เมื่อพูดถึงแหล่งผลิตและบ่มเพาะนวัตกรรม หลายคนมักนึกถึงซิลิคอนวัลเลย์ หุบเขาแห่งเทคโนโลยีที่เป็นศูนย์กลางความไฮเทคและบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลก

วันนี้ The Cloud ได้โอกาสอันดี พูดคุยกับ คุณเบญญาภรณ์ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาพื้นที่ วังจันทร์วัลเลย์ เพื่อเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ถึงแผนการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์ให้เติบโตเป็นผู้นำเมืองนวัตกรรมระดับอาเซียน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางมากว่า 30 ปี ช่วงหลังเศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 จึงเกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EECi (Eastern Economic Corridor of Innovation) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจประเทศ

วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) เป็นโครงการเมืองนวัตกรรมอัจฉริยะของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตั้งอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษนี้

โดย ปตท. คำนึงถึงความสำคัญขององค์ความรู้ด้านนวัตกรรมอันหลากหลายนอกเหนือจากด้านพลังงาน จึงอยากสร้าง Smart Natural Innovation Platform ที่รวบรวมองค์กรหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงพัฒนา Smart City ให้พร้อมสำหรับการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและแหล่งอยู่อาศัยที่มีคุณภาพชีวิตดี ดึงดูดผู้ประกอบการ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงเข้ามา

การสนับสนุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ วังจันทร์วัลเลย์ นั้น สอดคล้องกับแผนพัฒนาของ สวทช. ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเมืองอนาคตในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

ทั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร (FOOD INNOPOLIS) ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (ARIPOLIS) เน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่คาดการณ์ว่าใช้งานง่ายในอนาคต อย่างปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ยานยนต์สมัยใหม่ เมืองนวัตกรรมชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (BIOPOLIS) และเมืองนวัตกรรมการบินและอวกาศ (SPACE INNOPOLIS)  

พื้นที่ 3,454 ไร่ ของ วังจันทร์วัลเลย์ แบ่งเป็น 3 โซน 

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Education Zone รากฐานของนวัตกรรมคือการศึกษา  

“ความท้าทายของการสร้างศูนย์นวัตกรรม คือประเทศเรายังมีคนที่มีทักษะด้านนี้ไม่เพียงพอ จึงต้องผลิตบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ให้ทันต่อความต้องการ แก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการ Reskill และ Upskill คนให้มีความชำนาญ” คุณเบญญาภรณ์เล่า

คล้ายซิลิคอนวัลเลย์ที่มีสถาบันการศึกษาชื่อดังอย่างสแตนฟอร์ดตั้งอยู่ ก่อนจะมาเป็น วังจันทร์วัลเลย์ ปตท.ได้ก่อตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ. 2558 โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) สอนหลักสูตรวิทย์-คณิตสมัยใหม่ในระดับมัธยมปลาย เน้นการสอนเพื่อเติบโตเป็นนักนวัตกรรม นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ส่วนสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับระดับสากล 

ตั้งแต่เปิดมา นักเรียนจากทั้งสองสถาบันมีผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับ สร้างชื่อเสียงและพร้อมต่อยอดความรู้ในการศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด พร้อม Go Global ให้ระดับการสอนที่มีคุณภาพ โดยทั้งหมดนี้เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ด้วยพื้นที่สีเขียวในวังจันทร์ ทำให้มีศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์และศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สอนการเกษตรสมัยใหม่ องค์ความรู้เรื่องการปลูกป่าและ Smart Farming อีกทั้งในอนาคต อาจมีสถาบันการศึกษาประเภทอื่นเพิ่มเข้ามาอีก

Innovation Zone วิจัยและพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต

ขึ้นชื่อว่าโซนนวัตกรรม พื้นที่ในเขตนี้จึงรวบรวมองค์กรเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์นวัตกรรมที่มี Smart Farming แบบ Open Air และในโรงเรือนแบบปิด การพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ และแบตเตอรี่สมัยใหม่

Smart Manufactory สนับสนุนให้โรงงานในภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง Internet of Things ระบบหุ่นยนต์และเซนเซอร์มาช่วยในกลไกการผลิตแบบเดิม

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ที่ศึกษานวัตกรรมด้านการบำรุงรักษาใต้น้ำ

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มีกล้องจุลทรรศน์ที่ส่องได้ลึกถึงระดับอะตอม ทั่วโลกมี 20 เครื่องเฉพาะในเมืองที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้น

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจ เอกชน ผู้ประกอบการ มาติดอาวุธด้านเทคโนโลยี ต่อยอดไอเดีย พัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อไป

อาคาร Intelligent Operation Center หรือ IOC ซึ่งถือว่าเป็นอาคารเขียว (Green Building) ที่ทำให้คนในเมืองสามารถเห็นข้อมูลการใช้น้ำ ไฟ และระบบรักษาความปลอดภัย มีระบบสาธารณูปโภคที่คำนึงถึงพลังงานสะอาดและลดการปล่อยคาร์บอน ทั้งด้านอุณหภูมิ ก๊าซ มลพิษ สร้างอาคารเขียวและติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดพลังงาน

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Community Zone เมืองคุณภาพชีวิตดี

ด้วยคอนเซ็ปต์ Smart City วังจันทร์วัลเลย์จึงออกแบบการใช้ชีวิตแบบ Smart Living เพื่อดึงดูด Smart People ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สนใจเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน

อาคารในเมืองออกแบบโดยยึดหลัก Universal Design ให้คนทุกเพศทุกวัยอยู่อาศัยร่วมกันได้ ผสมผสานความทันสมัยและธรรมชาติในเมือง มีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งล้อมรอบจำนวนมาก ส่วนที่พักอาศัยมีโรงแรม อพาร์ตเมนต์ ทั้งสำหรับอยู่ถาวรและชั่วคราว ที่ออกกำลังกาย สถานพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ สถานที่สัมมนาและ Co-working Space สำหรับพบปะสังสรรค์

การออกแบบคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่ทำงานและพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย สร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เป็นการสนับสนุนให้คนเก่งมารวมตัวกัน ต่อยอดกันและกันได้ในการทำงาน ในด้านการเดินทาง เน้นการใช้รถ EV Bus แบ่งทางเดินเป็น 3 เลน คือ รถยนต์ จักรยาน และทางเดินเท้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเมือง Smart City ที่พัฒนาความเป็นอยู่ถึง 7 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) การบริการภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) และพลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน
Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

Sandbox พื้นที่ผ่อนปรนกฎ เล่นสนุกกับการทดลองนวัตกรรม

ในการทำสิ่งใหม่ บางครั้งกฎระเบียบเดิมไม่รองรับ จึงต้องมี Sandbox หรือพื้นที่ที่ขออนุญาตผ่อนปรนกฎระเบียบ เพื่อทดลองทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ตัวอย่างเช่น UAV Regulatory Sandbox ใช้ทดสอบโดรน ในปัจจุบันพื้นที่ทั่วไปมีกฎระเบียบการบินโดรนว่าบินได้อย่างไรและสูงแค่ไหน แต่การใช้งานโดรนในอนาคตนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น วังจันทร์วัลเลย์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ให้สามารถทดสอบโดรนรูปแบบใหม่ ทั้งส่งของ ดับเพลิง ตรวจสอบความปลอดภัย และยังมีสนามทดสอบรถที่ทดลองการใช้รถ EV กับ รถ Autonomous เป็นหลักอีกด้วย

เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ ต้องใช้คลื่นสัญญาณอินเทอร์เน็ต 5G พื้นที่ Sandbox จึงมีการร่วมมือกับเครือข่ายผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่

เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต
เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต

Ecosystem ที่พันธมิตรทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ

ปัจจัยความสำเร็จของเมืองนวัตกรรม คือ การสร้างระบบนิเวศหรือ Ecosystem ที่มีพันธมิตรและหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ เอกชน มารวมพลังกันเพื่อผลักดันพื้นที่แห่งนี้

คุณเบญญาภรณ์กล่าวว่า “จุดแข็งของวังจันทร์วัลเลย์คือ เราจับมือกับภาครัฐแบบเข้มแข็งมาก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้ลงทุนอุปกรณ์ด้านวิทยาศาสตร์หลักหมื่นล้าน เพื่อให้ภาคธุรกิจตื่นตัวเรื่องนวัตกรรม อยากให้คนไทยที่เก่งๆ มาจับมือกัน ตั้งใจสร้างเป็นพื้นที่ Open Innovation สำหรับประเทศ” 

นอกจาก 3 กลุ่มพันธมิตรสำคัญในพื้นที่ คือ สถาบันการศึกษาใน Education Zone สถาบันวิจัยใน Innovation Zone และหน่วยงานต่างๆ ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตใน Community Zone แล้ว กลุ่มที่สำคัญไม่แพ้กัน คือกลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการที่สนับสนุนเมืองนวัตกรรมในบทบาทต่างกันไป เช่น บริษัทขนาดใหญ่อาจมีปัญหาหรือโจทย์ทางธุรกิจบางอย่าง ที่ startup สามารถสนับสนุนหรืออาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ไขปัญหาหรือเติมเต็มความต้องการเหล่านั้นได้ ส่วนธุรกิจขนาดกลางที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการ เมื่อเข้ามาอยู่ใกล้คนเก่งและระบบนิเวศที่ดีแล้ว ยิ่งมีโอกาสพัฒนาด้านระบบยิ่งขึ้นไปอีก

เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต
เบื้องหลังการพัฒนา Ecosystem แห่งวังจันทร์วัลเลย์ เมืองนวัตกรรมแห่งอนาคตที่พัฒนาตั้งแต่การศึกษา เทคโนโลยี จนถึงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีแผนให้กลุ่มนักลงทุน Angel Investor และ Venture Capital ที่พร้อมสนับสนุนความฝันและเงินทุนให้ผู้ประกอบการ โครงการอย่าง Accelerator ที่มีพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและให้ความรู้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจ รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์และหาพันธมิตรให้

ผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือการเก็บภาษีในอัตราต่ำ และการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด สำหรับชาวต่างชาติยังได้ Smart Visa for Foreigner ทำให้เดินทางเข้า-ออกประเทศได้สะดวกอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น วังจันทร์วัลเลย์ฯ ตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพสามารถเชื่อมต่อ กับศูนย์โลจิสติกส์ที่ทันสมัยในพื้นที่ EEC ซึ่งจะช่วยเพิ่มความพร้อมด้านการขนส่งสินค้าทางเรือและอากาศกับอาเซียน และดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณเบญญาภรณ์ปิดท้ายว่า “สิ่งที่ต้องการที่สุด คือความร่วมมือจากทุกคนในการสร้างเมืองนี้ การสร้างนวัตกรรมเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศ และไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ทุกคนคือพาร์ตเนอร์ที่เข้ามาช่วยกันต่อจิ๊กซอว์”

Future of Wangchan Valley

ปัจจุบันวังจันทร์วัลเลย์มีทั้งส่วนที่เปิดดำเนินการแล้ว อย่างสถาบันการศึกษาและโซนนวัตกรรมบางส่วน มีส่วนที่กำลังเริ่มทดลองใช้อย่าง Sandbox รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง

เป้าหมายระยะยาวคือ เป็นผู้นำศูนย์นวัตกรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่บริษัทขนาดกลาง เล็ก และภาคประชาชน อย่างครบวงจร เมื่อโมเดลพื้นที่วังจันทร์สำเร็จแล้ว มีแผนอยากขยายเขตเศรษฐกิจไปตามภูมิภาคอื่นๆ เพื่อให้ทุกภาคมีศูนย์กลางเมืองนวัตกรรมเพื่อกระจายความเจริญ โดยโมเดลเหล่านี้ตั้งใจพัฒนาให้เป็นเมืองอัจฉริยะ มีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรมเหมือนวังจันทร์วัลเลย์

คุณเบญญาภรณ์สรุปความตั้งใจของ ปตท. ไว้ว่า “เราไม่อยากสร้างแค่โรงงานอุตสาหกรรม แล้วแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายหลัง แต่อยากพัฒนาอย่างยั่งยืน อยากให้มีพื้นที่เปิดกว้างที่ภาคธุรกิจ ประชาชน ผู้ประกอบการทุกระดับ เข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ ทุกคนเข้ามาหาโอกาสของตัวเองได้ง่ายขึ้น มีเวทีที่รับฟังความคิดเห็นกันมากขึ้น ช่วยกันแก้ไขปัญหากันมากขึ้น”  

ข้อดีของเมืองนวัตกรรม คือจากเดิมที่แต่ละภาคส่วนแยกกันคิดค้นทำงานในส่วนของตนเองแบบต่างคนต่างทำ เมื่อมีพื้นที่กลาง จึงสามารถดึงดูดคนเหล่านี้มารวมอยู่ในที่เดียวกัน หาทางร่วมกันได้มากขึ้น ปตท. เชื่อว่าหากสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงได้ หนทางการเดินตามรอยซิลิคอนวัลเลย์ก็เป็นจริงได้ไม่ยาก

Wangchan Valley เมืองนวัตกรรมอัจฉริยะที่อยากเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอาเซียน

ภาพ : Wangchan Valley 

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

จากงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ผ่านมา ซึ่ง GC จัดงานครั้งนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดำเนินงานผ่านแนวคิด GC Circular Living  โดยในปีนี้ ได้ต่อยอดเพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050  

งานในครั้งนี้ มีผู้นำทางความคิดและพันธมิตรกว่า 40 คนทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมแบ่งปันแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ เพื่อยกระดับความร่วมมือคือการก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน และหนึ่งใน Speaker ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง คือ ณัฏชนา เตี้ยมฉายพันธ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท พีบี ฟู้ดทอรี่ จำกัด แบรนด์ Trumpkin

Trumpkin คือสตาร์ทอัพ Vegan Cheese สัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นนวัตกรรม การันตีด้วยรางวัลจากเวที Food Innopolis 2021 ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศรุ่น Heavy Weight (บุคคลทั่วไป) และรางวัล Popular Vote และรางวัล Startup Winner Food Innovation Product Contest 2022 จาก Thaifex Anuga Taste Innovation Show

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้แตกต่างจาก Vegan Cheese แบรนด์อื่น ๆ คือแหล่งโปรตีนที่เลือกใช้

อย่างที่ทราบกันดี ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ตลอดจนถั่วชนิดต่าง ๆ ล้วนให้สานอาหารโปรตีน แต่ในทางกลับกัน ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้วัตถุดิบเหล่านี้ อีกทั้งยังอาจมีแป้ง น้ำมัน และน้ำตาล ในสัดส่วนที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ทว่า Trumpkin เลือกใช้เมล็ดฟักทองเป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์ชีสขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แล้ว ยังปราศจากคอเลสเตอรอล มีแคลลอรี่ต่ำ และโปรตีนสูงอีกด้วย

โดยตั้งใจจะปฏิวัติวงการอาหารด้วยนวัตกรรมและสร้างผลิตภัณฑ์วีแกนที่รสชาติอร่อย ดีต่อสุขภาพ ราคาเข้าถึงได้ง่าย เพื่อนำเสนอมุมมองใหม่ของการกินอาหารวีแกนให้กับผู้บริโภค

ถ้านางฟ้าแม่ทูนหัวคือเบื้องหลังของการเนรมิตฟักทองให้เป็นรถม้าสำหรับเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า นัท-ณัฐชนา เตี้ยมฉายพันธ์ และ นพ.ศิวพล ฐิตยารักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ก็คือเบื้องหลังของการเสกฟักทองให้เป็นอาหารที่หลาย ๆ คนชื่นชอบอย่างมอสซาเรลล่าชีส เธอเป็นส่วนหนึ่งของงาน GC Circular Living Symposium 2022 ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Green Career: Less Footprint More Opportunity” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่เป็นมิตรกับโลก

เวทย์มนต์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขอเชิญอ่าน ณ บัดนี้

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

01

“อาหารไม่ได้กินแค่เพื่อความอร่อยหรือเพื่อความอยู่รอด แต่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากกว่าที่เราคิด”

หากเดินไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาอาหารที่ทั้งดีต่อสุขภาพ อร่อย และราคาจับต้องได้

หลายครั้ง รสชาติอาจอร่อย แต่ไม่ดีกับสุขภาพ

หรือบางครั้ง อาจดีต่อสุขภาพ แต่ราคาไม่น่ารัก

หรืออาจดีต่อสุขภาพและอร่อย แต่ราคาแพง

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นัทก้าวเข้าสู่วงการนวัตกรรมอาหาร

เธอสังเกตเห็นว่ายุคก่อนหน้านี้ การทานอาหารวีแกนเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากรสชาติอาจไม่ถูกปาก อาหารเหล่านี้ยังมีราคาแพง เข้าถึงได้ยาก

เธออยากสร้างอาหารที่แก้ไขปัญหาข้างต้น ขณะเดียวกันก็ช่วยชูรสชาติของอาหารแพลนต์เบสชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

ย้อนกลับไปในปี 2019 นัทเข้าแข่งขันในรายการ Food Innopolis เป็นครั้งแรก โจทย์ที่ได้รับในวันนั้นคือ Future Protein

เมื่อต้องสร้างใหม่จากศูนย์ ก็ต้องเทียบเคียงกระบวนการผลิตและวิจัยด้วยตัวเองทั้งหมด โดยเริ่มจากการมองหาโปรตีนพืชแหล่งใหม่ตามโจทย์ของ Future Protein 

เธอได้คัดเมล็ดถั่วพูคุณภาพสูง นำมาตกตะกอนโปรตีนด้วยกรรมวิธีเดียวกับการทำน้ำเต้าหู้ และใช้เทคนิคปรับแต่งกลิ่นรสให้ตรงกับที่ต้องการมากที่สุด พร้อมปรับเนื้อสัมผัส ก่อนนำเข้ากระบวนการฆ่าเชื้อ

ด้วยกรรมวิธีนี้ เธอรังสรรค์เมล็ดถั่วพูออกมาเป็นชีสดิปท่ามกลางกระแส Cheese Lover จนได้รับรางวัลมากมาย

ทว่าเส้นทางนั้นไม่ได้ราบรื่น เมื่อโควิด-19 มาเยือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้เธอต้องหันมาพึ่งวัตถุดิบอื่น และศึกษาหาโปรตีนแหล่งใหม่ที่มีคุณประโยชน์อีกครั้ง พร้อมกับการคิดค้นกระบวนการผลิตใหม่เพื่อปิดจุดอ่อนของกรรมวิธีเดิม ซึ่งนอกจากนำมาสร้างนวัตกรรมได้แล้ว ยังต้องหาได้ในประเทศไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Trumpkin

“เมล็ดฟักทองตอบโจทย์ทั้งเรื่องโปรตีน ไฟเบอร์สูง โอเมก้า 3 รวมถึงสารอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ ไขมันดี ซึ่งช่วยเรื่องเนื้อสัมผัส นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่หาได้ตลอดทั้งปี”

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงคำว่าสตาร์ทอัพ คำว่าอุปสรรคก็ย่อมตามมา

แม้จะค้นพบวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางสารอาหารเพียบพร้อมแล้ว แต่ ณ ตอนนั้นยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ เกี่ยวกับการนำเมล็ดฟักทองมาแปรรูปเป็นชีส ทำให้นัทต้องใช้เวลาอยู่ในห้องแล็บกว่า 2 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้

“ประมาณ 2 เดือนก่อนการแข่งขัน Food Innopolis Innovation Contest 2020 อาจารย์เก้-ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ได้มาชิมวีแกนชีสของเราและบอกว่า ของที่ไม่อร่อยมันไม่ใช่อาหารนะ ทำให้เราต้องกลับมาโฟกัสที่รสชาติมากขึ้น สนใจความคาดหวังของผู้บริโภคมากขึ้น จนในปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นจุดยืนของแบรนด์เราที่ว่า As Original food, Original Taste”

Trumpkin เผชิญอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนารสชาติของผลิตภัณฑ์ ความกดดันเรื่องเงินทุน และการล้มลุกคลุกคลานเพื่อวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่คนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ แต่ไม่มีสักครั้งที่นัทคิดจะล้มเลิกสักครั้ง

“เราเห็นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ยังไม่มีอะไร จนกระทั่งมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคบอกว่า มีรสชาติใกล้เคียงกับชีสจากนมวัวได้ขนาดนี้ มันมีประโยชน์มากกว่าแค่กับเรา แต่รวมถึงผู้บริโภค เราจึงอยากผลักดันให้ได้กลายชีสสัญชาติไทยไปสู่ต่างประเทศ” เธอเล่าถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อวัตถุดิบจากประเทศไทยที่เรียกได้ว่าเป็นครัวของโลก ซึ่งถูกต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

02

แม้ว่าสำหรับสตาร์ทอัพ ทรัพยากรจะมีจำกัด แต่นัทเชื่อว่าศักยภาพของทีมเธอมีไม่จำกัด นอกจากตัวเองที่เรียนด้าน Food Innovation มาแล้ว ผู้ร่วมก่อตั้งซึ่งเรียนการแพทย์ ก็ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของเขามาดูแลเรื่องคุณค่าโภชนาการของ Trumpkin ด้วย

อีกทั้งด้วยการสนับสนุนจาก สวทช. และโครงการ Food Innopolis ที่คอยให้ความรู้ทั้งในด้านการวิจัยและการสร้างธุรกิจ นัทจึงสามารถปั้นไอเดียนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนจะนำผลิตภัณฑ์เข้าไปแข่งใน Food Innopolis ในปี 2021 อีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับรางวัลอีกเช่นเคย

“เราได้โจทย์ใหม่คือ Future Lifestyle Food ก็เลยทำออกมาเป็นมอสซาเรลล่าชีสจากเมล็ดฟักทอง เมื่อได้ถึง 2 รางวัล ก็ยิ่งมั่นใจในศักยภาพของ Trumpkin”

ชีสเป็นสินค้าที่บริโภคกันทั่วโลก ศักยภาพในการขยายตลาดจึงไม่ใช่ข้อจำกัด จึงดึงดูดพาร์ตเนอร์และนักลงทุนให้เชื่อมั่นในอนาคตของแบรนด์ แม้ในวันนี้จะถือว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่มาก ๆ ก็ตาม

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

03

ในอนาคต นอกจาก Vegan Cheese จากเมล็ดฟักทองแล้ว Trumpkin ยังมีแผนในการเติบโตอีกมากมายเพื่อให้ครอบคลุมตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-Diary โดยตั้งใจจะทำ Contract Farming กับเกษตรกรอินทรีย์ เพื่อกระจายรายได้และสร้างผลผลิตที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

“เราต้องหาว่าเกษตรกรมีพันธุ์พืชตัวไหนที่พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เป็นนมพืชได้ไหม หรือทำเป็นไอศกรีม เพื่อที่เราจะได้สร้างอาหารและเพิ่มคุณค่าให้ผลิตผลเหล่านั้น พร้อม ๆ กับสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้เกษตรกรด้วย”

นอกจากนี้ เร็ว ๆ นี้ Trumpkin จะร่วมมือกับร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อพัฒนาอาหารร่วมกัน ก้าวนี้จะทำให้ผู้บริโภคเห็นไอเดียว่า ชีสของเธอทานกับอะไรได้บ้าง

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

04

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกภาพคนคนหนึ่งในหัวพร้อมสงสัยเหมือนเราว่า Trumpkin = (โดนัลด์) ทรัมป์กิน หรือเปล่า

“ตอนนั้นในอินเทอร์เน็ตยังไม่มีภาพนี้เลยนะ” นัทพูดพลางหัวเราะขณะเล่าถึงที่มาของชื่อแบรนด์

แท้จริงแล้ว Trumpkin เกิดจากคอนเซ็ปต์ของการนำตัว T – Thailand มารวมร่างกับคำว่า Pumpkin พร้อมกับเล่นคำว่า Trump (ที่ไม่ใช่ Donald Trump) เพื่อสื่อถึงคำว่า Triumph ที่แปลว่าชัยชนะ

“คำว่า Triumph กับ กิน คือชัยชนะของการกิน วันนี้เราชนะแล้ว เราได้กินของอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย”

และชัยชนะของธุรกิจนี้คือการไปถึงระดับโลก เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ

“การทำสตาร์ทอัพเราต้องมีความตั้งใจจริง ทุกวันนี้คนพูดถึงแพสชันเยอะมาก แต่จะทำยังไงให้ในวันที่อุปสรรคและความท้าทายถาโถมเข้ามา ในวันที่เราหมดไฟ เราจะยังมีวินัยลุกขึ้นมาทำ 

“เทรนด์ของสตาร์ทอัพมาไวไปไวมาก ถ้าเราหยุดไป หันกลับมาอีกทีตลาดอาจเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราช้าไปสักก้าวหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับบริษัทใหญ่ที่จะลุกขึ้นมาทำแทนเรา”

นี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจคนรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ความคิดและทำให้เกิดขึ้นจริงได้  นอกจากความอร่อยแล้ว ยังรักษ์โลกได้อีกด้วย

“เพราะศูนย์ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือเส้นชัยของเราทุกคน”

แม้วันนี้ผลิตภัณฑ์ของ Trumpkin ยังเป็นโปรโตไทป์อยู่ เราขอเอาใจช่วยให้เกิดขึ้นจริงเพื่อที่ผู้คนจะได้มีอาหารทางเลือกดี ๆ อีกทาง

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load