับวันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2342) เจ้าพระยาพระคลังหล่อลายลักษณ์พระพุทธบาทฉลององค์สมเด็จพระพุทธิเจ้าไว้ในศาสนาจงเป็นปัจจัย (แก่) พระนิพพานขอแผ่กุศลนี้ให้แก่สมณอาณาประชาราษฎรแลสรรพสัตว์ทั้งปวงจงทั่ว”

ถือเป็นเรื่องโชคดีมากที่มีการอ่านจารึกนี้ เพราะเป็นการยืนยันประวัติของวัดที่กล่าวถึงการสร้างเขามอนี้โดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายเช่นกันว่า ล่าสุดจารึกนี้ถูกบดบังโดยรักจนยากที่จะอ่านอีกครั้ง ดังนั้น จึงไม่มีอะไรยืนยันว่ามันจะถูกลืมเลือนไปอีกหรือไม่

เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ และความทรงจำ : จำได้ก็ลืมได้

วัดราชคฤห์เป็นตัวอย่างของวัดที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย แต่เรื่องราวเหล่านั้นผสมปนเปกันระหว่างข้อเท็จจริง เรื่องเล่า และตำนาน จนยากจะตรวจสอบ ยืนยัน หรือชี้ชัดลงไปว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องเล่า ซึ่งเรื่องเล่าหลายเรื่องถูกเล่าซ้ำ ผลิตซ้ำ จนกลายเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อโดยคนกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่ประวัติศาสตร์หลายเรื่องกลับถูกลืมและถูกลบไปโดยไม่ตั้งใจ 

ผมจึงขอทำหน้าที่เป็นสมุดบันทึกเรื่องเล่าและข้อมูลของวัดนี้เอาไว้ เพื่อไม่ให้ความทรงจำหรือเรื่องเล่าบางอย่างถูกลบเลือนไปในกาลเวลา ตราบเท่าที่งานเขียนชิ้นนี้ยังคงอยู่

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดราชคฤห์เปิดทุกวันนะครับ ใครสนใจมาเยี่ยมชม เดินทางมาได้ จะด้วยรถส่วนตัว (หาที่จอดยากสักหน่อย) หรือรถสาธารณะ ทั้งรถเมล์ รถไฟสายแม่กลอง หรือรถกระป๋องคันเล็กก็เดินทางมายังวัดนี้ได้เลยครับ แต่อาคารที่วัดเปิดให้เข้าชมได้มีแค่พระวิหารใหญ่และพระวิหารเล็กเท่านั้น เขาพระพุทธบาทและพระอุโบสถตามปกติจะปิด แต่ถ้าสนใจ ลองสอบถามพระดูได้ครับ

2. ใกล้ ๆ ยังมีอีกหลายวัดที่น่าชม ทั้งวัดในกลุ่ม ‘วัดบางยี่เรือ’ วัดอินทารามหรือวัดบางยี่เรือนอก ที่มีตำนานสัมพันธ์กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และวัดจันทารามหรือวัดบางยี่เรือกลาง ที่มีอุโบสถแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 หลังเล็กแต่สวย รวมไปถึงวัดอื่น ๆ อย่างวัดโพธินิมิตร ที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ หรือ วัดเวฬุราชิณ วัดที่สร้างจากภาษีไม้ไผ่ด้วยครับ

3. ยังมีพระพุทธรูปนอนหงายอีกองค์ที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้าง กับ วัดพระนอน จังหวัดสุพรรณบุรี แต่ของวัดพระนอนนั้นจริง ๆ แล้ว แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปยืนปางถวายเนตร เพียงแต่ ณ เวลาที่ชาวบ้านไปเจอ ท่านล้มลงแล้วนอนหงายอยู่ ชาวบ้านเลยเข้าใจว่าเป็นพระนอนทั้งที่จริง ๆ แล้วเป็นพระยืนครับ

4. ถ้าใครสนใจพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิงแบบปกติ แม้จะไม่ฮิตมากแต่ก็มีอยู่หลายวัดนะครับ ใกล้ ๆ วัดราชคฤห์ก็มีอยู่องค์หนึ่งที่วัดอินทาราม หรือจังหวัดอื่น ๆ ก็มี เช่น วัดเกาะพญาเจ่ง จังหวัดนนทบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก หรือวัดสรรพยาวัฒนาราม จังหวัดชัยนาท ก็มีเช่นกัน

5. ส่วนพระอดีตพุทธเจ้า 28 พระองค์ในงานศิลปกรรมส่วนใหญ่จะมาในรูปจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน แต่แบบที่เป็นพระพุทธรูปก็มีนะครับ ที่วัดอัปสรสวรรค์ กรุงเทพมหานคร เป็นวัดเดียวที่สร้างพระประธาน 28 พระองค์

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คำว่า ‘วัด’ อาจเป็นคำจำกัดความที่ทำให้เรานึกถึงศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาทต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วความหมายของคำว่า ‘วัด’  นี้กว้างกว่านั้นเยอะ เพราะเรามีทั้งวัดในศาสนาอื่นอย่าง วัดแขก หรือ วัดซิกข์ รวมไปถึงวัดในศาสนาพุทธเหมือนกันแต่เป็นฝ่ายมหายานอย่าง วัดจีน หรือ วัดญวน ซึ่งถ้าให้เรานึกภาพ เราอาจจะนึกไม่ออกว่าวัดจีนกับวัดญวนต่างกันยังไง งั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมารู้จักวัดญวนผ่าน ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ กันครับ

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จากวัดญวนตลาดน้อยสู่วัดอุภัยราชบำรุง

วัดอุภัยราชบำรุง หรือที่หลายคน รวมถึงผมด้วยมักจะเรียกว่า ‘วัดญวนตลาดน้อย’ เพราะตัววัดตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อยนั้นถือเป็นหนึ่งในวัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพมหานครเลยนะครับ และเพราะเป็นวัดญวน วัดนี้ก็มีชื่อในภาษาเวียดนามเช่นกันว่า วัดคั้นเวิน หรือ คั้น เวิน ตื่อ สันนิษฐานกันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหลัง พ.ศ. 2330 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่องเชียงสืออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 1 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งขณะนั้นกำลังสนใจเรื่องพุทธศาสนามหายาน ได้โปรดให้นิมนต์องฮึง เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นมาเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และท่านองค์ฮึงได้ถวายวิสัชนาแก่พระองค์ ดังนั้น เมื่อพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงพระราชทานสมณศักดิ์แก่องฮึงเป็นพระครูคณานัมสมณาจารย์ และได้เป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอนัมนิกายในประเทศสยามด้วย พร้อมกันนั้น พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดด้วย

แม้แต่ในรัชกาลต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังพระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์ต่อมา เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นก็ได้มีการฉลองพระอารามใน พ.ศ. 2420 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า ‘วัดอุภัยราชบำรุง’ ซึ่งหมายถึง วัดที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

จีนไทยผสมผสานกับงานศิลปะชิ้นเอกบนแผ่นกระเบื้อง

ถึงจะเป็นวัดญวนที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน แต่วัดญวนในไทยทุกวัดจะมีอุโบสถเป็นอาคารหลักเช่นเดียวกับวัดไทยอยู่เสมอ วัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็เช่นกัน อุโบสถของวัดแห่งนี้เป็นอาคารที่ผสมผสานระหว่างอาคารแบบพระราชนิยม รัชกาลที่ 3 ประดับหน้าบันด้วยงานปูนปั้น เข้ากับหลังคาสไตล์จีนที่มีความแอ่นโค้ง และประดับด้วยปูนปั้นที่ส่วนปลายอันเกิดจากการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามในสมัยต่อมา เพราะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายเก่าแล้วจะเห็นหลังคาเดิมไม่ได้แอ่นขนาดนี้  ซึ่งหน้าบันปูนของวัดนี้จะมีช่องขนาดเล็กล้อมรอบด้วยมังกรหลากสี ภายในช่องมีรูปเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ หรือที่หลายคนนิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้าน้อย อยู่

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์
ภาพ : www.facebook.com/culturebma/posts/986315358161920

ที่เก๋ไก๋อีกอย่างหนึ่งของวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ก็คือประตูด้านเข้าด้านหน้า ซึ่งแทนที่จะเป็นประตูเปิดปิดแบบปกติ แต่ของที่นี่ใช้บานเฟี้ยมผสมผสานลวดลายเข้ากับตัวอักษรภาษาจีน ด้านบนมีแผ่นไม้ระบุข้อความว่า “ทรงพระราชทานนามวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งบอกเล่าที่มาของชื่อวัดนี้ได้อย่างดี แถมบริเวณนี้ยังมีทั้งระฆัง มีทั้งกลอง ติดตั้งเอาไว้สำหรับใช้เรียกพระภิกษุมาทำวัตรด้วย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

พอเข้าไปด้านในก็จะพบกับพระประธานขนาดใหญ่ปางสมาธิครองจีวรห่มเฉียงอย่างจีน สังเกตได้จากบริเวณหัวไหล่ทั้ง 2 ฝั่งที่จะมีจีวรพาดเอาไว้ แตกต่างจากในศิลปะไทยที่เวลาครองจีวรห่มเฉียงจะมีจีวรพาดแค่ฝั่งเดียว ขนาบ 2 ข้างด้วยรูปพระสาวกคู่ แต่วัดนี้ไม่ได้ใช้พระอัครสาวกซ้ายขวาอย่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เพราะที่นี่ใช้รูปพระมหากัสสปะและพระอานนท์แทน ซึ่งแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าสูงวัยคู่กับพระสาวกที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ต่างจากคู่ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่จะแสดงด้วยรูปพระสาวกที่มีใบหน้าหนุ่มทั้งคู่ โดยรอบพระประธานและพระสาวกยังมีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ขนาดเล็กอีกหลายองค์จากหลายยุคสมัย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แต่ภายในอาคารที่ทั้งผนัง เพดาน และเสา ล้วนแล้วแต่ผ่านการบูรณปฏิสังขรณ์ไปมาก แต่วัดอุภัยราชบำรุงก็ยังเก็บบางสิ่งเอาไว้เหมือนเช่นในอดีต ซึ่งสิ่งนั้นต้องก้มลงมองครับ นั่นคือกระเบื้องปูพื้นนั่นเอง ที่วัดแห่งนี้เก็บรักษากระเบื้องปูพื้นดั้งเดิมเอาไว้พอสมควร โดยจะอยู่บริเวณอาสนสงฆ์ที่ยกพื้นขึ้นมา มีทั้งกระเบื้องเคลือบสีฟ้าขาว หรือที่นักสะสมจะเรียกว่า Blue & White รวมไปถึงกระเบื้องเคลือบสีอื่น ๆ มีทั้งลวดลายแบบเบสิกไปจนถึงลายพันธุ์พฤกษาอลังการ ซึ่งจัดเรียงอย่างประณีตและเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบระเบียบมาก

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ที่สถิตร่างอดีตเจ้าอาวาส

ด้านหลังอุโบสถเป็นที่ตั้งของศาลาบูรพาจารย์ อาคารซึ่งพบได้ทั้งในวัดจีนและวัดญวน สำหรับวัดอุภัยราชบำรุงนั้นมาในรูปของอาคารทรงตึก ซึ่งชั้นล่างใช้เป็นกุฏิเจ้าอาวาส แต่เมื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของโต๊ะบูชาบูรพาจารย์ โต๊ะซึ่งครอบแก้วสี่เหลียมใสเอาไว้ ภายในบรรจุทั้งป้ายชื่อและร่างจริงของอดีตเจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุงสมชื่อโต๊ะบูชาบูรพาจารย์

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

ในส่วนของป้ายชื่อนั้นจะเป็นของเจ้าอาวาสรุ่นเก่า ตั้งแต่พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องค์ฮึง) เจ้าอาวาสรูปแรกนับแต่การสถาปนานามวัดเป็นวัดอุภัยราชบำรุง พระครูคณานัมสมณาจารย์ (ทันเคี๊ยด) และองสรภาณมธุรส (อานาน) เจ้าอาวาส 2 รูปถัดมา แต่สำหรับเจ้าอาวาสอีก 2 รูปถัดมาจะอยู่ในลักษณะที่ต่างออกไป

ในกรณีของเจ้าอาวาสรูปที่ 4 คือ พระครูคณานัมสมณาจารย์ (องโผซ้าย) นั้นเนื่องจากหลังท่านมรณภาพแล้วปรากฏของร่างของท่านกลับแห้งไปโดยไม่เน่าเปื่อย จึงได้นำร่างของท่านมานั่งบนเก้าอี้และประดิษฐานบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่อาวาสรูปถัดมา คือ พระสมณานัมวุฑฒาจารย์ไพศาลคณกิจ (หลวงพ่อโผ) เนื่องจากพระองค์เป็นที่เคารพทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวจีน จึงได้มีการหล่อรูปหลวงพ่อโผเป็นรูปหล่อสำริดขนาดเท่าจริงตั้งก่อนจะตั้งบนโต๊ะบูรพาจารย์ ในขณะที่ร่างจริงของท่านบรรจุอยู่ที่วิหารหลวงพ่อโผ ณ วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

ฮวงซุ้ยรูปเจดีย์และต้นโพธิ์อิมพอร์ตจากอินเดีย

ข้าง ๆ อุโบสถมีเจดีย์ทรงถะจีนสูง 5 ชั้นที่มีอาคารแบบจีนขวางอยู่ด้านหน้า ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนเจดีย์ทรงถะทั่วไป แต่เจดีย์องค์นี้ไม่ใช่แค่เจดีย์ธรรมดานะครับ เพราะถึงหน้าตาจะเป็นเจดีย์ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือ ฮวงซุ้ย ครับ ใช่ครับ ฮวงซุ้ยที่ปกติจะเป็นเนินดินที่มีแผ่นหินอยู่ด้านหน้านั่นละครับ แต่ที่วัดอุภัยราชบำรุงนี้พิเศษมากกว่านั้น เพราะสร้างเป็นถะจีนซะเลย

วัดอุภัยราชบำรุง วัดญวนรุ่นแรก ณ ย่านตลาดน้อยที่มี 2 กษัตริย์แห่งจักรีวงศ์อุปถัมภ์

แล้วฮวงซุ้ยนี้เป็นของใครกัน ก็ต้องไปดูแผ่นหินด้านหน้านั่นละครับ ซึ่งเขียนชื่อของเจ้าของฮวงซุ้ยเอาไว้ด้วยภาษาจีน แต่ถ้าใครอ่านภาษาจีนไม่แตกฉาน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) แต่อยากรู้ว่าฮวงซุ้ยนี้ของใคร ให้ลองเดินวนรอบถะ ก็จะพบกับแผ่นศิลาอีก 4 แผ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสภาพลบเลือนอย่างมาก ข้อความบนจารึกแผ่นนี้กล่าวถึงประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของวัดแห่งนี้ เราจึงถึงบางอ้อว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐีผู้นี้นี่เองที่เป็นเจ้าของฮวงซุ้ยแห่งนี้

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

และไม่เพียงแต่พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก โชติกสวัสดิ์) เท่านั้นที่มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ภายในวัด เพราะด้านหลังถะจีนมีภูเขาจำลองตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิเช่นเดียวกับถะจีนด้านหน้า มีทั้งที่เป็นเจดีย์และแผ่นป้ายศิลา ภูเขาจำลองลูกนี้สร้างขึ้นภายหลังจากที่คุณหญิงสุ่น ภริยาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) ซึ่งหลังจากที่สามีเสียชีวิตก็ได้ทำนุบำรุงวัดต่อมา จนเมื่อท่านเสียชีวิตจึงได้มีการสร้างภูเขาลูกนี้ขึ้นเพื่อไว้บรรจุอัฐิของท่านเมื่อ พ.ศ. 2462 

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

ภายในภูเขาลูกนี้ยังมีอัฐิของ คุณเจริญ โชติกสวัสดิ์ ธิดาของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) และคุณหญิงสุ่น ซึ่งได้สร้างตึกแถว 7 ห้องอุทิศเป็นศาสนสมบัติและได้เชิญอัฐิมาประดิษฐานไว้ที่ภูเขาลูกนี้หลังจากที่คุณเจริญเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2476 ด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จารึกเอาไว้บนแผ่นศิลาบนถะจีนด้วยเช่นกัน แต่เป็นคนละแผ่นกับประวัติของพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนะครับ ส่วนอีก 2 แผ่นที่เหลือเป็นจารึกสมัยหลังลงมาอีกที่กล่าวถึงการบูรณะฮวงซุ้ยใน พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2530

ภายในวัดอุภัยราชบำรุงยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่ภายในวัดเช่นเดียวกับวัดไทยหลายแห่ง แต่ความพิเศษของต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ก็คือ เป็นต้นโพธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งต้นโพธิ์ชุดนี้เป็นต้นโพธิ์ที่รัฐบาลอินเดียถวายหน่อมาให้เมื่อ พ.ศ. 2420 

และไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์นี้มา ยังโปรดฯ ให้มีการแห่ มีคนสวมกางแกงสีแดง 200 ชีวิตลากหน่อนี้ที่ตั้งอยู่ในเก๋งหลังคาเกี้ยวมาส่งยังวัดพร้อมพลองแบกตาม 10 คู่ เสียมแบกตาม 10 คู่ จีนหามบุ้งกี๋สำหรับปลูก 10 คู่ ถังสังกะสีใส่น้ำหาบตาม 10 คู่ แล้วเมื่อถึงพระฤกษ์ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ยังเสด็จมาทรงพระสุหร่ายด้วยพระองค์เอง ซึ่งหน่อต้นโพธิ์ในวันนั้น ผ่านมา 145 ปี ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เติบใหญ่ขึ้นมาพร้อมกับป้ายประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนอยู่

วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) วัดญวนรุ่นแรก ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มี 2 กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอุปถัมภ์

มรดกชาวญวนในวันที่ไม่มีชาวญวน

ถึงแม้ว่าวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้จะเป็นวัดญวนก็ตาม แต่ในปัจจุบันความเป็นชุมชนชาวมอญในย่านตลาดน้อยนั้นได้สูญสิ้นไปจนแทบหมดสิ้นแล้ว แม้การทำวัตรจะยังสวดมนต์ด้วยภาษาเวียดนาม แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบวัดในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ผ่านการแต่งงานกันไปมาจนแทบไม่หลงเหลือความเป็นญวน วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชาวญวนที่เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยืนยันได้ผ่านศาสนพิธีพิเศษที่หาชมได้ยากอย่างพิธีบูชาเทพนพเคราะห์ ซึ่งเป็นพิธีพิเศษเฉพาะพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกายเท่านั้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุงเลยครับ จะใช้รถส่วนตัวมาจอดในวัดก็ได้ หรือนั่งรถสาธารณะอย่างรถเมล์ แท็กซี่ หรือตุ๊กตุ๊กมาก็ได้ แต่แนะนำให้นั่งรถสาธารณะ เพราะปกติลานหน้าอุโบสถจะมีรถจอดอยู่พอสมควร
  2. วัดอุภัยราชบำรุงเป็นแค่ 1 ในวัดญวน 17 วัดที่กระจายตัวอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯนี้มีถึง 7 วัด เช่น วัดกุศลสมาคร วัดโลกานุเคราะห์ วัดสมณานัมบริหาร เป็นต้น ซึ่งมีทั้งความเหมือนและความต่างกับวัดอุภัยราชบำรุงแห่งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมกันดูได้
  3. หรือถ้าใครมาที่วัดอุภัยราชบำรุงแล้วอยากไปดูศิลปะจีน ใกล้ ๆ กันจะมีศาลเจ้าโจวซือกงและศาลเจ้าโรงเกือกที่ถึงแม้จะไม่ใช่วัด แต่ก็จะเห็นภาพของศิลปะจีนได้พอสมควร เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องไปถึงวัดมังกรกมลาวาสหรือวัดบำเพ็ญจีนพรตไปเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load