คิดว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเรา มีคนอยู่อาศัยและตั้งบ้านเรือนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ 100 ปีเหรอ หรือ 200 ปี เอ๊ะ หรือว่า 300 ปี 

จริง ๆ แล้ว กรุงเทพมหานครแห่งนี้มีคนอยู่อาศัยมานานกว่า 600 ปีแล้วนะครับ แน่นอนว่าผมไม่ได้พูดพล่อย ๆ พูดมั่ว ๆ พูดลอย ๆ วันนี้ผมจะเอาหนึ่งในหลักฐานที่ว่ามาโชว์ และหลักฐานที่ว่านั้นอยู่ที่ ‘วัดแจงร้อน’ ครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

วัดแจงร้อน : นามวัดอันไร้ที่มา

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ก่อนจะได้ชื่อว่า ‘วัดแจงร้อน’ วัดนี้เคยมีชื่ออื่นมาก่อน เพราะวัดแจงร้อนสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อ ‘วัดพลา’ หรือ ‘วัดพารา’ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อว่า ‘วัดหงษ์ร่อน’ เพราะมีตำนานเล่าว่าเคยมีหงส์บินผ่านบริเวณที่สร้างวัดแห่งนี้และบินจากไป แต่บ้างก็ว่าเมื่อสร้างวัดเสร็จมีหงส์ตัวหนึ่งบินผ่านไว้ แต่ไม่ว่าจะชื่อไหนก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพออยู่ดี 

แม้แต่ชื่อปัจจุบันอย่างวัดแจงร้อน ก็ยังไม่ชัดว่าคำนี้แปลว่าอะไร บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แจงร้อย’ บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แร้งร่อน’ แต่ก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทั้งชื่อเก่า ชื่อใหม่ มีที่มายังไงกันแน่ ก็ปล่อยให้เป็นปริศนาให้คนมาไขกันต่อไป

วิหารวัดแจงร้อน : วิหารรุ่นพระนารายณ์หลังงามในกรุงเทพฯ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ในบรรดาอาคารทั้งหมดภายในวัดแจ้งร้อน วิหารของวัดแจงร้อนคืออาคารที่เก่าแก่ที่สุด แม้จะผ่านมือการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยหลังไปแล้ว แต่รูปทรงของอาคารยังคงเดิม เป็นอาคารในแบบที่เรียกว่า ‘วิลันดา’ อาคารในสมัยอยุธยาตอนปลายที่ได้อิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แถมอาคารหลังนี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มอาคารแบบมหาอุดที่มีแต่ประตูหน้า ไม่มีทั้งประตูหลังหรือหน้าต่างใด ๆ 

จุดเด่นสำคัญของอุโบสถวิหารแบบวิลันดา ก็คืออาคารที่มีหน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น ซึ่งในสมัยอยุธยาถือเป็นของแปลก เพราะสมัยโน้นยังเคยชินกับการทำหน้าบันด้วยการแกะสลักไม้ แถมลวดลายยังเป็นสไตล์ฝรั่ง มีครุฑยุดนาคเหนือเทพนมที่มีกระหนกใบผักกาด ซึ่งเป็นลวดลายสไตล์ตะวันตกที่ยอดฮิตในช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งลวดลายแบบนี้ชวนให้นึกถึงวัดเตว็ดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่ถ้าคิดว่าวิหารหลังนี้เพิ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดครับ เพราะก่อนหน้าวิหารหลังนี้ ณ ที่แห่งนี้อาจจะมีวิหารหลังที่เก่ากว่าอีกหลังหนึ่งก็ได้ ซึ่งก็เป็นเพราะพระพุทธรูปข้างในวิหารหลังนี้นั่นแหละ

วิหารวัดแจงร้อน : พระเจ้าทรงเครื่องที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองบางกอก

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

พอเข้ามาข้างในก็จะพบกับกลุ่มพระพุทธรูปจำนวนกว่า 10 องค์ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน โดยมีพระประธานนาม ‘หลวงพ่อแดง’ พระพุทธรูปหินทรายแดงปิดทองที่มีพระพักตร์เหลี่ยม มาพร้อมกับรัศมีเปลวไฟ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ถือเป็นรูปแบบพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในกรุงเทพมหานคร คือราวพุทธศตวรรษที่ 20

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์สำคัญคือองค์ที่มีผิวสีทองที่อยู่ด้านหลังสุด เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยปางสมาธิ แม้สร้อยสังวาลย์และกรองศอบริเวณพระวรกายจะเป็นสิ่งที่มาเพิ่มเติมทีหลัง แต่จุดสำคัญก็คือมงกุฎทรงเทริดหรือกระบังหน้า ตรงกลางเป็นลายดอกไม้สี่เหลี่ยมกับลายดอกไม้กลมประดับเป็นแถว มาพร้อมกับรัดเกล้าหรือพระเกตุมาลาเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน โดยที่ไม่มีครีบที่ด้านข้างมงกุฎ ซึ่งลักษณะแบบนี้ดูคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปในศิลปะขอมแบบนครวัด-บายน แถมพระพักตร์ของพระพุทธรูปยังค่อนข้างเหลี่ยมแบบพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ 2 ด้วย ทำให้พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์นี้อาจเก่าที่สุดในกรุงเทพฯ และอาจจะเก่าที่สุดในศิลปะอยุธยาด้วย เพราะน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อราว 600 ปีก่อน

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

นอกจากพระทรงเครื่องรุ่นเก่าที่ว่าแล้ว ภายในวิหารหลังนี้ยังมีพระทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่หรือทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ (เรียกทรงเครื่องใหญ่ไม่ได้นะครับ เพราะทรงเครื่องใหญ่เป็นคำราชาศัพท์ แปลว่า ‘ตัดผม’) เป็นพระพุทธรูปที่เพิ่มจำนวนเครื่องทรงขึ้นมาอีกหลายอย่าง จากพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย เช่น สังวาลกากบาทพร้อมทับทรวง รวมถึงรูปแบบมงกุฎที่เปลี่ยนไปจากทรงเทริดกับรัดเกล้า เป็นมงกุฎแบบชฎาสูงยอดแหลมแทน ซึ่งพระพุทธรูปกลุ่มนี้อาจสร้างขึ้นพร้อมกับวิหารหลังปัจจุบัน ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็เป็นได้ 

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

อุโบสถวัดแจงร้อน : อุโบสถหลังใหม่แต่เก๋ไก๋ที่หน้าต่าง

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ในขณะที่อุโบสถของวัดอาจจะเก่าสู้วิหารไม่ได้ เพราะเพิ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2466 แทนที่อุโบสถหลังเดิม แต่จริง ๆ ก็น่าคิดว่า อุโบสถหลังนี้อาจสร้างโดยมีหลังเก่าเป็นต้นแบบ เพราะทั้งหน้าบัน ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ลายพันธุ์พฤกษานั้นชวนให้นึกถึงงานศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชวนคิดไปได้ว่า อุโบสถหลังเก่าอาจสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลนั้น และกลายเป็นต้นแบบของอุโบสถหลังปัจจุบัน

ในความคลาสสิกแบบงานช่างโบราณก็ยังมีความแปลกใหม่แทรกเข้ามาด้วย เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าภายในลวดลายพันธุ์พฤกษาของซุ้มหน้าต่าง ช่างได้แอบแทรกรูปสัตว์ทะเลและผลไม้เอาไว้ โดยฝั่งหนึ่งเป็นรูปสัตว์ทะเล เช่น ปลา ปู ปลาหมึก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นผลไม้ เช่น ทับทิม สับปะรด มะม่วง ซึ่งเป็นไอเดียใหม่ ๆ ในการประดับตกแต่งซุ้มที่ไม่ได้พบเห็นกันทั่วไป

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

แล้วทำไมถึงมีรูปสัตวทะเลกับผลไม้อยู่ในซุ้มหน้าต่างล่ะ เรื่องนี้ต้องบอกว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำหรือผลไม้ที่พบ ต่างก็ไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งที่พบอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเคยเป็นสินค้าที่สำคัญของผู้คนแถบนี้ในอดีต หรือไม่ก็สปอนเซอร์ผู้ออกเงินสร้างหรือซ่อมอุโบสถหลังปัจจุบัน อาจจะทำธุรกิจส่งออกสินค้าเหล่านี้ ก็เลยเอามาใส่เอาไว้เป็นกิมมิกก็ได้

วัดแจงร้อน : ร่องรอยความเก่าแก่ของเมืองบางกอก

วัดแจงร้อนเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันสำคัญที่บอกเราว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเก่าแก่ มีคนอยู่อาศัยมายาวนานและต่อเนื่องมานับร้อย ๆ ปี และน่าจะมีความเจริญมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสร้างพระพุทธรูปและวัดขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจะเลือกเมืองนี้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของสยามในเวลานั้น

 แต่วัดแจงร้อนก็ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้ให้เราขบคิดกันต่ออีกมาก ไม่ว่าจะที่มาของชื่อวัด ซึ่งตกทอดมาถึงยุคสมัยของเรา ผ่านความทรงจำของผู้คนที่เล่าสืบต่อกันมา และอาจเพราะความทรงจำนี้มีอายุยาวนานมาก ทำให้เนื้อหาหรือใจความบางอย่างตกหล่นและสูญหายไป หรือแม้แต่บรรดาอาหารทะเลและผลไม้ภายในซุ้มหน้าต่างที่โผล่ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สิ่งเหล่านี้ยังคงรอการไขคำตอบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง ปริศนาเหล่านี้จะคลี่คลายในที่สุด

เกร็ดแถมท้าย

  1. แม้ปัจจุบันจะสะกดว่า ‘ราษฎร์บูรณะ’ แต่ในอดีตเขตนี้สะกดว่า ‘ราชบูรณะ’ แสดงว่าย่านราษฎร์บูรณะนี้น่าจะต้องเป็นชุมชนใหญ่และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะชุมชนนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างปากอ่าวกับเมืองตอนใน
  2. ในย่านราษฎร์บูรณะยังมีวัดโบราณที่มีพระพุทธรูปที่เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับวัดแจงร้อน นั่นก็คือวัดประเสริฐสุทธาวาส ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้วในฐานะผลงานชิ้นแรกของผมกับ The Cloud ด้วย
  3. ถ้าสนใจอาคารแบบวิลันดาแบบวัดแจงร้อนหรือวัดเตว็ด ในกรุงเทพมหานครก็พอจะมีอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม เช่น วัดบางขุนเทียนนอก หรือ วัดราชคฤห์ ซึ่งผมก็เคยเขียนถึงไปแล้วเหมือนกัน อ่านเพิ่มเติมได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ตอนนี้เรามาถึงเดือนสิงหาคมซึ่งมีวันแม่แห่งชาติ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผมจึงอยากนำเสนอวัดที่เกี่ยวข้องกับ ‘แม่’ อีกสักวัด ตามธรรมเนียมที่ผมเลือกวัดเกี่ยวกับแม่มาเล่า เนื่องในวันแม่มาหลายครั้ง

‘แม่’ ในครั้งนี้ก็คือ สมเด็จพระศรีสุราลัย พระบรมราชชนนี หรือ เจ้าจอมมารดาเรียม พระราชมารดาของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์มากที่สุดก็คือ ‘วัดหนัง ครับ

วัดหนัง : วัดสมัยปลายอยุธยากลางสวนฝั่งธนฯ ที่พระมารดาของ ร.3 ทรงเลือกมาบูรณะ

วัดหนัง : หนัง นิวาสถาน และจักรีวงศ์

ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระศรีสุราลัย ก็ต้องขอเล่าย้อนกลับไปสักร้อยปี เพราะวัดหนังเป็นวัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย อย่างน้อยที่สุดก็ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เพราะในวัดมีระฆังโบราณลูกหนึ่งที่มีจารึกบนระฆังระบุ พ.ศ. 2260 แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าวัดจะสร้างในปีนั้นนะครับ อาจจะมีมาก่อนก็ได้

ส่วนเหตุผลว่าทำไมวัดนี้ถึงชื่อว่า ‘วัดหนัง’ ยังไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่มีแนวคิดอยู่ 2 แบบที่ยังถกเถียงกันอยู่ แนวคิดแรกบอกว่า ในอดีตวัดนี้เคยมีการทำตัวหนังเป็นจำนวนมาก แต่อีกแนวคิดหนึ่งบอกว่า เมื่อแรกสร้างวัด มีการทำกลองอย่างเป็นล่ำเป็นสันในบริเวณวัด โดยวางหนังสำหรับขึ้นหน้ากลองวางบริเวณลานวัดเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็น่าสนใจทั้งสองแนวคิด

จนถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีสุราลัย พระบรมราชชนนี หรือ ‘ท่านเรียม’ ได้สถาปนาขึ้นใหม่ทั้งวัดในระหว่าง พ.ศ. 2367 – 2378 มูลเหตุสำคัญที่ทำให้พระองค์ทรงเลือกปฏิสังขรณ์และสถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ก็น่าสนใจ เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นนิวาสถานหรือบ้านเดิมของท่านเพ็ง พระอัยยิกาของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้น จึงเข้าใจได้ว่าทำให้เจ้านายชั้นสูงระดับพระราชชนนีของพระเจ้าอยู่หัวถึงได้เลือกปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ ทั้งที่ตั้งอยู่ห่างลึกเข้ามาในสวนย่านฝั่งธนบุรี

ไม่เพียงพระราชมารดาเท่านั้น แม้แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็บูรณปฏิสังขรณ์และสถาปนาวัดในย่านนี้ขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวัดราชโอรสารามหรือวัดราชโอรส ซึ่งพระองค์ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2360 เมื่อยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ รวมถึงวัดนางนอง ซึ่งพระองค์ได้บูรณะวัดแห่งนี้หลังจากขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว

วัดหนังยังได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนฤบาลมุขมาตย์ เป็นผู้อำนวยการ เพราะในเวลานั้น วัดแห่งนี้ทรุดโทรมลงอย่างมาก ในครั้งนั้นพระองค์ยังได้เสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง พบว่า ภาพ หลวิชัย-คาวี ภายในผนังศาลาหมองและชำรุดมาก จึงมีรับสั่งให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เขียนรูปภาพให้เหมือนของเดิม

พระอุโบสถ : พระประธาน พระมหาธรรมราชาและปัญจวัคคีย์

กลุ่มอาคารหลักของวัดหนัง พระอุโบสถ พระวิหาร และพระปรางค์ ตั้งเรียงในแนวเหนือใต้ หน้าตาของพระอุโบสถกับพระวิหารค่อนข้างคล้ายกัน สมกับที่สร้างขึ้นใหม่พร้อม ๆ กันในสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะต่างมีหน้าบันแกะสลักลายดอกโบตั๋นสีแดง ดอกไม้ยอดฮิตที่ใช้ประดับแทบทุกส่วนในงานศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 โดยจุดสังเกตเพียงอย่างเดียวที่ใช้แยกพระอุโบสถและพระวิหารออกจากกันก็คือ โดยรอบพระอุโบสถจะมีซุ้มประดิษฐานใบเสมานั่นเอง

วัดหนัง : วัดสมัยปลายอยุธยากลางสวนฝั่งธนฯ ที่พระมารดาของ ร.3 ทรงเลือกมาบูรณะ

อีกสิ่งที่ต่างกันของอาคารทั้งสองหลัง เราจำเป็นต้องแง้มประตูเข้าไปดูข้างใน ก็คือพระประธานครับ พระประธานภายในพระอุโบสถของวัดหนังตั้งอยู่บนฐานสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของพระอุโบสถ สูงจนพระรัศมีของพระประธานแทบจะชนเพดาน โดยพระพุทธประติมากร พระประธานองค์นี้เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ซึ่งผ่านการศัลยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น พระพักตร์ของพระพุทธประติมากรเลยมีลักษณะตามแนวงานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 คือพระพักตร์อย่างหุ่นละคร แต่พระวรกายยังเป็นพระแบบสุโขทัยที่สำคัญ พระพุทธประติมากรองค์นี้มีจารึกที่ฐานด้วยนะครับ ระบุข้อความว่า

“แต่แรกตั้งพระเจ้าองค์นี้ พ.ศ. 1966 พ่อพระยาเจ้าไทย พ่อขุนพ่อเมดเจ้า ไว้ให้นายลก คงบำเรอเป็นข้าพระเจ้านี้ชั่วลูก… ต่อสิ้นศาสนาและพระเป็นเจ้าแล”

วัดหนัง : วัดสมัยปลายอยุธยากลางสวนฝั่งธนฯ ที่พระมารดาของ ร.3 ทรงเลือกมาบูรณะ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในจารึกนี้ก็คือ ‘พ่อพระยาเจ้าไทย’ คือใคร ก็ต้องไปดูสถานการณ์การเมืองของสุโขทัยในช่วงเวลาที่พระองค์นี้สร้างขึ้น คือ พ.ศ. 1966 สุโขทัยในเวลานั้นเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาแล้ว มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ส่วน และปกครองโดยผู้ครองเมืองที่มีตำแหน่ง ‘พระยา’ ดังนั้น ‘พ่อเจ้าพระยา’ จะต้องใหญ่กว่า ‘พระยา’ แน่นอน จึงน่าจะหมายถึง พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) ผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย ที่ในเวลานั้นผู้ครองเมืองพิษณุโลก มีสถานะเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย อาจบอกเรากลาย ๆ ว่า พระพุทธรูปองค์นี้น่าจะถูกอัญเชิญมาจากพิษณุโลกก็ได้

วัดหนัง : วัดสมัยปลายอยุธยากลางสวนฝั่งธนฯ ที่พระมารดาของ ร.3 ทรงเลือกมาบูรณะ

แต่ไม่จบแค่นั้น บนฐานชุกชีสูงที่พระพุทธประติมากรประดิษฐานอยู่ ยังมีรูปของพระสาวกอยู่ด้วย ตามปกติมี 2 รูป ซึ่งหมายถึงพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร พระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า แต่ของที่วัดหนังมี 5 รูป ซึ่งแน่นอนว่าพอเป็นพระภิกษุ 5 รูป ย่อมหมายถึง ปัญจวัคคีย์ สาวกกลุ่มแรกของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย พระอัญญาโกญทัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ซึ่งถือว่าค่อนข้างพิเศษ เพราะวัดทั่วไปจะไม่มีพระสาวกมากขนาดนี้ อีกวัดที่พอนึกออกว่ามีเหมือนกันคือภายในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

พระวิหาร พระเจ้าโบราณ พระเจ้า 5 พระองค์ และผนังกั้น

วัดหนัง : วัดสมัยปลายอยุธยากลางสวนฝั่งธนฯ ที่พระมารดาของ ร.3 ทรงเลือกมาบูรณะ

แม้ภายนอกพระวิหารจะดูคล้ายพระอุโบสถมาก ๆ แต่ข้างในกลับเป็นสถานที่ประดิษฐานพระประธานเดิมของวัด ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่า วัดหนังสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายจริง ๆ ปัจจุบันท่านไม่ได้ตั้งอยู่อย่างเดียวดายแล้ว แต่ตั้งร่วมกับกลุ่มพระพุทธรูป 5 องค์ เลข 5 รอบนี้จึงไม่ใช่ปัญจวัคคีย์ แต่หมายถึงพระอดีตพุทธเจ้า 5 พระองค์แทน ซึ่งมีพระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคตโม และพระเมตเตยโยแทน (มีวิธีสะกดหลายแบบ แต่ขอสะกดตามที่ระบุไว้ที่ฐานพระพุทธรูปครับ

ที่น่าสนใจกว่าคือ พระวิหารนี้มี 2 ชั้น โดยกลุ่มพระประธานอยู่ด้านใน ด้านหน้ามีผนังกั้นอีกชั้นหนึ่ง แล้วตั้งพระพุทธรูปขนาดเล็กไว้ข้างหน้าอีกที โดยมีประตูทางเข้าอยู่ 2 ฝั่ง มีทั้งเก่าทั้งให้ปะปนกันอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เจอสักเท่าไหร่ พบอยู่บ้างประปราย ในกรุงเทพฯ มีที่วัดโมลีโลกยารามหรือวัดสระเกศ แต่ผนังกั้นด้านหน้าตรงนี้มีข้อดีนะครับ เพราะเป็นผนังที่บังสายตา พอเราเดินเข้ามาแล้วยังไม่เห็นพระประธาน ต้องเดินขยับไปด้านข้าง พอมองผ่านประตูไปก็จะเห็นกลุ่มพระประธานเด่นเต็มตาไปเลย

วัดหนังราชวรวิหาร วัดของเจ้าจอมมารดาเรียม พระราชมารดาของ ร.3 วัดเก่าสมัยปลายอยุธยาที่มีพิพิธภัณฑ์ชุมชนของชาวสวนฝั่งธนฯ

พิพิธภัณฑ์ : ประวัติศาสตร์ ผู้คน และของโบราณ

วัดหนังราชวรวิหาร วัดของเจ้าจอมมารดาเรียม พระราชมารดาของ ร.3 วัดเก่าสมัยปลายอยุธยาที่มีพิพิธภัณฑ์ชุมชนของชาวสวนฝั่งธนฯ

อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา วัดหนังราชวรวิหาร ซึ่ง พระครูสมุห์ไพฑูรย์ สุภาฑโร เป็นผู้ริเริ่มขึ้น มีจุดประสงค์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แทบทุกเรื่องเกี่ยวกับผู้คนในย่านนี้ โดยพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ภายในกุฏิเก่าของวัด พระภิกษุที่จำพรรษาในกุฏิโดยรอบจะได้เป็นหูเป็นตาช่วยดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วยอีกเรื่อง และได้จัดแสดงสิ่งของซึ่งส่วนใหญ่เป็นของที่เป็นของวัดมาแต่เดิม

พิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น ชั้นล่างเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของพื้นที่โดยรอบวัด รวมถึงวิถีชาวบ้านในอดีตซึ่งเป็นชาวสวนผลไม้และสวนผัก ผ่านภาพถ่ายและสิ่งของที่ใช้ในการประกอบอาชีพ การจำลองร้านรวงเก่า ๆ ในย่าน และเรือซึ่งเป็นพาหนะสำคัญที่ผู้คนในอดีตใช้สัญจรไปมา

ส่วนชั้นบนจัดแสดงเรื่องราวของวัดหนัง ทั้งประวัติวัดผ่านสิ่งของสำคัญหลายชิ้น เช่น ระฆังที่ยืนยันความเก่าแก่ของวัดผ่านจารึกบนระฆัง ป้ายดั้งเดิมของวัด รวมถึงตำรายาของวัด นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุสำคัญหลายแบบ ทั้งพระพุทธรูป พระพิมพ์ ตู้พระธรรม 

ไม่เพียงเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังแสดงภาพถ่ายของ หลวงปู่เอี่ยม หรือ พระภาวนาโกศลเถระ พระเกจิชื่อดังของวัด พร้อมกับสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ถวายให้หลวงปู่ด้วย พิพิธภัณฑ์นี้จึงทำให้เราได้เรียนรู้ทั้งเรื่องราวของชุมชนโดยรอบ และเรื่องของวัดพร้อมกันในคราวเดียว

วัดหนังราชวรวิหาร วัดของเจ้าจอมมารดาเรียม พระราชมารดาของ ร.3 วัดเก่าสมัยปลายอยุธยาที่มีพิพิธภัณฑ์ชุมชนของชาวสวนฝั่งธนฯ
วัดหนังราชวรวิหาร วัดของเจ้าจอมมารดาเรียม พระราชมารดาของ ร.3 วัดเก่าสมัยปลายอยุธยาที่มีพิพิธภัณฑ์ชุมชนของชาวสวนฝั่งธนฯ
วัดหนังราชวรวิหาร วัดของเจ้าจอมมารดาเรียม พระราชมารดาของ ร.3 วัดเก่าสมัยปลายอยุธยาที่มีพิพิธภัณฑ์ชุมชนของชาวสวนฝั่งธนฯ

วัดหนัง : ย่านเก่า ผู้คน และราชวงศ์

นอกจากวัดหนังจะเป็นหลักฐานยืนยันความเก่าแก่ของพื้นที่ย่านนี้ ยังเป็นสถานที่บอกเล่าเรื่องราวของราชวงศ์จักรี ผ่านสถาปัตยกรรมงานช่างชั้นสูงในแผ่นดินที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเกิดของพระราชมารดาของพระเจ้าอยู่หัว และบอกให้เราได้รู้ว่า พระอารามหลวงที่สร้างหรืออุปถัมภ์โดยพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่กลางพระนคร ซึ่ง ณ เวลานั้นคือพระบรมมหาราชวังเสมอไป เพราะขนาดในสวนฝั่งธนบุรียังมีวัดระดับนี้มาสร้างอยู่ได้เลย ดังนั้น ต่อให้วัดสักแห่งจะตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหน แต่หากผู้คนในย่านนั้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนข้างใน งานช่างชั้นครูก็จะไปปรากฏได้เสมอ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดหนังเป็นพระอารามหลวงที่ไม่มีรถสาธารณะผ่าน แต่นั่งรถสองแถวหรือรถเมล์ไปลงที่วัดราชโอรสารามหรือวัดนางนอง แล้วเดินมายังวัดหนังได้ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดเปิดเฉพาะช่วงที่มีการประกอบพิธีทางศาสนาหรืองานเทศกาลของวัด แต่เข้าไปเดินชมตัวอาคารจากภายนอกได้
  2. พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาของวัดหนัง ต่างจากพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มีเวลาเปิด-ปิด เราโทรติดต่อให้เจ้าหน้าที่เปิดพิพิธภัณฑ์ให้ได้ชมได้ โดยเขาจะเป็นคนนำชมและบอกเล่าเรื่องราวภายในพิพิธภัณฑ์ให้เราฟัง
  3. ในพื้นที่ใกล้เคียงวัดหนังยังมีวัดสำคัญที่น่าชมและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของงานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นวัดราชโอรสาราม วัดประจำรัชกาลที่ 3 ที่พระองค์เป็นผู้สถาปนาขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม และทดลองสร้างวัดด้วยงานศิลปกรรมแบบพระราชนิยมเนื่องในรัชกาลที่ 3 เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นบทความแรก ๆ ที่ผมได้เขียนลงใน The Cloud และวัดนางนอง วัดที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่ถอดเครื่องทรงบางชิ้นได้ และตกแต่งผนังด้วยจิตรกรรมเรื่องชมพูบดีสูตร ตำนานการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องพร้อมกับลายกำมะลอเรื่อง สามก๊ก และ ฮก ลก ซิ่ว

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load