ถ้าเป็นนักแสดงระดับพันล้าน ไปนั่งร้านหนังสือแล้วโดนทักบ้างคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด เป็นนักแสดงอิสระ เขาตอบโดยไม่คิดว่าในชีวิตจริงแทบไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาเป็นพระเอกหนัง

“แต่ก็มีคนมาทักว่า หน้าคุ้น ๆ นะ ใช่ป๋อมแป๋มหรือเปล่า” เขาพูดติดตลก 

อุ้มเป็นนักแสดงไทยคนล่าสุดที่ได้ไปเฉิดฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2024 ในฐานะนักแสดงนำในภาพยนตร์ไต้หวันเรื่อง Mongrel กำกับโดย Chiang Wei Liang ผู้กำกับชาวสิงคโปร์ เขารับบทเป็นแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยที่ลักลอบไปทำงานในไต้หวัน

แม้ไม่ได้มาพร้อมชุดสูตสุดหรูหรา ไม่มีช่างภาพ Getty Images ตะโกนชื่อวัลลภ แต่เชื่อเหลือเกินว่านักเรียนหนังเกือบทุกคนอยากถ่ายรูปกับเขา และการปรากฏตัวที่นั่นก็นับเป็นปรากฏการณ์ในวงการภาพยนตร์อิสระไทยไม่น้อย

ในมุมมองคนทั่วไป คำว่านักแสดงกับดาราคงมีความหมายไม่ต่างกันนัก แต่ไม่ใช่กับอุ้ม

“เราคิดว่าดาราคือเซเลบ คือคนมีชื่อเสียง เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่ดาราอยู่แล้ว”

งั้นถ้าดาราในความหมายของอุ้มคือคนมีชื่อเสียง เกณฑ์ในการวัดชื่อเสียงของเขาคืออะไร – เราโยนคำถามให้อุ้มนิ่งคิด 

“หรือเป็นยอดคนติดตาม” นักแสดงที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมจำนวน 999 คนตอบออกมาเบา ๆ อย่างขวยเขิน

“เราว่าเราอยากได้โอกาส เราไม่อยากได้ชื่อเสียงหรอก”

เรานัดพบเขาที่ Vacilando Bookshop ร้านขายหนังสือภาพของ ปิ่น-วิทิต จันทามฤต เจ้าของร้านผู้เป็นอดีตช่างภาพเบื้องหลังและทีมอาร์ตในวงการหนังอิสระด้วยกันกับอุ้ม ช่วยทำให้บทสนทนายืดยาวนี้กลมกล่อมขึ้นเป็นกอง

หากพอจะทำให้ผู้อ่านรู้จักอุ้มมากขึ้นและไม่คิดว่าเขาหน้าคล้ายพิธีกรดังเพียงเท่านั้น เขารับบทเป็นชาวประมงผู้ให้ที่พักอาศัยชาวโรฮิงญาในหนังเรื่อง กระเบนราหู (Manta Ray) ของ ป้อม-พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง รับบทเป็นเด็กเสิร์ฟใน Morrison หนังเรื่องล่าสุดของป้อมที่มี ฮิวโก้ เป็นพระเอก หรือแฟนคลับหนัง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ คงไม่มีใครไม่เคยดู 36 ที่อุ้มรับบทเป็นอุ้ม พระเอกหนังที่ไม่ปรากฏแม้แต่ใบหน้า รวมถึงหนังที่นักเรียนฟิล์มเกือบทุกคนต้องเคยศึกษาในวิชาวิจารณ์ภาพยนตร์อย่าง ที่รัก (Eternity), มหาสมุทรและสุสาน (The Island Funeral) หรือ เวลา (Anatomy of Time)

อุ้มเล่าว่าหนังเรื่องแรก ๆ ที่เขามีส่วนเกี่ยวข้อง คือ เปนชู้กับผี ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เราตกใจเพราะนึกไม่ออกว่ารับบทอะไร เขาหัวเราะร่วนก่อนตอบว่าเป็นผี เพราะเขาในตอนนั้นประกอบอาชีพอาร์ตไดเรกเตอร์

อุ้มจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แม้เขาจะมีความสุขกับการทำงานออกแบบแต่ก็ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ เขากับ แดเนียล (เพื่อนสนิท) มักจะชวนกันไปเช่าหนังที่ร้านเฟม วีดีโอ ท่าพระจันทร์ เป็นประจำ 

เมื่อถึงคราวปี 4 อุ้มต้องดรอปเรียนจากการทำธีสิสไม่ผ่าน ทำให้เขาเริ่มอยากทำงานเลี้ยงชีพเป็นครั้งแรก แดเนียลจึงแนะนำให้ไปสมัครงานตำแหน่งอาร์ตไดเรกเตอร์ที่โปรดักชันเฮาส์โฆษณาชื่อ The Film Factory โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นเป็นศูนย์รวมเหล่าอเวนเจอร์สแห่งวงการหนังไทย อย่าง พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู, เป็นเอก รัตนเรือง, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และ ไมเคิล วอร์ ทำให้เขาได้เรียนรู้ศาสตร์การทำโฆษณาและภาพยนตร์จากมือโปรอย่างใกล้ชิด ทั้งยังได้ซึมซับการแสดงจากการเล่นเป็นตัวประกอบอีกมากมาย 

โอกาสแรกในการเป็นนักแสดงของอุ้มเกิดขึ้นตอนที่เขารับบทเป็น วิทย์ ในเรื่อง ที่รัก (Eternity) หนังเรื่องแรกของ กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล เพื่อนสนิทที่อยากผันตัวจากผู้ช่วยผู้กำกับเป็นผู้กำกับเต็มตัว เนื้อหาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ในวันวานของพ่อกับแม่ผ่าน 3 ช่วงเวลาของชีวิต

แม้ไม่รู้ว่าเพื่อนทำได้หรือไม่ แต่กานต์อยากให้อุ้มรับบทเป็นพ่อของตัวเอง

“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการแสดงคืออะไร” อุ้มเปรย “แต่เราก็พยายามหาวัตถุดิบที่จะทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตมากขึ้น จากการมั่ว จากการเดา จากความเข้าใจของเราเอง” 

ในเวทีภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ครั้งที่ 40 ประเทศเนเธอร์แลนด์ หนังเรื่อง ที่รัก คว้ารางวัล Tiger Awards ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาล และเดินสายฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกว่า 20 ประเทศทั่วโลก 

โอกาสครั้งที่ 2 ของอุ้มคือการรับบทพระเอกเรื่อง 36 หนังยาวเรื่องแรกของนวพลในปี 2012 

ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตผู้กำกับอย่างเป็นทางการของเต๋อ 36 ก็เป็นการลองดูอีกทีของอุ้มในฐานะนักแสดงอิสระเช่นกัน

ใครจะรู้ว่าหนังอินดี้เรื่องนี้จะทำให้เต๋อคว้ารางวัล New Currents Award ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ชาวเอเชียจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (Busan International Film Festival หรือ BIFF) ไปครอง และให้กำเนิดนิยาม ‘หนังเต๋อ’ ที่เมสเซจแหลมคมแต่เล่าน้อยต่อยหนัก

ทว่า กลับกันกับอุ้ม

“หลังจาก 36 เรารู้สึกไม่อยากถ่ายแล้ว เรียกว่าเป็นระลอกแรกของการตั้งคำถามกับรายได้แล้วกัน”

ในตอนนั้น เต๋อฉาย 36 ครั้งแรกในห้องประชุมขนาดเล็กบนชั้น 4 ของหอศิลป์กรุงเทพฯ 4 – 5 รอบกับจำนวนคนดูไม่ถึง 200 คน

“ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่ปัญหาของคนทำภาพยนตร์อิสระ แต่เป็นปัญหาขาดการสนับสนุน การสื่อสาร การนำเสนอ เงินทุนในการผลิต และเงินตอบแทนของทีมงาน 

“10 ปีที่ผ่านมามีภาพยนตร์อิสระเกิดขึ้นกี่เรื่อง แล้วในเรื่องต่าง ๆ นั้นมีตัวละคร มีนักแสดงคนไหนบ้าง สมมติว่านักแสดงคนหนึ่งแสดงภาพยนตร์อิสระแค่เรื่องเดียว แปลว่าเขาต้องมีรายได้มากพอที่จะใช้จ่ายใน 10 ปีนั้น ถ้าเขาไม่ทำงานอื่นเลย ซึ่งทำไม่ได้หรอก”

ระหว่างนั้น อุ้มยังคงประกอบอาชีพอาร์ตไดเรกเตอร์ และเริ่มหันไปเอาดีด้านการเป็นโปรดิวเซอร์ซีรีส์และมิวสิกวิดีโอควบคู่ไปด้วย

“เพราะเราทำสิ่งที่เรารักและมีรายได้มากพอจะดูแลตัวเองไม่ได้ เลยจำเป็นต้องหาอีกอาชีพมาจุนเจือ ถ้ามีโปรเจกต์ภาพยนตร์ที่ต้องใช้เวลาเยอะ อย่างน้อยเราจะได้มีเงินออมจากการทำงานประเภทนี้ มันเศร้า แต่ก็ต้องหาทาง”

แม้หนทางบนอาชีพนี้จะเลือนราง แต่อุ้มก็ชอบการแสดงมากขึ้นเรื่อย ๆ และศึกษาด้วยตัวเอง สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่เทคนิคการแสดงอลังการ แต่คือความเป็นธรรมชาติที่ทำให้คนดูเชื่อสนิทใจว่าเป็นตัวละครนั้นจริง

เขาลงเรียนการแสดงเป็นครั้งแรกในชีวิตด้วยการสมัคร Berlinale Talents ปี 2014 ด้วยคำแนะนำจากแฟนของกานต์ เป็นโครงการสอนการแสดงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน (Berlin International Film Festival) ที่คนทำหนังรุ่นใหม่หรือรุ่นกลางจากหลากหลายประเทศอยากสมัครเข้าเรียน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์มาเป็นวิทยากร มีทั้งสาขาผู้กำกับ ผู้เขียนบท โปรดิวเซอร์ นักแสดง นักตัดต่อ นักถ่ายภาพยนตร์ และผู้ทำงานด้านเสียง 

“สิ่งที่จำได้มากที่สุด คือเขาอธิบายว่าในหนึ่งซีนไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็น Curve ถ้ามองเป็นตัวเลข ก็อาจจะเริ่มต้นที่ 1 ไปที่ 5 จบที่ 8”

อุ้มเชื่อว่านักแสดงควรเล่นให้อยู่ในตัวละครที่ผู้กำกับสร้าง ต้องรับผิดชอบเมสเซจที่ผู้กำกับอยากนำเสนอ แต่ก็ควรมีพื้นที่พาตัวละครเติบโต พาตัวละครไปรู้สึกอะไรที่ผู้กำกับอาจไม่รู้สึกเท่า

เขามีสมุด 1 เล่มสำหรับการออกแบบตัวละคร 1 เรื่องเสมอ เหมือนเป็นสมุดจดการบ้าน

เริ่มจากการหาให้เจอก่อนว่าโลกของตัวละครในจินตนาการนี้เป็นยังไง สนใจอะไร มีปมอะไร ประกอบร่างให้ตัวตนเด่นชัด แล้วค่อยกระโดดเข้าไปในตัวตนนั้น บางทีอุ้มก็วิเคราะห์แล้วเก็บไว้ บางทีเขาก็นำไปเสนอผู้กำกับ

“มีเรื่องที่เราคุยเล่น ๆ กับเพื่อนผู้กำกับว่า เราเป็นแค่วัตถุดิบในการทำอาหาร ผู้กำกับคือเชฟ จะหยิบเราไปใช้ ไปปรุงอะไรก็ได้ เราเปรียบตัวเองเหมือนเต้าหู้ หน้าตาดูธรรมดา แต่มันก็พิเศษนะ อยู่ที่ว่าจะปรุงยังไง”

ป้อม พุทธิพงษ์ ผู้กำกับที่มักผลิตหนัง ‘ทดลอง’ ออกสู่สายตาชาวโลกอย่าง กระเบนราหู และ Morrison เป็นหนึ่งคนที่มองเห็นความพิเศษของอุ้ม

เอกลักษณ์ของป้อมคือการเป็นผู้กำกับที่ไม่เขียนบท อุ้มมองเป็นข้อดี เพราะนักแสดงที่ถนัดเรื่องการตีความตัวละครอย่างเขาจะได้มีอากาศหายใจ

พวกเขาเริ่มลงเรือลำเดียวกันตอนที่ป้อมชวนอุ้มมาถ่ายหนังตัวอย่างเพื่อขอทุนทำหนังขนาดยาวเรื่องแรก พอหนังได้ทุนสำเร็จ ป้อมกลับมาชวนอุ้มไปแสดงอีกครั้งเพราะเห็นอุ้มเป็นตัวละครนี้ไปแล้ว แต่หัวใจที่เริ่มพ่ายแพ้ให้กับอาชีพนักแสดงอิสระทำให้เขาปฏิเสธไปในตอนแรก

“แต่พอพี่ป้อมกับ พี่เก่ง จักรวาล โปรดิวเซอร์ ชวนให้ลองอ่านบทอีกที รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราต้องรับบทนี้ อ่านแล้วขนลุก นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าการเจอบทที่ดีรู้สึกยังไง หลังจากนั้นเวลาเราอ่านบทแล้วขนไม่ลุก แสดงว่าไม่อยากทำ” 

หนังเรื่องนั้นคือ กระเบนราหู ว่าด้วยชาวประมงท้องถิ่น รับบทโดยอุ้ม เขาบังเอิญพบชายบาดเจ็บนอนหมดสติในป่าและนำมาพักฟื้นที่บ้านตัวเอง โดยคาดว่าเป็นชาวโรฮิงญาแต่ลักษณะคล้ายคลึงกับคนไทย 

อุ้มบอกว่า กระเบนราหู จุดไฟในตัวเขาให้ติดอีกครั้ง และทำให้เขาอยากเป็น ‘ร่างทรง’ ที่จะถ่ายทอดข้อความของผู้กำกับสู่โลกใบนี้ 

แล้วเหตุผลที่จะปฏิเสธบทหนังคืออะไร – เราถามย้อน

“ถ้าตอบด้วยความจริงใจเลยคือบทที่จะเป็นใครก็ได้” เขาพูดเสียงเรียบ “ถ้าอีโก้แปลว่าความภาคภูมิใจในตัวเอง ความอยากจะทำงานให้ดี เราว่าจำเป็นต้องมีนะ เป็นแรงขับเคลื่อนให้มีโอกาสได้เล่นตัวละครที่น่าสนใจมากขึ้น”

เหมือนเวลาเขียนหนังสือให้คนอยากรู้ว่านักเขียนเป็นใครรึเปล่า

“เราว่าเหมือนกันนะ เราอยากให้คนเห็นเราในหนังแล้วถามว่าไอ้ตัวละครนี้คือใครวะ”

เป็นอีกครั้งที่หนังของอุ้มคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Orizzonti ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส (Venice Film Festival) ครั้งที่ 75 จะเรียกว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพก็ไม่ผิดเท่าไรนัก แต่อุ้มบอกว่าเขาไม่แน่ใจ

“พุทธิพงษ์มีชื่อเสียงมากขึ้นในฐานะผู้กำกับ แต่เราไม่แน่ใจเลยว่าวัลลภมีชื่อเสียงมากขึ้นไหม” 

เพราะความคิดที่ว่าวงการภาพยนตร์อิสระในประเทศนี้หาเลี้ยงชีพไม่ได้ยังคงอยู่ นั่นทำให้เขาก้าวขาสู่วงการภาพยนตร์กระแสหลัก

วงการที่ทำให้เขาเป็นฝ่ายถูกปฏิเสธ

“ถ้าคุ้นชินกับพื้นที่บางพื้นที่แล้ว เป็นธรรมดาที่เราอยากไปท้าทายตัวเองในอีกพื้นที่หนึ่ง คนทำหนังอิสระก็ต้องการแมส นักแสดงกระแสหลักก็อยากเล่นหนังอินดี้

“เราอยากรู้ว่าคนอย่างเราจะไปทำงานแบบนั้นได้ไหม เพื่อจะได้รู้ว่า โอเค ทำได้ แต่ต้องปรับนิดหนึ่ง หรือโอเค ทำไม่ได้ เราไม่เหมาะสม และอยากรู้เหมือนกันว่าผลตอบแทนในหนังกระแสหลักเป็นยังไง

“พอเราถูกปฏิเสธ เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราเป็นนักแสดงที่โอเคไหม แล้วจะทำงานในฐานะนักแสดงในประเทศนี้ได้เหรอ

“และถ้าไม่อยู่ประเทศไทย แล้วไปทำอาชีพอื่นที่ต่างประเทศเลยได้ไหม”

อุ้มหันหลังให้วงการจอเงินอีกครั้ง คราวนี้เขาไปสมัครเรียนเชฟ เลอ กอร์ดอง เบลอ

ชีวิตนอกจอของอุ้มสนุกไม่แพ้บทบาทที่เขารับเล่น 

หากกดเข้าไปดูอินสตาแกรมของเขา คุณจะพบเพียงอาหารการกิน หนัง และยอดเขาที่เคยไปถึง เพราะเขาเป็นนักปีนผา เป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอน เป็นเชฟบ้างบางเวลา ถ้ามีคำถามว่าอะไรคือเซฟโซนของอุ้ม เขาก็คงตอบว่าไม่มี

ส่วนคำถามว่าในทุกงานที่ทำมา เขารักอะไรที่สุด อุ้มให้คำตอบเพียงว่า เขาทำงานมากมายเพียงเพราะอาจได้ใช้กับการแสดงในอนาคต อย่างน้อยก็ส่งผลต่อพละกำลัง

ว่ากันว่าโอกาสจะเกิดขึ้นกับผู้ที่พร้อมรับเสมอ และลึก ๆ เขาเองก็รู้ตัวดีว่าไม่มีทางเลิกทำอาชีพนักแสดงได้ง่าย ๆ

บทภาพยนตร์เรื่อง Mongrel เข้ามาตอนนั้น

โปรเจกต์หนังขนาดยาวเรื่องแรกของเหว่ยเลี่ยง ผู้กำกับชาวสิงคโปร์ที่สนใจเรื่องแรงงานข้ามชาติและวัฒนธรรมเอเชีย โดยมีตัวละครหลักเป็นแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในไต้หวัน ต้องดูแลคนพิการและผู้สูงอายุ ต้องขอบคุณ SOITIP-Casting ที่ชวนเขาไปแคสต์ ถึงจะไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่เหว่ยเลี่ยงก็บินมาพูดคุยกับเขาถึงไทยเพื่อแคสต์รอบที่ 2 ด้วยตัวเอง

“เขาคงรู้ว่าวัลลภพอจะทำอะไรได้บ้าง แต่เขาอยากรู้ว่าวัลลภจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนได้รึเปล่า เขาอยากเห็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่วัลลภใน 36 ใน ที่รัก, กระเบนราหู หรือ Anatomy of Time” 

วันนั้นเขาบอกตัวเองว่า “นี่แหละบทที่อยากได้” วันนี้เขายังขนลุกชูชันเมื่อพูดให้เราฟัง นับเป็นการทำงานกับโปรดักชันต่างประเทศครั้งแรกที่มีคนมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฝรั่งเศส รวมอยู่ด้วยกัน ถ้าศัพท์ในวงการมีคำว่า ‘เล่นเปลืองตัว’ อุ้มบอกว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวละครนี้สมบูรณ์และเป็นมนุษย์มากที่สุด 

แม้การอดทนฟันฝ่ากว่า 10 ปีในวงการนักแสดงไทยจะทำให้เขาล้มเหลวกับการพิสูจน์ตัวเอง ความฝันใหม่ของอุ้มคือการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในฐานะนักแสดงระดับนานาชาติ

“เราเริ่มไม่มองโอกาสในประเทศแล้ว เพราะว่าเราไม่ค่อยได้โอกาส” อุ้มเล่าต่อยิ้ม ๆ “เราอยากท้าทายตัวเองว่าโอกาสและความสามารถที่มีจะไปไกลกว่านี้ได้ไหม เราเชื่อว่า Mongrel จะเป็นหนังที่พิสูจน์อะไรบางอย่างได้

“สิ่งที่ทำคือพวกเราจะลองร่วมมือกันทำหนังเรื่องนี้ให้ไปไกลอย่างที่ฝัน

“เรากับเหว่ยเลี่ยงไม่เคยคุยกันว่าฝันอยากให้หนังเรื่องนี้ไปอยู่ที่ไหน แต่เรารู้ว่าเป้าหมายของพวกเราคือที่เดียวกัน

“ที่นั่นคือฝรั่งเศส”

หลังได้ยินเสียงประกาศชื่อหนังที่เข้ารอบผ่านไลฟ์สดของเทศกาลหนังเมืองคานส์ คืนนั้นนับว่าเป็น Talk of the Town ที่บรรดาคนในวงการภาพยนตร์ไทยพากันออกมาแสดงความยินดีทั่วโซเชียลมีเดีย แม้อุ้มจะไม่ค่อยบอกใครว่าเขาอยากไปไกลกว่าประเทศไทย เว้นเพียงแต่กานต์ เพื่อนคนแรกที่หยิบยื่นการแสดงให้กับเขา และร้องไห้ด้วยกันในค่ำคืนนั้น

จากหนังนอกกระแสกว่า 4,000 เรื่องทั่วโลก มี 10 เรื่องที่ได้โอกาสไปฉายในหมวดผู้กำกับนานาชาติสาขาใหม่ (Directors’ Fortnight) 

จาก 10 เรื่องนั้น Mongrel คว้ารางวัล Caméra d’Or ซึ่งยกย่องภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจากผู้กำกับที่เพิ่งทำภาพยนตร์เรื่องแรกมาครอง

หลายคนจดจำคานส์เพียงเพราะอยากรู้ว่าดาราคนโปรดจะสวมใส่ชุดอะไรในพรมแดง แต่อุ้มบอกว่าคานส์ของจริงไม่ต่างกับความฝัน คือเป็นเทศกาลที่รวบรวมคนคลั่งหนัง ไม่ใช่แค่ความรักธรรมดา

ถึงตาเขาเป็นฝ่ายทวงถามเราในฐานะตัวแทนสื่อบ้าง 

“เราไม่รู้ว่าความหมายของพรมแดงจะสื่อสารออกมายังไง การเดินพรมแดงตรงนั้นมันแค่ทางเข้าโรงหนังที่มีสีแดงก็จริง แต่ที่เราเห็นในสื่อคือรูปนักแสดง ทั้งที่มีรูปฟิล์มเมกเกอร์ด้วยเพียงแค่เราไม่รู้จักเขา เราไม่รู้ว่าคนนี้คือผู้กำกับมีชื่อเสียง ไม่รู้ว่าคนนี้คือ DOP (Director of Photography) มีชื่อเสียง แต่ความจริงในพรมแดงนั้นคือพวกเขาทุกคนควรได้รับการเชิดชูและให้เกียรติ

“เราคาดหวังว่าคนจะรู้จักคานส์ว่าไม่ได้มีแค่การเดินพรมแดงสวยหล่อ มันมีความหมายของมัน”

เทศกาลหนังเมืองคานส์อันทรงเกียรติคัดเลือกหนังที่ส่งผลกับคนดูและโลกใบนี้เสมอ ไม่ใช่แค่เพื่อเสพหนังในเชิงศิลปะ แต่อย่างน้อยก็ได้ตั้งคำถามกับตัวเอง Film Programmer ที่อุ้มได้พูดคุยด้วยบอกว่า Mongrel มีสิ่งเหล่านั้น เป็นหนังที่พวกเขากล้าบอกว่านี่คือหนังที่ฉันเลือก นี่คือหนังที่ฉันภาคภูมิใจ และพวกท่านจงมาดูเถิด

คำถามจาก Mongrel ทำให้อุ้มตอบตัวเองได้ว่าทำไมภาพจำของเขาคือนักแสดงที่มักรับบทคนชายขอบหรือคนตัวเล็กเสมอ

อุ้มรู้แล้วไม่ได้มาจากเขา แต่มาจากผู้กำกับ 

ถ้าเจอบทที่ผู้กำกับอยากสื่อสารกับโลกใบนี้ เขาคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำสิ่งนั้น การแสดงของอุ้มพาให้หนังขนาดยาวเรื่องแรกในชีวิตผู้กำกับหลายคนคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีหนังนอกกระแสมานักต่อนัก แต่ไม่มีครั้งไหนเทียบเท่าคานส์

“เราขอบคุณตัวเอง เราพยายามในทุก ๆ วันจนถึงวันนี้ เราไม่ได้เป็นวัลลภที่ได้ไปคานส์ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งที่พาหนังเรื่องนี้มาให้คนดูถึงฝรั่งเศส” เขาน้ำตารื้น 

“การได้รางวัลสำหรับเราคือการมีพื้นที่ข่าวมากขึ้น คนเห็นมากขึ้น คนอยากไปดูหนังมากขึ้น แล้วหนังจะพาเขาไปเจอเมสเซจที่อยากฝากกับโลกใบนี้ Mongrel ไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่จรรโลงใจเลย แต่เป็นภาพยนตร์ที่คนดูจะตั้งคำถามกับมันได้”

หลังกลับจากเวทีใหญ่สุดที่นักแสดงอิสระทุกคนฝันถึง เราถามเขาว่ายังเคลือบแคลงใจกับอาชีพนี้อยู่อีกไหม

“ถ้าทุกคนมีสิ่งที่กำหนดว่าควรจะทำอะไร เราว่าสำหรับเรา สิ่งนั้นคือการแสดง” เขาตอบอย่างหนักแน่น 

“เราทำสิ่งนี้ไปได้จนแก่ตาย เรามีพลัง เราอยากทำสิ่งนี้ตลอดเวลา มีจังหวะหนักนะ แต่ก็สนุก สะใจ และมีความสุขไปพร้อม ๆ กัน เหมือนที่ ริวอิจิ ซากาโมโตะ ศิลปินผู้ล่วงลับก็บรรเลงเปียโนจนวาระสุดท้ายของชีวิต” 

หมวดผู้กำกับนานาชาติสาขาใหม่ (Directors’ Fortnight) เปรียบได้กับระดับ 3 ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ เป้าหมายต่อไปของอุ้มคือการไปถึงการประกวดรอง (Un Certain Regard) และการประกวดหลัก (Official Selection) ให้ได้ รวมถึงการได้ร่วมงานกับบรรดาผู้กำกับเอเชียที่เขาชื่นชอบ โดยเฉพาะ ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ ผู้กำกับที่คว้ารางวัลสูงสุดอย่างปาล์มทองคำครั้งที่ 71 จากเรื่อง Shoplifters ซึ่งการเป็นนักแสดงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อาจทำให้อุ้มไม่สิ้นไร้ไม้ตอกอีกต่อไป 

แม้จะเดินไปไกล แต่เขายังเหลียวหลังกลับมามองบ้านเกิด

“ไต้หวันให้การสนับสนุน Mongrel ซื้อสื่อในหนังสือ ต้นเสา แนะนำให้คนรู้จักหนังเรื่องนี้ ทั้งที่เราบังเอิญเป็นตัวแสดงนำ แต่เขาไม่สนใจเลยว่าเราเป็นคนไทย หนังเรื่องนี้เป็นความภาคภูมิใจของไต้หวัน บูทสิงคโปร์เคลมว่าหนังที่เขา Co-production ด้วยได้ไปคานส์ สถานทูตฝรั่งเศสในไทยสนับสนุนเราให้ไป ซึ่งทั้งคู่อยู่ติดกับบูทไทย และเขาเหล่านั้นไม่รู้ว่าปีนี้มีคนไทยมาคานส์ในฐานะนักแสดง เราว่าเหมือนเป็นโลกคู่ขนาน”

เราสงสัยว่าเขายังสนใจรางวัลที่ไทยอยู่บ้างรึเปล่า อุ้มย้ำอย่างสัตย์จริงว่าขอให้เขียนลงไปในบทสัมภาษณ์นี้ว่า ‘เขาจะไม่รับมัน’ เป็นดั่งถ้อยแถลงการณ์ในฐานะนักแสดงที่วิ่งตามหาโอกาสในประเทศนี้มาทั้งชีวิต

“มันคงดีถ้าเข้าชิงแล้วได้รางวัล อย่างน้อยก็ทำให้คนเอ๊ะว่าคือหนังอะไร ซึ่งเป็นข้อดีเดียวเลยที่รู้สึกได้ เราว่าการเดารางวัลสาขาภาพยนตร์ในประเทศไทยง่ายพอ ๆ กับการเดาการเลือกตั้งว่าใครจะได้

“การไปฉายหนังที่ฝรั่งเศสแล้วมีคุณป้าอายุประมาณ 80 รอยืนพูดกับเราหลังฉายเสร็จ และขอบคุณที่ถ่ายทอดตัวละครนี้ออกมา สิ่งนี้มีพลังมากกว่ารางวัลในฐานะนักแสดง เราไปเก็บรางวัลแบบนี้ตามรายทางดีกว่า”

ราวกับฟ้าเล่นตลกไม่ทราบได้ ลูกค้าที่แวะเวียนผ่านทางผลักประตูเข้ามาในร้านที่นักแสดงดังนั่งอยู่

ปิ่นบอกว่าวันนี้เขาไม่ได้ขายหนังสือ แต่เปิดร้านเฉพาะกิจเพื่อสัมภาษณ์พี่อุ้ม

เสียงจากลูกค้าหน้าประตูแว่วมาผ่านหูว่า “อุ้มไหนคะ” เรียกให้พวกเราหัวเราะกันยกใหญ่

ไม่มีใครสนใจแล้วหากคนในประเทศนี้ยังถามว่า ‘อุ้มไหน’ เพราะวงการภาพยนตร์ระดับโลกรู้จักเขาในนาม วัลลภ รุ่งกำจัด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล