23 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

ในช่วงเวลาบ่ายอันร้อนระอุของเดือนมกราคม เรามีนัดหมายกับ ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน (Warren Y. Brockelman) อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ซึ่งทำงานวิจัยชะนีในป่าเมืองไทยมากว่า 40 ปี ที่บ้านของอาจารย์ย่านศาลายา

“เดินเข้าซอยมา 500 เมตร บ้านที่มีต้นไม้เยอะ ๆ” อาจารย์บอกจุดสังเกตบ้านไว้เช่นนั้น

เมื่อเรามาถึงและก้าวเข้ามาในเขตรั้วบ้าน ความร้อนระอุของแสงแดดประเทศไทยก็ถูกแทนที่ด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่นานาชนิด อาจารย์วรเรณในวัย 80 ปีเดินมาอย่างกระฉับกระเฉง ชนิดที่ถ้าไม่บอกก็ไม่มีทางรู้ว่านี่คือชายอายุ 80 

เรานั่งลงคุยกันที่ระเบียงข้างต้นไทรใหญ่หน้าบ้านท่ามกลางเสียงนกนานาชนิด อาจารย์เล่าว่า เพิ่งกลับมาจากบ้านที่ปากช่อง ซึ่งเขาและภรรยาได้ปลูกต้นไม้ไว้มากมาย พร้อมโชว์ภาพถ่ายในมือถือที่เต็มไปด้วยรูปต้นไม้และดอกไม้นับไม่ถ้วน

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว เขาก็ยังคงไม่หยุดทำงานวิจัยและยังคงเข้าป่าสม่ำเสมอ เขาบอกหลายครั้งระหว่างการสัมภาษณ์ว่า เขาชอบอยู่ในป่ามากกว่าอยู่ในเมือง และในบทความชิ้นหนึ่งที่เขาเขียนไว้เกี่ยวกับประสบการณ์วิจัยชะนีที่เขาใหญ่ เขาบอกไว้ว่า “หลายคนถามผมว่า งานวิจัยที่เขาใหญ่ของผมจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แม้ที่ผ่านมาผมจะทำมาแล้วมากมาย แต่ก็รู้สึกเหมือนงานเหล่านี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ มีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ งานวิจัยของผมจะจบก็ต่อเมื่อผมไม่มีแรงเดินป่าแล้วเท่านั้น” 

หากดูจากท่าทางการเดินของเขาในวันนี้ เราก็เชื่อว่า กว่าวันนั้นจะมาถึงก็คงอีกยาวไกล

อะไรที่ทำให้ชายคนหนึ่งหลงใหลในผืนป่าและทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนานได้ขนาดนี้ ชีวิตของนักวิจัยชะนีเป็นอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง งานวิจัยเหล่านี้สำคัญยังไง และจะช่วยปกป้องชะนีให้รอดพ้นจากยุคแห่งการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 ได้อย่างไร… ถ้าพร้อมแล้ว ไปนั่งฟังอาจารย์วรเรณเล่ากันเลย

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

จากอเมริกาสู่แดนสยาม

“ผมเกิดที่นิวยอร์ก พออายุประมาณ 12 ปี ครอบครัวผมก็ย้ายไปที่รัฐเพนซิลเวเนียตะวันตก บ้านของเราตอนนั้นอยู่ในชนบท ล้อมรอบไปด้วยฟาร์มและใกล้ป่า เวลาว่าง ๆ ผมกับพี่ชายก็จะชวนเข้าป่ากันเป็นประจำ” 

อาจารย์วรเรณเล่าย้อนถึงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเขาคือการเข้าป่า ปีนต้นไม้ จับแมลง ตกปลา ดูนก ถ่ายรูปพืชและสัตว์ โดยมีหนังสือคู่มือดูนกและคู่มือจำแนกสัตว์ต่าง ๆ เป็นเสมือนคัมภีร์ติดบ้าน นอกกจากนั้น เขายังชอบเก็บแมลงที่ตายแล้วมาปักหมุดสะสมไว้ด้วย

“จริง ๆ ก็ไม่ได้มีใครเป็นแรงบันดาลใจพิเศษนะ มันเป็นความรู้สึกสนใจที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะทุกครั้งที่เราเข้าไปในป่า จะเจอสิ่งที่น่าสนใจตลอดเวลา ความน่าสนใจอยู่รอบตัวไปหมด เราไม่รู้ว่าเข้าป่าไปวันนี้จะเจออะไรบ้าง ผมว่านักชีววิทยาหลายคนก็มีจุดเริ่มต้นแบบนี้ ในช่วงวัยประมาณนี้นี่แหละ”

อาจารย์วรเรณเล่าถึงบทบาทของการมีป่าใกล้บ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ปลูกฝังความสนใจธรรมชาติให้กับเขา และนั่นก็ปูทางมาสู่การตัดสินใจเลือกเรียนต่อด้านชีววิทยาเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย  

แต่ในระหว่างที่เขากำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่นั่นเอง เรื่องน่าตื่นเต้นก็เกิดขึ้น เมื่อสงครามเวียดนามเริ่มปะทุ ต่อมาวรเรณก็ถูกเกณฑ์ทหารและถูกส่งมาปฏิบัติการที่ไทย แต่นับเป็นโชคดีของชายหนุ่มดีกรีชีววิทยาที่ทำให้ภารกิจของเขาไม่ใช่การถือปืนไปรบ แต่คือการดูแลโครงการขยายพันธุ์ชะนีเพื่อวิจัยทางการแพทย์ 

“ตอนนั้นทางกองทัพสหรัฐฯ มีโครงการขยายพันธุ์ชะนีเพื่อใช้ศึกษาโรคมาลาเรียและพยาธิใบไม้ในตับ โดยนำชะนีจำนวนหนึ่งไปปล่อยที่เกาะเกล็ดแก้ว จังหวัดชลบุรี เพื่อให้พวกมันขยายพันธุ์ หน้าที่ของผมคือไปอยู่ที่เกาะนั้นและคอยสังเกตพฤติกรรมชะนี จดบันทึก ไปจนถึงให้อาหาร เพราะบนเกาะมีอาหารไม่พอ” วรเรณเล่าถึงเหตุการณ์ในยุคสงคราม ซึ่งโรคมาลาเรียและพยาธิใบไม้ในตับถือเป็นปัญหาใหญ่ และคร่าชีวิตทหารจำนวนมากไม่แพ้กระสุนปืน  

“ชะนีพวกนี้ส่วนใหญ่ได้รับบริจาคมา เพราะในยุคนั้นการเลี้ยงชะนียังเป็นที่นิยม แต่ปัญหาคือชะนีไม่เหมาะที่จะเป็นสัตว์เลี้ยง ตอนเด็ก ๆ อาจยังน่ารัก แต่พอโตขึ้นมันก็เริ่มดุ เลี้ยงให้เชื่องไม่ได้ ผลสุดท้ายคือคนจำนวนมากเลี้ยงไม่ไหว ก็บริจาคมาให้ราชการ ซึ่งทางกองทัพก็ได้รับต่อมาอีกที” 

แม้เขาจะไม่ค่อยเห็นด้วยนักในการใช้ชะนีเป็นสัตว์ทดลองทางการแพทย์ แต่การอยู่บนเกาะและได้สังเกตชีวิตชะนี ทำให้เขาเริ่มหลงรักสัตว์ชนิดนี้ ยิ่งวันที่เขาได้ไปเที่ยวเขาใหญ่และได้เห็นชะนีที่หากินเองตามธรรมชาติและส่งเสียงร้องประสานกันในยามเช้า ก็ยิ่งทำให้เขาหลงเสน่ห์พวกมัน 

“จากการวิจัยบนเกาะ ผมได้ข้อสรุปว่า ชะนีไม่เหมาะที่จะเป็นสัตว์ที่ใช้ศึกษาวิจัยทางการแพทย์ เพราะขยายพันธุ์ช้ามาก ในธรรมชาติมันมีลูกแค่ 1 ตัว ทุก ๆ 3 ปี เพราะลูกชะนีเกาะที่อกแม่เป็นเวลานาน และแม่ชะนีจะไม่ผสมพันธุ์ถ้าลูกยังไม่โตพอ และตอนนั้นก็มีคนต่อต้านการใช้ชะนีเพื่อวิจัยทางการแพทย์ด้วย ทำให้ในที่สุดทางกองทัพก็ยุติโครงการ”

เมื่อชีวิตการเป็นทหารสิ้นสุดลง เขาก็ได้แต่งงานกับภรรยาคนไทยและย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์กด้วยกัน 3 ปี จากนั้นเมื่อภรรยาต้องกลับมาใช้ทุนที่บ้านเกิด วรเรณจึงตัดสินใจกลับมาด้วย และเริ่มต้นภารกิจวิจัยชะนีในประเทศไทยนับแต่นั้น

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี
ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

The song of gibbons

“ผัว ผัว ผัว…”

เมื่อพูดถึงเสียงร้องของชะนี หลายคนก็คงนึกถึงเสียงแบบนี้ แต่ที่จริงแล้ว ชะนีไม่ได้ร้องหาผัว และเสียงของชะนีที่ได้ยินก็ไม่ได้มีแค่เสียงของตัวเมีย และแน่นอนว่า ไม่ได้ร้อง “ผัว ผัว” เท่านั้น

“เสียงของชะนีมีหลายแบบมาก มีตั้งแต่เสียงร้องเดี่ยวของตัวผู้ (Male solos) เสียงร้องประสานตอบโต้ของคู่ตัวผู้ตัวเมีย (Vocal duet) ไปจนถึงเสียงเตือนภัย (Alarm call) มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เสียงร้องเตือนภัยของชะนีเมื่อเจองูจะเป็นเสียงเฉพาะเลย นอกจากนั้น ชะนีต่างชนิดกันก็มีเสียงต่างกันด้วย ที่เขาใหญ่มีชะนี 2 ชนิด คือชะนีธรรมดาหรือชะนีมือขาว (White-handed gibbon) กับชะนีมงกุฎ (Pileated gibbon)”

อาจารย์วรเรณเล่าถึงความซับซ้อนและความหลากของเสียงชะนี หากเราไปตั้งแคมป์กลางป่า เสียงพวกมันจะเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกตั้งแต่เช้ามืด โดยเสียงร้องเดี่ยวของตัวผู้มักจะเริ่มขึ้นก่อน ซึ่งเจ้าของเสียงเป็นชะนีหนุ่มโสดที่ร้องเพลงประชาสัมพันธ์ความโสดให้สาว ๆ ได้รู้ ถ้าแปลเป็นภาษาคน พวกมันก็คงกำลังร้องว่า... โสด ๆ อยู่ทางนี้ โสด ๆ อยากมีรัก…

จากนั้น เมื่อสาย ๆ หน่อย หลังครอบครัวชะนีอิ่มเอมจากอาหารมื้อเช้าแล้ว ก็ถึงเวลาของการร้องเพลงคู่ของชะนีตัวผู้และตัวเมีย เพื่อประกาศอาณาเขตและกระชับความสัมพันธ์ ซึ่งจะเริ่มจากทั้งสองตัวส่งเสียงร้องด้วยกัน ตามด้วยการโชว์ลูกคอร้องเดี่ยวของตัวเมีย โดยเริ่มต้นจากโน้ตต่ำ ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับนักร้องโอเปร่า แล้วค่อย ๆ ลดต่ำลงมา ซึ่งเรียกว่า Female great call หลังตัวเมียร้องจบ หน้าที่ของพ่อบ้านใจกล้าที่ดีก็คือการส่งเสียงร้องตอบรับตัวเมีย จากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี  

เสียงร้องของชะนีจะดังตั้งแต่เช้ามืดไปจนถึงสาย ๆ ราว 10 – 11 โมง ซึ่งสำหรับนักวิจัยชะนีแล้ว การฟังเสียงคือเครื่องมือสำคัญที่จะบอกข้อมูลของประชากรชะนีในพื้นที่นั้น ๆ ไปจนถึงอาณาเขตของแต่ละครอบครัว 

“งานวิจัยของผมในช่วงแรก ๆ คือการประเมินประชากรชะนีในประเทศไทย ซึ่งเราก็ใช้วิธีประเมินจากการฟังเสียงนี่แหละ โดยจะมีทีมงานอยู่คนละจุด เมื่อได้ยินเสียง เราก็จดบันทึกเวลาและทิศทาง เมื่อลากเส้นทิศทางของสองคนมาบรรจบกัน เราก็จะรู้ตำแหน่งคร่าว ๆ ของชะนีคู่นั้น เรียกว่าวิธี Triangulate และเมื่อเรารู้จำนวนสมาชิกคร่าว ๆ ต่อหนึ่งครอบครัว เราก็จะประมาณประชากรชะนีทั้งหมดในพื้นที่ได้”

แม้จะฟังดูเหมือนง่าย แต่ความยากของงานนี้คือ ต้องแม่นยำในทิศทางของเสียง ต้องรู้จักใช้แผนที่และเข็มทิศ และต้องแยกให้ออกว่าเสียงไหนเป็นของคู่ไหน เสียงที่ได้ยินวันนี้กับเสียงที่ได้ยินเมื่อวานเป็นของชะนีครอบครัวเดียวกันหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องใช้ความละเอียดและประสบการณ์ ซึ่งเมื่อรวมกันกับความรู้ที่ว่า ชะนีแต่ละครอบครัวจะมีอาณาเขตเฉพาะเป็นของตนเอง ทำให้เมื่อเก็บข้อมูลเหล่านี้นานเข้า ก็จะทำให้นักวิจัยประเมินได้คร่าว ๆ ว่า เขตแดนของแต่ละครอบครัวอยู่ประมาณไหน แต่ละครอบครัวมีอาณาเขตเท่าไหร่ และในป่าผืนนี้มีครอบครัวชะนีประมาณกี่ครอบครัว อีกทั้งยังรู้ได้ว่า มีชะนีลูกผสมระหว่างสองชนิดที่มีเสียงร้องผสมกัน ระหว่างชะนีมือขาวและชะนีมงกุฎ

“มันเป็นงานที่ยาก ใช้เวลาและกำลังคนเยอะ ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพราะต้องเข้าไปถึงจุดที่จะศึกษาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลายครั้งก็ต้องนอนในป่า หรือในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็พาเข้าไปไม่ได้ เช่น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งขึ้นชื่อเรื่องความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ เคยมีเหตุเจ้าหน้าที่ถูกยิงมาแล้วหลายครั้ง”

แม้จะได้ยินเช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขาถอยหลัง วรเรณและทีมวิจัยก็เข้าไปผูกมิตรกับชาวบ้านด้วยตนเอง จ้างให้พวกเขานำทางในป่า ซึ่งความสัมพันธ์ที่ทีมวิจัยได้สร้างขึ้นครั้งนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่โปรเจกต์อนุรักษ์มากมายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของ WWF ในการอนุรักษ์ช้าง ซึ่งเป็นการสำรวจร่วมกับชาวบ้าน รวมถึงโครงการขององค์กรอนุรักษ์อีกหลายแห่งที่เข้าไป จนทำให้หมู่บ้านที่เคยอยู่เหนือกฎหมายกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยและการรุกป่ายุติลง 

แต่บางครั้ง การเผชิญหน้าก็ไม่ได้เริ่มต้นที่ความเป็นมิตร ซึ่งครั้งหนึ่งระหว่างเขาตั้งแคมป์ในป่าลึกเพื่อเก็บข้อมูลเสียงชะนี ระหว่างเดิน ๆ อยู่นั้น ก็ประจันหน้าเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ถือปืน AK-47 ซึ่งเขาก็ถูกปืนจ่อและถูกสอบสวนอยู่เป็นเวลานาน เขาพยายามอธิบายโดยหยิบเทปเสียงชะนีที่อัดไว้มาเปิดให้ฟัง จนในที่สุดชายกลุ่มนั้นก็จากไป โดย ‘ขอยืม’ กล้องสองตาที่เขาเพิ่งซื้อมาใหม่ไปด้วย ซึ่งเขารู้ทันทีว่า นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นกล้องตัวนั้น แต่อย่างน้อย เขาก็ยังมีชีวิตเพื่อมาเล่าเรื่องนี้ 

แม้จะเจอเรื่องชวนระทึกขวัญขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะหันหลังให้งานวิจัย ซึ่งหลังจากงานประเมินจำนวนประชากรเสร็จสิ้นลง งานวิจัยหัวข้อถัดมาก็คือเรื่องพฤติกรรม ซึ่งคราวนี้ไม่ใช่แค่ฟังเสียง แต่จำเป็นต้องเห็นตัวชะนีด้วย ทำให้ความยากทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะต้องตามติดชะนีตั้งแต่พวกมันตื่นยันหลับ ชนิดที่ว่าชะนีไปไหนก็ต้องวิ่งตามไปด้วย บางครั้งเปิดข้าวกล่องมากินยังไม่ทันอิ่ม แต่ชะนีเริ่มเคลื่อนที่ ก็ต้องรีบแพ็กกล่องข้าวและวิ่งตามทันที กว่าจะได้นั่งพักหายใจหายคอสะดวกก็ปาเข้าไปราว ๆ บ่าย 3 บ่าย 4 ที่ชะนีกลับต้นไม้ที่พวกมันใช้เป็นต้นนอน             

ศ.ดร.วรเรณ บรอคเคลแมน นักวิจัยชาวอเมริกันที่ศึกษาชีวิตชะนีในป่าเขาใหญ่กว่า 40 ปี

“ในการวิจัยพฤติกรรมต้องมีนักวิจัยอย่างน้อย 3 คน คนหนึ่งจะทำหน้าที่จดบันทึกพฤติกรรมชะนี อีกคนคอยมองตามชะนีว่ามันอยู่ไหน ไปทางไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้ตามไปถูกทาง ส่วนอีกคนก็จะจดบันทึกชนิดต้นไม้ที่ชะนีใช้ประโยชน์ ซึ่งเราจะมีหมายเลขกำหนดไว้ทุกต้นในพื้นที่ที่เราวิจัย” 

หากถามว่าต้องตามชะนีนานขนาดไหน คำตอบก็คือ นานขนาดที่เขาจำหน้าชะนีแต่ละตัวได้ โดยสังเกตจากความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น รูปทรงใบหน้า เฉดสีของขน เป็นต้น ไปจนถึงรู้จักบุคลิกที่แตกต่างกันของชะนีแต่ละตัว บางตัวขี้อาย บางตัวไม่กลัวใคร และเมื่อติดตามพวกมันนานเข้า เหล่าชะนีก็เริ่มคุ้นเคยกับทีมนักวิจัยและอนุญาตให้พวกเขาติดตามสังเกตอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยไม่ห้อยโหนหนีเหมือนเมื่อก่อน

จากงานวิจัยในพื้นที่มอสิงโตของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อาจารย์วรเรณเล่าว่า ในพื้นที่ราว 2 ตารางกิโลเมตร มีครอบครัวชะนีอยู่ประมาณ 12 ครอบครัว ซึ่งถูกตั้งชื่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เช่น ครอบครัว A ครอบครัว B ครอบครัว C โดยสมาชิกแต่ละตัวจะถูกตั้งชื่อด้วยตัวอักษรนำหน้าเดียวกันชื่อครอบครัว เช่น ครอบครัว A ในยุคแรก ๆ มีสมาชิกคือ คุณแม่ Andromeda (หรือที่นักวิจัยเรียกเล่นๆ ว่า ‘ป้าแอน’), คุณพ่อ Achille และคุณลูก Ajax และ Actionbaby ส่วนครอบครัว C ก็มีเจ้า Chai, คุณแม่ Cassandra และน้อง Chokdee เป็นต้น

“ชะนีไม่ได้อยู่เป็นฝูงใหญ่เหมือนลิง แต่จะอยู่เป็นครอบครัวเล็ก ๆ เฉลี่ยครอบครัวละ 4 ตัว มากสุดไม่เกิน 7 ตัว แล้วยิ่งเราศึกษา เราก็ยิ่งพบว่าพฤติกรรมทางสังคมของพวกมันมีความซับซ้อนกว่าที่เคยคิด มันไม่ใช่กลุ่มแยกอิสระ แต่เป็นเหมือนชุมชนที่มีความเป็นญาติกัน สมาชิกในกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงตลอด”

อาจารย์วรเรณยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อลูกชะนีโตเป็นวัยรุ่น พวกมันจำเป็นต้องออกจากครอบครัวไปสร้างอาณาเขตใหม่ เพื่อป้องกันการผสมพันธุ์กับพ่อแม่หรือพี่น้องตัวเอง แต่ปัญหาคือ พื้นที่ว่างไม่ใช่สิ่งหาง่าย เพราะแทบทุกพื้นที่ในเขาใหญ่ล้วนมีครอบครัวชะนีจับจองอยู่แล้ว หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวผู้วัยหนุ่มจะไปท้าทายตัวผู้แก่ ๆ เพื่อแย่งชิงถิ่นอาศัย ซึ่งส่วนใหญ่ตัวหนุ่มมักชนะ กลายเป็นผู้นำครอบครัวและอาณาเขตนั้นแทน ซึ่งคำถามหนึ่งที่อาจารย์วรเรณพยายามศึกษาคือ ตัวผู้เก่าที่พ่ายแพ้จะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งคำตอบก็น่าสนใจตรงที่ว่า หลายครั้งมันมักไปอาศัยกับครอบครัวเก่าที่เป็นญาติ ๆ กัน ทำให้ชะนีครอบครัวหนึ่งอาจมีได้มากกว่าแค่พ่อ แม่ ลูก แต่อาจมีคุณปู่ คุณอา หรือลูกพี่ลูกน้องมาอยู่ร่วมกันด้วย

ไม่ใช่แค่ตัวผู้เท่านั้นที่มีการแทนที่กัน อาจารย์วรเรณเล่าว่า ตัวเมียก็มีการทำแบบนี้เช่นกัน ซึ่งจากการวิจัยกว่า 40 ปีที่มอสิงโตพบว่า อาณาเขตของแต่ละครอบครัวค่อนข้างคงที่ แต่สมาชิกในครอบครัวต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ทำให้ในปัจจุบัน หากไปดูพื้นที่ของครอบครัว A สมาชิกในนั้นก็อาจไม่ได้มีแค่ตัวที่ชื่อขึ้นต้นด้วย A แล้ว แต่อาจมีหนุ่มชื่อย่อ C มาขับไล่คุณพ่อชื่อขึ้นต้น A ออกไป ทำให้เด็ก ๆ ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงแทน และลูกที่เกิดใหม่มาก็จะเป็นพี่น้องต่างพ่อกัน เรียกได้ว่า ดราม่าซับซ้อนพอ ๆ กับชีวิตคน

“ผมไม่เคยเบื่อในการทำวิจัยเลย เพราะเรื่องราวเปลี่ยนแปลงตลอด ตัวละครเปลี่ยน และเราก็ได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผมมีความสุขทุกครั้งเวลาอยู่ในป่า ผมชอบอยู่ในป่ามากกว่าอยู่ที่บ้านในเมือง” 

และนั่นก็อาจเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมอาจารย์ยังคงแข็งแรงแม้ว่าอายุจะขึ้นเลข 8 แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญเหนือไปกว่านั้นก็คือ ข้อมูลความรู้ที่ได้จากงานวิจัยของอาจารย์ คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราอนุรักษ์และปกป้องชะนีได้ดียิ่งขึ้น

จากงานวิจัยสู่การอนุรักษ์

หลายคนอาจเคยสงสัยว่า นักวิจัยจะรู้ข้อมูลที่สุดแสนละเอียดของสัตว์ต่าง ๆ ไปทำไม เหนื่อยก็เหนื่อย ยากก็ยาก แต่คำตอบที่เราสรุปได้จากการคุยกับอาจารย์ก็คือ หากเราไม่รู้จัก ไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับชะนีเลย การปกป้องพวกเขาในโลกที่มนุษย์สร้างความเปลี่ยนแปลงไว้มหาศาลเช่นนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก 

ความสำคัญของงานวิจัยอย่างแรกก็คือ ทำให้เรารู้ว่าชะนีมีความสำคัญต่อผืนป่าอย่างไร

“ต้นไม้หลายชนิดอาศัยชะนีในการกระจายเมล็ด เช่น เงาะป่า มังคุดป่า ซึ่งมีเปลือกแข็ง นกส่วนใหญ่กินไม่ค่อยได้ ชะนีจึงเป็นตัวหลักที่ช่วยกระจายเมล็ดต้นไม้พวกนี้ เพราะชะนีจะกลืนลงไปทั้งเมล็ด พอมันเดินทางไปที่อื่นและถ่ายมูลออกมา เมล็ดก็เติบโตเป็นต้นใหม่ได้ ในขณะที่สัตว์อื่น ๆ เช่น กวาง หรือกระรอก ก็กินเงาะป่าเช่นกัน แต่มันจะกัดทำลายเมล็ด นั่นหมายความว่า สัตว์หลายชนิดใช้ประโยชน์จากเงาะป่า แต่มีไม่กี่ชนิดที่ให้ประโยชน์กลับคืนแก่ต้นไม้ หนึ่งในนั้นก็คือชะนี” อาจารย์วรเวณอธิบายถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมการสูญเสียชะนีจึงเท่ากับสูญเสียความสมบูรณ์ของป่า 

เมื่อเรารู้แล้วว่าชะนีมีความสำคัญ การที่เราจะปกป้องชะนีได้ เราก็ต้องรู้ว่า ชะนีต้องการอะไรบ้างในการดำรงชีวิต และนั่นก็คือสิ่งที่งานวิจัยเข้ามาตอบคำถาม เช่น ชะนีกินอะไรบ้าง ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ชนิดไหนบ้าง ต้องการพื้นที่เท่าไหร่ หรือมีเงื่อนไขในการดำรงชีวิตอย่างไร และเมื่อเรารู้สิ่งที่ชะนีต้องการ เราก็สามารถปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้ 

“งานวิจัยของเราไม่ได้ดูแค่ชะนี แต่รวมถึงการดูการกระจายพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ในพื้นที่ด้วย เราต้องศึกษาว่ามีพืชอาหารหรือต้นไม้ชนิดไหนที่ชะนีใช้ประโยชน์ ซึ่งที่มอสิงโต เรามีแผนที่การกระจายของต้นไม้แทบทุกต้น และตอนนี้ผมก็กำลังวิจัยว่า ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อต้นไม้ในป่าเขาใหญ่ยังไงบ้าง เพราะถ้าป่าแห้ง ออกผลน้อยลง ก็อาจส่งผลกระทบต่อชะนีได้” อาจารย์เล่าถึงงานวิจัยที่ไม่เคยจบสิ้น 

นอกจากอาหารแล้ว อาณาเขตก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากพื้นที่ป่าผืนหนึ่งถูกทำลาย ก็ไม่ใช่ว่าชะนีที่อยู่แถวนั้นจะถอยร่นเข้าไปอยู่ที่อื่นได้ เพราะที่อื่นก็มีครอบครัวชะนีอื่น ๆ จับจอง ผลคือชะนีครอบครัวหนึ่งอาจมีพื้นที่หากินน้อยลง หรือต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาเขต ซึ่งนั่นอาจจบสิ้นลงด้วยความตายของชะนีผู้พ่ายแพ้ ดังนั้น การทำลายป่าจึงอาจเป็นการฆ่าชะนีทางอ้อม

“การสูญเสียถิ่นอาศัยคือหนึ่งในภัยคุกคามหลักของชะนี อย่างในอดีตที่การลักลอบตัดไม้ยังมีเยอะและขอบป่าเขาใหญ่ยังไม่ชัดเจน พื้นที่ป่าริมหมู่บ้านถูกรุกล้ำเข้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งจากที่เราเก็บข้อมูลเสียงชะนีก็เห็นชัดเลยว่า ความหนาแน่นของชะนีแถวนั้นน้อยกว่าในพื้นที่อื่น ๆ ของเขาใหญ่ แต่โชคดีที่ว่าทุกวันนี้การกำหนดพื้นที่ขอบป่ามีความชัดเจนแล้ว การรุกป่าหยุดลง ต้นไม้แถวนั้นเริ่มฟื้นตัว ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ประชากรชะนีที่เขาใหญ่มีความมั่นคง”

ส่วนปัญหาเรื่องการล่า อาจารย์เล่าว่าทุกวันนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะมีการควบคุมกฎหมายที่ดีขึ้น ต่างจากในยุค 80 ที่ชะนีจำนวนมากถูกล่าเพื่อมาขายเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งความน่าเศร้าก็คือ การที่พรานจะนำลูกชะนีมาได้ จะต้องฆ่าแม่ชะนี และหลายครั้งลูกชะนีที่ได้มาก็มักตายระหว่างขนส่ง ข้อมูลนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ว่า เหตุใดเราจึงไม่ควรซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยง

นอกจากนั้น การศึกษาเพื่อให้รู้ถึงประชากรคร่าว ๆ ของสัตว์ป่า เป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายด้านการอนุรักษ์ที่เหมาะสม เช่น หากรู้ว่าสัตว์ชนิดหนึ่งใกล้สูญพันธุ์ เราก็อาจยกระดับความคุ้มครอง เช่น การขึ้นทะเบียนให้เป็นสัตว์สงวน ซึ่งมีกฎหมายคุ้มครองที่เข้มงวดกว่า หรือบางชนิดอาจต้องสืบสวนหาปัจจัยเสี่ยงและเข้าไปแก้ไข บางชนิดมนุษย์ก็อาจเข้าไปช่วยขยายพันธุ์เพิ่มในกรงเลี้ยงเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เช่น เนื้อทราย นกกระเรียน โดยสัตว์แต่ละชนิดก็จะมีหนทางอนุรักษ์ที่ต่างกัน ยิ่งเรารู้จักพวกมันมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหาวิธีที่เหมาะสมต่อพวกมันได้ดีขึ้นเท่านั้น

“สำหรับสัตว์บางชนิด เช่น เนื้อทราย วิธีขยายพันธุ์เพื่อปล่อยคืนเป็นสิ่งที่ได้ผล แต่สัตว์บางชนิดอาจทำอย่างนั้นไม่ได้ เช่น เสือโคร่ง เพราะลูกเสือโคร่งที่ถูกเลี้ยงมาในกรง ปล่อยเข้าป่าไปมันก็หากินไม่เป็น ส่วนชะนี การขยายพันธุ์ในกรงเลี้ยงอาจทำได้ แต่ใช้เวลาและต้นทุนสูง ขณะที่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ เพราะถ้าพื้นที่ป่ายังมีจำกัด ต่อให้ขยายพันธุ์ได้ก็ไม่รู้จะไปปล่อยที่ไหน เพราะพื้นที่เขาใหญ่และห้วยขาแข้งตอนนี้ก็มีครอบครัวชะนีครอบครองทุกอาณาเขตที่ชะนีอยู่ได้แล้ว 

“แถมปล่อยแล้วมันก็อาจไม่รอด เพราะมันจะไม่รู้จักว่าต้นอาหารอยู่ตรงไหนบ้าง ในป่าเขาใหญ่มีต้นไม้มากมาย แต่มีแค่ไม่กี่ต้นที่ออกผล ซึ่งชะนีในธรรมชาติจะรู้ว่าต้นไม้ที่มีผลสุกอยู่ตรงไหนบ้าง เราจะเห็นว่าพวกมันมุ่งหน้าไปหาต้นอาหารแบบไม่มีหลงเลย” 

แม้ปัจจุบันนี้ ประชากรชะนีในประเทศไทยจะถือว่าอยู่ในภาวะที่มั่นคงและไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดการไม่ดีหรือไม่มีความรู้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ชะนีได้ เช่น การตัดถนนผ่านผืนป่า ซึ่งทำให้ป่าสองฝั่งแยกออกจากกัน หากถนนนั้นกว้างเกินไปก็อาจทำให้ชีวิตของชะนีเกิดปัญหา เพราะชะนีเป็นสัตว์ที่หากินบนเรือนยอดแทบจะตลอดเวลา และจะเชื่องช้ามากเมื่อลงมาเดินบนพื้นดิน ทำให้เสี่ยงต่อผู้ล่า การตัดขาดผืนป่าจึงอาจทำให้ประชากรชะนีของป่าสองฝั่งไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้ ส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดน้อยลง หรืออาจไปลดพื้นที่หากินของบางครอบครัว 

“ทุกวันนี้ ที่เขาใหญ่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะต้นไม้ริมถนนสองฝั่งมีขนาดใหญ่และแผ่กิ่งก้านพอที่จะให้ชะนีข้ามไปมาหาสู่กันได้ แต่ถ้าต้นไม้พวกนั้นถูกตัดกิ่งออกก็จะน่าเป็นห่วง” 

อาจารย์วรเรณสรุปปิดท้ายถึงสถานการณ์ชะนีในปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า ความรู้วิทยาศาสตร์คือสิ่งสำคัญต่อการอนุรักษ์ และถ้าหากเราใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นำทางในการวางแผนนโยบายหรือการจัดการต่าง ๆ มนุษย์และสัตว์ป่าก็จะอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างสมดุล และการพัฒนาของมนุษย์ก็จะไม่กลายเป็นทำร้ายสัตว์ป่าหรือทำให้เพื่อนต่างสายพันธุ์เดือดร้อน อีกทั้งเรายังช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วย

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load