เมื่อพูดถึงแหล่งผลิตและบ่มเพาะนวัตกรรม หลายคนมักนึกถึงซิลิคอนวัลเลย์ หุบเขาแห่งเทคโนโลยีที่เป็นศูนย์กลางความไฮเทคและบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลก

วันนี้ The Cloud ได้โอกาสอันดี พูดคุยกับ คุณเบญญาภรณ์ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาพื้นที่ วังจันทร์วัลเลย์ เพื่อเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ถึงแผนการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์ให้เติบโตเป็นผู้นำเมืองนวัตกรรมระดับอาเซียน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมากว่า 30 ปี ช่วงหลังเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 จึงเกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EECi (Eastern Economic Corridor of Innovation) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) เป็นโครงการเมืองนวัตกรรมอัจฉริยะของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตั้งอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษนี้

โดย ปตท. คำนึงถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านนวัตกรรมอันหลากหลายนอกเหนือจากด้านพลังงาน จึงอยากสร้าง Smart Natural Innovation Platform ที่รวบรวมองค์กรหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงพัฒนา Smart City ให้พร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและแหล่งอยู่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตดี ดึงดูดผู้ประกอบการ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงเข้ามา

การสนับสนุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ วังจันทร์วัลเลย์ นั้น สอดคล้องกับแผนพัฒนาของ สวทช. ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเมืองอนาคตในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

ทั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร (FOOD INNOPOLIS) ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (ARIPOLIS) เน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่คาดการณ์ว่าใช้งานง่ายในอนาคต อย่างปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ เมืองนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (BIOPOLIS) และเมืองนวัตกรรมการบินและอวกาศ (SPACE INNOPOLIS)  

พื้นที่ 3,454 ไร่ ของ วังจันทร์วัลเลย์ แบ่งเป็น 3 โซน 

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Education Zone รากฐานของนวัตกรรมคือการศึกษา  

“ความท้าทายของการสร้างศูนย์นวัตกรรม คือประเทศเรายังมีคนที่มีทักษะด้านนี้ไม่เพียงพอ จึงต้องผลิตบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ให้ทันต่อความต้องการ แก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการ Reskill และ Upskill คนให้มีความชำนาญ” คุณเบญญาภรณ์เล่า

คล้ายซิลิคอนวัลเลย์ที่มีสถาบันการศึกษาชื่อดังอย่างสแตนฟอร์ดตั้งอยู่ ก่อนจะมาเป็น วังจันทร์วัลเลย์ ปตท.ได้ก่อตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. 2558 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) สอนหลักสูตรวิทย์-คณิตสมัยใหม่ในระดับมัธยมปลาย เน้นการสอนเพื่อเติบโตเป็นนักนวัตกรรม นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ส่วนสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับระดับสากล 

ตั้งแต่เปิดมา นักเรียนจากทั้งสองสถาบันมีผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับ สร้างชื่อเสียงและพร้อมต่อยอดความรู้ในการศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด พร้อม Go Global ให้ระดับการสอนที่มีคุณภาพ โดยทั้งหมดนี้เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ด้วยพื้นที่สีเขียวในวังจันทร์ ทำให้มีศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์และศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สอนการเกษตรสมัยใหม่ องค์ความรู้เรื่องการปลูกป่าและ Smart Farming อีกทั้งในอนาคต อาจมีสถาบันการศึกษาประเภทอื่นเพิ่มเข้ามาอีก

Innovation Zone วิจัยและพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต

ขึ้นชื่อว่าโซนนวัตกรรม พื้นที่ในเขตนี้จึงรวบรวมองค์กรเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์นวัตกรรมที่มี Smart Farming แบบ Open Air และในโรงเรือนแบบปิด การพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ และแบตเตอรี่สมัยใหม่

Smart Manufactory สนับสนุนให้โรงงานในภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง Internet of Things ระบบหุ่นยนต์และเซนเซอร์มาช่วยในกลไกการผลิตแบบเดิม

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ที่ศึกษานวัตกรรมด้านการบำรุงรักษาใต้น้ำ

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มีกล้องจุลทรรศน์ที่ส่องได้ลึกถึงระดับอะตอม ทั่วโลกมี 20 เครื่องเฉพาะในเมืองที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ เอกชน ผู้ประกอบการ มาติดอาวุธด้านเทคโนโลยี ต่อยอดไอเดีย พัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อไป

อาคาร Intelligent Operation Center หรือ IOC ซึ่งถือว่าเป็นอาคารเขียว (Green Building) ที่ทำให้คนในเมืองสามารถเห็นข้อมูลการใช้น้ำ ไฟ และระบบรักษาความปลอดภัย มีระบบสาธารณูปโภคที่คำนึงถึงพลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งด้านอุณหภูมิ ก๊าซ มลพิษ สร้างอาคารเขียวและติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดพลังงาน

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Community Zone เมืองคุณภาพชีวิตดี

ด้วยคอนเซ็ปต์ Smart City วังจันทร์วัลเลย์จึงออกแบบการใช้ชีวิตแบบ Smart Living เพื่อดึงดูด Smart People ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สนใจเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน

อาคารในเมืองออกแบบโดยยึดหลัก Universal Design ให้คนทุกเพศทุกวัยอยู่อาศัยร่วมกันได้ ผสมผสานความทันสมัยและธรรมชาติในเมือง มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งล้อมรอบจำนวนมาก ส่วนที่พักอาศัยมีโรงแรม อพาร์ตเมนต์ ทั้งสำหรับอยู่ถาวรและชั่วคราว ที่ออกกำลังกาย สถานพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ สถานที่สัมมนาและ Co-working Space สำหรับพบปะสังสรรค์

การออกแบบคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่ทำงานและพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย สร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นการสนับสนุนให้คนเก่งมารวมตัวกัน ต่อยอดกันและกันได้ในการทำงาน ในด้านการเดินทาง เน้นการใช้รถ EV Bus แบ่งทางเดินเป็น 3 เลน คือ รถยนต์ จักรยาน และทางเดินเท้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเมือง Smart City ที่พัฒนาความเป็นอยู่ถึง 7 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) การบริการภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) และพลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Sandbox พื้นที่ผ่อนปรนกฎ เล่นสนุกกับการทดลองนวัตกรรม

ในการทำสิ่งใหม่ บางครั้งกฎระเบียบเดิมไม่รองรับ จึงต้องมี Sandbox หรือพื้นที่ที่ขออนุญาตผ่อนปรนกฎระเบียบ เพื่อทดลองทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ตัวอย่างเช่น UAV Regulatory Sandbox ใช้ทดสอบโดรน ในปัจจุบันพื้นที่ทั่วไปมีกฎระเบียบการบินโดรนว่าบินได้อย่างไรและสูงแค่ไหน แต่การใช้งานโดรนในอนาคตนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น วังจันทร์วัลเลย์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ให้สามารถทดสอบโดรนรูปแบบใหม่ ทั้งส่งของ ดับเพลิง ตรวจสอบความปลอดภัย และยังมีสนามทดสอบรถที่ทดลองการใช้รถ EV กับ รถ Autonomous เป็นหลักอีกด้วย

เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ต้องใช้คลื่นสัญญาณอินเทอร์เน็ต 5G พื้นที่ Sandbox จึงมีการร่วมมือกับเครือข่ายผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่

เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต
เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต

Ecosystem ที่พันธมิตรทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ

ปัจจัยความสำเร็จของเมืองนวัตกรรม คือ การสร้างระบบนิเวศหรือ Ecosystem ที่มีพันธมิตรและหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ เอกชน มารวมพลังกันเพื่อผลักดันพื้นที่แห่งนี้

คุณเบญญาภรณ์กล่าวว่า “จุดแข็งของวังจันทร์วัลเลย์คือ เราจับมือกับภาครัฐแบบเข้มแข็งมาก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้ลงทุนอุปกรณ์ด้านวิทยาศาสตร์หลักหมื่นล้าน เพื่อให้ภาคธุรกิจตื่นตัวเรื่องนวัตกรรม อยากให้คนไทยที่เก่งๆ มาจับมือกัน ตั้งใจสร้างเป็นพื้นที่ Open Innovation สำหรับประเทศ” 

นอกจาก 3 กลุ่มพันธมิตรสำคัญในพื้นที่ คือ สถาบันการศึกษาใน Education Zone สถาบันวิจัยใน Innovation Zone และหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตใน Community Zone แล้ว กลุ่มที่สำคัญไม่แพ้กัน คือกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการที่สนับสนุนเมืองนวัตกรรมในบทบาทต่างกันไป เช่น บริษัทขนาดใหญ่อาจมีปัญหาหรือโจทย์ทางธุรกิจบางอย่าง ที่ startup สามารถสนับสนุนหรืออาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ไขปัญหาหรือเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นได้ ส่วนธุรกิจขนาดกลางที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการ เมื่อเข้ามาอยู่ใกล้คนเก่งและระบบนิเวศที่ดีแล้ว ยิ่งมีโอกาสพัฒนาด้านระบบยิ่งขึ้นไปอีก

เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต
เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีแผนให้กลุ่มนักลงทุน Angel Investor และ Venture Capital ที่พร้อมสนับสนุนความฝันและเงินทุนให้ผู้ประกอบการ โครงการอย่าง Accelerator ที่มีพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและให้ความรู้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจ รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์และหาพันธมิตรให้

ผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือการเก็บภาษีในอัตราต่ำ และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด สำหรับชาวต่างชาติยังได้ Smart Visa for Foreigner ทำให้เดินทางเข้า-ออกประเทศได้สะดวกอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น วังจันทร์วัลเลย์ฯ ตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมต่อ กับศูนย์โลจิสติกส์ที่ทันสมัยในพื้นที่ EEC ซึ่งจะช่วยเพิ่มความพร้อมด้านการขนส่งสินค้าทางเรือและอากาศกับอาเซียน และดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณเบญญาภรณ์ปิดท้ายว่า “สิ่งที่ต้องการที่สุด คือความร่วมมือจากทุกคนในการสร้างเมืองนี้ การสร้างนวัตกรรมเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ และไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ทุกคนคือพาร์ตเนอร์ที่เข้ามาช่วยกันต่อจิ๊กซอว์”

Future of Wangchan Valley

ปัจจุบันวังจันทร์วัลเลย์มีทั้งส่วนที่เปิดดำเนินการแล้ว อย่างสถาบันการศึกษาและโซนนวัตกรรมบางส่วน มีส่วนที่กำลังเริ่มทดลองใช้อย่าง Sandbox รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง

เป้าหมายระยะยาวคือ เป็นผู้นำศูนย์นวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่บริษัทขนาดกลาง เล็ก และภาคประชาชน อย่างครบวงจร เมื่อโมเดลพื้นที่วังจันทร์สำเร็จแล้ว มีแผนอยากขยายเขตเศรษฐกิจไปตามภูมิภาคอื่นๆ เพื่อให้ทุกภาคมีศูนย์กลางเมืองนวัตกรรมเพื่อกระจายความเจริญ โดยโมเดลเหล่านี้ตั้งใจพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะ มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมเหมือนวังจันทร์วัลเลย์

คุณเบญญาภรณ์สรุปความตั้งใจของ ปตท. ไว้ว่า “เราไม่อยากสร้างแค่โรงงานอุตสาหกรรม แล้วแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายหลัง แต่อยากพัฒนาอย่างยั่งยืน อยากให้มีพื้นที่เปิดกว้างที่ภาคธุรกิจ ประชาชน ผู้ประกอบการทุกระดับ เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ ทุกคนเข้ามาหาโอกาสของตัวเองได้ง่ายขึ้น มีเวทีที่รับฟังความคิดเห็นกันมากขึ้น ช่วยกันแก้ไขปัญหากันมากขึ้น”  

ข้อดีของเมืองนวัตกรรม คือจากเดิมที่แต่ละภาคส่วนแยกกันคิดค้นทำงานในส่วนของตนเองแบบต่างคนต่างทำ เมื่อมีพื้นที่กลาง จึงสามารถดึงดูดคนเหล่านี้มารวมอยู่ในที่เดียวกัน หาทางร่วมกันได้มากขึ้น ปตท. เชื่อว่าหากสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงได้ หนทางการเดินตามรอยซิลิคอนวัลเลย์ก็เป็นจริงได้ไม่ยาก

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

ภาพ : Wangchan Valley 

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

ทุกวันนี้เราเดินทางในความหมายที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว บางคนออกไปค้นหาความหมายของตัวเองระหว่างทาง บางคนออกไปสร้างความหมายใหม่ๆ ให้ผู้อื่น การท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้จึงมีจุดมุ่งหมายอื่นๆ แฝงมาด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนรักษาสุขภาพ การท่องเที่ยวเพื่อสำรวจพรมแดนใหม่ๆ ของรสชาติอาหารท้องถิ่น และอีกสารพัดสาขาที่การเดินทางตอบโจทย์ความชอบ ความสนใจของผู้คนทั่วโลกได้ ยิ่งประเทศไทยยิ่งมีความหลากหลายสูง ก็ยิ่งคิดสร้างสรรค์ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ต่อยอดจากการท่องเที่ยวได้อีกไม่จำกัด นั่นรวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเล็กๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย

Local Alike เป็นบริษัทท่องเที่ยวชุมชนที่มีเป้าหมายมากกว่าความสนุก แต่ยังให้ความสำคัญแก่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย พวกเขากำลังแสดงให้เราเห็นว่าเราอาจไม่ได้ต้องการสถานที่ท่องเที่ยวใหม่มากเท่ามุมมองใหม่ในการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาพวกเขาได้โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนและความร่วมมือในระยะยาวกับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศไทย ช่วยเพิ่มรายได้ ให้ความรู้แก่ชุมชนในการเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยว และพัฒนาชีวิตของชาวชุมชนให้ดีขึ้นตามไปด้วย

Local Alike

เติบโตมาด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน

“เราเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนแบบนี้ เราสนุกที่ได้เรียนรู้ไปกับมัน ประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เข้าใจว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก รูปแบบการทำงานในตอนเริ่มต้น ตอนขยายธุรกิจ ตอนที่เราทำให้มันยั่งยืนขึ้น ไม่ว่าขั้นตอนไหนก็ตาม มันจะไม่มีทางเหมือนกัน” สุรัชนา ภควลีธร เล่าให้เราฟังว่า Local Alike เกิดขึ้นมาจากการเข้าไปฝึกงานกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ศึกษาเรื่องการทำโฮมสเตย์ในพื้นที่หมู่บ้านสวนป่า และหมู่บ้านปางพระราชทาน จังหวัดเชียงราย

“เรารู้จักท่องเที่ยวชุมชนก็ตอนมหาวิทยาลัยแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เราเที่ยวเยอะมากแต่ก็ไม่เคยรู้จักการท่องเที่ยวแบบนี้มาก่อน เราเริ่มมาสนใจก็ตอนที่อาจารย์พาไปดูวัดเก่าตามต่างจังหวัด ทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะไป พอไปเห็นด้วยตาตัวเอง ก็ได้รู้ว่าพื้นที่เหล่านั้นมันมีศักยภาพ มีสิ่งน่าสนใจที่เราไม่เคยรู้จักซ่อนอยู่เยอะมาก” นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รับรู้ถึงศักยภาพของชุมชนเล็กๆ ในชนบทไทย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอและเพื่อนเข้ามาศึกษาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างจริงจัง และค้นพบแนวทางว่าปัญหาต่างๆ นั้นอาจถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการท่องเที่ยวที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจธรรมชาติ เข้าใจข้อจำกัดของชุมชน และจัดทำโดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ผลประโยชน์ไปถึงชุมชนอย่างแท้จริง

ทีมงานโลคอล อะไลค์ จึงไม่เคยหยุดคิด หยุดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะพวกเขารู้ดีว่าความต้องการของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และความเป็นน้องใหม่ในวงการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ข้ออ้างในการทำงานสำหรับพวกเขา

“มองดูเหมือนเราเสียเปรียบที่ไม่มีต้นทุนอะไรเลย ทั้งฐานะทางบ้าน การศึกษา อายุ ประสบการณ์ แต่การที่เราไม่มีต้นทุนตรงนี้กลับเป็นต้นทุนที่สำคัญมากสำหรับเรา พอไม่มีอะไรมาก่อน ก็เลยไม่มีความคาดหวัง ไม่มีความกดดันจากภายนอก แต่เราทำ เพราะอยากจะทำเรื่องนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น มันก็ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น” สุรัชนาเล่าว่า ทุกคนในโลคอล อะไลค์ จับเข่าคุยกันตั้งแต่แรก ว่าเราทุกคนเริ่มจากศูนย์ ในทีมจึงช่วยกันเยอะมากตั้งแต่ต้น ทุกคนมาร่วมกันทำ ลงมือเองกันทั้งหมด “ปีแรกของการทำบริษัทจึงไม่มีใครมีเงินเดือน ทุกคนต้องหารายได้เสริม ทำงานทุกวัน เพื่อให้อยู่ได้ทั้งหมดคือเรื่องของใจล้วนๆ” สุรัชนาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เมื่อต้องพยายามมากกว่าคนอื่น โลคอล อะไลค์ จึงพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามทำอยู่คือการพัฒนาชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ตัวเองชัดเจนที่สุดเพื่อยืนหยัดในวงการนี้ต่อไป

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับปัญหา

ด้วยแนวคิดที่มองปัญหาเป็นเพื่อนที่จะต้องเรียนรู้และหาทางปรับเข้ากัน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาอันห่างไกล ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงได้ แม้ภาพแรกจะดูน่าหนักใจแค่ไหนก็ตาม

“ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าหมู่บ้านนี้จะทำการท่องเที่ยวได้ เพราะหมู่บ้านมีขยะเยอะ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานมาเก็บขยะ ผู้ใหญ่บ้านก็แบ่งรับแบ่งสู้ ชั่งใจว่าอะไรใหม่ๆ ที่เราเอาไปเสนอจะเวิร์กไหม เราก็เรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ชาวบ้านค่อยๆ ทดลองทำเส้นทางเดินป่าขึ้นเอง การพัฒนาชุมชนมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วมากอย่างที่เราอยากให้มันเป็น แต่มันจะค่อยเป็นค่อยไปในแบบของมันเอง เราไม่ได้ต้องไปบอกว่า พี่เก็บขยะกัน แต่พอนักท่องเที่ยวเข้าไปเขาก็รู้สึกกันเองว่าต้องทำอะไรบางอย่างให้บ้านตัวเองดีขึ้น เดิมที่เคยมีข่าวลือเรื่องยาเสพติด เมื่อทำการท่องเที่ยวแล้วชื่อเสียงของหมู่บ้านก็ดีขึ้น เมื่อเห็นผลว่าสิ่งที่ทำไปมีประโยชน์ ทุกคนก็อยากทำตามด้วย มันมีเกณฑ์มากมายในการทำท่องเที่ยวชุมชน ว่าจะต้องมีการจัดการอย่างไร ความสะอาด คุณภาพระดับไหน แต่สุดท้ายแล้วคนต่างหากที่เป็นหัวใจหลัก ถ้าคนมีความริเริ่ม มีใจอยากทำอยากเผยแพร่ ทุกที่ก็มีทางไปของมันจนได้”

โมเดลในการทำงานของโลคอล อะไลค์ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ๆ หนึ่งคือ การพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนจนกว่าพวกเขาจะทำได้เองทั้งหมด สอง แพลตฟอร์มซึ่งช่วยให้ชุมชนเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง สาม การติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลงไปทำงานกับชุมชนอย่างจริงจัง ทำรายงานออกมาเป็นตัวเลขที่จับจ้องได้ สี่ ดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนส่วนกลางของชุมชนที่ทำร่วมกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนกลาง ทำให้การท่องเที่ยวพัฒนาชุมชนได้จริง และสุดท้ายซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ นั่นคือการเป็นกระบอกเสียงให้ชุมชน ให้ภูมิปัญญาที่ถูกซ่อนอยู่ได้เป็นที่รับรู้มากขึ้น

ขึ้นชื่อว่าเป็นการทำงานเพื่อการแก้ปัญหา งานของโลคอล อะไลค์ จึงมีแต่จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ

“อนาคตมันต้องท้าทายขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว ปัญหาคือทำยังไงให้คงไว้ซึ่งสปิริตที่เราทำกันตอนเริ่มต้น”

ความยากในตอนแรกมันคือเรื่องของความเหมาะสมกันของสินค้ากับตลาด แต่เมื่อขยับขึ้นสู่ขั้นต่อไปเป็นเรื่องของการทำงาน ระบบที่ต้องพัฒนานโยบาย หรือวัฒนธรรมองค์กรที่มันแข็งแรง ในเมื่อเริ่มต้นนั้นยากอยู่แล้ว การประคองให้สิ่งที่ทำไปได้ดียิ่งขึ้นยิ่งยากกว่า ท้าทายกว่ามาก”

เปรียบเทียบกันแล้วโลคอล อะไลค์ จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยช่วยเหลือชุมชนในด้านที่พวกเขายังขาด ร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกันอย่างเข้าใจ “เราเลือกปัญหาที่จับต้องได้ ปัญหาจริงๆ จากประสบการณ์ของคนที่อยู่ท่ามกลางปัญหานั้น มันทำให้เราทำในสิ่งที่มีคนต้องการจริงๆ ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปใส่มากเกินไป ไม่คิดแทนว่าเขาต้องการอะไร แต่เข้าใจปัญหาในพื้นที่นั้นจริงๆ”

Local Alike

ยืนหยัดกับความยั่งยืน

“เรามองว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำอยู่นั้นมันคือการประกอบ 3 สิ่งเข้าด้วยกัน หนึ่งคือ ฟ้าดิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตนะ มันคือจังหวะ โอกาส ในการทำสิ่งที่คนต้องการ ถูกที่ถูกเวลา วันนี้โลคอล อะไลค์ อาจถูกที่ถูกเวลาประมาณหนึ่ง แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ เราจึงต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สองคือ อย่าหลงในสิ่งที่เราทำว่ามันดีที่สุด วันหนึ่งชุมชนอาจจะเปลี่ยนไป เราเองก็ต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ก่อนที่จะไปพัฒนาคนอื่น ให้ความสำคัญแก่คนรอบๆ ตัวเราที่ทำงานด้วยกันด้วย และสาม เป้าหมายต้องใหญ่กว่าตัวเราเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนมารวมกันตรงนี้ มาร่วมด้วยช่วยกันโดยเริ่มจากส่วนที่ตัวเองถนัดและมีความเชี่ยวชาญ”

และเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาชุมชน ในรูปแบบที่แต่ละคนถนัดและมีความเชี่ยวชาญ เช่น ในบริษัทใหญ่ๆ ที่มีแนวคิดเรื่องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านการส่งเสริมศักยภาพชุมชน โลคอล อะไลค์ จึงคิดหาทางเพิ่มวิธีการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ทั้งง่ายดายและหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างการไปเที่ยวเพื่อให้ชาวบ้านได้ฝึกการจัดการ อุดหนุนบริการของพวกเขา ไปจนถึงการทำโครงการระยะยาวให้พนักงานบริษัทใหญ่ๆ นำความรู้ความสามารถของพวกเขามาพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง

แม้ความตั้งใจแรกจะเป็นการโฟกัสพื้นที่ทำงานในประเทศไทยเท่านั้น แต่เมื่อโอกาสเข้ามา โลคอล อะไลค์ ก็เลือกที่จะคว้าไว้ ในแบบที่ไม่ฝืนกระโดดลงไปว่ายในมหาสมุทรทั้งที่ยังไม่พร้อม แต่เลือกใช้วิธีการแชร์ความรู้ การทำงานด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่สั่งสมมากว่า 5 ปีให้บริษัทแห่งหนึ่งในเวียดนามซึ่งสนใจจะให้บริการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันในบ้านของตัวเองบ้าง โดยนำเอาบทเรียนของโลคอล อะไลค์ ไปใช้ และแชร์แพลตฟอร์มโดยมีเป้าหมายเป็นพื้นที่ของสตาร์ทอัพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

“ความสนุกในทุกวันนี้สำหรับเรา คือการที่ได้เจอคน เสน่ห์ที่โดดเด่นมากสำหรับการท่องเที่ยว คือมันเป็นธุรกิจที่ต้องข้องเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละชุมชนก็ไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก การทำงานกับคนที่แตกต่างกับเรามากๆ ทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ เสมอ สำหรับการท่องเที่ยว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำไปแค่ไหน คนก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอยู่ดี”

Local Alike

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการท่องเที่ยว (TravelTech)

สุรัชนา ภควลีธร, Co-founder of Local Alike

Website: LocalAlike.com

Writer

สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล

นักเขียนอิสระ ที่รักการค้นคว้าข้อมูลแปลกๆ เป็นงานอดิเรก มองหาเรื่องสนุกไม่จำกัดหมวดหมู่ สนใจใคร่รู้ทุกความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load