ชื่อของ AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เป็นที่พูดถึงไปทั่วทั้งโลกธุรกิจ เมื่อสร้างดีลประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ในการเข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ช่วงปลาย พ.ศ. 2562 ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มทีซีซีที่ต้องการรุกตลาดโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ครบทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทำเลหลักในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ ด้วยโรงแรมกลุ่มไมซ์ (MICE) โรงแรมในเมือง รีสอร์ตระดับลักซูรี และโรงแรมในพื้นที่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ซึ่งสอดรับกับแคมเปญ ‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ หน่วยงานภาครัฐที่ดำเนินงานขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

สปอตไลต์ส่องตรงลงมาที่ วัลลภา ไตรโสรัส ลูกสาวคนเก่งของ เจริญ-วรรณา สิริวัฒนภักดี ที่พร้อมพาธุรกิจขนาดแสนล้านนี้ก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างเต็มตัวนับจากนั้นเป็นต้นมา

เมื่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลกช่วงต้น พ.ศ. 2563 แทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือภาคบริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AWC และเครือโรงแรมขนาดใหญ่ทุกแบรนด์ ภาพสนามบินสุวรรณภูมิที่เงียบเหงา ล็อบบี้โรงแรมที่ปิดไฟมืด แท็กซี่จำนวนมากที่จอดรถทิ้งไว้ในอู่ รวมทั้งภาพผู้คนที่เดินขวักไขว่ในห้องประชุมที่หายไป เป็นภาพติดตาที่ยังจำกันได้ดีจนยากจะเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับประเทศไทย จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก

หลังจากที่ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ลดขั้นตอนต่าง ๆ ลงเพื่อกระตุ้นให้ภาคบริการกลับมาคึกคักอีกครั้ง ถือเป็นจังหวะที่ดีของ AWC ที่เร่งเครื่องรุกธุรกิจเต็มกำลัง หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญคือการสร้างประโยชน์ร่วมกันกับธุรกิจการประชุมและสัมมนาหรือไมซ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าภายใต้อาณาจักรโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ คุณวัลลภาอธิบายให้ The Cloud ฟังถึงความเชื่อมโยงของธุรกิจไมซ์ที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้น่าสนใจทีเดียว ติดตามวิธีคิดของเธอได้จากบทสัมภาษณ์นี้

คิดว่า AWC ผ่านจุดที่แย่ที่สุดของสถานการณ์โควิด-19 ไปหรือยัง

ตั้งแต่โรคโควิด-19 เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2563 สถานการณ์เรายังดีกว่าเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์กที่มีผลกระทบขนาดใหญ่ เราถือว่าคุมสถานการณ์ได้ดีมาก ทางเรากลับมาคิดว่าจะดูแลกันอย่างไรให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ มีประชุมทุกเช้าและวางแผนว่าจะใช้มาตรการอะไรบ้าง สิ่งแรกที่นึกกันคือ ทำอย่างไรถึงจะดูแลผู้บริหารและพนักงานให้ดีที่สุด นอกจากดูแลเรื่องรายได้และสวัสดิการแล้ว ก็ดูแลเรื่องความปลอดภัย เราเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศปิดโรงแรมทั้งหมดที่มีเพราะว่าไม่มีนักท่องเที่ยวตอนนั้นแล้ว และถ้าพนักงานของเรายังต้องเดินทางออกมาจากบ้านก็มีความเสี่ยงสูงมาก ก็เลยปิดโรงแรมไปก่อน ให้ทุกคนทำงานที่บ้าน เพียงแค่ขออย่าเพิ่งกลับภูมิลำเนากัน เพราะมันจะแออัดและเกิดคลัสเตอร์ได้ สุดท้ายก็ผ่านช่วงหนัก ๆ นั้นมาได้ 

เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดนานแค่ไหน สิ่งที่เราเห็นคือ พนักงานทุกคนได้รวมพลังกัน ช่วยกันคิด ช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยที่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าได้ รวมทั้งการปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่ พอปิดเราก็รีบจัดการเพราะคิดแต่ว่าถ้ากลับมา เราต้องกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยกัน เป็นช่วงที่ผ่านความท้าทายมาด้วยกัน ตอนนี้การเดินทาง นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแล้ว เราเองก็เตรียมพร้อม ขึ้นกับว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องตอนนี้จะกลับมาได้เร็วแค่ไหน

ตอนนั้น พอสั่งปิดโรงแรมทั้งหมดแล้ว คุณวัลลภาทำอะไร

ตอนนั้นประชุมตลอด บอกพนักงานว่าเราต้องช่วยกันคิดว่า ถ้าจะบริหารจัดการให้ผ่านวิกฤตไปได้ต้องทำอย่างไร แต่เราไม่เอาแบบลดต้นทุนอะไรแบบนั้น เราอยากทำเรื่องประสิทธิภาพในการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ ต้องบอกก่อนว่า AWC ครึ่งหนึ่งของพอร์ตคือโรงแรม อีกครึ่งคือออฟฟิศและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นฐานแข็งแรงที่เราสามารถดูแลกระแสเงินสดให้เป็นบวก และดูแลผู้บริหาร พนักงาน ลูกค้ารวมถึงผู้เช่าได้ เราต้องลดค่าเช่าลงเพราะผู้เช่าขายของไม่ได้ เราก็ไม่ได้เก็บในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้ทุกคนผ่านมาด้วยกัน เพราะเราต้องดูแลกัน

เรียนรู้อะไรจาก 2 ปีนี้บ้าง

ได้รู้ว่าถ้าเรารวมพลังกันก็จะผ่านพ้นและสำเร็จไปด้วยกัน ถ้าร่วมกันคิดร่วมกันวางแผนก็จะมีแนวทาง โชคดีที่เราวางกลยุทธ์ชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรก เรามองว่าต้องกระจายความเสี่ยง เราบอกว่าเราเป็น Lifestyle Real Estate ต้องรวมสินทรัพย์ที่มีคุณภาพเข้ามาและมีความหลากหลาย 

นักลงทุนเคยถามว่าทำไมไม่เน้นโรงแรมอย่างเดียวไปเลย เพราะว่านักท่องเที่ยวมาเมืองไทยเยอะมาก ทำไมต้องมาทำออฟฟิศที่ผลตอบแทนต่ำกว่า ก็ตอบไปว่าเราพยายามกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจที่หลากหลาย การมีหลายตลาดก็จะเกิดการประสานพลังต่อกัน มีการกระจายโอกาส เสริมฐานลูกค้าให้แน่นขึ้น ซึ่งธุรกิจออฟฟิศกลายเป็นกระแสเงินสดหลักของบริษัทเราในช่วงที่ผ่านมา

ยังหวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปที่ 40 ล้านคนต่อปีหรือเปล่า

อันนี้ยังมีประเด็นอยู่ เพราะสายการบินยังมีข้อจำกัดในการพานักเดินทางที่จะมาประเทศเราได้ไม่เท่ากับสมัยก่อนโควิด-19 เรื่องจำนวนคนเป็นเรื่องที่ยังมีผลกระทบ เราก็เลยตั้งเป้ากลุ่มที่กำลังซื้อสูง ซึ่งค่าห้องพักก็ขายได้สูงกว่าปี 2019 ในหลายโรงแรม เราเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มากขึ้น เขาใช้จ่ายสูง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราการเข้าพักจะยังไม่ได้อย่างที่อยากได้ เราก็ยังได้รายได้ที่ใกล้กับเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ตอนนี้อุปสงค์ในตลาดยังจำกัด มีกลับมาเพียงบางกลุ่ม ตอนนี้ค่าตั๋วเครื่องบินก็ยังแพงกว่าเดิม คงต้องรอให้สายการบินต่าง ๆ กลับมาเปิดบริการกันมากขึ้นก่อน

ลูกค้าของ AWC กลับมาใช้บริการกันมากน้อยแค่ไหนแล้ว

พอสมควรแล้วค่ะ ตอนเจอโควิดใหม่ ๆ คิดว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการจะเจอผลกระทบหนัก บริษัทต่าง ๆ ก็อาจเลือกทำงานจากที่บ้านกัน แล้วกลุ่มไหนล่ะที่จะกลับมาก่อน สงสัยธุรกิจประชุมสัมมนาจะเป็นกลุ่มสุดท้าย แต่กลายเป็นว่าลูกค้ากลุ่มองค์กรกลับมาก่อน โดยเฉพาะธุรกิจประชุมสัมมนา ตามด้วยกลุ่มท่องเที่ยวทั่วไป กับกรุ๊ปทัวร์ยังไม่ได้กลับมามากนัก

ดูเหมือนธุรกิจไมซ์จะเป็นรายได้ส่วนสำคัญ

ใช่ค่ะ ตอนเราเข้าจดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO) เราแยกกลุ่มของ MICE Hotel ออกมาเลย เน้นเรื่องการประชุมสัมมนา ซึ่งเรามองว่าเป็นจุดแข็งของประเทศ ล่าสุด เราเพิ่งลงนามกับทางเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งซีอีโอและทีมเขามากัน 500 กว่าคน มาประชุมที่เมืองไทย เขาบอกว่าทุกคนอยากมาเมืองไทย บ้านเราถือเป็นไฮไลต์มาก ๆ สำหรับเขา 

ทำไมพวกเขาถึงอยากมาประเทศไทย

บ้านเรานอกจากมีอาหารที่อร่อย มีไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนานแล้ว เขายังรู้สึกกันว่าบรรยากาศของเมืองไทยดีมาก การบริการเป็นเลิศ มีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนอยากกลับมาเที่ยวมากที่สุด ตอนนี้ก็จองโรงแรมเพื่อมาเที่ยวกันมาเต็มไปหมดแล้ว

MICE Hotel คืออะไร มีที่ไหนบ้าง

ตัวอย่างที่ดีมากคือโรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ตรงสุขุมวิท เรามองว่าถ้าจะสร้างมูลค่าเพิ่มของโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องพักพันกว่าห้อง เราต้องมีจุดแข็ง จุดขาย ดังนั้น ต้องใส่ความสะดวกเข้าไปในห้องประชุมที่หลากหลาย ห้องประชุมใหญ่จุได้ถึง 1,500 คน หรือห้องแบบอื่นก็มีแบบไลฟ์สไตล์ มีทั้งพูลเฮาส์ มีที่แบบทำกิจกรรมร่วมกันได้ จึงทำให้ที่นี่ได้เป็น Best Convention Hotel in Asia จาก International Property Award หรืออย่างโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เป็นอีกไฮไลต์ ทั้งงานแต่งงานหรืองานสัมมนาระดับชาติก็จัดกันที่นี่ เราวางมาตรฐานของ Luxury MICE เอาไว้ กลายเป็นรายได้จากส่วนนี้ รวมทั้งค่าอาหารและเครื่องดื่มเรา สูงกว่ารายได้ค่าห้องเสียอีก เพราะฉะนั้น เราให้ความสำคัญกับธุรกิจไมซ์ คนที่เขาอยากมาประชุมที่นี่ เขาก็อยากมาเที่ยวเมืองไทย มาเที่ยวด้วยและได้พัฒนาเครือข่ายทางธุรกิจไปด้วย

โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค
โรงแรม ดิแอทธินีโฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรีคอลเล็คชั่น โฮเทล

การจัดประชุมสัมมนาที่โรงแรมพิเศษอย่างไร

คำตอบคือการสร้างประสบการณ์แบบองค์รวมเชื่อมโยงกัน มันคือ Integrated Experience คนมาสัมมนาก็จะมีจุดประสงค์ว่า มาคุยอะไร กับใคร และมีสิ่งที่ตามมา อย่างประชุมเสร็จก็อาจชวนกันทานข้าวหรือไปคุยกันต่อ พอมาอยู่ที่โรงแรมคนก็อยากทำกิจกรรมด้วยกัน เลยเป็นประสบการณ์ต่อเนื่องที่สร้างมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมบริการ การประชุมสัมมนา เรามีพันธมิตรที่ทำงานร่วมกัน ทุกอย่างจะต้องเชื่อมต่อกัน ลูกค้ามาประชุมจากต่างประเทศก็ต้องใช้บริการห้องพัก จึงกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เชื่อมต่อและสร้างคุณค่าร่วมกันได้

สิ่งที่เราเน้นคือคุณภาพ สุขอนามัยที่ดี เราสร้างมาตรฐานสูงระดับสากลเพื่อให้ผู้ที่เดินทางมาได้สบายใจ สิ่งที่แตกต่างคือ เราต้องดูความต้องการของเขาด้วย เดี๋ยวนี้การจองโรงแรมมักจองกับโรงแรมโดยตรง ถ้าจะเปลี่ยนวันหรือทำอะไรก็ยืดหยุ่นกว่า ที่สำคัญคือเทคโนโลยี โรงแรมต้องเตรียมเรื่องการเชื่อมต่อทั้งการประชุมที่มาเจอกันหมดและการประชุมแบบไฮบริดที่มีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ช่วงที่ผ่านมาเราจึงลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การประชุมสัมมนายุคใหม่มากขึ้น ในห้องพักก็ต้องตอบโจทย์ รวมทั้งรองรับกลุ่มที่มาเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน (Workation) เพราะทุกวันนี้เราทำงานที่ไหนก็ได้แล้ว

แล้ว AWC จัดงานสัมมนาของบริษัทที่ไหน

เรามี AWC Infinite Lifestyle ให้พันธมิตรและผู้เช่าในตึกออฟฟิศของเราใช้งาน ซึ่งพนักงานของผู้เช่าก็ใช้งานได้ พอเป็นงานของ AWC เองก็มาจัดกิจกรรมกันที่โรงแรมแทน ที่ผ่านมาตอนนี้รายได้ร้านอาหารและเครื่องดื่มดีกว่าปี 2019 ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นก็มาจากพลังของกันและกันที่ร่วมผลักดัน รวมทั้งลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่มาอุดหนุนเรา ตอนนี้มีการใช้แต้ม (Infinite Point) ในแพลตฟอร์ม จะใช้คะแนนไปแลกเพื่อรับประทานอาหาร เป็นส่วนลด หรือเอาไว้ใช้จัด ประชุมหรือเวิร์กชอปก็ได้ ยังมีเรื่องการดูแลสุขภาพ ใช้บริการฟิตเนสหรือศูนย์ประชุมธุกิจก็ได้ เพราะทั้งโรงแรม ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนทั้งหมด

จะขยายธุรกิจต่อไปอย่างไร

นักลงทุนยังเชื่อมั่นในทรัพย์สินคุณภาพของ AWC นอกจากการปรับปรุงโรงแรมในช่วงที่ผ่านมาแล้ว เราเดินหน้าวางแผนพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพิ่มเติม เข้าไปลงทุนในโครงการที่เห็นว่าจะช่วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ ตอนนี้ก็ค่อย ๆ เตรียมแผนและศึกษาอยู่ ยังเชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพระดับโลก ตอน IPO ตอนนั้นขนาดสินทรัพย์อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท ตอนนี้ 1.4 แสนล้านบาทก็ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีก

นอกจากนี้ยังมีโครงการมิกซ์ยูสในพื้นที่ไฮไลต์ที่เรารวมพันธมิตรมาร่วมสร้างคุณค่าด้วยกัน ให้เกิดเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนอยากจะมาด้วย เราเชื่อว่านักลงทุนอยากมาร่วมสร้างคุณค่าที่ดีกับเรา ซึ่งเราเน้นที่ตลาดเมืองไทย ถือเป็นเรื่องดี เกิดรายได้สู่ชุมชน อุดหนุนสินค้าเกษตรในท้องถิ่น เกิดการจ้างงาน มองว่าไม่ว่าจะมาจากไหน ถ้าเขามาสร้างคุณค่าให้เมืองไทยก็เป็นเรื่องดี เหมือนที่ AWC บอกว่าสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า (Building a Better Future) ให้เติบโตไปด้วยกัน

เราจะจับมือกับพันธมิตรระดับโลกมากขึ้น เพราะเมืองไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เป็นที่สนใจอยู่แล้ว อย่างเราเซ็นสัญญากับทางแมริออท ทำโครงการ The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside เรามองว่าทุก ๆ การเติบโตเราจะโตไปกับพันธมิตร นอกจากนี้ยังร่วมกับเครือโรงแรมระดับโลกอื่น ๆ อาทิ บันยันทรี ฮิลตัน อินเตอร์คอนติเนนทัล มันช่วยให้เรามีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ถือเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมด้วย เวลาเราพูดถึงการบริหารความเสี่ยงอาจยังมองไม่เห็นทันที แต่พอเกิดปัญหาจะทำให้รู้ว่าการเตรียมรับมือความเสี่ยงที่มีไว้ล่วงหน้า ตอนเริ่มต้นเราก็ไม่คิดว่าจะเกิดโควิด-19 ที่ทำให้ภาคธุรกิจบริการโดนผลกระทบแบบนี้ แต่ด้วยกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง ทำให้เกิดประโยชน์ทางภาคธุรกิจพาณิชย์ที่สามารถรักษากระแสเงินสดของบริษัท

AWC จะร่วมมือกับธุรกิจไมซ์ทำอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง

พวกเราเป็นองค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์มันเชื่อมต่อกันหมดเลย เรามองหาพันธมิตรทั้งไทยและต่างประเทศ แต่ละแห่งก็มีจุดอ่อน-จุดแข็งแตกต่างกัน เราสามารถมารวมพลังกันได้ นอกจาก เราอยากชวนพวกเขามาทำอะไรเพื่อลูกค้า สถานการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่าจะทำยังไงให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน เราเน้นเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีโมเดลแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกกระบวนการของธุรกิจ เรามองเรื่องความยั่งยืนเป็น 3 ส่วนคือ 1) Better Planet ดูแลสิ่งแวดล้อมของเรา เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์ต้องอยู่ในพื้นที่ระยะยาว 2) Better People ช่วยพัฒนาทั้งคนในองค์กร ลูกค้า ผู้เช่า ชุมชนไปจนถึงสังคม และ 3) Better Prosperity คือการเติบโตร่วมกัน การสร้างรายได้และคุณค่าร่วมและการกำกับกิจการที่ดี แล้วเราก็มีเป้าหมายของแต่ละส่วนที่ชัดเจน

เรื่องนี้สำคัญมากเลย เพราะเราต้องร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจ ร่วมกันสร้างพลังกลับมา เพราะว่าช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างชะงัก นอกจากการประชุมสัมมนาที่เป็นกลไกสำคัญ เรายังเห็นบทบาทขององค์กรต่าง ๆที่มาใช้พื้นที่ของโรงแรม ทำให้เราได้อุดหนุนสินค้าไทย ซื้อพืชผักและสร้างคุณค่าต่อไปหลายทอด ถ้าเราได้ร่วมกันเดินหน้าต่อแล้วสนับสนุนไมซ์ ก็จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งของพวกเราให้กลับมาด้วยกัน

Questions answered by CEO of AWC 

1. ถ้าบอกว่า AWC เป็น Lifestyle Real Estate แล้ว Lifestyle ของคุณวัลลภาเป็นอย่างไร

อยู่กับ AWC นี่ล่ะ มานั่งประชุมที่โรงแรมตลอด การทำงานเดี๋ยวนี้ต้องรวมเข้ากับชีวิต เราพูดคำว่า Integration มากกว่า Balance เพราะมันง่ายกว่าการแบ่งออกจากกัน ไม่ว่าทีมจะไปไหนก็จะชักชวนให้พวกเขาสนุกไปด้วยกัน ไลฟ์สไตล์ของเอ๋ก็จะเป็นการประชุม แล้วก็พาลูก ๆ มาตรวจงาน ลูกคนไหนอยากทานอาหารก็ไปทาน ก็บอกพวกเขาว่าส่งคอมเมนต์มาด้วยนะ เดี๋ยวหม่าม้าจะได้เอาไปปรับปรุงต่อ หรืออย่างตอนมาประชุม ลูก ๆ ก็มานอนด้วย เขาจะได้รู้ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร ทำให้เรายังมีเวลากับเด็ก ๆ และทำให้พวกเขารู้ว่าจะมีส่วนสร้างคุณค่ากับโครงการดี ๆ ได้อย่างไร

2. แสดงว่าไม่ได้มีช่วงพักที่หยุดยาวแบบไม่ได้ทำอะไรเลย

เอ๋คิดว่าเป็น Work Life Integration ไปแล้วนะคะ ครั้งล่าสุดที่รู้สึกว่าไม่ได้ทำงานก็คือตอนไปดูหนังกับลูก อยู่ในโรงหนังก็ไม่ต้องทำงาน เป็นช่วงสั้น ๆ (หัวเราะ)

3. จำได้หรือไม่ว่างานประชุมแรกที่เข้าร่วมคืองานอะไร

น่าจะเป็นการประชุมกับคุณพ่อคุณแม่ เป็นการประชุมกับผู้บริหาร บางทีมีประชุมมุมหนึ่งของห้องกัน 50 คน อีกมุมก็จะมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นแถวนั้น หรือในห้องประชุมที่คุณพ่อคุยงาน ลูก ๆ ก็ได้อยู่ด้วย ได้เห็นธุรกิจจากการประชุมแบบกันเองไปจนถึงการประชุมขนาดใหญ่ อย่างตอนเด็กที่ปิดเทอม พ่อแม่พาไปต่างประเทศ เรานึกว่าได้ไปเที่ยว จริง ๆ ก็คือไปดูงาน เดินดูโรงงาน ดูธุรกิจของพันธมิตรเราแล้วก็ไปประชุมกับเขาด้วย ก็สนุกดี เลยคิดว่าการประชุมสัมมนาคือส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายเพื่อจะเติบโตร่วมกัน

4. นอนวันละกี่ชั่วโมง

เดี๋ยวนี้นอนเยอะแล้ว เพราะว่าช่วง 4 – 5 ปีก่อนนอนน้อยไป คือใน 1 สัปดาห์จะโต้รุ่ง 2 วัน เพราะตอนนั้นเพิ่งใช้ไลน์ในการคุยงาน สะดวกดี กลางวันเราประชุมเยอะ อัดแน่นไปหมด บางวันเคยประชุม 28 ประชุมก็มี พอมีไลน์ก็มาคุยกันในนั้น แล้วกลางคืนก็จะมานั่งไล่เคลียร์ทุกเรื่องให้หมด พอทำไปนาน ๆ ก็รู้ว่าเยอะไปและทำให้นอนไม่พอ จริง ๆ นอนไม่พอตั้งแต่เลี้ยงลูก ดูแลพวกเขา ไม่สิ นอนไม่พอตั้งแต่เรียนสถาปัตย์เลยต่างหาก (หัวเราะ) 

พอนอนน้อยมาเรื่อย ๆ ช่วงนั้นระบบร่างกายมันเปลี่ยน คือ นอนเท่าไหร่ก็ไม่หายง่วง เหมือนแบตเตอรี่ที่ชาร์จเท่าไหร่ก็ไม่เข้า ก็เลยคิดว่าไม่ได้การแล้ว ก็เลยต้องพยายามล็อกเวลานอนให้ได้ครบ 8 ชั่วโมง แต่เมื่อคืนก็ผิดแผน ประชุมงานกันถึงตี 2 (หัวเราะ) 

5. ตกลงที่คนคิดว่าเป็นซีอีโองานไม่เหนื่อย คงจะไม่จริง

คิดว่าการทำงานที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณค่า เราได้เรียนรู้ ทำธุรกิจก็มีอะไรให้ทำต่อเนื่อง และถ้าเราวางแผนที่จะพัฒนาส่วนไหนได้เราก็ทำเพิ่ม คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของโอกาสมากกว่า

6. ชอบดื่มชาหรือกาแฟ

ชอบดื่มชา เป็นชาเขียว เวลาประชุมก็จะเอามา มันต้องมีอะไรทำระหว่างประชุมไปด้วยก็คือดื่มชาเขียว เพื่อนญี่ปุ่นบอกว่าดูแลสุขภาพ ป้องกันโรค มีงานวิจัยบอกว่ามีผลเรื่องโควิดไม่แพ้กระชายด้วย ถือว่าช่วยเยอะมาก

7. โรงแรมโปรดของซีอีโอชื่อ วัลลภา ไตรโสรัส คือที่ไหน

ทุกโรงแรมเป็นโรงแรมโปรด แต่โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ มาบ่อยสุด เพราะอยู่ตรงข้ามบ้าน บางทีประชุมเสร็จก็ข้ามไปหาคุณพ่อคุณแม่ก่อนกลับ สะดวกมาก ที่นี่ใกล้อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ด้วย บางทีผู้บริหารอยากมาทำงานที่นี่ก็ได้ ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ใกล้เมือง ใกล้บ้าน ใกล้ทางด่วน

‘ไมซ์ไทย มนต์เสน่ห์สู่ความสำเร็จ’ โดย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิรรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB)

หลังจากทั่วโลกฝ่ามรสุมจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาเกือบ 3 ปี ผู้คนล้วนต่างโหยหาการพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ งานภาควิชาการหรือธุรกิจ วันนี้ ประเทศไทยพร้อมสำหรับการกลับมาจัดอีเวนต์ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ตามห้องประชุม ห้องสัมมนาและพื้นที่ธรรมชาติทั่วประเทศ โดยมี TCEB หน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจในการผลักดัน ส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ประเทศไทย พร้อมกระตุ้นให้เกิดการจัดงานไมซ์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไปด้วยกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MICE และ TCEB ที่ : www.businesseventsthailand.com

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ยางพาราเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ วิถี สุพิทักษ์ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2528 ที่พ่อของเขาเปิดโรงงานน้ำยางข้น

ต่อมาอีกไม่นานก็เข้าสู่ปีที่โรคเอดส์แพร่ระบาด กิจการของพ่อเลยเจริญรุ่งเรือง ตามอุปสงค์ตลาดที่เร่งผลิตถุงยางอนามัย

ครอบครัวของเขาล้วนทำธุรกิจเกี่ยวกับยางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยาง คุณวิถีเข้ามารับช่วงต่อโรงงานยางน้ำข้น ส่วนน้องชาย คุณวิศิษฏ์ สุพิทักษ์ เลือกกลับมาพัฒนาเรื่องไม้ยางแปรรูปหลังเรียนจบ

Woodwork ก่อตั้งขึ้นในตอนนั้น ขยายกิจการไปได้ 3 โรงงาน คุณวิศิษฏ์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง พี่ชายจึงต้องมารับช่วงต่อธุรกิจที่กำลังไปได้ดี

การบริหารโรงงานน้ำยางข้นกับไม้แปรรูปต่างกันลิบลับ น้ำยางข้นอาศัยเครื่องจักรทันสมัยเป็นหลัก ส่วนไม้แปรรูปต้องพึ่งพาความเอาใจใส่ของคนทำ ซึ่งเข้ามือคุณวิถีในวัย 25 ผู้เรียนจบจากโรงเรียนประจำชายล้วนที่มิตรภาพระหว่างคนเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

Woodwork อยู่ภายในการบริหารของคุณวิถีมาเกือบ 20 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเติบโตเป็นบริษัทผลิตไม้ยางแปรรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ธุรกิจจะยืนหนึ่งบนยอดภูเขา คุณวิถียังหาทางพัฒนาในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความยั่งยืน เขาเริ่มจากแนวคิดอยากได้ต้นยางที่มีคุณภาพ จึงหาซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงราย ทำสวนยางอินทรีย์ด้วยใจ ก่อนจะศึกษาเรื่องการปลูกป่าร่วมยางอย่างจริงจังเพื่อรักษาธรรมชาติโดยรอบไว้ 

จากที่ดินในภาคเหนือสู่แผ่นดินตรังบ้านเกิด เขาทำโมเดลเดียวกันที่จังหวัดตรัง เพิ่มเติมคือพัฒนาพื้นที่ให้เป็นมากกว่าป่าร่วมสวน เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของชุมชน และลานกิจกรรมของพนักงาน Woodwork

จึงไม่ใช่แค่ไม้ยางคุณภาพที่นักธุรกิจคนนี้ปลูกสำเร็จ เขายังสร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างอากาศดี ๆ ให้คนตรังสูดได้เต็มปอด 

คุณเป็นผู้บริหารที่เอาใจใส่กับ ‘คน’ มาก ทำใมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการทำธุรกิจ

ผมเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. โตมากับการอยู่กับเพื่อนเยอะ เราให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพ ความเป็นกลุ่มก้อน เวลาทำงานก็ให้ความสำคัญกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สมัยก่อนที่น้ำยางข้น เรามุ่งเน้นเรื่องเทคนิค เครื่องจักร การใช้สารเคมี การใช้เทคโนโลยี ส่วนโรงงานไม้ยางเน้นฝีมือคน ที่ Woodwork การพัฒนาคนจึงสำคัญมาก เราเคยมีคนงานถึง 4,000 คน แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 คน ขณะที่ผลผลิตเท่าเดิม เราพัฒนาขีดความสามารถ เพิ่มคุณภาพคน คุณภาพงาน คุณภาพชีวิต ซึ่งสำเร็จมาได้ระดับหนึ่ง เพราะคนเราลดไปเกือบครึ่ง แต่งานที่ได้หายไปไม่ถึง 10% ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในอดีตมี 2 คนประจำโต๊ะเลื่อย 1 คู่ เรียกกว่า นายม้ากับหางม้า ใช้ไม้ราว ๆ 6 – 7 ตัน วันนี้ทำงาน 8 ชม. เท่ากัน แต่ใช้ไม้ได้ถึง 10 ตัน 

พอศักยภาพเพิ่มขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น คนเลื่อยไม้เก่ง ๆ ของเราได้เงินมากถึง 50,000 – 60,000 บาทต่อเดือน

ดูแลพนักงานยังไงถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

เรามองไปถึงความเป็นอยู่ มีการจัดอบรม สัมมนา พัฒนาความสามารถ ทำกิจกรรมเพื่อให้คนของเราได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุดท้ายแล้ว สิ่งที่องค์กรเรามีคือคุณธรรม ไม่ใช่แค่กับคนของเรา แต่รวมถึงสังคมโดยรอบที่เขาอยู่โดยต้องไม่เดือดร้อนจากการทำธุรกิจของเรา

พักหลังมานี้ โรงงานทั้ง 9 แห่งของเราไม่มีปัญหากับชุมชนรอบข้างเลย เราอยู่ร่วมกับสังคมโดยรอบได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือลูกค้า ร้านค้า ไม่ใช่พัฒนาแค่ตัวเรา แต่พัฒนาเขาด้วย เราเอาใจใส่ มอบสิ่งที่ดีที่สุดกับเขา ส่วนทางอ้อมก็ชุมชน เขาอาจจะได้ประโยชน์ พอมีโรงงานก็มีคนเพิ่มขึ้น เกิดร้านค้า เกิดกิจการ เกิดเป็นชุมชนขึ้นมา เราพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมทำเรื่องยางมาตลอด หลายครั้งไม้ยางคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เพราะชาวสวนผสมโน่นผสมนี่ บางทีเจอไม้ลายซึ่งเกิดจากการดูแลไม่ดี ตัวเองอยากทำให้มันดี ก็เลยคิดสร้างโมเดลให้เป็นตัวอย่าง กอปรกับตอน พ.ศ. 2555 ได้ที่ที่เชียงราย ก็ตั้งใจปลูกยางดูแลรักษาอย่างดีที่สุด เพื่อที่พอเวลาผ่านไปอีก 20 – 30 ปี ไม้ยางของเราจะสวยกว่าไม้ยางในละแวกนั้น 

เราเริ่มเปิดกรีดยางตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ย้ำกับทีมงานตั้งแต่ต้นว่า คนกรีดยางของเราต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศ ซึ่งเราทำได้ คนกรีดยางวันนี้มีรายได้ราว ๆ 240,000 – 250,000 บาทต่อปี เรามีวิธีจัดการระบบในสวน ทำให้คนงานทำงานน้อยลง จากทั่วไปกรีดได้วันละ 500 – 600 ต้น ก็กรีดได้ 2,000 ต้น ปีหนึ่งทำงานได้ 200 กว่าวัน แม้ราคายางจะน้อยลง แต่คนงานเรายังไม่เดือดร้อน

พอทำสวนยางคุณภาพแล้ว เราพบว่าพืชเชิงเดี่ยวแบบนี้ไม่ดีต่อธรรมชาติเท่าไหร่ เลยศึกษาเรื่องป่าร่วมยางต่อ จนได้เจอกับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ได้รู้จักแนวคิดที่บอกว่า ดินดี ดินไม่ดี ไม่มีจริงหรอก มีแต่ว่าปลูกอะไรเหมาะกับอะไร

อ.จุลพร บอกอะไรกับคุณในวันแรกที่เจอกัน

วันแรกที่เจอกันนี่อายเลยนะ น้องสถาปนิกแนะนำให้รู้จักอาจารย์ ทราบภายหลังว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน ผมเป็นคนตรัง เขาเป็นคนสมุย ตอนเจอกันวันนั้นผมเพิ่งกลับมาจากมาดากัสการ์ ขนต้นไม้กลับมาเพียบ ทั้งต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ต้นเบาบับ เล่าให้แกฟัง แกก็พูดกลับมาคำหนึ่งว่า “สิ่งที่คุณวิถีพูดนี่เหมือนสวนตรุษจีน” (หัวเราะ) 

แกก็อธิบายให้ฟังเพราะเราไม่มีความรู้ ถ้าปลูกชมพูพันธุ์ทิพย์ เดี๋ยวแมลงจะไปทำลาย ถ้าจะปลูกต้องหาไม้พื้นถิ่นที่เหมาะกับสภาพดิน บางอย่างเป็นไม้พื้นถิ่นจริง แต่ไม่เหมาะกับสภาพดินนี้ก็ไม่รอด

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

การที่คนคนหนึ่งจะสร้างป่า ต้องเริ่มจากอะไร

เริ่มต้นมาจากวิสัยทัศน์ของกรมทรัพยากร หลายปีก่อนเขาปลดล็อกไม้ต้องห้ามให้เป็น Area-based คือคุณปลูกเอง ตัดใช้เองได้ แต่ห้ามบุกรุกป่าหรือธรรมชาติเด็ดขาด 

หลังจากกฎหมายนี้ออกมา จะเห็นหลายคนหันมาปลูกต้นไม้ สร้างเป็นทรัพย์สิน ผมเองก็ได้พัฒนาโครงการออมต้นไม้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ สโมสรโรตารี่ และกลุ่มแลตรังยั่งยืน เราจะให้พนักงานโดยเฉพาะคนที่มีลูกเล็ก เอาต้นไม้ไปปลูกที่บ้านคนละ 2 – 3 ต้น ผ่านไปสัก 30 ปีเขาโตขึ้น ต้นไม้น่าจะมีราคาหลักแสน 30 ปีเท่ากับราว ๆ 10,000 วัน ก็เทียบเท่าเขาออมเงินวันละ 10 บาท 3 ต้นก็ 30 บาท มันทำให้เด็กรักสิ่งแวดล้อม ได้เรียนรู้เรื่องการออม 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแลตรังยั่งยืนเพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศให้ชุมชน หรือในอนาคตอันใกล้ ผมว่าคาร์บอนเครดิตจะเข้ามีบทบาทในระดับโลก เพราะฉะนั้น ถ้าเราปูพื้นฐานการรักต้นไม้ ปลูกต้นไม้ มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน

ต้นยางพาราที่ปลูกอย่างเอาใจใส่จะเป็นแบบไหน

เราทำทุกอย่างเป็นอินทรีย์หมด แต่ก่อนเคยใช้ปุ๋ยเคมีนะ แต่ 4 – 5 ปีมาแล้วเราไม่แตะเลย ไม่ว่าจะเป็นการปราบศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย ล้วนเป็นอินทรีย์หมด บางทีก็ใช้เป็นชีวภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์

ต้นยางจะเริ่มกรีดน้ำยางได้ตอนอายุ 7 ปี กรีดไปได้อีกถึง 15 ปี ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจได้แค่ 12 – 13 ปี พอน้ำยางหมดก็ตัดเอาไม้มาแปรรูป แต่ผมกำลังทดลองว่า ถ้าดูแลดี ๆ ไม่ให้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่อินทรีย์ มีเวลาพักฟื้น ดูแลเปลือกให้ดี ผมจะกรีดยางไปได้ถึง 20 – 30 ปีไหม 

ประเทศไทยมีไร่ยางอยู่ประมาณ 18 – 19 ล้านไร่ ปีหนึ่งตัดสัก 4 – 5 แสนไร่เพื่อแปรรูป ภาคใต้เยอะสุดเพราะเป็นจังหวัดเริ่มต้น ตั้งแต่ที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี นำพันธุ์ยางเข้ามาจากมาเลเซีย และปลูกที่ตรังเป็นที่แรก ตอนนี้มีกระจายทั่วประเทศ อีสานก็เยอะ บึงกาฬ อุดรธานี อย่างบึงกาฬเขาก็พยายามพัฒนาเป็นจังหวัดยาง บุรีรัมย์ ชัยภูมิก็มี ที่น้อยสุดน่าจะเป็นภาคกลาง ภาคเหนือมีที่เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง 

ต้นยางจึงให้แค่น้ำยางกับไม้แปรรูป ที่ส่วนมากนำมาทำเฟอร์นิเจอร์

เป็นแบบนั้นมาตลอด ยางมี 2 ระบบคือ หนึ่ง ระบบจุ่ม เช่น ทำถุงมือ ถุงยาง อันนี้ต้องมาเป็นน้ำ สองคือยางแท่ง ยางกันชน แบบนี้มาเป็นก้อน ส่วนไม้ยางเราส่งไปจีน ส่งไปเป็น Material เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ แต่วันนี้เราพยายามพัฒนาให้ไม้ยางแข็งแรงจนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารได้ พัฒนาเรื่องความคงทน ความยืดหยุ่น ทำร่วมกับญี่ปุ่น เพราะเขาเก่งเรื่องไม้ แล้วสร้างเป็นแบรนด์ใหม่

ถ้าใครได้มาตรังลองแวะไปที่ร้านกาแฟ Occur ที่นั่นโครงสร้างทั้งหมดทำจากไม้ยางทั้งหลัง

ปัจจุบันคุณวิถีมีป่าร่วมยางกี่ไร่

ที่เชียงรายประมาณ 1,700 ไร่เศษ ทำที่เชียงรายเสร็จ ก็นึกว่าทำไมไม่กลับมาทำที่บ้านเราบ้าง มาได้ที่ตรงวิถีตรังนี่แหละ 116 ไร่ พอเริ่มทำก็ไม่มีประสบการณ์เชิงการท่องเที่ยวโดยตรง แต่อยากสร้างความยั่งยืน ก็เลยไปรวมตัวกับภาคประชาชน ชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ธุรกิจรีสอร์ตเล็ก ๆ สร้างกลุ่มที่ชื่อว่า แลตรังยั่งยืน ทำหน้าที่ดูแลธรรมชาติตรังและพัฒนาแนวทางไปสู่ 4อ คือ อารมณ์ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย 

ตอนนี้ก็เริ่มจากการปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่เดิมที่วิถีตรัง เพื่อให้คนรุ่นหลังและคนของเราได้มีธรรมชาติในชีวิต ใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมอมรม สัมมนา และพัฒนาความรู้คน ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริม ใครมีบ้านมีพื้นที่ก็ช่วยกันปลูกได้เลย

อันนั้นเรื่องป่า อีกโครงการที่แลตรังยั่งยืนทำขึ้นมาคือ ศูนย์ศิลปะวิถี ร่วมกับ อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง จัดเป็นงานประเพณีศิลปวัฒนธรรม บางปีก็มีศิลปินระดับโลกมาจอยด้วย หรือถ้าเป็นเชิงการท่องเที่ยว ถ้าใครสนใจกิจกรรมเชิงผจญภัย เราก็จะสำรวจเส้นทางเดินป่า คุยกับกรมป่าไม้หรืออุทยาน ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้ประโยชน์กับคนในชุมชน ฝึกให้เขานำทาง สร้างรายได้

กลุ่มเราเหนียวแน่นนะ ทำงานกันมาแล้ว 7 – 8 เดือน มีประชุมทุกเดือน นี่เดี๋ยวจะพาอาจารย์จุลพรไปเดินป่า ก็ต้องสำรวจเส้นทางไว้เหมือนกัน

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจ.ตรัง ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นป่า

จังหวัดตรังพิเศษยังไงสำหรับคุณ

ผมเป็นคนตรัง เติบโต เรียนหนังสือที่ตรัง ช่วงมัธยมย้ายมากรุงเทพฯ พอจบมหาลัยก็กลับไปตรัง ผมใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด พอเรียนรู้อะไรมาก็อยากเอากลับไปพัฒนาที่บ้านเรา

จังหวัดตรังสำหรับผมน่าสนใจ เราไม่ใช่จังหวัดที่เจริญทางอุตสาหกรรม ต้องขอพูดถึง ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีแนวคิดจะทำตรังให้เป็นเมืองการศึกษา ท่านเองก็รักสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าตรังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเมืองรองได้ 

เราไม่ได้ขายสิ่งแวดล้อมที่สวยหรู แต่เราขายสิ่งแวดล้อมที่ดี อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็กำลังทำให้อากาศดี ออกซิเจนสูง ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนแล้ว

บ้านเราเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่เกิดปัญหารถติด ปัญหามลภาวะ เป็นเมืองปลอดภัยเมืองหนึ่ง สิ่งที่เราเข้าไปเติมได้คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยกัน เพราะสิ่งนี้จะอยู่กับตรังไปตลอด อยู่ติดตัวลูกหลานชาวตรัง

แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมสะท้อนกลับไปสู่การดำเนินงานธุรกิจของ Woodwork อย่างไรบ้าง

เราต่อยอดไปหลายอย่าง ปัจจุบันโรงงานมี 9 โมง มีโรงไม้ชีวมวลที่เกี่ยวกับฟาร์ม เราทำลักษณะแบบ BCG (Bio Circular Green Economy) นำของเหลือจากไม้มาทำวัสดุปลูกก้อนเห็ด เพื่อส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปเพาะ หลังจากนั้นเราก็หาตลาดที่รับไปแปรรูปให้เขา สกัดเป็นโปรตีนทางเลือก เครื่องสำอาง อาหาร สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

นอกจากเห็ดก็ยังมีสมุนไพรที่ปลูกร่วมกับยางบนแนวคิดป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีพืชเชิงสูง เชิงกลาง และพืชสมุนไพรที่อยู่ตามหน้าดิน รวมไปถึงการพัฒนาไม้ยางให้เป็นวัสดุก่อสร้างที่เล่าให้ฟัง

สัปดาห์ก่อนที่ไปวิถีตรัง จังหวัดตรัง เจอลูกชายคุณด้วย

ใช่ ๆ (ยิ้ม) ผมมีลูกชาย 2 คน คนที่เจอคือคนน้อง เพราะคนพี่อยู่นิวซีแลนด์ ยังกลับประเทศไม่ได้ ส่วนคนนี้เพิ่งเรียนจบ กลับมาดูงาน

ลูกชายสนใจธุรกิจของพ่อไหม

ก็เริ่มสนใจนะ (หัวเราะ) คนรุ่นใหม่นี่ความคิดความอ่านเร็วมาก แต่เรื่องประสบการณ์ เราต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ผมก็พยายามปลูกฝังเรื่องวิธีคิด เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่เรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ก็พยายามดึง ๆ ให้กลับมาเรียนรู้ธุรกิจบ้าง

ตอนนี้เขาเข้ามาช่วยเรื่อง Marketing ปกติเราไม่เคยมีการตลาดแบบนี้ ขายเป็น Mass ส่งไปจีน เดือนหนึ่ง 500 ตู้ 1,000 ตู้ ไม่เคยขายปลีกออนไลน์ พวกลูก ๆ เขาเร็วเรื่องเทคโนโลยี รุ่นผมนี่หมดสิทธิ์ ยังไงก็ต้องฟังไอเดียเขา ปล่อยให้เขาทำ 

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

จากที่เคยเป็นนักธุรกิจที่ทำแต่ธุรกิจของตัวเอง วันนี้ทำโครงการมากมายกับชุมชน คนในท้องที่ คุณมองบทบาทตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมเชื่อว่าการทำธุรกิจในอนาคตเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราต้องทำให้เกิดคุณค่ากับผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำอะไรให้ส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่ Woodwork พัฒนาคนมาตั้งแต่แรก ตอนนี้คนในทีมผมเก่งมาก ๆ ทั้งในเรื่องบริหารจัดการโรงงาน จัดการองค์กร หรือดำเนินงานต่าง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องเข้าไปช่วยอีกแล้ว เราจะคุยกันเฉพาะเรื่องหลัก ๆ อย่างนโยบายหรือกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้ไปทำงานภาคสังคม ได้มานั่งคุยกับ The Cloud งานไหนทำแล้วเกิดประโยชน์กับคนในชุมชนหรือองค์กร ทำให้เขาพัฒนามากขึ้น งานนั้นก็อยากทำ

เหมือนงาน Good Business Trip ที่ The Cloud จะพาคนไปเยี่ยมวิถีตรัง ผมก็ดีใจที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน ผมอาจจะให้ไป 10 อย่าง เขาเอาไปทำให้เกิดประโยชน์อย่างเดียวก็มีความสุขแล้ว

การทำงานเพื่อสังคมอาจไม่ได้กำไรเป็นเม็ดเงิน แต่กำไรที่คุณวิถีได้คืออะไร

ถ้าเทียบกับหลัก 4อ ที่ตัวเองเปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ อารมณ์ 

แต่ก่อนเวลามีอะไรมากระทบกระทั่งเรา นึกภาพเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็จะฟึดฟัด หงุดหงิด ผมปลูกต้นไม้มา 5 ปีแล้ว กว่าจะโตต้องรอ 20 – 30 ปี เราเลยกลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่ได้อีก 20 – 30 ปีจะได้ถึงวันที่ต้นไม้มันโต ผมอยากเห็น

ถ้าเป็นวัตถุ คุณต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเพื่อให้งดงาม แต่ต้นไม้นี่งอกงามด้วยตัวของมันเอง เราไม่ต้องทาสี ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่รดน้ำ ให้ความรัก มอบหัวใจให้มัน ถ้าส่วนไหนของมันบดบังเรา ก็แค่เอามีดไปตัดออก เราทำแค่นั้นเลย แล้วมันจะโตสวยงามขึ้นทุกวัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นมันเติบโต เหมือนเวลาเราทำงาน เห็นงานสำเร็จก็มีความสุข เวลามีครอบครัว เห็นลูกเติบโตอย่างแข็งแรงก็มีความสุข คุณลองไปทำสวนดูนะ คุณจะได้อาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย คุณจะได้เจอหมอน้อยลง 

หรืออาจจะเป็นด้วยวัยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เริ่มจะแก่ (หัวเราะ)

แปลว่าที่บ้านต้นไม้เยอะ

ใช่ บ้านอยู่กลางเมืองเลยนะ ตรงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว ผมไปทำอะไรที่ไหนจะได้อานิสงส์จากสิ่งแวดล้อมตลอด หน้าบ้านเลยเป็นวิวสวนเลย ในโรงงานก็เหมือนกัน ร่มรื่น เขียว สวยงาม

คำถามสุดท้าย คุณพัฒนาคนมาเยอะ ทั้งในฐานะผู้บริหาร พ่อ และประชากรชาวตรัง เราจะสร้างคนที่เห็นคุณค่าของจังหวัด ชุมชน และสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้ยังไง

ไม่ว่าจะทำอะไร คุณต้องมี Sense of Belonging ความเป็นเจ้าของเป็นได้ทั้งกรรมสิทธิ์ทางนิติกรรมและจิตวิญญาณ อย่างกลุ่มแลตรังยั่งยืนก็มีความเป็นเจ้าของ ถ้าใครได้ไปเยี่ยมวิถีตรังก็ควรจะมีความรู้สึกนี้เช่นกัน

มองแบบนี้นะ เราอยู่บนโลกใบนี้ไม่เกิน 30,000 วันหรอก ไม่มีใครเกินนี้ ความเป็นเจ้าของอาจแค่มาแล้วก็ไป แต่ถ้าทุกคนรู้สึกถึง Sense of Belonging กับโลกใบนี้ เราน่าจะร่วมสร้างสิ่งที่สวยงามได้ 

จังหวัดตรังเราพยายามสร้างแนวคิดแบบนี้ คุณเป็นนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตรัง คุณก็เป็นเจ้าของตรัง ณ ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีเจ้าของคนไหนอยากทำลายของตัวเอง เราจึงสร้างแนวคิดนี้ให้กับการท่องเที่ยวเมืองตรัง อยากให้ทุกคนได้สัมผัสตรัง ได้ดูแลรักษา และเรียนรู้จากจังหวัดของเรา

วิถี สุพิทักษ์ เจ้าของ Woodwork ธุรกิจไม้ยางแปรรูปจังหวัดตรังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผู้เปลี่ยนเขาหัวโล้นให้เป็นป่า

Questions answered by the Chairman of Woodwork Co.,Ltd. 

1.เมนูกาแฟโปรด

อเมริกาโน่กับคาปูชิโน่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอเมริกาโน่เพราะงดน้ำตาลอยู่ ร้อนเย็นแล้วแต่สภาพอากาศ กลางวันหรือเช้า ๆ ก็ร้อน เย็น ๆ หรือเวลาออกกำลังกายจะดื่มเย็น

2.หนังสือที่อยากให้ลูกชายอ่าน

หนังสือที่พูดเรื่อง Mindset ทัศนคติ จินตนาการภาพบวก เราให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านแล้ว ตาไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ดู TikTok แต่ก็เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ ฟังกับรับภาพมันง่ายกว่า เร็วกว่า

3.ข้อดีของตัวเองที่อยากส่งต่อให้ลูก

ความเป็นคนมีน้ำใจ พอโตขึ้น เราจะให้ความสำคัญกับตัวเองน้อยลง ตัวเองไม่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

วันนี้ผมคุยกับ The Cloud ผมก็ต้องดูว่า The Cloud อยากได้อะไรจากเรา ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูด แต่ต้องเกิดประโยชน์ได้ด้วย 

อีกเรื่องคือความเชื่อว่า ความดีจะชนะทุกอย่าง ฉะนั้น คุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

4.บทเรียนจากกีฬากอล์ฟ

สอนให้เป็นคนนิ่ง รู้จักวางแผน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เวลาเราตี ไม่มีกรรมการมากำกับเรา เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ นับถือตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง

5.ทริปล่าสุด

ไปเที่ยวญี่ปุ่น

6.คำพูดติดปาก

นึกไม่ออก มันแล้วแต่เรื่องสนทนาและคู่สนทนา ผมจะมองเขาเป็นหลัก

7.ร้านอาหารในตรังที่พลาดไม่ได้

ร้าน Richy หรือถ้าอยากกินอาหารอิตาเลียนก็ Lion’s Tale อีกอันที่ต้องไปยกเว้นตอนกลางคืนฝนตก คือ โกปี๊ โกปัง เป็นร้านกาแฟสไตล์คนเมืองตรัง พวกผมไปกันบ่อย ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 30 บาท โม้ได้ทั้งคืน คุ้มมาก (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load