23 กุมภาพันธ์ 2565
3.29 K

ในช่วงเวลาบ่ายอันร้อนระอุของเดือนมกราคม เรามีนัดหมายกับ ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน (Warren Y. Brockelman) อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ซึ่งทำงานวิจัยชะนีในป่าเมืองไทยมากว่า 40 ปี ที่บ้านของอาจารย์ย่านศาลายา

“เดินเข้าซอยมา 500 เมตร บ้านที่มีต้นไม้เยอะ ๆ” อาจารย์บอกจุดสังเกตบ้านไว้เช่นนั้น

เมื่อเรามาถึงและก้าวเข้ามาในเขตรั้วบ้าน ความร้อนระอุของแสงแดดประเทศไทยก็ถูกแทนที่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่นานาชนิด อาจารย์วรเรณในวัย 80 ปีเดินมาอย่างกระฉับกระเฉง ชนิดที่ถ้าไม่บอกก็ไม่มีทางรู้ว่านี่คือชายอายุ 80 

เรานั่งลงคุยกันที่ระเบียงข้างต้นไทรใหญ่หน้าบ้านท่ามกลางเสียงนกนานาชนิด อาจารย์เล่าว่า เพิ่งกลับมาจากบ้านที่ปากช่อง ซึ่งเขาและภรรยาได้ปลูกต้นไม้ไว้มากมาย พร้อมโชว์ภาพถ่ายในมือถือที่เต็มไปด้วยรูปต้นไม้และดอกไม้นับไม่ถ้วน

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว เขาก็ยังคงไม่หยุดทำงานวิจัยและยังคงเข้าป่าสม่ำเสมอ เขาบอกหลายครั้งระหว่างการสัมภาษณ์ว่า เขาชอบอยู่ในป่ามากกว่าอยู่ในเมือง และในบทความชิ้นหนึ่งที่เขาเขียนไว้เกี่ยวกับประสบการณ์วิจัยชะนีที่เขาใหญ่ เขาบอกไว้ว่า “หลายคนถามผมว่า งานวิจัยที่เขาใหญ่ของผมจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แม้ที่ผ่านมาผมจะทำมาแล้วมากมาย แต่ก็รู้สึกเหมือนงานเหล่านี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ มีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ งานวิจัยของผมจะจบก็ต่อเมื่อผมไม่มีแรงเดินป่าแล้วเท่านั้น” 

หากดูจากท่าทางการเดินของเขาในวันนี้ เราก็เชื่อว่า กว่าวันนั้นจะมาถึงก็คงอีกยาวไกล

อะไรที่ทำให้ชายคนหนึ่งหลงใหลในผืนป่าและทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานได้ขนาดนี้ ชีวิตของนักวิจัยชะนีเป็นอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง งานวิจัยเหล่านี้สำคัญยังไง และจะช่วยปกป้องชะนีให้รอดพ้นจากยุคแห่งการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ได้อย่างไร… ถ้าพร้อมแล้ว ไปนั่งฟังอาจารย์วรเรณเล่ากันเลย

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

จากอเมริกาสู่แดนสยาม

“ผมเกิดที่นิวยอร์ก พออายุประมาณ 12 ปี ครอบครัวผมก็ย้ายไปที่รัฐเพนซิลเวเนียตะวันตก บ้านของเราตอนนั้นอยู่ในชนบท ล้อมรอบไปด้วยฟาร์มและใกล้ป่า เวลาว่าง ๆ ผมกับพี่ชายก็จะชวนเข้าป่ากันเป็นประจำ” 

อาจารย์วรเรณเล่าย้อนถึงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเขาคือการเข้าป่า ปีนต้นไม้ จับแมลง ตกปลา ดูนก ถ่ายรูปพืชและสัตว์ โดยมีหนังสือคู่มือดูนกและคู่มือจำแนกสัตว์ต่าง ๆ เป็นเสมือนคัมภีร์ติดบ้าน นอกกจากนั้น เขายังชอบเก็บแมลงที่ตายแล้วมาปักหมุดสะสมไว้ด้วย

“จริง ๆ ก็ไม่ได้มีใครเป็นแรงบันดาลใจพิเศษนะ มันเป็นความรู้สึกสนใจที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะทุกครั้งที่เราเข้าไปในป่า จะเจอสิ่งที่น่าสนใจตลอดเวลา ความน่าสนใจอยู่รอบตัวไปหมด เราไม่รู้ว่าเข้าป่าไปวันนี้จะเจออะไรบ้าง ผมว่านักชีววิทยาหลายคนก็มีจุดเริ่มต้นแบบนี้ ในช่วงวัยประมาณนี้นี่แหละ”

อาจารย์วรเรณเล่าถึงบทบาทของการมีป่าใกล้บ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ปลูกฝังความสนใจธรรมชาติให้กับเขา และนั่นก็ปูทางมาสู่การตัดสินใจเลือกเรียนต่อด้านชีววิทยาเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย  

แต่ในระหว่างที่เขากำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั่นเอง เรื่องน่าตื่นเต้นก็เกิดขึ้น เมื่อสงครามเวียดนามเริ่มปะทุ ต่อมาวรเรณก็ถูกเกณฑ์ทหารและถูกส่งมาปฏิบัติการที่ไทย แต่นับเป็นโชคดีของชายหนุ่มดีกรีชีววิทยาที่ทำให้ภารกิจของเขาไม่ใช่การถือปืนไปรบ แต่คือการดูแลโครงการขยายพันธุ์ชะนีเพื่อวิจัยทางการแพทย์ 

“ตอนนั้นทางกองทัพสหรัฐฯ มีโครงการขยายพันธุ์ชะนีเพื่อใช้ศึกษาโรคมาลาเรียและพยาธิใบไม้ในตับ โดยนำชะนีจำนวนหนึ่งไปปล่อยที่เกาะเกล็ดแก้ว จังหวัดชลบุรี เพื่อให้พวกมันขยายพันธุ์ หน้าที่ของผมคือไปอยู่ที่เกาะนั้นและคอยสังเกตพฤติกรรมชะนี จดบันทึก ไปจนถึงให้อาหาร เพราะบนเกาะมีอาหารไม่พอ” วรเรณเล่าถึงเหตุการณ์ในยุคสงคราม ซึ่งโรคมาลาเรียและพยาธิใบไม้ในตับถือเป็นปัญหาใหญ่ และคร่าชีวิตทหารจำนวนมากไม่แพ้กระสุนปืน  

“ชะนีพวกนี้ส่วนใหญ่ได้รับบริจาคมา เพราะในยุคนั้นการเลี้ยงชะนียังเป็นที่นิยม แต่ปัญหาคือชะนีไม่เหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยง ตอนเด็ก ๆ อาจยังน่ารัก แต่พอโตขึ้นมันก็เริ่มดุ เลี้ยงให้เชื่องไม่ได้ ผลสุดท้ายคือคนจำนวนมากเลี้ยงไม่ไหว ก็บริจาคมาให้ราชการ ซึ่งทางกองทัพก็ได้รับต่อมาอีกที” 

แม้เขาจะไม่ค่อยเห็นด้วยนักในการใช้ชะนีเป็นสัตว์ทดลองทางการแพทย์ แต่การอยู่บนเกาะและได้สังเกตชีวิตชะนี ทำให้เขาเริ่มหลงรักสัตว์ชนิดนี้ ยิ่งวันที่เขาได้ไปเที่ยวเขาใหญ่และได้เห็นชะนีที่หากินเองตามธรรมชาติและส่งเสียงร้องประสานกันในยามเช้า ก็ยิ่งทำให้เขาหลงเสน่ห์พวกมัน 

“จากการวิจัยบนเกาะ ผมได้ข้อสรุปว่า ชะนีไม่เหมาะที่จะเป็นสัตว์ที่ใช้ศึกษาวิจัยทางการแพทย์ เพราะขยายพันธุ์ช้ามาก ในธรรมชาติมันมีลูกแค่ 1 ตัว ทุก ๆ 3 ปี เพราะลูกชะนีเกาะที่อกแม่เป็นเวลานาน และแม่ชะนีจะไม่ผสมพันธุ์ถ้าลูกยังไม่โตพอ และตอนนั้นก็มีคนต่อต้านการใช้ชะนีเพื่อวิจัยทางการแพทย์ด้วย ทำให้ในที่สุดทางกองทัพก็ยุติโครงการ”

เมื่อชีวิตการเป็นทหารสิ้นสุดลง เขาก็ได้แต่งงานกับภรรยาคนไทยและย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กด้วยกัน 3 ปี จากนั้นเมื่อภรรยาต้องกลับมาใช้ทุนที่บ้านเกิด วรเรณจึงตัดสินใจกลับมาด้วย และเริ่มต้นภารกิจวิจัยชะนีในประเทศไทยนับแต่นั้น

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี
ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

The song of gibbons

“ผัว ผัว ผัว…”

เมื่อพูดถึงเสียงร้องของชะนี หลายคนก็คงนึกถึงเสียงแบบนี้ แต่ที่จริงแล้ว ชะนีไม่ได้ร้องหาผัว และเสียงของชะนีที่ได้ยินก็ไม่ได้มีแค่เสียงของตัวเมีย และแน่นอนว่า ไม่ได้ร้อง “ผัว ผัว” เท่านั้น

“เสียงของชะนีมีหลายแบบมาก มีตั้งแต่เสียงร้องเดี่ยวของตัวผู้ (Male solos) เสียงร้องประสานตอบโต้ของคู่ตัวผู้ตัวเมีย (Vocal duet) ไปจนถึงเสียงเตือนภัย (Alarm call) มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เสียงร้องเตือนภัยของชะนีเมื่อเจองูจะเป็นเสียงเฉพาะเลย นอกจากนั้น ชะนีต่างชนิดกันก็มีเสียงต่างกันด้วย ที่เขาใหญ่มีชะนี 2 ชนิด คือชะนีธรรมดาหรือชะนีมือขาว (White-handed gibbon) กับชะนีมงกุฎ (Pileated gibbon)”

อาจารย์วรเรณเล่าถึงความซับซ้อนและความหลากของเสียงชะนี หากเราไปตั้งแคมป์กลางป่า เสียงพวกมันจะเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกตั้งแต่เช้ามืด โดยเสียงร้องเดี่ยวของตัวผู้มักจะเริ่มขึ้นก่อน ซึ่งเจ้าของเสียงเป็นชะนีหนุ่มโสดที่ร้องเพลงประชาสัมพันธ์ความโสดให้สาว ๆ ได้รู้ ถ้าแปลเป็นภาษาคน พวกมันก็คงกำลังร้องว่า... โสด ๆ อยู่ทางนี้ โสด ๆ อยากมีรัก…

จากนั้น เมื่อสาย ๆ หน่อย หลังครอบครัวชะนีอิ่มเอมจากอาหารมื้อเช้าแล้ว ก็ถึงเวลาของการร้องเพลงคู่ของชะนีตัวผู้และตัวเมีย เพื่อประกาศอาณาเขตและกระชับความสัมพันธ์ ซึ่งจะเริ่มจากทั้งสองตัวส่งเสียงร้องด้วยกัน ตามด้วยการโชว์ลูกคอร้องเดี่ยวของตัวเมีย โดยเริ่มต้นจากโน้ตต่ำ ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับนักร้องโอเปร่า แล้วค่อย ๆ ลดต่ำลงมา ซึ่งเรียกว่า Female great call หลังตัวเมียร้องจบ หน้าที่ของพ่อบ้านใจกล้าที่ดีก็คือการส่งเสียงร้องตอบรับตัวเมีย จากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี  

เสียงร้องของชะนีจะดังตั้งแต่เช้ามืดไปจนถึงสาย ๆ ราว 10 – 11 โมง ซึ่งสำหรับนักวิจัยชะนีแล้ว การฟังเสียงคือเครื่องมือสำคัญที่จะบอกข้อมูลของประชากรชะนีในพื้นที่นั้น ๆ ไปจนถึงอาณาเขตของแต่ละครอบครัว 

“งานวิจัยของผมในช่วงแรก ๆ คือการประเมินประชากรชะนีในประเทศไทย ซึ่งเราก็ใช้วิธีประเมินจากการฟังเสียงนี่แหละ โดยจะมีทีมงานอยู่คนละจุด เมื่อได้ยินเสียง เราก็จดบันทึกเวลาและทิศทาง เมื่อลากเส้นทิศทางของสองคนมาบรรจบกัน เราก็จะรู้ตำแหน่งคร่าว ๆ ของชะนีคู่นั้น เรียกว่าวิธี Triangulate และเมื่อเรารู้จำนวนสมาชิกคร่าว ๆ ต่อหนึ่งครอบครัว เราก็จะประมาณประชากรชะนีทั้งหมดในพื้นที่ได้”

แม้จะฟังดูเหมือนง่าย แต่ความยากของงานนี้คือ ต้องแม่นยำในทิศทางของเสียง ต้องรู้จักใช้แผนที่และเข็มทิศ และต้องแยกให้ออกว่าเสียงไหนเป็นของคู่ไหน เสียงที่ได้ยินวันนี้กับเสียงที่ได้ยินเมื่อวานเป็นของชะนีครอบครัวเดียวกันหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องใช้ความละเอียดและประสบการณ์ ซึ่งเมื่อรวมกันกับความรู้ที่ว่า ชะนีแต่ละครอบครัวจะมีอาณาเขตเฉพาะเป็นของตนเอง ทำให้เมื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้นานเข้า ก็จะทำให้นักวิจัยประเมินได้คร่าว ๆ ว่า เขตแดนของแต่ละครอบครัวอยู่ประมาณไหน แต่ละครอบครัวมีอาณาเขตเท่าไหร่ และในป่าผืนนี้มีครอบครัวชะนีประมาณกี่ครอบครัว อีกทั้งยังรู้ได้ว่า มีชะนีลูกผสมระหว่างสองชนิดที่มีเสียงร้องผสมกัน ระหว่างชะนีมือขาวและชะนีมงกุฎ

“มันเป็นงานที่ยาก ใช้เวลาและกำลังคนเยอะ ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพราะต้องเข้าไปถึงจุดที่จะศึกษาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลายครั้งก็ต้องนอนในป่า หรือในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็พาเข้าไปไม่ได้ เช่น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งขึ้นชื่อเรื่องความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ เคยมีเหตุเจ้าหน้าที่ถูกยิงมาแล้วหลายครั้ง”

แม้จะได้ยินเช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขาถอยหลัง วรเรณและทีมวิจัยก็เข้าไปผูกมิตรกับชาวบ้านด้วยตนเอง จ้างให้พวกเขานำทางในป่า ซึ่งความสัมพันธ์ที่ทีมวิจัยได้สร้างขึ้นครั้งนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่โปรเจกต์อนุรักษ์มากมายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของ WWF ในการอนุรักษ์ช้าง ซึ่งเป็นการสำรวจร่วมกับชาวบ้าน รวมถึงโครงการขององค์กรอนุรักษ์อีกหลายแห่งที่เข้าไป จนทำให้หมู่บ้านที่เคยอยู่เหนือกฎหมายกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและการรุกป่ายุติลง 

แต่บางครั้ง การเผชิญหน้าก็ไม่ได้เริ่มต้นที่ความเป็นมิตร ซึ่งครั้งหนึ่งระหว่างเขาตั้งแคมป์ในป่าลึกเพื่อเก็บข้อมูลเสียงชะนี ระหว่างเดิน ๆ อยู่นั้น ก็ประจันหน้าเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ถือปืน AK-47 ซึ่งเขาก็ถูกปืนจ่อและถูกสอบสวนอยู่เป็นเวลานาน เขาพยายามอธิบายโดยหยิบเทปเสียงชะนีที่อัดไว้มาเปิดให้ฟัง จนในที่สุดชายกลุ่มนั้นก็จากไป โดย ‘ขอยืม’ กล้องสองตาที่เขาเพิ่งซื้อมาใหม่ไปด้วย ซึ่งเขารู้ทันทีว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นกล้องตัวนั้น แต่อย่างน้อย เขาก็ยังมีชีวิตเพื่อมาเล่าเรื่องนี้ 

แม้จะเจอเรื่องชวนระทึกขวัญขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะหันหลังให้งานวิจัย ซึ่งหลังจากงานประเมินจำนวนประชากรเสร็จสิ้นลง งานวิจัยหัวข้อถัดมาก็คือเรื่องพฤติกรรม ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่แค่ฟังเสียง แต่จำเป็นต้องเห็นตัวชะนีด้วย ทำให้ความยากทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะต้องตามติดชะนีตั้งแต่พวกมันตื่นยันหลับ ชนิดที่ว่าชะนีไปไหนก็ต้องวิ่งตามไปด้วย บางครั้งเปิดข้าวกล่องมากินยังไม่ทันอิ่ม แต่ชะนีเริ่มเคลื่อนที่ ก็ต้องรีบแพ็กกล่องข้าวและวิ่งตามทันที กว่าจะได้นั่งพักหายใจหายคอสะดวกก็ปาเข้าไปราว ๆ บ่าย 3 บ่าย 4 ที่ชะนีกลับต้นไม้ที่พวกมันใช้เป็นต้นนอน             

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

“ในการวิจัยพฤติกรรมต้องมีนักวิจัยอย่างน้อย 3 คน คนหนึ่งจะทำหน้าที่จดบันทึกพฤติกรรมชะนี อีกคนคอยมองตามชะนีว่ามันอยู่ไหน ไปทางไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้ตามไปถูกทาง ส่วนอีกคนก็จะจดบันทึกชนิดต้นไม้ที่ชะนีใช้ประโยชน์ ซึ่งเราจะมีหมายเลขกำหนดไว้ทุกต้นในพื้นที่ที่เราวิจัย” 

หากถามว่าต้องตามชะนีนานขนาดไหน คำตอบก็คือ นานขนาดที่เขาจำหน้าชะนีแต่ละตัวได้ โดยสังเกตจากความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รูปทรงใบหน้า เฉดสีของขน เป็นต้น ไปจนถึงรู้จักบุคลิกที่แตกต่างกันของชะนีแต่ละตัว บางตัวขี้อาย บางตัวไม่กลัวใคร และเมื่อติดตามพวกมันนานเข้า เหล่าชะนีก็เริ่มคุ้นเคยกับทีมนักวิจัยและอนุญาตให้พวกเขาติดตามสังเกตอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยไม่ห้อยโหนหนีเหมือนเมื่อก่อน

จากงานวิจัยในพื้นที่มอสิงโตของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อาจารย์วรเรณเล่าว่า ในพื้นที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร มีครอบครัวชะนีอยู่ประมาณ 12 ครอบครัว ซึ่งถูกตั้งชื่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เช่น ครอบครัว A ครอบครัว B ครอบครัว C โดยสมาชิกแต่ละตัวจะถูกตั้งชื่อด้วยตัวอักษรนำหน้าเดียวกันชื่อครอบครัว เช่น ครอบครัว A ในยุคแรก ๆ มีสมาชิกคือ คุณแม่ Andromeda (หรือที่นักวิจัยเรียกเล่นๆ ว่า ‘ป้าแอน’), คุณพ่อ Achille และคุณลูก Ajax และ Actionbaby ส่วนครอบครัว C ก็มีเจ้า Chai, คุณแม่ Cassandra และน้อง Chokdee เป็นต้น

“ชะนีไม่ได้อยู่เป็นฝูงใหญ่เหมือนลิง แต่จะอยู่เป็นครอบครัวเล็ก ๆ เฉลี่ยครอบครัวละ 4 ตัว มากสุดไม่เกิน 7 ตัว แล้วยิ่งเราศึกษา เราก็ยิ่งพบว่าพฤติกรรมทางสังคมของพวกมันมีความซับซ้อนกว่าที่เคยคิด มันไม่ใช่กลุ่มแยกอิสระ แต่เป็นเหมือนชุมชนที่มีความเป็นญาติกัน สมาชิกในกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงตลอด”

อาจารย์วรเรณยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อลูกชะนีโตเป็นวัยรุ่น พวกมันจำเป็นต้องออกจากครอบครัวไปสร้างอาณาเขตใหม่ เพื่อป้องกันการผสมพันธุ์กับพ่อแม่หรือพี่น้องตัวเอง แต่ปัญหาคือ พื้นที่ว่างไม่ใช่สิ่งหาง่าย เพราะแทบทุกพื้นที่ในเขาใหญ่ล้วนมีครอบครัวชะนีจับจองอยู่แล้ว หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวผู้วัยหนุ่มจะไปท้าทายตัวผู้แก่ ๆ เพื่อแย่งชิงถิ่นอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่ตัวหนุ่มมักชนะ กลายเป็นผู้นำครอบครัวและอาณาเขตนั้นแทน ซึ่งคำถามหนึ่งที่อาจารย์วรเรณพยายามศึกษาคือ ตัวผู้เก่าที่พ่ายแพ้จะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งคำตอบก็น่าสนใจตรงที่ว่า หลายครั้งมันมักไปอาศัยกับครอบครัวเก่าที่เป็นญาติ ๆ กัน ทำให้ชะนีครอบครัวหนึ่งอาจมีได้มากกว่าแค่พ่อ แม่ ลูก แต่อาจมีคุณปู่ คุณอา หรือลูกพี่ลูกน้องมาอยู่ร่วมกันด้วย

ไม่ใช่แค่ตัวผู้เท่านั้นที่มีการแทนที่กัน อาจารย์วรเรณเล่าว่า ตัวเมียก็มีการทำแบบนี้เช่นกัน ซึ่งจากการวิจัยกว่า 40 ปีที่มอสิงโตพบว่า อาณาเขตของแต่ละครอบครัวค่อนข้างคงที่ แต่สมาชิกในครอบครัวต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ทำให้ในปัจจุบัน หากไปดูพื้นที่ของครอบครัว A สมาชิกในนั้นก็อาจไม่ได้มีแค่ตัวที่ชื่อขึ้นต้นด้วย A แล้ว แต่อาจมีหนุ่มชื่อย่อ C มาขับไล่คุณพ่อชื่อขึ้นต้น A ออกไป ทำให้เด็ก ๆ ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงแทน และลูกที่เกิดใหม่มาก็จะเป็นพี่น้องต่างพ่อกัน เรียกได้ว่า ดราม่าซับซ้อนพอ ๆ กับชีวิตคน

“ผมไม่เคยเบื่อในการทำวิจัยเลย เพราะเรื่องราวเปลี่ยนแปลงตลอด ตัวละครเปลี่ยน และเราก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผมมีความสุขทุกครั้งเวลาอยู่ในป่า ผมชอบอยู่ในป่ามากกว่าอยู่ที่บ้านในเมือง” 

และนั่นก็อาจเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมอาจารย์ยังคงแข็งแรงแม้ว่าอายุจะขึ้นเลข 8 แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญเหนือไปกว่านั้นก็คือ ข้อมูลความรู้ที่ได้จากงานวิจัยของอาจารย์ คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราอนุรักษ์และปกป้องชะนีได้ดียิ่งขึ้น

จากงานวิจัยสู่การอนุรักษ์

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า นักวิจัยจะรู้ข้อมูลที่สุดแสนละเอียดของสัตว์ต่าง ๆ ไปทำไม เหนื่อยก็เหนื่อย ยากก็ยาก แต่คำตอบที่เราสรุปได้จากการคุยกับอาจารย์ก็คือ หากเราไม่รู้จัก ไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับชะนีเลย การปกป้องพวกเขาในโลกที่มนุษย์สร้างความเปลี่ยนแปลงไว้มหาศาลเช่นนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก 

ความสำคัญของงานวิจัยอย่างแรกก็คือ ทำให้เรารู้ว่าชะนีมีความสำคัญต่อผืนป่าอย่างไร

“ต้นไม้หลายชนิดอาศัยชะนีในการกระจายเมล็ด เช่น เงาะป่า มังคุดป่า ซึ่งมีเปลือกแข็ง นกส่วนใหญ่กินไม่ค่อยได้ ชะนีจึงเป็นตัวหลักที่ช่วยกระจายเมล็ดต้นไม้พวกนี้ เพราะชะนีจะกลืนลงไปทั้งเมล็ด พอมันเดินทางไปที่อื่นและถ่ายมูลออกมา เมล็ดก็เติบโตเป็นต้นใหม่ได้ ในขณะที่สัตว์อื่น ๆ เช่น กวาง หรือกระรอก ก็กินเงาะป่าเช่นกัน แต่มันจะกัดทำลายเมล็ด นั่นหมายความว่า สัตว์หลายชนิดใช้ประโยชน์จากเงาะป่า แต่มีไม่กี่ชนิดที่ให้ประโยชน์กลับคืนแก่ต้นไม้ หนึ่งในนั้นก็คือชะนี” อาจารย์วรเวณอธิบายถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมการสูญเสียชะนีจึงเท่ากับสูญเสียความสมบูรณ์ของป่า 

เมื่อเรารู้แล้วว่าชะนีมีความสำคัญ การที่เราจะปกป้องชะนีได้ เราก็ต้องรู้ว่า ชะนีต้องการอะไรบ้างในการดำรงชีวิต และนั่นก็คือสิ่งที่งานวิจัยเข้ามาตอบคำถาม เช่น ชะนีกินอะไรบ้าง ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ชนิดไหนบ้าง ต้องการพื้นที่เท่าไหร่ หรือมีเงื่อนไขในการดำรงชีวิตอย่างไร และเมื่อเรารู้สิ่งที่ชะนีต้องการ เราก็สามารถปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้ 

“งานวิจัยของเราไม่ได้ดูแค่ชะนี แต่รวมถึงการดูการกระจายพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในพื้นที่ด้วย เราต้องศึกษาว่ามีพืชอาหารหรือต้นไม้ชนิดไหนที่ชะนีใช้ประโยชน์ ซึ่งที่มอสิงโต เรามีแผนที่การกระจายของต้นไม้แทบทุกต้น และตอนนี้ผมก็กำลังวิจัยว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อต้นไม้ในป่าเขาใหญ่ยังไงบ้าง เพราะถ้าป่าแห้ง ออกผลน้อยลง ก็อาจส่งผลกระทบต่อชะนีได้” อาจารย์เล่าถึงงานวิจัยที่ไม่เคยจบสิ้น 

นอกจากอาหารแล้ว อาณาเขตก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากพื้นที่ป่าผืนหนึ่งถูกทำลาย ก็ไม่ใช่ว่าชะนีที่อยู่แถวนั้นจะถอยร่นเข้าไปอยู่ที่อื่นได้ เพราะที่อื่นก็มีครอบครัวชะนีอื่น ๆ จับจอง ผลคือชะนีครอบครัวหนึ่งอาจมีพื้นที่หากินน้อยลง หรือต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาเขต ซึ่งนั่นอาจจบสิ้นลงด้วยความตายของชะนีผู้พ่ายแพ้ ดังนั้น การทำลายป่าจึงอาจเป็นการฆ่าชะนีทางอ้อม

“การสูญเสียถิ่นอาศัยคือหนึ่งในภัยคุกคามหลักของชะนี อย่างในอดีตที่การลักลอบตัดไม้ยังมีเยอะและขอบป่าเขาใหญ่ยังไม่ชัดเจน พื้นที่ป่าริมหมู่บ้านถูกรุกล้ำเข้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งจากที่เราเก็บข้อมูลเสียงชะนีก็เห็นชัดเลยว่า ความหนาแน่นของชะนีแถวนั้นน้อยกว่าในพื้นที่อื่น ๆ ของเขาใหญ่ แต่โชคดีที่ว่าทุกวันนี้การกำหนดพื้นที่ขอบป่ามีความชัดเจนแล้ว การรุกป่าหยุดลง ต้นไม้แถวนั้นเริ่มฟื้นตัว ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ประชากรชะนีที่เขาใหญ่มีความมั่นคง”

ส่วนปัญหาเรื่องการล่า อาจารย์เล่าว่าทุกวันนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะมีการควบคุมกฎหมายที่ดีขึ้น ต่างจากในยุค 80 ที่ชะนีจำนวนมากถูกล่าเพื่อมาขายเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งความน่าเศร้าก็คือ การที่พรานจะนำลูกชะนีมาได้ จะต้องฆ่าแม่ชะนี และหลายครั้งลูกชะนีที่ได้มาก็มักตายระหว่างขนส่ง ข้อมูลนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ว่า เหตุใดเราจึงไม่ควรซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยง

นอกจากนั้น การศึกษาเพื่อให้รู้ถึงประชากรคร่าว ๆ ของสัตว์ป่า เป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านการอนุรักษ์ที่เหมาะสม เช่น หากรู้ว่าสัตว์ชนิดหนึ่งใกล้สูญพันธุ์ เราก็อาจยกระดับความคุ้มครอง เช่น การขึ้นทะเบียนให้เป็นสัตว์สงวน ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองที่เข้มงวดกว่า หรือบางชนิดอาจต้องสืบสวนหาปัจจัยเสี่ยงและเข้าไปแก้ไข บางชนิดมนุษย์ก็อาจเข้าไปช่วยขยายพันธุ์เพิ่มในกรงเลี้ยงเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เช่น เนื้อทราย นกกระเรียน โดยสัตว์แต่ละชนิดก็จะมีหนทางอนุรักษ์ที่ต่างกัน ยิ่งเรารู้จักพวกมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหาวิธีที่เหมาะสมต่อพวกมันได้ดีขึ้นเท่านั้น

“สำหรับสัตว์บางชนิด เช่น เนื้อทราย วิธีขยายพันธุ์เพื่อปล่อยคืนเป็นสิ่งที่ได้ผล แต่สัตว์บางชนิดอาจทำอย่างนั้นไม่ได้ เช่น เสือโคร่ง เพราะลูกเสือโคร่งที่ถูกเลี้ยงมาในกรง ปล่อยเข้าป่าไปมันก็หากินไม่เป็น ส่วนชะนี การขยายพันธุ์ในกรงเลี้ยงอาจทำได้ แต่ใช้เวลาและต้นทุนสูง ขณะที่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะถ้าพื้นที่ป่ายังมีจำกัด ต่อให้ขยายพันธุ์ได้ก็ไม่รู้จะไปปล่อยที่ไหน เพราะพื้นที่เขาใหญ่และห้วยขาแข้งตอนนี้ก็มีครอบครัวชะนีครอบครองทุกอาณาเขตที่ชะนีอยู่ได้แล้ว 

“แถมปล่อยแล้วมันก็อาจไม่รอด เพราะมันจะไม่รู้จักว่าต้นอาหารอยู่ตรงไหนบ้าง ในป่าเขาใหญ่มีต้นไม้มากมาย แต่มีแค่ไม่กี่ต้นที่ออกผล ซึ่งชะนีในธรรมชาติจะรู้ว่าต้นไม้ที่มีผลสุกอยู่ตรงไหนบ้าง เราจะเห็นว่าพวกมันมุ่งหน้าไปหาต้นอาหารแบบไม่มีหลงเลย” 

แม้ปัจจุบันนี้ ประชากรชะนีในประเทศไทยจะถือว่าอยู่ในภาวะที่มั่นคงและไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดการไม่ดีหรือไม่มีความรู้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ชะนีได้ เช่น การตัดถนนผ่านผืนป่า ซึ่งทำให้ป่าสองฝั่งแยกออกจากกัน หากถนนนั้นกว้างเกินไปก็อาจทำให้ชีวิตของชะนีเกิดปัญหา เพราะชะนีเป็นสัตว์ที่หากินบนเรือนยอดแทบจะตลอดเวลา และจะเชื่องช้ามากเมื่อลงมาเดินบนพื้นดิน ทำให้เสี่ยงต่อผู้ล่า การตัดขาดผืนป่าจึงอาจทำให้ประชากรชะนีของป่าสองฝั่งไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ ส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดน้อยลง หรืออาจไปลดพื้นที่หากินของบางครอบครัว 

“ทุกวันนี้ ที่เขาใหญ่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะต้นไม้ริมถนนสองฝั่งมีขนาดใหญ่และแผ่กิ่งก้านพอที่จะให้ชะนีข้ามไปมาหาสู่กันได้ แต่ถ้าต้นไม้พวกนั้นถูกตัดกิ่งออกก็จะน่าเป็นห่วง” 

อาจารย์วรเรณสรุปปิดท้ายถึงสถานการณ์ชะนีในปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า ความรู้วิทยาศาสตร์คือสิ่งสำคัญต่อการอนุรักษ์ และถ้าหากเราใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นำทางในการวางแผนนโยบายหรือการจัดการต่าง ๆ มนุษย์และสัตว์ป่าก็จะอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างสมดุล และการพัฒนาของมนุษย์ก็จะไม่กลายเป็นทำร้ายสัตว์ป่าหรือทำให้เพื่อนต่างสายพันธุ์เดือดร้อน อีกทั้งเรายังช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วย

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

24 มิถุนายน 2565
3.07 K

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ณ จังหวัดชื่อสั้นสุดในแดนอีสาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่นี่ดังไกลไปถึงเมืองหลวงว่า เมืองเลยมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่แจ้งเกิดจากความอุตสาหะของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ในอ้อมกอดของภูใหญ่ 2 ลูกอันเป็นที่มาของชื่อ ‘ตำบลภูหอ’ และ ‘อำเภอภูหลวง’ ทุ่งนาเขียวขจีและกอกล้วยดกครึ้ม เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางซึ่งติดตามเราไปทุกที่ หรือไม่ก็เจ้าถิ่นใจดีที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ซ่อนกายอยู่ท่ามกลางดอยดงหล่งลึกของตำบลนี้ หลังป้ายทำมือเขียนว่า ‘Banana Landคือที่ดินผืนใหญ่ที่ถูกแบ่งสรรเป็นที่ทอผ้า บ่อปลา แปลงนา ผลิตงานฝีมือ และฟางกองใหญ่ที่สุมกันในรูปปราสาทจำลอง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของชาวบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ที่มาร่วมแรงทำงานตามความถนัดของตนเองที่นี่ ล้วนเป็นมาตรวัดความสุขที่พวกเขาได้รับยามมาเยือนสถานที่เที่ยวเปิดใหม่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ปรากฏตัวในชุดม่อฮ่อมย้อมคราม นุ่งผ้าขาวม้าทอเอง รวบผมสั้นมัดจุกง่าย ๆ ลุคเดียวกับที่เราเคยเห็นในทีวีเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเธอนำผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของอำเภอภูหลวง แปะฉลาก ‘Banana family’ ไปขายไอเดียถึงสตูดิโอรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ซีซันแรก

วันนั้น Banana Land ของเธอเพิ่งตั้งไข่ในฐานะโมเดลพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

วันนี้ โมเดลที่เคยคิดเพื่อตอบโจทย์ของรายการได้รับการสานต่อให้เป็นจริง ด้วยแรงใจและไฟฝันอันโชติช่วงของสาวเลย ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้าพลัง’ และในวันที่ Banana Land ของบั้มก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เราอยากชวนเจ้าตัวมาเล่าย้อนถึงหลักกิโลเมตรแรกที่เธออุทิศตนเองเพื่อรอยยิ้มและรายได้ของคนในชุมชน เผื่อว่าผู้อ่านที่รักทุกท่านจะได้รับพลังบวก ๆ ไปจากผู้หญิงบ้าพลังคนนี้

จากภูหลวง

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“ที่นี่คืออำเภอภูหลวง ภูยาว ๆ ที่เป็นสันเขาฝั่งกระโน้นคือชื่ออำเภอนี้ เป็นภูยาวที่กินพื้นที่ 3 อำเภอ ส่วนด้านหลังโน่นคือภูหอ ส่วนมากคนรู้จักชื่อ 2 ภูนี้ ภูหนึ่งคือชื่อตำบล อีกภูคือชื่ออำเภอ” บั้มวาดแผนที่กลางอากาศให้คนต่างถิ่นอย่างเราเข้าใจภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเธอในไม่กี่ประโยค

“บ้านบั้มอยู่ที่นี่ เป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ตาทวดให้ยาย ยายยกให้แม่ แล้วส่งต่อมาถึงรุ่นบั้ม” เจ้าบ้านตีวงให้แคบลงมาถึงแค่ผืนดินเขียวขจีที่พวกเรายืนอยู่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

ทุกถ้อยกระทงความที่บั้มกล่าวถึงอำเภอภูหลวงที่ตระกูลเธอหยั่งรากอาศัยมาหลายชั่วอายุคน เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างที่ใครฟังก็รู้สึกได้ แต่เพื่อความก้าวหน้าของการงานอาชีพ หญิงสาวชาวภูหลวงคนนี้จึงจำจากบ้านเกิดในชนบทไปยังเมืองฟ้าอมร เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างกว่า

บั้มเรียนจบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก่อนจะได้รับทุน IFP Thailand ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ AIT (Asian Institute of Technology) โดยสาขาที่เลือกเรียนในตอนนั้นคือ วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย หากแต่วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอกลับไม่ใช่วิชาที่เลือกโดยจำเพาะ แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุนทุกคน

คืนภูหลวง

“พ.ศ. 2557 บั้มไปเรียน SE (ธุรกิจเพื่อสังคม) ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกชุดไปสอนพวกเรา เพราะเด็กทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมกันมานานมาก แต่ประเทศไทยไม่มีเลย มีแต่ทำบริษัทใหญ่โต รวยแล้วค่อยแบ่งไปทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งมันต่างจาก SE มาก”

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือวิชาที่ปลุกวิญญาณนักพัฒนาในตัวบั้มอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธออาจเคยเป็นมือข้างหนึ่งที่ร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในบ้านเกิดมาแล้ว แต่เรื่องธุรกิจการค้ายังไม่เคยปรากฏในหัวคิดเช่นครั้งนี้

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“เราได้โจทย์มาว่า ถ้ากลับมาที่ชุมชนของเรา เราจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง” สาวเลยร่างเล็กเอ่ยด้วยดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยขายของ เคยแต่ทำงานอาสา ทำกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ชื่อ ‘ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง’ ชวนกันออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก ออมเวลา อันสุดท้ายนี้หมายถึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยชักชวนกันมาทำ SE”

Banana family

โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้บั้มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสว่างเมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่ว แล้วพบว่าของดีประจำถิ่นคือ ‘ต้นกล้วย’ เธอชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนเป็นขนมกล้วย ได้แก่ Banana Stick และ Banana Snack

เริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยร่วมงานกันในฐานะสมาชิกกลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง รูปที่ใช้ออกแบบโลโก้บนหีบห่อ ก็ได้แบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต

“ตอนแรกเราจะทำรูปภูหอ แต่ตอนนั้นภูหอยังไม่ดัง ไปเสนออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็แย้งว่าเห็นรูปภูหอแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ตอนนั้นก็เหมือนจะเรียนเรื่องทำแผนธุรกิจอยู่ค่ะ แก้ไขกันมานานพอสมควรกว่าจะได้โลโก้นี้ เราคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ มันคืออะไรนะ

“โหนกแก้มใหญ่ กรามเยอะ ตาน้อย ๆ ใช่ไหม ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนประมาณนี้”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

บั้มและผองเพื่อนเยาวชนตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมกล้วย ๆ ทั้งหมดของพวกตนว่า Banana family มีเมนูชูโรงคือ ‘กล้วยเส้น’ ที่สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างเห็นผลจริง จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อย่างปาปริก้า สาหร่าย และบาร์บีคิว ก่อนที่ตรา Banana family จะขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตเองและปลอดสารพิษ

“SE สอนให้เราเลือกคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลกำไรต้องแบ่งปันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้องได้กำไรด้วยตั้งแต่แรก ซื้อของโดยไม่กดราคา คัดคุณภาพเพื่อการผลิตที่ดี กลางน้ำคือการผลิตที่ดี มีการผลิตที่ดีมั้ย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงาน แล้วของจะมีคุณภาพได้ยังไงถ้าคนที่ทำยังไม่ดี สุดท้ายปลายน้ำก็คือผู้บริโภค ถ้าเราเริ่มต้นมาดีทั้ง 2 อย่าง การส่งมอบของต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย นี่คือสิ่งที่ SE บ่มเพาะเรา เลยทำให้สินค้ามีคุณภาพดี มีมาตรฐานส่งออก GMP Codex ทุกอย่าง”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ถ้าถามว่าสินค้าตรา Banana family มีคุณภาพดีสมคำร่ำลือหรือไม่ เราขอตอบด้วยผลงานว่าเพียง 1 ปีที่ขนมขบเคี้ยวจากกล้วยของบั้มเริ่มวางจำหน่าย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ก็เลือก Banana family เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในอำเภอภูหลวง และทุกคราวที่บั้มเปิดไลฟ์ขายของ ลูกค้าจากทั่วสารทิศก็พร้อมใจเข้ามาชมและสั่งสินค้ากันใหญ่

Banana Land

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

Banana family ออกจำหน่ายอยู่ 4 ปี บั้มก็รู้สึกว่าสายป่านที่ใช้หล่อเลี้ยงธุรกิจกล้วยเส้นของเธอเริ่มจะสั้นเกินไปเสียแล้ว เพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดทำบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจนำแบรนด์ Banana family ไปท้าประลองในรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ด้วยความมุ่งหวังที่พกพาจากเมืองเลยว่า จะนำเงินรางวัลกลับไปเพื่อการนั้น

“เรามีความคิดว่าอยากทำ Banana Land อยู่แล้ว แต่กะว่าจะขยาย Banana family ก่อน ค่อยเอาเงินมาทำบ้านตัวเองเป็น Banana Land ต่อ เราลงแข่งรายการนี้เพราะมันเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมโดยตรง ไปเจอ โค้ชเจ-เจรมัย พิทักษ์วงศ์ แกเป็นโค้ชส่วนตัวของเรา แกก็โยนคำถามมาคำถามหนึ่งว่า ‘บั้มอยากให้หมู่บ้านของบั้มกลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหรอ’ ไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้”

ครั้งนั้น โค้ชเจเสนอแนะกับบั้มว่า แทนที่จะมองหาเครื่องจักรชุดใหม่และอะไรอีกหลายขั้น คงจะสบายกับเธอมากกว่า หากเธอสร้าง Banana Land ทันทีโดยไม่ต้องหมายน้ำบ่อหน้า

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ด้วยคำแนะนำของกุนซือผู้มองการณ์ไกล บั้มได้เสนอแนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน Banana Land ต่อรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน เรียกเสียงปรบมือและคะแนนความนิยมกึกก้อง แม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศกลับมาได้ แต่การติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ก็ไม่ทำให้การเข้ากรุงต้องเสียเปล่า เนื่องจากเงินรางวัลที่เธอได้รับจากการเข้ารอบสุดท้าย มากเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง

เครือกล้วยใน Banana Land ยังเป็นสายพานสำคัญที่ป้อนผลผลิตสู่โรงงาน Banana family แต่ ‘ดินแดนกล้วย ๆ’ แห่งนี้หาได้มีแค่กล้วยเหมือนในชื่อ เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผสมเครือข่ายชาวบ้าน เปิดโอกาสให้คนในและคนนอกมาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรม พร้อมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สปาเท้า เตียงแคร่ งานแฮนด์เมด อีโคพรินต์ ทอผ้า อาหารพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ร้านกาแฟ นาข้าว รวมถึงปราสาทฟางหลังใหญ่ที่กำลังจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของตำบลภูหอและอำเภอภูหลวงในไม่ช้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้วางอยู่บนแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

อนุรักษ์

“การอนุรักษ์ เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่พวกเราทำเรื่อง 4 ออม หลังจากนั้นเราเห็นชุมชนเราเผาฟาง เราก็มาคุยกับเด็ก ๆ ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้ชุมชนเผาฟาง เด็ก ๆ อยากได้สวนสนุก ก็เลยสร้างปราสาทฟางขึ้นมา เราไม่ได้บอกเขาว่า ห้ามเผานะ แต่เราจะดึงเขามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกัน”

ผู้ใหญ่บางคนอาจติว่าความคิดดังกล่าวฟังดูเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน แต่ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปราสาทฟางของบั้มช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้มากราว 60 – 100 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ไร่ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านรุ่นเยาว์ทุกผู้ทุกนาม

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

เชื่อมความสัมพันธ์

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทุกชุมชนต้องประสบเหมือน ๆ กันคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่คนวัยไม้ใกล้ฝั่งกับลูกหลานวัยเด็กมักคิดเห็นขัดแย้ง แม้กายอยู่ใกล้ แต่ใจกลับอยู่ห่างราวกับต่างมีโลกของตัวเอง

เรื่องนี้บั้มมีวิธีคลายปัญหาด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์แบบกล้วย ๆ ว่า “จะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้สูงอายุ เราทำงานร่วมกันได้ด้วยการท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้วัยรุ่นกับผู้เฒ่าไม่คุยกัน พอเราให้พวกเขามาคุยกัน เฮ้ย ก็เข้ากันได้นะ วัยรุ่นก็ถามเขาหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้สูงอายุคิดยังไง ผู้สูงอายุก็ถามวัยรุ่นหน่อยว่าเด็ก ๆ คิดยังไง เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกันเอง เล่าสู่กันฟังว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร แล้วให้มาเจอกันครึ่งทาง”

การพัฒนาบ้านเกิดด้วยแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’ สู่ Banana family และ Banana Land จังหวัดเลย

ตัวอย่างการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนหลากวัยที่เห็นชัดที่สุด คือ ภาพวาดที่บั้มภูมิใจนำเสนอแขกผู้มาเยือนที่ปราสาทฟาง บางรูปวาดโดยเด็ก บางรูปวาดโดยคนชรา และมีบางรูปที่เธอให้คน 2 กลุ่มวาดบนผืนกระดาษแผ่นเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน ผลที่ได้รับคือจิตรกรรมอันงดงามตามคติที่ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด’

แบ่งปัน

แบ่งปันในความหมายของบั้ม คือ การมอบให้คนนอกที่แวะมาเยี่ยมเยือน Banana Land ของเธอได้ตักตวงความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ไปจากคนพื้นถิ่นอำเภอภูหลวง

“คำว่าแบ่งปัน ก็คือให้นักท่องเที่ยวมารับอากาศดี ๆ ทานอาหารพื้นบ้านที่เราปลูก ที่เราทำ ได้มาใช้ผ้าห่ม ซื้อของที่ทำในชุมชน ที่นี่ไม่ได้ทำการท่องเที่ยวแบบเชิงธุรกิจจ๋า เพราะเราไม่ได้เปิดทั้งปี เราอยากแบ่งปันหน้าฝน ฉันก็จะบอกว่าฉันเปิดแค่หน้าฝน หน้าแล้งพวกคุณอย่ามา ถ้ามาจะไม่เห็นอะไรเลย สมมติว่าช่วงนี้มาแล้วไม่เห็นอะไร ก็เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร คุณมาผิดช่วง

“เหมือนกับข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มข้างนอก ส่วนมากที่ข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา คือการให้ไอเดียเรา เขาชอบนะ เขาเหมือนเห็นเราเป็นคนในครอบครัว อย่างบางคนที่ซื้อสินค้าเรา ปีที่แล้วซื้อแล้ว ปีนี้ก็ซื้อซ้ำอีก เหมือนเขาเอ็นดูเรา อยากมาแชร์กับเรา”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

คงป่วยการเปล่าหากเราจะถามบั้มว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ในเมื่อยิ้มชื่นบานตามติดใบหน้าคล้ำแดดของเธอไปตลอดทางที่นำเราเที่ยว

“เป็นคนบ้าพลัง มีงานทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุด” อะไรจะยืนยันคำอวดอ้างนี้ได้ดีเท่ากระดานข้างฝาบ้าน ที่บั้มและทีมงานผู้ช่วยของเธอพากันลงหมึกปากกาจดคิวงานจนแน่นไปทั้งแถบ

“เรารู้สึกว่ารอยยิ้มที่เราได้จากชุมชนที่ยิ้มกลับมาให้เรา หลายคนบอกว่า “บั้ม ทำไมเราไม่เจอกันให้นานกว่านี้ หรือ ทำไมบั้มไม่เกิดตั้งนานแล้ว” เหมือนเราพาเขามาทำงานกลุ่มแล้วเขาประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เรารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนในชุมชนที่พวกเขายิ้มได้จากการมีรายได้ จากการที่ไม่ต้องออกไปนอกเมือง มันคือรอยยิ้มของเราด้วยเหมือนกัน”

ถึงยามอำลาจากภูหลวง ภูหอ รวมทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘บั้ม’

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังอันเหลือล้นของเธอจะถ่ายทอดไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มวลธาตุแห่งความคิดบวกคงอยู่คู่บ้านเกิดของเธอไปอีกนานเท่านาน

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load