The Cloud x GC Circular Living

ประชากรชาวไทยผลิตขยะในแต่ละปีมากกว่า 27 ล้านตัน เทียบเท่ากับน้ำหนักของช้างประมาณ 5 ล้านเชือก

เต่าทะเลที่เผลอกลืนกินพลาสติกจนถึงแก่ชีวิต ผืนดินที่แบกรับปฏิกูลเน่าเสียที่ตกค้างมหาศาล คงตกใจไม่น้อยหากรับรู้ถึงขยะปริมาณที่มนุษย์ผลิตทิ้งไว้

แม้มีนโยบายจากภาครัฐและโครงการรณรงค์งดสร้างขยะจากหลากหลายหน่วยงาน การสร้างประเทศไทยให้จัดการขยะอย่างเป็นระบบและรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดี ยังดูเป็นฝันอันยาวไกล ไม่น่าเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้ ด้วยความซับซ้อนของปัญหาที่เราเป็นผู้ร่วมกันสร้างขึ้นมา

แต่โชคดี มีคนเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องทำร้ายโลกกันไปมากกว่านี้ และถึงเวลาที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

Global Chemical (GC) บริษัทด้านอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ตั้งใจผลักดันและแก้ปัญหาขยะนี้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ ผ่านบริษัท TACT Consulting ที่ปรึกษาด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) ที่มุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนและสังคมไปพร้อมๆ กัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือโครงการ ‘Waste Runner – 100 Days Challenge’

การแข่งขันระยะเวลา 100 วันเพื่อเฟ้นหาทีมที่สามารถสร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะ และลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ปอดของกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบในการขยายผลต่อไป

คนรุ่นใหม่แก้ไขปัญหาใหญ่นี้ไหวด้วยหรือ 100 วันจะทำได้มากขนาดไหน วันนี้ แม็กซ์-ชยุตม์ สกุลคู ผู้ก่อตั้งบริษัท TACT Consulting และขับเคลื่อน Waste Runner ในวัย 24 ปี พร้อมมาเล่าสู่กันฟังและยืนยันให้เราชื่นใจว่า โลกใบนี้ยังมีความหวังอยู่

Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

01

วันที่เราเริ่มหันกลับมามองตัวเอง

‘ขยะต้องเริ่มที่บ้าน’ โจทย์สำคัญที่แม็กซ์ได้รับจากผู้บริหารของ GC เป็นเหมือนเครื่องนำทางในการสร้างสรรค์โครงการนี้

หากมองปัญหานี้ผ่านๆ ผู้ร้ายหลักในปัจจุบันดูจะเป็นขยะปนเปื้อนที่เลอะเศษอาหารต่างๆ และไม่สามารถนำมาหมุนเวียนใช้ให้เป็นประโยชน์หรือขายได้เหมือนกับขยะสะอาดที่มีร้านค้าและหน่วยงานรับซื้อ เมื่อไม่มีคนนำไปทำอะไรต่อ จึงเกิดการทับถมลงบนผืนดินที่ทิ้งขยะ พอทิ้งไว้นานหรือเกิดเหตุเช่นน้ำท่วมก็จะกลายเป็นมลพิษต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมทันที

แต่หากมองลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง ผู้ร้ายที่แท้จริงอาจเป็นเราเองโดยไม่รู้ตัว

“จริงๆ สิ่งที่ยากอยู่ที่พฤติกรรมคน เพราะขยะจากครัวเรือนที่ทิ้งโดยไม่แยกประเภทเอาไปทำอะไรต่อไม่ได้ ถึงแม้มีรถเก็บขยะ สุดท้ายต้องไปเทรวมอยู่ดี แยกหมดไม่ไหว แถมคนแยกขยะยังอันตรายถึงชีวิตอีก หากมีของมีคมหรือเชื้อโรค ดังนั้น เราต้องจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ถ้าคนมัดแยกขยะ คนที่รับขยะไปต่อก็จัดการได้ง่าย แก้ปัญหาได้เลย” แม็กซ์อธิบายถึงสาเหตุที่เราต้องเริ่มแก้กันตั้งแต่ที่บ้าน

Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า
Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

แต่แทนที่จะโทษกันไปมาว่าเธอผิด ฉันถูก เราควรร่วมมือทำความเข้าใจปัญหาและหาแนวทางว่าจะช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระดับบุคคลได้อย่างไรมากกว่า

แม็กซ์มองว่าทุกวันนี้มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจแก้ไขปัญหาสังคม ผ่านการทำกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) และสตาร์ทอัพ คนเหล่านี้มีความคิดดีๆ และพลังงานล้นเหลือ แม็กซ์รู้ตรงนี้ดีจากการบริหาร TACT ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนข้อจำกัดที่เจอคือ คนมักขาดโอกาส แรงสนับสนุน และผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ

เมื่อปัญหาเรื่องขยะและคนที่พร้อมลงมือทำแต่ขาดโอกาสมาพบกัน พื้นที่ผลักดันและสนับสนุนอย่างครบครันเพื่อแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ประการนี้ผ่านการลงมือสร้างโมเดลจัดการขยะอย่าง Waste Runner จึงได้เกิดขึ้น

02

วันที่เราเปลี่ยนการแข่งขันเป็นการร่วมมือกัน

“ตอนแรกกลัว ไม่รู้มีคนสนใจแค่ไหน” แม็กซ์เล่า ซึ่งไม่แปลกอะไรเพราะเราแทบไม่เคยเห็นการแข่งขันเพื่อแก้ไขปัญหาขยะในประเทศมาก่อน แถมยังต้องลงมือทำจริง ถ้าเข้าถึงการแข่งรอบสุดท้ายผ่านกระบวนการทุกขั้นตอน รวมแล้วเป็นเวลาถึง 100 วันเลยทีเดียว

แต่ 100 วันถือเป็นความท้าทายที่กำหนดทิศทางและรูปแบบงานได้อย่างน่ามหัศจรรย์

“100 วันเป็นเวลามากพอที่เราได้ลงมือคิดจริง ทำจริง ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ อยู่กับคนในพื้นที่ แล้วมาดูกันว่าแนวคิดได้ผลจริงหรือเปล่า ซึ่งพอการแข่งอาจยาวนานได้ถึง 100 วัน คนที่มาเข้าร่วมส่วนมากเตรียมตัวเตรียมใจกันมาก่อน ไม่ได้มาแข่งขันเพื่อล่ารางวัลหรือเป็นที่หนึ่ง แต่เป็นคนที่รวมตัวกันเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมจริงๆ” 

Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

ปรากฏว่ามีมากกว่า 80 ทีมที่พร้อมใจสมัครและส่งแผนการดำเนินงานเข้ามา ทีมงานดำเนินการคัดเหลือ 16 ทีมในรอบแรกเพื่อไปต่อและรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การจัดการขยะ และพื้นที่ชุมชน โดยคัดจากความเป็นไปได้ในการลงมือทำ ความยั่งยืน ความสร้างสรรค์ และผลลัพธ์ที่สร้างได้ ในรอบแรกนี้ แม็กซ์เห็นความตั้งใจจริงและร่วมมือกันระหว่างแต่ละทีมด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่ง่ายในการแข่งขันธุรกิจทั่วไป

นอกจากผู้เข้าแข่งขันร่วมมือกันอย่างดีแล้ว Waste Runner ยังได้รับการเสริมทัพจากพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ ทั้งการหาเงินทุน ความรู้จากอาจารย์นักวิชาการ ผู้บริหารให้คำปรึกษาด้านโมเดลธุรกิจ ทั้งหมดนี้เป็นไปได้เพราะ GC มีพลังที่สามารถรวมและเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกันเพื่อมาช่วยแก้ปัญหานี้ และ TACT สามารถมัดใจคนรุ่นใหม่ให้มาร่วมโครงการไปด้วยกัน

การแข่งขันและความร่วมมือไม่ใช่คำที่ควรอยู่ในประโยคเดียวกันได้เสียเท่าไหร่

แต่หากคนที่ใช่ในหน้าที่ที่ใช่มาทำงานด้วยกัน เราจะได้เห็นพลังพิเศษที่ไม่มีที่ใดเหมือนนี้

ปัญหาแสนหนักหนาดูมีทางออกให้เดินต่อไปทันที

03

วันที่เราได้เข้าใจใครสักคน

จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ ต้องเข้าใจคนอย่างลึกซึ้งเสียก่อน

เมื่อคัดเหลือ 8 ทีมที่ประกอบไปด้วยไอเดียหลากหลาย ทุกทีมได้ลงพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าเพื่อสำรวจและพูดคุยกับคนในชุมชนถึงความเป็นอยู่ ทำให้เข้าใจปัญหาและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชนคุ้งบางกะเจ้า

คุ้งบางกะเจ้าเป็นพื้นที่ต้นแบบสำคัญในโครงการนี้ เนื่องจาก GC เป็นหัวเรือสำคัญที่ดูแลด้านการจัดการขยะของ 6 ชุมชนนี้ ในโครงการ ‘Our Khung Bang Kachao’ ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา รวมถึงแกนนำในชุมชนมีความเข้มแข็ง พร้อมเปิดรับและดำเนินงานไปด้วยกัน GC และ TACT มองว่าเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและทำให้ผู้คนหันมาสนใจประเด็นเรื่องขยะได้หากเริ่มทดลองจากพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง

สิ่งสำคัญที่แม็กซ์คำนึงถึงเสมอในการพาคนไปลงพื้นที่คือ ‘ความเข้าใจกัน’

หลายโครงการในพื้นที่อื่นๆ ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนนอกพื้นที่ไม่เข้าใจคนในพื้นที่จริงๆ ทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ และคนในพื้นที่ก็ยังไม่พร้อมเปิดรับวิธีการดำเนินชีวิตใหม่ๆ เรื่องนี้จึงละเอียดอ่อนและสำคัญมากในการทำให้ถูกวิธี พร้อมทั้งต้องไม่สร้างคำสัญญาหรือความหวังผิดๆ ที่สุดท้ายไม่ทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะชุมชนจะเบื่อหน่ายและไม่เชื่อถือคนที่อยากเข้ามาแก้ปัญหา

เมื่อได้คุยกับคนมากขึ้นและลงพื้นที่จึงเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ แทบทุกทีมปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหาของตัวเองให้สอดคล้องกับคนในพื้นที่ เช่นจากเดิมคิดแอปพลิเคชันสุดอลังการแต่คนไม่อยากดาวน์โหลด เป็นวิธีการอื่นๆ ที่ง่ายในการใช้งานแทน

Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า
Waste Runner การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

โมเดลที่ดีไม่เพียงแต่แก้ปัญหาที่เราอยากลงมือทำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ปัญหาที่คนอื่นอยากลงมือทำพร้อมๆ ไปกับเราด้วย หากไม่เข้าใจพวกเขา การเปลี่ยนแปลงคงเกิดขึ้นไม่ได้เลย

04

วันที่ความฝันเปลี่ยนเป็นความจริง

ผ่านมาเกือบครึ่งทางของโครงการ ถึงเวลาของ 3 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากการตัดสินโดยกรรมการมากประสบการณ์ในวัน Demo Day ได้ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง

แต่ละทีมมีไอเดียที่เราฟังแล้วทึ่งในความแปลกใหม่และอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นของจริง

การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

‘Leaf No Trash’ เป็นทีมเบื้องหลังชุดอุปกรณ์ไร้ขยะ ประกอบด้วยจาน ช้อน ส้อม และกระติก ที่ทำจากใบตองและผักตบชวา ถุงรีไซเคิลจากฝีมือคนในชุมชน นักท่องเที่ยวสามารถซื้อหรือเช่าเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าในตลาดได้โดยไม่สร้างขยะแม้แต่ชิ้นเดียว เรียกว่าท่องเที่ยวได้อย่างไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม 

อีกทีมที่เด่นไม่แพ้กันคือ ‘Orgafeed’ ผู้ใช้หนอนแมลงวันในการกินขยะ เป็นวิธีจัดการขยะ โดยสร้างธุรกิจรับซื้อขยะเพื่อแลกหนอนที่สามารถเลี้ยงขายเป็นอาหารสัตว์ได้ สร้างแรงจูงใจให้คนคัดแยกขยะและมีรายได้เสริมไปในตัว

การแข่งขันนวัตกรรมจัดการขยะฝีมือเด็กไทยที่ลงมือทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า

ทีมสุดท้ายอย่าง ‘Trash’ เลือกแก้ไขอย่างครบวงจร โดยสร้างระบบซื้อขายขยะที่ทำตั้งแต่ให้ความรู้ อำนวยความสะดวกในการรับซื้อและนำไปจัดการต่อ

ทั้งสามทีมกำลังดำเนินการพัฒนา ปั้นฝันให้เป็นจริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าช่วงเวลาครึ่งหลังที่เหลืออยู่

น่าติดตามและเป็นกำลังใจให้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

05

วันที่ความฝันเปลี่ยนเป็นความจริง

“เรารู้ว่า 100 วันไม่พอในการเปลี่ยนทั้งประเทศหรอก แต่เราอยากลองสร้างระบบนิเวศของการสร้างธุรกิจใน 100 วันนี้ เพื่อดูว่าสตาร์ทอัพเป็นทางออกของปัญหาขยะระดับบุคคลและประเทศได้หรือเปล่า ถ้าใช่ก็เอาผลที่ได้จาก 100 วันนี้ไปทำงานต่อ ว่าแบบไหนควรพัฒนาหรือทำในโจทย์อื่นๆ เช่นทำในหมู่บ้านและคอนโดบ้าง ดูว่าผลเป็นอย่างไร ต่อไปถ้ามีภาคเอกชนที่ตั้งโรงงานและรับขยะจากสตาร์ทอัพของโครงการเราไปจัดการต่อ ก็ถือว่าสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง ถือว่าเราได้เป็นที่ปรึกษาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและช่วยเหลือสังคมได้จริง นั่นเป็นความหวังของเรา” แม็กซ์เล่า

โครงการนี้อาจมีเพียง 100 วัน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป หลังจากนี้หวังว่าประเด็นเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมจะเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น และทุกคนร่วมด้วยช่วยกันดูแลโลกใบนี้ของเรา

ก่อนจากกัน เราถามแม็กซ์ว่าได้เรียนรู้อะไรจากการผลักดันโครงการขนาดใหญ่นี้ ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่อายุเยอะที่สุดในบริษัทของเขา และมีคำแนะนำอะไรอยากฝากถึงคนที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมบ้าง

“เราไม่ได้คิดว่าเราเปลี่ยนได้ทุกอย่างนะ แต่เรารู้สึกว่าต้องลองทำอะไรบางอย่าง จะได้รู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ ถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านขยะจริงๆ ทำครั้งแรกอาจไม่สำเร็จ แต่ถ้าทำต่อไปต้องสำเร็จบ้างแหละ แค่อย่าให้เป้าหมายปลายทางเลือนหายไป ตั้งเป้าให้ชัดแล้วลองผิดลองถูก เราเริ่มจากความเชื่อว่าจะผลักดันเยาวชนและเปลี่ยนแปลงสังคม พอคนเห็นสิ่งที่เราลงมือทำก็มีคนสนับสนุนเข้ามาเอง สำคัญที่ต้องเริ่มต้นและลองทำ”

หนึ่งในสาเหตุของวิกฤติด้านทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก มาจาก ‘สังคมที่ขาดการคิดก่อนใช้’ ซึ่งก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลที่ยากต่อการจัดการ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ โดยสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยาวนาน ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างทางเลือกใหม่ในการใช้ชีวิตหรือการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เพื่อลดการสร้างผลกระทบต่อโลก

ถึงเวลาที่เราต้องทำการ ‘ปฏิวัติทรัพยากร’ อย่างจริงจัง ทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญ ในการร่วมปกป้องอนาคตของโลกใบนี้ได้ ด้วยการนำแนวคิด Circular Living ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

เพลงรักจากพลังงานสะอาด คือแคมเปญที่ทำให้เรามานั่งอยู่หน้าจอตอนนี้ 

มือเสิร์ชยูทูบ รับชมมิวสิกวิดีโอเพลง เป็นเธอ (Brighter Sky) ของ วี-วิโอเลต วอเทียร์

ถ้าไม่บอกก็คงไม่รู้ว่าเพลงนี้ทำขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์ เพราะฟังดูแล้วเหมือนเพลงรักทั่วไป ราวกับภาคต่อเพลงดังของเจ้าตัวด้วยซ้ำ ไม่มีคำว่าไฟฟ้าหรือพลังงานในเนื้อสักท่อน อีกทั้งกระบวนการที่พิเศษสุด ๆ อย่างการถ่ายทำเอ็มวีด้วยรถเทรลเลอร์กักเก็บพลังงานเพียงคันเดียว ก็ยังเฉลยให้เห็นในตอนท้ายสุด 

ขนาดเอเจนซี่โฆษณาที่ได้รับมอบหมายอย่าง Dentsu ยังกลับมาพร้อมการบ้านว่า ลูกค้าเจ้านี้เป็นแบรนด์ที่มีลักษณะนิสัยแบบ Show, don’t tell

เรากำลังพูดถึง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติที่ดำเนินธุรกิจใน 10 ประเทศทั่วโลก 

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่บ้านปูหันมาทำแคมเปญเพื่อบอกทุกคนว่า พลังงานสะอาดจากบ้านปูอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และเลือกคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เพราะเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นกำลังหลักของโลกอนาคต

แต่ก่อนไปพูดถึงเบื้องหลังแคมเปญ เรามาไขข้อสงสัยว่าจะเล่าเรื่องพลังงานสะอาดที่ฟังดูเข้าใจยากให้ง่ายขึ้นยังไงกันก่อน

“ต้องตีคำว่า พลังงาน ออกมาเป็นสิ่งที่เขากำลังเข้าถึงอยู่ ต้องให้เห็นปลายทางว่ามันไปออกที่ไหน เช่น ไฟฟ้า แสงสว่าง แม้กระทั่งการรีดผ้า ขับรถ ก็เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพลังงานรูปแบบใด 

“พลังงานสะอาดถือเป็นโจทย์สำหรับโลกอนาคต เพราะเราต้องดูแลโลกให้ดียิ่งขึ้น แต่เดิมรถเคยใช้น้ำมันก็เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้า เป็นต้น”

เราพยักหน้าไปพลางร้องอ๋อ และหวังว่าคุณคนอ่านจะมองเห็นภาพชัดขึ้น เพราะคนที่อธิบายให้คุณฟังไปเมื่อครู่ คือ รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – ฝ่ายสื่อสารองค์กร (Head of Corporate Communications) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 

“เราต้องหาวิธีการสื่อสาร” 

รัฐพลเริ่มต้นด้วยการย้อนความให้ฟังว่า บ้านปูเป็นบริษัทพลังงานที่เติบโตจากประเทศไทย ก่อนจะขยับขยายธุรกิจและดำเนินงานในระดับนานาชาติเป็นส่วนใหญ่ 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบ้านปูหันกลับมาทำธุรกิจในประเทศ และปรับองค์กรให้อยู่ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter คือการทำธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทำธุรกิจให้สมาร์ทขึ้น ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวองค์กร แต่คนที่ได้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดก็จะใช้ชีวิตอย่างสมาร์ทด้วย 

เมื่อบ้านปูเลือกที่จะเดินทางนี้ โปรดอย่าลืมว่าพลังงานเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ ไกลตัว แตกต่างจาก Consumer Product อื่น ๆ ที่หยิบจับได้ มองเห็นชัด ทั้งที่ความจริงที่ซ่อนอยู่นั้นตรงกันข้าม

หลอดไฟปิ๊งไอเดียจึงสว่างวาบที่รัฐพล “ทำยังไงให้รู้ว่าบ้านปูอยู่ใกล้พวกคุณมากกว่าที่คุณคิด” กลายเป็นโจทย์ใหญ่

เขาย้ำกับเราหลายครั้งตลอดการสนทนาว่า บ้านปูไม่ได้ขายสินค้า แต่พวกเขาขายการแก้ไขปัญหา

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

เพราะความจริงคือ บ้านปูมีส่วนสำคัญในการสร้างพลังงานในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีรถเทรลเลอร์กักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่รุดช่วยจ่ายไฟเสมอยามภัยมา พัฒนาโซลาร์รูฟท็อป บริการรถรับส่งมูฟมี แม้กระทั่งเรือไฟฟ้าสำหรับการท่องเที่ยว แต่ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรก็พูดกับเราตามตรงว่า “มันอาจจะไม่ตอบโจทย์แบรนด์ ในด้านของการเข้าถึงและมีประสบการณ์ร่วม เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราทำ”

“เราเติบโตต่างประเทศ ทำแต่ Business-to-Business ไม่ใช่ Business-to-Customer เลยไม่ได้เข้าไปถึงกลุ่มคนรายย่อย ๆ แต่ตอนนี้วิสัยทัศน์เปลี่ยนแปลงไป เราต้องหาวิธีการสื่อสารกับเขา”

เขาในที่นี้ เดิมมี 4 กลุ่มหลักคือ ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน ลูกค้าหรือคู่ค้า พนักงาน และประชาชนทั่วไป แต่กลุ่มที่บ้านปูให้ความสำคัญมากไปกว่านั้น กลับเป็นคนรุ่นใหม่ หรือวัย Gen Z

“ถึงแม้เราจะเคยทำงานร่วมกับเขาในเชิงกิจกรรม เช่น สนับสนุนบอร์ดเกม การศึกษา ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเยาชนในด้านต่าง ๆ แต่ยังไม่เคยมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โดยตรง”

เราถามผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรว่าเห็นอะไรในคนกลุ่มนี้ รัฐพลตอบอย่างมั่นใจว่า ศักยภาพ

“เขาเป็นกลุ่มที่ใส่ใจสังคมมาก มากขึ้นทุกวัน เป็นคนหาข้อมูลเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่รอบโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศ ถ้าเราสื่อสารกับเขาได้ สร้างให้เกิดแรงบันดาลใจที่ดี เขาก็จะมีแรงทำสิ่งดี ๆ ให้โลกด้วย”

แต่จะให้บริษัทพลังงานทำโฆษณาขึ้นมาเองก็กระไรอยู่ และลักษณะนิสัยของบ้านปูก็ไม่ใช่คนที่นิยมป่าวประกาศเสียด้วย

เป็นเรื่องที่แม้แต่คนที่เคยทำงานร่วมกันเพียงครั้งแรกก็ยังรู้

ใช่ Dentsu คือคนนั้น 

“ความยาก ๆ ไม่เอา”

“เราอยากสร้างประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย ทำยังไงให้รู้ว่าเราอยู่ใกล้ตัวเขาเสมอ อีกสิ่งสำคัญคือทำให้คนรุ่นใหม่รับรู้ว่า การส่งมอบพลังงานที่ดีเพื่ออนาคตคือจุดยืนของเรา”

อาจไม่ครบถ้วนทั้งหมด แต่ใจความหลักของบรีฟคือข้อความข้างต้นไม่ผิดแน่

“จริง ๆ จะว่ายากก็ไม่ได้ยากมาก” เฟิร์น-อัญชลิกา เกตุวัฒนาไชย Associate Creative Director เกริ่นเล็กน้อย “เพราะลูกค้ามีวัตถุประสงค์ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาต้องการอะไร กลุ่มเป้าหมายก็ชัดเจนมากว่าเป็นวัยรุ่น ดังนั้น เราต้องหาว่าไอเดียไหนจะสร้าง Brand Experience กับ Brand Engagement ให้เกิดขึ้นได้” 

เรื่องที่ไม่ว่ายังไงก็ยังยาก ถ้าศัพท์ Gen Z คงเรียกว่า ‘ตัวต้นเรื่อง’ คือพลังงานสะอาดที่มองทางไหนก็ดูยากไปเสียหมด แม้แต่คน Gen Y อย่าง แมน-สิงห์ ติ้นเติมทรัพย์ Group Creative Director และ ออย-ชัชนิตย์ เย็นใจ Senior Copywriter ก็ยังประสบปัญหาคล้ายกัน

“เราคิดเหมือนกันว่า พลังงานสะอาดดูไกลตัวเรามาก รู้สึกว่า เอ๊ะ เราจะไปมีประสบการณ์ร่วมกับพลังงานได้ยังไง” แมนเล่าย้อนตอนเพิ่งได้รับโจทย์ “แต่พอลูกค้าให้ข้อมูลสิ่งที่เขาเคยทำมา มันใกล้ตัวจนเราอาจจะเคยผ่าน เคยนั่ง เคยสัมผัส เคยรับรู้ถึงมัน เพียงแค่ไม่ได้รับรู้ เราเลยอยากทำให้คน Gen Z ได้รู้สึกเหมือนกับเรา”

ออยบอกว่า สะพานที่เชื่อมหนึ่งคำกับอีกหนึ่งกลุ่มคน คือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน ที่มีพลังงานสะอาดเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว 

“เห็นจากอาคารบ้านเรือนก็เริ่มมีแผงโซลาร์เซลล์ รถอีวีก็เริ่มมีคนซื้อมาใช้แล้ว วัยรุ่นเริ่มตระหนักเรื่องโลกร้อนมากขึ้น เข้าไปเรียนรู้ และเริ่มปรับตัวอยู่กับพลังงานสะอาด เพราะเขามองเห็นว่าผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคตดีขึ้นด้วย”

คีย์เวิร์ดแรกที่เด้งขึ้นมากลางวงประชุม จึงเป็นคำว่าสนุก และต้องง่ายเข้าไว้ “ความยาก ๆ ไม่เอา ฉันจะผลักออกไปเลย” แมนเอ่ยอย่างหนักแน่น “เรามานั่งคิดและศึกษาข้อมูลเลยว่าเขาสนใจอะไร วิถีชีวิตเขาเป็นยังไง มิติไหนจะสื่อสารกับเขาได้ง่ายที่สุด”

เฟิร์นรับช่วงต่อ “เราทำการบ้านกันเยอะมาก เกือบ 10 ดราฟต์ คือ Final 1 Final 2 Final 3

“เราไม่ได้ทำงานกันแค่ 3 คน เบื้องหลังเราก็จะมีทีมกลยุทธ์ที่ช่วยรีเสิร์ชข้อมูลมาว่า เด็กวัยนี้ทำอะไรในหนึ่งวัน การแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลเป็นยังไง ฟังเพลงแบบไหน ศิลปินคนไหนที่เขาชอบ 

“ในพาร์ตของครีเอทีฟ เราก็ต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดนั้นด้วยว่า ถ้าเราเป็นกลุ่มเป้าหมาย เราจะทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน ถึงแตกเป็นไอเดียที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งการกิน การดูงานศิลป์ การทำงานอาร์ตต่าง ๆ แต่ก็มีช่องโหว่บางอย่างที่เรารู้สึกว่าเด็กทุกคนไม่ได้ชอบเหมือนกันหมด”

จิ๊กซอว์ชิ้นที่ตามหา จึงกลายเป็นชิ้นที่ถูกปัดออกไปไว้หลังสุดจนเกือบนึกไม่ถึง 

“เราคิดกันลึกเกินไป สุดท้ายมันกลับมาที่เรื่องเบสิก คือการฟังเพลงนั่นแหละ”

ถึงตาลูกค้ารับไอเดียการทำเพลงไปพิจารณา รัฐพลเล่าว่า บ้านปูมีการพูดคุยภายในกับผู้บริหารและคณะกรรมการหลายท่าน ซึ่งรวบรวมคนไว้หลายช่วงวัยด้วยกัน 

“ท้ายที่สุด ไม่ว่าวัยไหนก็จะตอบว่าเพลงนี่แหละมันใช่ เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”

เบื้องบนไฟเขียวแล้ว อยู่ที่ว่า ‘เพลง’ จะเป็นแค่ ‘เพลง’ รึเปล่า

“มันเป็นไปได้”

สำหรับ Dentsu การจะทำ Music Marketing คราวนี้ต่างออกไป เพราะสินค้าตัวอื่น ๆ อาจถือขึ้นมาโชว์ได้ หรือมีคำมากมายจะสื่อสารถึง แต่สินค้าของลูกค้ารายนี้กลับเป็นพลังงาน

ถ้ามันจับต้องไม่ได้ ก็ให้มันอยู่ในทุกกระบวนการของการทำเพลงที่จับต้องง่ายซะเลย 

Dentsu ไม่ได้พูด แต่ดูจะเป็นเช่นนั้น

“เราจะใช้พลังงานสะอาดในทุกกระบวนการการทำเพลงนี้ ตั้งแต่เริ่มต้น แต่งเพลง อัดเพลง ทุก ๆ อย่าง”

การทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและไม่รู้ว่าเป็นไปได้ไหม หลายคนอาจหนีไปตั้งหลัก บางคนอาจส่ายหน้า แต่บ้านปูยกมือเอาด้วย

“เราคิดว่าเป็นไปได้” ขอตัดสลับไปที่รัฐพล เพื่อให้เขาได้อธิบายการตัดสินใจนั้นด้วยตัวเอง 

“เราถามกระบวนการว่าเวลาอัดเพลงทำยังไง และรับเอาไปศึกษากับ Product Development ของบ้านปูที่เขามีโซลูชันเหล่านี้อยู่แล้ว เริ่มลงดีเทลกับงานโปรดักชันมากขึ้น เพราะแต่ละเครื่องดนตรีกินไฟไม่เหมือนกัน ทั้งแสง สี เสียง แล้วทีมวิศวกรก็กลับมาประมวลผล เราคิดว่าสามารถทำได้” ผู้อำนวยการย้ำความมั่นใจ

การเดินทางของแคมเปญนี้ตั้งแต่ดราฟต์แรกถึงสุดท้าย จึงเต็มไปด้วยความท้าทายว่าบ้านปูและ Dentsu จะใช้พลังงานสะอาดในเพลงตั้งแต่ก้าวที่ 1 จนถึง 100 ได้จริงหรือไม่

แต่ก่อนออกเดินไปถึงตรงนั้น คิดว่าใครเหมาะสมที่สุดที่จะทำเพลงสุดท้าทายนี้ให้คนฟังดีกว่า

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

“อยากให้เพลงนี้เป็นเพลงรัก”

หลังทีม Dentsu ใช้พลังสืบค้น รวบรวมข้อมูล วี-วิโอเลต วอร์เทีย คือคนแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย

เพราะนอกจากจะเป็นศิลปินที่อยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ มีฐานแฟนคลับพอสมควร วียังเปี่ยมไปด้วยพลังบวก และสนใจเรื่องพลังงานสะอาดอีกด้วย

เราคุยกับรัฐพลภายหลัง เขาเสริมเพิ่มเติมอย่างติดตลกว่า วันที่ถ่ายทำ วียืนเต้นบนส้นสูงท่ามกลางแดดจ้าจนถึง 4 ทุ่ม ราวกับชาร์จแบตด้วยพลังแสงอาทิตย์ เห็นได้ชัดว่าบ้านปูเลือกคนไม่ผิด

แอ้ม-อัจฉริยา ดุลยไพบูลย์ เป็นคนต่อมาที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย นักแต่งเพลงมือฉมังที่ถ้ามีโจทย์เพลงขวัญใจวัยรุ่นเข้ามา ก็คงหนีไม่พ้นเธอ

“ความรักมันใกล้ตัวคนมากที่สุด เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนมีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวหมดอยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่าพาร์ตหนึ่งของความรักมันคือการมอบพลังงานดี ๆ ให้แก่กัน พอเรามาเปรียบเทียบว่าการมีบ้านปูอยู่ในชีวิตประจำวัน ก็เหมือนเราได้รับพลังงานที่มันสะอาด ได้ส่งมอบความรักดี ๆ ให้กับโลก

“เราวางใจคุณแอ้มได้ระดับหนึ่งว่าเขาจะตีโจทย์เรื่องยาก ๆ ให้เป็นเพลงที่ติดหูได้” ทีมครีเอทีฟยื่นข้อเสนอ

ซึ่งแอ้มตีโจทย์แตกตามคาดการณ์ เพราะลูกค้าแทบจะแก้เนื้อร้องน้อยมาก รัฐพลเล่าให้ฟังว่าเขาชื่นชอบเพลงนี้ตั้งแต่แอ้มร้องไกด์ให้ฟัง และเชื่อมั่นว่าจะติดหูในไม่ช้า จากทักษะการแต่งเพลงที่มีชั้นเชิง บวกกับความเป็นมืออาชีพของแอ้มที่เข้าใจความต้องการของบ้านปูเป็นอย่างดี

เพราะนอกจากจะต้องทำให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่แล้ว โจทย์สำคัญจากบ้านปูคือ “ไม่อยากให้มีคำว่า พลังงานสะอาด ไฟฟ้า หรือคำตรง ๆ ที่ดูเป็นธุรกิจมากเกินไป”

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

เราถามผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

“ไม่อยากยัดเยียด เราอยากให้เพลงนี้เป็นเพลงรัก” เขาตอบทันที

“จะตีความอะไรในบริบทของเขาได้ทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดมันจะกลับมาถึงแบรนด์เราเอง คนรุ่นใหม่ถ้าเขารักและเชื่อมั่นในแบรนด์อะไร เดี๋ยวเขาก็หาข้อมูลและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้เอง 

“เราอยากเป็นคนที่แค่ยืนอยู่เคียงข้างเขา อยากทำให้รู้สึกว่า การที่มีบ้านปูอยู่ใกล้ ๆ เขาจะได้รับพลังงานที่ทั้งบวก สะอาด และมีความสุข ถ้าไปยัดเยียดเขาว่า โลกเราต้องสวยงาม ต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เราว่าคนไม่ฟังเพลงหรอก และมันจะไม่ตอบโจทย์อะไรเลย”

ทำไมทั้งแคมเปญทั้งที ไม่ป่าวประกาศไปเลยว่าบ้านปูเป็นคนทำ – เราถามต่อ ยังไม่คลายสงสัยว่าเหตุใดบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงได้ถ่อมตัวนัก 

“ถ้าเราทำแล้วเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ก็เอาไปสื่อสารได้ แต่ไม่มีการโฆษณาก่อนแล้วท้ายที่สุดทำไม่ได้อย่างที่พูด เราเป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว 

“แม้กระทั่ง Dentsu เองที่ทำงานกับเราเป็นครั้งแรก ยังเห็นตัวตนเราภายในระยะเวลาไม่นาน เพียงแต่ความถ่อมตัวบางทีก็ทำให้คนมองไม่เห็น ได้แต่หวังว่าเพลงรักจากพลังงานสะอาดจะทำให้คนมองเห็นเรามากขึ้น” รัฐพลเอ่ย

“เราไม่ได้ขายโปรดักต์ เราขายโซลูชัน”

ถึงวันลงมือทำจริง ความไม่คุ้นชินคืออุปสรรคแรกที่ต้องข้ามผ่านไปให้ได้ จากคนที่อยากใช้ไฟก็แค่เสียบปลั๊ก Dentsu บอกว่าทุกคนต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การอัดเสียง ถ่ายเอมวี จนถึงการทำคอนเสิร์ต โดยมีความกังวลใจว่าจะทำสำเร็จไหมเป็นเพื่อนสนิท

หลังบ้านมีการคุยกันตลอดเวลาว่าจะใช้ไฟเท่าไร มันละเอียดมาก เพราะอุปกรณ์แต่ละอย่างไฟซัพพอร์ตไม่เท่ากันเลย 

“ปกติเวลาเราขายงานลูกค้า อาจจะเจอแค่ฝ่าย Marketing แต่โปรเจกต์นี้เราต้องคุยกับวิศวกร และวิศวกรเขาอาจจะไม่เคยมานั่งประชุมเรื่อง PR ด้วยซ้ำ อย่าง AE ก็กลายเป็นต้องมานั่งอ่านเหมือนกันว่าอันนี้กี่โวลต์ กี่วัตต์ กี่แอมป์ 

“มันก็เป็นการชาเลนจ์บ้านปูเองด้วยว่า สิ่งที่เขามีอยู่จะสร้างสรรค์งานแบบนี้ออกมาได้ไหม บางทีเขาก็ต้องกลับไปผลิตอะไรเพิ่ม จากทำแคมเปญ 3 เดือนจบ แต่คราวนี้ยาวนานเกือบปี”

หลักฐานที่แสดงความเป็นไปได้ คือห้องอัดเสียงพลังงานโซลาร์เซลล์ และมินิคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ โดยใช้ไฟจากโซลูชันพลังงานที่เป็นชุดผลิตและกักเก็บไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพียง 1 คัน

เป็นเธอ (Brighter Sky) เพลงรักแคมเปญ Banpu ที่ใช้พลังงานสะอาดถ่าย MV จนถึงมินิคอนเสิร์ต

เฟิร์นแชร์ให้นึกภาพตามง่าย ๆ ว่า โซลูชันพลังงานตัวนี้ก็เหมือนกับแบตสำรองขนาดใหญ่มากที่เคลื่อนที่ได้ ทำงานโดยการกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์มาไว้ที่รถ จากนั้นจะถูกแปลงค่าเป็นพลังงานโวลต์ที่จ่ายไฟเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ 

ดังนั้น ทุกอย่างจึงต้องผ่านการคำนวณมาเป็นอย่างดีและแม่นยำ เพื่อให้โซลูชันพลังงานสามารถกักเก็บและผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการใช้งานได้ทั้งตลอดวัน

เราถามทีมครีเอทีฟในฐานะคนเบื้องหลังว่า พวกเขามองเห็นพลังงานสะอาดในอุตสาหกรรมบันเทิงในอนาคตบ้างไหม

“นั่นแหละคือสิ่งที่เราอยากจะบอก ขนาดการทำเพลงที่ดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เรายังใช้ได้เลย เพราะฉะนั้น เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันก็อาจเกิดขึ้นง่ายกว่าด้วยซ้ำ

“มันคงไม่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที แต่แคมเปญนี้คงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีว่า เรากำลังจะก้าวเข้าไปสู่วิถีชีวิตแบบใหม่ เหมือนเป็นตัวอย่างที่ทำให้รู้ว่า ฉันก็ทำได้นะ มาลองเปลี่ยนกันไหม”

แคมเปญแรกของ Banpu ใช้พลังงานสะอาดทำเพลงรัก หวังสร้างประสบการณ์ร่วมกับคนรุ่นใหม่ และส่งมอบพลังงานดี ๆ ให้กับโลก
แคมเปญแรกของ Banpu ใช้พลังงานสะอาดทำเพลงรัก หวังสร้างประสบการณ์ร่วมกับคนรุ่นใหม่ และส่งมอบพลังงานดี ๆ ให้กับโลก

ในมุมมองของลูกค้าเอง แม้จะยังไม่มั่นใจในผลลัพธ์ว่าจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน แต่นี่ก็ถือเป็นแคมเปญแรกที่เขามีความภาคภูมิใจมาก เพราะนอกจากเทคโนโลยีนี้แล้ว ยังมีโซลูชันแห่งอนาคตของบ้านปูปรากฏอยู่ในเอ็มวีหลายอย่าง แม้กระทั่งวิศวกร พนักงานจริง ก็โลดแล่นอยู่ด้วย

“บ้านปูไม่ได้ขายโปรดักต์ เราขายโซลูชัน” เขาย้ำอีกครั้ง “เราไม่ได้สร้างรถแล้วขายเป็นคัน แต่เรามอบทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันให้ง่ายขึ้น มีความสุขมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะความยั่งยืนคือสิ่งที่บ้านปูให้ความสำคัญมาโดยตลอด” รัฐพลทิ้งท้าย

รับชมมิวสิกวิดีโอเพลงเป็นเธอ (Brighter Sky) ได้ที่นี่

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ชาคริสต์ เจือจ้อย

ช่างภาพอิสระและนักปั่นจักรยานฟิกเกียร์ ชอบสั่งกระเพราหมูสับเผ็ดน้อยหวานๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load