‘หวานนวล’ เป็นคาเฟ่ขนาด 1 โต๊ะใหญ่ บวก 1 โต๊ะย่อย ที่ตั้งอยู่ในซอยแคบๆ ย่านสาทร แสงเงาในพื้นที่เล็กๆหลังผ้าม่านสีขาวให้บรรยากาศอุ่นๆ เหมือนอยู่ในคาเฟ่จากนิยายญี่ปุ่นสักเรื่อง 

หวานนวลคาเฟ่ เสิร์ฟขนมไทยประเภทที่คนคุ้นเคย เช่น สังขยาใบเตย กะหรี่ปั๊บ ตะโก้ ข้าวเหนียวเปียกลำไย และมีเครื่องดื่มเป็นกาแฟและชาจากแหล่งต่างๆ

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน
หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

หวานนวลคาเฟ่ เปิดให้บริการเพียงเดือนละ 2 สัปดาห์ ไม่สัญญาว่าจะเปิดทุกเดือน แต่สัญญาว่าจะแจ้งวันเปิดและปิดล่วงหน้าเสมอ

“ก็มันมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ” นวล-พาฝัน ศุภวานิช เจ้าของคาเฟ่แห่งนี้บอกเราอย่างอารมณ์ดี 

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

นวลเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์วงกลมที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังสือท่องเที่ยว และเธอก็รักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ นอกจากการทำหนังสือที่ทำให้เธอเดินทางทีครั้งละนานๆ แล้ว เธอยังต่อยอดการทำเนื้อหาไปเป็นการจัดทริปพาคนไปเที่ยวด้วย และในอีกมุมหนึ่ง นวลก็สนใจเรื่องอาหาร นวลเปิดคลาสสอนทำขนมอยู่บ่อยๆ และหลายทริปที่จัดก็มีเรื่องอาหารการกินเข้ามาเป็นแกนกลาง

การเปิดหวานนวลคาเฟ่เป็นโปรเจกต์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เพื่อสนับสนุนโปรเจกต์อื่นๆ ของเธอให้สนุกยิ่งขึ้น หลายคนกลัวว่าการเปิดคาเฟ่จะทำให้ต้องคอยเฝ้าร้าน จะไปไหนก็ลำบาก แต่เพราะนวลไม่สามารถจะยอมอยู่กับที่ เงื่อนไขการทำคาเฟ่ของนวลเลยต่างจากคาเฟ่ทั่วไป

นวลบอกว่า “เราก็ยังอยากเดินทาง อยากเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ เจอเพื่อน ดูซีรีส์ หรือไม่ก็ทดลองสูตรอาหารใหม่ๆ และเชื่อว่าการเปิดคาเฟ่มันก็ยังอนุญาตให้เราทำแบบนั้นได้” นวลยืนยัน

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

01

นวลเชื่อว่าขนมหวานไม่ใช่ของที่ควรจะกินทุกวัน ฉะนั้น หวานนวลคาเฟ่ก็ไม่ต้องเปิดทุกวันทั้งปีก็ได้

“ขนมเนี่ย กินสัปดาห์ละสองครั้งก็พอ และหลังสี่โมงก็ไม่ควรกินแล้ว” นวลแบ่งปันแนวคิดเรื่องการบริโภคขนมให้พอดีในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งดูขัดกับตำแหน่งเจ้าของคาเฟ่ที่ควรจะเชียร์แขกให้มากกว่านี้

นวลเล่าว่าการทำหวานนวลคาเฟ่ไม่ได้มีโจทย์เป็นความต้องการของตลาด แต่มีโจทย์เป็นเงื่อนไขจากตัวเธอที่ตั้งใจทำคาเฟ่แบบที่อยากทำ และต้องเป็นรูปแบบที่ดำเนินการได้ด้วยคนเพียงหนึ่งคน 

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

นวลเลยวางแผนทุกอย่างมาแบบที่ทำคนเดียวได้ เช่น เมนูขนมที่มีประจำทุกวันจะเป็นสังขยาใบเตยกับกะหรี่ปั๊บที่นวลทำจนเชี่ยวชาญ เวลาทำก็เลยใช้เวลาไม่นานและคนกินชอบ ส่วนตะโก้ก็จะมีอาทิตย์ละ 2 วัน ส่วนขนมอื่นๆ ก็วนกันไป ชากาแฟที่เสิร์ฟแต่แบบร้อน มีอาหารกลางวันตามคำเรียกร้องแค่สัปดาห์ละ 2 วัน ไม่เข้าร่วมกับวงการเดลิเวอรี่ เปิดแค่ 2 สัปดาห์ต่อเดือน และระหว่างเวลา 11 โมงถึงบ่าย 3 เท่านั้น

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน
หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

“มีคนชอบมาบอกว่าลูกค้าเยอะ ทำไมไม่ขายไปเลยทุกวัน” นวลเล่า “เป็นคำถามที่แปลกนะ เพราะคงไม่มีใครที่จะมากินขนมทุกวันหรอก 

“ขนมหวานตามร้านเดี๋ยวนี้หวานมาก” นวลขึ้นเสียงสูง “ขนมของร้านเราทำแบบหวานพอดีๆ ใช้กะทิแท้ๆ อยากให้คนได้กินของดีๆ ที่ดีกับตัวเขา แล้วก็ไม่แน่นะ ถ้าใครมากินที่ร้านเราบ่อยๆ ลิ้นอาจจะปรับจนไม่ชอบกินรสหวานจัดไปเลยก็ได้” นวลแอบหวัง

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน
หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

02

ลูกค้าร้านหวานนวล มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งคือเป็น ‘คนแถวนี้’ 

“เราเคยเป็นคนทำงานที่อยู่แถวนี้ เลยรู้ว่าบางทีมันก็เบื่ออะไรเดิมๆ เราเปิดร้านเล็กๆ ตรงนี้ ขนมที่นี่อร่อย แต่ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ไม่ต้องลำบากเดินทางจากที่ไกลๆ มากิน แค่คนที่เดินผ่าน เห็นแล้วแวะเข้ามาบ้างก็พอแล้ว” นวลเปิดกลยุทธ์ตกลูกค้าให้เราฟัง

พอคิดแบบนี้ โลกออนไลน์จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักของหวานนวลคาเฟ่ เคยมีคนเสนอให้นวลจ้างพนักงานมาคอยรับออเดอร์จากคนที่สั่งทางออนไลน์ หรือเพิ่มบริการขายอาหารกลางวันแบบส่งปิ่นโต เพื่อจะได้มีรายได้เพิ่ม แต่นวลก็ไม่ได้ทำ แม้จะบอกว่า “รู้ว่าถ้าทำมากกว่านี้ก็คงได้เงินเยอะกว่านี้” ก็ตาม

นวลสนใจการสร้างชุมชนของพนักงานออฟฟิศใจกลางเมืองให้ได้กินขนมอร่อยๆ และมีช่วงเวลาที่ผ่อนคลายมากกว่า

ในตัวทุกคนที่เดินกันขวักไขว่ ล้วนแบกบทบาทฟันเฟืองขององค์กรในระหว่างเวลางาน แต่ร้อยทั้งร้อยก็ยังมีความเป็นคนที่ต้องการพื้นที่เพื่อคลายเนกไท ถอดส้นสูง แล้วกลับมาเป็นตัวเอง 

หวานนวลคาเฟ่จึงไม่ได้ให้แค่สถานที่แอร์เย็นๆ มีขนมและอาหารเพื่อให้อิ่มท้อง แต่ยังให้ช่องว่างทั้งในมิติของสถานที่และเวลาสำหรับคนกลางย่านธุรกิจ ให้ได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งสำคัญตรงหน้าจริงๆ

“อยากทำร้านที่ได้คุยกับคน และคนก็ชอบสิ่งที่เราเสนอให้” แก่นแกนของหวานนวลคาเฟ่ แท้จริงแล้วมันสั้นง่ายเท่านี้ 

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

03

นวลสารภาพว่าทำคาเฟ่นี้ขึ้นมาตามความรู้สึก

นวลบอกเราว่าการไปเยือนที่ไหนเธอก็อยากจะไปให้ ‘ถึง’ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์จากสถานที่ กิจกรรมที่ทำ หรือแม้แต่อาหารที่กิน เธอก็ต้องชิม ศึกษา ทำความเข้าใจผ่านการพูดคุย หรือไม่ก็ลงมือลองทำ และเธอมักประทับใจบรรยากาศที่ดี เจ้าของร้านที่คุยสนุก อาหารที่อร่อย หรือคอนเซปต์ของการนำเสนอแบบพิเศษๆ ของคาเฟ่ โรงแรม หรือร้านอาหารต่างๆ และมักจะบันทึกประสบการณ์นั้นไว้ในรูปของความรู้สึก ความอยากเปิดคาเฟ่มันก็ผุดขึ้นในใจเป็นระยะๆ เวลาได้รับประสบการณ์เหล่านั้น

“อยากทำคาเฟ่ให้คนที่มา ได้รู้สึกแบบนั้นบ้าง” นวลบอก 

เธอจึงตั้งใจทำให้หวานนวลคาเฟ่เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนมารู้สึกสบายใจ และกลับออกไปอย่างอิ่มเอม นวลเล่าว่า “อยากให้คนที่มาที่นี่ได้มีเราเป็นเพื่อนคุย บางคนเขาก็มาช่วงบ่ายที่ไม่ค่อยมีคนเพื่อจะได้คุยกับเรา มากินขนม มาเล่า มาระบาย พอได้คุยกันแล้ว พอท้องอิ่มแล้ว เขาก็อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ ได้รู้จักกับเรื่องใหม่ๆ ที่เราชวน เช่น ชวนมาเรียนทำขนม ชวนไปเดินทาง”

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

04

นวลไม่ใช่เชฟทำขนม ไม่ใช่นักชงชา ไม่ใช่บาริสต้า แต่เป็นนักป้ายยามือฉมัง

นวลมีต้นทุนมากมายในรูปแบบของเรื่องเล่า เธอเป็นนักเดินทาง เป็นคนทำหนังสือท่องเที่ยว เป็นนักจัดทริป และเป็นคนชอบการผจญภัย คนที่มาหวานนวลคาเฟ่เลยจะไม่ได้กินแค่ขนมและชากาแฟ แต่ยังได้เสพเรื่องราวจากการเดินทาง และบางทีก็อาจได้ชิมประสบการณ์เหล่านั้นด้วย

ทริปท่องเที่ยวที่นวลแนะนำอาจถูกอ้างอิงมาจากเมล็ดกาแฟที่คุณกำลังดื่ม ถ้าคุณชมว่าขนมที่กินอยู่อร่อยมาก คุณอาจตกลงจองคลาสเรียนทำขนมกับนวลไปตั้งแต่ยังไม่ก้าวออกจากร้าน คนที่ร่วมโต๊ะอยู่กับคุณก็อาจกลายมาเป็นเพื่อนใหม่ต่างออฟฟิศ และเรื่องมันอาจเลยเถิดถ้าบังเอิญว่าชาหอมๆ แก้วนั้น หรือขนมถ้วยนั้นมันพาคุณไปรู้จักกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณ 

“เคยมีคนมาที่นี่ คุยกันเรื่องเหล้าบ๊วย เลยเอาให้เขาชิม แล้วก็ชวนเขาไปทริปทำเหล้าบ๊วยด้วยเลย” นวลเล่าถึงการป้ายยาครั้งล่าสุดให้เราฟัง

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน
หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

05

ในวัย 56 ปีที่เข้าใจชีวิต นวลได้เรียนรู้ว่า ความเหนื่อยแต่สนุกยังน่าหลงใหลกว่าความสบายแต่น่าเบื่อ

นวลบอกว่าการทำคาเฟ่คนเดียวแบบนี้มันก็เหนื่อย การเตรียมวัตถุดิบ เตรียมเปิดร้าน รวมทั้งการเก็บล้างมันเรียกร้องกำลังวังชาอยู่ไม่น้อย

และแม้หวานนวลจะเปิดแค่เดือนละ 2 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้โดนแยกไว้เป็นโลกอีกใบ ช่วงที่ไม่ได้เปิดร้านนวลก็สะสมวัตถุดิบ ทั้งประสบการณ์สนุกๆ ไอเดียทริปใหม่ๆ สูตรขนมเมนูพิเศษ หรือการสะสมเมล็ดกาแฟ เพื่อเอามาเสิร์ฟเมื่อเปิดร้านรอบถัดไป

นวลทำทั้งหมดนี้ควบคู่ไปกับการดูซีรีส์ อ่านหนังสือ ไปแฮงก์เอาต์กับเพื่อน ทำหนังสือ ทำโปรเจกต์เกี่ยวกับพื้นที่ที่เชียงดาว และอื่นๆ อีกมากมาย

นวลบอกว่าไม่ได้คิดว่ามันคืองาน แต่เธอมองว่าทั้งหมดคือสิ่งที่เธออยากทำ

“วันที่เปิดร้านก็ล้างจานมากหน่อย” นวลพยายามหาความแตกต่างของวันที่เปิดร้านกับวันอื่นๆ

หวานนวลคาเฟ่ คาเฟ่ขนมไทยตามใจตัวเองที่ตั้งใจจะไม่เปิดทุกวัน

06

คนในวัยเดียวกันอาจถูกงานที่นับวันความรับผิดชอบก็ยิ่งมากดูดเอาพลังและความหนุ่มสาวไปหมดสิ้น แต่นวลยังเริ่มธุรกิจใหม่ ยังกระฉับกระเฉง และยังมีตาที่เป็นประกายเวลาชักชวนคนให้ทำโน่นทำนี่ 

เธอบอกเคล็ดลับว่า “ต้องเตรียมตัวให้ดี”

ถ้าอยากจะใช้ชีวิตแบบตามใจตัวเอง อย่างแรกที่ต้องมีคือเงินเก็บที่มากพอจะดูแลตัวเองและเรื่องที่จะทำไปได้สัก 6 เดือน อย่างที่สองคือ ความอยากในระดับที่อะไรก็ฉุดไม่อยู่ และอย่างที่สามคือ ร่างกายที่แข็งแรง

“แล้วก็ควรจะมีมิตรนะ การมีสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขและมีมิตรที่เข้าใจมันเป็นเรื่องที่ดีมาก” นวลกล่าว ก่อนจะชวนให้เรากินฟักทองสังขยาให้หมดก่อนจบการสนทนา

หวานนวล คาเฟ่

ซอยศึกษาวิทยา สีลม (แผนที่)

เปิด-ปิด 11.00 – 15.00 น. 

(วันที่เปิดของแต่ละเดือนดูได้จากป้ายหน้าร้าน)

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cafe Culture

คาเฟ่แนวคิดดี แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

“สวัสดีครับ เชิญ ๆ นั่งก่อน” ชายผู้กำลังง่วนอยู่กับการจัดการตู้บานพับทักทายการมาถึงร้าน ‘BECX’ ของเราอย่างเป็นมิตร ก่อนหยิบจับห่อและถุงขนมปังส่งให้ลูกค้าคู่หนึ่งที่เดินเข้าร้านสีเขียวตามหลังเรามาติด ๆ จากนั้นพวกเขาก็แลกเปลี่ยนร้านอร่อยให้กัน ชวนคุยว่าเมื่อวานมีลูกค้ามาจากยะลา เพิ่งลงเครื่องแล้วตรงดิ่งมาหาเขาที่ร้าน 

หลังจากรอลูกค้าซา ไม่นานก็ได้รู้ว่า เขาคือ เบ๊บ-คุณาวุฒิ บุญสนอง เจ้าของร้านอารมณ์ดีที่เราเดินทางมาคุยด้วยในวันนี้ รวมถึงพาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ทำให้ร้านนี้เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างอย่าง แก้ว-กมลา ธานีโต เจ้าของร้านขนมปังโฮมเมด อันเลื่องชื่อเรื่องซาวโดวจ์

พื้นที่ย่านแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ดแห่งนี้ เป็นทั้งที่ตั้งของคาเฟ่ ครัว และบริษัทของ ‘Salee Bakehouse’ ซึ่งเป็นบ้านเก่าของแก้ว ทำให้ร้านของเบ๊บเปรียบเสมือนโชว์รูมและหน้าร้านขนมปังของแก้วด้วย

ขอเล่าอย่างย่อว่า เพื่อนซี้ทั้งสองเจอกันในโลกโซเชียล เริ่มต้นจากเบ๊บที่อยากทำร้านกาแฟเสิร์ฟคู่กับขนมปัง จากนั้นก็แอดเฟซบุ๊กแก้ว ครูสอนทำขนมเพื่อขอเคล็ดลับวิชา ลองไปลองมาก็ล้มเลิก เพราะเบ๊บรู้ว่าไม่มีทางที่จะใช้เวลาอันสั้นเพื่อเก่งเรื่องขนมปังได้เลย แต่นั่นกลับสปาร์กให้ทั้งคู่สนิทกัน

เมื่อโควิด-19 มาเยือน เบ๊บทำกาแฟขาย แก้วทำขนมปังส่งเดลิเวอรี่ อุดหนุนกันไปมา เบ๊บก็รู้ซึ้งถึงสิ่งที่แก้วเคยพูด “เรายังจำได้ที่แก้วบอกว่า ‘อยากทำเพื่อสนับสนุนท้องถิ่น’ แล้ววันนี้เราก็รู้สึกแล้วว่าคำพูดของแก้วมันจริง” นั่นเองก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น

BABE + X = BECX

เพราะกาแฟที่อร่อยที่สุด คือกาแฟที่ลูกค้าอยากกิน

เส้นเรื่องของร้านนี้คือการบรรจบกันของ 2 คนผ่าน 2 เส้นทาง เราขอเริ่มกันที่ BECX พระเอกของร้านนี้กันก่อน 

เบ๊บคือชาวปากเกร็ด อดีต Bar Manager ผู้ยืนพ่วงตำแหน่งเป็นบาริสต้าที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จนเริ่มอินกับศาสตร์ของกาแฟมากขึ้น ทำให้เขาเริ่มออกเดินทางเรียนรู้ ไม่ว่าจะผ่านการดูอินสตาแกรมเพื่อเรียนเทลาเต้เอง ถามผู้รู้บ้าง ถึงขั้นได้ไปเรียนดริปกาแฟกับครูญี่ปุ่นที่ร้าน KISSA ถึงเชียงใหม่ จนเขาปิ๊งไอเดีย อยากทำร้านเองตามแนวคิดแบบคิสสะเต็น (Kissaten) ร้านกลิ่นอายญี่ปุ่น เสิร์ฟกาแฟและขนมที่คุมด้วยคนเดียวได้

เบ๊บเลยยืนเดี่ยวคุมร้านคนเดียวแบบ One Man Show “ตอนที่เราเปิดร้านครั้งแรก ไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับใครเลย แค่อยากเป็นร้านกาแฟชุมชน เป็นเหมือนสภากาแฟให้คนมานั่งเม้ากัน แล้วเราก็เม้ากับเขาด้วย” จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวมิตรภาพของเพื่อนสมาชิกร้านกาแฟและประชาชนเบียร์คราฟต์ในแถบนี้ที่มักแวะไปมาหาสู่เป็นประจำเพื่ออุดหนุนกันและกัน

แล้วทำไมต้องเป็น BECX – เราถาม

“เพราะชอบการ์ตูนเรื่อง BECK ปุปะจังหวะฮา การ์ตูนเกี่ยวกับดนตรีที่ชอบอ่านตอนเด็ก ๆ เราอยากขอลิขสิทธิ์ฟอนต์เขามาใช้แต่หาไม่ได้ เลยให้พี่ที่รู้จักกันออกแบบใหม่ เปลี่ยนตัวอักษร บวกกับเอาชื่อเรากับชื่อที่ที่บ้านเรียกมารวมกัน ก็ออกมาตลกดี ส่วนความหมายก็คือการได้รับการยอมรับ” ซึ่งเบ๊บไม่ได้หมายความว่าอยากเป็นร้านกาแฟสเปเชียลตี้ที่สุด 

“ร้านเราไม่ใช่สเปเชียลตี้ที่สุด เท่ที่สุด หรือหายากที่สุด แต่เราอยากจริงใจมาก ๆ วันไหนกาแฟมีปัญหา เราก็จะบอกลูกค้าไปตรง ๆ ถ้าลูกค้าถาม ก็พร้อมแนะนำให้ว่าร้านกาแฟที่คุณชอบมีที่ไหนอีก เพราะอย่างเครื่องทำกาแฟเราก็เก่ามาก เก่าสุด ๆ 16 ปีแล้ว อันนี้ยืมเพื่อนมา” เรามองตามไปที่เครื่อง Conti club สีแดงรุ่นเดอะด้านหลัง 

BECX คาเฟ่และโชว์รูมของ Salee Bakehouse ที่เสิร์ฟขนมปังดีในร้านกาแฟของชุมชนปากเกร็ด

แต่เชื่อเถอะว่า ต่อให้คุณอยากกินอะไร ถ้าทำได้ เขาจะทำให้กิน “เราทำกาแฟมานานจนอีโก้ในตัวไม่เหลือแล้ว แล้วเราเชื่อว่ากาแฟอร่อยที่สุด คือกาแฟที่เขาอยากกิน ดังนั้น ถ้ามาที่นี่เขาต้องได้กิน” 

Kaew + Bread = Salee Bakehouse

ทุกคนมีสิทธิ์มีความสุขกับอาหารที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม

เราขอตัดสลับข้ามฉากมาที่ฝั่งของนางเอกแห่ง Salee Bakehouse บ้าง ซึ่งก็คือแก้ว ผู้เป็นเจ้าของบริษัท เจ้าของบ้าน และผู้มีส่วนจุดประกายให้เบ๊บ 

แก้วนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวริมสุดของเคาน์เตอร์บาร์ที่ประจำในร้าน ก่อนเล่าให้เราฟังว่า เธอคืออดีตเชฟ ขนมหวานหมดไฟที่ตัดสินใจออกเดินทางไปฝึกงานที่ต่างประเทศ อย่างเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และซานฟรานซิสโก ที่อเมริกา จากนั้นเธอก็ได้รับข้อเสนอให้ทำงานต่อในร้านมิชลิน 3 ดาวเมืองแห่งสายหมอก แต่ด้วยอุดมการณ์และระบบที่ไม่ตอบโจทย์คุณค่าอย่างที่คิดไว้ เธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน

และด้วยอารมณ์พาไป หลังจากนั้นไม่นานร้านขนมปังก็ถือกำเนิดขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน สมัยนั้นร้านยังตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 39 ซึ่งแก้วทำร้านแบบที่ไม่รู้อะไรเลย

“เราเปิด Salee Bakehouse ด้วยอุดมคติและความเชื่อล้วน ๆ เราเชื่อว่าทุกคนควรมีสิทธิ์เอ็นจอยกับอาหารที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน และมันเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตอาหารอย่างเรา ส่วนที่เลือกขนมปังเพราะขนมปังก็เหมือนกับข้าว ‘It’s the most humble item on earth.’ เหมือนมีค่าน้อยที่สุดบนโต๊ะ แต่คุณขาดไม่ได้

“แม้จะเป็นเชฟชนม แต่เราชอบทำขนมปังเพราะมันไม่ค่อยมีระเบียบดี ไม่เหมือนขนมหวานที่สูตรต้องเป๊ะ แล้วต้องเป็นซาวโดวจ์นะ เพราะว่าเรารู้สึกว่ามันดีต่อสุขภาพมากกว่า ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่ได้อยากกินขนมปังก้อนใหญ่เปลือกแข็ง เราเลยหาสูตรทำซาวโดวจ์แบบนิ่ม ก้อนเล็กลง และหลากหลายขึ้น” 

BECX คาเฟ่และโชว์รูมของ Salee Bakehouse ที่เสิร์ฟขนมปังดีในร้านกาแฟของชุมชนปากเกร็ด

สำหรับคนที่ยังไม่ซี้กับ ซาวโดวจ์ (Sourdough) นี่คือขนมปังที่ใช้ยีสต์ธรรมชาติ หมักให้เกิดความเปรี้ยว ซึ่งรสเปรี้ยวนี้เกิดจากการทำงานของกรดแลกติก ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้าง รสชาติ และการเก็บรักษาของขนมปัง เราเลยมักเห็นเป็นเหมือนขนมปังฝรั่งเศสก้อนใหญ่แข็ง ๆ แต่แก้วบอกว่าใช้แป้งนี้กับขนมปังได้ทุกชนิด ซึ่งเธอคิดสูตรเองจากประสบการณ์ เพื่อสร้างแป้งในแบบที่เธออยากได้

ไม่นานเมื่อโควิดเริ่มโหมหนัก ร้านปิดตัวลง แก้วจึงย้ายครัวและร้านกลับมาตั้งต้นที่บ้านเก่าในจังหวัดนนทบุรี เปลี่ยนเป็นระบบขายออนไลน์แทน ก่อนเริ่มเซ็ตอัปหน้าร้านจริงจังเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่นานก็ได้เจอกับเบ๊บ ผู้เป็นคนกลางเชื่อมคอมมูนิตี้คนทำร้านอาหาร คนทำคราฟต์เบียร์ และชุมชนคนแถวนี้

“ที่เราเลือกทำร้านจริงจัง เพราะอยากให้ตรงนี้เป็นเหมือนกึ่งโชว์รูมของ Salee Bakehouse พอเราอบขนมปังใหม่ ๆ ก็ยกจากด้านในมาวางขายได้เลย และที่สำคัญ เราอยากทำเมนูตัวอย่างให้ลูกค้าเห็น เป็นที่ที่ให้ลูกค้าได้มาลองเห็นลองชิมก่อน ไม่ใช่กลับไปถึงบ้านแล้วนั่งคิดว่าจะทำยังไงกับขนมปังก้อนนี้ที่ซื้อจากเราไปดี” 

ถ้าได้ติดตามร้านนี้ จะเห็นว่าเมนูขนมปังมีมาให้เลือกไม่ซ้ำ บางเมนูที่เล็งเอาไว้ ถ้าช้าเพียงอึดใจก็หมดสิทธิ์เป็นเจ้าของ นั่นเป็นเพราะความตั้งใจของแก้วที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล เพื่ออุดหนุนเกษตรกรท้องถิ่นในเครือข่ายที่เธอรู้จัก 

“ขอยกตัวอย่างขนมปังมะม่วงที่เรามี เป็นมะม่วงที่เราตามหาและรับซื้อพวกตกเกรด ผิวไม่สวย จากเกษตรกร บางครั้งก็ซื้อโดยตรงจากเกษตรกรจากแม่ทา อย่าง 125บ้านเฮา ที่เชียงใหม่ หรือทำงานกับ GO Organics คอยตามดูว่าพวกเขามีผลผลิตอะไร แล้วค่อยเอาคิดว่าจะเอามาใส่หรือทำเมนูที่กินคู่กับขนมปังยังไงได้บ้าง” การทำงานกับคอมมูนิตี้ชาวเกษตรอินทรีย์ทำให้แก้วเข้าใจทั้งในมุมผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้น เธอพยายามปรับจูนอุดมคติกับความเป็นจริงให้อยู่ร่วมกัน แล้วเสนอทางที่เป็นธรรมที่สุดให้ผู้คนรวมถึงโลกใบนี้ผ่านขนมปังก้อนแล้วก้อนเล่า

เธอบอกว่านี่คือพันธกิจของอาชีพที่เธอรับอาสาด้วยความภูมิใจ เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างเกษตรกรกับคนซื้อให้เข้าใจกัน เพื่อตอบคำถามว่าทำไมของออร์แกนิกถึงราคาสูง เพื่อบอกเล่าว่าเกษตรกรต้องแลกกับอะไรบ้างกว่าจะได้มาซึ่งผลผลิต ดังนั้น เธอจึงบอกกับลูกค้าเสมอว่า ‘คุณจะได้สินค้าที่สมเหตุสมผลกับราคาที่คุณจ่าย’

Special Menu at BECX

เมนูขนมปังที่ Salee Bakehouse ออกแบบเพื่อ BECX

ปกติ Salee Bakehouse ขายซาวโดวจ์เบเกิลและขนมปังสารพัด เปิดให้คนสั่งจองออนไลน์แล้วจัดส่งถึงบ้าน หรือมารับที่หน้าร้าน BECX จากมือเบ๊บก็ได้เช่นกัน และทุกครั้งเราจะได้ยินคำพูดติดปากที่เขาบอกกับลูกค้าผู้แวะเวียนเข้ามาเสมอว่า ‘นี่คือขนมปังของสาลี’ 

แต่ถ้าคุณ Walk-in เข้ามาเพื่อกินที่ร้านสีเขียวแห่งนี้เลย คุณจะได้พบกับบางเมนูที่ไม่มีขายที่ไหน เพราะมีบางเมนูที่แก้วออกแบบขนมปังให้ที่นี่โดยเฉพาะ เราเลยขอป้ายยาเมนูแนะนำเอาไว้ให้ 

ไม่ว่าจะเป็น Sourdough Cinnamon Rolls ชิ้นยักษ์ ที่เกิดขึ้นเพราะ ‘เบ๊บอยากกิน’

BECX คาเฟ่และโชว์รูมของ Salee Bakehouse ที่เสิร์ฟขนมปังดีในร้านกาแฟของชุมชนปากเกร็ด

  “ปกติไม่ได้ชิ้นใหญ่แบบนี้ แต่เห็นร้านที่ไต้หวันทำแล้วก็มาบอกแก้ว” เสียงเบ๊บบอกพลางอบขนมออกมาให้เราได้ชิม

“เรานั่งเถียงกัน ทำไมต้องชิ้นใหญ่ขนาดนี้ด้วยเนี่ย แต่พอออกมาก็พอใจนะ” แก้วหัวเราะ ก่อนเสริมว่าส่วนซอสที่ราดกินคู่กัน เบ๊บเป็นคนทำเอง ในฐานะคนชิม บอกได้แค่ว่าฟินสุด ๆ ทั้งแป้งนิ่มกำลังดี บวกกับซอสหวาน ๆ และครีมด้านบนที่เข้ากันเป็นอย่างดี จิบคู่กับกาแฟคือที่สุด 

BECX คาเฟ่และโชว์รูมของ Salee Bakehouse ที่เสิร์ฟขนมปังดีในร้านกาแฟของชุมชนปากเกร็ด

ส่วนเมนู Apple Square เป็นเมนูที่แก้วชอบ โดยดัดแปลงจาก Apple Turnovers (พัฟไส้แอปเปิล) ที่เราคุ้นเคย 

การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น

  ส่วนขนมปังที่แก้วและเบ๊บอยากนำเสนอ คือซาวโดวจ์เบเกิล ปกติเบเกิลเป็นขนมปังที่ต้องนำไปต้มก่อนอบ แต่กินแล้วอาจปวดท้อง เพราะขนมปังที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมมักย่อยยาก ด้วยเหตุเกิดจากการทำเสร็จไวใน 3 ชั่วโมงให้คนได้กินเยี่ยงฟาสต์ฟู้ด แต่เบเกิลของที่นี่ถูกบังคับโดยซาวโดวจ์ยืนพื้น ทำให้ต้องหมักนาน 18 ชั่วโมง ซึ่งเธอยอมเสียเวลาและทุกอย่าง เพื่อให้ลูกค้าทานแล้วได้รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์แบบเบเกิลอยู่ รวมทั้งทานแล้วไม่ปวดท้อง ดีต่อสุขภาพด้วย

การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น

แก้วบอกว่าความพิเศษคือ เบ๊บจะรับอาสารังสรรค์ซาวโดวจ์เบเกิลให้เป็นเมนูน่าทาน ทั้ง Sourdough with Creamcheese และ Sourdough with Smoked Salmon เก็บเป็นไอเดียไปทำเองที่บ้านก็ได้นะ

เมนูหลังเราขอ Recommend ขั้นสุด เพราะทั้งแซลมอนเต็มชิ้นเต็มคำ สารพัดผักตัดรส (ถ้าไม่กินอะไรก็บอกเบ๊บได้) พร้อมกับซอสฉ่ำ ๆ แซมกลิ่น Caper และ Dill เพื่อสร้างความสมดุลในปาก กินไปกินมา รู้ตัวอีกที อ้าวหมดแล้ว! 

การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น
การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น

ส่วนเครื่องดื่มก็มีสารพัดเหมือนที่เบ๊บบอกว่าอยากกินอะไรแค่บอกมา ที่นี่จึงมีตั้งแต่กาแฟดริป กาแฟเมนูสนุกอย่างไอน์สแปนเนอร์ (Einspänner) เป็นกาแฟแบบที่ฮิตกันในเกาหลีใต้ ซึ่งต้นฉบับมาจากกรุงเวียนนา กาแฟเอสเปรสโซโปะด้วยวิปปิ้งครีม ละมุนลิ้นกำลังดีเหมือนมีมวลหิมะขนาดย่อมอยู่ในปาก เหมาะสำหรับคนที่อยากทดลองเมนูแปลกใหม่ นอกจากนี้ยังมีโฟลต Masala Chai ชาใส่เครื่องเทศ หรือแม้แต่เมนูครีมโซดาย้อนวัยให้ได้จิบชิมเพิ่มความซู่ซ่าอีกด้วย 

BECX + Salee Bakehouse = Support Local

ห้องทดลองของคนทำและห้องรับรองของชุมชน 

ช่วงหลังมานี้คนสั่งขนมปังเยอะขึ้นมาก ร้านกาแฟก็เริ่มมีฐานแฟนคลับ เราไม่แปลกใจเลยเพราะอย่างวันที่เรานั่งคุยกัน ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย แน่นอนว่าที่นี่เปิดรอต้อนรับนักเดินทางขาจรและขาประจำให้ได้มาสัมผัส ประหนึ่งห้องรับรองให้คนที่สนใจในขนมปังได้มาลองชิมรสชาติใหม่ ๆ

วันนี้โชคชะตาพาพวกเขาเดินทางมาเจอกันที่ร้านแห่งนี้ แล้วเส้นทางต่อไปในอนาคตล่ะ

จากนี้ 5 ปี หรือ 10 ปี BECX และ Salee Bakehouse จะเป็นยังไง – เราโยนคำถาม ทั้งคู่ได้ยินก็เงียบคิดไปพักหนึ่ง

การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น

“ฉันคิดนะ” เบ๊บพูดขึ้น แล้วหันไปมองแก้ว

“เธอคิดหรอ หล่อจัง” แก้วหัวเราะ ก่อนปล่อยให้เบ๊บเล่าความฝันของเขา

เบ๊บบอกว่าเคยคุยเล่น ๆ กับแก้วว่า ถ้ายอดขายดี อยู่ได้ ก็อยากขยายร้านให้ใหญ่และดีขึ้น เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ใหญ่ขึ้น แต่ไม่ได้อยากเจ๋งที่สุด แค่นึกถึงก็มาหากัน มาทำโปรเจกต์สนุก ๆ ที่ร้านนี้ด้วยกัน 

ส่วนแก้วก็อยากเห็น Salee Bakehouse โตขึ้น เพราะเธอเชื่อว่า “ถ้าเราอยากเปลี่ยนอะไรสักอย่าง อยากซัพพอร์ตพนักงาน เกษตรกร คนกิน เราจำเป็นต้องแข็งแรง ตัวใหญ่ และเสียงดัง มันจะเปลี่ยนทุกอย่างได้ง่ายขึ้น” เธอบอกกับเบ๊บว่าขอบคุณที่ทำให้ Salee Bakehouse มีตัวตนจากคำบอกเล่าของเขา ที่สำคัญคือ อยากสร้างมิตรภาพให้กับผู้คนในละแวก ให้คนที่แวะมาเห็นว่าพวกเขาเป็นมิตรมากพอที่จะมาคุย มาถาม หรือสั่งเมนูชื่อแปลกได้โดยไม่กลัวว่าจะสั่งผิด

“คนทำอาหารไม่เท่เลย เราไม่ใช่คนเท่” นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทั้งคู่พูดทิ้งท้ายเหมือนกัน และเป็นประโยคที่เราชอบมากที่สุด 

บทสนทนาจบลงตรงนี้เพื่อให้ทุกคนติดตามการเติบโตของพวกเขาต่อไป บอกเลยว่านี่คือ 3 ชั่วโมงที่สนุกสนานและเพลิดเพลินจนลืมเวลา เหมือนได้มานั่งคุยปรับทุกข์กับเพื่อนบ้านใกล้ที่สนิทใจกันจริง ๆ

ก่อนโบกมือลา เสียงแก้วแอบกระซิบ “เบ๊บชงเมนูเด็กอ้วนอร่อยมาก ไว้คราวหน้าลองมาชิม” เราให้คำมั่นกับตัวเองแล้วว่าไม่มีพลาด ต้องกลับไปอีกแน่นอน!

การโคจรมาเจอกันของกาแฟแห่ง BECX KAFFEE : neighborhood และขนมปังโฮมเมด Salee Bakehouse ที่สปาร์กจอยการทำร้านเพราะอยากสนับสนุนท้องถิ่น

BECX KAFFEE : neighborhood

ที่ตั้ง : 34/25 ซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 43 ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.30 – 16.30 น.

โทรศัพท์ : 08 2692 6942

Facebook : BECX

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load