เนื่องจากเดือนสิงหาคมนี้มีวันสำคัญอย่างวันแม่ ตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีอยู่ จึงเป็นโอกาสและวาระอันดีที่ผมจะนำเสนอวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับ ‘แม่’ อีกครั้ง ต่อจากวัดคณิกาผลที่เคยได้เล่าไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศกุศลการสร้างให้แก่มารดาผู้ล่วงลับ แต่แม่คนนั้นไม่ใช่แม่ธรรมดาๆ นะครับ แต่เป็นถึงพระราชมารดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีนั่นเอง ใช่แล้วครับ วันนี้เราจะไปชมวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารกันครับผม

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

วัดเทพศิรินทราวาสสร้างขึ้นในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวาย สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชชนนีของพระองค์ โดยทรงให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ เป็นแม่กองในการก่อสร้าง พระศิริสมบัติ (กร) และพระวิจิตรรจนาเป็นนายกอง โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2419 ก่อนจะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2421 ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปีด้วยกัน และพระราชทานนามว่า ‘วัดเทพศิรินทราวาส’ ตามพระนามของพระบรมราชชนนีเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 

พอมาถึงวัดเทพศิรินทร์ฯ แล้ว อาคารหลังแรกที่เตะตาเราก่อนใครเพื่อน นั่นก็คือพระอุโบสถขนาดใหญ่ของวัด ซึ่งพระอุโบสถหลังนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งพระอุโบสถและพระวิหารในตัว เรียกได้ว่า 2 in 1 กันเลย ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีใบเสมาอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ทำไมถึงไม่เห็นซุ้มหรือฐานใบเสมารอบอาคารเหมือนทุกทีล่ะ นั่นก็เพราะวัดแห่งนี้ไม่ใช้เสมาแบบปกติทั่วไปครับ โดยเสมาของวัดเทพศิรินทร์ฯ มีอยู่ 2 ชั้น ชั้นในเป็นแผ่นหินที่ติดอยู่บนพื้นแบบเดียวกับใบเสมาของวัดเบญจมบพิตรฯ ส่วนชั้นนอกนั้นอยู่ที่มุมและด้านของแนวกำแพงแก้ว ซึ่งมีทั้งต้นไม้ ก้อนหิน และบ่อน้ำ ที่ปัจจุบันถูกถมและปลูกต้นไม้ขึ้นแทน ซึ่งแม้เสมา 2 ชั้นจะพบมาก่อนแล้ว เช่น วัดโสมนัสวิหาร หรือวัดมกุฏกษัตริยาราม แต่การใช้สิ่งอื่นที่ไม่ใช่ใบเสมาที่เราคุ้นเคยกันมาใช้เป็นเสมานั้น ถือเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากยิ่งในยุคนี้

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด
วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

ส่วนตัวอาคารผสมผสานอาคารแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 เข้าไว้ด้วยกัน จั่วหรือเครื่องลำยองมีการเปลี่ยนจากช่อฟ้าและหางหงส์ให้กลายเป็น ‘นกเจ่า’ หรือนาคที่มีปากเป็นนก ซึ่งพบได้ในกรณีที่หน้าบันเป็นงานก่ออิฐถือปูน หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นลายพระเกี้ยวประดิษฐานบนพาน อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 แต่ที่สำคัญครับ คือสีพื้นของหน้าบันเป็นสีชมพู เหตุที่เป็นสีชมพูนั้น เพราะสีชมพูเป็นสีประจำวันอังคาร ซึ่งตรงกับวันประสูติของรัชกาลที่ 5 นั่นเองครับ

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

พอเข้ามาข้างในก็จะพบกับบรรยากาศอันอ่อนโยนด้วยผนังสีครีม ประดับลายดอกไม้จนเต็มพื้นที่ ซึ่งดอกไม้ที่ใช้ก็คือดอกรำเพย พ้องกับพระนามเดิมของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เนื่องจากเมื่อครั้งทรงพระเยาว์เคยได้พัดถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจนเป็นที่ถูกพระทัย จึงพระราชทานนาม ‘รำเพย’ มีความหมายว่า ลมเย็นที่พัดค่อยๆ อ่อนๆ ให้ ไม่เท่านั้น บริเวณหน้าต่างและประตูที่ตามปกติจะมีซุ้มแค่ด้านนอก แต่วัดนี้ทำซุ้มไว้ด้านในด้วย โดยแต่ละซุ้มประดับด้วยตราพระบรมราชสัญลักษณ์ นั่นก็คือพระเกี้ยวประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าบนหลังช้างสามเศียร

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด
วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

พอเรามองไปข้างหน้า ก็จะพบกับฐานชุกชีขนาดใหญ่โตมหึมา ฐานชุกชีนี้แต่เดิมเคยเป็นพระแท่นเบญจาสำหรับประดิษฐานพระโกศของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หรือพระนางเรือล่ม มาก่อน โดยหลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเมื่อปลาย พ.ศ. 2423 รัชกาลที่ 5 ได้โปรดฯ ให้นำพระแท่นเบญจาชั้นบนและชั้นกลางมาใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปที่วัดแห่งนี้ โดยชั้นบนสุดประดิษฐานพระประธานปางสมาธิที่มีจีวรยับย่นสมจริง ตามแนวคิดสัจนิยมที่มีมาแล้วตั้งแต่ในรัชกาลก่อน ขนาบสองข้างด้วยพระอัครสาวก 

แต่บนฐานชุกชีนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำคัญอีก 2 องค์ นั่นก็คือ พระพุทธรูปปางยืนทรงเครื่องปางห้ามสมุทร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชมารดาของรัชกาลที่ 5 และพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดี พระขนิษฐาของรัชกาลที่ 5 ที่สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระพุทธรูปทั้งสององค์หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 และต่อมาได้นำประดิษฐานยังวัดแห่งนี้พร้อมๆ กัน

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด
วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด
วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

พอเงยหน้าขึ้นไปมองเพดาน นี่แหละคือที่สุดแห่งความอลังการของวัดแห่งนี้ เพราะทั้งเพดานประดับตกแต่งด้วยลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งการประดับเช่นนี้พบได้ไม่มากนัก ถ้าประดับบนเพดานเหมือนกันจะมีที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดปรมัยยิกาวาส จังหวัดนนทบุรี และปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร แต่ถ้าเป็นบนบานประตู จะพบที่ปราสาทพระเทพบิดรและที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ที่ผมได้เคยเขียนถึงไปแล้ว

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

บริเวณกึ่งกลางของแนวกำแพงแก้วยังเป็นที่ประดิษฐานพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ ที่เป็นพันธุ์จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งต่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ทุกต้นที่เข้ามายังประเทศไทยก่อนรัชกาลที่ 5 ที่จะเป็นพันธุ์จากต้นที่เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา โดยต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้มีสถานะเป็นเจดีย์ประธานของวัด อ่านไม่ผิดครับ เจดีย์ประธานจริงๆ โดยมีสถานะเป็นบริโภคเจดีย์ ซึ่งหมายถึงบรรดาสิ่งต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าเคยใช้ ไม่ว่าจะเป็นบาตร จีวร หรือแม้แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็ได้เช่นกัน

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

นอกจากนี้ ในแนวกำแพงเดียวกันยังมีมณฑปจาตุรนรัศมีและมณฑปภาณุรังสีอนุสรณ์ มณฑปที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออุทิศแด่สมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนรัศมีและสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ โดยภายในประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของเจ้านายทั้งสองเอาไว้ด้วยครับ

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด
วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

แต่ส่วนสำคัญอีกส่วนของวัดเทพศิรินทร์ฯ ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นก็คือสุสานหลวง ซึ่งสุสานหลวงที่นี่จะต่างจากที่วัดราชบพิธฯ นะครับ เพราะของที่วัดราชบพิธฯ ใช้เป็นสุสานตามชื่อ แต่สุสานหลวงของวัดเทพศิรินทร์ฯ ใช้สำหรับปลงพระศพ เพื่อป้องกันปัญหาความสิ้นเปลืองและความยากลำบากในการปลงพระศพเจ้านายต่างๆ โดยเหตุที่ทรงเลือกวัดแห่งนี้เพราะเดินทางได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ และมีสถานที่เป็นสัดส่วนต่างหากด้านหลังพระอาราม โดยในการสร้างนั้นโปรดให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้ดำเนินการ และได้รับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

โดยอาคารหลักของสุสานหลวงนี้ ประกอบด้วยเมรุหลวงซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 9 เพื่อใช้เป็นที่สำหรับฌาปนกิจพระสงฆ์ที่ทรงสมณศักดิ์และบุคคลต่างๆ ที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย เป็นงานออกแบบของหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี มีพลับพลาอิสริยาภรณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 อยู่ด้านหน้า และมีศาลาอื่นๆ ตั้งอยู่โดยรอบ

วัดเทพศิรินทราวาส วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างให้พระมารดาด้วยสถาปัตยกรรมไฮบริด

นอกจากส่วนที่ผมนำเสนอไป วัดเทพศิรินทราวาสยังมีหมู่กุฏิในเขตสังฆาวาสที่มีความงามในเชิงช่างอีกหลายหลังเลยนะครับ ดังนั้น ถ้าใครไปชมวัด ไม่ว่าวัดนั้นจะเป็นวัดหลวงหรือวัดราษฎร์ก็ตาม อย่ามัวแต่ชมโบสถ์ ชมเจดีย์ ชมพระพุทธรูปเพลิน จนลืมหมู่กุฏินะครับ นี่เป็นกลุ่มอาคารอีกชุดที่มีความงาม ความน่าสนใจ และสะท้อนให้เห็นยุคสมัยได้เช่นเดียวกัน


เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดเทพศิรินทราวาส เดินทางไปได้ทั้งโดยรถส่วนตัวและรถสาธารณะ โดยจะเข้าทางฝั่งโรงเรียนเทพศิรินทร์หรือจะเข้าจากฝั่งวัดก็ได้ทั้งสองฝั่งเลยนะครับ โดยถ้าจะเข้าไปชมข้างในพระอุโบสถนั้น ต้องรอช่วงที่พระทำวัตรเช้า-เย็นครับผม
  2. ถึงแม้ว่าในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีวัดสำคัญๆ เพียงไม่กี่แห่ง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นวัดที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัวแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถทรงโบสถ์คริสต์ของวัดนิเวศธรรมประวัติ การประดับภายในแบบตะวันตกของวัดราชบพิธฯ หรืออุโบสถหินอ่นวัดเบญจมบพิตร ล้วนแต่มีจุดเด่นที่น่าสนใจแทบทั้งสิ้นเลยครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ใกล้ถึงวันสำคัญที่มาแบบแพ็กคู่อย่างวันอาสาฬหบูชากับเข้าพรรษากันแล้วนะครับ ใครมีแผนจะไปทำบุญ เวียนเทียนกันที่วัดไหนรึเปล่า ถ้ายังไม่มี วันนี้ TV Direct เอ๊ย ผมจะเสนอวัดที่น่าสนใจพร้อมกับโปรโมชันประเพณีเฉพาะหนึ่งเดียวในประเทศไทย ไม่สิ หนึ่งเดียวในโลกเลยครับ นั่นคือวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ถ้าพูดชื่อ ‘วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร’ หรือที่นิยมเรียกกันว่า วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยไปหรืออาจจะเคยได้ยินกันมาก่อนแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาคืออะไร ฉะนั้นแล้ว เรามาทำความรู้จักกับประเพณีนี้กันสักหน่อยครับ

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาเป็นประเพณีตักบาตรดอกไม้แบบพิเศษเฉพาะของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันเข้าพรรษาของทุกปี ประเพณีการตักบาตรดอกไม้นี้มีที่มาจากตำนานว่า ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ทรงโปรดดอกมะลิมาก ในแต่ละวันจะรับสั่งให้นายสุมนมาลากรนำดอกมะลิ 8 กำมือไปถวาย

วันหนึ่งระหว่างการเก็บดอกมะลิ นายมาลากรผู้นี้ได้พบพระพุทธเจ้าและภิกษุอีกจำนวนหนึ่ง นายมาลากรเห็นฉัพพรรณรังสีและเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง จนถึงขนาดนำดอกมะลิถวายแก่พระพุทธเจ้าโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกประหารเพราะไม่ได้ถวายดอกมะลิแก่พระเจ้าพิมพิสาร แต่ปรากฏว่าพระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระราชหฤทัยมากเมื่อทรงทราบและปูนบำเหน็จความชอบแก่นายมาลากร นับจากนั้นชีวิตของนายมาลากรก็มีแต่ความสุข

แต่สิ่งที่ทำให้ประเพณีตักบาตรดอกไม้ของวัดพระพุทธบาทแตกต่างจากที่อื่นคือดอกไม้ที่ใช้ เพราะ ดอกไม้ที่นำมาใส่บาตรนี้คือดอกหงส์เหิน ดอกไม้ที่ขึ้นมากในช่วงเข้าพรรษา และชาวบ้านจะไปเก็บดอกไม้นี้จากภูเขารอบๆ แล้วนำมาใช้ในพิธีตักบาตรดอกไม้จนเป็นที่มาของชื่อ ‘ดอกเข้าพรรษา’ โดยชาวบ้านจะยืนรอที่สองฟากถนนและนำดอกไม้ถวายพระสงฆ์ ซึ่งจะนำดอกไม้ไปสักการะรอยพระพุทธบาท เจดีย์จุฬามณี และพระมหาธาตุองค์ใหญ่ภายในวัด ก่อนจะเข้าไปยังพระอุโบสถเพื่ออธิษฐานเข้าพรรษา โดยก่อนที่พระสงฆ์จะเข้าไปยังพระอุโบสถ ชาวบ้านจะนำน้ำสะอาดใส่ภาชนะไปล้างเท้าพระสงฆ์ด้วย

หลังจากที่เรารู้จักประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษากันแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกับวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีกัน ดีกว่า

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

วัดพระพุทธบาทสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2167 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเมื่อมีการค้นพบรอยพระพุทธบาท ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุวรรณบรรพตหรือสัจจพันธคีรี 1 ใน 5 รอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ตามตำนาน (อีก 4 รอย ได้แก่ที่เขาสุมณกูฏ เขาสุวรรณมาลิก เมืองโยนกนคร และริมแม่น้ำนัมมทา) ในครั้งนั้นมีการสร้างมณฑปและสถาปนาวัดขึ้น นับจากนั้นเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จะต้องเสด็จฯ มาบูชารอยพระพุทธบาทนี้ วัดแห่งนี้จึงได้รับการทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิด ‘ราชวรวิหาร’ ที่มีเพียงแค่ 6 วัดในประเทศไทยอีกด้วย

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ถ้าเราเข้าไปถึงบริเวณวัด สิ่งแรกก็เราจะเจอก่อนเลยก็คือยักษ์ใหญ่ 2 ตน ยักษ์กายสีเขียวคือทศกัณฑ์ ยักษ์กายสีขาวคือสหัสเดชะ 2 ยักษ์ที่จัดว่าใหญ่ที่สุดในเรื่อง รามเกียรติ์ ถ้าเทียบเป็นข้าราชการก็อยู่ในระดับ C11 เลย เพราะทั้งสองตนมีอำนาจมากรวมถึงเศียรมาก ทศกัณฑ์มี 10 เศียร สหัสเดชะมีถึง 1,000 เศียรทำให้ไม่สามารถจับคู่กับยักษ์ตนอื่นได้อีกแล้วนอกจากจับคู่กันเองเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อ ลองไปดูวัดพระศรีรัตนศาสดารามกับวัดอรุณราชวรารามได้เลย 2 วัดนี้ก็มียักษ์คู่นี้อยู่เช่นกัน

การจะขึ้นไปยังมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจะต้องเดินขึ้นบันไดที่ราวบันไดทำเป็นรูปพญานาค บันไดที่ควรส่วนใหญ่นิยมขึ้นคือบันไดนี้ ซึ่งเมื่อเดินขึ้นไปก็จะถึงมณฑปทันที

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ทว่า บันไดชุดนี้เป็นบันไดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และเดิมมีแค่ 2 สายก่อนจะมีการเพิ่มเป็น 3 สายในสมัยรัตนโกสินทร์ ในขณะที่บันไดทางขึ้นเดินในสมัยอยุธยานั้นอยู่บริเวณประตูยักษ์ (ประตูที่มียักษ์ 2 ตนที่แนะนำไปแล้ว) จุดสังเกตก็คือหัวนาคบริเวณบันไดเดิมจะเป็นนาค 7 เศียรและมีมงกุฎสวม แต่หัวนาคบริเวณบันไดสมัยหลังกว่าจะมีเพียง 5 เศียรและไม่มีมงกุฎ

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

พอขึ้นไปถึงข้างบนก็จะพบกับมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทซึ่งเป็นมณฑปยอดเดียว แบบที่สามารถพบได้ทั่วไป เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ในสมัยพระเจ้าเสือเคยมีการทำเป็นมณฑป 5 ยอด ก่อนจะกลับมาเป็นยอดเดียวอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 รูปแบบที่เห็นในปัจจุบันนี้เกิดจากการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 9 โดยที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิมสมัยต้นกรุงเอาไว้อย่างครบถ้วน

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

เมื่อผ่านบานประตูมุขเข้าไปภายในมณฑป จะพบกับมณฑปขนาดเล็กกว่าอีกหลังหนึ่งอยู่ข้างใน มณฑปองค์ในนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยคล้ายเท้าคนอยู่บนหิน มีลายธรรมจักรที่กึ่งกลางพร้อมลายมงคล 108 ประการแต่ปัจจุบันมองเห็นไม่ชัดด้วยสภาพของหินและธนบัตรหรือเหรียญที่คนที่มานิยมหย่อนลงไป พื้นโดยรอบปูด้วยเสื่อที่สานจากเงิน ความสง่างามของการตกแต่งภายในทุกวันนี้สมดังที่สุนทรภู่ กวีเอกแห่งรัตนโกสินทร์ได้บรรยายไว้ในนิราศพระบาท ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2350 เมื่อสุนทรภู่ยังเป็นมหาดเล็กอยู่ ว่า

มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น

ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม

เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม

พระเพลิงพลามพร่างพรางสว่างพราย

ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย

ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย

หอมควันธูปเทียบตระหลบอยู่อบอาย

ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทอง

ถ้าจะมีอะไรที่ทุกวันนี้ต่างจากในอดีตก็คงจะเป็นการห้ามจุดธูปเทียนภายในมณฑปอีกเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับมณฑป รอยพระพุทธบาท และเสื่อเงินนี้

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ภายในวัดพระพุทธบาทแห่งนี้ยังมีอาคารที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง โดยจะขอยกอาคารที่มีความสัมพันธ์กับประเพณีการตักบาตรดอกเข้าพรรษานะครับ

เริ่มกันที่พระเจดีย์ที่ตั้งอยู่หน้าพระวิหารป่าเลไลยก์ ใกล้กับมณฑปพระพุทธบาท พระเจดีย์องค์นี้คือมหาธาตุซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นโดยสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ หรือ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีต้นแบบจากพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อเสร็จจากศึกที่เวียงจันทน์ แต่ความเห็นส่วนตัวดูยังไงก็ไม่เหมือนพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนที่จะล้มเมื่อ พ.ศ. 2518 เลยสักนิด แต่ถ้ามานึกอีกที คนโบราณเวลาจำลองอะไรก็มักจะหยิบลักษณะเด่นบางประการของสิ่งนั้นๆ มาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้เหมือนเป๊ะ 100% ถ้ามองในมุมนี้เราก็พอจะเห็นความเหมือนบางประการของเจดีย์ 2 องค์นี้อยู่บ้าง เช่นส่วนล่างเป็นสี่เหลี่ยม ด้านบนเป็นทรงระฆัง ใครสนใจลองค้นหาภาพถ่ายเก่าของพระธาตุพนมก่อนจะล้มมาเทียบกันดูนะครับ

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

ถัดไปคือวิหารคลังบน สถานที่ประดิษฐานเจดีย์จุฬามณีที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลอง วิหารหลังนี้ยังเป็นอาคารหลังเดียวในวัดพระพุทธบาททีมีการตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนัง แต่เรื่องราวที่ปรากฏไม่ใช่พุทธประวัติ ไม่ใช่ชาดก แต่เป็นกิจวัตรต่างๆ ของสงฆ์และการปลงอสุภะหรือการพิจารณาศพรูปแบบต่างๆ แต่ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าคุณดูแล้วไม่เข้าใจ ใต้ภาพทุกภาพจะมีข้อความจารึกภาษาไทยบรรยายฉากข้างบนไว้แบบเสร็จสรรพ รับประกันว่าจะไม่พลาดเนื้อหาของจิตรกรรมฝาผนังที่นี่อย่างแน่นอน

ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้ ดอกเข้าพรรษา, วัดพระพุทธบาท, เข้าพรรษา, ตักบาตรดอกไม้

และอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งไม่ควรพลาดก็คือพระวิหารหลวงของวัดซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งพระพุทธบาท วิหารหลังนี้เป็นวิหาร 16 ห้องซึ่งเดิมใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน ต่อมาใช้เป็นประทับของพระอาคันตุกะระหว่างเทศกาลและใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชน ภายในเก็บรักษาของมีค่าไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยพระพุทธบาทจำลองและยอดมณฑปพระพุทธเดิม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา วันขึ้น 8 – 15 ค่ำ เดือน 4  และขึ้น 1 – 5 ค่ำ เดือน 3 เท่านั้น แต่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์และอาทิตย์ด้วย ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยได้เข้าไปชมเลยสักครั้ง (และกำลังวางแผนจะไปชมสักครั้ง)

นอกเหนือจากอาคารเหล่านี้ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารยังมีอาคารอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น วิหารคลังล่างหรือวิหารจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนิยมมากราบไหว้ วิหารพระพุทธบาท 4 รอย พระอุโบสถ ฯลฯ ใครมีโอกาสได้ไปและมีเวลาก็ลองชมความงามของพระอารามหลวงชั้นเอกแห่งนี้กันให้จุใจได้เลยครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาประจำปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ดูรายละเอียดกำหนดการเพิ่มเติมได้ที่นี่
  2. การเดินทางสามารถเดินทางไปได้ทั้งโดยรถส่วนตัว หรือจะนั่งรถตู้หรือรถปรับอากาศไปที่ลงที่อำเภอพระพุทธบาทแล้วต่อรถสองแถวเข้าไปที่วัดก็ได้ครับ
  3. หากท่านไม่สะดวกจะเดินทางไปยังจังหวัดสระบุรี วัดหลายแห่งในภาคกลาง เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร หรือวัดจินดามณี จังหวัดสิงห์บุรี ก็มีการจัดพิธีตักบาตรดอกไม้แบบท้องถิ่นเช่นกันครับ
  4. นอกเหนือจากประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาแล้ว วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารนี้ยังมีเทศกาลหรือประเพณีที่น่าสนใจอีก 2 อย่าง ได้แก่ ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท ซึ่งมี 2 ช่วง คือ ขึ้น 8 ค่ำ ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3 กับ ขึ้น 8 ค่ำ ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 4 และประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว ทุกวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4

 

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load