เวลาพูดถึงชาวต่างชาติ นึกถึงอะไรกันบ้างครับ 

บางคนอาจจะนึกถึงรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากเรา บางคนอาจจะนึกถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เขาใส่ บางคนอาจจะนึกถึงอาหารการกินของประเทศเหล่านั้น หรือถ้ารู้จักแบบลึกซึ้งหน่อย อาจจะนึกถึงอุปนิสัยใจคอของชาวต่างชาติเหล่านั้น หรือถ้าเราไม่รู้จักเลย ก็แค่หยิบมือถือ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาก็จะเจอข้อมูลเหล่านี้อย่างง่าย

แล้วถ้าเป็นคนในสมัยก่อนล่ะ เขานึกถึงชาวต่างชาติอย่างไรกันบ้าง คิดเหมือนเราไหม วันนี้ผมจะชวนไปพิสูจน์ ไปหาคำตอบว่า คนในสมัยก่อนรู้จักชาวต่างชาติแค่ไหนผ่านภาพวาดภายในวัดครับ 

ใครคิดว่าผมจะพาไปดูภาพกากที่เป็นรูปชาวต่างชาติล่ะก็ บอกเลยว่าคิดผิดถนัด เพราะผมจะพาไปชมทวารบาลที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งนำเอาชาวต่างชาติเหล่านี้มาทำหน้าที่แทนเทวดาหรือเสี้ยวกาง วัดที่ว่านี้ก็คือ ‘วัดบางขุนเทียนนอก’ ครับผม

วัดบางขุนเทียนนอก : จากหนึ่งกลายเป็นสองวัด

ถ้ายึดตามประวัติวัดบางขุนเทียนนอก เดิมวัดนี้มีชื่อว่าวัดยมโลก สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ประวัติมีเท่านี้เลยครับ 

แต่เรื่องราวที่สนุกของวัดแห่งนี้กลับเป็นประวัติในเวอร์ชันตำนาน ซึ่งเล่าว่าเศรษฐีท่านหนึ่งได้ร่วมกับน้องสาวสร้างวัดแห่งหนึ่งขึ้นมา เมื่อสร้างเสร็จเศรษฐีคนพี่ไปขอจองกฐินวัดเพียงคนเดียวโดยไม่บอกน้องสาว พอน้องสาวรู้เข้าก็ไม่พอใจ ต่อมาพี่ชายให้คนมายืมเครื่องใช้สำหรับจัดเตรียมงานบุญ ปรากฏว่าน้องยังไม่พอใจพี่ชายอยู่เลยไม่ยอมให้ แถมน้องสาวยังสั่งให้คนไปขุดคูน้ำมาคั่นกลางวัดที่ร่วมกันสร้าง จากหนึ่งวัดจึงกลายเป็นสองวัดไปในทันที โดยวัดของคนพี่คือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนวัดของน้องสาวคือวัดบางขุนเทียนกลาง

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

อุโบสถครั้งกรุงเก่าที่ผ่านมือช่างครั้ง ร.3

อาคารหลักของวัดบางขุนเทียนนอก คือ อุโบสถซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นปัจจุบันลงไปเยอะพอสมควร เป็นอาคารขนาดเล็ก มีหน้าบันเป็นงานปูนปั้นลายดอกไม้และชามกระเบื้อง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แถมซุ้มประตูและหน้าต่างยังเป็นลายดอกไม้ใบเทศแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ถ้าจะบอกว่าอาคารหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณคิดผิดครับ จะเห็นว่าด้านหน้าและด้านหลังมีชายคา (หรือที่บางคนจะเรียกว่าจั่นหับ) ยื่นออกมา สิ่งนี้ไม่พบในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่พบได้ในสมัยอยุธยาตอนปลาย สอดคล้องกับประวัติวัดที่บอกว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

ที่สำคัญ พอเข้าไปด้านในอุโบสถ พระประธานชื่อ ‘พระพุทธยมโลก’ ตามชื่อเดิมของวัด ประดิษฐานร่วมกับพระพุทธรูปอีกหลายองค์เป็นหมู่อยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน แม้จะมีทั้งพระสมัยอยุธยาและพระสมัยรัชกาลที่ 3 ปะปนกันอยู่ แต่ลักษณะการประดิษฐานเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นกัน เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นนิยมประดิษฐานพระประธานองค์เดียวเป็นประธานมากกว่า

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

การปะปนกันของงานศิลปะจากต่างยุคไม่ได้มีแค่กับอุโบสถและพระพุทธรูปเท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังก็เช่นกัน เพราะจิตรกรรมฝาผนังที่ผนังสกัดหน้าและสกัดหลัง เป็นงานที่น่าจะวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 เล่าเรื่องพุทธประวัติตอนสำคัญ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะตัดพระเมาลี หรือ มารผจญ ส่วนผนังด้านข้างแม้จะเขียนพุทธประวัติเหมือนกัน เช่น นาคปรก แต่ก็ยังมีเรื่องอื่นอย่าง อสุภกรรมฐานหรือการทำกรรมฐานด้วยการเพ่งไปยังซากศพอยู่ด้วย ดูปนกันแบบงง ๆ แถมฝีมือยังดูดรอปกว่าผนังสกัดทั้งสองด้านพอสมควร ทำให้พอจะสันนิษฐานว่า ภาพที่ผนังด้านข้างน่าจะวาดขึ้นทีหลังโดยไม่อ้างอิงกับของเดิม

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

สิบสองภาษาที่มากกว่าสิบสอง

ก่อนจะไปพูดถึงภาพชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอก ผมต้องขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ‘โคลงภาพคนต่างภาษา’ หรือ ‘โคลงภาพสิบสองภาษา’ ก่อน โคลงภาพคนต่างภาษานี้เป็นหนึ่งในจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 

โคลงภาพคนต่างภาษานี้มีทั้งสิ้น 64 บท บรรยายเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติต่างภาษาจำนวน 32 ชาติ ซึ่งมีทั้งประเทศตัวเอง ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศฝั่งตะวันออกและประเทศฝั่งตะวันตก มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแต่งกาย รูปร่างหน้าตา ความรู้ความสามารถ ความเชื่อ ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ รวมถึงลักษณะพิเศษของขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง ตามความรู้ความเข้าใจของคนในสมัยนั้น อย่างเช่นโคลงเกี่ยวกับชาวมอญ ว่า

“นี้ภาพเตลงเขตรแคว้น หงสา วดีเฮย

คือเหล่ารามัญฉมัง หมู่นี้

ไว้หวังเพื่อประชา ชมเล่น

เผื่อไว้ภายหน้าลี้ ลับหาย ฯ

นุ่งผ้าตราริ้วเช่น ชาวอัง วะเฮย

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิ้มน้ำเนื้อ นับถือ”

อีกสักบทละกัน คราวนี้เป็นชาวต่างชาติบ้างอย่างชาวหรูชปีตะสบาก มีใครเคยได้ยินชนชาตินี้ไหมครับ ผมเชื่อว่าไม่น่าจะเคยกัน แต่ถ้าผมบอกว่าชาวเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะนึกออกครับ เพราะหรูชปีตะสบากนั้นเพี้ยนมาจากคำว่า ‘หรูช’ หรือ Rus มาผสมกับคำว่า ‘ปีตะสบาก’ หรือ ปีเตอร์สเบอร์ก นั่นเอง ดังนั้น โคลงบทนี้จึงอธิบายลักษณะชาวรัสเซียซึ่งมาจากเมืองนี้ว่า

“รูปหรูชปีตะสบากด้าว แดนตวัน ตกพ่อ

คนมากเมืองเขาเคย ข่าวได้

ดลเดือนฤดูพรรษ์ ผลเห็บ ตกแฮ

เย็นเยือกลมไล้ย้อย หยาดเผลียง

ชาวเกษตรใส่เสื้อเย็บ หนังแกะ

นอนแนบอัคคีเคียง แค่มุ้ง

ลางชนเชือดหนังแพะ พันห่อ กายเฮย

สาบสอายคลุ้งฟุ้ง เฟื่องเหม็น”

โคลงภาพคนต่างภาษานี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า เหล่าบัณฑิตในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชาวต่างชาติในเวลานั้นเป็นอย่างดี และยังถือเป็นงานเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณาชิ้นแรก ๆ ของประเทศไทยอีกด้วย และที่วัดโพธิ์นี้ไม่ได้มีแค่โคลงภาพเท่านั้น ยังมีการบันทึกความรู้ชุดนี้เอาไว้ในรูปของจิตรกรรม โดยวาดเอาไว้บนบานหน้าต่างด้วยภาพชายชาวต่างชาติยืนเฝ้าประตูและหน้าต่างเอาไว้

อนึ่ง คำว่า ‘สิบสองภาษา’ นี้เป็นคำในสมัยก่อนที่ใช้เรียกชาวต่างชาติแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้หมายความว่ามี 12 ชาตินะครับ

อนึ่งอีกที 32 ชาติที่ปรากฏในโคลงภาพต่างภาษานี้มีใครบ้าง ตามนี้เลยครับ สิงหฬ [ศรีลังกา], ไทย, กะเหรี่ยง, อาฟริกัน, ดอดชิ [ดัทช์], อิตาเลียน, ฝรั่งเศส, ยิบเซ็ดอ่าน [อียิปต์], สะระกาฉวน [ซาราเซน], ยี่ปุ่น [ญี่ปุ่น], อาหรับ หรุ่มโต้ระกี่ [ตุรกี], แขกปะถ่าน [ปาทาน มุสลิมแถบอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน], แขกจุเหลี่ย [มุสลิมแถบอินเดียภาคใต้ – ลังกา], หรูชปีตะสบาก [รัสเซีย เซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก], หรูช (ตาตา) [ตาตาร์ ชาวมุสลิมในไครเมีย], มอญ, กระแซ, เงี้ยว, พม่า, ฮินดู่, มลายู, พราหมณ์ฮินดู่, พราหมณ์รามเหศร์, จาม, ลาวยวน [ชาวล้านนา], หุ้ยหุย [มุสลิมในจีน], เกาหลี, ญวน , จีน, เขมร, ลิ่วขิ่ว (ริวกิว)

วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี
วัดบางขุนเทียนนอก วัดที่มีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ชาวเกาหลีในชุดฮันบกก็มี

ชาวต่างชาติบนบานหน้าต่าง ชายหญิงควงคู่เฝ้าหน้าต่าง

กลับมาที่วัดบางขุนเทียนนอกกันอีกที ภาพวาดชาวต่างชาติที่วัดแห่งนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกันกับที่วัดโพธิ์เลยครับ ก็คือบนบานหน้าต่างของอุโบสถ แต่ก็มีจุดหนึ่งที่แตกต่างกัน เพราะทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดบางขุนเทียนนอกนี้เป็นการจับคู่กับระหว่างชายกับหญิง ไม่ใช่ชายกับชายแบบวัดโพธิ์ แถมบางคู่ยังเป็นคนละชาติมาจับคู่กันอีก ซึ่งที่วัดบางขุนเทียนนอกมีชาวต่างชาติอยู่ทั้งสิ้น 22 ชาติ

ลองดูคู่ที่เป็นชาติเดียวกันก่อน เริ่มกันด้วยชาติที่เราคุ้นเคยกันอย่างชาวจีน ซึ่งเป็นภาพชายไว้เปียแมนจูใส่ชุดแดง สวมหมวกใบเล็กพอดีหัว คู่กับหญิงสวมเสื้อสีแดงแขนยาวถึงข้อมือปลายแขนกว้าง บนผมมีเครื่องประดับขนาดเล็กและผ้าคล้องไหล่ ซึ่งถ้าใครดูหนังจีนย้อนยุคบ่อย ๆ น่าจะคุ้นเคยกับชุดประมาณนี้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ผู้หญิงก็ยังอุ้มลูกอยู่ด้วย เหมือนแสดงภาพคู่สามีภรรยาชาวจีนเลย

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

เอาคู่สามีภรรยาอีกสักคู่แล้วกัน คู่ชาวดัตช์ซึ่งเป็นชาวตะวันตกชาติเดียวที่วัดบางขุนเทียนนอกแห่งนี้ ผู้ชายไว้ผมยาวดัดเป็นลอน สวมหมวกปีกมีขนนกปักด้านหน้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแขนสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม สวมกางเกงรัดปลายระดับเข่า ส่วนผู้หญิงผมสีแดงสวมชุดเสื้อแขนยาวสีแดง ปลายแขนเสื้อพับเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมเหมือนผู้ชายและสวมกระโปรงลายตาราง ที่สำคัญ ในมืออุ้มลูกเหมือนกับคู่คนจีนเลยครับ ซึ่งลักษณะแบบนี้เทียบได้กับเครื่องแต่งกายชาวดัตช์ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

คราวนี้ลองมาดูบรรดาคู่ไม่เหมือนกันบ้าง เอาชาติที่ผมเชื่อเราน่าจะรู้จักกันยังสาวชาวเกาหลีกันก่อน แน่นอนว่ามาพร้อมกับชุดคลุมยาวปิดข้อมือ มีผ้าแถบผูกที่คอเสื้อที่เรียกว่าชุดฮันบก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นชายชาวญวนหรือชาวเวียดนามครับ แสดงด้วยภาพชายไว้ผมเปียสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อแขนยาวคลุมข้อมือและยาวเลยเข่าเล็กน้อย มือหนึ่งถือพัด สวมกางแกงขาวยาวถึงข้อเท้า หากดูเผิน ๆ จะดูเหมือนชาวจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองชาติคล้ายกัน แต่โชคดีว่าในโคลงต่างภาษาที่วัดโพธิ์ ใส่รายละเอียดว่าชาวญวนจะแต่งกายคล้ายงิ้วและถือพัดด้ามจิ๋ว

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ถัดมาลองดูประเทศแปลก ๆ กันบ้าง ฝ่ายหญิงคือชาวกระแซ เป็นสตรีเจาะหูสวมชุดเขียวสั้นเลยเอวไปเล็กน้อย ทับกระโปรงสั้นสีขาวลายตรง คอสวมสร้อยลูกปัด ส่วนมือข้างซ้ายถือกล้องยาสูบ ที่ขามีเด็กเกาะอยู่ ส่วนฝ่ายชายคือชาวแอฟริกัน เป็นบุรุษผิวเข้มเจาะหู นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวโดยไม่ใส่เสื้อและเหน็บเคียวไว้ที่เอว ในมือถือไม้ไผ่ปลายแหลม ซึ่งทั้งสองชาตินี้ต่างก็เป็นชนชาติที่ชาวสยามในสมัยก่อนไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยเห็นอีกต่างหาก ภาพนี้จึงวาดขึ้นผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น โดยชาวกระแซเป็นข้อมูลจากเชลยชาวพม่า ส่วนชาวแอฟริกันนั้นเป็นข้อมูลจากมิชชันนารีชาวตะวันตก

วัดบางขุนเทียนนอกมีทวารบาลเป็นชาวต่างชาติ 22 ชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และความหมายของคำว่า ‘สิบสองภาษา’

ชาวต่างชาติในวัดไทย

แม้ว่าในวัดไทยแห่งอื่น ๆ จะไม่ได้มีภาพชาวต่างชาติที่หลากหลายขนาดวัดบางขุนเทียนนอกหรือวัดโพธิ์ แต่การที่ปรากฏภาพบุคคลต่างชาติต่างภาษากับเราอยู่ภายในวัดของเรา ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้รู้จักคนเหล่านี้แค่เพียงเขาเป็นพ่อค้า เป็นนักบวช หรือเป็นคนที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเท่านั้น แต่พวกเขาสังเกต จดจำ และบันทึกเรื่องราวของเขาเหล่านี้ ละเอียดบ้าง ไม่ละเอียดบ้าง ดังนั้น ภาพของต่างชาติเหล่านี้จึงสมจริงพอสมควร และช่วยให้เราเข้าใจหรือรับรู้ได้ว่ามีคนชาติไหนบ้างที่ผู้คนในยุคนั้นรู้จักด้วย ดังนั้นถ้า ใครสนใจศึกษาเรื่องราวของชาวต่างชาติ เราอาจไม่จำเป็นต้องไปไกลถึงประเทศเหล่านั้น แค่เดินเข้าไปในวัดไทย ก็หาความรู้เรื่องนี้ได้เหมือนกันครับ

ป.ล. ขออภัยที่ผมไม่ได้เอามาให้ดูหมดทุกคู่นะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาวเกินไป และชาวต่างชาติบางชาติก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อ เพื่อตีความว่าเป็นคนชาติไหนกันแน่ และขอหยิบตัวอย่างที่คิดว่าน่าจะเห็นกันชัด ๆ ชัวร์ ๆ ก่อนนะครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดบางขุนเทียนนอก ปกติแล้วจะไม่ได้ล็อกประตู เดินเข้าไปชมได้เลย แต่แนะนำให้ไปแจ้งพระท่านไว้หน่อย เดี๋ยวท่านจะตกใจว่าใครแอบเข้าไปทำอะไรในอุโบสถ หรือถ้าแจ็กพอต ประตูอุโบสถล็อกไว้ให้ลองติดต่อพระที่วัดดูครับ
  2. ถ้าใครมาชมทวารบาลชาวต่างชาติที่วัดนี้แล้วไม่จุใจ ก็อย่าลืมไปที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ด้วยนะครับ อยู่ที่พระวิหารทิศเหนือ (วิหารที่ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์) และพระวิหารทิศตะวันตก (วิหารที่ประดิษฐานพระนาคปรก) ลองปิดประตู ปิดหน้าต่าง แล้วทัศนาภาพชาวต่างชาติแบบเดียวกับวัดบางขุนเทียนนอกได้เลยครับ อ้อ วัดโพธิ์มีชาวต่างชาติในเวอร์ชันประติมากรรมด้วยนะครับ เสียดายที่ตอนนี้เหลือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
  3. ไหน ๆ ไปวัดบางขุนเทียนนอกแล้ว ควรแวะไปชมวัดบางขุนเทียนกลางที่อยู่ใกล้กัน เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายเหมือนกัน แถมยังบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 เหมือนกันด้วย แล้วก็ไปชมวัดบางขุนเทียนในที่อยู่ไม่ไกลกันนักก็ดีนะครับ ที่นี่มีพระประธานปางป่าเลไลยก์ที่ไม่ค่อยพบเท่าไหร่ แถมยังมีจิตรกรรมเล่าเรื่องชาดกแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีที่ไหน อย่าง จุลปทุมชาดก หรือชาดกที่ผมชอบเรียกแซวว่าเป็นบาร์บีคิวพลาซ่าชาดกด้วย

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ถ้าพูดถึงวัดโพธิ์ ทุกคนจะนึกถึงอะไรบ้างครับ พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล พระนอนองค์ใหญ่ ยักษ์วัดโพธิ์ ตุ๊กตาศิลาจีน ฤๅษีดัดตน จารึกวัดโพธิ์ มากมายเต็มไปหมดที่เราจะนึกออก 

สังเกตไหมครับ ไม่ว่าเรื่องไหนก็ล้วนแล้วแต่อยู่เขตพุทธาวาสทั้งนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า เขตพุทธาวาสของวัดแห่งนี้กลับซุกซ่อนอาคารที่น่าสนใจเอาไว้มากมาย และหนึ่งในนั้นคืออาคารที่ไม่ได้เก่าแก่ ไม่ได้ใหญ่โต แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวและความพิถีพิถันอย่างไม่น่าเชื่อ ชื่อของอาคารหลังนี้คือ ‘ศาลาแดง’ ครับ

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ศาลาแดง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

มูลเหตุที่มาของการสร้างศาลาแดงแห่งนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อเกือบร้อยปีก่อนเลย ใน พ.ศ. 2464 หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ หม่อมใน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จะจัดการถวายพระเพลิงให้แก่ หม่อมเจ้าแดง งอนรถ ผู้เป็นบิดา จึงมีพระประสงค์ที่จะสร้างอาคารหลังหนึ่งขึ้นมาในพุทธศาสนาเพื่ออุทิศกุศลถวายแด่บิดา พอนำเรื่องนี้ไปหารือกับพระญาณโพธิ (ใจ) พระราชาคณะในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ท่านจึงได้ชักชวนให้สร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นมาหลังหนึ่ง หม่อมราชวงศ์โตก็ตกลงที่จะสร้าง

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

แต่ครั้นจะให้สร้างเอง ออกแบบเองก็เห็นจะยากเกินไป หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ จึงได้กราบทูลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ขอให้ทรงช่วยเหลือ ซึ่งข่าวดีก็คือท่านก็รับเป็นธุระให้ และยังได้ให้ หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร มาช่วยออกแบบและควบคุมการก่อสร้างด้วย ดังนั้น ศาลาแดงจึงเป็นอาคารที่ได้ยอดจอมยุทธ์ด้านสถาปัตยกรรมถึง 2 คนมาร่วมสร้างอาคารหลังนี้

สำหรับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือ สมเด็จครู ทรงเป็นนายช่างแห่งกรุงสยามผู้รอบรู้และมีความชำนาญในศาสตร์มากมาย ทรงเป็นสถาปนิก นักออกแบบ นักเขียนรูป นักแต่งเพลง กวีและอีกมากมายจนนิ้วมือเราไม่มีทางจะนับได้พอ ยิ่งถ้าพูดถึงผลงานการออกแบบของสมเด็จครูนั้น มีทั้งงานสถาปัตยกรรมทั้งวัดและพระเมรุมาศ การออกแบบพัดรอง การออกแบบพระราชลัญจกรและดวงตรา การออกแบบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และมีมากมายหลายศาสตร์ที่สมเด็จครูทรงเชี่ยวชาญอย่างมาก ทำให้งานของสมเด็จครูเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีเหตุมีผลในทุกแง่และทุกมุมของการออกแบบ

ในขณะที่หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ถือเป็นสถาปนิกยุคบุกเบิกที่ได้รับการศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมตามแนวสากล เพราะทรงศึกษาวิชาสถาปัตยกรรมจากเอกอลเดโบซาร์ (École des Beaux-Arts) หรือโรงเรียนวิจิตรศิลป์ที่ประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยามฯ อีกด้วย ผลงานของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร มีทั้งพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงตึกจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตึกแดงภายนอก : ตึกฝรั่งหลังเล็กสุดประณีต

ดูจากภายนอก ศาลาแดงเป็นอาคารสไตล์ฝรั่งขนาดเล็กทาสีแดงที่มีรูปทรงค่อนข้างเรียบง่าย มีหลังคายื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าการทำช่องหน้าทรงซุ้มโค้ง และมีบันไดทางขึ้นวางขวาง ซึ่งก่อนเดินขึ้นบันได เราจะเห็นป้ายหินอ่อนที่มีข้อความว่า “พุทธศักราช ๒๔๖๔ หม่อมราชวงศ์หญิงโต จิตรพงศ์ ส้าง ศาลา นี้ไว้ เปนที่พระสงฆ์เรียนพระปริยัติ อุทิศผลกุศลถวายท่านพ่อ” เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงประวัติการสร้างอาคารหลังนี้

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

รูปแบบของศาลาแดงนี้ถือเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่พบในประเทศไทยมาแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะตะวันตกที่ถูกคัดสรรและปรับปรุงจนเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบประเทศไทย อย่างโครงสร้างหลังคาที่ยื่นออกมาเช่นนี้ ช่วยกันฝนสาดเข้ามาในตัวอาคารได้ด้วย ซึ่งพบมาก่อนแล้วในอาคารหลังอื่น เช่น พระตำหนักพญาไท

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

อย่างไรก็ตาม หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ก็ยังได้แอบใส่องค์ประกอบที่อาจเป็นสิ่งที่ท่านชอบเป็นการส่วนตัว คือ การทำซุ้มโค้งไว้ด้านหน้าอาคาร เพราะไม่ว่าจะเป็นที่ตำหนักใหม่ วังสระปทุม หรือ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ซึ่งเป็นผลงานของหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ ต่างก็มีองค์ประกอบนี้อยู่ด้วยทั้งนั้น สิ่งนี้จึงคล้ายกับเป็นลายเซ็นของท่านที่แอบแทรกเอาไว้ในผลงาน รวมถึงที่ศาลาแดงแห่งนี้ด้วย

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ภาพ : thailandtourismdirectory.go.th

ส่วนถ้าใครสงสัยว่าทำไมอาคารหลังนี้ถึงได้ชื่อว่าศาลาแดง ก็เพราะว่าหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงษ์ ทรงสร้างอาคารหลังนี้อุทิศแด่หม่อมเจ้าแดง งอนรถ อาคารหลังนี้จึงเป็นสีแดงตามชื่อของหม่อมเจ้าแดงด้วยประการฉะนี้

ตึกแดงภายนอก : โรหิตัสสสูตร

แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีตัวอาคารด้านนอกเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อเราเดินไปด้านหลังศาลาแดง จะเห็นว่ามีแผ่นจารึกอยู่แผ่นหนึ่ง ซึ่งจารึกตัวอักษรขอมอยู่ 7 แถวอยู่ภายในกรอบสีแดง โดยข้อความในจารึกนี้เป็นข้อความภาษาบาลี แปลความได้ว่า

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า

“แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์

“เหตุนั้นแหละ คนมีปัญญาดี และตระหนักชัดเรื่องโลก ถึงที่สุดโลกได้ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้ที่สุดของโลกแล้ว เป็นผู้ระงับแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า”

นี่ขนาดถอดคำแปลแล้วก็ยังฟังเข้าใจยากใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อธรรมนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานมาก ๆ อย่างหนึ่งเลยนะครับ เพราะข้อความอักษรขอม ภาษาบาลีทั้ง 7 แถวนี้กำลังสอนเราว่า โลกที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่รอบตัวเอง แต่อยู่ในตัวของเราเอง คือร่างกายและจิตใจของเราเอง ถ้าเรารู้จักและเข้าใจในร่างกาย อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเองได้ ก็จะทำจิตใจและร่างกายให้สงบได้ แม้จะเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตใด ๆ เพราะที่สุดแห่งทุกข์นั้นก็อยู่ในตัวของเราเองนี่แหละ

ซึ่งข้อธรรมนี้ก็ไม่ใช่ข้อธรรมไร้ชื่อไร้นามแต่อย่างใดนะครับ ชื่อของข้อธรรมนี้ก็คือ ‘โรหิตัสสคาถา’ ซึ่งมาจากโรหิตัสสสูตรในพระไตรปิฎกนั่นเอง โดยเป็นเรื่องราวของเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อโรหิตัสสเทพบุตรที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามว่ามีที่ไหนในโลกที่ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตายรึเปล่า เพราะชาติที่แล้วเคยเกิดเป็นเทพบุตรผู้ความเร็วปาน The Flash และได้เหาะด้วยความเร็วสูงเพื่อตามหาสถานที่ดังกล่าวเป็นเวลาร้อยปีโดยไม่หยุดพัก สุดท้ายก็ตายลงระหว่างเหาะนั่นเอง และคำตอบของพระพุทธเจ้านั้น ก็คือโรหิตัสสคาถานั่นเองครับ

แล้วทำไมโรหิตัสสสูตรถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ละ ก็เพราะว่าเมื่อครั้งที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบอาคารหลังนี้ ได้ปรึกษากับ พระสาสนโสภณ (ต่อมาคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)) วัดเทพศิรินทราวาส ซึ่งเป็นพระภิกษุที่สมเด็จครูจะมาปรึกษาข้อธรรมะด้วยเสมอ และท่านได้แนะนำให้เลือกโรหิตตัสสูตรให้แก่สมเด็จครูสำหรับใช้จารึกลง ณ ศาลาแห่งนี้

ทีนี้ เราลองมามองให้ลึกอีกสักชั้นดีกว่า ในเมื่อพระคาถาหรือพระสูตรในพระไตรปิฎกมีอยู่มากมาย เหตุใดจึงต้องเป็นโรหิตัสสูตร

ข้อแรก เพราะคำว่า ‘โรหิต’ นั้นแปลว่า ‘แดง’ ซึ่งตรงกับชื่อของหม่อมเจ้าแดง งอนรถ ท่านพ่อของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ และเป็นที่มาของศาลาหลังนี้

ข้อที่สอง เพราะข้อธรรมนี้มีเนื้อหาสำคัญว่าด้วยโลกที่แท้จริงคือร่างกายและจิตใจของเราเอง การบรรลุถึงความไม่เกิดก็คือการเข้าถึงปัญญา บรรลุสัจธรรมในกายและใจของเรานั้นเป็นธรรมที่ให้เกิดความสังเวช สอดคล้องเข้ากันได้ดีกับอาคารหลังนี้ที่มีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นก็คือ การเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิและอัฐิ นั่นเอง

และข้อที่สาม จะต่อเนื่องจากข้อที่สอง เพราะสถานที่แห่งนี้คือโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม จึงสอดคล้องกับคำสอนในโรหิตัสสสูตรว่าอาศัย ‘กาย’ และ ‘อาคาร’ ที่เปรียบเสมือนร่างกายนี้ ศึกษาธรรมะให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ นับเป็นกิจของพระสงฆ์ รวมถึงชาวพุทธทั้งหลายที่อาศัยกายของตนในการไปถึงซึ่งพระนิพพาน

ตึกแดงภายใน : ภาพพุทธประวัติไทยร่างฝรั่งวาด

เมื่อเข้ามาด้านใน สิ่งแรกที่จะเตะตาเราก่อนเลยคือ ภาพวาดในกรอบโค้งเป็นภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดาพญามาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์การเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ 5 หรือที่เรียกว่า ‘อชปาลนิโครธ’ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว โดยพระพุทธองค์ได้ประทับใต้ต้นไทรของคนเลี้ยงแพะ (ตรงกับชื่อตอนอชปาลนิโครธเลยครับ อชปาล = คนเลี้ยงแพะ นิโครธ = ต้นไทร) โดยธิดาพญามารทั้ง 3 คือ ตัณหา ราคา และอรตี ได้อาสาพระบิดาคือพญามารจะไปยั่วยวนพระพุทธเจ้า โดยแปลงกายเป็นหญิงในแต่ละช่วงวัย แต่ก็ไม่ได้ผลเพราะพระพุทธเจ้าทรงไม่สนพระทัยใด ๆ

100 ปี ‘ศาลาแดง’ ตึกลับในวัดโพธิ์ฝีมือสถาปนิกชั้นครูกับศิลปินอิตาลี ที่ไม่เปิดให้เข้า
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

ที่สำคัญ ภาพภาพนี้ยังเป็นภาพเดียวกันกับบนปกหนังสือ ‘ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท’ พระวิทยานิพนธ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งภาพนี้ก็เป็นผลงานการออกแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เช่นกัน แต่เพียงแค่ออกแบบเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนวาดลงไปในซุ้ม โดยได้ให้จิตรกรชาวตะวันตกเป็นผู้วาด นั่นก็คือ คาร์โล ริโกลี

คาร์โล ริโกลี เป็นจิตรกรชาวอิตาลีที่เข้ามาทำงานในสยามประเทศ โดยการชักชวนของกาลิเลโอ คีนี และได้เดินทางเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2453 และริโกลีได้กลายเป็นอีกหนึ่งจิตรกรชาวตะวันตกคนสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ฝากผลงานทั้งงานในสเกลใหญ่อย่าง ภาพภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งบรมพิมาน หรือวัดราชาธิวาส และงานสเกลเล็ก เช่น พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงภาพวิถีชีวิตผู้คน เช่น คนกินข้าว คนสูบฝิ่น เป็นต้น

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย
ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

ด้วยผู้ออกแบบคือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ดังนั้น ภาพพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดาพญามารนี้จึงไม่ได้ออกมาเป็นไทยจ๋า แต่กลับมีกลิ่นอายความเป็นตะวันตกอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะลักษณะของพระพุทธเจ้าที่คล้ายพระพุทธรูปศิลปะคันธาระของอินเดีย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ในฐานะพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยมีลักษณะสำคัญคือมีมวยผมและร่างกายที่ดูมีกล้ามเนื้อ ส่วนจีวรที่มีการยับย่นสมจริงนี้ แม้จะเป็นแนวคิดจากทางตะวันตก แต่ก็พบมาแล้วตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 

อย่างไรก็ตาม ทั้งรูปลักษณ์ เครื่องแต่งกาย และท่าทางของธิดาพญามารทั้ง 3 กลับอ่อนช้อยอย่างไทย ทว่ามีใบหน้าอย่างฝรั่งและ ธิดาพญามารตนหนึ่งถือพวงองุ่นที่เป็นผลไม้อย่างฝรั่งด้วย ดังนั้น ภาพวาดนี้จึงเป็นงานที่เป็น East Meets West อย่างแท้จริง

ที่สำคัญ ริโกลียังแอบเซ็นลายเซ็นเอาไว้ในภาพด้วยนะครับ โดยอยู่บริเวณขวาล่างของภาพ เขียนว่า ‘C. Rigoli’ ซึ่งก็ย่อมาจาก Carlo Rigoli นั่นเอง

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่ถ้าสังเกตงานออริจินอลของสมเด็จครูดี ๆ จะเห็นว่าใต้ภาพมีพระคาถาอักษรขอม ภาษาบาลี แปลความได้ว่า

“ความชนะของพระพุทธเจ้าองค์ใด ย่อมไม่กลับแพ้ ใคร ๆ ในโลกย่อมไม่กลับความชนะของพระพุทธเจ้าองค์นั้นได้ ท่านทั้งหลายจักนำหรือชักจูงพระพุทธเจ้าผู้ถึงแล้วซึ่งความไม่มาและไม่ไป ไปโดยทางไหนได้ฯ

“ตัณหาอันแผ่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ดุจตาข่ายที่จะนำไปในทิศทางไหน ๆ ย่อมไม่มีในพระพุทธเจ้าองค์ใด ท่านทั้งหลายจักนำพระพุทธเจ้าองค์นั้น ผู้ถึงแล้วซึ่งความไม่มาไม่ไป ไปโดยทางไหนได้ฯ”

และแน่นอนว่า เมื่ออยู่ใน First Draft ของสมเด็จครูแล้ว ท่านย่อมไม่ลืมที่จะนำมาใช้ประดับอาคารนี้แน่นอน แต่เพราะบริเวณใต้รูปนี้ถูกนำไปใช้ทำอย่างแล้ว ดังนั้น พระคาถานี้จะถูกโยกไปเขียนเหนือหน้าต่างแทน โดยวิ่งวนรอบอาคารแทน แบ่งออกเป็น 8 วรรค

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่คำถามที่น่าสงสัยที่สุดตอนนี้ก็คือ ทำไมในตึกเรียนพระปริยัติธรรมถึงเลือกเขียนฉากพุทธรปะวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสห้ามธิดารพญามารล่ะ แทนที่จะเขียนฉากการแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าหรือพุทธประวัติตอนที่สอดคล้องกับหน้าที่ของอาคารนี้มากกว่า แต่ถ้าเราลองเชื่อมโยงภาพพุทธประวัติตอนนี้เข้ากับโรหิตัสสสูตรที่อยู่ด้านนอกอาคาร เราก็จะถึงบางอ้อทันที เพราะทั้งสองเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กันพอดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ในโรหิตัสสูตร โรหิตัสสเทพบุตรสงสัยเรื่องที่สุดของโลก และออกเดินทางตามหาที่สุดของความทุกข์ ในขณะที่พุทธประวัติและพระคาถาในอาคารแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงถึงที่สุดของโลกและที่สุดและทุกข์แล้ว ทรงชนะและทรงบรรลุแล้ว ดังนั้น ภาพพุทธประวัติตอนนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจในพระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ให้มีจิตใจที่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน หากมีกิเลสใดเข้ามาก็ขอให้ชนะ เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าชนะธิดาพญามาร รวมถึงยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเล่าเรียนแต่พระปริยัตินั้นไม่เพียงพอ จะต้องมีการปฏิบัติให้ลึกซึ้งด้วย การเล่าเรียนธรรมะจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ

ตึกแดงภายใน : พระอัฐิและอัฐิภายใน

บริเวณใต้รูปพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าทรมานธิดาพญามารนั้นเจาะเป็นช่อง 3 ช่อง แต่ละช่องมีจารึกหินอ่อน โดยแต่ละระบุรายพระนามและนามของผู้ที่หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ อุทิศกุศลถวาย ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ, หม่อมเจ้าชายแดง ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ และหม่อมเจ้าหญิงอ่าง ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร ซึ่งจารึกหินอ่อนแต่ละแผ่นมีการออกแบบตัวอักษรแตกต่างกันทั้งหมด

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

แต่จุดที่เก็บอัฐิในอาคารหลังนี้ไม่ได้แค่มีแค่ตรงแผ่นหินอ่อน 3 แผ่นนี้เท่านั้น บริเวณใต้แผ่นจารึกหินอ่อนทั้ง 3 แผ่นยังมีตู้หนังสือ ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับอาคารหลังนี้ โดยหนังสือภายในตู้นี้มีทั้งหนังสือที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้จัดหามา 

จุดสำคัญที่อยากจะให้ดูก็คือบริเวณฐานที่รองรับตู้หนังสือนี้ต่างหากครับ เพราะฐานหินอ่อนนี้ ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณฐานที่เส้นเหมือนรอยตัดอยู่ และนี่แหละครับคือจุดเก็บอัฐิอีกจุดหนึ่งของศาลาแดงหลังนี้ เพราะเปิดออกมาได้ โดยเป็นที่เก็บอัฐิของราชสกุลงอนรถและราชสกุลจิตรพงศ์ทุกพระองค์และทุกคนเลยครับ

ตึกเรียนพระปริยัติธรรม ฝีมือ 2 สถาปนิกชั้นครู กับคาร์โล ริโกลี และสัญลักษณ์มากมาย ที่ไหนในโลกไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย
ภาพ : โลจน์ นันทิวัชรินทร์

การที่มีทั้งพระอัฐิและอัฐิของราชสกุลเอาไว้ภายในอาคารที่เป็นโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมนี้ ก็เพื่อให้ทุก ๆ พระองค์และทุก ๆ คนได้สดับฟังพระธรรมที่บรรดาพระภิกษุได้เรียนอยู่ตลอดเวลา แนวความคิดเช่นนี้เป็นแนวความคิดเดียวกับการที่คนในยุคปัจจุบันนำอัฐิของผู้ตายไปไว้ในเจดีย์หรือกำแพงแก้ว เพื่อให้ผู้วายชนม์ได้สดับฟังพระสงฆ์ทำวัตรทุกเช้าเย็นเลยครับ

ปริศนาศาลาแดง : ความซับซ้อนในการออกแบบจากการมันสมองของยอดช่าง

หากเราตัดสินจากภายนอก ศาลาแดงก็คงเป็นแค่อาคารหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่เป็นโรงเรียนของพระในเขตสังฆาวาส แต่พอเราค่อย ๆ มอง ค่อย ๆ ไขรหัสออกทีละข้อ ๆ เราก็จะเห็นถึงความประณีตของครูช่างในอดีตที่ออกแบบโดยใช้ทั้งอาคาร ฟังก์ชัน สี ภาพ และจารึก เข้ามาผสมผสานอย่างสอดคล้องเข้ากันได้ลงตัว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของศิลปะไทยที่สร้างหลังจากเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตก ทำให้เกิดการออกแบบอาคารแนวใหม่ที่มีความซับซ้อน มากไปกว่าคติความเชื่อหรือการจัดการพื้นที่ แต่มีการผสมผสานองค์ประกอบหลากหลายมากขึ้น

ดังนั้น อย่าได้ตัดสินอะไรเพียงแค่ตาเห็น แต่จงพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินอะไรลงไป เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างนั้นรวดเร็วไปหมด ทุกคนพร้อมตัดสินทุกสิ่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกครั้งแรกโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีก่อน และสิ่งเหล่านี้ได้นำมาซึ่งปัญหามากมายตามมา ดังนั้น แม้ทุกอย่างจะรวดเร็ว แต่เราก็ลองเป็นคนช้าดูบ้างดีไหม เราจะได้เห็นอะไร มองอะไรได้รอบคอบยิ่งขึ้น

เกร็ดแถมท้าย

1. ศาลาแดงเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาส ปัจจุบันยังคงใช้งานในฐานะสถานที่สำหรับเรียนปริยัติธรรม ดังนั้น จึงเปิดเฉพาะช่วงเวลาที่ใช้งานเท่านั้น เว้นแต่จะขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แต่ภายนอกอาคารนั้นเดินชมได้โดยอิสระครับ

2. ศาลาแดงของวัดโพธิ์แห่งนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับย่านศาลาแดงนะครับ เพราะย่านศาลาแดงนั้นได้ชื่อมาจากหลังคาของสถานีรถไฟ ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายปากน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณแถบนี้ จนกลายเป็นชื่อของทุ่งศาลาแดง ก่อนจะถูกใช้เป็นชื่อย่าน แยก และสถานีรถไฟฟ้า BTS ในเวลาต่อมา

3. ภายในเขตสังฆาวาสของวัดโพธิ์แห่งนี้ยังมีอาคารอีกหลายหลังที่น่าสนใจ เช่น พระตำหนักวาสุกรี หอไตรคณะเหนือ ซึ่งไว้มีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟัง หรือถ้าใครอยากรู้จักอาคารเหล่านี้ รวมถึงเขตพุทธาวาสของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผมเคยได้เขียนไว้แล้วในเมื่อครั้งที่ผมได้ไปร่วมกิจกรรม Walk with the Cloud : Night at the Temple ครับผม ไปอ่านได้นะครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load