เนื่องในเดือนแห่งความรักอย่างเดือนกุมภาพันธ์ ผมเลยอยากนำเรื่องของวัดแห่งหนึ่ง สถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดนี้มีอนุสรณ์แห่งความรักของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์หนึ่ง ซึ่งสร้างอนุสรณ์สถานให้พระมเหสีที่จากไปก่อนเวลาอันควร ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงอนุสรณ์สถานพระนางเรือล่มครับ ซึ่งในบรรดาอนุสรณ์ของพระนางเรือล่ม มีอยู่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัด และ ณ จุดนี้ คือจุดเกิดเหตุเรือล่มที่แท้จริงครับ นามของวัดนี้ก็คือ ‘วัดเกาะพญาเจ่ง’ครับ

ผมเชื่อว่าพอจั่วหัวมาแบบนี้ หลายคนน่าจะเถียงผมอยู่ในใจว่า “อ้าว แล้วที่วัดกู้ละครับ” ไม่แปลกที่หลายคนจะคิดแบบนี้ เพราะปัจจุบันคนมักเข้าใจว่า เหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดแห่งนี้จาก ‘วัดท่าสอน’ หรือ ‘วัดหลังสวน’ มาเป็นวัดกู้นั้น เนื่องมาจากเป็นวัดที่มีการกู้เรือและพระศพของพระนางเรือล่มขึ้นมา แต่ชื่อ ‘กู้’ นี้มีที่มาจากชาวมอญเมื่ออพยพมาอยู่ ณ บริเวณนี้ พวกเขาเรียกพื้นที่นี้ว่า ‘กวานกู้’ ซึ่งเป็นภาษามอญแปลว่าบ้านไร่ เพราะพื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก เมื่อบูรณะวัดท่าสอนขึ้นใหม่ จึงเรียกว่านี้ว่า ‘เภี่ยกู้’ หรือ ‘วัดกู้’ ดังนั้นชื่อวัดกู้นี้เกิดขึ้นมาก่อนเหตุการณ์ของพระนางเรือล่ม จึงไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการกู้เรือแต่อย่างใด

ทีนี้ พอเราย้อนกลับมาดูชื่อวัดเกาะพญาเจ่งที่ผมจะไปวันนี้ก็ฟังดูแปลกๆ อยู่ ‘พญาเจ่ง’ ผู้นี้คือใครกันแน่ พญาเจ่งหรือ เจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) เป็นบิดาของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ผู้สร้างวัดเกาะพญาเจ่งแห่งนี้และต้นสกุลคชเสนีครับ ท่านเป็นขุนนางชาวมอญที่เข้ามารับราชการในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อท่านถึงแก่อสัญกรรม บุตรชายคือเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) ก็มารับตำแหน่งแทนในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ต่อมาเมื่อท่านต้องย้ายนิวาสสถานไปรับราชการที่เมืองบางกอก ท่านจึงได้ยกที่ดินที่เป็นบ้านเดิมของท่านให้เป็นของสงฆ์พร้อมซื้อที่เพิ่มเติม แล้วจึงสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้น เรียกว่าวัดเกาะหรือวัดเกาะบางพูด เนื่องจากบริเวณที่สร้างวัดเป็นที่ลุ่มปากคลองบางพูดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเกาะ 

เมื่อมีชุมชนชาวมอญอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของรัชกาลที่ 3 ท่านก็โปรดเกล้าฯ ให้มาอยู่ในบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัด วัดนี้กลายเป็นวัดของชุมชนชาวมอญและมีภิกษุชาวมอญเข้ามาจำพรรษาในวัด จึงถูกเรียกว่า ‘วัดเกาะรามัญ’ ต่อมาหลวงบริณัยจรรยาราษฎร์ (มณฑล คชเสนี) ผู้สืบสกุลของเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) ขอเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดเกาะพญาเจ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่บรรพบุรุษ วัดนี้จึงได้ชื่อว่าวัดเกาะพญาเจ่งนับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

เกร็ดที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งของวัดเกาะพญาเจ่งแห่งนี้ก็คือ ในพ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดรามัญที่ปากเกร็ด เมืองนนทบุรี ในครั้งนั้นพระองค์ได้ทอดผ้าพระกฐิน ณ วัดปากอ่าว (วัดปรมัยยิกาวาส) วัดบางพัง (วัดศรีรัตนาราม) และวัดรามัญ ซึ่งวัดรามัญที่ว่าก็คือวัดเกาะพญาเจ่งนั่นเอง แสดงให้เห็นว่าวัดนี้น่าจะเป็นวัดมอญที่มีความสำคัญวัดหนึ่งในเวลานั้นอย่างแน่นอน

อาคารที่มีความสำคัญที่สุดและถือเป็นประธานของวัดเกาะพญาเจ่งแห่งนี้ ก็คืออุโบสถ ซึ่งถือเป็นอุโบสถแบบไทยประเพณีทั่วๆ ไป แต่ที่พิเศษคือขนาด เพราะอุโบถสหลังนี้คืออุโบสถที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอปากเกร็ดครับ และด้วยขนาดที่ใหญ่ขนาดนี้ แถมพื้นที่แถบนี้ยังเป็นดินเลนชายน้ำ การสร้างให้แข็งแรงนั้นจึงใช้เทคนิคธรรมดาทั่วไปไม่ได้ ใช่แล้วครับ ก่อนที่จะมีการสร้างอุโบสถหลังนี้ มีการใช้เทคนิคการวางฐานรากแบบพิเศษที่เรียกว่า ‘แกงแนง’ ซึ่งเป็นการใช้ซุงจำนวนมากวางเป็นแพซ้อนกันหลายๆ ชั้นลงในบ่อที่ขุดไว้ พร้อมกับใช้โอ่งดินเผาคว่ำเรียงเต็มพื้นที่ฐานอุโบสถ จากนั้นจึงสร้างอุโบสถขึ้น ทำให้แม้ผ่านเวลามานับร้อยปี แต่อุโบสถหลังนี้ก็ยังไม่ทรุดตัวเลยครับ

ภายในอุโบสถมีพระประธานปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่บนฐาน มีพระอัครสาวกทั้งสองพนมมืออยู่ด้านหน้า พร้อมด้วยพระพุทธรูปยืนและนั่ง ประติมากรรมชิ้นสำคัญที่อยากให้ชมไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานครับ แต่ตั้งอยู่ข้างๆ ด้านหน้าพระประธานเลยครับ เป็นประติมากรรมแบบพิเศษที่เรียกว่า ‘พระเจ้าเข้านิพพาน’ พระเจ้าเข้านิพพานก็คือรูปพระพุทธเจ้านอนอยู่ภายในโลง โดยพระบาททั้ง 2 ข้างทะลุออกมานอกโลง ซึ่งโลงนี้อาจจะเปิดได้หรือเปิดไม่ได้ก็ได้ สำหรับที่วัดเกาะพญาเจ่งแห่งนี้ โลงเปิดออกทางด้านข้างทำให้เห็นรูปพระพุทธเจ้าภายในได้ชัดเจน ที่ผมบอกว่าพิเศษก็เพราะว่า ประติมากรรมนี้ไม่ใช่ของที่หาดูกันได้ง่ายๆ มีแค่ไม่กี่วัดในเมืองไทยเท่านั้นที่มีพระพุทธรูปลักษณะนี้ ถ้าในกรุงเทพมหานครก็มีที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามและวัดอินทาราม ถ้าในจังหวัดอื่นก็เช่น วัดท่าฬ่อ จังหวัดพิจิตรและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งวัดนี้ถึงกับทำวิหารพระเจ้าเข้านิพพานขึ้นมาต่างหากเลยครับ 

วัดเกาะพญาเจ่ง
วัดเกาะพญาเจ่ง

ผนังโดยรอบทุกด้านต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังจนแทบไม่มีที่ว่างเลย (เว้นแต่ผนังนั้นจะชำรุดจนภาพลบเลือนไป ) ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ไม่ได้เขียนจิตรกรรมฝาผนังที่มีความพิเศษกว่าจิตรกรรมฝาผนังทั่วไปสักเท่าไหร่ เพราะผนังด้านข้างระหว่างช่องประตูกับหน้าต่างก็เขียนภาพทศชาติชาดก โดยมีภาพเทพชุมนุมและพระอดีตพุทธเจ้าอยู่ข้างบน หน้าพระประธานเขียนฉากมารผจญ หลังพระประธานเขียนฉากไตรภูมิที่แทรกฉากพระพุทธเจ้าโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สิ่งเหล่านี้พบได้บ่อยในวัดที่เขียนจิตรกรรมฝาผนัง 

วัดเกาะพญาเจ่ง
วัดเกาะพญาเจ่ง

แต่วัดเกาะพญาเจ่งแห่งนี้ก็ใช่จะมีแต่ของทั่วๆ ไป เพราะนอกจากชาดกแล้ว ผนังระหว่างช่องประตูกับหน้าต่างในระดับสายตานั้น มีการแทรกวรรณกรรมเข้าไปด้วย ใช่ครับ วรรณกรรมจริงๆ อย่างเรื่องพระสุธน-มโนราห์ และเรื่องพระรถ-เมรี แต่เนื่องจากทั้งสองเรื่องมีพื้นที่ให้เขียนเพียง 1 ช่อง ทำให้ช่างต้องเลือก ถ้าใครมาเห็นก็ต้องเลือกวาดด้วยเทคนิคเดียวกับการวาดชาดก นั่นก็คือเลือกฉากสำคัญของเรื่องมาวาด เช่น ฉากที่พระรถขี่ม้าวิเศษเหาะหนีนางเมรีข้ามแม่น้ำด้วยความเข้าใจผิด หรือฉากที่พระสุธนติดตามจนได้เจอนางมโนราห์อีกครั้ง และเพื่อไม่ให้ไปขัดจังหวะจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติ ช่างได้เลือกวาดวรรณกรรมเหล่านี้เอาไว้ก่อนชาดกเรื่องแรกคือเตมียชาดก และหลังชาดกเรื่องสุดท้ายคือเวสสันดรชาดก ทั้งนี้ทศชาติชาดกยังเรียงต่อกันทั้ง 10 ชาติอยู่

วัดเกาะพญาเจ่ง
วัดเกาะพญาเจ่ง

นอกจากนี้ บนบานประตูและหน้าต่างก็ยังมีการวาดภาพทวารบาล ซึ่งมีทั้งทวารบาลที่เป็นเทวดาแบบไทยถือพระขรรค์หรือดาบ เซี่ยวกางหรือทวารบาลแบบจีนยืนเหยียบสิงห์แต่กลับถือกริชซึ่งเป็นอาวุธของมลายูดูแปลกตา และยังมีทวารบาลชาวตะวันตกถือกระบองและผ้าเช็ดหน้าด้วย เรียกได้ว่าวัดเดียวมีทวารบาลให้ได้ชมถึง 3 แบบเลยทีเดียว

วัดเกาะพญาเจ่ง
วัดเกาะพญาเจ่ง

อย่างที่เกริ่นไปในตอนแรก ในบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเกาะพญาเจ่งแห่งนี้เป็นสถานที่เกิดเหตุเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวีและสมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ  ล่ม ทำให้พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าในพระครรภ์สิ้นพระชนม์พร้อมด้วยพระพี่เลี้ยง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 เหตุการณ์ในครั้งนี้ยังความโทมนัสยิ่งมาสู่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสรณ์สถานของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศเหนือของวัด 

อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงปราสาท ส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ภายในประดิษฐานรูปพระสงฆ์ 4 องค์หันหลังชนกัน ซึ่งทั้ง 4 องค์อยู่ในอิริยาบถที่คล้ายแต่ไม่เหมือนกัน งงไหมครับ คืออย่างนี้ครับ องค์หนึ่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย องค์หนึ่งขัดสมาธิราบปางสมาธิ องค์หนึ่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัยแต่อีกมือถือตาลปัตร และองค์หนึ่งขัดสมาธิเพชรปางสมาธิ ทีนี้เข้าใจหรือยังครับว่าทำไมผมถึงบอกว่า ‘คล้ายแต่ไม่เหมือนกัน’

วัดเกาะพญาเจ่ง

แต่มันก็ดูแปลกนะครับ ทำไมถึงทำเป็นรูปพระสาวก 4 องค์หันหลังชนกัน ทำไมไม่ทำเป็นพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกัน แถมยังทำให้แต่ละองค์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ มันน่าจะต้องมีเหตุผลเบื้องหลังใช่ไหมครับ ในหนังสือ สมเด็จพระนางเรือล่ม ของคุณณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2503 ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ผมเลยจะขอยกข้อความทั้งหมดมาให้ลองอ่านกันครับ

“ในเจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์ก่อด้วยปูน หันพักตร์ไปสู่แม่น้ำทางทิศตะวันตก คงทรงสร้างอุทิศพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ทรงสร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระเศียรมียอดแหลม

ทางด้านใต้ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระเศียรยอดแหลม เข้าใจว่าคงสร้างอุทิศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์

ทางด้านเหนือ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเหมือน แต่พระเศียรจะทำเป็นยอดแหลมเหมือนองค์ที่กล่าวมาแล้วหรืออย่างไร ดูไม่ถนัดเพราะชำรุด ดูคล้ายจะเป็นเศียรยอดหัวจุก เข้าใจว่าคงทรงอุทิศแด่เจ้าฟ้าในพระครรภ์

“อีกองค์หนึ่งด้านทิศตะวันออกเป็นพระพุทธรูปนั่งสมาธิแบบดังกล่าวมา แต่พระเศียรไม่มียอดแหลม เป็นแบบพระสาวก เข้าใจว่าทรงอุทิศให้ยายพระพี่เลี้ยง (แก้ว) คนเลี้ยงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ ดังปรากฏว่าได้ตายด้วยกันในครั้งกระนั้น”

นั่นหมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่รูปลักษณ์ที่ปรากฏในปัจจุบันกับที่เคยเป็นก่อนการบูรณะจะแตกต่างกับสภาพที่ปรากฏในปัจจุบัน และความแตกต่างนี้ อาจจะต้องการสร้างเพื่อุทิศให้แก่ผู้ที่ได้จากไปจากเหตุการณ์นั้นทั้ง 4 ก็ได้ ซึ่งถือว่าน่าสนใจทีเดียว ส่วนใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ หรือคิดเห็นแบบไหน ก็สุดแท้แต่วิจารณญาณของท่านเลยครับ 

ด้านหน้าเจดีย์องค์นี้ยังมีแผ่นไม้ที่มีคำจารึกพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความว่า

“ลาภยศใดใดไม่พึงปราถน์ นางใดใครปรารถน์พี่ไม่ข้อง

นางเดียวนางในหทัยปอง นางน้องแนบในหทัยเรา

ตราบขุนคีรีข้น ขนาดสลาย แลแม่

รักบ่หายตราบหาย หกฟ้า

สุริจันทร์ขจาย จากโลก ไปฤๅ

ไฟแล่นล้าสี่หล้า ห่อนล้างอาลัย”

วัดเกาะพญาเจ่ง

สุดท้ายนี้ ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า ถ้าใครอยากจะไปไหว้พระนางเรือล่ม ก็ให้เลิกไปไหว้ที่วัดกู้แล้วมาไหว้ที่วัดเกาะพญาเจ่งแทนนะครับ เพราะไม่ว่าจะที่วัดกู้ก็ดี หรือวัดเกาะพญาเจ่งก็ดี เราเดินทางไปนมัสการและระลึกถึงพระนางเรือล่มได้ทั้งสองที่เลยครับ และทั้งสองวัดต่างก็เป็นวัดที่มีความสวยงาม ทั้งยังเป็นวัดที่เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ) เป็นผู้สร้างและซ่อมทั้งคู่ แถมทั้งสองวัดยังตั้งอยู่ไม่ไกลกันสักเท่าไหร่เลย ดังนั้นถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปยังปากเกร็ด ผมก็อยากเชิญชวนให้ลองไปไหว้ไปชมความงามของวัดทั้งสองแห่งนี้ครับผม


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดเกาะพญาเจ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากถนนใหญ่ที่มีรถเมล์ผ่านค่อนข้างไกล ดังนั้น วิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุดคือรถส่วนตัว วิ่งเข้าไปตามถนนสุขาประชาสรรค์ 2 เลยครับ ส่วนการไปชมอนุสรณ์สถานของพระนางเรือล่มนั้นให้เดินไปที่ท่าน้ำของวัดแล้วเดินเลียบแม่น้ำไปทางฝั่งซ้ายก็จะเจอครับ ปัจจุบันอนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงงาน SB ที่มาเช่าที่ของวัดเกาะพญาเจ่งและเป็นผู้ดูแลครับผม
  2. ถ้าใครอยากชมอนุสรณ์สถานของพระนางเรือล่มอีก จริงๆ ยังมีอีกหลายที่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นอนุสรณ์สถานทรงพีระมิดที่น้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี อนุสรณ์สถานทรงโอเบลิสก์ ณ พระราชวังบางปะอิน หรือในกรุงเทพมหานครก็มีทั้งอนุสาวรีย์ทรงปรางค์ 5 ยอด ภายในสวนสราญรมย์ หรือสุนันทานุสาวรีย์ทรงปราสาทยอดเจดีย์ทรงระฆังภายในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ใครสะดวกที่ไหนลองแวะไปชม และอยากให้อ่านคำอาลัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ด้วยนะครับ ไพเราะและมีความหมายมากๆ ครับ
  3. และไหนๆ ก็พูดถึงวัดกู้แล้ว ก็อยากแนะนำให้ไปวัดกู้ด้วยครับ เพราะวัดนี้มีทั้งอุโบสถหลังเก่าที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังและทวารบาลฝรั่งที่งดงามมาก นอกจากนี้ก็มีพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่และโบสถ์หลังใหม่ รวมถึงยังมีศาลของพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นไว้ภายในวัดด้วยครับ
  4. ส่วนถ้าใครอยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม ก็ขอแนะนำหนังสือเล่มเดิมที่ผมได้พูดถึงไปแล้ว นั่นก็คือ สมเด็จพระนางเรือล่ม ของ ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่แล้วครับ หรือถ้าสนใจเรื่องเกี่ยวกับวัด ขอแนะนำหนังสือชื่อ วัดในอำเภอปากเกร็ด ของ พิศาล บุญผูก ซึ่งนอกจากวัดเกาะพญาเจ่งแล้ว ยังมีวัดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วัดกู้ วัดปรมัยยิกาวาส และวัดอื่นๆ อีกหลายสิบวัดเลยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ตามปกติแล้วเวลาที่มีภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาดกเนื่องในพระพุทธศาสนาตามวัดวาอารามต่าง ๆ ในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ใช่ เวสสันดรชาดก ชาดกยอดฮิตอันดับ 1 ก็จะเป็นซีรีส์ 10 เรื่องอย่าง ทศชาติชาดก แต่การที่คนคนหนึ่งจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น การบำเพ็ญบารมีเพียง 10 ชาติไม่พอแน่นอน ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างยาวนานยิ่งกว่านั้นเป็นจำนวนมากกว่า 500 ชาติ แต่อาจเพราะปัญหาเรื่องของพื้นที่ทำให้ไม่ค่อยมีที่ไหนที่เขียนชาดกเยอะถึงขั้นนั้น แต่เหตุผลเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับวัดเครือวัลย์ครับ

วัดเครือวัลย์ : พระอารามแห่งตระกูลบุญยรัตพันธ์

วัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ผู้สร้างคือ เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) พร้อมด้วยพระธิดาคือ เจ้าจอมเครือวัลย์ เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่น่าเสียดายว่าทั้งสองพระองค์ไม่ทันเห็นวัดแห่งนี้สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ โดยในหลวง ร.3 ทรงรับเป็นผู้อุปการะโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการสร้างวัดแห่งนี้ต่อจนแล้วเสร็จ ตามความในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 3 ว่า

“…ในคลองมอญวัด 1 เจ้าจอมเครือวัลย์บุตรี เจ้าพระยาอภัยภูธรสร้างใหม่ การยังไม่แล้ว ก็ถึงแก่กรรมเสีย จึงโปรดให้ทำต่อไป วัดนั้นแล้วพระราชทานชื่อวัดเครือวัลย์วรวิหาร…”

โดยเหตุที่ได้ชื่อว่า ‘วัดเครือวัลย์’ นี้ก็น่าจะมาจากชื่อของ 1 ในผู้สร้างวัด นั่นก็คือ เจ้าจอมเครือวัลย์นั่นเอง และเนื่องจากผู้สร้างวัดนี้มาจากบรรพบุรุษตระกูลบุณยรัตพันธุ์ วัดเครือวัลย์ในปัจจุบันจึงมีสถานะเป็นวัดประจำตระกูลบุณยรัตพันธุ์ด้วย

วัดเครือวัลย์ : พระอุโบสถที่สถิตแห่งพระยืน

อาคารสำคัญของวัดเครือวัลย์คือพระอุโบสถซึ่งมีสถานะเป็นอาคารประธานของวัด หน้าตาของพระอุโบสถหลังนี้ถือเป็นอาคารแบบมาตรฐานที่พบได้ทั่วไปในกลุ่มวัดที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่เป็นอาคารแบบไทยประเพณี หน้าบันตกแต่งด้วยลายดอกไม้พันธุ์พฤกษา เช่นเดียวกับซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างก็เป็นลายพันธุ์พฤกษาเช่นกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

แต่ในความธรรมดาภายนอกนั้นเทียบไม่ได้กับความพิเศษที่อยู่ข้างใน เพราะเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป จะพบพระประธานซึ่งแทนที่จะเป็นพระพุทธรูปนั่ง แต่ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้กลับใช้พระพุทธรูปยืนแทน เป็นสิ่งที่หาชมได้ไม่ง่ายนัก เพราะมีวัดเพียงไม่กี่แห่งที่มีพระพุทธรูปยืนเป็นพระประธาน เช่น วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า กรุงเทพฯ หรือ วัดบุญยืน จังหวัดน่าน เป็นต้น แต่ในแง่ของจำนวนเมื่อเทียบกับพระพุทธรูปนั่งแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากอยู่ดี ซึ่งสิ่งนี้หาดูได้ที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจ้า 538 ชาติในวัดเดียว

สิ่งที่ทำให้พระอุโบสถหลังนี้พิเศษยิ่งกว่าการมีพระประธานเป็นพระยืน คือ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถหลังนี้ ซึ่งเขียนบนผนังทั้ง 4 ด้าน เป็นเรื่องของชาดกอันเป็นอดีตของพระพุทธเจ้า เขียนลงในช่องสี่เหลี่ยมเล็กจำนวนมากจนเต็มพื้นที่ผนัง มีมากถึง 538 ช่อง แต่ละช่องเขียนชาดก 1 เรื่อง พร้อมกับชื่อชาดกกำกับเอาไว้บริเวณใต้ภาพ นั่นหมายความว่า จำนวนชาดกที่เขียนที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้มีมากถึง 538 เรื่อง ทำให้จิตรกรรมฝาผนังที่นี่แตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนมาในอดีต เพราะแม้จะเคยมีการเขียนจิตรกรรมหรือเล่าเรื่องชาดกในช่องสี่เหลี่ยม เช่นภายในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือภายในอุโมงค์วัดศรีชุม แต่ในแง่ของจำนวน ไม่มีที่ไหนเลยที่จะมากเท่าที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ที่สำคัญ มูลเหตุเขียนภาพชาดกจำนวนมากที่วัดเครือวัลย์แห่งนี้ยังเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ยืนยันด้วยข้อความจาก กลอนเพลงยาวสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งแต่งขึ้นโดยหมื่นพรหมสมพัตสร หรือ นายมี มหาดเล็ก ผู้เคยเป็นช่างเขียนภาพ ภูริทัตชาดก ภายในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม จึงอาจได้ข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังมาและได้นำมาเล่าเอาไว้ โดยมีเนื้อความดังนี้

“วัดทั้งหลายคล้ายกันเป็นอันมาก

ไม่หนีจากอย่างเก่าเป็นอวสาน

แต่วัดเครือวัลย์ใหม่อำไพพาน

หนีบุราณแปลกเพื่อนไม่เหมือนใคร

เขียนชาดกยกเรื่องโพธิสัตว์

ทอดประทัดตีตารางสว่างไสว

เป็นห้องห้องช่องละชาติออกดาษไป

นับชาติได้ห้าร้อยสิบชาติตรา

ด้วยทรงพระศรัทธาเมตตาช่าง

ให้สินจ้างช่องละบาทปรารถนา

ด้วยบุญญาอานิสงส์ทรงศรัทธา

ไม่ต้องหาช่างเขียนเวียนมาเอง

เนื้อความในกลอนเพลงยาวฯ นี้ให้รายละเอียดไว้เยอะและละเอียดจริง ๆ เห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเนื้อหาที่เขียน รวมถึงความแปลกแตกต่างที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรรมที่นี่ รวมถึงราคาค่าจ้างในการเขียนซึ่งอยู่ที่ 1 บาทต่อ 1 ช่อง ซึ่งอาจฟังดูเป็นเงินจำนวนน้อย แต่อย่าลืมนะครับว่า เรากำลังพูดถึงเงิน 1 บาทเมื่อราวร้อยปีก่อน ซึ่งมูลค่ามันย่อมจะสูงกว่า 1 บาทในปัจจุบันมากโขทีเดียว

แต่ก็มีจุดที่ชวนให้ตั้งคำถามอยู่ 1 จุด เพราะในกลอนเพลงยาวฯ นี้ระบุว่ามีชาดกอยู่ทั้งสิ้น 510 ชาติ แต่ไม่ว่าจะนับยังไง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็มี 538 ช่อง มากกว่าที่ระบุไว้ถึง 28 ชาติ ซึ่งเหตุผลที่จำนวนออกมาไม่ตรงกันนั้นน่าจะเกิดจากผู้เขียน คือนายมี มหาดเล็กเองที่อยากทำให้คำประพันธ์ของตัวเองตรงตามฉันทลักษณ์ เพราะถ้าเขียนคำว่า ‘ห้าร้อยสามสิบแปด’ แทน ‘ห้าร้อยสิบ’ มันจะเกินแน่นอนหรืออาจจะฟังดูแหม่ง ๆ และอาจต้องการแค่บอกว่าชาดกที่เขียนเอาไว้ที่นี่มีจำนวนเยอะมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะต้องเขียนให้ตรงกันก็เป็นได้ ก็เลยเลือกใส่จำนวนที่ดูแล้วเข้ากับฉันทลักษณ์ที่สุดแทนที่จำนวนแท้จริง

นอกจากนี้ เรายังรู้เรื่องของจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์อีกเรื่องหนึ่งจากผลงานชิ้นนี้ของนายมี มหาดเล็ก นั่นก็คือช่วงเวลาที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดแห่งนี้น่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2367 – 2376 เพราะ พ.ศ. 2367 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ส่วน พ.ศ. 2376 เป็นปีที่นายมี มหาดเล็ก ได้ทูลเกล้าฯ ถวายกลอนเพลงยาวฯ นี้แด่ในหลวง ร.3 นั่นเอง ดังนั้น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเครือวัลย์ก็คงจะเขียนในช่วงระหว่างปีนี้นี่แหละ แต่จะเป็นปีไหนแบบชี้ชัดคงบอกไม่ได้

ใช่ว่าที่วัดเครือวัลย์จะเป็นแห่งเดียวที่เขียนจิตรกรรมเรื่องชาดกจำนวนมากขนาดนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เคยมีอีกวัดหนึ่งที่เขียนเรื่องชาดกจำนวนมากแบบนี้เช่นกัน นั่นก็คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียนนั่นเอง แต่ตำแหน่งการเขียนจะต่างจากที่นี่ เพราะที่วัดโพธิ์นั้น เรื่องชาดกเหล่านี้จะเขียนเอาไว้บนคอสองของศาลารายจำนวน 16 หลัง มีจารึกกำกับระบุลำดับของชาดกและเรื่องของชาดกเอาไว้ด้วย แถมจำนวนของที่วัดโพธิ์ยังมากกว่าที่วัดเครือวัลย์อีกต่างหาก เพราะมีถึง 547 เรื่อง

แต่จิตรกรรมบนคอสองศาลาที่วัดพระเชตุพนฯ น่าจะเขียนหลังจากวัดเครือวัลย์เพราะการปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2378 ที่สำคัญ ภายในจารึกภายในศาลารายแห่งที่ 3 และที่ศาลาหน้าพระมหาเจดีย์ด้านทิศใต้ยังระบุว่ามีช่างเขียนที่เป็นพระจากวัดเครือวัลย์ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งช่างพระจากวัดเครือวัลย์เหล่านี้อาจนำเอาความรู้จากจิตรกรรมที่วัดของตัวเองมาใช้ที่วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ด้วยก็เป็นได้

นอกจากบนผนังแล้ว ยังมีจิตรกรรมบนบานประตูและหน้าต่างด้วย ซึ่งแม้ตำแหน่งต่างกัน หน้าที่ต่างกัน แต่ใช้ภาพในแนวทางเดียวกัน คือ ภาพฉัตรบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษา โดยความแตกต่างระหว่างภาพบนบานประตูและหน้าต่างมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือถ้าเป็นภาพบนบานประตูจะมีทหารถือฉัตร ส่วนบนบานหน้าต่างไม่มี อีกจุดหนึ่งคือจำนวนชั้นของฉัตร เพราะบนบานประตูจะเป็นฉัตร 5 ชั้น ส่วนบนบานหน้าต่างเป็นฉัตร 7 ชั้น

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ
วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

วัดเครือวัลย์ : พระเจดีย์ทั้ง 3

ระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารมีเจดีย์อยู่ 3 องค์ ซึ่งแม้ตัวเลข 3 จะเป็นตัวเลขสำคัญในทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพระรัตนตรัยที่ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือญาณ 3 ซึ่งมีสัจจญาณ กิจจญาณ และกดญาณ แต่เจดีย์ที่วัดเครือวัลย์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตัวเลขเหล่านี้ เพราะเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้สร้างขึ้นไม่พร้อมกัน

วัดเครือวัลย์วรวิหาร ที่สุดท้ายที่ยังเหลือภาพฝาผนังพระเจ้า 500 ชาติอายุร้อยปีครบทุกชาติ

ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าแม้เจดีย์ 3 องค์จะมีรูปทรงเดียวกัน คือ เจดีย์ทรงระฆัง แต่ทั้ง 3 องค์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเจดีย์ที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดเป็นเจดีย์ 2 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) บุตรของเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) ผู้สร้างวัด ซึ่งปัจจุบันเป็นที่บรรจุอัฐิของคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ ส่วนเจดีย์อีกองค์หนึ่งนั้นตั้งบนฐานที่แยกไว้ต่างหากนั้นสร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งภายในองค์เจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุเอาไว้ด้วย โดยวิธีสังเกตอีกจุดหนึ่ง คือ เจดีย์คู่ที่สร้างขึ้นโดยพระยาภูธราภัยมีปล้องไฉนเป็นสีทอง ส่วนเจดีย์ที่สร้างขึ้นโดยในหลวง ร.4 มีปล้องไฉนเป็นสีขาว

แต่ถึงแม้ผู้ที่สร้างเจดีย์ทั้ง 3 องค์นั้นจะไม่ใช่คนเดียวกันทั้งหมด แต่เจดีย์ทั้ง 3 องค์ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า ถึงแม้ตามประวัติวัดจะกล่าวว่าวัดเครือวัลย์แห่งนี้สร้างเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่กว่าที่วัดนี้จะสร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้นก็กินเวลามาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะแม้ว่าเจดีย์ทรงระฆังจะเป็นเจดีย์ที่มีมานานแล้วตั้งแต่ในอดีต แต่เจดีย์ทรงระฆังนั้นได้เสื่อมความนิยมลงตั้งแต่ในสมัยอยุธยาตอนปลายลง ก่อนจะผงาดแซงหน้าเจดีย์ทรงอื่น ๆ อีกครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สังเกตได้จากเจดีย์สำคัญในรัชกาลนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเจดีย์ทรงระฆังทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม วัดบรมนิวาส เป็นต้น

วัดเครือวัลย์ : ความพิเศษไม่ซ้ำใครที่ไม่ได้อยู่ในวัดใหญ่

ถึงแม้ภายในพระอารามหลวงหรือวัดที่สร้างขึ้นหรืออุปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์มักจะมีความอลังการในทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประดับตกแต่ง รวมถึงความพิเศษบางอย่างก็จะเป็นสิ่งที่พบได้ภายในวัดระดับนี้ในง่ายกว่าวัดราษฎร์หรือวัดสร้างขึ้นโดยขุนนาง แต่ก็ใช่ว่าวัดในระดับที่รองลงจะไม่มีความพิเศษหรือลักษณะเฉพาะตัว อย่างวัดเครือวัลย์ก็ยังมีพระประธานเป็นพระยืน รวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนังที่มีความพิเศษชนิดที่หาชมที่ไหนไม่ได้แบบนี้ ดังนั้น อย่าละเลยวัดเล็ก อย่าเมินวัดรอง เพราะบางทีของดีของเด็ดอาจจะแบบซ่อนอยู่ในแบบนี้ก็เป็นได้

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดเครือวัลย์เป็นวัดที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะของฌาปนสถานกองทัพเรือ และยังวัดที่เดินทางมาชมไม่ยาก จะนั่งรถส่วนตัวหรือนั่งรถเมล์สาย 57 หรือ 208 ก็ได้ นั่งรถกระป๋องมาก็ได้เช่นกัน แต่ตามปกติแล้วพระอุโบสถของวัดเครือวัลย์ไม่ได้เปิด หากสนใจเข้าชม อาจต้องรอจังหวะที่พระทำวัตรเช้าเย็น หรืออาจลองขออนุญาตพระที่วัดดูได้ครับ

2. ใกล้วัดเครือวัลย์ยังมีอีกหลายวัดที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นวัดอรุณราชวราราม หรือวัดหงส์รัตนาราม ซึ่งเป็นที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวพอสมควร หรือวัดที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแต่น่าชม เช่น วัดโมลีโลกยาราม วัดนาคกลาง หรือแม้แต่วัดวงศ์มูลวิหารภายในกรมอู่ทหารเรือก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวัดเครือวัลย์แห่งนี้เช่นกัน

3. ถึงแม้ผมจะบอกว่าภาพเล่าเรื่องชาดก 547 เรื่องจะมีอยู่ภายในศาลารายทั้ง 16 แห่งที่วัดพระเชตุพนฯ แต่ปัจจุบันมีศาลารายเพียง 8 แห่งเท่านั้นที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน แถมบางส่วนยังดัดแปลงเป็นอาคารประกอบกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อาคารเรียนของโรงเรียนวัดพระเชตุพนฯ เป็นต้น ดังนั้น เราจึงชมภาพชาดกทั้งหมดแบบครบถ้วนไม่ได้อีกแล้ว

4. ส่วนใครที่สนใจเรื่องชาดก ผมเคยมีซีรีส์เล็ก ๆ ที่เล่าถึงทศชาติชาดกเอาไว้ใน The Cloud จำนวน 4 ตอน ไปอ่านได้เลยครับผม

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load