เดือนกุมภาพันธ์มาพร้อมกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันแรกของปีอย่างวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ใครมีวัดในใจที่จะไปไหว้พระหรือทำบุญกันรึยังครับ เพราะในวันนี้ นอกจากประเพณีทั่วๆ ไป เช่น สวดมนต์ เวียนเทียนแล้ว บางวัดมีประเพณีพิเศษจัดกันด้วยนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าใครยังไม่มี ผมมีวัดมานำเสนอครับ กับวัดที่สำคัญที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดพระบรมธาตุเมืองนครครับ

เข้าวัดพระธาตุ เมืองคอน ในวันมาฆบูชาไปชมมหาธาตุต้นแบบเจดีย์หลายองค์ของวัดภาคใต้

ก่อนจะไปชมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารกัน เรามาทำความรู้จักกับวัดนี้กันสักหน่อยครับ ก่อนอื่นก็เอกสารด้านตำนาน ซึ่งมีทั้งตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งแม้จะเป็นคนละฉบับ แต่เนื้อหาในส่วนต้นของทั้งสองตำนานมีความคล้ายคลึงกัน โดยกล่าวถึงกษัตริย์แห่งเมืองทนธบุรีผู้ครอบครองพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าได้โปรดให้เจ้าชายทนธกุมารและเจ้าหญิงเหมชาลาอัญเชิญพระธาตุหลบหนีจากการแย่งชิงไปยังลังกา แต่เรือกลับล่มจนทั้งสองพระองค์ลอยไปติดชายฝั่งแห่งหนึ่งและเดินเท้าจนพบกับหาดทรายแก้ว จึงฝังพระธาตุไว้ ต่อมาทั้งสองได้พบกับพระมหาเถรพรหมเทพ ผู้ทำนายว่าในอนาคต หาดทรายแก้วแห่งนี้จะมีกษัตริย์นาม ‘พระยาศรีธรรมาโศกราช’ มาสร้างเมืองและพระธาตุ เมื่อพระมหาเถรจากไปและได้เวลาสมควร เจ้าชายและเจ้าหญิงจึงได้ขุดพระทันตธาตุกลับขึ้นมาและเดินทางไปยังเกาะลังกาเพื่อมอบพระธาตุให้กับกษัตริย์ลังกา ซึ่งพระองค์ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปบรรจุ ณ หาดทรายแก้วเช่นเดิม ในเวลาต่อมา มีกษัตริย์นาม ‘พระยาศรีธรรมโศกราช’ หนีโรคระบาดจากเมืองหงสาวดีมาสร้างเมืองนครศรีธรรมราชบนหาดทรายแก้ว พร้อมได้ขุดเอาพระธาตุออกมาและก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้น 

จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ ตำนานทั้งสองฉบับต่างระบุถึงเวลาในการสร้างพระบรมธาตุเอาไว้เหมือนกัน แต่ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ตัวเลขศักราชหายไป คงเหลือแต่คำว่า ‘เมื่อมหาศักราชได้’ ในขณะที่ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชระบุว่า ‘เมื่อศักราชได้ 1098 ปี’ แต่ไม่ระบุประเภทศักราช ความยากจึงบังเกิดทันทีว่า เราควรจะใช้ตัวเลขนี้มาใช้กับศักราชอะไรดี ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ พ.ศ. จึงเท่ากับว่า พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชสร้างขึ้นเมื่อ 1,400 กว่าปีที่แล้ว แต่ถ้าเราลองเอาเอกสารทั้งสองฉบับมารวมกันดูล่ะ ถ้าเปลี่ยนเป็น มหาศักราช 1098 ล่ะครับ ก็จะกลายเป็นว่า พระบรมธาตุองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1,719 (1,098 + 621) เท่านี้เราก็จะได้ตัวเลขที่น่าสนใจมา 2 ตัวเลข นั่นก็คือ 1,098 กับ 1,719 แล้วปีไหน ควรเป็นปีที่ถูกต้องที่พระบรมธาตุถูกสร้างขึ้นกันแน่ เราจะมาหาคำตอบเรื่องนี้กันครับ

ลองมาดูหลักฐานด้านจารึกกัน เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งจารึกที่เกี่ยวกับพระบรมธาตุแบบจริงๆ นั้น เป็นจารึกที่พบในวัดแห่งนี้เลยครับ ได้แก่ จารึกแผ่นทองซึ่งพบบนปลียอดของพระบรมธาตุ โดยพบทั้งสิ้น 40 ชิ้นจารึกด้วยอักษรขอม ภาษาไทย โดยข้อความส่วนใหญ่กล่าวถึงการบูรณะและการนำแผ่นทองขึ้นหุ้มยอดของพระบรมธาตุ ซึ่งจารึกเก่าที่สุดระบุศักราช พ.ศ. 2155 ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา และพบต่อมาเรื่อยๆ จนไปสิ้นสุดที่จารึกระบุศักราช พ.ศ. 2377 ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ยังมีจารึกแกนปลีโลหะ เล่าถึงการที่ยอดพระบรมธาตุหักและซ่อมสร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2190 ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเครื่องยืนยันในความสำคัญของพระบรมธาตุองค์นี้ที่มีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

แม้จะนำข้อมูลจารึกมาประกอบแล้ว สุดท้ายก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดีว่า พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชนี้ควรจะสร้างขึ้นเมื่อไหร่กันแน่ เพื่อความแน่ใจ เราลองไปชมพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชกันดีกว่า เผื่อว่างานศิลปกรรมขององค์พระบรมธาตุจะช่วยตอบข้อสงสัยนี้ได้

เข้าวัดพระธาตุ เมืองคอน ในวันมาฆบูชาไปชมมหาธาตุต้นแบบเจดีย์หลายองค์ของวัดภาคใต้
วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชเป็นเจดีย์ช้างล้อมขนาดใหญ่ที่มีวิหารทับเกษตรหรือพระระเบียงตีนธาตุคลุมด้านล่างของพระบรมธาตุ ล้อมรอบไปด้วยพระเจดีย์ขนาดเล็กหลายรูปทรงและขนาดจากหลากยุคสมัย ส่วนฐานล่างของพระบรมธาตุซึ่งปกติจะมองไม่เห็นจากด้านนอกเพราะถูกคลุมวิหารทับเกษตรนั้นเรียกว่าฐานประทักษิณ ใช้สำหรับเดินประทักษิณเพื่อนมัสการพระบรมธาตุ ผนังของฐานนี้มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปสลับกับซุ้มประดิษฐานรูปช้าง ซึ่งเจดีย์ช้างล้อมนี้ถือเป็นร่องรอยสำคัญที่แสดงถึงอิทธิพลจากศิลปะลังกา เพราะเจดีย์ช้างล้อมที่เก่าที่สุดนั้นอยู่ในศรีลังกา ก่อนจะส่งอิทธิพลต่อมาจากเจดีย์ในศิลปะพม่าและศิลปะในประเทศไทย พระบรมธาตุองค์นี้จึงถือเป็นเจดีย์ช้างล้อมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยด้วย

วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ถัดขึ้นจากฐานประทักษิณ คือส่วนขององค์ระฆังที่มีรูปทรงไม่เหมือนระฆังอย่างที่เราคุ้นเคย แต่กลับมีลักษณะเป็นทรงโอคว่ำหรือขันคว่ำ โดยที่เหนือองค์ระฆังขึ้นไปมีบัลลังก็ทรงสี่เหลี่ยมที่มีช่องรูปวงกลมอยู่ตรงกลาง รองรับปล้องไฉนทรงกรวยแหลมที่มีเสาหานประดับ ‘พระเวียน’ หรือรูปพระสาวกประนมมือในท่าลีลาบนเสาแต่ละต้น รูปแบบทั้งหมดอาจจะไม่ได้เหมือนซะทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับเจดีย์ชื่อคิริเวเหระ เมืองโปลนนารุวะ ประเทศศรีลังกาที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 ไม่ว่าจะเป็นองค์ระฆังทรงโอคว่ำหรือบัลลังก์สี่เหลี่ยมมีช่องวงกลมตรงกลาง 

สิ่งนี้จึงถือเป็นเครื่องยืนยันสำคัญที่บอกให้เรารู้ว่า พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชที่เราเห็นกันในปัจจุบันน่าจะสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1719 หรือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 นั่นเอง และรูปแบบของพระบรมธาตุยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันในเรื่องพุทธศาสนาระหว่างนครศรีธรรมราชและลังกา สอดคล้องกับข้อความในจารึกโปโลนนารุวะ ที่พูดถึงการที่พระเจ้าวิกรมพาหุ (พ.ศ. 1654 – 1675) ได้ส่งพระนันทเถระเป็นสมณทูตมาประกาศพุทธศาสนายังตัมลิงคมุหรือตามพรลิงค์ อาณาจักรโบราณที่ตั้งอยู่ในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช 

วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อีกหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงความสำคัญของพระบรมธาตุเมืองนคร ก็คือการที่เจดีย์หลายองค์ทางภาคใต้ของประเทศไทยได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากพระบรมธาตุองค์นี้ ไม่ว่าจะเป็นพระมาลิกเจดีย์ วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) เจดีย์ประธาน วัดพระงาม และเจดีย์ประธาน วัดจะทิ้งพระ (วัดสทิงพระ) จังหวัดสงขลา เจดีย์ประธาน วัดเขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง หรือพระธาตุสวี จังหวัดชุมพร ต่างก็ได้แรงบันดาลใจมาไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ยังมีภาพของพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราชนี้ ยังไปปรากฏอยู่บนจิตรกรรมฝาผนังของวัดด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัดมหาสมณาราม จังหวัดเพชรบุรี หรือวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร

วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ติดกับพระบรมธาตุ เป็นที่ตั้งของวิหารสองหลังภายในอาคารหลังเดียวกัน นั่นก็คือ วิหารพระทรงม้าและวิหารเขียนนั่นเอง วิหารพระทรงม้าหรือวิหารพระมหาภิเนษกรมณ์อยู่ประชิดกับส่วนฐานขององค์พระบรมธาตุทางทิศเหนือ อันเป็นทางขึ้นสู่ลานประทักษิณของพระบรมธาตุ ซึ่งที่มาของชื่อวิหารหลังนี้มาจากผนังที่ขนาบบันไดมีภาพปูนปั้นพุทธประวัติตอนมหาภิเนษกรมณ์ หรือฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกมาผนวชบนหลังของม้ากัณฐกะนั่นเอง นอกจากฉากนี้ ผนังขนาบบันไดทางขึ้นนี้ยังภาพอื่นๆ เช่น นาค ยักษ์ เทวดา และรอยพระพุทธบาทด้วยครับ 

ส่วนด้านหลังที่ติดกับวิหารพระทรงม้านั้น คือวิหารเขียนที่เคยมีประตูเชื่อมต่อถึงกันมาก่อน แต่เมื่อมีการใช้งานวิหารเขียนในฐานะของพิพิธภัณฑ์จึงได้มีการปิดช่องนั้นไป ภายในวิหารเขียนยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางมารวิชัยอยู่เช่นในอดีต แต่ได้เพิ่มตู้จัดแสดงโบราณวัตถุเข้าไปไว้ด้วย ผมจึงไม่มีรูปถ่ายด้านในวิหารเขียนมาให้ชมนะครับเพราะเขาไม่ให้ถ่ายภาพครับ

วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

อีกหนึ่งอาคารในแนวแกนเดียวกันกับวิหารทั้งสองหลังนั้น คือวิหารโพธิ์ลังกาหรือโพธิมณเฑียร อาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีระเบียงล้อมรอบแท่นที่ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งนำหน่อมาจากศรีลังกา สอดคล้องกับชื่อของวิหารนั่นเอง อาคารลักษณะนี้เป็นที่นิยมอยู่ในลังกามาก่อนในชื่อของ ‘โพธิฆระ’ (วิหารต้นโพธิ์) จึงถือเป็นอีกหนึ่งร่องรอยอิทธิพลความเป็นลังกาภายในวัดแห่งนี้ ส่วนต้นโพธิ์ที่อยู่ในภายในวิหารโพธิ์ลังกานี้มีทั้งหมดสองต้น ซึ่งเป็นต้นโพธิ์ที่เกิดจากหน่อที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อครั้งที่สมณทูตของพระองค์เสด็จกลับจากลังกาเมื่อ พ.ศ. 2360 นอกจากต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ภายในอาคารหลังนี้ยังมีพระพุทธไสยาสน์และพระพุทธรูปนั่งอยู่ด้วยนะครับ ไม่ใช่มีแต่ต้นโพธิ์อย่างเดียว

วิหารอีกหลังที่จะไม่พูดก็คงไม่ได้ นั่นก็คือวิหารพระธรรมศาลา วิหารที่ได้รับการบูรณะใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2437 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกตรงกับแนวแกนของพระบรมธาตุพอดี ที่ผนังด้านนอกทั้งหน้าและหลังมีพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องอยู่ด้านละ 1 องค์ ผนังด้านทิศตะวันออกนามว่า ‘พระพุทธรูปเจ้าชายทนธกุมาร’ ผนังด้านตะวันตกนามว่า ‘พระพุทธรูปนางเหมชาลา’ ซึ่งชื่อของพระพุทธรูปทั้งสององค์นี้เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อของเจ้าชายและเจ้าหญิงที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมายังนครศรีธรรมราชนั่นเอง และส่วนท้ายของวิหารหลังนี้ยื่นเข้าไปในระเบียงคดล้อมรอบพระบรมธาตุ และสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ภายในเอาไว้ ระเบียงนี้มีมีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า ‘พระด้าน’ เพราะมีพระอยู่ในทุกๆ ด้านของระเบียงนั่นเอง ภายในวิหารพระธรรมศาลานี้ นอกจากพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัยแล้ว ภายในยังมีเจดีย์อยู่ด้วย 1 องค์ เจดีย์องค์นี้เรียกกันว่า ‘เจดีย์สวรรค์’ เป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของพระยารามราชท้ายน้ำ ที่สิ้นชีพไปในคราวสู้รบกับโจรสลัดเมื่อ พ.ศ. 2144 ถือเป็นของแปลกและน่าชมทีเดียว เพราะมีไม่มากนักที่เราจะเห็นการประดิษฐานเจดีย์เอาไว้ในอาคารอีกต่อหนึ่ง

วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

และอาคารสำคัญหลังสุดท้ายที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คือ พระวิหารหลวง อุโบสถที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ฟังไม่ผิดครับ อาคารหลังนี้เรียกว่าเป็นพระวิหารหลวง แต่มีฟังก์ชันเป็นอุโบสถด้วยเพราะมีใบเสมาอยู่ภายในซุ้มรอบอาคารทั้ง 8 ทิศ แต่เหตุที่เรียกอาคารหลังนี้ว่าเป็นพระวิหารหลวงเพราะเคยเป็นพระวิหารหลวงมาก่อนจริงๆ ส่วนใบเสมานี้น่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2428 พร้อมกับการซ่อมอาคารหลังนี้ 

พระวิหารหลวงหลังนี้มีจุดเด่นที่สังเกตที่ได้จากด้านนอก นั่นก็คือ มุขประเจิด คือการที่หน้าบันของอาคารยื่นออกมาโดยมีเสารองรับ ซึ่งมุขประเจิดถือเป็นลักษณะสำคัญของอาคารในสมัยอยุธยาและได้รับความนิยมอย่างมากทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยหน้าบันมุขประเจิดของพระวิหารหลวงนี้มีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ด้านหน้า พระนารายณ์ทรงสุบรรณอยู่ด้านหลัง ภายในอาคารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่นามพระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช พระประธานปางมารวิชัยสมัยอยุธยา โดยมีพระพุทธรูปที่มีขนาดเล็กกว่าและพระสาวกขนาบทั้งสองข้าง

วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
วัดพระบรมธาตุเมืองนครฯ ร่องรอยการเผยแผ่พุทธศาสนาในไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

สิ่งสุดท้ายจริงๆ ที่ขอเอามาปิดเรื่องราวของวัดมหาธาตุวรมหาวิหาร นั่นก็คือ ขณะนี้วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้อยู่ในบัญชีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2556 หลังจากที่ได้มีการเสนอชื่อเพื่อขอบรรจุในบัญชีเบื้องต้น (Tentative List) เมื่อ พ.ศ. 2555 ด้วยหลักเกณฑ์ 3 จาก 6 ข้อ ได้แก่ 

ข้อ 2 การแสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนด้านคุณค่าของมนุษย์ตามเวลา หรือในวัฒนธรรมด้านใดด้านหนึ่งของโลก ในการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยี  ศิลปสถาปัตยกรรมโบราณ การออกแบบผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์

ข้อ 4 เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของประเภทอาคาร กลุ่มสถาปัตยกรรมหรือเทคโนโลยี ซึ่งแสดงถึงช่วงเวลาที่สำคัญช่วงหนึ่งหรือหลายช่วงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

และ ข้อ 6 มีความสัมพันธ์โดยตรงหรือเห็นได้ชัดเจนกับเหตุการณ์หรือประเพณีที่ยังคงอยู่  หรือความคิดหรือความเชื่อต่องานศิลปกรรม และวรรณกรรมที่มีความโดดเด่นเป็นสากล

ทีนี้เราก็มารอกันครับว่า มรดกโลกแห่งนี้จะได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อใด


เกร็ดแถมท้าย

  1. การเดินทางไปยังวัดมหาธาตุวรมหาวิหารถือว่าไม่ยากครับ เพราะวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเมือง จะขับรถส่วนตัวมาหรือเหมารถจากสนามบินมาก็สะดวกสบายครับผม
  2. นอกจากงานประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุแล้ว วัดแห่งนี้ยังมีงานประเพณีสำคัญอีก 2 งาน คือ ประเพณีให้ทาไฟหรือประเพณีเดือนยี่ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม และ ประเพณียกขันหมากพระปฐมหรือประเพณีเดือนสี่ ครับ ใครอยากเห็นบรรยากาศของวัดในช่วงงานเทศกาลก็ลองล็อกวันแล้วหาจังหวะมาชมกันได้นะครับ
  3. นอกเหนือจากวัดมหาธาตุวรมหาวิหารแล้ว จังหวัดนครศรีธรรมราชยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ถ้าชอบวัดก็ขอแนะนำวัดวังตะวันตกกับกุฏิทรงไทยอายุ 100 ปี หรือวัดสวนสวรรค์กับงานปูนปั้นที่งดงาม ถ้าชอบบ้านเก่าก็มีบ้านขุนวิรัฐวุฒิจารย์ หรือถ้าชอบแนวศิลปวัฒนธรรมต้องนี่เลยบ้านหนังตะลุงสุงครับชาติ

สำหรับที่อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัดมหาธาตุวรมหาวิหารนี้ ผมขอแนะนำหนังสือ 2 เล่มครับ เล่มแรกคือ พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช : มรดกดพุทธศาสนาสถาปัตยกรรมศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเถรวาทแห่งคาบสมุทรภาคใต้ ของ เกรียงไกร เกิดศิริ และ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช มหาสถูปแห่งคาบสมุทรภาคใต้ ของ ประภัสสร์ ชูวิเชียร 2 เล่มนี้จะมีเนื้อหาที่ละเอียดแบบเน้นๆ เลยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load