เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ และยังถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัดมากมาย ทั้งวัดที่ยังมีพระอยู่และวัดร้าง ในบรรดาวัดนับสิบนับร้อยนั้นมีหลายวัดที่เป็นสถานที่ห้ามพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเชียงใหม่เป็นครั้งแรก หนึ่งในนั้นคือวัดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากและเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของชาวล้านนาก็คือ ‘วัดพระสิงห์’ นั่นเอง

แต่แรกเริ่มเดิมทีวัดพระสิงห์มีชื่อว่า ‘วัดลีเชียงพระ’ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ตลาดกลางเมือง คำว่า ลี เป็นภาษาล้านนา แปลว่า ตลาด ผู้สร้างคือพญาผายูเมื่อ พ.ศ. 1888 เพื่อเป็นที่ประทับของพระมหาอัคญะจุฬเถระที่ทรงอาราธนาจากเมืองหริภุญไชย (คำนี้สะกดถูกแล้วนะครับ ผมใช้วิธีการสะกดแบบเก่า) ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในพื้นที่ภาคเหนือ

ดังนั้น การทำเช่นนี้จึงมีนัยของการย้ายศูนย์กลางพุทธศาสนามายังเชียงใหม่ ส่วนชื่อ ‘วัดพระสิงห์’ นั้นเกิดขึ้นเมื่อพญาแสนเมืองมาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานยังวัดนี้ เพราะชาวเหนือนิยมเรียกพระพุทธสิหิงค์ว่า ‘พระสิงห์’ คำนี้ต่อมาจึงกลายเป็นคำที่ใช้เรียกพระพุทธรูปในศิลปะล้านนาด้วย ได้แก่ พระพุทธรูปแบบสิงห์ 1 สิงห์ 2 แต่การอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มาประดิษฐานยังวัดแห่งนี้ ทำให้วัดนี้กลายเป็นที่มีความสำคัญต่อเชียงใหม่มาต่อเนื่องทุกยุคสมัยนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

สิ่งแรกที่เราจะเห็นเมื่อผ่านประตูวัดเข้าไปก็คือวิหารหลวง ซึ่งอาคารหลังปัจจุบันนี้เป็นผลงานในสมัยของครูบาเจ้าศรีวิชัยเมื่อ พ.ศ. 2467 แทนที่อาคารทรงจัตุรมุขหลังเดิม อาคารหลังนี้ถือเป็นอีกหนึ่งอาคารที่แสดงการผสมผสานระหว่างศิลปะรัตนโกสินทร์และศิลปะล้านนา ดูได้ง่ายๆ จะหน้าบันด้านหน้าเลยครับ เพราะมีการประดับด้วยรูปนารายณ์ทรงครุฑล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษาซึ่งเป็นลวดลายที่ไม่ปรากฏในศิลปะล้านนา โดยมีการแทรกรูปเสือ สัญลักษณ์ประจำปีเกิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย นั่นก็คือปีขาล

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่ วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

ภายในวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ (ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับวัดพระศรีสรรเพชญ์นะครับ) พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระประธานเดิมของวิหารหลวงหลังเก่าก่อนที่จะถูกสร้างใหม่ในสมัยของครูบาเจ้าศรีวิชัย นอกจากพระศรีสรรเพชญแล้วยังมีพระพุทธรูปขนาดเล็กอีกหลายองค์ทั้งยืนและนั่งเลยครับผม

ภายในวิหารหลวงยังมีภาพถ่ายเก่าที่น่าสนใจหลายภาพ ทั้งภาพถ่ายเก่าของวัด รวมไปถึงภาพเมื่อครั้งรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มายังวัดนี้ด้วยครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

ด้านหลังของวิหารหลวงเป็นที่ตั้งของอุโบสถของวัด สังเกตได้จากเสมาที่ตั้งอยู่รอบ แต่เสมาของวัดพระสิงห์จะต้องเรียกว่า ‘หลักเสมา’ ไม่ใช่ ‘ใบเสมา’ นะครับ เพราะหน้าตาของเสมานี้มีลักษณะคล้ายเสาปักลงในดิน ไม่ใช่ใบเสมาแบบที่เราคุ้นเคยกัน แต่นั่นยังไม่ใช่ความน่าสนใจที่สุดของอาคารหลังนี้ เพราะสิ่งที่เด็ดที่สุดของอาคารหลังนี้คือการประดิษฐานพระประธาน ตามปกติแล้วพระประธานจะตั้งอยู่ด้านในสุดของวิหารหรืออุโบสถใช่ไหมครับ แต่ที่นี่ไม่ใช่ เพราะพระประธานตั้งอยู่ภายในกู่พระเจ้า ณ กึ่งกลางอาคารเลยครับ ทำให้ท่านสามารถนมัสการพระพุทธรูปได้ทั้งสองฝั่ง ส่วนสาเหตุที่ทำเช่นนี้นั้นปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติเลยครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่ วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

เยื้องกับอุโบสถคือ วิหารลายคำ วิหารที่แม้จะมีประวัติกล่าวว่าสร้างมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2061 แต่อาคารที่เห็นตอนนี้เป็นวิหารที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 25 ถือเป็นวิหารแบบล้านนาแท้ๆ จำนวนน้อยที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันและยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากๆ ด้วย หลังอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ อาทิ วัดต้นเกว๋น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชื่อ ‘วิหารลายคำ’ นี้มีที่มาจากสิ่งที่คุณจะได้เห็นข้างในวิหารหลังนี้ครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

เมื่อเข้ามาภายในวิหารลายคำ สิ่งแรกที่ผมเชื่อว่าทุกท่าจะเห็นก็คือแถวเสาที่บังคับสายตาให้มองตรงไปยังพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดประดิษฐานอยู่โดยมีลายคำ หรือลวดลายสีทองบนพื้นสีแดงซึ่งได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดในล้านนา โดยลายคำของวัดพระสิงห์เป็นรูปกู่พระเจ้า มังกรจีน หงส์และลายเมฆแบบจีนซึ่งต่างก็เป็นลายมงคลจีนและยังเป็นสิ่งที่เสริมความขรึมขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ และสื่อทิพยสภาวะของสวรรค์ด้วยครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่ วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

สำหรับพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่มีตำนานว่าสร้างขึ้นในลังกาตั้งแต่ พ.ศ. 700 แต่จากรูปแบบของพระพุทธรูปองค์นี้จะพบเป็นว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปแบบล้านนาสิงห์ 1 ที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 20 โดยชื่อพระพุทธสิหิงค์หรือพระสิงห์นี้ ฝ่ายหนึ่งอธิบายว่าหมายถึงลักษณะท่าทางองอาจดุจราชสีห์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งว่าน่าจะสัมพันธ์กับคำในภาษามอญว่า ‘สฮิงสเฮย’ ซึ่งแปลว่า อันเป็นที่น่าอภิรมย์ใจ ซึ่งสอดคล้องกับตำนานของพระปฏิมาที่เล่าว่า เมื่อได้เห็นพระพุทธรูปองค์จะรู้สึกอภิรมย์ใจหรือยินดีประดุจได้เห็นพระพุทธเจ้า

ด้วยความสำคัญนี้ ทำให้เกิดการจำลองพระพุทธสิหิงค์ขึ้นมากมายในดินแดนล้านนา ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาเมื่อเกิดศึกยวนพ่ายระหว่างอยุธยาและล้านนา คตินี้ก็เดินทางข้ามจากเชียงใหม่ลงสู่อยุธยา ทำให้เกิดการสร้างพระพุทธสิหิงค์ขึ้นในศิลปะอยุธยาด้วย โดยองค์ที่เราน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คงจะเป็นองค์ที่ปัจจุบันอยู่ที่หอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

มีเกร็ดอีกสักเรื่องสองเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์จะขอเล่าให้ฟังสักหน่อยก่อนเราจะไปต่อกันครับ

ข้อแรก พระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมเชื่อกันว่าประดิษฐานอยู่ภายในกู่มณฑปท้ายวิหาร (ถ้ามองจากด้านนอกจะเห็นว่า จะมีกู่ปราสาทสีขาวต่ออยู่บริเวณท้ายวิหารลายคำครับ) แต่ปัจจุบันได้อัญเชิญมาประดิษฐานภายในวิหารลายคำแล้วครับ

ข้อสอง พระเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ที่เห็นในปัจจุบันเป็นพระเศียรใหม่ที่สร้างขึ้นแทนพระเศียรเดิมที่ถูกลักลอบตัดเมื่อ พ.ศ. 2464 ดังนั้น ถ้าอยากจะเห็นพระพุทธรูปที่ใกล้เคียงกับพระพุทธสิหิงค์องค์ดั้งเดิมที่สุด ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เลยครับ ที่นี่เก็บรักษาพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ร่วมกับพระพุทธสิหิงค์และมีอายุอยู่ในสมัยเดียวกันครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

ไม่เพียงแต่พระประธานกับลายคำ ที่นี่ยังมีจิตรกรรมฝาผนังด้วย แถมที่นี่ยังเขียนเรื่องราวที่แปลกและหาชมได้ยากในประเทศไทย โดยถ้าเราเดินเข้ามาในวิหารแล้ว ฝั่งขวาเป็นเรื่องสังข์ทองที่ผมเชื่อว่าเราๆ ท่านๆ น่าจะคุ้นเคยกับเรื่องของพระสังข์กับนางรจนา ส่วนฝั่งซ้ายเป็นเรื่องสุวรรณหงส์ เรื่องราวของสุวรรณหงส์และนางเกศสุริยง เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับเรื่องสุวรรณหงส์แต่ทั้งสองเรื่องต่างก็เป็นวรรณคดีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันในสมัยรัตนโกสินทร์

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

ถ้าใครสงสัยว่าทำไมที่นี่ไม่เขียนเรื่องพุทธประวัติ ชาดก แต่เขียนวรรณคดีแทนล่ะ สันนิษฐานกันว่าน่าจะเกิดขึ้นจากการบูรณะวิหารลายคำในรัชกาลของเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ กษัตริย์เชียงใหม่ผู้เคยเสด็จฯ มายังกรุงเทพมหานครในช่วงเวลาหนึ่ง จึงเชื่อกันว่าพระองค์น่าจะได้ทรงเห็นขนบธรรมเนียมอย่างใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองบางกอกครั้งนั้น ที่เริ่มมีการนำวรรณคดีมาเขียนบนฝาผนังมาก่อนแล้ว อาทิ พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

ทีนี้เราลองไปชมของจริงกันสักนิด ฝั่งขวาที่เขียนเรื่องสังข์ทองนั้น ช่างที่เขียนเลือกฉากตั้งแต่ตอนที่นางยักษ์พันธุรัตพบพระสังข์ ไปจนถึงตอนที่เงาะป่ากำลังจะไปทำภารกิจของท้าวสามนต์ในการหาปลา 100 ตัว ส่วนฝั่งซ้ายที่เขียนเรื่องสุวรรณหงส์นั้นจะเล่าเรื่องตั้งแต่ตอนที่สุวรรณหงส์เสด็จฯ ตามว่าวไปจนถึงปราสาทที่นางเกศสุริยงอยู่ ไปจนถึงตอนที่ยักษ์กุมภณฑ์ช่วยสุวรรณหงส์จากนางผีเสื้อน้ำที่แปลงเป็นเกศสุริยง

ถ้าใครพอจะจำเนื้อเรื่องทั้งสองเรื่องได้ก็จะสามารถเพลิดเพลินไปกับการดูวิธีการแสดงฉากๆ ต่างโดยช่างโบราณ แต่ถ้าใครจำไม่ได้ เรายังสามารถหาอะไรสนุกๆ ดูกันที่นี่ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพคนจีนที่เชื่อกันว่า น่าจะเป็นภาพของเจ๊กเส็ง ผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสังข์ทองภายในวิหารลายคำแห่งนี้ รวมกับหนานโพธาที่เขียนเรื่องสุวรรณหงส์เพื่อประชันกัน (อนึ่ง มีบันทึกของฝรั่งชิ้นหนึ่งระบุว่าช่างที่เขียนที่นี่มีเพียงช่างชาวไทใหญ่เพียงคนเดียวเท่านั้น)

รวมไปถึงบรรดาเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนสมัยใหม่ที่ช่างบรรจงแทรกเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลายคราม โคมไฟ อาคารบ้านเรือน หรือแม้แต่เครื่องแต่งกายของบรรดาตัวละครที่มีทั้งแบบล้านนา แบบพม่า แบบไทใหญ่ หรือแม้แต่แบบภาคกลางก็ตาม ดังนั้น ไม่ว่าเราจะดูเอาเรื่องหรือดูเอาสนุก คุณก็สามารถที่จะเลือกเสพจิตรกรรมฝาผนังในแบบที่ชอบได้ตามใจเลยครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่ วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่ วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

เจดีย์ประธานที่ปัจจุบันได้รับการปิดทองจังโกเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นหนึ่งในเจดีย์ทรงระฆังที่เก่าแก่ที่สุดในอำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ และยังเป็นพระธาตุเจดีย์ประจำปีมะโรงหรือปีงูใหญ่ตามคติของชาวล้านนาอีกด้วย ดังนั้น ใครที่เกิดปีมะโรง ลองหาโอกาสมากราบสักการะวัดนี้สักครั้งกันนะครับ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่อาจไม่ใช่อาคารหลักแต่ก็มีความน่าสนใจและงดงาม นั่นก็คือหอธรรม หรือหอไตร ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวิหารหลวง หอธรรม 2 ชั้นหลังนี้เป็นอาคาร 2 ชั้นที่มีการตกแต่งชั้นล่างด้วยปูนปั้นรูปเทวดามากมาย เทวดาเหล่านี้น่าจะหมายถึงเทวดาที่ที่ช่วยรักษาพระธรรมซึ่งเก็บรักษาเอาไว้ภายในอาคารหลังนี้ ส่งผลให้หอธรรมหลังนี้กลายเป็นหนึ่งในหอธรรมที่งดงามที่สุดในภาคเหนือ

วัดพระสิงห์, เชียงใหม่

จริงๆ วัดแห่งนี้ยังมีสิ่งน่าสนใจน่าไปชมอีกหลายอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นวิหารพระนอน เจดีย์ทรงมณฑป ซากเจดีย์ที่ขุดเจออัฐิที่เชื่อว่าเป็นของพญาคำฝู ผู้สร้างวัดนี้ ระฆังเก่าข้างวิหารหลวง แม้แต่วิหารพระเจ้าทันใจ หรือแม้แต่หอจงกรมของครูบาเจ้าศรีวิชัย ดังนั้น ถ้าใครมีโอกาสไปยังวัดพระสิงห์ อยากให้ลองค่อยๆ เดินชมกันดูครับ เผื่อคุณอาจจะเห็นมุมที่สวยงามนอกเหนือจากมุมที่คนชอบถ่ายแล้วเอามาแชร์กันก็ได้นะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดพระสิงห์อยู่ภายในแนวกำแพงเมืองเชียงใหม่ฝั่งตะวันตก การจะเดินทางมายังวัดแห่งนี้สามารถทำได้ทั้ง On Foot คือเดินมา หรือจะนั่งรถสองแถวแดงมาก็ได้ แต่ถ้าคุณอยากลองพาหนะใหม่ๆ รถเมล์สาย B1 B2 มาก็ได้นะครับ
  2. ถ้าคุณเดินทางไปยังเชียงใหม่ในช่วงสงกรานต์หรือช่วงประเพณีปี๋ใหม่เมือง คุณยังสามารถสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของวัดนี้ ระหว่างที่ขบวนแห่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ แต่หากคุณเดินทางไปถึงเชียงใหม่ในวันที่ 11 เมษายน จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์ของวัด คือพระเจ้าทองทิพย์ หรือพระสิงห์น้อย ออกมาให้คนสักการะบูชาภายในวิหารลายคำเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ด้วยครับ
  3. นอกจากวัดพระสิงห์ ยังมีวัดอีก 11 แห่งที่อยู่ในเซ็ตพระธาตุประจำปีเกิดของชาวล้านนนาด้วยครับ ทั้งหมดกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ มีอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและนอกประเทศไทยบ้าง ใครเกิดปีไหนก็ลองหาโอกาสขึ้นไปสักการะกันนะครับ (ถ้าโอกาสเหมาะสมผมจะลองหาโอกาสเขียนถึงวัดกลุ่มนี้ครับ)

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เนื่องจากวันที่ 15 กันยายนเป็นวันศิลป์ พีระศรี บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย วันนี้เลยจะพาไปชมหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของ อ.ศิลป์ พีระศรี ครับ

 หลายคนพอพูดถึงผลงานของ อ.ศิลป์ ก็จะนึกถึงบรรดาอนุสาวรีย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช พระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ หรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่จริงๆ แล้วในบรรดาผลงานทั้งหมดของ อ.ศิลป์ มีพระพุทธรูปอยู่ด้วยหนึ่งองค์ ซึ่งเป็นองค์ใหญ่มากๆ ซะด้วย นั่นก็คือพระประธานของ ‘พุทธมณฑล’ จังหวัดนครปฐมนั่นเอง วันนี้เลยจะชวนไปเดินเล่นออกกำลังกาย พร้อมกับชมงานศิลปกรรมที่งดงามที่พุทธมณฑลกันสักหน่อยครับ

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

จริงๆ แล้วโปรเจกต์การสร้างพุทธมณฑลครั้งแรก ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่นครปฐมนะครับ แต่เป็นที่จังหวัดสระบุรี โดยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2487 แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลหลังยุคจอมพลได้ยกเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนกระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบใน พ.ศ. 2495 จึงได้ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่ 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดความคิดที่จะสร้างปูชนียสถานเพื่อเป็นพุทธบูชาและพุทธานุสรณียสถาน เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2500 ปี ว่าง่ายๆ ก็คือสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระกึ่งพุทธกาลใน พ.ศ. 2500 นั่นเอง ในโอกาสนี้รัฐบาลยังได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์สร้างพุทธมณฑล ณ บริเวณที่ก่อสร้างพระประธานของพุทธมณฑล ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2500 มีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การก่อสร้างชะลอตัวลงเพราะปัญหาด้านงบประมาณ

ต่อมาใน พ.ศ. 2521 รัฐบาลของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง และกลายเป็นนโยบายที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ โดยโอนภาระงานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ มีกรมศาสนาเป็นเจ้าของงบประมาณ ซึ่งมาจากทั้งรัฐและเงินบริจาคของประชาชน อีกทั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังได้รับงานก่อสร้างพุทธมณฑลไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้การก่อสร้างคืบหน้าไปมาก 

การก่อสร้างมาเสร็จสมบูรณ์ในรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่พระประธานของพุทธมณฑลสร้างเสร็จ โดยรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศขณะนั้น) เสด็จประกอบพิธีสมโภชในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ใช้เวลาในการสร้างทั้งสิ้น 25 ปีด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ยาวนานมากๆ เลย

แน่นอนว่า ถ้าผมพูดถึงพุทธมณฑล สิ่งแรกที่ทุกคนจะนึกถึง ก็คือพระประธานองค์ใหญ่ที่มีชื่อสุดยาวว่า ‘พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์’ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สูงถึง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางลีลาหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์เลยครับ 

และด้วยขนาดใหญ่นี้ ปริมาณสำริดที่ใช้จึงมากถึง 17,543 กิโลกรัม และต้องหล่อแยกชิ้นส่วนถึง 137 ชิ้นก่อนนำมาประกอบกับโครงเหล็ก และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เกิดเป็นพระพุทธรูปลีลาที่มีรัศมีเป็นเปลวสูง ครองจีวรแบบมีสังฆาฏิพาด ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้น ขณะที่พระหัตถ์ขวาห้อยลง พระบาทขวากำลังอยู่ในเยื้องย่างโดยอยู่บนฐานบัว ซึ่งมีชื่อของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ฐานล่างสุด

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ พีระศรี ได้แรงบันดาลใจจากพระพุทธรูปปางลีลาศิลปะสุโขทัย ภายในระเบียงคดของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่ออกแบบให้สมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วจีวรที่มีสังฆาฏิพาดทับจีวร และมีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ซึ่งการทำกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในศิลปะไทย และพบที่พระพุทธรูปองค์นี้เพียงองค์เดียวอีกด้วย 

ก่อนจะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ อ.ศิลป์ ได้สร้างองค์ต้นแบบที่มีความสูง 2.14 เมตรขึ้น ก่อนจะขยายเป็น 15.875 เมตร ซึ่งเท่ากับ 2,500 กระเบียด (1 กระเบียด = ¼ นิ้ว) ตรงกับงานฉลองกึ่งกลางพุทธกาล 2500 ปีพอดิบพอดี ทำให้พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่กว่าต้นแบบถึง 7.5 เท่า 

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

แต่พระประธานพุทธมณฑลไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่นะครับ ภายในพุทธมณฑลยังมีจุดควรชมอีกหลายจุด แถมแต่ละจุดยังอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑลนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะสังเวชนียสถาน 4 ตำบล มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และวิหารพุทธมณฑล

สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตั้งอยู่รอบพระประธานของพุทธมณฑล โดยทิศที่สังเวชนียสถานแต่ละแห่งตั้งอยู่นั้นอ้างอิงจากในพุทธประวัติ มีพระประธานของพุทธมณฑลเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสังเวชนียสถานนั้น หากแปลตรงตัวจะมีความหมายว่า ‘สถานที่ควรสังเวช’ เป็นสถานที่ที่ทำให้ผู้แสวงบุญเกิดความสังเวชในความอนิจจัง ไม่มีอะไรยั่งยืนแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม 

สังเวชนียสถานทั้ง 4 ประกอบไปด้วยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้านี้ ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับทัวร์แสวงบุญประเทศอินเดียที่คนไทยนิยมเดินทางไปกัน และที่พุทธมณฑลแห่งนี้ก็ได้จำลองสถานที่ทั้ง 4 มาได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากไปไกลถึงอินเดีย มาชมที่พุทธมณฑลนี้ก่อนได้เลยครับ

ความน่าสนใจและเป็นจุดร่วมของสังเวชนียสถานทั้ง 4 ก็คือ ไม่มีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเอาไว้เลยแม้แต่องค์เดียว แต่มีการเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อแทนเหตุการณ์ทั้ง 4 แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธศิลป์ในระยะแรกเคยทำมาก่อนแล้ว เพราะในยุคที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การจะบอกเล่าพุทธประวัติลงไปบนภาพสลักจะใช้วิธีการนี้เช่นกัน แต่ที่พุทธมณฑลมีการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างน่าสนใจมากทีเดียว

เริ่มจากสถานประสูติ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเหนือเฉียงเหนือก่อนนะครับ ที่นี่แสดงเหตุการณ์ตอนประสูติโดยหยิบเอาฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเดิน 7 ก้าว เทียบได้กับองค์ประกอบของการตรัสรู้ เรียกว่า โพชฌงค์ 7 ดังนั้น ณ ตำบลประสูติแห่งนี้จึงมีดอกบัวอยู่ทั้งสิ้น 7 ดอกด้วยกัน มี 1 ดอกอยู่ตรงกลางและอีก 6 ดอกล้อมรอบ บนดอกบัวแต่ละดอกจะมีรูปรอยพระพุทธบาทเอาไว้ดอกละ 1 รอย แต่ละรอยจะมีชื่อแคว้นทั้ง 7 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม ประกอบด้วย กาสี โกศล มคธ อังคะ วัชชี มัลละ สักกะ กุรุ และวังสะ โดยที่ขอบของรอยพระพุทธบาทแต่ละรอยจะจารึกด้วยอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้าที่ทรงเปล่งในวันนั้นว่า

“อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐ เสฏโฐหะมัสมิอะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว”

แปลว่า ในโลกนี้เราเป็นหนึ่ง เราเป็นยอด เราเป็นเลิศประเสริฐที่สุด การเกิดครั้งนี้ของเรา เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปอีกไม่มีสำหรับเรา

พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม
พุทธมณฑล : เมกะโปรเจกต์พุทธสถานยุคกึ่งพุทธกาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ถัดมาคือสถานที่ตรัสรู้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และที่ตำบลตรัสรู้นี้ก็แสดงฉากนี้ครับ โดยแสดงเป็นพุทธบัลลังก์ดอกบัวทรงสามเหลี่ยมปลายมนว่างเปล่า อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลูกเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ตำบลตรัสรู้ ที่นี่มีจารึกพระคาถาเอาไว้ที่พุทธบัลลังก์ เป็นข้อความอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 นั่นเอง

ต่อมาคือสถานปฐมเทศนา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกใต้ และก็เช่นเดียวกับที่สถานตรัสรู้ ฉากสำคัญของเหตุการณ์ย่อมเป็นฉากที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และตำบลปฐมเทศนาได้แสดงฉากนี้เอาไว้ด้วยธรรมจักรขนาดใหญ่ ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมจักรในศิลปะทวารวดี ตั้งอยู่บนฐาน ด้านหน้ามีแท่นอยู่ 5 แท่น แทนปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยแต่ละแท่นจะมีรูปดอกบัวอยู่ 1 ดอกแต่ไม่มีชื่อปัญจวัคคีย์แต่ละรูปกำกับเอาไว้ 

และปิดท้ายที่สถานปรินิพพาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่แสดงฉากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ ทำเป็นแท่นพุทธบัลลังก์อยู่ระหว่างต้นสาละ 2 ต้น โดยมีแท่นเล็กๆ ของพระอานนท์อยู่ข้างหนึ่ง 

ซึ่งต้นสาละทั้ง 2 ต้นเป็นคนละสายพันธุ์กันนะครับ ต้นสาละต้นที่ใหญ่กว่าเป็นต้นสาละลังกา เป็นต้นสาละที่พบได้ทั่วไปตามวัดในเมืองไทย มีเอกลักษณ์คือดอกสีชมพูและมีผลเป็นลูกกลมคล้ายปืนใหญ่ ส่วนอีกต้นซึ่งเล็กกว่านั้นเป็นต้นสาละอินเดียที่หาชมได้ยาก มีดอกเป็นช่อสีขาวหรือเหลืองอ่อน (แต่ที่พุทธมณฑลนี้ปักป้ายสลับกันนะครับ ใครไปอ่านป้าย อย่าเผลอเชื่อตามป้ายนะครับ) 

ส่วนแท่นพุทธบัลลังก์เป็นฐานบัวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนแกะสลักเป็นรูปดอกบัวเรียงกัน 3 ดอก ส่วนที่ผ้าทิพย์แกะสลักเป็นลายใบไม้ร่วง พร้อมจารึกข้อธรรมว่า

โย โว อานนฺท มยาธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา หันททานิ ภิกขะเว อามันตะยามิโว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ

แปลว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย โดยกาลที่เราล่วงลับไป 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด อันเป็นปัจฌิมโอวาทของพระพุทธองค์

ที่นี่เราลองมาดูอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจกันบ้าง เริ่มกันด้วยพระวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญได้บริจาคเงินในการจัดสร้างทั้งหมด เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสที่เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และใช้เวลา 9 ปีจึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200 ล้านบาท

ตรงกลางมีพระเจดีย์มหารัชมังคลาจารย์ เป็นเจดีย์ 9 ยอดตั้งอยู่กลางอาคารทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม บนหลังคามีเจดีย์ทรงระฆังอยู่ 9 องค์ องค์ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเจดีย์ขนาดเล็ก ภายในเจดีย์แต่ละองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุของพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระสิวลี รวมถึงพระผงวัดปากน้ำเอาไว้ด้วย ภายในประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ตั้งอยู่ตรงกลาง โดยที่บนหลังคาทรงโดมโค้งนั้น มีการเขียนจิตรกรรมรูปหลวงพ่อสดล้อมรอบด้วยเทพชุมนุม

โดยรอบมีระเบียงคด ซึ่งสำหรับที่นี่เรียกว่าเป็นพระวิหาร เก็บรักษาพระไตรปิฎกหินอ่อนจารึกพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ลงบนแผ่นหินอ่อนจำนวนมากถึง 1,418 แผ่น จารึกเป็นภาษาบาลี 

การสร้างแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนแบบนี้ ชวนให้นึกถึงแผ่นจารึกพระไตรปิฎกหินอ่อนทั้ง 729 แผ่น ที่วัดกุโสดอหรือวัดโลกมารชิน เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ของที่วัดกุโสดอจะประดิษฐานแผ่นจารึกเหล่านี้เอาไว้ในเจดีย์ที่อยู่ล้อมรอบเจดีย์ประธานของวัดแทน ไม่รู้ว่าของพุทธมณฑลเราได้แรงบันดาลใจจากที่นี่รึเปล่า แต่ที่แตกต่างกันแน่ๆ คือ ที่พุทธมณฑลมีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเอาไว้ด้วย โดยเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และการสังคายนาพระไตรปิฎกทุกครั้ง 

ส่วนวิหารพุทธมณฑลนั้นตั้งอยู่ทางด้านหน้าสุด เห็นได้จากถนนเลยครับ ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นว่า อาคารหลังนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระอุโบสถของวัดราชาธิวาส แต่ดัดแปลงให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น หน้าบันด้านหน้ามีทั้งรูปพระพุทธเจ้าและธรรมจักร ภายในซุ้มแต่ละซุ้มจะประดิษฐานพระประธาน 

หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวิหารหลังนี้ ก็คือจารึกที่อยู่ด้านหน้าวิหารพุทธมณฑล บอกเล่าถึงประวัติของอาคารหลังนี้ ทั้งปีที่เริ่มสร้าง งบประมาณในการสร้าง ผู้ออกแบบ คือ นายจิตร บัวบุศย์ ประวัติการปรับปรุงแก้ไขและพระประธานภายในวิหารหลังนี้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางลีลา ที่ได้แรงบันดาลใจจากพระประธานของพุทธมณฑลด้วยครับ

งานศิลปกรรมภายในพุทธมณฑลแห่งนี้ ทำให้ที่นี่นอกจากเป็นสถานที่จัดกิจกรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ สำหรับให้คนไปพักผ่อนออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่นำพาศิลปะโบราณอายุหลายร้อยปีมาพบกับศิลปะสมัยใหม่ แล้วผสมผสานกันจนกลมกล่อม เกิดเป็นงานศิลปกรรมชิ้นใหม่ ที่ยังเหลือกลิ่นอายความงามตามอุดมคติแบบโบราณ แต่ก็มีความทันสมัยด้วยในตัว ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่จะช่วยพาศิลปะไทยให้ไปข้างหน้าได้โดยไม่ย่ำอยู่กับที่ สถานที่แห่งนี้จึงมีความน่าสนใจ เหมาะกับทั้งคนที่จะไปเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมงานศิลปะ หรือจะแค่ไปชื่นชมงานศิลปะเฉยๆ ก็ยังได้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ถ้าใครสนใจเดินทางไปชมพุทธมณฑล ผมแนะนำให้ใช้รถส่วนตัว จะจักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ก็ได้ เพราะจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งค่อนข้างไกลกันพอสมควร ถ้าไม่คิดจะไปออกกำลังกายไปชมไป มีรถส่วนตัวไว้จะเป็นการดีกว่าครับ
  2. ถ้าใครสนใจเรื่องราวของพระอุโบสถวัดราชาธิวาส ที่กลายเป็นต้นแบบของวิหารพุทธมณฑล ผมเคยเขียนเรื่องราวของวัดนี้ไว้แล้วที่นี่
  3. นอกจาก พุทธมณฑล ที่จังหวัดนครปฐมแล้ว ในประเทศไทยยังมีพุทธมณฑลอยู่ในจังหวัดอื่นด้วยนะครับ ซึ่งพุทธมณฑลแต่ละที่จะมีจุดร่วมกัน คือมีพระพุทธรูปไม่ก็เจดีย์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง เช่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดขอนแก่น พุทธมณฑลอีสาน จังหวัดมหาสารคาม พุทธมณฑลจังหวัดชลบุรี พุทธมณฑล จังหวัดนราธิวาส และพุทธมณฑล จังหวัดเชียงใหม่
  4. สำหรับคนที่ชอบผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออยากชมผลงานต้นแบบทั้งพระประธานที่พุทธมณฑลและประติมากรรมอื่นๆ ขอเชิญที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรีและหอประติมากรรมต้นแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ แค่ 2 ที่นี้ก็บอกเล่าเรื่องราวและผลงานของ อ.ศิลป์ ได้เป็นอย่างดีแล้วครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load