จิตรกรรมฝาผนังถือเป็นผลงานของครูช่างที่แสดงถึงความสามารถของครูช่างไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน และถือเป็นหนึ่งในงานที่เอกลักษณ์อย่างมาก งานช่างหลวงกับช่างท้องถิ่นก็แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นงานช่างในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยก็แตกต่างกัน มีการนำเอกลักษณ์ของแต่ละภาคมาผสมผสานและใส่รายละเอียดลงไปบนฝาผนัง บ้างนำเครื่องแต่งกายมา บ้างนำอาคารบ้านเรือนมา แต่บางที่ประยุกต์งานศิลปกรรมท้องถิ่นมาใช้ในการเขียนภาพด้วย หนึ่งในนั้นก็คือ ‘วัดคูเต่า’ จังหวัดสงขลา

กล่าวกันว่าวัดคูเต่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2299 แต่เดิมวัดนี้ตั้งอยู่ที่บ้านคลองหิน ต่อมาได้ย้ายเสนาสนะมาสร้างบริเวณริมคลองตะเภาและวัดได้รับวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2433 ก่อนที่ใน พ.ศ. 2554 ศาลาโบราณอายุ 100 ปีของวัดคูเต่าแห่งนี้ได้รับรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific Cultural Heritage Conservation Award) จากยูเนสโกด้วย

ถ้าประวัตินี้ดูสั้นไป เรามาฟังเรื่องราวจากตำนานคำบอกเล่ากันบ้าง มีเรื่องเล่าว่า เดิมวัดนี้ชื่อว่า ‘วัดสระเต่า’ เนื่องจากมีเต่าอาศัยอยู่ในสระหน้าวัดเป็นจำนวนมาก การตั้งชื่อแบบนี้ถือเป็นวิธีการตั้งชื่อแบบง่ายๆ สไตล์ชาวบ้านแต่จำได้ง่าย (บางครั้งง่ายกว่าชื่อที่เปลี่ยนใหม่ให้ไพเราะในสมัยหลังด้วยซ้ำไป) โดยเหตุที่ต้องย้ายวัดนั้นก็เนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม พอเข้าหน้าฝนน้ำก็ท่วม ทั้งพระทั้งชาวบ้านเดือดร้อนกันหมด แถมยังมีเรื่องเล่าถึงการที่มีสามเณรเคยถูกเสือสมิงทำร้ายจนมรณภาพ ดังนั้น ชาวบ้านจึงร่วมใจกันขุดคูน้ำทอดยาวไปยังที่ตั้งวัดปัจจุบัน เต่าในสระหน้าวัดเดิมเลยย้ายตามมายังคูใหม่ด้วย วัดแห่งใหม่นี้จึงได้ชื่อ ‘วัดคูเต่า’ นั่นเอง

วัดคูเต่า, สงขลา

พอเราเดินทางมาถึงวัดเราจะพบศาลาทรงโถง 2 หลัง ซึ่งหนึ่งในก็คือหลังที่ได้รับรางวัลจากยูเนสโกเป็นอันดับแรกๆ เลยครับ ศาลาหลังนี้นอกจากจะได้รางวัลจากยูเนสโกแล้ว ยังได้รางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในปีเดียวกันอีกด้วย ศาลาหลังนี้มีป้ายชื่อวัดซึ่งระบุ พ.ศ. 2489 ที่สำคัญ ป้ายนี้บอกกับเราว่า วัดคูเต่าเคยอยู่อำเภอหาดใหญ่มาก่อน (ปัจจุบันอยู่อำเภอบางกล่ำ) แต่ศาลาหลังนี้ไม่ใช่อาคารหลังของวัดนะครับ อาคารหลักของวัดคือกลุ่มอาคารที่ประกอบด้วยพระอุโบสถ มีวิหารเล็กอยู่ข้างๆ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วโดยมีเจดีย์ที่มุมทั้งสี่และทางเข้า 4 ทาง

วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา

อุโบสถของวัดคูเต่าที่กล่าวกันว่าสร้างโดยพระอธิการแก้วเมื่อ พ.ศ. 2430 แต่มาแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2445 โดยพระอธิการหนู ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 15 ปี พระอุโบสถเป็นค่อนข้างทึบ เพราะแม้จะมีกรอบหน้าต่าง แต่ช่องหน้าต่างกลับเป็นช่องแสงที่ค่อนข้างเล็ก หน้าบันด้านหน้าเป็นรูปพระพรหมทรงหงส์ล้อมรอบด้วยลายพันธุ์พฤกษาและรูปคนกับสัตว์ โดยมีการทำยักษ์แบกตนเล็กๆ แทรกเหมือนยักษ์กำลังแบกหน้าบันเอาไว้ เป็นลูกเล่นเล็กๆ ที่ช่างบรรจงใส่เอาไว้ที่นี่

วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา

ภายในอุโบสถคล้ายกับมีอุโบสถซ้อนอีกหลังหนึ่ง เพราะมีผนังด้านหลังปิดและมีทางเดินโดนรอบ ตรงกลางมีพระประธานขนาดไม่ใหญ่ขนาบด้วยพระขนาดเล็กกว่าอีก 2 องค์ แต่ด้วยขนาดที่เล็กของพระพุทธรูปช่างโบราณเลยแก้ปัญหาด้วยการทำซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปด้วยเลย โดยซุ้มตรงกลางจะซ้อน 2 ชั้นและสูงกว่าเพื่อให้โดดเด่นกว่าซุ้มข้างๆ โดยซุ้มข้างๆ ทำเป็นรูปยักษ์ แถมฝั่งหนึ่งยังทำเป็นรูปเหมือนราหูอมจันทร์ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้ผนังด้านบนดูโล่งเกินไป ช่างจึงเขียนภาพเทพชุมนุมเอาไว้ด้วย ซึ่งยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดีเลยทีเดียว

วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา

สิ่งที่ถือเป็นของวิเศษของวัดแห่งนี้ก็คือจิตรกรรมฝาผนังด้านใน ที่แม้เรื่องราวจะเป็นเวสสันดรชาดกที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ช่างโบราณผู้รังสรรค์ผลงานนี้ได้ประยุกต์เอาตัวหนังตะลุง งานศิลปกรรมของภาคใต้เข้ามาใช้ในการวาด ลองสังเกตจากตัวละครไม่ว่าจะเป็นพระเวสสันดร หรือชูชก ที่แม้จะมีกลิ่นอายจากทางภาคกลางเข้ามาผสมผสานในเรื่องอาคารหรือเครื่องแต่งกาย แต่อิริยาบถหรือแม้แต่ตัวบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชูชกดูแล้วคล้ายกับตัวหนังตะลุงมากกว่าใคร

วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา

และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด ตอนเดินออกจากอุโบสถเราจะเห็นแผ่นจารึกเล็กๆ สีดำมีตัวหนังสือสีเหลืองอยู่บริเวณเหนือประตูพอดี ซึ่งแม้ข้อความที่ติดกับขอบแต่ละด้านจะเลือนรางไปบ้าง แต่เราก็ยังพอเห็นข้อความที่กล่าวถึงชื่อผู้ร่วมสร้างที่มีทั้งพระ ทั้งฆราวาส บ้างก็ช่วยในเรื่องเงิน บ้างก็ช่วยในเรื่องวัสดุ ตามแต่กำลังของแต่ละคน รวมไปถึงยังระบุปีที่สร้างเสร็จ คือ พ.ศ. 2445 เอาไว้ด้วย จารึกแผ่นนี้จึงถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยยืนยันอายุของอาคารหลังนี้ว่ามีอายุกว่า 100 ปีแล้ว

วัดคูเต่า, สงขลา

ข้างๆ พระอุโบสถมีอาคารเหมือนวิหารหลังเล็กๆ ปัจจุบันข้างในไม่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน แต่มีเสาหัวบัวเล็กๆ อยู่ ข้างในมีจารึกบอกชื่อผู้สร้างซึ่งมีทั้งพระทั้งฆราวาส พร้อมบอกความปรารถนาที่จะไปให้ถึงซึ่งพระนิพพาน ความปรารถนามาตรฐานของชาวพุทธเรา พร้อมกันนั้นยังตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นไม้ มีบรรดาเทวดา รวมถึงพระอินทร์ พระพรหม เข้ามานมัสการพระพุทธเจ้า แต่ความเก๋ไก๋ของจิตรกรรมชุดนี้อีกอย่างหนึ่งอยู่ที่ลวดลายใต้ภาพชุดนี้ครับ เพราะแม้เราจะดูแล้วเป็นลายกระหนกแน่ๆ แต่ช่างก็ดัดแปลงรูปกระหนกให้กลายเป็นหน้ายักษ์ได้อย่างแนบเนียนมาก มีทั้งที่เห็นแล้วดูเหมือนยักษ์แน่ๆ และยังมีที่ดูมีเค้าโครงของยักษ์ แถมยังทำตลอดทั้งแถวอีกต่างหาก

วัดคูเต่า, สงขลา วัดคูเต่า, สงขลา

วัดคูเต่า, สงขลา

วัดคูเต่าจึงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีว่างานศิลปะที่งดงามวิเศษหรือเก๋ไก๋อย่างมากไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในพระอารามหลวงหรือวัดขนาดใหญ่เสมอไป บางทีของดีอาจจะซุกซ่อนอยู่ในวัดเล็กๆ ก็ได้ ถ้าใครมีโอกาสเดินทางมายังสงขลาหรือหาดใหญ่ ลองแวะไปชมความสวยงามของวัดแห่งนี้ได้นะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดคูเต่าตั้งอยู่ห่างจากเทศบาลหาดใหญ่ไปทางเหนือประมาณ 12 กิโลเมตร และแน่นอนว่าวิธีการเดินทางที่ดีที่สุดก็คือรถส่วนตัวครับ ส่วนอุโบสถของวัดปกติไม่ได้เปิดนะครับ แต่ถ้าหากมาถึงวัดก็ลองสอบถามพระในวัดเพื่อขออนุญาตเข้าไปชมภายในอุโบสถได้ครับผม
  2. ถ้าใครพักในหาดใหญ่อาจจะไม่ได้มีวัดโบราณมากมายนัก แต่ก็มีตลาดและร้านอาหารอร่อยๆ อยู่หลายร้านให้ท่านได้เลือกชิมเลือกช้อปตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข และตลาดอื่นๆ
  3. แต่ถ้าท่านยังอยากชมจิตรกรรมฝาผนัง ในจังหวัดสงขลายังมีงานช่างโบราณชั้นเยี่ยมให้ได้ดูอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดมัชฌิมาวาสที่มีทั้งจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัติและชาดกภายในพระอุโบสถ และจิตรกรรมภาพฤๅษีดัดตนในศาลาฤๅษี หรือที่วัดโพธิ์ปฐมาวาสที่มีการเขียนภาพผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรม แถมยังเขียนเสาคล้ายต้นไผ่ด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

พอพูดถึงคำว่า ‘วัดไทย’ เราก็มักจะเข้าใจว่าต้องสร้างโดยคนไทย เพราะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย พระพุทธรูปแบบไทย จิตรกรรมแบบไทย แต่ในบรรดาวัดไทยกว่าหมื่นวัด มีวัดจำนวนไม่น้อยที่สร้างโดยคนเชื้อชาติอื่นที่มาอาศัยอยู่ในดินแดนสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นตั้งอยู่ในเขตราษฎร์บูรณะ วัดที่ว่าก็คือ วัดประเสริฐสุทธาวาส

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

ตามประวัติกล่าวว่า วัดประเสริฐสุทธาวาสสร้างโดยชาวจีนเลี้ยงหมู ด้วยเงินในตุ่ม 3 ใบที่พบก่อนที่พระประเสริฐวาณิชจะมาปฏิสังขรณ์และทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และได้รับพระราชทานนามวัดว่า ‘วัดประเสริฐบุญพสุทธาวาส’ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดประเสริฐสุทธาวาส’ กันมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าทั้งคนสร้างและคนปฏิสังขรณ์ต่างก็เป็นชาวจีนด้วยกันทั้งคู่

ความเป็นจีนในวัดนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในจารึกที่ติดอยู่ที่ผนังภายในพระอุโบสถ จารึกเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาจีน บอกศักราชการสร้างทั้งแบบจีนคือ ‘รัชสมัยเต้ากวงปีที่ 18 ปีอู้ซวีถัดมา’ และ ‘ศุภมัสดุ พระพุทธศักราชล่วงแล้ว ได้สองพันสามร้อยแปดสิบเอ็ด ปีจอ สัมฤทธิ์ศก ตกในวสันตฤดู’ นอกจากนี้จารึกยังบอกอีกว่า พระประเสริฐวาณิชเป็นชาวจีนเพราะมีการระบุแซ่แต้หรือแซ่เจิ้ง

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

จารึกยังบอกให้รู้ถึงความเชื่อของชาวจีนในไทยที่มีความเชื่อในทางพุทธศาสนาแบบที่ชาวไทยคุ้นเคย เช่น ขอให้ได้เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นของพระโพธิสัตว์ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ทันยุคพระศรีอาริย์ หรือขอให้ได้บรรลุนิพพาน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธแทบทั้งสิ้น

เท่านั้นยังไม่พอ ความเป็นจีนในวัดยังสื่อผ่านสถาปัตยกรรมของอุโบสถซึ่งคล้ายกับเก๋งจีนอย่างมาก แถมหน้าบันยังมีรูปพระอ้วนคล้ายพระปู้ไต้ หรือพระศรีอาริย์เวอร์ชันจีน (หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าพระสังกัจจายน์นั่นแหละ) อยู่ที่กึ่งกลางหน้าบัน ไม่เพียงเท่านั้น ข้างในยังจัดแสดงโครงสร้างเครื่องไม้แบบที่พบได้ทั่วไปตามศาลเจ้า แต่ไม่ใช่ในวัดไทยที่นิยมปิดฝ้าเพดานแน่นอน

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

วัดประเสริฐสุทธาวาสยังเป็นวัดหนึ่งเดียวในไทยที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังด้วยหมึกจีนเล่าเรื่อง สามก๊ก วรรณกรรมจีนระดับมหากาพย์ 1 ใน 4 สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ ไซอิ๋ว ซ้องกั๋ง และ ความฝันในหอแดง สามก๊ก ที่วัดแห่งนี้ยังถือว่าสมบูรณ์ที่สุด เพราะเขียนมากถึง 364 ตอน มากสุดในไทยไม่ว่าจะเทียบกับวัดหรือศาลเจ้าใดๆ ก็ตาม

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

สามก๊ก ที่วัดนี้เล่าเรื่องตั้งแต่ตอนที่เล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ตกยาก พระเอกเจ้าน้ำตาของเรื่อง เจอกับเตียวหุยคนขายหมู ตอนอ่านป้ายประกาศสมัครเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลือง จนถึงตอนที่กุนซือเทวดาขงเบ้งมอบตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วแก่กวนอูหน้าแดง และยกทัพไปช่วยเล่าปี่ตีเมืองเสฉวน

ถ้าถามว่า ทำไมถึงไม่เขียนให้มันจบเรื่อง เอาให้ถึงตอนที่สุมาอี้สอนหลานแบบในซีรีส์ สามก๊ก 2010 ที่เพิ่งฉายทางช่อง 3 หรือเอาให้ถึงตอนจบจริงๆ ของ สามก๊ก คือ ตอนพระเจ้าสุมาเอี๋ยน หลานของสุมาอี้รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ตอบง่ายครับ ผนังหมด แม้จะซอยแต่ละฉากเป็นช่องเล็กๆ มากขนาดนี้ก็ยังไม่พอจะเล่ามหากาพย์เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างแท้จริง

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

แต่หากใครดูภาพไม่รู้เรื่องแต่แตกฉากภาษาจีนอย่างยิ่ง ลองมองเข้าในภาพแต่ละภาพได้เลยครับ ทุกภาพ นอกจากลายเส้นที่ดูยังไงก็ช่างจีนมาฝากฝีมือเอาไว้แน่ๆ ยังมีตัวอักษรภาษาจีนลายเส้นงดงาม ซึ่งไม่มีทางที่ชาวสยามในสมัยโน้นจะเขียนได้งามเท่านี้แน่ๆ คอยกำกับเอาไว้ บางช่องเขียนแต่ชื่อตัวละคร บางช่องอธิบายฉากในภาพ บางช่องมีครบทั้ง 2 อย่าง ดูอย่างภาพด้านล่าง ฉากสุด Epic ที่สามพี่น้องแห่งสวนท้อ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย รบ (รุม) เทพสงครามสามพ่ออย่างลิโป้ ที่ด่านเฮาโลก๋วนสิครับ มีครบหมดทั้ง 2 อย่างเลย

ทว่าภาพมันออกจะเล็กสักหน่อย ตัวหนังสือก็เล็กไปนิด ถ้าจะดูจริงๆ ติดกล้องส่องทางไกลหรือกล้องถ่ายรูปติดเลนส์ซูมมาด้วยจะช่วยได้มากเลยทีเดียว แถมหลายภาพก็ชำรุดจากอิทธิพลของกาลเวลาและความชื้น ทำให้รายละเอียดที่เคยมีเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

ดังนั้น หากใครอยากรู้จัก สามก๊ก อย่างลึกซึ้ง อ่านการ์ตูนแล้วยังไม่พอ หรือดู สามก๊ก ในทีวีแล้วไม่จุใจ วัดประเสริฐสุทธาวาสก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถเดินทางเข้ามาเสพเรื่องราวนี้อย่างเต็มอิ่มไม่แพ้สื่ออื่นใดทั้งสิ้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดประเสริฐสุทธาวาสเปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ สามารถแวะเวียนเข้าไปไหว้พระพร้อมกับชมภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ได้ตลอด
  2. หากนำรถมา สามารถจอดบริเวณหน้าอุโบสถได้ หรือถ้าจะนั่งรถเมล์มา มีรถเมล์สาย 17 และสาย 37 ผ่านหน้าวัด
  3. ภายในวัดประเสริฐสุทธาวาสยังมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตราษฎร์บูรณะซึ่งเล่าเรื่องราวของชุมชนราษฎร์บูรณะ ชุมชนชาวสวน และเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าการเกษตรที่สำคัญ โดยจัดแสดงทั้งแผ่นป้ายและวัตถุจริงที่ได้จากทั้งวัดประเสริฐสุทธาวาสและชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load