The Cloud x ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงติดอันดับที่ 32 ของโลก ผ่านการจัดอันดับโดย World Population Review ที่สำรวจและเก็บข้อมูลการฆ่าตัวตายใน 177 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายเฉลี่ย 14.4 คนต่อประชากร 1 แสนคน 

นอกจากนี้การฆ่าตัวตายยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของวัยรุ่นอายุ 15 – 29 ปี มากที่สุดรองจากอุบัติเหตุบนท้องถนน สาเหตุหลักของการฆ่าตัวตายที่สำเร็จมาจากหลายปัจจัย ประกอบไปด้วยปัญหาด้านความสัมพันธ์ ปัญหาการใช้สุราและยาเสพติด และปัญหาด้านการเจ็บปวดทางจิตใจ

โดยปกติแล้วชีวิตของคนเรามักพบเจอกับเหตุการณ์ที่สุขทุกข์ปนกันไป ทั้งความเครียด ความกังวล ความกดดัน และความสูญเสีย บางคนจัดการความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยการร้องไห้ พูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือระบายผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จัดการความรู้สึกได้ 

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

บางคนอาจหาทางออกด้วยการคว้าสมาร์ทโฟนเพื่อหาอะไรมาจดจ่อ หรือเปลี่ยนมาดูหนังสักเรื่อง แต่ก็ยังสลัดเรื่องราวหนังชีวิตจริงของตัวเองออกจากหัวไม่ได้ อยากหันไปคุยปรึกษากับใครสักคนก็กลัวเขาไม่รับฟังและเข้าใจ เพราะบางเรื่องก็ไม่สะดวกใจจะเปิดเผยกับคนใกล้ตัว หลายคนจึงหันไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

แม้ว่าการไปหาหมอไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ด้วยขั้นตอน ข้อจำกัดหลายอย่างที่ต้องพบเจอ ทั้งรอวันนัด ทำบัตรคิว การเดินทาง ค่าใช้จ่าย รวมไปถึงกลัวการถูกตีตราจากสังคม หลายคนจึงล้มเลิกความคิดในการรักษาไป 

ด้วยเห็นถึงข้อจำกัดผ่านประสบการณ์ตรง ทำให้ อิ๊ก-กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ทันตแพทย์ที่ทำงานควบคู่กับผู้ประกอบการก่อตั้ง Ooca (อูก้า) แพลตฟอร์มปรึกษาปัญหาออนไลน์ผ่านการวิดีโอคอลขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงหลักพันบาทต่อชั่วโมง ทำให้ช่องว่างในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเพื่อสุขภาพจิตที่แข็งแรงของคนทั่วไปลดลงมาก

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อิ๊กพบเจอผู้คนมากมาย ได้ทำความเข้าใจ Pain Point ทางจิตใจของคนหลากหลายกลุ่ม และนำข้อมูลอันมีค่าเหล่านั้นกลับมาพัฒนาช่องทางในการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างยั่งยืน

โครงการล่าสุดของอิ๊ก คือการเปิดบริการให้นักศึกษาได้พูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านโครงการ ‘Wall of Sharing กำแพงพักใจ’ เพื่อให้นักศึกษาไทยสุขภาพจิตดีขึ้น โครงการนี้เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่างไรในการสร้างสังคมที่แข็งแรง บทสนทนากับอิ๊กบนหน้าจอต่อไปนี้คือกุญแจ

01

พบจิตแพทย์ ไม่ได้แปลว่าบ้า

ประชาชนในประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพกันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค ประกันสุขภาพที่ประชาชนเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ แต่การรักษาเหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง

เมื่อเราป่วย ไม่สบาย เราต้องเข้ารับการรักษาจากบุคลากรทางแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างเช่น สาขาจิตแพทย์ที่บุคลากรเหล่านี้มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ให้บริการอยู่ในเมือง ส่วนพื้นที่ห่างไกลอาจมีจิตแพทย์คนหรือสองคน บางพื้นที่อาจไม่มีเลย

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

ด้วยมองเห็นช่องว่างของการรักษาผ่านประสบการณ์ตรงของอิ๊ก เธอเข้ารับการรักษาโรคซึมเศร้าตั้งแต่เป็นนักศึกษาทันตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนทำงานเป็นทันตแพทย์ในกองทัพบก ซึ่งจังหวัดที่ทำงานอยู่นั้นมีบุคลากรทางแพทย์ด้านนี้น้อย และคนส่วนมากไม่กล้าเข้ารับการรักษา

เพราะกังวลในเรื่องความลับของตัวเอง เพราะเวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลต้องเปิดเผยข้อมูลว่าไปหาหมอสุขภาพจิต หลายคนเลยเกิดความกังวลว่าจะถูกนำไปพูดต่อหรือนินทาได้

รายงานจากกรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่า คนไทยป่วยเป็นโรคซึมเศร้าใน พ.ศ. 2561 จำนวน 1.5 ล้านคน เข้ารับการรักษาประมาณร้อยละ 59 อีกร้อยละ 41 ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

เพราะคนไทยส่วนใหญ่คิดว่าการเข้าพบจิตแพทย์มีไว้สำหรับผู้ป่วยทางจิตเท่านั้น มายาคติข้างต้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้ารับการรักษา แต่แท้จริงแล้วการพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ผู้ป่วยปรึกษาพวกเขาได้ทุกเรื่องในชีวิต

ทั้งปัญหาการนอนไม่หลับ สมาธิสั้น เรื่องความสัมพันธ์ เลิกกับแฟน เรียนหนังสือแล้วไม่จำแต่ชอบหลับตลอด เป็นหัวหน้าแต่ลูกน้องไม่เชื่อฟัง และการจัดการความรู้สึกทางลบ เช่น ความเศร้า ความโกรธ ความวิตกกังวล 

“ด้วยการมองเห็นข้อจำกัดดังกล่าว Ooca จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการให้บริการทางแพทย์ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่ายและมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีตอบโจทย์ตรงนี้ได้ จึงเลือกรูปแบบการพูดคุยผ่านวิดีโอคอล โดยผู้ใช้เลือกผู้เชี่ยวชาญที่เราอยากเข้ารับการปรึกษา เลือกสถานที่ เลือกเวลาได้ตามสะดวก และมีความเป็นส่วนตัวตามมาตฐาน PDPA (Personal Data Privacy Act)

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้งโครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

“Ooca เป็นแฟลตฟอร์มให้คำปรึกษาที่ไม่มีระบบการจ่ายยา เป็นเพียงการพูดคุยปรึกษาปัญหาเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าหากพูดคุยแล้วนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์บนแพลตฟอร์มมีความเห็นว่าควรได้รับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงแนะนำให้ไปสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้คนไข้มากที่สุด แพลตฟอร์มนี้เพียงอยากให้ทุกคนมองว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหาทางจิตหรือเป็นโรคซึมเศร้าเท่านั้น”

02

ปรึกษาสุขภาพใจ เพื่อให้นักศึกษาไทยสุขภาพจิตดี

บุคคลที่นำอดีตของตัวเองมาแก้ไขเรื่องราวปัจจุบันให้ผู้อื่น อิ๊กนำประสบการณ์โดยตรงจากอดีตมาเป็นแนวคิดริเริ่มของโครงการ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป ตอนเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์เขาเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหากมองจากมุมนักศึกษาที่ใช้บริการ Ooca ก็มีความรู้สึกว่ามันมีราคาที่สูงเกินไป หากไม่วิกฤต ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ก็คงไม่คิดจะใช้บริการดังกล่าว

“เราจึงนำปัญหาเหล่านี้มาคุยกันว่าทุกคนมีต้นทุนที่แตกต่าง หากไม่มีเงิน คนเหล่านั้นก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเลยเหรอ เลยนำมาเป็นพันธกิจขององค์กรและสร้างโปรเจกต์นี้ขึ้นมา เพื่อให้นักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับการช่วยเหลือ หลายสถาบันอาจมีบริการในสถานศึกษา แต่ไม่ใช่ว่าทุกสถาบันจะมีจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาให้นักศึกษาเข้าพบ

“บางครั้ง บริการของสถานศึกษาอาจทำให้นักศึกษารู้สึกไม่ปลอดภัยด้วยซ้ำ นักศึกษาอาจกังวลในเรื่องความลับว่าคุยที่นี่แล้วเขาจะไปบอกต่อในองค์กรหรือเปล่า หรือเป็นอะไรที่ต้องสละเวลาปกติของเราไป บางทีต้องขาดเรียน รู้สึกไม่สะดวก เรารู้สึกว่าเด็กๆ น่าจะได้รับประโยชน์จากการใช้โปรเจกต์นี้ เลยทำเป็นโปรเจกต์ Wall of Sharing ขึ้นมา

“หากพูดถึงสถิติการฆ่าตัวตายด้วยเรื่องสุขภาพจิตแล้ว ส่วนมากมักเป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดลำดับที่สองรองจากเรื่องอุบัติเหตุ สิ่งเหล่านี้หมายความว่าคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเยอะกว่าการป่วยเป็นมะเร็ง เยอะกว่าเป็นโรคอื่นๆ คือเราสูญเสียชีวิตไปฟรีๆ จากความเครียด

“เหตุผลอีกอย่างที่เลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษา เราไม่ได้ทำงานแค่ให้คำปรึกษาแล้วจบ แต่ทำงานให้ครบลูปได้ ทั้งให้การคำปรึกษา ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็แจ้งเตือนให้อาจารย์รับรู้ เกิดการช่วยเหลือต่อไปได้”

03

เทใจ เพื่อรักษาใจ

โครงการ ‘Wall of Sharing กำแพงพักใจ’ คือโครงการที่ร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ด้วยการบริจาคเงินผ่านเทใจดอทคอม เพื่อให้นักศึกษาปรึกษาพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเกือบ 100 ท่านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

“เนื่องจากโปรเจกต์นี้ทำเพื่อสังคม เราจึงแบกรับต้นทุนที่สูงไม่ได้ เพราะถ้าเป็นเด็กนักศึกษา เราให้ใช้บริการฟรีและไม่ได้เก็บเงินค่าใช้จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม แต่เราก็ยังต้องการเงินสนับสนุนเพื่อให้เป็นค่าตอบแทนคุณหมอที่สละเวลามาให้คำปรึกษา

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

“เราเลยเปิดอีกช่องทางหนึ่งที่ร่วมกับเทใจ เพื่อเปิดรับบริจาคเงินเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้งานบนแพลตฟอร์มโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เมื่อมีการบริจาคเงินผ่านเทใจ เงินจะเข้าโครงการ Wall of Sharing  กำแพงพักใจ และผู้บริจาคขอใบลดหย่อนภาษีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราจึงต้องวางแผนทุกอย่างให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดบริการพูดคุยปรึกษาที่ยั่งยืน เราจะทำอย่างไรให้คุณหมอที่สละเวลาส่วนตัวมาอยู่บนระบบ เพื่อให้บริการคนออนไลน์ได้รับผลตอบแทนที่เท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

“เราจึงเข้าไปเจรจากับคุณหมอ เนื่องจากแพลตฟอร์ม Ooca มีการให้คะแนนผ่านตัวชี้วัดที่สร้างขึ้นมา หากคุณหมอคนไหนได้คะแนนเยอะ ก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นตามมาด้วย เราจึงนำตัวชี้วัดอันหนึ่งมาใช้ในการเจรจา

“คือหากคุณหมอคนไหนตัดสินใจเข้าร่วมโปรเจกต์ Wall of Sharing กำแพงพักใจ ทางเราจะให้เขาผ่านเข้ามาในเลเวลสูงสุด และรับค่าบริการตอบแทนที่สูงตามขึ้นด้วย แต่หมอทุกคนที่เข้าร่วมต้องยอมรับว่าจะได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าปกติถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์”

04

ก่อกำแพง

หลังจากโครงการ ‘Wall of Sharing กำแพงพักใจ’ เกิดขึ้น มีหลายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการเพื่อให้นักศึกษาปรึกษาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ง่ายขึ้นเพียงล็อกอินผ่านอีเมลมหาวิทยาลัย

ส่วนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการก็ใช้งานได้เพียงกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วข้อมูลทุกอย่างจะเก็บเป็นความลับ ไม่มีการเปิดเผยตัวตน ดังนั้นเมื่ออยู่ในแพลตฟอร์มสามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้

อิ๊ก กัญจน์ภัสสร ผู้ก่อตั้ง Wall of Sharing โครงการที่ให้วัยรุ่นไทยปรึกษาสุขภาพจิตฟรีผ่านวิดีโอคอล

หลังจากโครงการ ‘Wall of sharing กำแพงพักใจ’ เปิดตัวเป็นระยะเวลาร่วม 1 ปี มีนักศึกษาเข้าสู่ระบบจำนวน 457 คน ปัญหาส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเข้ารับการพูดคุยมากที่สุด 5 อันดับ คือ ความเครียด ความเป็นอยู่ การเปลี่ยนแปลงในชีวิต ความกังวล และสุดท้ายคือเรื่องของความสัมพันธ์

“จุดประสงค์อีกอย่างของ โครงการ Wall of sharing คือต้องการให้เยาวชนมีโอกาสเปิดรับเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น บางคนอาจจะไม่กล้าพูด ไม่กล้าลอง ไม่กล้าเปิดใจที่จะเข้ารับการรักษา ก็ใช้แฟลต์ฟอร์มของเราเพื่อลดความกลัวและเพิ่มความกล้าได้”

05

ทำลายกำแพง

จากการเป็นผู้ใช้บริการด้านสุขภาพจิตเองสู่ผู้ให้บริการสุขภาพใจ ทำให้กัญจน์ภัสสรมองเห็นพัฒนาการของการเปิดรับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น เหมือนสิ่งเหล่านั้นเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับเขา

“เรามองว่าเรื่องสุขภาพจิตเมื่อเทียบกับตอนที่เราเริ่มลงมือทำมันดีขึ้นมากๆ สังคมไทยเปิดขึ้น ยอมรับมากขึ้น มีไอเดียเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น และคนรุ่นใหม่ก็เปิดใจยอมรับ เราอยากให้ทุกคนมองว่าขนาดร่างกายเวลาไม่สบายยังไปหาหมอได้ เช่นเดียวกับจิตใจก็ป่วยได้เหมือนกัน” อิ๊กกล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : โครงการ Wall of Sharing

ไทยประกันชีวิตสนับสนุนคอลัมน์ Larger​ Than​ Life​ ซึ่งจัดทำร่วมกับ​ The Cloud ต่อเนื่องเป็นปีที่​ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายในการบอกเล่าเรื่องราวของบุคคลต้นแบบจากทั่วประเทศไทย​ ซึ่งมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมและโลกดีขึ้น

แม้จะไม่ได้สนับสนุนแอปพลิเคชัน Ooca โดยตรง​ แต่ไทยประกันชีวิตและ​ The​ Cloud เชื่อมั่นว่าเรื่องราวที่มีพลัง​ คือจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจที่นำไปสู่การสร้างคุณค่ายิ่งใหญ่ต่อโลกใบนี้ของผู้คนอีกมากมาย

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

20 พฤศจิกายน 2563
13 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตึกสูงกลางเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในซอยโยธี เป็นโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ของไทย ปลุกปั้นทันตแพทย์เก่งๆ ทำงานในสังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517

บรรยากาศโดยรวมในอาคารค่อนข้างแปลกตา ถ้าเทียบกับสถานโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่นี่มีความโมเดิร์น ตกแต่งโทนสีขาวสบายตาไม่อึดอัด เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับการทำงานของอาจารย์ การเรียนของเหล่านักศึกษาทันตแพทย์ และรองรับคนไข้ในงานทันตกรรมทุกด้าน

วันนี้เรากดลิฟต์ขึ้นชั้น 9 มายังคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร คุยกับ ผศ. ดร. ทพ.ณัฐดนัย โชติประเสริฐ อาจารย์ผู้ควบคุมคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร โครงการอะไหล่มนุษย์ อะไหล่ชีวิต

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อทำความรู้จักกับภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์แห่งเดียวในไทย ที่มีหลักสูตรการทำอวัยวะเทียมอย่างเป็นทางการ (Maxillofacial Prosthesis Service) ทำการรักษาและเติมเต็มอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่มีความพิการทางใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คุณหมอณัฐดนัยอธิบายกับเราในเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีความพิการบริเวณใบหน้าและขากรรไกรมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ 

หนึ่ง คือพิการแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเด็กที่มีใบหูพิการ 

และสอง ผู้ป่วยที่พิการหลังกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ ผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้า แพทย์ต้องผ่าตัดอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าพวกเขาออกไป ทำให้ใบหน้าไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การรักษาโดยวิธีศัลยกรรมตกแต่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ป่วยใบหน้าพิการทุกราย คนไข้เหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมาให้ทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนรักษาต่อ

วันนี้เรามาทำความรู้จักศาสตร์วิชาการแพทย์ที่ยังมีคนรู้จักน้อยมากๆ ในบ้านเรา

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

01

เริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้คนไข้มีกำลังใจใช้ชีวิต

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณทันตแพทย์เบ็ญจพจน์ ยศเนืองนิตย์ อดีตหัวหน้าภาคทันตกรรมประดิษฐ์ ที่อยากช่วยคนไข้ไม่รู้สึกกลัวการใช้ชีวิตในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหมอเบญจพจน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขาประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรที่ประเทศอเมริกา เมื่อกลับมายังประเทศไทย ท่านก็เริ่มรับคนไข้เข้ามารักษา ทำอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มอวัยวะบนใบหน้า ตอนนั้นยังทำงานภายใต้คลินิกทำฟันปลอม

“คนไข้กลุ่มแรกๆ คือคนไข้กลุ่มมะเร็งใบหน้าที่ต้องตัดโพรงจมูกและตัดขากรรไกรออก หมอก็จะส่งให้ทันตแพทย์มาใส่ฟันปลอม คนไข้ที่ถูกตัดใบหน้าออกไปมาก สมัยก่อนหมอศัลยกรรมตกแต่งเขาก็จะเอาเนื้อส่วนก้นมาแปะ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เป็นรูปร่างลักษณะของใบหน้า เป็นก้อนเนื้อมาแปะไว้เฉยๆ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฟังก์ชันก็ใช้งานได้ กลืนน้ำได้ ไม่สำลัก แต่ว่าเรื่องความสวยงามไม่ได้ คนไข้กลุ่มนี้จึงไม่กล้าออกไปข้างนอกหรืออยู่ในสังคม

“อาจารย์หมอเบญจพจน์ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้เหล่านี้ เลยพยายามผลักดันงานแบบนี้มากขึ้น สมัยแรกๆ เราทำเฉพาะฟันปลอม คนไข้กลืนไม่ได้ก็มาทำเพดานปากให้เคี้ยวอาหารได้บ้าง ใส่ฟันปลอมได้บ้าง พออาจารย์เบญจพจน์กลับมาจากอเมริกาก็ขยายงานเพิ่มขึ้น เป็นทำใบหูเทียม ใบหน้าเทียม ดวงตาเทียม และทำเบ้าตาเทียม” คุณหมอณัฐดนัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตร์การทำอวัยวะเทียมมีมานานแล้วที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา มีสาขาอาชีพที่เรียกว่า Anaplastologist เป็นวิชาชีพทางการแพทย์ที่สรรค์สร้างอวัยวะเทียมอย่างสมจริง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องร่ำเรียนเป็นเวลา 4 ปี เมื่อจบออกมาก็ทำงานร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีคณะและวิชาชีพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่ทำงานได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือทันตแพทย์ สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ เนื่องจากหมอทันตกรรมประดิษฐ์ต้องทำฟันปลอมหรือทำรากฟันเทียมอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์

เมื่อคุณหมอเบญจพจน์รับรักษาคนไข้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง จำนวนคนไข้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่กำลังหมอคนเดียวจะจัดการไหว จึงตัดสินใจรับอาจารย์มาเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ รศ. ทพ. หม่อมหลวงธีรธวัช ศรีธวัช ผู้เป็นหัวหน้าโครงการในปัจจุบัน พร้อมเปิดเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย สอนนักศึกษาทันตแพทย์ที่สนใจมาเรียนเฉพาะทางด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 

“เราเปิดหลักสูตรครั้งแรกตอน พ.ศ. 2547 แต่ตอนนั้นยังเป็น Advanced Clinic เป็นคลินิกรวมที่หลายแผนกใช้ร่วมกัน ยังไม่มีคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรตามผังโรงพยาบาล เป็นแค่หน่วยประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรเท่านั้น จนงานของเราเป็นที่รับรู้ของสังคมและของหมอจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ Refer คนไข้มาเยอะ ทางคณะเลยตั้งเป็นคลินิกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นคลินิกหนึ่งในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นหรือโรงพยาบาลอื่นไม่มีคลินิกนี้

“มันเป็นศาสตร์ที่คนไทยไม่รู้จักเลย แล้วก็มีแพทย์ที่ทำได้น้อย ตอนนี้เราก็มีคุณหมออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคุณหมอจัดฟัน คุณหมอรักษารากฟัน คุณหมออุดฟัน คุณหมอรักษาโรคเหงือก และคุณหมอตา หมอเหล่านี้เข้ามาช่วยโดยไม่ได้รับเงินสักบาท อันนี้ผมก็ต้องให้คณะทำหนังสือขอบคุณทุกปี” หมอณัฐดนัยเล่า ก่อนขอตัวไปตรวจคนไข้สักพักหนึ่ง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

02

รักษาร่างกายและรักษาใจ

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรรับรักษาคนไข้มาแล้วนับหมื่นเคส ทีมแพทย์เจอทั้งเคสง่ายไปจนถึงเคสที่ยากมาก เช่น คุณป้าผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้าที่ต้องผ่านการผ่าตัด จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปเกินครึ่ง

“ผมกับอาจารย์หม่อมดูแลเคสนั้น เป็นเคสใหญ่มากของเรา จนทีมต้องคิดกันหนักเลยว่าจะเริ่มยังไงดี หนึ่งคือจะยึดใบหน้าเขายังไง ใบหน้าเป็นโพรงจนเห็นอวัยวะข้างใน มีการเจาะเต็มไปหมดเลยครับ คนไข้ถ่ายรูปยังไม่มองกล้องเลย ประโยคแรกที่คุยกัน เขาบอกว่าคุณหมอมาช่วยชีวิตเขาทำไม เขาอยากตาย

“พอเราเจอแบบนี้ก็คิดหนักเลยว่าจะช่วยคนไข้อย่างไรดี คนไข้จะกลืนอาหารยังไงเพราะเขาไม่มีเพดานปาก ไม่มีอะไรเลย กว่าจะทำออกมาได้สำเร็จใช้เวลานานเหมือนกัน เราก็พิมพ์แบบใบหน้าเทียมที่เราทำมา มีฟันปลอม มีเพดานปาก มีอวัยวะใบหน้าทั้งหมด 

“อาจารย์หม่อมบอกเราว่า เคสนี้ใหญ่มาก สมัยอยู่อเมริกาก็ไม่เคยเจอ เรารักษาคุณป้าจนลูกสาวสนิทกับพวกผู้ช่วย ลูกสาวบอกว่า ตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่กล้าส่องกระจก ในบ้านห้ามมีอะไรที่จะให้เห็นตัวเอง 

“ปรากฏว่าพอได้ใบหน้าไปแล้ว คุณป้าก็ออกไปไหนมาไหน คุณป้าไปตลาด ไปเที่ยวข้างนอกบ้าน และทุกครั้งที่มาเช็กอุปกรณ์ที่โรงพยาบาล ป้าจะไปสอยมะม่วงมาแจกหมอๆ ลูกสาวก็บอกว่าเขาเห็นความเปลี่ยนไปของคุณแม่เขา คุณแม่เขามีกำลังใจที่จะอยู่มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นมะเร็ง พออยู่ไปอีกประมาณสี่ปี มะเร็งมันกินเข้าไปถึงฐานสมอง แล้วก็ทะลุเข้าไปในสมอง” 

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณหมอณัฐดนัยเล่าให้เราฟังถึงอีกเคสที่เก็บไว้สอนนักเรียนแพทย์ เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่เจ็บปวดจากโรคมะเร็งใบหน้า เข้ามารับการรักษากับทีมคุณหมอตั้งแต่ พ.ศ. 2544

“ค่ารักษาคุณลุงประมาณล้านบาท เพราะต้องใส่จมูกเทียม สร้างเพดานปากขึ้นมาใหม่ และใส่ตัวรากเทียมยาวขึ้นไปยึดถึงกระดูกด้านในใบหน้า โดยปกติรากเทียมจะยึดแค่เหงือกกับกระดูกขากรรไกร แต่เคสนี้กระดูกขากรรไกรไม่เหลือแล้ว เลยต้องไปยึดขึ้นไปถึงกระดูกแถวโหนกแก้ม เป็นเคสที่เรามีหมอจากต่างประเทศมาทำ Life Surgery ที่แผนกศัลยศาสตร์ช่องปาก ทำ VDO Conference ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน

“ตอนหลังมะเร็งมันขึ้นตา ก็ต้องผ่าตาออกข้างหนึ่ง เข้ามาทำอวัยวะเพิ่ม ค่ารักษาคุณลุงจริงๆ เป็นล้าน แต่คุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านยากจน ขอสังคมสงเคราะห์จากทางคณะ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตำนาน คุณลุงออกรายการทีวีด้วย แกบอกว่าแกอยากมาให้ความรู้กับคนที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน” คุณหมอเล่าพร้อมเปิดภาพการรักษาบางส่วนให้เราดู

อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัด คือที่แห่งนี้เป็นที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจลดลงหลังจากสูญเสียอวัยวะนั้นไป จนผู้ที่ได้มารับการรักษา ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้กับผู้อื่นในสังคมด้วย

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

03

มุ่งมั่นต่อไปอย่างสุดกำลัง

คุณหมอณัฐดนัยพาเราไปดูอุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัยที่คลินิกมี รวมถึงวิธีการรักษาคนไข้จริงๆ ของทีมแพทย์ที่นี่ 

เช้าวันนี้มีคนไข้เข้ามาไม่เยอะนัก พวกเขากำลังนั่งรอคิวบริเวณโถงตรงกลาง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแล็บผลิตอวัยวะเทียม มีเจ้าหน้าที่ช่างทันตกรรมประจำการ คอยทำหน้าที่ผลิตอวัยวะเทียมตามคำสั่งของเหล่าคุณหมอทุกวัน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ยิ่งได้รับความพิการบนใบหน้า ก็ทำให้ไม่กล้าออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตอีก เหล่าทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรจึงมุ่งมั่นรักษาผู้ป่วยอย่างสุดกำลัง 

“ห้าหกปีหลังมานี้บุคลากรเราน้อย ทีมเราก็ทำได้แค่ตั้งรับ อย่างคนไข้ดวงตาเทียมมีคิวอยู่ในสต๊อกหกร้อยกว่าคน เรามีแพลนเปิดคลินิกนอกเวลา ให้คุณหมอนักศึกษาที่เรียนไปกลับมาช่วยทำ จะเริ่มเปิดเดือนหน้าในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนอีกหนึ่งแพลนที่ว่าจะทำ คือเป็นโครงการทำดวงตาเทียมสำเร็จรูป คิดว่าถ้าเราทำเอง ต้นทุนจะถูกลงมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับอาจารย์หม่อมมานานแล้วล่ะ หวังอยากให้ทันตแพทย์ดูแลคนไข้กลุ่มนี้ได้ คือบรรจุลงไปในหลักสูตรทันตแพทย์เลย แต่ว่ามันก็ยากถ้าไปปรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ผมก็มองว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าให้หมอที่ไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มาพัฒนาความรู้ ความสามารถ แล้วรักษาคนไข้ในที่นั่นได้เลย เพราะมีคุณหมอที่อยู่ตามชุมชนเจอคนไข้แบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเราเอาเข้าไปเป็นนโยบายของกระทรวงได้ เราจะมีหมอที่ทำสิ่งนี้ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าบทความนี้ออกไปแล้วมีคุณหมอที่สนใจอยากช่วยคนไข้กลุ่มนี้ ผมยินดีมากครับ”

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load