ตอนเด็ก ๆ ผมชอบอ่านหนังสือ และฝันอยากเป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดมาก ห้องสมุดที่มีหนังสือให้ดู ให้อ่านเยอะ ๆ มีอาชีพที่ได้อยู่กับหนังสือไปตลอดชีวิต ตอนจะเข้ามหาวิทยาลัยก็สนใจสาขาบรรณารักษ์ แต่คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตอนนั้นไม่เพียงพอ ความคิดที่จะเป็นบรรณารักษ์จึงค่อย ๆ จางไป หากการชอบอ่านหนังสือ อยากอยู่กับหนังสือยังคงอยู่ เวลาว่าง ๆ ผมชอบไปตามร้านหนังสือต่าง ๆ

จนวันหนึ่งได้เจอกับ ‘ร้านเล่า’ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกาดเชิงดอย ข้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ในขณะนั้น ปัจจุบันย้ายมาที่ถนนนิมมานเหมินท์) ผมไปที่ร้านเล่าทุกอาทิตย์ ด้วยเสน่ห์ของร้านเล็ก ๆ ที่อบอุ่น และมีหนังสือแบบที่เราชอบที่มักจะหาซื้อยากจากร้านหนังสือใหญ่ ๆ ทั่วไป จนวันหนึ่งผมอยากหางานพิเศษทำ จึงลองไปสมัครงานที่ร้านเล่า และเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้นเพราะอยากทำมาก ผมเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านเล่าเมื่อ พ.ศ. 2546 จนเป็นพนักงานประจำเรื่อยมาจน พ.ศ. 2564 เป็นเวลา 18 ปี

ตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่ร้านเล่า ความฝันอยากเปิดร้านหนังสือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก่อตัว แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่ความฝันลาง ๆ ว่า สักวันหนึ่งถ้ามีจุดหักเหอะไรเกิดขึ้น และได้ทำอาชีพอื่นที่ทำที่บ้านได้ ก็อยากจะมีร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้านของตัวเอง ทำงานไปด้วยเปิดร้านหนังสือไปด้วย กระทั่งการมาของโควิด-19 ที่ทำลายหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งธุรกิจร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ยอดขายลดลงมาก 

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

ประกอบกับผมกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างบ้านที่ผมกับภรรยา (อัง-ชฏิลรัตน์ ดอนปัน) ช่วยกันออกแบบเอง ซึ่งต้องการความใส่ใจมากพอสมควร จึงได้พูดคุยกับพี่ ๆ ที่ร้านเพื่อออกมาดูแลการสร้างบ้านเต็มตัว และพูดคุยกับภรรยา ซึ่งออกจากงานเพราะโควิด-19 เช่นกัน ที่เริ่มทำเบเกอรี่ทดลองขายมาสักพักถึงแผนการดำเนินชีวิตหลังจากบ้านเสร็จ

ลงตัวกันที่จะลองเปิดร้านเบเกอรี่โฮมเมดและร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้าน ส่วนร้านหนังสือ อยากให้เป็นร้านหนังสือทางเลือก ในแบบที่ตัวเราเองอยากเข้า วางหนังสือหลากหลายที่เราคัดเลือกมาแล้วในระดับหนึ่ง ไม่อยากขายหนังสือแบบเดียวกันเป็นพรืดเหมือนร้านใหญ่ ๆ

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

ตอนเริ่มต้น ส่วนเบเกอรี่มีปัญหาไม่มากนัก เพราะภรรยาผมเริ่มลองทำมาสักพักแล้ว เพียงจัดการส่วนต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แต่ในส่วนร้านหนังสือมีปัญหาหลายอย่าง

เริ่มจากปัญหาทุนที่จำกัดในการซื้อสิ่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ชั้นหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เราแก้ปัญหาด้วยการพยายามทำเองในส่วนที่ทำได้ โต๊ะเก้าอี้บางส่วนหาซื้อของเก่ามาขัดทาสีเอง ชั้นหนังสือที่มีขายราคาแพงเกินไปสำหรับเรา จึงหาซื้อไม้หาช่างเพื่อทำชั้นหนังสือ ส่วนที่จำเป็นต้องซื้อก็หาในราคาสมเหตุผล

ปัญหาค่าประกันหนังสือของสายส่งหลายรายราคาค่อนข้างสูงสำหรับร้านเล็ก ๆ บางสายส่งไปถึงหลักแสนบาท จึงใช้ประสบการณ์จากการทำงานที่ร้านเล่า เลือกสายส่งที่ค่อนข้างเอื้อเฟื้อกับร้านหนังสืออิสระ คัดเลือกหนังสือที่เราชอบและเห็นว่าน่าสนใจ ซึ่งส่วนมากจะเป็นวรรณกรรมไทย วรรณกรรมแปล สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง เป็นหนังสือที่ตามร้านใหญ่อาจจะไม่มี หรือหาตามร้านใหญ่ค่อนข้างยาก เพื่อทดแทนจำนวนหนังสือที่ยังมีน้อย

หรือปัญหาที่เคยได้เห็นตั้งแต่ทำงานที่ร้านเล่า คือหนังสือบางสำนักพิมพ์เข้าถึงยาก เนื่องจากอยู่กับสายส่งใหญ่ที่มีระบบครบวงจร มีสำนักพิมพ์ สายส่ง และหน้าร้านของตนเอง เข้าถึงยากทั้งค่าประกันที่สูงและการพยายามเพิ่มยอดขาย หนังสือที่กำลังเป็นที่สนใจมักจะสั่งไม่ได้ เพราะสายส่งเลือกส่งหนังสือไปที่หน้าร้านตนเองก่อน เมื่อเริ่มคลายความนิยมหรือมีพอเหลือจากหน้าร้านของสายส่งจึงเริ่มพอสั่งได้ บางสายส่งถ้าจะซื้อขาดมาขาย ก็ต้องซื้อในจำนวนที่เยอะเกินกำลัง – 50,000 บาทกับราคาลดเท่ากับฝากขายปกติ 

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

เรื่องของสายส่งที่มีระบบครบวงจร ยังส่งผลต่อสำนักพิมพ์อิสระในบางแง่ เช่นบางครั้งมีการเพิ่มเปอร์เซ็นฝากขาย หรือการเลือกวางหนังสือ ส่งผลกระทบต่อนักเขียนเป็นทอด ๆ ไป สายส่งเหล่านี้เลือกได้ว่าจะส่งหรือไม่ส่งร้านไหน และจะดันหนังสือเล่มไหนหรือสำนักพิมพ์อะไรให้ขายดี

สิ่งเหล่านี้ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องเชิงธุรกิจ เป็นความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ แต่ในอีกทางมันมักจะเป็นอุปสรรคที่ร้านหนังสืออิสระหลายร้านมักต้องเจอ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำธุรกิจของร้านหนังสืออิสระบางร้านเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก และทำให้การขยายตัวของร้านหนังสืออิสระมีน้อย สวนทางกับจำนวนนักอ่านที่เพิ่มมากขึ้น จากที่เคยทำงานร้านหนังสือมานานพอสมควร พอได้เห็นความเปลี่ยนแปลงว่าตอนนี้นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน อ่านหนังสือกันเยอะขึ้นมาก เมื่อเทียบเปอร์เซ็นต์กับเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว จำนวนนักอ่านเพิ่มมากขึ้น แต่นักเขียน สำนักพิมพ์ ที่ไม่ใช่ของสายส่ง สายส่งที่ไม่มีสำนักพิมพ์และหน้าร้านของตนเอง กลับไม่ได้มีผลตอบแทน ไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้นมากนัก เทียบกับบริษัทที่ครบวงจร

เราวางแผนแก้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงหนังสือบางเล่มได้ยาก เงินสำหรับใช้จ่ายในครอบครัวจะใช้เงินจากการขายเบเกอรี่ ส่วนเงินที่ได้จากการขายหนังสือนั้น จะติดต่อกับสำนักพิมพ์ที่ขายขาดหนังสือเล่มที่เราต้องการ นำกำไรจากการขายหนังสือมาซื้อหนังสือเหล่านี้ ค่อย ๆ ซื้อทีละเล็กทีละน้อยเท่าที่ไหว ค่อย ๆ สะสมหนังสือที่เราสนใจ เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าจะได้มีหนังสือให้เลือกอ่านเยอะขึ้น และหลากหลายมากยิ่งขึ้นกว่านี้

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

แน่นอนว่าลำพังการเริ่มทำร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ ด้วยทุนจำกัด คงให้ผลตอบแทนไม่ได้มากพอสำหรับเราในตอนนี้ แต่พวกเราคิดว่าถ้าเรานำ 2 อย่าง ‘หนังสือ + เบเกอรี่’ มาไว้ด้วยกัน น่าจะพอมีทางเป็นไปได้ พอมีทางที่เราจะอยู่ได้ในเชิงธุรกิจ และได้ทำร้านหนังสือในแนวทางที่เราต้องการ พอมีทางที่ร้านหนังสือทางเลือกแบบเราจะค่อย ๆ ดีขึ้นในวันข้างหน้า คนที่ชอบหนังสือ มาดูหนังสือก็อาจจะอยากลองชิมเบเกอรี่ คนที่มากินเบเกอรี่แล้วเห็นชั้นหนังสือ ก็อาจจะสนใจลองเดินดูและซื้อหนังสือได้

ก่อนเปิดร้าน หลายคนเป็นห่วงเรื่องระยะทาง ที่ไม่เพียงอยู่ไกลจากตัวเมือง หากยังต้องเข้าซอกเล็กซอยน้อยกว่าจะถึง แต่เราคิดว่าในปัจจุบันตัวเมืองเชียงใหม่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ มีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นมากมายตามอำเภอต่าง ๆ ที่ติดอำเภอเมือง หลายคนถึงแม้จะทำงานอยู่ในเมือง แต่ก็มีบ้านและใช้ชีวิตนอกเวลางานอยู่นอกเมือง เราไม่กังวลมากนัก แต่ก็ไม่คาดหวังมากเกินไปเช่นกัน รู้สึกเพียงว่าเหนื่อยมาก ๆ เพราะเราทำทุกอย่างเอง อยากให้ถึงวันเปิดเร็ว ๆ เพื่อที่หลังจากนั้น จะได้รู้ว่าอะไรดีไม่ดีแล้วค่อย ๆ ปรับแก้กันต่อไป เบเกอรี่พอมีลูกค้าเก่าอยู่บ้างแล้ว น่าจะค่อยเป็นค่อยไปได้ สิ่งที่กังวลเป็นเรื่องของชุมชนมากกว่า ว่าเราจะทำให้ชุมชนมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

ก่อนเปิดร้าน เราเพียงประกาศในช่องทางโซเชียลมีเดียและบอกกล่าวพี่น้องเพื่อนฝูง วันนั้นจึงมีเฉพาะคนรู้จักและลูกค้าเก่าเบเกอรี่มาให้กำลังใจ ค่อนข้างชุลมุนแต่อบอุ่น ทุกคนต่างเต็มใจรอ ช่วยอุดหนุนหนังสือ ไม่หงุดหงิดกับที่จอดรถที่มีเพียงน้อยนิด ทุกคนให้กำลังใจ เอาใจช่วยเรา รวมทั้งร้านหนังสืออิสระด้วยกันเอง ร้าน Book Re:public มาอุดหนุนขนมเครื่องดื่ม และซื้อหนังสือที่ผมเดาว่าที่ร้านเองก็น่าจะมีขาย พี่ ๆ ร้านเล่า และเวิ้งมาลัย มาให้กำลังใจ รวมถึงช่วยเก็บแก้วเก็บจาน ช่วยโบกช่วยดูที่จอดรถ น้องบางคนถึงกับมาช่วยล้างจาน

หลังจากนั้นหลายคนก็ช่วยไปเผยแพร่ ช่วยโฆษณาต่อ ๆ ไป จึงเริ่มมีลูกค้ามาเรื่อย ๆ ช่วยให้เราเริ่มตั้งไข่และเดินก้าวแรกได้เร็วขึ้น เริ่มมีผู้คนหลากหน้าหลายตาเข้ามา คนที่เคยซื้อขนมอยู่ในเมือง แต่เพิ่งรู้ข่าวก็อุตส่าห์ขับรถไกลมาหาพวกเรา หรือบางคนมาเพื่ออุดหนุนร้านหนังสืออิสระโดยเฉพาะ แต่ที่มักจะเรียกรอยยิ้มและกำลังใจให้เราเสมอ คือพ่อแม่ที่โดนลูกเกณฑ์มาด้วยความไม่เต็มใจ บ่นอุบอิบถึงความไกลและเส้นทางที่ลำบากเมื่อตอนมาถึง แต่ตอนกลับมักจะมาพูดคุยกับเราด้วยสีหน้าสบายใจยิ้มแย้มแจ่มใส คุณแม่ท่านหนึ่งพูดเล่นอย่างน่ารักว่า อยากซื้อที่ดินสร้างบ้านติดกัน

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

เรื่องผลกระทบต่อคนในชุมชนเราก็ค่อย ๆ คลายความกังวล หมู่บ้านสันผักหวานน้อย อำเภอหางดง เป็นชุมชนที่ดี ผู้คนน่ารักและเอื้อเฟื้อ หลายคนคอยบอกทางคนที่หลงทาง บางคนคอยแนะนำเรื่องต่าง ๆ ช่วยแชร์รีวิว มาสอบถามสารทุกข์สุกดิบ อุดหนุนให้กำลังใจ ครั้งหนึ่งลูกค้าบอกว่าหลงทางเลยจอดสอบถามคนในหมู่บ้าน ไม่คิดว่าจะถึงกับขี่มอเตอร์ไซค์นำทางมาส่งถึงที่ร้าน – มาทราบตอนหลังว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านเองที่นำทางมาส่ง

ถึงจะเหนื่อยกันมากในช่วงแรก ๆ แต่เรื่องเหล่านี้คอยพยุง คอยช่วยเป็นพลังใจเราได้อย่างมากมายมหาศาล

แม้ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่นับจากเปิดร้าน วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2565 มาจนถึงตอนนี้ ถึงจะมีปัญหาอยู่บ้าง ผมก็ยังสบายใจ ได้ช่วยภรรยาทำขนมตอนเย็น ได้อยู่กับหนังสือ ลงมือแล้วและพยายามทำไปเรื่อย ๆ หาทางให้ร้านอยู่ให้ได้ ได้หาได้คัดเลือกหนังสือ ยังรู้สึกดีเมื่อมีคนซื้อหนังสือ หรือคนบอกว่าหนังสือน่าสนใจ เป็นทางเลือกเล็ก ๆ ให้กับคนที่สนใจในหนังสือ ยังได้อยู่กับหนังสือเหมือนเมื่อที่เคยเป็นมา 18 ปี

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop คู่รักที่เปลี่ยนบ้านเป็นร้านหนังสือและเบเกอรี่

แนะนำหนังสือ

โดย Harvest Moon Bookshop

1

เงาสีขาว

นักเขียน : แดนอรัญ แสงทอง

สำนักพิมพ์ : สามัญชน

ราคา : 780 บาท

นวนิยายแห่งความบ้าคลั่ง ปอกเปลือยตัวตนของปัจเจกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและมืดหม่น ออกมาในรูปแบบกระแสสำนึก ภาคกลางของนวนิยายไตรภาคที่เราไม่มีทางได้อ่านภาคต้นและภาคปลายแล้ว เป็นหนังสือที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่า ถ้ามีร้านหนังสือต้องมีเล่มนี้ขาย

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

2

มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ

นักเขียน : ภรณ์ทิพย์ มั่นคง

สำนักพิมพ์ : อ่าน

ราคา : 550 บาท

หนังสือที่ควรอ่านเพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างความภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจ ในการที่จะสู้กับความอยุติธรรมต่าง ๆ ในสังคมและชีวิต แค่ส่วนแทรกที่นำมาจากการเขียนบันทึกตอนอยู่ในคุก บนหน้ากระดาษพระคัมภีร์ที่แอบฉีกมาก็ควรค่าแก่การอ่านเป็นอย่างยิ่งแล้ว

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

3

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

นักเขียน : วรพจน์ พันธุ์พงศ์

สำนักพิมพ์ : สมมติ

ราคา : 300 บาท

รวมบทสัมภาษณ์ โดยมือสัมภาษณ์มากประสบการณ์ เรียกได้ว่าเป็นชั้นต้นคนหนึ่งของเมืองไทย เลือกคนสัมภาษณ์ได้น่าสนใจ ไม่ฟูมฟายเกินไป หลายคำถามนำไปสู่การเปิดมุมมองที่หลากหลาย

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

แนะนำโดย Waltz Bakes

4

วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมว

นักเขียน : มูเระ โยโกะ

นักแปล : สิริพร คดชาพร

สำนักพิมพ์ : Sandwich

ราคา : 230 บาท

เรื่องราวของอากิโกะ อดีตบรรณาธิการสาวที่ผันตัวมาเปิดร้านอาหาร ขายแค่แซนด์วิชกับซุปเคียงคู่กัน โดยบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละวันที่เกิดขึ้นรอบตัวอากิโกะอย่างราบเรียบ แต่แฝงด้วยนัยยะสำคัญของการใช้ชีวิตบางอย่างเอาไว้ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกอุ่นใจและผ่อนคลายในขณะเดียวกัน

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

5

เยิรเงาสลัว

นักเขียน : จุนอิชิโร ทานิซากิ 

นักแปล : สุวรรณา วงศ์ไวศยวรรณ

สำนักพิมพ์ : openbooks

ราคา : 265 บาท 

เป็นหนังสือที่ชวนเราละเลียดมองในความงามของความเงาสลัวที่กระทบลอดส่องผ่านตามซอกซอนสถาปัตยกรรมบ้านเรือน เครื่องครัวของใช้ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นที่มีสุนทรียะของความสลัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นหนังสือที่ทำให้เราหยุดนิ่งและซึมซับความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างเข้าใจ

Waltz Bake x Harvest Moon Bookshop ความฝันของคู่รักที่ทำบ้านเป็นร้านหนังสือและร้านเบเกอรี่สุดละมุนที่เชียงใหม่

Waltz Bakes x Harvest Moon Bookshop

ที่ตั้ง : 114/2 บ้านสันผักหวานน้อย หมู่ 7 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 08 4488 4824, 09 5698 2410

วัน-เวลาทำการ : เวลา 09.00 – 17.00 น. ปิดวันพุธ

Facebook : Harvest Moon Bookshop และ Waltz Bakes

Instagram : harvestmoon_bookshop และ Waltz_bakes

Writer & Photographer

Avatar

ปิยศักดิ์ ประไพพร

ใช้ชีวิตวัยเด็กที่จังหวัดลำพูน ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอนอายุ 13 ปี เข้าเรียนภาควิชาสังคมวิทยา - มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ไม่จบการศึกษา ทำงานที่ร้านเล่า 18 ปี ปัจจุบันร่วมกับภรรยาเปิดร้านขนมและร้านหนังสืออยู่ที่บ้าน ในหมู่บ้านสันผักหวานน้อย อำเภอหางดง เชียงใหม่

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

-1-

“โต๊ะตัวนั้นไงที่น้องจากอักษรฯ มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอกอย่างตั้งใจ ตอนนี้น้องเขากลายเป็นอาจารย์สอนอยู่ต่างแดน”

“ชอบภาพถ่ายชุดนั้นหรือครับ นั่นเป็นงานสมัยที่ยังใช้ฟิล์มกันอยู่ของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แกมอบภาพชุดนี้ไว้ตอนที่มาแสดงงานที่ร้านสมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์”

“หนังสือที่มอบให้นักอ่านฟรี ๆ อยู่เสมอนั้น ต้องขอบคุณคุณหมอนักอ่านคนหนึ่ง แกมักซื้อหนังสือแล้วเอากลับไปส่วนเดียว ที่เหลือทิ้งไว้เพื่อให้ร้านยื่นให้ใครก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม”

“ตรงบันไดใกล้เคาน์เตอร์นี่แหละที่ได้เช็ดน้ำตาให้กัน นี่มักเป็นที่ประจำของคนที่มาพร้อมความในใจ หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟบางคนเคยนั่งลงแล้วเผยถึงรักที่เปลี่ยนไป พูด ๆ น้ำตาเขาก็ไหล นั่นทำให้ทุกอย่างเงียบหมด วันนั้นโยเอ่ยขึ้นว่า ทำไมเวลาผู้ชายเจ็บ มันดูเจ็บจัง”

“แต่เคยมีคนขอแต่งงานกันในร้านด้วย ที่แน่ ๆ มีแล้ว 2 คู่ ‘พี่ช่วยดูลูกค้าคนอื่นให้หน่อยนะครับ โล่ง ๆ เมื่อไรพี่รีบให้สัญญาณผมนะ’ ฝ่ายชายมักขอความช่วยเหลือ ลน ๆ หน่อยแต่ก็น่ารักดี”

เมื่อ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เดินทางมาร่วม 20 ปี มันเลยพอมีเรื่องเล่าอยู่บ้าง เป็นบทบาทที่ไม่เคยคาดคิด แต่คงเพราะเริ่มอยู่มานาน หลายวาระและโอกาสเลยได้รับไมตรีให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับร้านหนังสือ และนั่นเอง เวลาเล่าสู่กันฟังว่า ‘ร้านหนังสือ’ ทำได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหนังสือ คงไม่มีอะไรชัดเจนเท่าการยกเหตุการณ์ข้างต้นขึ้นมากล่าว

“ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ธุรกิจร้านหนังสือไม่มีอนาคตแล้วไม่ใช่หรือ” นี่เป็นอีกประเด็นที่หลายปีที่ผ่านมามักโดนถามให้ตอบ สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ คำถามนี้หากถามคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะได้ข้อสรุปว่า ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว ทว่าถ้าถามคนที่ยังอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่กับร้านหนังสือ คำตอบจะเป็นอีกอย่าง สิ่งที่ตอบไปคือ “ร้านหนังสือยังอยู่ได้ครับ เพียงแต่การอยู่ให้ได้นั้นมีรายละเอียดสักหน่อย”

ซึ่งก็เป็น ‘รายละเอียดสักหน่อย’ นี่แหละที่ไม่ค่อยได้แลกเปลี่ยนกันในรายละเอียดสักเท่าไร

ทั้งที่สิ่งนี้สำคัญมาก สำคัญจนถึงขั้นว่า หากขาดไป ร้านคงไม่ก่อเกิดและยืนอยู่ได้อย่างแน่นอน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-2-
เขาไม่ได้ฐานะดีมาก่อน!

แปลกใจและสะท้อนอะไรได้มาก สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดมา 3 – 4 ปี หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว น้องลูกค้าคนหนึ่งมักกล่าวขึ้นว่า

“เพื่อน ๆ ของผมคิดว่าพี่ฐานะดีอยู่แล้วทั้งนั้น จึงทำร้านอย่างนี้ได้”

ประโยคนั้นสะกดให้หนุ่มนิ่งไปทุกครั้ง ถึงวันนี้ก็ยังฝังใจอยู่ ต้องฐานะดีมาก่อนเท่านั้นหรือจึงเป็นเจ้าของร้านหนังสือได้ ถ้าอย่างนั้นมันควรจะมีร้านหนังสือกันมากกว่านี้ไหม เนื่องจากมหานครอย่างกรุงเทพฯ ดูจะมีคนฐานะดีอยู่ไม่น้อย ถ้อยคำของน้องลูกค้ามีนัยชวนให้คิดได้มากมาย

หนุ่มเริ่มต้นทำร้านหนังสือตอนอายุย่าง 26 ทว่าฟังแล้วแสนจะโบราณ เมื่อในวัยเด็กนั้น เขาเกิดทันยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

บนเส้นทางสู่ปักษ์ใต้ พอเลยเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชไป มีทางหลวงสายหลัก 2 เส้นโอบกอดทะเลสาบสงขลา เส้นขวาวิ่งผ่านจังหวัดพัทลุงแล้วเข้าอำเภอหาดใหญ่ เส้นซ้ายวิ่งผ่านอำเภอหัวไทร อำเภอระโนด และอำเภอสทิงพระ ถิ่นเกิดของเขาอยู่บริเวณนี้

คาบสมุทรสทิงพระเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังมีไฟฟ้าใช้กันไม่ทั่ว หนุ่มเลยมีประสบการณ์ปั่นจักรยานไปซื้อน้ำมันก๊าดจากร้านชำที่หัวถนนมาใส่ตะเกียง การหุงต้มนั้นใช้เตาถ่าน ซึ่งอาศัยรองเท้าฟองน้ำเก่า ๆ หรือยางในของล้อรถจักรยานเป็นเชื้อจุดไฟ กลางคืนก็นอนฟัง สังข์ทอง จากวิทยุ หนังสือนั้นไม่มีเลย จะมีก็แต่หนังสือเรียน ซึ่งสมัยนั้นโรงเรียนให้ยืมเรียน

ครั้นโลกเปลี่ยน จากบ้านที่ไม่มีหนังสือ หนุ่มกลายเป็นเด็กมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด จากนั้นก็ถึงมหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ถึงองค์กรระหว่างประเทศ อันเปิดโอกาสให้เขาได้เห็นอีกหลายประเทศ

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

เพราะเริ่มต้นไกลสักหน่อย สมัยมัธยมหนุ่มถึงกับต้องเอาเท้าแช่น้ำในกะละมัง เพื่อไม่ให้หลับขณะอ่านหนังสือสอบ เมื่ออ่านแล้วได้ผลมันได้บ่มนิสัยรักการอ่านให้เขา มันทำให้เขาเห็นพลังอย่างเป็นรูปธรรมของการอ่าน เห็นว่าหนังสือทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

โลกหนังสือของเขาเริ่มขยายไปกว่าแค่อ่านหนังสือเรียนเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีประวัติศาสตร์ของสถานที่และประวัติศาสตร์มีชีวิตหลายคนเป็นตัวเร่ง หนำซ้ำเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ได้ไปเห็นบ้านเมืองทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เขายิ่งเห็นความสำคัญของหนังสือ

ข้อสรุปของเขาคือ หนังสือเป็นภาชนะบรรจุความรู้ที่ดี เราต่างต้องการความรู้ เมื่อมีความรู้เราจะไม่จนเครื่องมือในการแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่จนทางเลือกและไม่จนมุมกับชีวิต นี่กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เกิดร้านหนังสือเดินทาง

เมื่อเริ่มทำร้าน บริบทชีวิตในอดีตมีผลไม่น้อย การชอบอ่านหนังสือทำให้หนุ่มพอรู้ว่า นักเขียนคนนั้นเขียนอะไรมาบ้าง พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไหน และควรติดต่อใคร การที่วัยเด็กได้อยู่กับสายฝนและทุ่งหญ้ายังทำให้อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขกับความเงียบเป็น ตระหนักว่าฤดูกาลมีเวลาเปลี่ยน ซึ่งช่วยได้ทีเดียวในการรับมือกับเหตุการณ์ในร้านหนังสือแต่ละวัน

ในแง่การจัดการ หนุ่มกับโย (คนใกล้ตัวของหนุ่ม) เริ่มต้นโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่พอมีจากการทำงานประจำของแต่ละคนมารวมกัน แล้วบริหารจากจุดนั้น ไม่ได้รบกวนใคร เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ควรทำให้พ่อแม่เดือดร้อนต่อไปแล้ว นั่นคือหนทางที่หนุ่มยึดถือ เขาบอกให้ทางบ้านรู้ว่าเปิดร้านหนังสือ หลังจากออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียวแล้วด้วยซ้ำ

หนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เพราะต้องการทุ่มเทกับมันให้ถึงที่สุด ซึ่งอีกด้านหมายความว่า เขาเดิมพันกับมันแล้ว

ทำแล้วต้องรอด ไม่รอดไม่ได้ คือสิ่งที่เขาบอกตัวเอง ไม่เกี่ยวกันเลยว่าฐานะดีหรือไม่ดีมาก่อน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

-3-
ไม่ง่าย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้!

การที่ร้านหนังสือเดินทางอยู่มาร่วม 20 ปีนั้น ทำให้ต้องยืนยันว่า ในบริบทธุรกิจหนังสือแบบไทย ๆ และท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ร้านหนังสือโดยเฉพาะ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังอยู่ได้

ไม่ง่าย แต่ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ทั้งนี้มีปัจจัยบางอย่าง ที่เป็นทั้งบททดสอบและองค์ประกอบให้ต้องคำนึง

ในเชิงธุรกิจ การทำให้นักอ่านเห็นภาพชัดว่า “เวลานึกถึงเราแล้วเขานึกถึงอะไร” ถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยภาพที่ว่ายังต้องเป็นสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ด้วย

เพราะตระหนักถึงความสำคัญของหนังสือ ชอบและเห็นประโยชน์ของการเดินทาง ร้านหนังสือเดินทางจึงมีคำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ เป็นเส้นเรื่อง ซึ่งนั่นทำให้ง่ายขึ้นในการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่อยู่ข้างใน

หนังสือเดินทางในที่นี้ กินความตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้เราอยากออกเดินทางไกล หรือลงมือทำอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลว่าควรไปไหน ไปอย่างไร ส่วนไปมาแล้วอยากรู้เพิ่มว่า ทำไมผู้คนที่นั่นจึงเชื่ออย่างนั้น ทำไมประเทศนั้นจึงมีการศึกษาดี ทำไมประเทศนี้จึงมีความขัดแย้ง ยังมีหนังสืออีกหมวดที่ให้ข้อมูลในเชิงลึก

ทั้งนี้ การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่การไปเที่ยว การเดินทางอยู่กับที่ก็มี การเติบโตจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยก็เป็นการเดินทางอย่างหนึ่ง นั่นทำให้ร้านมีตั้งแต่หนังสือเด็ก จนถึงหนังสือเตรียมรับมือกับการเดินจากโลกนี้ไป โดยเรื่องราวเหล่านี้ปรากฏอยู่ได้ทั้งในบทกวี สารคดี และวรรณกรรม ฯลฯ

ในแง่รูปลักษณ์ ร้านอยากให้นักอ่านได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับหนังสือและการเดินทางจากทุกประสาทสัมผัส ได้ซื้อหนังสือในสภาพแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ทุกอณูของร้านเลยมีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ตกแต่งอยู่มากมาย และเพื่อให้มาแล้วสบายกันทุกฝ่าย ในร้านจึงมีที่ให้นั่ง มีชากาแฟให้ดื่ม และมีเพลงให้ฟัง หากอยากสนทนากันก็อยู่ข้างล่าง ใครรักสงบก็ไปอ่านเขียนอยู่ชั้นบน

บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้
บันทึกถึง คน รัก หนังสือ ตลอด 20 ปีของ 'ร้านหนังสือเดินทาง’ ก่อนจะย้ายร้านปลายปีนี้

“ยังไม่อยากกลับ นาน ๆ ได้คุยกับคนสักที”

“หนังสือบางเล่มซื้อออนไลน์ก็มี สิ่งเดียวที่ไม่มีคือบรรยากาศ”

“การมีอยู่ของร้านนี้ดีอย่างหนึ่ง คือทำให้รู้ว่าเวลามาย่านนี้แล้วพี่จะเจอกับอะไร”

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักอ่านบางส่วน เป็นเสียงที่ได้ยินในช่วงโรคระบาด อันเป็นห้วงที่ทุกธุรกิจถูกทดสอบความจำเป็น นักอ่านเหล่านี้ทำให้ร้านไม่ได้รับผลกระทบมากจนเกินไป แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ดี ๆ แล้วได้มา

4 ปีแรกของร้านบนถนนพระอาทิตย์นั้น เป็นช่วงที่ทุกอย่างถูกทดสอบเลยทีเดียว ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้ต้องเปิดร้านทุกวัน จันทร์-ศุกร์เมื่อหนุ่มอยู่ร้านคนเดียว บางคราวข้าวเที่ยงก็เน่าเสียเพราะไม่มีเวลากิน ตกค่ำต้องแหวกโต๊ะกาแฟบนชั้นสองแล้วล้มตัวลงนอน เพราะห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังถูกข้าวของจองหมดแล้ว บางคืนหลับ ๆ ก็มีแมลงสาบปีนขึ้นใบหน้า ในบริบทเช่นนี้หนุ่มคิดอยู่อย่างเดียวคือ ต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งเขาคงทำไม่ได้เลยหากไม่มีโย

อาจเพราะหนุ่มออกจากงานประจำมาทำร้านอย่างเดียว เขาเลยเป็นเหมือนตัวแทนร้านไปโดยปริยาย ทั้งที่จริงแล้วโยคืออีกครึ่งหนึ่งของเขา

โยคือคนคอยดูแลงานบัญชีและเอกสาร ทั้งยังทำขนมนมเนยช่วงเสาร์-อาทิตย์ และตั้งแต่อยู่ถนนพระอาทิตย์แล้วที่โยทำร้านและทำงานอย่างอื่นไปด้วย

ช่วง 4 ปีแรกโยใช้บ้านราวกับโรงแรม ทุกคืนเมื่อร้านปิดเธอต้องขับรถกลับบ้านที่บางแค ไปถึงพ่อแม่ก็หลับหมดแล้ว เช้ามืดก็ไปทำงานที่ถนนวิทยุ เลิกงานก็มาช่วยร้าน เสาร์-อาทิตย์ก็มาที่ร้าน ช่วงหนึ่งชีวิตแบบนี้ถึงกับทำให้เธอไม่สบาย ที่โรงพยาบาลเมื่อต้องอยู่นิ่ง ๆ 3 – 4 วัน วันหนึ่งโยถามหนุ่มว่า “จะทำร้านไปอีกนานแค่ไหน”

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กระอักกระอ่วนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตหนุ่ม เขานิ่งเงียบ สมองสับสนไปด้วยความคิดว่า หากเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก ควรไหมที่จะทำให้คนที่เรารักมาเจ็บป่วยเพราะเรา หรือหากเลิกทำร้าน ในมุมของโยเธอจะรู้สึกอย่างไรนับจากนี้ หากคนที่เธอรักได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่ต้องเลิกทำสิ่งนั้นเพราะเธอ สุดท้ายแล้วหนุ่มตอบไปว่า “ขอพยายามอีกหน่อยได้ไหม”

ต้องขอบคุณโยที่ยังเชื่อมั่น ต้องขอบคุณเธอที่ยังพร้อมเดินไปด้วยกัน

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

-4-
อาชีพที่ผลิตความสุขได้ทันทีก็มีนะ!

หลังจาก 4 ปีบนถนนพระอาทิตย์ เมื่อร้านได้ย้ายมาอยู่ถนนพระสุเมรุ โดยอยู่มาแล้ว 16 ปี คุณภาพชีวิตดีขึ้นมากมาย

เมื่อต้นทุนการทำร้านที่ถนนพระสุเมรุต่ำลง ร้านเลยมีวันหยุด เมื่อไม่ต้องรีบเปิดร้าน ทุกเช้าหนุ่มกับโยจึงมีเวลาทำมื้อเช้ากินเอง ได้ออกกำลังกาย อยากไปไหนนาน ๆ เมื่อไรก็ได้หากอยากไป ตอนนี้โยไม่ต้องเข้าออฟฟิศแล้ว แม้เธอเปรย ๆ บ้างว่ายังไม่สามารถมีวันหยุดที่แท้จริง แต่ก็ทำงานในเต็นท์ บนหลังช้าง หรือที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญ มันทำให้พวกเขาได้อยู่ใกล้กันทุกวัน โยมีหนุ่มเป็นเพื่อนซี้ และหนุ่มก็มีโยเป็นคู่ใจ

ไม่เฉา ไม่เหงา แต่ละวันมีผู้คนและเรื่องราวเข้ามาเสมอ ซึ่งต้องขอบคุณทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ของแวดวงหนังสือ ที่หยิบยื่นความช่วยเหลือและกำลังใจ สื่อที่ให้ความสนใจ และตัวพวกเขาเองที่ไม่ถอดใจไปก่อนตั้งแต่สมัยอยู่ถนนพระอาทิตย์

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีนี้ ลูกค้าที่ตามกันมาจากถนนพระอาทิตย์ได้ผูกพันกันมากกว่าแค่เป็นลูกค้าขาประจำ หลายคนก็ห่างหายไปเติบโต ทว่าก็มีลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาแทน แน่นอนว่าคนรักหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ซึ่งนั่นก็ยืนยันความจริงว่า ร้านหนังสืออาจไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน ทว่ามิตรไมตรีที่ถ่ายเทให้กันระหว่างคนที่เห็นว่าหนังสือนั้นสำคัญ และเดินเข้าร้านมาจนคุ้นเคยกันยังมีอยู่เหมือนเดิม

นี่เองที่ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครเข้าร้านหนังสือกันแล้ว” ไม่จริง

คำกล่าวที่ว่า “ร้านหนังสือไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว” ก็ไม่จริง

“น้องจากอักษรฯ ที่มาสั่งกาแฟแล้วนั่งอ่านหนังสือทุกวัน จนสอบได้ทุนปริญญาเอก ยังกลับมาเยือนโต๊ะตัวโปรดของเธอทุกครั้งที่มาเมืองไทยครับ”

“น้องผู้หญิงอีกคนยังอำตัวเองเล่นว่า หนูมาที่นี่ตั้งแต่มัธยม จนจบมหาวิทยาลัย ทำงานมีลูก มีสามี เลิกกับสามีแล้วหนูก็ยังมาที่นี่”

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

“3 – 4 ปีก่อน หนุ่มสวิสคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ ADIDAS หลบความวุ่นวายของถนนข้าวสารเข้ามาหาความสงบ นั่นเลยให้เขาลองขนมไทยขณะดื่มกาแฟ จากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาส่งชุดกีฬาพร้อมลูกฟุตบอลที่ใช้ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League มาให้หนึ่งลูก”

“พี่ที่ทำร้านอาหารปักษ์ใต้อยู่เชียงใหม่และเป็นเจ้าของ Cookbook เย็บมือเท่ ๆ ก็เพิ่งมาซื้อหนังสือ แกยังชวนว่าหน้าฝนตอนแกไปต่างประเทศ ขึ้นไปอยู่บ้านดินของแกสักเดือนได้นะ บ้านว่าง ๆ อยากให้มีคนมาใช้”

“พี่อีกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรมเล็ก ๆ ที่สุโขทัยก็แวะมาอาทิตย์ที่แล้วเอง แกเอาขนมปังอบเองมาฝาก ทั้งยังคะยั้นคะยอเหมือนเคยว่า ควรหาเวลาไปพักกับแกสัก 2 – 3 วัน จากนั้นก็ขับรถไปด้วยกัน แกอยากเจอนักเขียนคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่น่าน”

ในสถานที่เล็ก ๆ อย่างร้านหนังสือนั้นยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ในแง่หนึ่ง บางทีก็ต้องยอมรับว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นการทำร้านหนังสือแล้ว หากคือการพยายามทำชีวิตให้ดี

และนี่เองที่ปลาย พ.ศ. 2565 แม้อาคารเก่าบนถนนพระสุเมรุที่ร้านตั้งอยู่จะถูกเวนคืน เพื่อเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ร้านหนังสือเดินทางยังคงเดินทางต่อไป โดยเดินทางไปไหนสักที่หนึ่งในเขตเมืองเก่าของเกาะรัตนโกสินทร์

แต่แน่นอนว่า ยังคงเดินทางต่อไป!

2 ทศวรรษร้านหนังสือเดินทาง - Passport Bookshop พื้นที่ของรอยยิ้ม น้ำตา ความทรงจำของคนมากมาย และ ‘ชีวิต’’ ของ หนุ่ม-โย เจ้าของร้าน

หนังสือแนะนำ

1 ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy

นักเขียน : William Saroyan 

นักแปล : วิภาดา กิตติโกวิท 

สำนักพิมพ์ : มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม

ราคา : 250 บาท

นี่คือหนังสือที่ทำให้หัวเราะกับร้องไห้สลับกัน เราจะมีภูมิคุ้มกันความทุกข์และมองเห็นความสุขได้ แม้ว่าเงื่อนไขในชีวิตจะไม่พร้อมแค่ไหนก็ตาม

ความสุขแห่งชีวิต : The Human Comedy นักเขียน : William Saroyan 

2 ก้าวเดิน Walking 

นักเขียน : Erling Kagge 

นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

สำนักพิมพ์ : OMG

ราคา : 320 บาท

เรื่องราวการเดินจากนักเดินทางที่ทั้งเดินเท้ามามากและอ่านหนังสือมาเยอะ พูดถึงการเดินได้กระชับ ทว่าตื่นตาไปด้วยข้อเท็จจริงที่เราเคยมองผ่าน อ่านแล้วเห็นความจำเป็นของการออกไปเดินให้มาก ก่อนที่วันหนึ่งเราอาจเดินกันไม่ไหว

 ก้าวเดิน Walking นักแปล : ธันยพร หงษ์ทอง 

3 Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง

นักเขียน : Charles Montgomery 

นักแปล : พินดา พิสิฐบุตร

สำนักพิมพ์ : broccoli 

ราคา : 390 บาท

สารคดีที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองน่าอยู่นั้นทำได้ ใจความหนึ่งของหนังสือบอกว่า หากอยากรู้ว่าเราได้อยู่ในย่านที่คุณภาพชีวิตดีหรือยัง ให้ลองถามตัวเองดูว่า หากเราทำกระเป๋าสตางค์หายจะได้คืนไหม คำตอบที่ได้สะท้อนเมืองได้ทั้งเมือง

Happy City: เปลี่ยนโฉมชีวิตด้วยการออกแบบเมือง นักเขียน : Charles Montgomery 

4 สะพรึง : Terror 

นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

นักแปล : ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ 

สำนักพิมพ์ : Illuminations Editions 

ราคา : 240 บาท  

เรื่องราวการพิจารณาคดีนักบินรบคนหนึ่งที่ตัดสินใจยิงเครื่องบินพาณิชย์ที่ถูกจี้ทิ้ง เราเอาอะไรมาตัดสินว่าใครควรอยู่ ใครควรตาย และถ้าเป็นเราจะทำอย่างไร หนังสือเล่มนี้อ่านจบได้ใน 3 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์ในเรื่องจะทำให้เราเถียงกับตัวเองจนถึงแก่นไปอีกนานแสนนาน

 สะพรึง : Terror นักเขียน : Ferdinand von Schirach 

5 บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน

นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

เรื่องราวของบัลซัค นักเขียนที่ไม่เคยหลงทาง คิดท้อถอย หรือยอมแพ้ในเป้าหมายหลักที่ตนอยากทำ แม้ว่าชีวิตด้านอื่นของเขาไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างสักเท่าไหร่ก็ตาม อ่านแล้วเข้าใจว่าทำไมเขาจึงได้ฉายาว่าเป็นจักรพรรดินักเขียน

บัลซัค ชีวิต ความรัก และงาน ของจักรพรรดินักเขียน นักเขียน : วัลยา วิวัฒน์ศร 

ร้านหนังสือเดินทาง (Passport Bookshop)

ที่ตั้ง ​: 523 ถนนพระสุเมรุ แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : 12.00 – 18.00 น. ปิดวันจันทร์

โทรศัพท์ : 0 2629 0694

Facebook : ร้านหนังสือเดินทาง – Passport Bookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

หนุ่ม หนังสือเดินทาง

‘หนุ่ม หนังสือเดินทาง’ เป็นชื่อที่ได้มาจากการทำร้านหนังสือเดินทางของ ‘อำนาจ รัตนมณี’ เขามีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ขายหนังสือ พูดคุยเรื่องร้านหนังสือ และปฏิสัมพันธ์กับคนที่รักหนังสือ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load