The Cloud x ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงติดอันดับที่ 32 ของโลก ผ่านการจัดอันดับโดย World Population Review ที่สำรวจและเก็บข้อมูลการฆ่าตัวตายใน 177 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายเฉลี่ย 14.4 คนต่อประชากร 1 แสนคน 

นอกจากนี้การฆ่าตัวตายยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของวัยรุ่นอายุ 15 – 29 ปี มากที่สุดรองจากอุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายที่สำเร็จมาจากหลายปัจจัย ประกอบไปด้วยปัญหาด้านความสัมพันธ์ ปัญหาการใช้สุราและยาเสพติด และปัญหาด้านการเจ็บปวดทางจิตใจ

โดยปกติแล้วชีวิตของคนเรามักพบเจอกับเหตุการณ์ที่สุขทุกข์ปนกันไป ทั้งความเครียด ความกังวล ความกดดัน และความสูญเสีย บางคนจัดการความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยการร้องไห้ พูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือระบายผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จัดการความรู้สึกได้ 

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

บางคนอาจหาทางออกด้วยการคว้าสมาร์ทโฟนเพื่อหาอะไรมาจดจ่อ หรือเปลี่ยนมาดูหนังสักเรื่อง แต่ก็ยังสลัดเรื่องราวหนังชีวิตจริงของตัวเองออกจากหัวไม่ได้ อยากหันไปคุยปรึกษากับใครสักคนก็กลัวเขาไม่รับฟังและเข้าใจ เพราะบางเรื่องก็ไม่สะดวกใจจะเปิดเผยกับคนใกล้ตัว หลายคนจึงหันไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

แม้ว่าการไปหาหมอไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ด้วยขั้นตอน ข้อจำกัดหลายอย่างที่ต้องพบเจอ ทั้งรอวันนัด ทำบัตรคิว การเดินทาง ค่าใช้จ่าย รวมไปถึงกลัวการถูกตีตราจากสังคม หลายคนจึงล้มเลิกความคิดในการรักษาไป 

ด้วยเห็นถึงข้อจำกัดผ่านประสบการณ์ตรง ทำให้ อิ๊ก-กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ทันตแพทย์ที่ทำงานควบคู่กับผู้ประกอบการก่อตั้ง Ooca (อูก้า) แพลตฟอร์มปรึกษาปัญหาออนไลน์ผ่านการวิดีโอคอลขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงหลักพันบาทต่อชั่วโมง ทำให้ช่องว่างในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเพื่อสุขภาพจิตที่แข็งแรงของคนทั่วไปลดลงมาก

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อิ๊กพบเจอผู้คนมากมาย ได้ทำความเข้าใจ Pain Point ทางจิตใจของคนหลากหลายกลุ่ม และนำข้อมูลอันมีค่าเหล่านั้นกลับมาพัฒนาช่องทางในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างยั่งยืน

โครงการล่าสุดของอิ๊ก คือการเปิดบริการให้นักศึกษาได้พูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านโครงการ ‘Wall of Sharing กำแพงพักใจ’ เพื่อให้นักศึกษาไทยสุขภาพจิตดีขึ้น โครงการนี้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่างไรในการสร้างสังคมที่แข็งแรง บทสนทนากับอิ๊กบนหน้าจอต่อไปนี้คือกุญแจ

01

พบจิตแพทย์ ไม่ได้แปลว่าบ้า

ประชาชนในประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพกันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค ประกันสุขภาพที่ประชาชนเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ แต่การรักษาเหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง

เมื่อเราป่วย ไม่สบาย เราต้องเข้ารับการรักษาจากบุคลากรทางแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างเช่น สาขาจิตแพทย์ที่บุคลากรเหล่านี้มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ให้บริการอยู่ในเมือง ส่วนพื้นที่ห่างไกลอาจมีจิตแพทย์คนหรือสองคน บางพื้นที่อาจไม่มีเลย

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

ด้วยมองเห็นช่องว่างของการรักษาผ่านประสบการณ์ตรงของอิ๊ก เธอเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้าตั้งแต่เป็นนักศึกษาทันตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนทำงานเป็นทันตแพทย์ในกองทัพบก ซึ่งจังหวัดที่ทำงานอยู่นั้นมีบุคลากรทางแพทย์ด้านนี้น้อย และคนส่วนมากไม่กล้าเข้ารับการรักษา

เพราะกังวลในเรื่องความลับของตัวเอง เพราะเวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลต้องเปิดเผยข้อมูลว่าไปหาหมอสุขภาพจิต หลายคนเลยเกิดความกังวลว่าจะถูกนำไปพูดต่อหรือนินทาได้

รายงานจากกรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่า คนไทยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าใน พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 ล้านคน เข้ารับการรักษาประมาณร้อยละ 59 อีกร้อยละ 41 ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

เพราะคนไทยส่วนใหญ่คิดว่าการเข้าพบจิตแพทย์มีไว้สำหรับผู้ป่วยทางจิตเท่านั้น มายาคติข้างต้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้ารับการรักษา แต่แท้จริงแล้วการพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ผู้ป่วยปรึกษาพวกเขาได้ทุกเรื่องในชีวิต

ทั้งปัญหาการนอนไม่หลับ สมาธิสั้น เรื่องความสัมพันธ์ เลิกกับแฟน เรียนหนังสือแล้วไม่จำแต่ชอบหลับตลอด เป็นหัวหน้าแต่ลูกน้องไม่เชื่อฟัง และการจัดการความรู้สึกทางลบ เช่น ความเศร้า ความโกรธ ความวิตกกังวล 

“ด้วยการมองเห็นข้อจำกัดดังกล่าว Ooca จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการให้บริการทางแพทย์ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายและมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีตอบโจทย์ตรงนี้ได้ จึงเลือกรูปแบบการพูดคุยผ่านวิดีโอคอล โดยผู้ใช้เลือกผู้เชี่ยวชาญที่เราอยากเข้ารับการปรึกษา เลือกสถานที่ เลือกเวลาได้ตามสะดวก และมีความเป็นส่วนตัวตามมาตฐาน PDPA (Personal Data Privacy Act)

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้งโครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

“Ooca เป็นแฟลตฟอร์มให้คำปรึกษาที่ไม่มีระบบการจ่ายยา เป็นเพียงการพูดคุยปรึกษาปัญหาเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าหากพูดคุยแล้วนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์บนแพลตฟอร์มมีความเห็นว่าควรได้รับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงแนะนำให้ไปสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้คนไข้มากที่สุด แพลตฟอร์มนี้เพียงอยากให้ทุกคนมองว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหาทางจิตหรือเป็นโรคซึมเศร้าเท่านั้น”

02

ปรึกษาสุขภาพใจ เพื่อให้นักศึกษาไทยสุขภาพจิตดี

บุคคลที่นำอดีตของตัวเองมาแก้ไขเรื่องราวปัจจุบันให้ผู้อื่น อิ๊กนำประสบการณ์โดยตรงจากอดีตมาเป็นแนวคิดริเริ่มของโครงการ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป ตอนเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์เขาเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหากมองจากมุมนักศึกษาที่ใช้บริการ Ooca ก็มีความรู้สึกว่ามันมีราคาที่สูงเกินไป หากไม่วิกฤต ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ก็คงไม่คิดจะใช้บริการดังกล่าว

“เราจึงนำปัญหาเหล่านี้มาคุยกันว่าทุกคนมีต้นทุนที่แตกต่าง หากไม่มีเงิน คนเหล่านั้นก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเลยเหรอ เลยนำมาเป็นพันธกิจขององค์กรและสร้างโปรเจกต์นี้ขึ้นมา เพื่อให้นักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับการช่วยเหลือ หลายสถาบันอาจมีบริการในสถานศึกษา แต่ไม่ใช่ว่าทุกสถาบันจะมีจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาให้นักศึกษาเข้าพบ

“บางครั้ง บริการของสถานศึกษาอาจทำให้นักศึกษารู้สึกไม่ปลอดภัยด้วยซ้ำ นักศึกษาอาจกังวลในเรื่องความลับว่าคุยที่นี่แล้วเขาจะไปบอกต่อในองค์กรหรือเปล่า หรือเป็นอะไรที่ต้องสละเวลาปกติของเราไป บางทีต้องขาดเรียน รู้สึกไม่สะดวก เรารู้สึกว่าเด็กๆ น่าจะได้รับประโยชน์จากการใช้โปรเจกต์นี้ เลยทำเป็นโปรเจกต์ Wall of Sharing ขึ้นมา

“หากพูดถึงสถิติการฆ่าตัวตายด้วยเรื่องสุขภาพจิตแล้ว ส่วนมากมักเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดลำดับที่สองรองจากเรื่องอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้หมายความว่าคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเยอะกว่าการป่วยเป็นมะเร็ง เยอะกว่าเป็นโรคอื่นๆ คือเราสูญเสียชีวิตไปฟรีๆ จากความเครียด

“เหตุผลอีกอย่างที่เลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษา เราไม่ได้ทำงานแค่ให้คำปรึกษาแล้วจบ แต่ทำงานให้ครบลูปได้ ทั้งให้การคำปรึกษา ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็แจ้งเตือนให้อาจารย์รับรู้ เกิดการช่วยเหลือต่อไปได้”

03

เทใจ เพื่อรักษาใจ

โครงการ ‘Wall of Sharing กำแพงพักใจ’ คือโครงการที่ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ด้วยการบริจาคเงินผ่านเทใจดอทคอม เพื่อให้นักศึกษาปรึกษาพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเกือบ 100 ท่านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

“เนื่องจากโปรเจกต์นี้ทำเพื่อสังคม เราจึงแบกรับต้นทุนที่สูงไม่ได้ เพราะถ้าเป็นเด็กนักศึกษา เราให้ใช้บริการฟรีและไม่ได้เก็บเงินค่าใช้จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม แต่เราก็ยังต้องการเงินสนับสนุนเพื่อให้เป็นค่าตอบแทนคุณหมอที่สละเวลามาให้คำปรึกษา

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

“เราเลยเปิดอีกช่องทางหนึ่งที่ร่วมกับเทใจ เพื่อเปิดรับบริจาคเงินเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้งานบนแพลตฟอร์มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อมีการบริจาคเงินผ่านเทใจ เงินจะเข้าโครงการ Wall of Sharing  กำแพงพักใจ และผู้บริจาคขอใบลดหย่อนภาษีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราจึงต้องวางแผนทุกอย่างให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดบริการพูดคุยปรึกษาที่ยั่งยืน เราจะทำอย่างไรให้คุณหมอที่สละเวลาส่วนตัวมาอยู่บนระบบ เพื่อให้บริการคนออนไลน์ได้รับผลตอบแทนที่เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

“เราจึงเข้าไปเจรจากับคุณหมอ เนื่องจากแพลตฟอร์ม Ooca มีการให้คะแนนผ่านตัวชี้วัดที่สร้างขึ้นมา หากคุณหมอคนไหนได้คะแนนเยอะ ก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นตามมาด้วย เราจึงนำตัวชี้วัดอันหนึ่งมาใช้ในการเจรจา

“คือหากคุณหมอคนไหนตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์ Wall of Sharing กำแพงพักใจ ทางเราจะให้เขาผ่านเข้ามาในเลเวลสูงสุด และรับค่าบริการตอบแทนที่สูงตามขึ้นด้วย แต่หมอทุกคนที่เข้าร่วมต้องยอมรับว่าจะได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าปกติถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์”

04

ก่อกำแพง

หลังจากโครงการ ‘Wall of Sharing กำแพงพักใจ’ เกิดขึ้น มีหลายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการเพื่อให้นักศึกษาปรึกษาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ง่ายขึ้นเพียงล็อกอินผ่านอีเมลมหาวิทยาลัย

ส่วนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการก็ใช้งานได้เพียงกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วข้อมูลทุกอย่างจะเก็บเป็นความลับ ไม่มีการเปิดเผยตัวตน ดังนั้นเมื่ออยู่ในแพลตฟอร์มสามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

หลังจากโครงการ ‘Wall of sharing กำแพงพักใจ’ เปิดตัวเป็นระยะเวลาร่วม 1 ปี มีนักศึกษาเข้าสู่ระบบจำนวน 457 คน ปัญหาส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเข้ารับการพูดคุยมากที่สุด 5 อันดับ คือ ความเครียด ความเป็นอยู่ การเปลี่ยนแปลงในชีวิต ความกังวล และสุดท้ายคือเรื่องของความสัมพันธ์

“จุดประสงค์อีกอย่างของ โครงการ Wall of sharing คือต้องการให้เยาวชนมีโอกาสเปิดรับเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น บางคนอาจจะไม่กล้าพูด ไม่กล้าลอง ไม่กล้าเปิดใจที่จะเข้ารับการรักษา ก็ใช้แฟลต์ฟอร์มของเราเพื่อลดความกลัวและเพิ่มความกล้าได้”

05

ทำลายกำแพง

จากการเป็นผู้ใช้บริการด้านสุขภาพจิตเองสู่ผู้ให้บริการสุขภาพใจ ทำให้กัญจน์ภัสสรมองเห็นพัฒนาการของการเปิดรับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น เหมือนสิ่งเหล่านั้นเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับเขา

“เรามองว่าเรื่องสุขภาพจิตเมื่อเทียบกับตอนที่เราเริ่มลงมือทำมันดีขึ้นมากๆ สังคมไทยเปิดขึ้น ยอมรับมากขึ้น มีไอเดียเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น และคนรุ่นใหม่ก็เปิดใจยอมรับ เราอยากให้ทุกคนมองว่าขนาดร่างกายเวลาไม่สบายยังไปหาหมอได้ เช่นเดียวกับจิตใจก็ป่วยได้เหมือนกัน” อิ๊กกล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : โครงการ Wall of Sharing

ไทยประกันชีวิตสนับสนุนคอลัมน์ Larger​ Than​ Life​ ซึ่งจัดทำร่วมกับ​ The Cloud ต่อเนื่องเป็นปีที่​ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายในการบอกเล่าเรื่องราวของบุคคลต้นแบบจากทั่วประเทศไทย​ ซึ่งมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมและโลกดีขึ้น

แม้จะไม่ได้สนับสนุนแอปพลิเคชัน Ooca โดยตรง​ แต่ไทยประกันชีวิตและ​ The​ Cloud เชื่อมั่นว่าเรื่องราวที่มีพลัง​ คือจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจที่นำไปสู่การสร้างคุณค่ายิ่งใหญ่ต่อโลกใบนี้ของผู้คนอีกมากมาย

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load