สองสถาปนิกชวนกลุ่มนักศึกษาคณะสถาปัตย์ฯ และเด็กมัธยมปลายเขียนแผนที่ย่านเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แค่ฟังก็แปลก เขียนทำไม เด็กๆ จะเริ่มอย่างไร แล้วอาจารย์ทำเองจะไม่เร็วและดีกว่าให้เด็กทำหรือ

แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม และการพัฒนาเมือง และ รศ.ชาตรี ประกิตนนทการ นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมผู้มุ่งมั่นหาวิธีพัฒนาการบันทึกประวัติศาสตร์ศิลปะและการเมืองของไทย และสนใจเรื่องการอนุรักษ์ภูมิทัศน์ของชุมชนประวัติศาสตร์ในย่านเก่าของกรุงเทพฯ ยืนยันมั่นเหมาะว่า “งานนี้ต้องให้เด็กๆ ทำ”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา ที่ คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน คิดต่างด้วยการชวนให้มองประวัติศาสตร์วังหน้าจากหลากหลายมิติ ชวนคนหลายอาชีพ เช่น ศิลปิน ช่างเขียนรูป นักพัฒนาแอปพลิเคชัน นักร้องประสานเสียง นักทำหนัง ร็อกเกอร์ เชฟ สถาปนิก นักภาษาศาสตร์ มาทำความเข้าใจประวัติศาสตร์วังหน้า ในสถานที่ที่เคยเป็นวังหน้าจริงๆ แล้วสร้างชิ้นงาน จัดแสดงวันที่ 6 มีนาคม – 28 เมษายน 2562 ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

เมื่อค่อยๆ ฟังที่มาที่ไปจากสถาปนิกทั้งสอง จากที่คิดว่าแปลก กลายเป็นรู้สึกว่า ‘เออ มันต้องวิธีนี้แหละ’

เพราะวิธีของอาจารย์ทั้งสองคือ ให้คนรุ่นใหม่ศึกษาแผนที่เก่า 4 ชิ้นของพื้นที่ทางกายภาพที่เคยเป็นวังหน้า แต่ปัจจุบันเป็นที่ที่คนรุ่นใหม่กลุ่มนี้เรียนหนังสือและใช้ชีวิตวัยรุ่น เด็กๆ สนใจแง่มุมไหนก็ศึกษาต่อกันเอง แล้วเขียนแผนที่เพื่อเล่าเรื่อง

พูดอีกอย่างคือ ศึกษาประวัติศาสตร์จากแผนที่เก่า เพื่อเขียนแผนที่ใหม่

คำว่า ‘กระบวนการมีส่วนร่วม’ คือคำสำคัญของงานครั้งนี้ และอาจก่อให้เกิดผลที่น่าสนใจ ขนาดอาจารย์สุพิชชายังออกปากว่า “ตื่นเต้นที่จะรอดูการตีความของเด็กๆ” ลองมาฟังอาจารย์ทั้งสองเล่าว่างานนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม สนุกอย่างไร

อ.สุพิชชา : ส่วนตัวไม่ชอบเรียนประวัติศาสตร์ (หัวเราะ) เพราะสมัยเรียนทุกคนท่องเหมือนกันหมด ประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์ A B C D E เกิดขึ้นเพราะ ก ข ค ง จ เราก็ท่องไป ไม่สนุก เหมือนแค่ท่องคำบอกเล่าของใครก็ไม่รู้

จริงๆ ประวัติศาสตร์มันอยู่ที่ว่าใครเขียน ข้อเท็จจริงมันก็ต้องถูกปรุง เพื่อเรียบเรียงออกมาเป็นเรื่อง A B C D ส่วนตัวคิดว่าประวัติศาสตร์แบบมีส่วนร่วม สนุกกว่า มีชีวิตชีวากว่า ไม่ได้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอหลักฐานอะไรใหม่ ที่จริงประวัติศาสตร์มันไดนามิกมาก ไม่ได้เป็นเหมือนการท่องตอนเด็กๆ ทรม้าน…ทรมาน (หัวเราะ)

พอได้รับโจทย์เรื่องวังหน้า เอามาเชื่อมโยงกับกระบวนการมีส่วนร่วมได้อย่างไร

อ.สุพิชชา : ก็พยายามคิดว่า จะทำยังไงให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม พื้นที่ของวังหน้ามันซ้อนไปด้วยลำดับชั้นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ตัวเองเรียนศิลปากร ก็ไม่ได้เข้าใจว่าพื้นที่แต่เดิมมันเป็นอะไร ดังนั้น จุดประสงค์ของเราก็คืออยากให้คนที่อยู่ในพื้นที่ เรียนในพื้นที่ ได้เดินในพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้า แต่อาจได้เห็นบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม

เราอยากเล่นกับความทรงจำของคนที่คุ้นเคยกับความเป็นปัจจุบัน (ของพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้า) แต่เขาอาจไม่ได้มีข้อมูลว่าในอดีตมันเคยเป็นอะไรมาก่อน

เด็กๆ ที่เข้าร่วมเป็นใคร

อ.สุพิชชา : นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระดับปริญญาตรี อีกส่วนหนึ่งก็เป็นนักศึกษาศิลปากรเหมือนกัน แต่เป็นคณะโบราณคดี เราอยู่ในวังท่าพระ ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของวังหน้า แต่วิถีชีวิตการเป็นนักศึกษาก็จะวนเวียนอยู่แถวนี้แหละค่ะ วัดมหาธาตุเราอาจแค่ไปจอดรถ ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าวัดนี้เคยเป็นวัดประจำของวังหน้า

อีกกลุ่มหนึ่งคือนักเรียน เลือกมา 2 โรงเรียน เกณฑ์ก็คือเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่เดิมของวังหน้า คือโรงเรียนสตรีวิทยากับโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เป็นความตั้งใจของเราที่ให้เป็นโรงเรียนหญิงล้วนกับชายล้วน เด็กสาวๆ กับเด็กหนุ่มๆ อาจมีมุมมองและความสนใจไม่เหมือนกัน

เราอยากได้ประสบการณ์และการตีความของคนที่เข้าร่วมเวิร์กช็อป ว่าคนที่เขาคุ้นเคยกับพื้นที่นี้เขาอยากสร้างร่องรอยอะไรบ้างกับความทรงจำที่เขามี ทั้งในปัจจุบันและย้อนกลับไปในอดีต

ครอบคลุมพื้นที่จากไหนถึงไหนบ้าง

อ.สุพิชชา : ตั้งแต่ธรรมศาสตร์ วัดมหาธาตุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ผ่านถนนราชดำเนินไปจนถึงโรงเรียนสตรีวิทยา และวัดปรินายกฯ ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก พื้นที่แถวนั้น ถ้าดูแผนที่ปี 2430 จะเห็นว่ามีอาคารตึกดินไว้เก็บดินปืน แล้วรอบๆ ก็จะเป็นที่โล่งเลยเพราะเขากลัวดินปืนระเบิด แต่ตอนนี้กลายเป็นมีร้านแมคโดนัลด์ มีร้านหนังสือ ร้านอาหาร

กลุ่มนักศึกษาระดับอุดมศึกษาแม้จะเรียนศิลปากรซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่วังหน้า แต่วิถีชีวิตเขาอยู่แถวนี้ เขาเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำแม้ว่าจะเรียนประวัติศาสตร์ไทย เรียนโบราณคดี ก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพื้นที่ที่เขาเดินกินขนมกันเมื่อก่อนมันเคยเป็นอะไร เหตุผลและเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร

แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

รูปแบบกิจกรรมเป็นอย่างไร

อ.สุพิชชา : กิจกรรมของเราเป็นเวิร์กช็อปเต็มวัน ช่วงเช้าเป็นการบรรยายของอาจารย์ชาตรี อธิบายแผนที่เก่าของกรุงรัตนโกสินทร์ใน 4 ยุคสำคัญ เพื่อคลี่ให้เห็นสิ่งที่เด็กๆ อาจเคยเห็นแต่ยังไม่เข้าใจ ให้เขา อ๋อ มิน่าพื้นที่มันถึงต้องเอียงแบบนี้ มิน่าถึงต้องมีกำแพงตรงนี้ มิน่าตอนนี้ถึงไม่เหลืออะไรเลย มิน่าถึงมีข้อมูลว่าอย่างนี้ การบรรยายช่วงเช้าคือทำให้เราเห็นสิ่งเดิม แต่ในอีกมุมหนึ่ง

ตอนบ่ายเราพาเดินเพื่อให้เห็นพื้นที่จริงเลยว่าพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปก็จะผลิตแผนที่ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ทำเพิ่มขึ้นจาก 4 ยุคที่ว่ามา แล้วซ้อนเป็นแผ่นใส ก็แล้วแต่ว่าผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปเขาอยากจะเล่าภาพในปัจจุบันอย่างไร อยากจะตีความอย่างไร ซึ่งก็เป็นปลายเปิดพอสมควร

กระบวนการมีส่วนร่วม มีข้อดีอะไรบ้างที่วิธีอื่นให้ไม่ได้

อ.สุพิชชา : การมีส่วนร่วมมีประโยชน์ด้านการสื่อสาร และครั้งนี้เป็นการสื่อสารจากคนที่อยู่ใกล้พื้นที่วังหน้า ถ้าเป็นคนจากบางกะปิหรือรังสิตมาเดิน อาจไม่คุ้นกับพื้นที่แถวนี้ ให้เขามาเดินอาจจะยิ่งงง แต่เราเลือกใช้คนใน ก็คาดหวังว่าผลที่จะได้รับคือ คนเหล่านี้เล่าแล้วอาจทำให้คนนอกเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น มีความเป็นมนุษย์ มีความเป็นคนพื้นที่ แล้วเราก็เปิดให้มีการตีความที่หลากหลาย ไม่ใช่ว่าเรามีรูปมาให้แล้วบอก จงขีดเส้นจาก A ไป B โจทย์เรามีแค่ว่า เรามีสิ่งพื้นฐานให้คือแผนที่กับเรื่องราวที่จะเล่าให้ฟัง แล้วคนเหล่านั้นจะต้องจับสิ่งเหล่านี้มาตัดแปะ มาเล่า

เด็กสตรีวิทย์อาจไม่ได้เห็นความสำคัญของพื้นที่ที่เราคิดว่ามันสำคัญก็ได้ เขาอาจจะสนใจเรื่องอื่นอย่างเรื่องโรงเรียนของเขาเคยเป็นอะไรมาก่อน เราเองก็ตื่นเต้นที่จะรอดูการตีความของเด็กๆ

ทำไมเลือกเด็กๆ คนรุ่นใหม่ แทนที่จะเลือกคนที่อยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

อ.สุพิชชา : เด็กๆ เขามีความทรงจำชุดใหม่กับพื้นที่ตรงนี้เยอะ เราสนใจอยากรู้ว่าเมื่อเขาชินกับความทรงจำชุดใหม่ จะเป็นอย่างไรถ้าเขาได้ข้อมูลชุดเก่า มันจะช่วยให้การเล่าเรื่องเดิมๆ ของเขาเปลี่ยนไปไหม

พูดง่ายๆ คือมันสนุกนะคะ ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์หรือคนเก่าคนแก่ที่อยู่มานาน เราคิดว่าเรื่องเล่าอาจไม่เป็นธรรมชาติ อาจเหมือนเปิดหนังสือประวัติศาสตร์อ่าน อาจเหมือนการเล่าจากหนังสือแต่เอาคนมาเล่า แต่ถ้าเป็นเด็กๆ เขายังใส ยิ่งเด็ก ม.ปลาย ก็จะ อะไรเหรอ (หัวเราะ) ตรงนี้เคยเป็นอะไรเหรอ ส่วนตัวคิดว่ามันน่าสนใจและสดกว่า ในชีวิตเขามีแต่ความทรงจำที่เป็นปัจจุบันซะส่วนใหญ่ เราอยากรู้ว่าถ้าเราแทรกแซงข้อมูลชุดเก่าเข้าไป เขาจะเห็นร้านแมคโดนัลด์เป็นยังไง เห็นโรงเรียนตัวเองเป็นยังไง ยังจะมองมันเหมือนเดิมไหม

เด็กๆ อาจเคยไปนั่งแมคโดนัลด์ ไปซื้อหนังสือแถวนั้น ถ้าเขารู้ว่าแต่ก่อนมันเคยเป็นพื้นที่ที่ระเบิดได้ ถึงตายได้เลยนะ เขาจะกินแมคโดนัลด์แล้วรสชาติเดิมอยู่ไหม (หัวเราะ) เราอาจไม่ได้ประโยชน์ในแง่ประวัติศาสตร์จากเด็กๆ แต่สิ่งที่จะได้คือมุมมองที่เป็นปัจจุบัน ที่ที่ฉันยืนอยู่เนี่ยมันมีอดีตอะไรซ้อนกันอยู่ ถ้าไม่มีใครบอกก็นึกไม่ออก

ส่วนนักศึกษามหาวิทยาลัยก็เหมือนเป็นตัวเชื่อม เขาเรียนมาทางนี้ ทางสถาปัตยกรรม ทางโบราณคดี มีความรู้อยู่บ้าง แต่ยังไม่เชี่ยวชาญ เราก็อยากเห็นว่าสิ่งที่เขาพอรู้เลาๆ แต่พอเอามาลงรายละเอียดจะเป็นอย่างไร เด็กระดับมหาวิทยาลัยจะทำแผนที่ภาพใหญ่ ซึ่งยากกว่า ส่วนเด็กนักเรียนจะทำแผนที่ของพื้นที่เจาะเฉพาะเป็นย่าน อาจแค่เฉพาะตรงสตรีวิทยา วัดปรินายกฯ และวัดบวรฯ

เด็กๆ ต้องทำอย่างไรกว่าจะได้แผนที่ชิ้นนี้มา

อ.สุพิชชา : เบื้องต้นเขาต้องเข้าใจประวัติศาสตร์แต่ละช่วงปีก่อน ซึ่ง อ.ชาตรี จะบรรยายให้ฟัง เขาต้องทำความเข้าใจว่า ร่องรอยหรือความทรงจำช่วงนั้น เหตุการณ์ช่วงนั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เสร็จแล้วเราจะมี Base Map ของทั้งสี่ช่วงนั้นให้ แล้วเขาจะลงพื้นที่ เดินเท้า และฟังเรื่องเล่าไปด้วย เขาอาจจะไปเดินสำรวจและหาข้อมูลเพิ่มเติมตามความสนใจของเขา แล้วเขาจะกลับมาเรียบเรียงข้อมูล ผลิตแผนที่อีกชุดหนึ่งที่เป็นตัวบอกว่าเขาอยากเล่าเรื่องอะไร อยากเน้นเรื่องอะไรให้คนนอกพื้นที่ได้รู้จัก ถ้าบอกว่าโจทย์คือการเล่าร่องรอยในอดีต ในความทรงจำ ในพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้า เด็กกลุ่มนี้จะเล่าผ่านอะไร ส่วนเด็กมหาวิทยาลัยก็จะเล่าผ่านภาพกว้าง ภาพใหญ่ ซึ่งยากกว่า ต้องเดินเยอะกว่า หาข้อมูลเยอะกว่า

แผนที่ที่เขาจะทำขึ้นมาไม่จำเป็นต้องเป็นแผนที่ในปัจจุบัน อาจเป็นของในอดีตก็ได้ แล้วแต่แง่มุมที่เขาเลือกหยิบขึ้นมา เราให้ข้อมูลพื้นฐาน 4 ยุคไป เขาอาจเอาทั้งสี่ยุคมาประกอบติดกันก็ได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า 4 ยุคนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรืออาจเจาะแค่ยุคเดียว สมัยนั้นโรงเรียนฉันเป็นแบบนี้ ก็ได้เหมือนกัน ตรงนี้เป็นความสนุก เราเองก็รอดูว่าจากข้อมูลที่ใส่ให้เขา มันจะออกมาเป็นอะไร

แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

ทำไมเลือกที่จะเริ่มจากแผนที่โบราณ 4 ชิ้น

อ.ชาตรี : เราใช้แผนที่ เพราะว่าเป็นเครื่องมือทางกายภาพที่สะท้อนลำดับชั้นของร่องรอยต่างๆ ได้ชัดที่สุดแล้ว เราเลือกมา 4 ชุด 4 ช่วง ดังนี้ครับ

  • แผนที่ปี 2430 เป็นแผนที่กรุงเทพฯ เก่าที่สุดเท่าที่มี ช่วงนั้นยังเป็นพื้นที่วังหน้าค่อนข้างชัดเจน เก่าที่สุดที่ทำการรังวัดสำรวจแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ก่อนหน้านั้นก็อาจจะมีแผนที่กรุงเทพฯ แต่เขียนโดยใช้จินตนาการและไม่ได้ทำการสำรวจโดยแท้จริง จึงไม่ได้บอกลักษณะทางกายภาพที่ถูกต้อง แต่ฉบับ 2430 เป็นฉบับแรกที่ให้ลักษณะทางกายภาพถูกต้องตามความเป็นจริง ที่สำคัญ แผนที่ฉบับนี้ถูกตีพิมพ์ในปี 2430 ซึ่งเป็นปีที่พื้นที่วังหน้า ทั้งตัววังและอาณาบริเวณโดยรอบที่สำคัญยังมีองค์ประกอบทางกายภาพที่ครบสมบูรณ์หรือเกือบจะสมบูรณ์ ดังนั้น การตั้งต้นด้วยแผนที่ชุดนี้จึงให้ภาพที่น่าสนใจ
  • แผนที่ปี 2450 เป็นช่วงที่มีถนนราชดำเนินตัดผ่านพื้นที่ที่เป็นวังหน้าแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เป็นช่วงที่พื้นที่วังหน้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญครั้งแรก คือมีการขยายสนามหลวงเข้ามาในพื้นที่วังหน้า มีการตัดถนนราชดำเนินกินเข้าไปในอาณาบริเวณที่วังหน้าเคยมีอิทธิพลอยู่ ซึ่งทำให้ลักษณะทางกายภาพ วิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ในพื้นที่นี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเป็นระลอกที่ 2
  • แผนที่ปี 2490 เป็นปีที่มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่โดยรอบเช่นกัน เป็นแผนที่ที่ทำขึ้นหลังเมกะโปรเจกต์ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในบริเวณพื้นที่ถนนราชดำเนินกลาง ลักษณะทางกายภาพของบริเวณนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างขนานใหญ่อีกครั้ง เลยคิดว่าแผนที่ชุดนี้จะช่วยเล่าความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้
  • แผนที่ร่วมสมัยในปัจจุบัน ตอนนี้พอเราขับรถไปเราแทบไม่รู้เลยว่าพื้นที่เหล่านั้นเคยเป็นอะไรมาก่อน คนปัจจุบันก็จะคุ้นเคยอยู่แล้วว่าตรงไหนมีอะไร ก็ใช้แผนที่ตรงนี้เป็นตัวฐานในการทำความเข้าใจแผนที่ 3 ชุดก่อนหน้านั้นได้ดียิ่งขึ้น

‘วังหน้า’ ในประวัติศาสตร์เขามีอาณาบริเวณที่เขามีอิทธิพลหรือที่เขาไปปกครอง กว้างใหญ่กว่าบริเวณที่เราเข้าใจว่าเป็นวังหน้ามากนัก เป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงเลือกใช้แผนที่เก่าที่ทำขึ้นในแต่ละยุคสมัยที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ย้อนกลับไปดูได้ว่าพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้าในอดีตเคยเป็นอะไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร

‘แผนที่’ ให้อะไรที่หลักฐานอย่างอื่นให้ไม่ได้

อ.ชาตรี : เวลาเราศึกษาประวัติศาสตร์กระแสหลักเราก็จะเน้นไปที่เอกสารลายลักษณ์ ที่เจ้านาย ผู้ดี หรืออาลักษณ์อะไรต่างๆ เขาจดไว้ ซึ่งก็จะให้ภาพแบบหนึ่ง ส่วนใหญ่เอกสารลายลักษณ์ก็จะจำกัดอยู่แต่ในหมู่ชนชั้นนำ ดังนั้น ภาพหรือเรื่องราวที่เล่าก็จะกระจุกตัวอยู่แค่ในหมู่ชนชั้นนำ สถาบันพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง เป็นเรื่องการปกครองที่เป็นภาพใหญ่มากๆ

หลักฐานอันที่ 2 ที่ใช้กันเยอะก็คือ ภาพถ่ายเก่า ซึ่งก็ให้มุมมองอีกแบบหนึ่ง และขึ้นอยู่กับว่าช่างภาพเลือกถ่ายที่ไหน ก็เป็นหลักฐานที่ดี แต่ให้มุมมองที่จำกัดตามที่ช่างภาพเลือก แต่แผนที่เป็นการรังวัดสำรวจพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ ทั้งหมด ดังนั้น แผนที่กรุงเทพฯ ก็จะให้ภาพลักษณะทางกายภาพทั้งหมดของพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งถนน บ้านเรือนชาวบ้าน ตรอกซอกซอย ที่ไม่ปรากฏในหลักฐานเอกสารลายลักษณ์หรือภาพถ่ายเลย

แต่แผนที่ก็มีข้อจำกัด ก็ยังเล่าเรื่องราวได้ไม่ครบอยู่ดี เช่น อาคารไม้ เพราะถือว่าไม่ใช่อาคารถาวร แผนที่ก็จะไม่ได้บันทึกไว้ แต่อย่างไรก็ตาม คุณูปการของแผนที่คือ มันให้ภาพรวมที่หลักฐานประเภทอื่นไม่ได้ให้เอาไว้ เห็นทั้งย่าน ชุมชน บ้านเรือน วัด ตึกแถว ถนน

แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

การมองประวัติศาสตร์วังหน้าผ่านแผนที่ น่าสนใจอย่างไร

อ.ชาตรี : น่าสนใจเพราะมีหลักฐานทางกายภาพหลายอย่างที่หล่นหายไปในประวัติศาสตร์ ซึ่งหลักฐานประเภทอื่นไม่ได้เก็บเอาไว้ เช่น ตึกดิน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญของสมัยก่อน ใช้เก็บดินปืน ใช้อาณาบริเวณที่ใหญ่มาก พูดง่ายๆ ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของเมืองในอดีต ซึ่งหลักฐานลายลักษณ์อื่นๆ อาจจะพูดถึงตึกดินแบบผ่านๆ เพราะคิดว่าไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร แต่ถ้าดูจากแผนที่จะเห็นว่ามันกินอาณาบริเวณกว้างมาก ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นอย่างแน่นอน แต่ไม่มีใครพูดถึงเลย การที่เราเห็นจากแผนที่ว่ามีตึกดิน ก็ทำให้ต้องจินตนาการว่าแล้วคนสมัยนั้นที่อยู่ใกล้ตึกดินเขามีวิถีชีวิตยังไง เพราะเป็นอาคารที่อันตราย

หรืออีกอาคารหนึ่งที่เป็นความสนใจส่วนตัวของผมคือวัดปรินายกฯ บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้า ปัจจุบันเหลือเพียงพื้นที่ชายธงสามเหลี่ยมเล็กๆ แต่ถ้าดูจากแผนที่สมัยนั้น ขนาดของบริเวณวัดใหญ่เกือบเท่าวัดสระเกศ ซึ่งเป็นวัดสำคัญมาก แต่ตอนนี้ไปดูวัดปรินายกฯ เหลือพื้นที่เล็กมาก แผนที่เก่าให้ภาพที่เรานึกไม่ถึงว่ามันเคยใหญ่ขนาดนี้ ก็ช่วยสร้างคำถามให้เกิดการคิดต่อว่าทำไมวัดนี้ถึงใหญ่ขนาดนี้ ใครเป็นผู้สร้าง แล้วชุมชนที่สัมพันธ์กับวัดนี้ในสมัยนั้นจะเป็นอย่างไร

ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจมีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์อยู่บ้าง แต่จะพูดผ่านๆ เล็กๆ เสมือนว่าไม่สำคัญ เช่น วัดบวรนิเวศฯ ในปัจจุบัน ในวัดจะมีหมู่กุฏิหลายหมู่ แยกเป็นคณะ มีคณะหนึ่งชื่อคณะรังษี จากประวัติเขาบอกว่า คณะรังษีเคยเป็นวัดมาก่อน ชื่อวัดรังษีสุทธาวาส แล้วค่อยมาผนวกรวมกับวัดบวรฯ แต่พอเราเปิดแผนที่เก่ามาดู เห็นว่าวัดรังษีมีอาณาบริเวณใหญ่เกือบจะเท่าวัดบวรฯ เลย และเป็นวัดสำคัญ สร้างก่อนวัดบวรฯ ด้วย และเป็นวัดสำคัญของเจ้านายทางวังหน้าด้วย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ก็หายหรือตกหล่นไป ก็ยังเหลือเพียงอาคารบางหลังที่อยู่ในนั้น คนปัจจุบันเดินเข้าไปก็นึกว่าเป็นอาคารที่ไม่ได้สำคัญ แต่แผนที่ชุดนี้ได้เผยให้เห็นภาพที่ทุกคนลืมไปหมดแล้วของวัดรังษี

ถ้าประวัติศาสตร์มีจุดอ่อนตรงที่ว่าใครเขียนก็เล่าประวัติศาสตร์ตามที่ต้องการ แผนที่มีจุดอ่อนนี้ไหม

อ.ชาตรี : มีครับ อย่างที่บอกว่าแผนที่ให้ภาพที่สิ่งอื่นไม่ได้ให้ แต่อย่างไรก็ตาม แผนที่ก็ไม่ได้ให้ภาพทั้งหมด เช่น อย่างที่เรียนไปว่า แผนที่ไม่ได้ให้ภาพชุมชนแออัดในสมัยนั้น เพราะถือว่าเป็นอาคารชั่วคราว แต่ถ้าไปอ่านในเอกสารอาจจะเห็นภาพของความพลุกพล่าน แออัดมาก แต่จากแผนที่ไม่ได้ให้ภาพตรงนั้น

ดังนั้น เราคงพูดไม่ได้ว่าแผนที่มีคุณค่ามากกว่าเอกสารลายลักษณ์ แต่พูดได้ว่าแผนที่ให้แง่มุมอื่นที่เอกสารอื่นให้ไม่ได้ แผนที่ให้มุมหนึ่ง เอกสารลายลักษณ์ให้มุมหนึ่ง ภาพถ่ายให้อีกมุมหนึ่ง การศึกษาหรือทำความเข้าใจอดีตให้ได้เข้าใกล้ความเป็นจริงที่สุดก็คือ ต้องรวบรวมเอกสารหลายๆ ประเภทเข้ามา

ผมก็จะเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า แผนที่ 4 ชุดมันเผยให้เห็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ชุดไหนบ้างที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักไม่ได้บอกเล่าให้คุณฟัง ผมก็จะบอกให้ฟังว่าแผนที่เหล่านี้มันให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกชุดหนึ่งที่มันหล่นหายไป แล้วเราก็จะให้พวกเขาค้นคว้า ประกอบข้อมูลขึ้น เป็นสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญ เป็นปลายเปิด

ความสนุกของงานนี้คืออะไรสำหรับคนทำ

อ.สุพิชชา : สนุกค่ะ งานนี้จะทำให้เราได้เห็นร่องรอยของอดีตผ่านสายตาของคนในพื้นที่ที่เขายังไม่รู้จักพื้นที่ดี แต่น่าจะทำให้เราเห็นของเดิมในมุมมองใหม่ เห็นเงื่อนไขว่าทำไมมันจึงเปลี่ยนไป เป็นการเล่าเรื่องผ่านเพื่อนที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน เหมือนเพื่อนไปดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่คนนี้เล่าไม่เหมือนอีกคนหนึ่ง เราอินกับแง่ไหน มุมไหน เราก็ไปหาข้อมูลเพิ่ม ก็คิดว่าโครงการนี้น่าจะก่อให้เกิดความอยากรู้และการเรียนรู้ ก่อให้เกิดการเล่าเรื่องที่สนุก บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของชาติเรา

อ. ชาตรี : ในฐานะนักประวัติศาสตร์ เราถูกฝึกมาว่ามนุษย์จะตัดสินใจอะไรในปัจจุบันขึ้นอยู่กับการตีความอดีต เราเข้าใจอดีตอย่างไร กับความคาดหวังว่าอนาคตจะเป็นยังไง การกระทำในปัจจุบันเป็นบทสนทนาระหว่างอดีตกับอนาคต ดังนั้น โครงการนี้จึงน่าสนใจตรงที่ว่าเราชวนคนรุ่นใหม่มากลุ่มหนึ่ง ให้เขามาค้นพบความทรงจำชุดหนึ่งที่เชื่อว่าเขาจะไม่เคยรู้มาก่อน เขาจะมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับข้อมูลในอดีตที่เขาได้รับทราบ กับอนาคตที่เขามองไปข้างหน้า และเขาจะมองปัจจุบันอย่างไร เขาจะมองพื้นที่ที่เขาเรียนอยู่ต่างจากเดิมหรือไม่อย่างไร หรือเขาจะคาดหวังอะไรจากพื้นที่นี้ต่อไปในอนาคต นี่คือสิ่งที่น่าสนใจ

แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ แผนที่เกาะรัตน์โกสินทร์, ผศ. ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

For English Version,  Click Here

ในฐานะผู้สอนคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้พาผู้เรียนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้มาบ้าง เราเชื่อเหลือเกินว่าหลักฐานความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการจัดการการศึกษา ต้องตรวจวัดจากการสะท้อนของผู้เรียน

หากแต่การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้กลับมีการรับฟังเสียงของผู้เรียนน้อยเหลือเกิน และหลายครั้งที่แม้จะมีเสียงสะท้อนกลับมา เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ใหญ่’ กลับไม่ใส่ใจกับความคิดเห็นของพวกเขาเท่าที่ควร ทั้งที่เราทุกคนต้องเคยได้ยินวลีติดหูที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ

นั่นคือสาเหตุที่วงสนทนาวันนี้กับ King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) ถึงการจัดงาน King’s Bangkok Education Forum 2022  เวทีที่เชิญผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการ มาส่งต่อประสบการณ์ของพวกเขาให้กับผู้ฟังที่เป็นนักเรียน ภายใต้ธีม Career. Life. Social Values. (อาชีพ ชีวิต และคุณค่าสู่สังคม) มีทั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ร่วมด้วย คุณเบน-วิทวัส พันธ์พานิช ตัวแทนทีมงานของโรงเรียน รวมถึงนักเรียน Year 11 อย่าง น้องมาร์ตี้-ยศพัทธ์ ศรีธนสกุลชัย และ น้องแจ๊ปเปอร์-ชนุดม อิ้มพัฒน์ ที่นั่งล้อมวงลงข้างกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นักเรียนทั้งสองที่มาร่วมวงกับเรานั้นไม่ได้มาในฐานะผู้ฟัง แต่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฟอรัมการศึกษานี้จึงเป็นงานที่จัดโดยนักเรียน เพื่อผู้ฟังที่เป็นนักเรียน และตั้งใจส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นทัศนะที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะตั้งแต่แนวคิด กระบวนการจัดงาน ไปจนถึงการคัดเลือกคนมาสื่อสารเกี่ยวกับงานนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงของเด็กมาโดยตลอดทาง

ขอชวนมาฟังไปพร้อมกันกับเรา ว่าผู้บริหารและสตาฟของ King’s Bangkok หว่านเมล็ดพันธุ์แบบใดให้เติบโตในใจผู้เรียนของพวกเขาไปแล้วบ้างในการจัดงานครั้งนี้

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นิยามความสำเร็จแรก ๆ ในชีวิตของหลายคน คงหนีไม่พ้นความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หากพิจารณาผลงานตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 30 ปีในวงการการศึกษาของ ศ.(พิเศษ) ดร.สาคร ก็น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในใจของคนเป็นครู มีช่องว่างหนึ่งที่เขาอยากจะถมให้เต็ม

“ประเทศไทยเรามีบุคลากร หรือผู้นำทางความคิดที่มีศักยภาพอยู่มากมาย ทั้งในแง่วิชาการ การศึกษา หรือสายอาชีพ บางท่านทำงานอยู่ในองค์กรข้ามชาติ หลายท่านเป็นนักพูดที่สื่อสารกับสังคมอยู่แล้ว แต่กลับมีแค่คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือทำงานแล้วเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ฟังคนที่ประสบความสำเร็จพูด กลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียนกลับเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้ฟัง นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมอยากผลักดันตลอดมา” ศ.(พิเศษ) ดร.สาครรับหน้าที่เปิดบทสนทนาให้เราได้มองเห็นภาพรวม และที่มาของฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้

“การที่ผมได้สอนหนังสืออยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสทำ Mentoring Program เชื่อมคนที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันความคิดกับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัล Innovation of the Year จาก Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB) ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ทำไมนักเรียนจะมีโอกาสแบบนั้นบ้างไม่ได้”

และเมื่อจังหวะเวลาลงตัว อาจารย์กับทีมงานของ King’s Bangkok จึงไม่รอช้า ได้ชักชวนตัวแทนนักเรียนอย่างมาร์ตี้และกลุ่มเพื่อนมาจัดตั้งคณะกรรมการนักเรียนชุดเฉพาะกิจ เพื่อจัดฟอรั่มการศึกษาร่วมกัน และรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายตั๋ว โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับนักเรียนมัธยมปลายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษา โดยมีข้อแม้ว่าเด็กๆ ของ King’s Bangkok จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

“งานอีเวนต์แบบนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถของสตาฟโรงเรียนที่จะจัดเองหรอกครับ” ผู้บริหารของโรงเรียนเล่า พลางยิ้มอย่างสบาย ๆ “แต่โรงเรียนของเราให้ความสำคัญกับปรัชญา 3 ข้อ ซึ่งยึดเป็นคุณค่าของโรงเรียนเลย นั่นก็คือ มารยาทที่งดงาม ความเมตตา และความใฝ่รู้สู่ปัญญา อีเวนต์นี้มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมพร้อมนักเรียนมัธยมปลายที่สนใจเป็นการแนะแนวเส้นทางอาชีพ การทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานเรียนรู้การจัดงานไปพร้อมๆ กัน

“แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโอกาสในการเรียนรู้คุณค่าเรื่องการมีเมตตา เราอยากสอนให้เด็ก ๆ ของเรามีเมตตาต่อตนเอง และต่อผู้อื่นในสังคมด้วย”

“แต่เรื่องแบบนี้เราสอนกันด้วยปาก ให้ท่องจำกันอย่างเดียวไม่ได้ใช่ไหมครับ” อาจารย์ถามกลับ “เด็ก ๆ ต้องซึมซับความรู้สึกนั้นด้วยใจ และสะท้อนความคิดให้ได้ด้วยตัวเองนั่นคือเหตุผลที่ฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้ถูกสร้างให้เป็นเหมือนสนามทดลอง ให้พวกเขาได้สัมผัสความเมตตาด้วยใจของตัวเอง”

“และที่สำคัญ เนื้อหาที่วิทยากรได้ถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิคิไก หรือการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าตามปรัชญาแบบญี่ปุ่น เรื่องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตผ่านวัฒนธรรม เรื่องวิถีผู้นำในองค์กรระดับโลก ตลอดจนการเสวนาเคล็ดลับการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้ช่วยปูทางให้เด็กๆ ได้มีรากฐานที่สำคัญก่อนออกก้าวเดินในชีวิตการทำงานต่อไป”

มาร์ตี้นั้นถูกชวนเข้ามาเป็นคนแรก ก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ออกตามหาเพื่อน ๆ ผู้ร่วมอุดมการณ์ จนได้ทีมงานทั้งหมด 21 คน หนึ่งในนั้นคือแจ๊ปเปอร์ ผู้ร่วมวงสนทนาอีกคนในวันนี้ ที่รับบทเป็นพิธีกรร่วมบทเวที ที่มีสปีกเกอร์มากประสบการณ์ให้รับมือพร้อมถึง 4 คน

โลกของเด็กนักเรียนYear 11 กำลังจะเปลี่ยนไป ผ่านกระบวนการทำงานแบบผู้ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“ตอนแรกผมแค่คิดว่าโอกาสที่จะได้ฟังบุคคลที่ผ่านการศึกษาระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด ชิคาโก้ เยลล์ แล้วก็บุคคลที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกจริง ๆ เป็นเรื่องยากมากสำหรับผมและเพื่อน ๆ ผมเลยคิดว่าอยากจะลองมามีส่วนร่วมดู จึงชวนเพื่อน ๆ มาด้วยกัน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับผิดชอบและเรียนรู้มากขนาดนี้ครับ” มาร์ตี้กล่าวย้อนความรู้สึกแรกที่ได้ทราบว่าทางโรงเรียนจะมีโครงการนี้ 

“ในการประชุมครั้งแรก พวกเขานั่งกันตาแป๋วมากครับ” คุณเบน มหาบัณฑิตจากเคมบริดจ์และเป็น หนึ่งในทีมการตลาดของ King’s Bangkok ผู้รับหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการนักเรียน เล่าติดตลก “สตาฟก็พยายามอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า การจัดอีเวนต์ในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัวพวกเขาเองบ้าง แต่สิ่งที่จุดประกายไฟในตาของเด็ก ๆ มากที่สุดกลับเป็นตอนที่ผมอธิบายว่า สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับคนอื่นอย่างไรบ้าง”

“เราพยายามจะวางแผนกันอย่างดี แล้วก็มีดร.สาครกับทีมการตลาดคอยสนับสนุนด้วย ผมก็เลยรู้สึกมั่นใจ” มาร์ตี้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากเขาและเพื่อน ๆ เห็นประโยชน์ของการจัดงานครั้งนี้เมื่อได้รู้ว่าจะได้จัดงานอีเวนต์ใหญ่ “แต่แจ๊ปเปอร์นี่ตื่นเต้นมาก”

“แน่นอนสิ” แจ๊ปเปอร์โต้กลับอย่างออกรสชาติ “ผมจะได้เป็นพิธีกรบนเวทีเลยนะ ใครจะไม่ตื่นเต้นไหว แต่นี่เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผมเลย แล้วนักเรียนทุกคนที่ได้เข้ามาเป็นทีมงานก็กลายเป็นต้นแบบให้กับรุ่นน้อง ๆ ไปด้วยเลยครับ อีเวนต์นี้มันมีพลังมาก”

การเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดงาน นั่นหมายถึงการตั้งเป้าหมายในการระดมทุน สร้างกลยุทธ์ในการขายบัตร การโปรโมทงาน ไปจนถึงการรันคิวงานในวันจริงด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราแล้ว อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในครั้งแรกที่เราต้องจัดการงานที่มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยว อย่างงานกีฬาสี งานเลี้ยงรุ่น แล้วจินตนาการดูสิว่า นี่คือประสบการณ์ที่ใหญ่ขนาดไหนสำหรับเด็กมัธยมปลาย

“มันยากตั้งแต่เริ่มหาทีมงานแล้วครับ” มาร์ตี้เกริ่น “เราเริ่มกันที่การออกแบบโลโก้ งานอาร์ตต่าง ๆ ร่วมกับทีมการตลาดของโรงเรียน แต่การจะหาเวลามาทำงานด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกผมมีเวลาว่างเฉพาะช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน เราก็เลยมักประชุมกันระหว่างช่วงพักและทานข้าวเที่ยงกันไปด้วย”

“ผมชอบการประชุมช่วงพักเที่ยงนะ เวลาที่เราได้มานั่งล้อมวง ทานอาหารอร่อย ๆ และคุยงานไปด้วย สำหรับผมมันดีกว่าประชุมออนไลน์เยอะครับ เพราะมีอาหารอร่อยไง” แจ๊ปเปอร์เล่าต่อจากเพื่อนอย่างร่าเริง

“การขายบัตรก็ท้าทาย เราโพสต์คอนเทนต์ออนไลน์ด้วยเหมือนกันครับ วิทยากรที่เชิญมาก็ช่วยโปรโมตด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คุณพ่อคุณแม่เรานี่แหละครับที่ช่วยกันโปรโมต ทั้งที่เราตั้งเป้าหมายในการระดมทุนกันเอง ว่าเราอยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนได้ถึง 7 คน ตอนแรกเราก็เลือกกันเพราะเลขสวยดี แต่เราทุกคนก็ดีใจมากที่เราทำได้เกินเป้าหมาย” 

แน่นอนว่าความยากไม่ได้จบแต่ช่วงวางแผน เมื่อถึงวันงานเอง ทั้งคนหน้าฉากอย่างแจ๊ปเปอร์ และคนหลังฉากอย่างมาร์ตี้ต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันจนหัวหมุน

 “ภารกิจหลักของวันนี้คือการดูแลวิทยากรครับ” มาร์ตี้อธิบาย “แต่ในขณะที่ดูแลวิทยากรที่ให้เกียรติมาแชร์เรื่องราวกับเรา ผมก็ต้องดูแลทีมงานไปด้วยพร้อมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง และให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น”

แม้ว่างานนี้ไม่ใช่งานง่าย ใช้พลังตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่พวกเขากลับพูดตรงกันว่า นี่แหละคือรสชาติของชีวิต

เพราะนอกเหนือจากเนื้อหาวิชาชีวิตที่วิทยากรทุกท่านมาแชร์ให้นักเรียนได้ฟังกันเป็นเรื่องที่เหมาะกับผู้ฟังที่เป็นนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยหลักการอิคิไก การทำความเข้าใจชีวิตผ่านการเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม ไปจนถึงประสบการณ์จริงจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ว่าแล้วเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยมาอย่างไร ค้นหาตัวเองเจอได้อย่างไร ไปจนถึงหางานที่ใช่ได้อย่างไร นักเรียนอย่างพวกเขาก็ได้ฝึกออกแรงเปิดประตูบานแรกสู่ชีวิตผู้ใหญ่ ด้วยกระบวนการเบื้องหลังการจัดงานนั่นเอง

“การจัดอีเวนต์ครั้งนี้ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติชีวิตผู้ใหญ่ครับ” แจ๊ปเปอร์ให้ความเห็นหลังจากนิ่งและตกผลึกความคิดได้ “เหมือนที่วิทยากรท่านหนึ่งของเราพูดบนเวทีว่า กำแพงที่กั้นระหว่างเขากับชีวิตจริงได้พังทลายลงในช่วงจังหวะที่เขาเพิ่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าต้องเผชิญหน้ากับความจริง อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่เวทีนี้ก็ช่วยให้เรากลัวชีวิตจริงน้อยลงด้วยเหมือนกัน”

“เมื่อมองเผิน ๆ เราอาจเห็นว่าเป็ดลอยน้ำได้อย่างสบาย ๆ แต่ใต้น้ำเป็ดต้องออกแรง เตะเท้าอย่างหนักเพื่อให้ลอยบนน้ำได้” มาร์ตี้พูดถึงสิ่งที่วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ “สำหรับผม มันเหมือนกับว่าวิทยากรที่มาบรรยายทุกคนในวันนี้เป็นเป็ดตามนิยามนี้เลย เพราะภายใต้ความสำเร็จของทุกคนล้วนเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น การทำงานหนัก และความไม่ยอมแพ้”

“ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เราได้เห็นทีมการตลาดของเราทำงานจริงอย่างใกล้ชิดด้วยครับ” แจ๊ปเปอร์เสริม “ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าพวกผู้ใหญ่ทำงานกันเยอะขนาดนี้ได้ยังไง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“เราจะหาโอกาสได้ทำงานจริงแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่โรงเรียนมอบให้ละครับ” มาร์ตี้พยักหน้าเห็นด้วย “ผมว่าทีมงานหลายคนเติบโตขึ้นจากกระบวนการทำงานนี้ ตอนแรกพวกเขาก็เก่งอยู่แล้ว แต่ก็พัฒนาขึ้นไปอีกได้”

“ถึงนายจะบ่นอยู่ตลอดว่าวิ่งทั้งงานจนขาพังไปหมดแล้วน่ะหรอ” แจ๊ปเปอร์แซวขึ้นมาได้จังหวะ เล่นเอาทั้งวงหัวเราะกันท้องแข็ง

Social Values

แม้ช่วงเวลาในการฟังมาร์ตี้และแจ๊ปเปอร์เล่าประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของพวกเขานั้นจะแสนสั้น แต่เราก็ได้เห็นภาพสะท้อนการเติบโตทางความคิดของนักเรียนทั้ง 2 คนที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นคนของสังคมมากขึ้นอีกนิด

การเติบโตที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และห้อมล้อมไปด้วยการสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษาที่เฝ้ารอดูพวกเขาผลิดอกออกผล

และ ดร.สาครยังสะท้อนให้เรามองเห็นภาพใหญ่ต่อไป การจัดงานสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในครั้งนี้มีบทบาทอย่างไรต่อระบบการศึกษาและภาพรวมของประเทศว่า

“หากเราถอยออกมามองภาพกว้าง เด็กกลุ่มนี้ของเราเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าโชคดี เขามีศักยภาพที่จะทำอะไรมากมาย เราจึงต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมให้เขามีโอกาสได้คิดเรื่องนี้ และวิทยากรที่มาพูดให้กับฟอรั่มนี้ต่างเป็นข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่า เมื่อเรามอบอะไรให้ผู้อื่น เราก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา”

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมพลังทางปัญญาเท่านั้น การเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อสังคมคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

“เราพยายามที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนที่มองเห็นเป้าหมายที่ถูกต้อง ยึดถือคุณค่าที่เหมาะสม และนั่นคือสิ่งที่การศึกษาไทยควรจะมอบให้กับผู้เรียน ไม่ใช่แค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

“ปรัชญาการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงเรียน King’s Bangkok บอกกับเราว่านอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการแล้วยังมีส่วนผสมอีก 2 อย่างที่สำคัญในการปั้นทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ ความใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านและหลักสูตรร่วมผสมอย่างดนตรี ศิลปะ กีฬา และอื่น ๆ ในขณะที่กิจกรรมเสริมจะช่วยสร้างสังคมและความชื่นชอบเฉพาะบุคคลให้ชัดเจน การการใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านจะประคองให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีความสุข และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามอุปสรรค” อาจารย์นักบริหารกล่าวสรุปปิดท้าย

แต่แจ๊ปเปอร์ผู้พลังงานล้นก็อดไม่ได้ที่จะเติมต่อว่า

“ผมว่าเด็กหลายคนไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางสังคมสำคัญยังไง แต่หลังจากที่ได้ฟังประสบการณ์ของวิทยากรทุกท่านบนเวที ผมเข้าใจแล้วว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของการมีคนนับหน้าถือตา แต่เป็นเรื่องของการมอบบางอย่างคืนสู่ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน”

บทสรุปจากปากของแจ๊ปเปอร์ทำให้เรารู้สึกว่า การเรียนแบบไม่เน้นจำ แต่ให้ลงมือทำ ได้ไปสะกิดใจใครบางคนให้เติบโตไปในทิศทางที่งดงามได้จริง ๆ

และการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พูด ทำ ส่งเสียง อย่างที่คุณครูและบุคลากรของ King’s Bangkok ได้ทดลองและมาแชร์ผลลัพธ์ให้เราเห็นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อยสำหรับผู้ใหญ่หรือแม้แต่ครูในประเทศ ที่จะเปิดใจรับฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนของตนเองได้ลงมือ ล้มลุก และเรียนรู้จากความผิดพลาด

เพราะแม้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเรียนรู้จากการลงมือทำที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ ขยับเข้าใกล้มหาวิทยาลัยในฝัน ชีวิตที่มีเป้าหมาย และความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่การ ‘ได้’ แต่เป็นการ ‘ให้’ ด้วยเช่นกัน

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load