23 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

ในช่วงเวลาบ่ายอันร้อนระอุของเดือนมกราคม เรามีนัดหมายกับ ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน (Warren Y. Brockelman) อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ซึ่งทำงานวิจัยชะนีในป่าเมืองไทยมากว่า 40 ปี ที่บ้านของอาจารย์ย่านศาลายา

“เดินเข้าซอยมา 500 เมตร บ้านที่มีต้นไม้เยอะ ๆ” อาจารย์บอกจุดสังเกตบ้านไว้เช่นนั้น

เมื่อเรามาถึงและก้าวเข้ามาในเขตรั้วบ้าน ความร้อนระอุของแสงแดดประเทศไทยก็ถูกแทนที่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่นานาชนิด อาจารย์วรเรณในวัย 80 ปีเดินมาอย่างกระฉับกระเฉง ชนิดที่ถ้าไม่บอกก็ไม่มีทางรู้ว่านี่คือชายอายุ 80 

เรานั่งลงคุยกันที่ระเบียงข้างต้นไทรใหญ่หน้าบ้านท่ามกลางเสียงนกนานาชนิด อาจารย์เล่าว่า เพิ่งกลับมาจากบ้านที่ปากช่อง ซึ่งเขาและภรรยาได้ปลูกต้นไม้ไว้มากมาย พร้อมโชว์ภาพถ่ายในมือถือที่เต็มไปด้วยรูปต้นไม้และดอกไม้นับไม่ถ้วน

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว เขาก็ยังคงไม่หยุดทำงานวิจัยและยังคงเข้าป่าสม่ำเสมอ เขาบอกหลายครั้งระหว่างการสัมภาษณ์ว่า เขาชอบอยู่ในป่ามากกว่าอยู่ในเมือง และในบทความชิ้นหนึ่งที่เขาเขียนไว้เกี่ยวกับประสบการณ์วิจัยชะนีที่เขาใหญ่ เขาบอกไว้ว่า “หลายคนถามผมว่า งานวิจัยที่เขาใหญ่ของผมจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แม้ที่ผ่านมาผมจะทำมาแล้วมากมาย แต่ก็รู้สึกเหมือนงานเหล่านี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ มีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ งานวิจัยของผมจะจบก็ต่อเมื่อผมไม่มีแรงเดินป่าแล้วเท่านั้น” 

หากดูจากท่าทางการเดินของเขาในวันนี้ เราก็เชื่อว่า กว่าวันนั้นจะมาถึงก็คงอีกยาวไกล

อะไรที่ทำให้ชายคนหนึ่งหลงใหลในผืนป่าและทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานได้ขนาดนี้ ชีวิตของนักวิจัยชะนีเป็นอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง งานวิจัยเหล่านี้สำคัญยังไง และจะช่วยปกป้องชะนีให้รอดพ้นจากยุคแห่งการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ได้อย่างไร… ถ้าพร้อมแล้ว ไปนั่งฟังอาจารย์วรเรณเล่ากันเลย

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

จากอเมริกาสู่แดนสยาม

“ผมเกิดที่นิวยอร์ก พออายุประมาณ 12 ปี ครอบครัวผมก็ย้ายไปที่รัฐเพนซิลเวเนียตะวันตก บ้านของเราตอนนั้นอยู่ในชนบท ล้อมรอบไปด้วยฟาร์มและใกล้ป่า เวลาว่าง ๆ ผมกับพี่ชายก็จะชวนเข้าป่ากันเป็นประจำ” 

อาจารย์วรเรณเล่าย้อนถึงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเขาคือการเข้าป่า ปีนต้นไม้ จับแมลง ตกปลา ดูนก ถ่ายรูปพืชและสัตว์ โดยมีหนังสือคู่มือดูนกและคู่มือจำแนกสัตว์ต่าง ๆ เป็นเสมือนคัมภีร์ติดบ้าน นอกกจากนั้น เขายังชอบเก็บแมลงที่ตายแล้วมาปักหมุดสะสมไว้ด้วย

“จริง ๆ ก็ไม่ได้มีใครเป็นแรงบันดาลใจพิเศษนะ มันเป็นความรู้สึกสนใจที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะทุกครั้งที่เราเข้าไปในป่า จะเจอสิ่งที่น่าสนใจตลอดเวลา ความน่าสนใจอยู่รอบตัวไปหมด เราไม่รู้ว่าเข้าป่าไปวันนี้จะเจออะไรบ้าง ผมว่านักชีววิทยาหลายคนก็มีจุดเริ่มต้นแบบนี้ ในช่วงวัยประมาณนี้นี่แหละ”

อาจารย์วรเรณเล่าถึงบทบาทของการมีป่าใกล้บ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ปลูกฝังความสนใจธรรมชาติให้กับเขา และนั่นก็ปูทางมาสู่การตัดสินใจเลือกเรียนต่อด้านชีววิทยาเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย  

แต่ในระหว่างที่เขากำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั่นเอง เรื่องน่าตื่นเต้นก็เกิดขึ้น เมื่อสงครามเวียดนามเริ่มปะทุ ต่อมาวรเรณก็ถูกเกณฑ์ทหารและถูกส่งมาปฏิบัติการที่ไทย แต่นับเป็นโชคดีของชายหนุ่มดีกรีชีววิทยาที่ทำให้ภารกิจของเขาไม่ใช่การถือปืนไปรบ แต่คือการดูแลโครงการขยายพันธุ์ชะนีเพื่อวิจัยทางการแพทย์ 

“ตอนนั้นทางกองทัพสหรัฐฯ มีโครงการขยายพันธุ์ชะนีเพื่อใช้ศึกษาโรคมาลาเรียและพยาธิใบไม้ในตับ โดยนำชะนีจำนวนหนึ่งไปปล่อยที่เกาะเกล็ดแก้ว จังหวัดชลบุรี เพื่อให้พวกมันขยายพันธุ์ หน้าที่ของผมคือไปอยู่ที่เกาะนั้นและคอยสังเกตพฤติกรรมชะนี จดบันทึก ไปจนถึงให้อาหาร เพราะบนเกาะมีอาหารไม่พอ” วรเรณเล่าถึงเหตุการณ์ในยุคสงคราม ซึ่งโรคมาลาเรียและพยาธิใบไม้ในตับถือเป็นปัญหาใหญ่ และคร่าชีวิตทหารจำนวนมากไม่แพ้กระสุนปืน  

“ชะนีพวกนี้ส่วนใหญ่ได้รับบริจาคมา เพราะในยุคนั้นการเลี้ยงชะนียังเป็นที่นิยม แต่ปัญหาคือชะนีไม่เหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยง ตอนเด็ก ๆ อาจยังน่ารัก แต่พอโตขึ้นมันก็เริ่มดุ เลี้ยงให้เชื่องไม่ได้ ผลสุดท้ายคือคนจำนวนมากเลี้ยงไม่ไหว ก็บริจาคมาให้ราชการ ซึ่งทางกองทัพก็ได้รับต่อมาอีกที” 

แม้เขาจะไม่ค่อยเห็นด้วยนักในการใช้ชะนีเป็นสัตว์ทดลองทางการแพทย์ แต่การอยู่บนเกาะและได้สังเกตชีวิตชะนี ทำให้เขาเริ่มหลงรักสัตว์ชนิดนี้ ยิ่งวันที่เขาได้ไปเที่ยวเขาใหญ่และได้เห็นชะนีที่หากินเองตามธรรมชาติและส่งเสียงร้องประสานกันในยามเช้า ก็ยิ่งทำให้เขาหลงเสน่ห์พวกมัน 

“จากการวิจัยบนเกาะ ผมได้ข้อสรุปว่า ชะนีไม่เหมาะที่จะเป็นสัตว์ที่ใช้ศึกษาวิจัยทางการแพทย์ เพราะขยายพันธุ์ช้ามาก ในธรรมชาติมันมีลูกแค่ 1 ตัว ทุก ๆ 3 ปี เพราะลูกชะนีเกาะที่อกแม่เป็นเวลานาน และแม่ชะนีจะไม่ผสมพันธุ์ถ้าลูกยังไม่โตพอ และตอนนั้นก็มีคนต่อต้านการใช้ชะนีเพื่อวิจัยทางการแพทย์ด้วย ทำให้ในที่สุดทางกองทัพก็ยุติโครงการ”

เมื่อชีวิตการเป็นทหารสิ้นสุดลง เขาก็ได้แต่งงานกับภรรยาคนไทยและย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กด้วยกัน 3 ปี จากนั้นเมื่อภรรยาต้องกลับมาใช้ทุนที่บ้านเกิด วรเรณจึงตัดสินใจกลับมาด้วย และเริ่มต้นภารกิจวิจัยชะนีในประเทศไทยนับแต่นั้น

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี
ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

The song of gibbons

“ผัว ผัว ผัว…”

เมื่อพูดถึงเสียงร้องของชะนี หลายคนก็คงนึกถึงเสียงแบบนี้ แต่ที่จริงแล้ว ชะนีไม่ได้ร้องหาผัว และเสียงของชะนีที่ได้ยินก็ไม่ได้มีแค่เสียงของตัวเมีย และแน่นอนว่า ไม่ได้ร้อง “ผัว ผัว” เท่านั้น

“เสียงของชะนีมีหลายแบบมาก มีตั้งแต่เสียงร้องเดี่ยวของตัวผู้ (Male solos) เสียงร้องประสานตอบโต้ของคู่ตัวผู้ตัวเมีย (Vocal duet) ไปจนถึงเสียงเตือนภัย (Alarm call) มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เสียงร้องเตือนภัยของชะนีเมื่อเจองูจะเป็นเสียงเฉพาะเลย นอกจากนั้น ชะนีต่างชนิดกันก็มีเสียงต่างกันด้วย ที่เขาใหญ่มีชะนี 2 ชนิด คือชะนีธรรมดาหรือชะนีมือขาว (White-handed gibbon) กับชะนีมงกุฎ (Pileated gibbon)”

อาจารย์วรเรณเล่าถึงความซับซ้อนและความหลากของเสียงชะนี หากเราไปตั้งแคมป์กลางป่า เสียงพวกมันจะเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกตั้งแต่เช้ามืด โดยเสียงร้องเดี่ยวของตัวผู้มักจะเริ่มขึ้นก่อน ซึ่งเจ้าของเสียงเป็นชะนีหนุ่มโสดที่ร้องเพลงประชาสัมพันธ์ความโสดให้สาว ๆ ได้รู้ ถ้าแปลเป็นภาษาคน พวกมันก็คงกำลังร้องว่า... โสด ๆ อยู่ทางนี้ โสด ๆ อยากมีรัก…

จากนั้น เมื่อสาย ๆ หน่อย หลังครอบครัวชะนีอิ่มเอมจากอาหารมื้อเช้าแล้ว ก็ถึงเวลาของการร้องเพลงคู่ของชะนีตัวผู้และตัวเมีย เพื่อประกาศอาณาเขตและกระชับความสัมพันธ์ ซึ่งจะเริ่มจากทั้งสองตัวส่งเสียงร้องด้วยกัน ตามด้วยการโชว์ลูกคอร้องเดี่ยวของตัวเมีย โดยเริ่มต้นจากโน้ตต่ำ ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับนักร้องโอเปร่า แล้วค่อย ๆ ลดต่ำลงมา ซึ่งเรียกว่า Female great call หลังตัวเมียร้องจบ หน้าที่ของพ่อบ้านใจกล้าที่ดีก็คือการส่งเสียงร้องตอบรับตัวเมีย จากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี  

เสียงร้องของชะนีจะดังตั้งแต่เช้ามืดไปจนถึงสาย ๆ ราว 10 – 11 โมง ซึ่งสำหรับนักวิจัยชะนีแล้ว การฟังเสียงคือเครื่องมือสำคัญที่จะบอกข้อมูลของประชากรชะนีในพื้นที่นั้น ๆ ไปจนถึงอาณาเขตของแต่ละครอบครัว 

“งานวิจัยของผมในช่วงแรก ๆ คือการประเมินประชากรชะนีในประเทศไทย ซึ่งเราก็ใช้วิธีประเมินจากการฟังเสียงนี่แหละ โดยจะมีทีมงานอยู่คนละจุด เมื่อได้ยินเสียง เราก็จดบันทึกเวลาและทิศทาง เมื่อลากเส้นทิศทางของสองคนมาบรรจบกัน เราก็จะรู้ตำแหน่งคร่าว ๆ ของชะนีคู่นั้น เรียกว่าวิธี Triangulate และเมื่อเรารู้จำนวนสมาชิกคร่าว ๆ ต่อหนึ่งครอบครัว เราก็จะประมาณประชากรชะนีทั้งหมดในพื้นที่ได้”

แม้จะฟังดูเหมือนง่าย แต่ความยากของงานนี้คือ ต้องแม่นยำในทิศทางของเสียง ต้องรู้จักใช้แผนที่และเข็มทิศ และต้องแยกให้ออกว่าเสียงไหนเป็นของคู่ไหน เสียงที่ได้ยินวันนี้กับเสียงที่ได้ยินเมื่อวานเป็นของชะนีครอบครัวเดียวกันหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องใช้ความละเอียดและประสบการณ์ ซึ่งเมื่อรวมกันกับความรู้ที่ว่า ชะนีแต่ละครอบครัวจะมีอาณาเขตเฉพาะเป็นของตนเอง ทำให้เมื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้นานเข้า ก็จะทำให้นักวิจัยประเมินได้คร่าว ๆ ว่า เขตแดนของแต่ละครอบครัวอยู่ประมาณไหน แต่ละครอบครัวมีอาณาเขตเท่าไหร่ และในป่าผืนนี้มีครอบครัวชะนีประมาณกี่ครอบครัว อีกทั้งยังรู้ได้ว่า มีชะนีลูกผสมระหว่างสองชนิดที่มีเสียงร้องผสมกัน ระหว่างชะนีมือขาวและชะนีมงกุฎ

“มันเป็นงานที่ยาก ใช้เวลาและกำลังคนเยอะ ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพราะต้องเข้าไปถึงจุดที่จะศึกษาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลายครั้งก็ต้องนอนในป่า หรือในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็พาเข้าไปไม่ได้ เช่น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งขึ้นชื่อเรื่องความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ เคยมีเหตุเจ้าหน้าที่ถูกยิงมาแล้วหลายครั้ง”

แม้จะได้ยินเช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขาถอยหลัง วรเรณและทีมวิจัยก็เข้าไปผูกมิตรกับชาวบ้านด้วยตนเอง จ้างให้พวกเขานำทางในป่า ซึ่งความสัมพันธ์ที่ทีมวิจัยได้สร้างขึ้นครั้งนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่โปรเจกต์อนุรักษ์มากมายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของ WWF ในการอนุรักษ์ช้าง ซึ่งเป็นการสำรวจร่วมกับชาวบ้าน รวมถึงโครงการขององค์กรอนุรักษ์อีกหลายแห่งที่เข้าไป จนทำให้หมู่บ้านที่เคยอยู่เหนือกฎหมายกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและการรุกป่ายุติลง 

แต่บางครั้ง การเผชิญหน้าก็ไม่ได้เริ่มต้นที่ความเป็นมิตร ซึ่งครั้งหนึ่งระหว่างเขาตั้งแคมป์ในป่าลึกเพื่อเก็บข้อมูลเสียงชะนี ระหว่างเดิน ๆ อยู่นั้น ก็ประจันหน้าเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ถือปืน AK-47 ซึ่งเขาก็ถูกปืนจ่อและถูกสอบสวนอยู่เป็นเวลานาน เขาพยายามอธิบายโดยหยิบเทปเสียงชะนีที่อัดไว้มาเปิดให้ฟัง จนในที่สุดชายกลุ่มนั้นก็จากไป โดย ‘ขอยืม’ กล้องสองตาที่เขาเพิ่งซื้อมาใหม่ไปด้วย ซึ่งเขารู้ทันทีว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นกล้องตัวนั้น แต่อย่างน้อย เขาก็ยังมีชีวิตเพื่อมาเล่าเรื่องนี้ 

แม้จะเจอเรื่องชวนระทึกขวัญขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะหันหลังให้งานวิจัย ซึ่งหลังจากงานประเมินจำนวนประชากรเสร็จสิ้นลง งานวิจัยหัวข้อถัดมาก็คือเรื่องพฤติกรรม ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่แค่ฟังเสียง แต่จำเป็นต้องเห็นตัวชะนีด้วย ทำให้ความยากทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะต้องตามติดชะนีตั้งแต่พวกมันตื่นยันหลับ ชนิดที่ว่าชะนีไปไหนก็ต้องวิ่งตามไปด้วย บางครั้งเปิดข้าวกล่องมากินยังไม่ทันอิ่ม แต่ชะนีเริ่มเคลื่อนที่ ก็ต้องรีบแพ็กกล่องข้าวและวิ่งตามทันที กว่าจะได้นั่งพักหายใจหายคอสะดวกก็ปาเข้าไปราว ๆ บ่าย 3 บ่าย 4 ที่ชะนีกลับต้นไม้ที่พวกมันใช้เป็นต้นนอน             

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

“ในการวิจัยพฤติกรรมต้องมีนักวิจัยอย่างน้อย 3 คน คนหนึ่งจะทำหน้าที่จดบันทึกพฤติกรรมชะนี อีกคนคอยมองตามชะนีว่ามันอยู่ไหน ไปทางไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้ตามไปถูกทาง ส่วนอีกคนก็จะจดบันทึกชนิดต้นไม้ที่ชะนีใช้ประโยชน์ ซึ่งเราจะมีหมายเลขกำหนดไว้ทุกต้นในพื้นที่ที่เราวิจัย” 

หากถามว่าต้องตามชะนีนานขนาดไหน คำตอบก็คือ นานขนาดที่เขาจำหน้าชะนีแต่ละตัวได้ โดยสังเกตจากความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รูปทรงใบหน้า เฉดสีของขน เป็นต้น ไปจนถึงรู้จักบุคลิกที่แตกต่างกันของชะนีแต่ละตัว บางตัวขี้อาย บางตัวไม่กลัวใคร และเมื่อติดตามพวกมันนานเข้า เหล่าชะนีก็เริ่มคุ้นเคยกับทีมนักวิจัยและอนุญาตให้พวกเขาติดตามสังเกตอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยไม่ห้อยโหนหนีเหมือนเมื่อก่อน

จากงานวิจัยในพื้นที่มอสิงโตของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อาจารย์วรเรณเล่าว่า ในพื้นที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร มีครอบครัวชะนีอยู่ประมาณ 12 ครอบครัว ซึ่งถูกตั้งชื่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เช่น ครอบครัว A ครอบครัว B ครอบครัว C โดยสมาชิกแต่ละตัวจะถูกตั้งชื่อด้วยตัวอักษรนำหน้าเดียวกันชื่อครอบครัว เช่น ครอบครัว A ในยุคแรก ๆ มีสมาชิกคือ คุณแม่ Andromeda (หรือที่นักวิจัยเรียกเล่นๆ ว่า ‘ป้าแอน’), คุณพ่อ Achille และคุณลูก Ajax และ Actionbaby ส่วนครอบครัว C ก็มีเจ้า Chai, คุณแม่ Cassandra และน้อง Chokdee เป็นต้น

“ชะนีไม่ได้อยู่เป็นฝูงใหญ่เหมือนลิง แต่จะอยู่เป็นครอบครัวเล็ก ๆ เฉลี่ยครอบครัวละ 4 ตัว มากสุดไม่เกิน 7 ตัว แล้วยิ่งเราศึกษา เราก็ยิ่งพบว่าพฤติกรรมทางสังคมของพวกมันมีความซับซ้อนกว่าที่เคยคิด มันไม่ใช่กลุ่มแยกอิสระ แต่เป็นเหมือนชุมชนที่มีความเป็นญาติกัน สมาชิกในกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงตลอด”

อาจารย์วรเรณยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อลูกชะนีโตเป็นวัยรุ่น พวกมันจำเป็นต้องออกจากครอบครัวไปสร้างอาณาเขตใหม่ เพื่อป้องกันการผสมพันธุ์กับพ่อแม่หรือพี่น้องตัวเอง แต่ปัญหาคือ พื้นที่ว่างไม่ใช่สิ่งหาง่าย เพราะแทบทุกพื้นที่ในเขาใหญ่ล้วนมีครอบครัวชะนีจับจองอยู่แล้ว หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวผู้วัยหนุ่มจะไปท้าทายตัวผู้แก่ ๆ เพื่อแย่งชิงถิ่นอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่ตัวหนุ่มมักชนะ กลายเป็นผู้นำครอบครัวและอาณาเขตนั้นแทน ซึ่งคำถามหนึ่งที่อาจารย์วรเรณพยายามศึกษาคือ ตัวผู้เก่าที่พ่ายแพ้จะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งคำตอบก็น่าสนใจตรงที่ว่า หลายครั้งมันมักไปอาศัยกับครอบครัวเก่าที่เป็นญาติ ๆ กัน ทำให้ชะนีครอบครัวหนึ่งอาจมีได้มากกว่าแค่พ่อ แม่ ลูก แต่อาจมีคุณปู่ คุณอา หรือลูกพี่ลูกน้องมาอยู่ร่วมกันด้วย

ไม่ใช่แค่ตัวผู้เท่านั้นที่มีการแทนที่กัน อาจารย์วรเรณเล่าว่า ตัวเมียก็มีการทำแบบนี้เช่นกัน ซึ่งจากการวิจัยกว่า 40 ปีที่มอสิงโตพบว่า อาณาเขตของแต่ละครอบครัวค่อนข้างคงที่ แต่สมาชิกในครอบครัวต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ทำให้ในปัจจุบัน หากไปดูพื้นที่ของครอบครัว A สมาชิกในนั้นก็อาจไม่ได้มีแค่ตัวที่ชื่อขึ้นต้นด้วย A แล้ว แต่อาจมีหนุ่มชื่อย่อ C มาขับไล่คุณพ่อชื่อขึ้นต้น A ออกไป ทำให้เด็ก ๆ ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงแทน และลูกที่เกิดใหม่มาก็จะเป็นพี่น้องต่างพ่อกัน เรียกได้ว่า ดราม่าซับซ้อนพอ ๆ กับชีวิตคน

“ผมไม่เคยเบื่อในการทำวิจัยเลย เพราะเรื่องราวเปลี่ยนแปลงตลอด ตัวละครเปลี่ยน และเราก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผมมีความสุขทุกครั้งเวลาอยู่ในป่า ผมชอบอยู่ในป่ามากกว่าอยู่ที่บ้านในเมือง” 

และนั่นก็อาจเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมอาจารย์ยังคงแข็งแรงแม้ว่าอายุจะขึ้นเลข 8 แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญเหนือไปกว่านั้นก็คือ ข้อมูลความรู้ที่ได้จากงานวิจัยของอาจารย์ คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราอนุรักษ์และปกป้องชะนีได้ดียิ่งขึ้น

จากงานวิจัยสู่การอนุรักษ์

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า นักวิจัยจะรู้ข้อมูลที่สุดแสนละเอียดของสัตว์ต่าง ๆ ไปทำไม เหนื่อยก็เหนื่อย ยากก็ยาก แต่คำตอบที่เราสรุปได้จากการคุยกับอาจารย์ก็คือ หากเราไม่รู้จัก ไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับชะนีเลย การปกป้องพวกเขาในโลกที่มนุษย์สร้างความเปลี่ยนแปลงไว้มหาศาลเช่นนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก 

ความสำคัญของงานวิจัยอย่างแรกก็คือ ทำให้เรารู้ว่าชะนีมีความสำคัญต่อผืนป่าอย่างไร

“ต้นไม้หลายชนิดอาศัยชะนีในการกระจายเมล็ด เช่น เงาะป่า มังคุดป่า ซึ่งมีเปลือกแข็ง นกส่วนใหญ่กินไม่ค่อยได้ ชะนีจึงเป็นตัวหลักที่ช่วยกระจายเมล็ดต้นไม้พวกนี้ เพราะชะนีจะกลืนลงไปทั้งเมล็ด พอมันเดินทางไปที่อื่นและถ่ายมูลออกมา เมล็ดก็เติบโตเป็นต้นใหม่ได้ ในขณะที่สัตว์อื่น ๆ เช่น กวาง หรือกระรอก ก็กินเงาะป่าเช่นกัน แต่มันจะกัดทำลายเมล็ด นั่นหมายความว่า สัตว์หลายชนิดใช้ประโยชน์จากเงาะป่า แต่มีไม่กี่ชนิดที่ให้ประโยชน์กลับคืนแก่ต้นไม้ หนึ่งในนั้นก็คือชะนี” อาจารย์วรเวณอธิบายถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมการสูญเสียชะนีจึงเท่ากับสูญเสียความสมบูรณ์ของป่า 

เมื่อเรารู้แล้วว่าชะนีมีความสำคัญ การที่เราจะปกป้องชะนีได้ เราก็ต้องรู้ว่า ชะนีต้องการอะไรบ้างในการดำรงชีวิต และนั่นก็คือสิ่งที่งานวิจัยเข้ามาตอบคำถาม เช่น ชะนีกินอะไรบ้าง ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ชนิดไหนบ้าง ต้องการพื้นที่เท่าไหร่ หรือมีเงื่อนไขในการดำรงชีวิตอย่างไร และเมื่อเรารู้สิ่งที่ชะนีต้องการ เราก็สามารถปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้ 

“งานวิจัยของเราไม่ได้ดูแค่ชะนี แต่รวมถึงการดูการกระจายพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในพื้นที่ด้วย เราต้องศึกษาว่ามีพืชอาหารหรือต้นไม้ชนิดไหนที่ชะนีใช้ประโยชน์ ซึ่งที่มอสิงโต เรามีแผนที่การกระจายของต้นไม้แทบทุกต้น และตอนนี้ผมก็กำลังวิจัยว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อต้นไม้ในป่าเขาใหญ่ยังไงบ้าง เพราะถ้าป่าแห้ง ออกผลน้อยลง ก็อาจส่งผลกระทบต่อชะนีได้” อาจารย์เล่าถึงงานวิจัยที่ไม่เคยจบสิ้น 

นอกจากอาหารแล้ว อาณาเขตก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากพื้นที่ป่าผืนหนึ่งถูกทำลาย ก็ไม่ใช่ว่าชะนีที่อยู่แถวนั้นจะถอยร่นเข้าไปอยู่ที่อื่นได้ เพราะที่อื่นก็มีครอบครัวชะนีอื่น ๆ จับจอง ผลคือชะนีครอบครัวหนึ่งอาจมีพื้นที่หากินน้อยลง หรือต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาเขต ซึ่งนั่นอาจจบสิ้นลงด้วยความตายของชะนีผู้พ่ายแพ้ ดังนั้น การทำลายป่าจึงอาจเป็นการฆ่าชะนีทางอ้อม

“การสูญเสียถิ่นอาศัยคือหนึ่งในภัยคุกคามหลักของชะนี อย่างในอดีตที่การลักลอบตัดไม้ยังมีเยอะและขอบป่าเขาใหญ่ยังไม่ชัดเจน พื้นที่ป่าริมหมู่บ้านถูกรุกล้ำเข้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งจากที่เราเก็บข้อมูลเสียงชะนีก็เห็นชัดเลยว่า ความหนาแน่นของชะนีแถวนั้นน้อยกว่าในพื้นที่อื่น ๆ ของเขาใหญ่ แต่โชคดีที่ว่าทุกวันนี้การกำหนดพื้นที่ขอบป่ามีความชัดเจนแล้ว การรุกป่าหยุดลง ต้นไม้แถวนั้นเริ่มฟื้นตัว ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ประชากรชะนีที่เขาใหญ่มีความมั่นคง”

ส่วนปัญหาเรื่องการล่า อาจารย์เล่าว่าทุกวันนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะมีการควบคุมกฎหมายที่ดีขึ้น ต่างจากในยุค 80 ที่ชะนีจำนวนมากถูกล่าเพื่อมาขายเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งความน่าเศร้าก็คือ การที่พรานจะนำลูกชะนีมาได้ จะต้องฆ่าแม่ชะนี และหลายครั้งลูกชะนีที่ได้มาก็มักตายระหว่างขนส่ง ข้อมูลนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ว่า เหตุใดเราจึงไม่ควรซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยง

นอกจากนั้น การศึกษาเพื่อให้รู้ถึงประชากรคร่าว ๆ ของสัตว์ป่า เป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านการอนุรักษ์ที่เหมาะสม เช่น หากรู้ว่าสัตว์ชนิดหนึ่งใกล้สูญพันธุ์ เราก็อาจยกระดับความคุ้มครอง เช่น การขึ้นทะเบียนให้เป็นสัตว์สงวน ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองที่เข้มงวดกว่า หรือบางชนิดอาจต้องสืบสวนหาปัจจัยเสี่ยงและเข้าไปแก้ไข บางชนิดมนุษย์ก็อาจเข้าไปช่วยขยายพันธุ์เพิ่มในกรงเลี้ยงเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เช่น เนื้อทราย นกกระเรียน โดยสัตว์แต่ละชนิดก็จะมีหนทางอนุรักษ์ที่ต่างกัน ยิ่งเรารู้จักพวกมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหาวิธีที่เหมาะสมต่อพวกมันได้ดีขึ้นเท่านั้น

“สำหรับสัตว์บางชนิด เช่น เนื้อทราย วิธีขยายพันธุ์เพื่อปล่อยคืนเป็นสิ่งที่ได้ผล แต่สัตว์บางชนิดอาจทำอย่างนั้นไม่ได้ เช่น เสือโคร่ง เพราะลูกเสือโคร่งที่ถูกเลี้ยงมาในกรง ปล่อยเข้าป่าไปมันก็หากินไม่เป็น ส่วนชะนี การขยายพันธุ์ในกรงเลี้ยงอาจทำได้ แต่ใช้เวลาและต้นทุนสูง ขณะที่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะถ้าพื้นที่ป่ายังมีจำกัด ต่อให้ขยายพันธุ์ได้ก็ไม่รู้จะไปปล่อยที่ไหน เพราะพื้นที่เขาใหญ่และห้วยขาแข้งตอนนี้ก็มีครอบครัวชะนีครอบครองทุกอาณาเขตที่ชะนีอยู่ได้แล้ว 

“แถมปล่อยแล้วมันก็อาจไม่รอด เพราะมันจะไม่รู้จักว่าต้นอาหารอยู่ตรงไหนบ้าง ในป่าเขาใหญ่มีต้นไม้มากมาย แต่มีแค่ไม่กี่ต้นที่ออกผล ซึ่งชะนีในธรรมชาติจะรู้ว่าต้นไม้ที่มีผลสุกอยู่ตรงไหนบ้าง เราจะเห็นว่าพวกมันมุ่งหน้าไปหาต้นอาหารแบบไม่มีหลงเลย” 

แม้ปัจจุบันนี้ ประชากรชะนีในประเทศไทยจะถือว่าอยู่ในภาวะที่มั่นคงและไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดการไม่ดีหรือไม่มีความรู้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ชะนีได้ เช่น การตัดถนนผ่านผืนป่า ซึ่งทำให้ป่าสองฝั่งแยกออกจากกัน หากถนนนั้นกว้างเกินไปก็อาจทำให้ชีวิตของชะนีเกิดปัญหา เพราะชะนีเป็นสัตว์ที่หากินบนเรือนยอดแทบจะตลอดเวลา และจะเชื่องช้ามากเมื่อลงมาเดินบนพื้นดิน ทำให้เสี่ยงต่อผู้ล่า การตัดขาดผืนป่าจึงอาจทำให้ประชากรชะนีของป่าสองฝั่งไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ ส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดน้อยลง หรืออาจไปลดพื้นที่หากินของบางครอบครัว 

“ทุกวันนี้ ที่เขาใหญ่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะต้นไม้ริมถนนสองฝั่งมีขนาดใหญ่และแผ่กิ่งก้านพอที่จะให้ชะนีข้ามไปมาหาสู่กันได้ แต่ถ้าต้นไม้พวกนั้นถูกตัดกิ่งออกก็จะน่าเป็นห่วง” 

อาจารย์วรเรณสรุปปิดท้ายถึงสถานการณ์ชะนีในปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า ความรู้วิทยาศาสตร์คือสิ่งสำคัญต่อการอนุรักษ์ และถ้าหากเราใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นำทางในการวางแผนนโยบายหรือการจัดการต่าง ๆ มนุษย์และสัตว์ป่าก็จะอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างสมดุล และการพัฒนาของมนุษย์ก็จะไม่กลายเป็นทำร้ายสัตว์ป่าหรือทำให้เพื่อนต่างสายพันธุ์เดือดร้อน อีกทั้งเรายังช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วย

Writer

Avatar

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load