เมื่อพูดถึงแหล่งผลิตและบ่มเพาะนวัตกรรม หลายคนมักนึกถึงซิลิคอนวัลเลย์ หุบเขาแห่งเทคโนโลยีที่เป็นศูนย์กลางความไฮเทคและบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลก

วันนี้ The Cloud ได้โอกาสอันดี พูดคุยกับ คุณเบญญาภรณ์ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาพื้นที่ วังจันทร์วัลเลย์ เพื่อเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ถึงแผนการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์ให้เติบโตเป็นผู้นำเมืองนวัตกรรมระดับอาเซียน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมากว่า 30 ปี ช่วงหลังเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 จึงเกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EECi (Eastern Economic Corridor of Innovation) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) เป็นโครงการเมืองนวัตกรรมอัจฉริยะของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตั้งอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษนี้

โดย ปตท. คำนึงถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านนวัตกรรมอันหลากหลายนอกเหนือจากด้านพลังงาน จึงอยากสร้าง Smart Natural Innovation Platform ที่รวบรวมองค์กรหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงพัฒนา Smart City ให้พร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและแหล่งอยู่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตดี ดึงดูดผู้ประกอบการ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงเข้ามา

การสนับสนุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ วังจันทร์วัลเลย์ นั้น สอดคล้องกับแผนพัฒนาของ สวทช. ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเมืองอนาคตในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

ทั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร (FOOD INNOPOLIS) ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (ARIPOLIS) เน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่คาดการณ์ว่าใช้งานง่ายในอนาคต อย่างปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ เมืองนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (BIOPOLIS) และเมืองนวัตกรรมการบินและอวกาศ (SPACE INNOPOLIS)  

พื้นที่ 3,454 ไร่ ของ วังจันทร์วัลเลย์ แบ่งเป็น 3 โซน 

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Education Zone รากฐานของนวัตกรรมคือการศึกษา  

“ความท้าทายของการสร้างศูนย์นวัตกรรม คือประเทศเรายังมีคนที่มีทักษะด้านนี้ไม่เพียงพอ จึงต้องผลิตบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ให้ทันต่อความต้องการ แก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการ Reskill และ Upskill คนให้มีความชำนาญ” คุณเบญญาภรณ์เล่า

คล้ายซิลิคอนวัลเลย์ที่มีสถาบันการศึกษาชื่อดังอย่างสแตนฟอร์ดตั้งอยู่ ก่อนจะมาเป็น วังจันทร์วัลเลย์ ปตท.ได้ก่อตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. 2558 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) สอนหลักสูตรวิทย์-คณิตสมัยใหม่ในระดับมัธยมปลาย เน้นการสอนเพื่อเติบโตเป็นนักนวัตกรรม นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ส่วนสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับระดับสากล 

ตั้งแต่เปิดมา นักเรียนจากทั้งสองสถาบันมีผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับ สร้างชื่อเสียงและพร้อมต่อยอดความรู้ในการศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด พร้อม Go Global ให้ระดับการสอนที่มีคุณภาพ โดยทั้งหมดนี้เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ด้วยพื้นที่สีเขียวในวังจันทร์ ทำให้มีศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์และศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สอนการเกษตรสมัยใหม่ องค์ความรู้เรื่องการปลูกป่าและ Smart Farming อีกทั้งในอนาคต อาจมีสถาบันการศึกษาประเภทอื่นเพิ่มเข้ามาอีก

Innovation Zone วิจัยและพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต

ขึ้นชื่อว่าโซนนวัตกรรม พื้นที่ในเขตนี้จึงรวบรวมองค์กรเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์นวัตกรรมที่มี Smart Farming แบบ Open Air และในโรงเรือนแบบปิด การพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ และแบตเตอรี่สมัยใหม่

Smart Manufactory สนับสนุนให้โรงงานในภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง Internet of Things ระบบหุ่นยนต์และเซนเซอร์มาช่วยในกลไกการผลิตแบบเดิม

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ที่ศึกษานวัตกรรมด้านการบำรุงรักษาใต้น้ำ

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มีกล้องจุลทรรศน์ที่ส่องได้ลึกถึงระดับอะตอม ทั่วโลกมี 20 เครื่องเฉพาะในเมืองที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ เอกชน ผู้ประกอบการ มาติดอาวุธด้านเทคโนโลยี ต่อยอดไอเดีย พัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อไป

อาคาร Intelligent Operation Center หรือ IOC ซึ่งถือว่าเป็นอาคารเขียว (Green Building) ที่ทำให้คนในเมืองสามารถเห็นข้อมูลการใช้น้ำ ไฟ และระบบรักษาความปลอดภัย มีระบบสาธารณูปโภคที่คำนึงถึงพลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งด้านอุณหภูมิ ก๊าซ มลพิษ สร้างอาคารเขียวและติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดพลังงาน

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Community Zone เมืองคุณภาพชีวิตดี

ด้วยคอนเซ็ปต์ Smart City วังจันทร์วัลเลย์จึงออกแบบการใช้ชีวิตแบบ Smart Living เพื่อดึงดูด Smart People ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สนใจเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน

อาคารในเมืองออกแบบโดยยึดหลัก Universal Design ให้คนทุกเพศทุกวัยอยู่อาศัยร่วมกันได้ ผสมผสานความทันสมัยและธรรมชาติในเมือง มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งล้อมรอบจำนวนมาก ส่วนที่พักอาศัยมีโรงแรม อพาร์ตเมนต์ ทั้งสำหรับอยู่ถาวรและชั่วคราว ที่ออกกำลังกาย สถานพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ สถานที่สัมมนาและ Co-working Space สำหรับพบปะสังสรรค์

การออกแบบคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่ทำงานและพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย สร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นการสนับสนุนให้คนเก่งมารวมตัวกัน ต่อยอดกันและกันได้ในการทำงาน ในด้านการเดินทาง เน้นการใช้รถ EV Bus แบ่งทางเดินเป็น 3 เลน คือ รถยนต์ จักรยาน และทางเดินเท้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเมือง Smart City ที่พัฒนาความเป็นอยู่ถึง 7 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) การบริการภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) และพลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Sandbox พื้นที่ผ่อนปรนกฎ เล่นสนุกกับการทดลองนวัตกรรม

ในการทำสิ่งใหม่ บางครั้งกฎระเบียบเดิมไม่รองรับ จึงต้องมี Sandbox หรือพื้นที่ที่ขออนุญาตผ่อนปรนกฎระเบียบ เพื่อทดลองทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ตัวอย่างเช่น UAV Regulatory Sandbox ใช้ทดสอบโดรน ในปัจจุบันพื้นที่ทั่วไปมีกฎระเบียบการบินโดรนว่าบินได้อย่างไรและสูงแค่ไหน แต่การใช้งานโดรนในอนาคตนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น วังจันทร์วัลเลย์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ให้สามารถทดสอบโดรนรูปแบบใหม่ ทั้งส่งของ ดับเพลิง ตรวจสอบความปลอดภัย และยังมีสนามทดสอบรถที่ทดลองการใช้รถ EV กับ รถ Autonomous เป็นหลักอีกด้วย

เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ต้องใช้คลื่นสัญญาณอินเทอร์เน็ต 5G พื้นที่ Sandbox จึงมีการร่วมมือกับเครือข่ายผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่

เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต
เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต

Ecosystem ที่พันธมิตรทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ

ปัจจัยความสำเร็จของเมืองนวัตกรรม คือ การสร้างระบบนิเวศหรือ Ecosystem ที่มีพันธมิตรและหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ เอกชน มารวมพลังกันเพื่อผลักดันพื้นที่แห่งนี้

คุณเบญญาภรณ์กล่าวว่า “จุดแข็งของวังจันทร์วัลเลย์คือ เราจับมือกับภาครัฐแบบเข้มแข็งมาก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้ลงทุนอุปกรณ์ด้านวิทยาศาสตร์หลักหมื่นล้าน เพื่อให้ภาคธุรกิจตื่นตัวเรื่องนวัตกรรม อยากให้คนไทยที่เก่งๆ มาจับมือกัน ตั้งใจสร้างเป็นพื้นที่ Open Innovation สำหรับประเทศ” 

นอกจาก 3 กลุ่มพันธมิตรสำคัญในพื้นที่ คือ สถาบันการศึกษาใน Education Zone สถาบันวิจัยใน Innovation Zone และหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตใน Community Zone แล้ว กลุ่มที่สำคัญไม่แพ้กัน คือกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการที่สนับสนุนเมืองนวัตกรรมในบทบาทต่างกันไป เช่น บริษัทขนาดใหญ่อาจมีปัญหาหรือโจทย์ทางธุรกิจบางอย่าง ที่ startup สามารถสนับสนุนหรืออาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ไขปัญหาหรือเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นได้ ส่วนธุรกิจขนาดกลางที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการ เมื่อเข้ามาอยู่ใกล้คนเก่งและระบบนิเวศที่ดีแล้ว ยิ่งมีโอกาสพัฒนาด้านระบบยิ่งขึ้นไปอีก

เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต
เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีแผนให้กลุ่มนักลงทุน Angel Investor และ Venture Capital ที่พร้อมสนับสนุนความฝันและเงินทุนให้ผู้ประกอบการ โครงการอย่าง Accelerator ที่มีพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและให้ความรู้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจ รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์และหาพันธมิตรให้

ผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือการเก็บภาษีในอัตราต่ำ และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด สำหรับชาวต่างชาติยังได้ Smart Visa for Foreigner ทำให้เดินทางเข้า-ออกประเทศได้สะดวกอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น วังจันทร์วัลเลย์ฯ ตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมต่อ กับศูนย์โลจิสติกส์ที่ทันสมัยในพื้นที่ EEC ซึ่งจะช่วยเพิ่มความพร้อมด้านการขนส่งสินค้าทางเรือและอากาศกับอาเซียน และดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณเบญญาภรณ์ปิดท้ายว่า “สิ่งที่ต้องการที่สุด คือความร่วมมือจากทุกคนในการสร้างเมืองนี้ การสร้างนวัตกรรมเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ และไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ทุกคนคือพาร์ตเนอร์ที่เข้ามาช่วยกันต่อจิ๊กซอว์”

Future of Wangchan Valley

ปัจจุบันวังจันทร์วัลเลย์มีทั้งส่วนที่เปิดดำเนินการแล้ว อย่างสถาบันการศึกษาและโซนนวัตกรรมบางส่วน มีส่วนที่กำลังเริ่มทดลองใช้อย่าง Sandbox รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง

เป้าหมายระยะยาวคือ เป็นผู้นำศูนย์นวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่บริษัทขนาดกลาง เล็ก และภาคประชาชน อย่างครบวงจร เมื่อโมเดลพื้นที่วังจันทร์สำเร็จแล้ว มีแผนอยากขยายเขตเศรษฐกิจไปตามภูมิภาคอื่นๆ เพื่อให้ทุกภาคมีศูนย์กลางเมืองนวัตกรรมเพื่อกระจายความเจริญ โดยโมเดลเหล่านี้ตั้งใจพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะ มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมเหมือนวังจันทร์วัลเลย์

คุณเบญญาภรณ์สรุปความตั้งใจของ ปตท. ไว้ว่า “เราไม่อยากสร้างแค่โรงงานอุตสาหกรรม แล้วแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายหลัง แต่อยากพัฒนาอย่างยั่งยืน อยากให้มีพื้นที่เปิดกว้างที่ภาคธุรกิจ ประชาชน ผู้ประกอบการทุกระดับ เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ ทุกคนเข้ามาหาโอกาสของตัวเองได้ง่ายขึ้น มีเวทีที่รับฟังความคิดเห็นกันมากขึ้น ช่วยกันแก้ไขปัญหากันมากขึ้น”  

ข้อดีของเมืองนวัตกรรม คือจากเดิมที่แต่ละภาคส่วนแยกกันคิดค้นทำงานในส่วนของตนเองแบบต่างคนต่างทำ เมื่อมีพื้นที่กลาง จึงสามารถดึงดูดคนเหล่านี้มารวมอยู่ในที่เดียวกัน หาทางร่วมกันได้มากขึ้น ปตท. เชื่อว่าหากสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงได้ หนทางการเดินตามรอยซิลิคอนวัลเลย์ก็เป็นจริงได้ไม่ยาก

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

ภาพ : Wangchan Valley 

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

The Cloud x Startup Thailand

ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

นับวันความฝันนี้เริ่มกลายมาเป็นความฝันร่วมสมัยสำหรับคนยุคใหม่ หากแต่พอจะเริ่มทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ความเป็นไปได้ที่เจ้าของกิจการมือใหม่จะไม่ต้องวุ่นวายและใช้เวลายาวนานกับการทำความเข้าใจตัวเลข บัญชี และระบบหลังบ้านต่างๆ รวมไปถึงงานเดินเอกสาร วางบิล และใบแจ้งหนี้ นั้นเป็นไปได้แค่ไหน?

กฤษฎา ชุตินธร หนึ่งในผู้ก่อตั้ง FlowAccount ร่วมกับพี่และเพื่อนเข้าใจปัญหานี้ดี เมื่อเขาเริ่มทำธุรกิจของตัวเองแล้วพบว่า นอกจากจะต้องรู้ลึกรู้จริงในธุรกิจที่ตัวเองทำ เขายังต้องเจียดเวลาไม่น้อยมาทำความเข้าใจกับเรื่องบัญชี ไม่ว่าจะเป็นทำบัญชีด้วยมือ ออกแบบการบันทึกบัญชีด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การซื้อโปรแกรมทำบัญชีสำเร็จรูปมาใช้งาน แต่ทุกทางล้วนมีปัญหา ไม่ยากเกินไป ก็ไม่สะดวกต่อการใช้งาน

“มันควรมีบัญชีเบื้องต้นที่ใครๆ ก็ทำเองได้ ที่เหลือส่งให้สำนักงานบัญชีทำ เมื่อบริษัทขยับขยายใหญ่ขึ้นค่อยหาโปรแกรมที่ซับซ้อนขึ้นมาใช้” กฤษฎาเล่าที่มาที่ไปของ FlowAccount สตาร์ทอัพที่พัฒนาเครื่องมือทางธุรกิจ ผู้เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่ทุกคน

นอกจาก FlowAccount จะออกแบบหน้าตาการใช้งานให้ง่ายและเป็นมิตรสมกับความตั้งใจแล้ว สตาร์ทอัพใจดีนี้ยังมีทีมงานนั่งคอยรับโทรศัพท์เป็นสายด่วน คอยให้คำปรึกษา สร้างความกระจ่าง ให้ทุกคนที่เคยมืดแปดด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัญชี ภาษี รวมไปถึงการทำธุรกิจ

“การมีทีมให้คำปรึกษาผู้ใช้บริการเป็นความตั้งใจแรกของเราอยู่แล้ว เพราะตอนเราทำกิจการเองเรามั่วมาก เราเลยเอาความรู้สึกตรงนั้นมาว่าถ้ามีคนตอบคำถามเราได้คงดีนะ

“เวลาจะทำเครื่องมือแก้ปัญหาอะไร ให้พัฒนามาจากประสบการณ์ของตัวเองในฐานะผู้ใช้มาก่อน ถ้าเราไม่ใช่ผู้ใช้ มันยากที่จะเข้าใจปัญหาจริงๆ” กฤษฎาแนะนำ

“เรามองว่า FlowAccount มีโอกาสขยายฐานผู้ใช้ไปได้อีกมาก เพราะแนวโน้มของคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวมีมากขึ้น หรือแม้แต่คนที่ทำงานฟรีแลนซ์ที่อาจจะผันเป็นเจ้าของบริษัทด้วยเหตุผลทางภาษี

“เราหวังว่าสตาร์ทอัพนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบกิจการหน้าใหม่มีเวลาโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ” กฤษฎาเล่าถึงความตั้งใจของเขา

FlowAccount เพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่

FinTech สตาร์ทอัพสายป๊อป

แม้สตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับบัญชีได้รับการจัดหมวดหมูให้อยู่ในสตาร์ทอัพ FinTech ที่กำลังมาแรง แต่สำหรับกฤษฎาแล้วเขาไม่ได้เลือกที่จะทำธุรกิจสายนี้เพราะกระแสนิยมนั้น

“ตอนที่เราเริ่มทำ เราไม่ได้สนใจมาก่อนว่า FlowAccount เป็น FinTech เราเพียงแค่อยากทำในสิ่งที่เชื่อและสนใจ แต่โชคดีที่มีกระแสเข้ามาด้วยพอดี” กฤษฎาขยายความถึงสิ่งสำคัญอย่างความตั้งใจจริง เพราะหากไม่ได้มีแพสชันในสิ่งที่ทำก็อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงทางอุปสรรคต่างๆ และอาจจะพบกับความไม่ยั่งยืน “การทำสตาร์ทอัพต้องลงทุนทั้งเวลาและเงินถึงจะสำเร็จ ดังนั้นหากตั้งใจจะทำอะไรก็ควรเป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ” กฤษฎากล่าว

ทั้งนี้ กฤษฎามองว่าการเริ่มทำสตาร์ทอัพในปัจจุบันนั้นค่อนข้างจะถูกที่ ถูกเวลา เนื่องจากมีเวทีให้พิสูจน์ตัวมาก เช่นเดียวกับเขาที่ได้รับทั้งโอกาส เงินทุนและการสนับสนุนผ่านการประกวดจากหลายสนาม

“สิ่งที่เราทำพิสูจน์ว่าไอเดียง่ายๆ ที่ไม่ได้พิสดาร และใครๆ ก็สามารถคิดได้ ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุน เพียงแค่ต้องลงมือทำ และถ้าเราพิสูจน์ได้ว่าเราทำจริงจังอย่างต่อเนื่องและทุ่มเท ทำด้วยความตั้งใจ ทำดีที่สุดเท่าที่ความสามารถเรามี เราก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากต้องลงทุนทำเองทั้งหมดเราอาจมาไม่ถึงวันนี้”

มาถึงตอนนี้ FlowAccount เดินทางมาถึงปีที่ 3 ซึ่งสิ่งที่คอยชุบชูใจให้เขามีความสุขกับสิ่งที่ทำคือเสียงตอบรับจากผู้ใช้งาน

FlowAccount เพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่

“เราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำ ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกดี เขาโทรมาบอกว่า ‘ใช้งานง่าย แม้จะไม่เคยใช้งานมาก่อน’ หรือ ‘ทำธุรกิจมาแล้วสิบกว่าปีเพิ่งเริ่มใช้ FlowAccount ทำให้เห็นว่ามีรายได้เท่าไหร่ในแต่ละเดือน’ ผลตอบรับเหล่านี้ทำให้เรามีแรงตั้งใจทำต่อไปมากขึ้น”

แม้เรื่องราวของ FinTech จะได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง เมื่อถามถึงโอกาสของสตาร์ทอัพหน้าใหม่ในสายนี้ กฤษฎาเห็นว่ายังมีโอกาสอยู่อีกมาก

“มีความเป็นไปได้อีกเยอะมาก ข้อดีที่สุดของ FinTech คือการที่ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินเร็วขึ้น สะดวกขึ้น ด้วยต้นทุนที่ถูกลง เช่น สามารถกู้เงินได้โดยไม่ผ่านโครงสร้างเดิม” กฤษฎาขยายความต่อถึงวิธีหาไอเดียเริ่มต้นสตาร์ทอัพที่สามารถทำได้ง่ายๆ โดยมองหาช่องทางจากต่างประเทศว่าสิ่งใดที่เมืองนอกมีแล้วเมืองไทยไม่มี ทั้งนี้ก่อนตัดสินใจต้องมองไปถึงบริบทของประเทศและความสนใจของตนเองด้วย

อย่างไรก็ตามแต่ละสตาร์ทอัพล้วนมีความเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน

สำหรับ FinTech นั้น กฤษฎามองว่าความท้าทายหลักอยู่ที่ผลงานต้องมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ เนื่องจากเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินเรื่องที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ อีกทั้ง FinTech เป็นสายที่มีการควบคุมด้านนโยบายซึ่งต้องมีใบอนุญาตจึงจะดำเนินการได้

สำหรับโอกาสในการขยายธุรกิจต่อไปของ FlowAccount กฤษฎาเล่าให้ฟังว่า “เราต้องประเมินศักยภาพของตัวเองว่าเราทำได้แค่ไหน ส่วนใหญ่สตาร์ทอัพมักเริ่มในกลุ่มเป้าหมายเล็กๆ ของตัวเองแล้วค่อยขยาย ซึ่งสำหรับเรา เรายังคงเชื่อว่าเป้าหมายหลักเป็นการช่วยเหลือคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจ การช่วยเหลือเจ้าของกิจการมือใหม่คือสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข เราจึงอยากสนับสนุนลูกค้ากลุ่มนี้ที่เข้ามาใหม่ในตลาดเรื่อยๆ” แม้กลุ่มเป้าหมายยังคงเป็นกลุ่มเดิม แต่ FlowAaccount ก็ยังมีภารกิจมองหาโซลูชันใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานลดเวลาในการทำบัญชีได้ไม่รู้จบ

FlowAccount เพื่อนคู่ใจเจ้าของกิจการมือใหม่

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการเงิน (FinTech)

กฤษฎา ชุตินธร, Co-founder of FlowAccount

Website: FlowAccount.com

Writer

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load