7 กุมภาพันธ์ 2562
13 K

เจริญกรุง เราเจอกันอีกครั้ง

ในฐานะถนนแบบตะวันตกสายแรกของกรุงเทพฯ ตั้งแต่เกือบ 160 ปีที่แล้ว เจริญกรุงจึงเก็บความทรงจำจากประวัติศาสตร์เก่าก่อนไว้มากมาย และเต็มไปด้วย ‘แห่งแรก’ จนไปเที่ยวดูได้หลายต่อหลายครั้ง

เราเคยชวนเดินดูร่องรอยอดีตแห่งเจริญกรุง ทั้งตามรอยศิลปะอิสลาม ต้อนรับช่วงถือศีลอดเราะมะฎอน และเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมโบราณของเจริญกรุงยามค่ำคืนในเทศกาล Bangkok Design Week เมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่เจริญกรุงบันทึกไว้

เพราะยังมีเรื่องที่อยากเล่าอีก The Cloud เลยจับมือกับ TCDC ในวาระ Bangkok Design Week 2019 จัดทริป Walk with the Cloud 14 : West Side Story แกะร่องรอยชาติตะวันตกในสยาม ผ่านการเดินถนนเจริญกรุง นำโดย ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรมโบราณ และ อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคริสต์ศาสนาในประเทศไทย

ไปมองเจริญกรุงผ่านมุมตะวันตกด้วยกันได้ ณ บัดนี้

01

ตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งตัดถนนเจริญกรุง จนถึงรัชกาลที่ 7 ที่ย่านบางรักเฟื่องฟูสูงสุด ย่านนี้เป็นย่านที่มีชาวตะวันตกอยู่อาศัยเยอะที่สุดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อดูบันทึกจำนวนประชากรคนกรุงเทพฯ สมัยนั้นก็พบว่า แม้ในย่านบางรักก็ยังมีชาวตะวันตกอยู่เพียง 400 คน จากประชากรทั้งหมดเกือบ 8,000 คน (จากยอดสำมะโนครัว พ.ศ. 2458) เรียกได้ว่าเป็นคนกลุ่มน้อยที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย

ย่านบางรักมีร่องรอยของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งสถานเอกอัครราชทูตทูตโปรตุเกส สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ในอดีตยังมีสถานกงสุลอังกฤษ อเมริกา และเบลเยียม ทั้งยังมีบริษัทของชาวเดนมาร์ก โรงเรียนชาวจีน ชุมชนมุสลิมที่มัสยิดฮารูณ วัดม่วงแคของชาวพุทธ และโบสถ์อัสสัมชัญของคริสตชน เป็นความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง

เจริญกรุง

02

ร่องรอยหนึ่งที่เก่าแก่และยังมีชีวิตคือพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัชกาลที่ 2 พระราชทานให้ เนื่องจากเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาในสยามตั้งแต่เมื่อ 500 กว่าปีที่แล้ว จึงได้ที่ดินกว้างติดแม่น้ำสำหรับตั้งสถานีการค้าและสถานกงสุลตั้งแต่สมัยก่อนจะมีถนนเจริญกรุงด้วยซ้ำ สาเหตุที่พระราชทานที่ดินบริเวณนี้เพราะอยู่ถัดออกมาจากเขตเมืองหลวง ต่อจากตลาดสำเพ็งและกะดีจีนของชาวจีนและชาวแขก รวมถึงเป็นบริเวณที่มีชุมชนวัดกาลหว่าร์ซึ่งเป็นชาวโปรตุเกสด้วย

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

พื้นที่แห่งทรงจำเดินทางผ่านเวลามาถึงมือของเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน ฟรานซิสกู วาช ปาตตู (Francisco Vaz Patto)

สินค้านำเข้าจากโปรตุเกสที่สำคัญในสมัยก่อนคืออาวุธปืน ซึ่งทำให้สยามมีเครื่องมือป้องกันประเทศ โดยยังมีหลักฐานของปืนใหญ่อยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ที่หน้าทำเนียบทูต และที่หลังโบสถ์กาลหว่าร์ เป็นต้น

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

03

ในพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตมีโกดังไม้ยุคเก่าหลังท้ายๆ ที่ยังหลงเหลือบนถนนสายนี้ สร้างตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 2 (ปี 1820) ปัจจุบันบูรณะใหม่เป็นอาคารปูนสีเหลืองที่โมเดิร์นสุดๆ และใช้เป็นสำนักงานของสถานเอกอัครราชทูต

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

ส่วนอาคารอีกหลังที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือทำเนียบเอกอัครราชทูตที่สร้างตามมาในปี 1860 และปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2013 ตัวอาคาร 2 ชั้นมีลักษณะสมมาตรซ้ายขวา และมีบันไดไม้อยู่ตรงกลางตัวบ้าน ผนังบ้านมีความหนามากเพราะเป็นการออกแบบที่ใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีช่องประตูหน้าต่างที่เปิดโล่งได้ ทำให้บ้านไม่ดูทึบ และมีลมพัดผ่านกำลังดี เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งดูแปลกตา เพราะเป็นของสไตล์โปรตุเกสแทบทั้งหมด ยกเว้นชิ้นที่โดดเด่นออกมา คือภาพวาดของ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง 2 ภาพที่เป็นรูปช้างสื่อถึงไทย และม้าสื่อถึงโปรตุเกส

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

จุดน่าสนใจในบ้านหลังนี้คือมุมหนึ่งในห้องรับแขกเคยเป็นคุกชั้นใต้ดิน สมัยก่อน หากคนในบังคับโปรตุเกสทำผิดกฎหมายในเขตแดนสยาม ท่านทูตจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าผิดจริงก็จะขังไว้ก่อน แล้วค่อยส่งตัวใส่เรือกลับไปโปรตุเกส

เจริญกรุง

04

ถ้าใครผ่านไปผ่านมา เคยเห็นตึกที่ชื่อว่า O.P.Place แม้ดูผ่านๆ จะเหมือนเป็นของใหม่ แต่ที่จริงแล้วตึกนี้สร้างตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 โดยเดิมชื่อห้างสิงโต หรือ Falck & Beidek Store เจ้าของเป็นชาวเยอรมัน ตัวอาคารทำจากคอนกรีตทั้งหลัง มีความทนทานสูง กันไฟไหม้ได้ ภายในมีลิฟต์เก่าหน้าตาสุดคลาสสิก โคมระย้าอลังการ และร้านขายงานศิลปะ ของที่ระลึก ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะน่าสนใจมากมาย

เจริญกรุง

05

โบสถ์อัสสัมชัญมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 (ปี 1822) แต่ไม่ได้มีหน้าตาแบบที่เห็นกันในปัจจุบัน โบสถ์รุ่นแรกจะดูคล้ายวัดซางตาครู้สมากกว่า คือมีหน้าบัน ดูแล้วคล้ายศิลปะไทยปนจีน แต่มีไม้กางเขน และตัวอักษรย่อ M.A. สื่อถึงพระแม่มารี บอกให้รู้ว่าเป็นโบสถ์คริสต์  

เจริญกรุง

โบสถ์นี้นับว่าเป็นอาสนวิหารหลังแรกของไทย คำว่า ‘อาสนวิหาร’ (Cathedral) หมายถึงที่นั่งของพระสังฆราช แปลว่าที่ไหนมีพระสังฆราช ที่นั่นจะเป็นอาสนวิหาร โดยอาสนวิหารอัสสัมชัญหลังนี้ พระสังฆราชแปร์รอสได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1910 โดยก่อนหน้านี้ 1 วัน พระสังฆราชแปร์รอสได้อภิเษกขึ้นเป็นพระสังฆราชแห่งมิสซังกรุงเทพฯ ที่โบสถ์กาลหว่าร์

ในช่วงรัชกาลที่ 6 (ปี 1919) มีการบูรณะโบสถ์ใหม่ให้เป็นทรงโรมาเนสก์มากขึ้น ลดความกอธิคลง หน้าตาภายนอกดูเผินๆ แล้วเหมือนโบสถ์ที่ไซง่อน มาถึงปีนี้ ตัวโบสถ์ก็จะมีอายุครบ 100 ปีพอดี

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

06

โบสถ์อัสสัมชัญหลังการบูรณะใหม่ในปี 2015 สวยงามอลังการไม่แพ้โบสถ์กลางเมืองในประเทศอื่น แถมมีรายละเอียดเยอะมากๆ แบบเล่าอย่างไรก็ไม่หมด เราเลยขอเล่าเฉพาะส่วนเด่นๆ ดังนี้

เริ่มจากประตูอาสนวิหารที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงศาสนจักรของไทยและของโลก มีสัญลักษณ์ 3 ส่วน เริ่มจากบนสุด IHS ย่อมาจาก Jesu Hominum Salvator ที่แปลว่า พระเยซูเป็นพระผู้ไถ่ของโลก ล่างลงมาเป็นตราปีติมหาการุณ ซึ่งทำไว้เพื่อระลึกถึงงานครบรอบเมื่อปี 2000 และใต้สุดเป็นตราระลึกการเปิดประตูครั้งแรกหลังจากการบูรณะวิหารนี้ ในปี 2015

เจริญกรุง เจริญกรุง

โบสถ์เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ทั้งดาวสีทองบนพื้นสีน้ำเงินที่หมายถึงดาวประจำรุ่ง ชื่อหนึ่งของพระแม่มารี ส่วนที่เสาหน้าโบสถ์ด้านขวามีรูปวาดของนก Pelican ที่เวลาไม่มีอาหารแม่นกจะจิกหน้าอกตัวเองเพื่อแบ่งเนื้อให้ลูกๆ กิน เป็นตัวแทนของการเสียสละของพระเยซู หรือแม้แต่ใบปาล์มที่วาดอยู่ผนังด้านข้างโบสถ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะด้วย

เจริญกรุง เจริญกรุง

แต่คงไม่มีส่วนใดของโบสถ์ที่โดดเด่นไปมากกว่าภาพเขียนในบริเวณ Sanctuary ด้านหน้าโบสถ์ ที่เล่าเหตุการณ์ ‘อัสสัมชัญ’ (Assumpta est maria in caelum) หรือการรับพระแม่มารีขึ้นสู่สวรรค์นั่นเอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีในไบเบิล แต่มาตีความต่อภายหลังในช่วงยุคบาโรก ภาพเขียนผนัง 3 รูปมีเขียนกำกับว่า ave maria (วันทามารีอา) คือเทวดามาทักทายพระแม่มารี gratia plena (เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน) เป็นตอนที่พระเยซูมอบมงกุฎให้พระแม่มารีบนสวรรค์ และ dominus tecum (พระเจ้าสถิตกับท่าน) ส่วนสองด้านซ้ายขวาเขียนว่า Alleluia คือการสรรเสริญยินดี รวมกันออกมาเป็นบทสวดวันาทามารีอาเวอร์ชันภาษาละตินนั่นเอง เหนือขึ้นไปอีกเป็นรูปนกพิราบ ตัวแทนของพระจิตสีทองที่อาบรูปทั้งรูปไว้ หมายถึงสวรรค์ ส่วนแสงที่สาดส่องจากด้านบน คือตัวแทนของพระเจ้า

เจริญกรุง เจริญกรุง

07

ใต้ส่วน Sanctuary ด้านหน้าโบสถ์มีห้องเก็บศพใต้โบสถ์ หรือที่เรียกกันว่า Crypt ซึ่งจะฝังเฉพาะศพของเจ้าอาวาสหรือพระสังฆราชเท่านั้น ศพสำคัญที่ฝังอยู่ที่นี่ เช่น บาทหลวงเอมิล โอกุสต์ โกลงเบต์, พระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์, พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส ผู้ทำพิธีเสกโบสถ์นี้ให้เป็นอาสนวิหาร, พระสังฆราชหลุยส์ โชแรง สังฆราชชาวฝรั่งเศสคนสุดท้าย

เจริญกรุง

บุคคลเดียวที่ได้รับการระลึกถึงใน Crypt นี้โดยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสหรือพระสังฆราช มีเพียงบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง ผู้มีหุ่นขี้ผึ้งจำลองวางอยู่กลางห้อง ท่านทำงานในช่วงที่มีเหตุการณ์เบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชน ท่านถูกตัดสินจำคุก 15 ปีเพราะไม่ยอมเลิกเผยแพร่ศาสนา แม้ตอนที่อยู่ในคุกก็ยังสอนศาสนาให้คนในเรือนจำบางขวางได้กลับใจล้างบาป เมื่อท่านเสียชีวิตในเรือนจำ ศพของท่านจึงถูกนำออกมาฝังไว้ที่นี่ แม้ในปัจจุบันศพจะย้ายไปอยู่ที่นครปฐม แต่ในหุ่นขี้ผึ้งก็ยังมีกระดูกบางส่วนเพื่อให้คนมาสักการะบูชา

เจริญกรุง เจริญกรุง

08

หากแวะมาโบสถ์ อย่าลืมดูหันไปมองหอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ อาคารหลังนี้แหละคือโปกือที่เราพูดถึงไปในข้อ 5 โดยมีพระสังฆราช 5 องค์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ตัวบ้านสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มีอายุ 174 ปีแล้ว ด้านหน้ามีตราของพระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์ ซึ่งคาดว่าเป็นผู้บูรณะ ปัจจุบัน พื้นที่ชั้นล่างเป็นโรงพิมพ์ของวารสารคริสตจักรที่ชื่อ อุดมสาร ส่วนชั้นบนเป็นหอจดหมายเหตุที่เกิดจากการรวบรวมเอกสารของคุณพ่อเปาโล สุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ในปี 1980 โดยเอกสารเกือบครึ่งมาจากที่วัดกาลหว่าร์นั่นเอง

เจริญกรุง

ในหอจดหมายเหตุมีของดีเก็บอยู่มากมาย เช่น คำสอนคฤศตัง หนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์ในโรงพิมพ์ซางตาครู้ส, ราชกิจจานุเบกษาสมัยรัชกาลที่ 4, หนังสือ ดรุณศึกษา รวมถึงเป็นที่เก็บบัลลังก์พระสังฆราชที่ทำให้โบสถ์อัสสัมชัญเป็นอาสนวิหาร ส่วนบัลลังก์ที่ตั้งอยู่ในโบสถ์ปัจจุบันเป็นบัลลังก์ใหม่แล้ว

09

พื้นที่ของโรงเรียนอัสสัมชัญบันทึกพัฒนาการสถาปัตยกรรมตะวันตกในไทยไว้อย่างชัดเจน เพราะมีหอจดหมายเหตุที่สร้างด้วยสไตล์โคโลเนียลตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 มีตึกโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ที่สร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ 122 ปีที่แล้ว มีอาสนวิหารจากช่วงรัชกาลที่ 6 ซึ่งกำลังจะครบ 100 ปี ลักษณะเป็นทรงโรมาเนสก์รีไววัล และตึกโปกือใหม่ที่สร้างโดยพระสังฆราชโชแรงในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีกลิ่นอายความเป็นโมเดิร์นอยู่

เมื่อดูสถาปัตยกรรมทั้งสี่ต่อกัน ก็คล้ายว่ากำลังเดินทางข้ามเวลาอยู่เลย

เจริญกรุง

10

อาคารสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือตึก East Asiatic ที่มีชาวเดนมาร์กนามว่า Hans Neil Anderson อยู่เบื้องหลัง เขาเป็นผู้เดินเรือและนักธุรกิจที่เก่งกาจ เข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อช่วงต้นรัชกาลที่ 5 และทำธุรกิจอย่างชาญฉลาดด้วยนำไม้สักจากสยามไปขายยุโรป แล้วนำถ่านหินจากยุโรปกลับมาขายสยาม หากใครเคยเห็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์เดนิชที่มีไม้สักเป็นวัสดุหลัก ไม้สักเหล่านั้นก็มาจากเมืองไทยนี่เอง

ธุรกิจของชาวเดนมาร์กในไทยรุ่งเรืองมาก เพราะมีทั้งการทำห้าง Oriental Store ที่กลายมาเป็นโรงแรมโอเรียนเต็ลในปัจจุบัน มีธุรกิจรถรางม้าลาก ซึ่งกลายเป็นธุรกิจรถรางไฟฟ้า แล้วกลายเป็นธุรกิจไฟฟ้า จนในที่สุด ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เขาจึงตั้งบริษัท East Asiatic Company เพื่อขยายสาขาไปทั่วโลกตามทางเดินเรือ

เจริญกรุง

ภายในอาคาร East Asiatic Company นั้นมีแบบแปลนที่เรียบง่าย คือมีบันไดตรงกลาง และเมื่อเดินขึ้นไป ภายในก็เป็นห้องโล่งๆ ยาวตลอดตัวตึก ในขณะที่ด้านนอกสวยโดดเด่น โดยเฉพาะตราสัญลักษณ์สมอเรือด้านหน้าตึก และสัญลักษณ์ของเมอคิวรี เทพแห่งการค้าขาย ประดับอยู่

เจริญกรุง

ปัจจุบันโบสถ์อัสสัมชัญเปิดให้ทุกคนเยี่ยมชมได้โดยไม่เกี่ยงศาสนา หอจดหมายเหตุฯ สามารถยื่นเรื่องเข้าชมได้ด้วยตนเอง ศูนย์การค้า O.P. place เปิดทุกวัน และอาคารอีสต์เอเชียติกสามารถชมจากด้านนอกได้ตลอด

มาเจริญกรุงครั้งหน้า อย่าลืมสังเกตสถาปัตยกรรมเหล่านี้ ร่องรอยของโลกตะวันตกจะเผยตัวออกมาเบื้องหน้าคุณ

เจริญกรุง

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก่อนผ่าตัดใหญ่”

ผู้ร่วมทริป Walk with The Cloud 25 : The Custom House คนหนึ่งเล่าความรู้สึก ก่อนเราทั้งหมดเข้าไปสำรวจโรงภาษีร้อยชักสามเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นประโยคที่แทนใจผู้คนที่ร่ำลาอาลัย ‘ศุลกสถาน’ ได้เป็นอย่างดี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ไม่ว่ามาเยี่ยมชมงานแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เทศกาล Bangkok Design Week 2020 หรือมาอำลาสถาปัตยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยืนหยัดมากว่า 130 ปี เราต่างประทับใจอาคารโบราณแสนสวยเปี่ยมมนต์ขลัง แต่ก็รู้ว่าญาติผู้ใหญ่ของเราสุขภาพร่อแร่เต็มที 

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

เพื่อให้พื้นที่ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ต่อไป การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น โดยศุลกสถานจะรีโนเวตใหม่เป็นเวลา 6 ปีเต็ม 

ก่อนเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในอนาคต ลองมาทำความรู้จักคุณย่าทวดคนงามนามโรงภาษีร้อยชักสาม โดยผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาคารโบราณ และ ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล ผู้เชี่ยวชาญและทำงานอนุรักษ์อาคารโรงภาษีร้อยชักสาม จากบานาน่า สตูดิโอ ผู้เป็นวิทยากรถ่ายทอดเรื่องราวดังนี้

โรงภาษีแห่งเจริญกรุง

ศุลกสถานเป็นหนึ่งในไม่กี่อาคารในย่านเจริญกรุงที่ยังคงสภาพเหมือนร้อยกว่าปีที่แล้ว ในอดีตสถานที่นี้มีทำเลงดงามริมน้ำเจ้าพระยา ทางใต้เป็นสถานทูตฝรั่งเศส ทางเหนือเป็นกงสุลอังกฤษ นับเป็นอาคารสำคัญในย่านบางรัก ย่านเศรษฐกิจปากแม่น้ำที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัย

ก่อนทำความเข้าใจความสำคัญของโรงภาษี ขอเท้าความถึงระบบภาษีไทยแบบคร่าวๆ 

ตั้งแต่สมัยอยุธยา ระบบการเก็บภาษีของสยามเป็นการเก็บ ‘จังกอบ’ และ ‘อากร’ โดยจังกอบมีลักษณะเหมือนภาษีศุลกากร เก็บภาษีปากเรือ ส่วนอากรเป็นภาษีการผลิต เช่น อากรจับปลา อากรพืชสวน

เมื่อมีการค้าขายกับต่างชาติ รัฐตั้งกรมพระคลังสินค้า เพื่อควบคุมไม่ให้ค้าขายกับคนในประเทศโดยตรง พระคลังสินค้ารวมสินค้าไทยมาขายต่อให้กับพ่อค้าต่างชาติ และเก็บส่วนต่างไว้เป็นผลประโยชน์เข้าแผ่นดิน ระบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะการซื้อขายทั้งหมดต้องผ่านเข้าส่วนกลาง

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้ากับต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อนำเงินมาเข้าพระคลังและเตรียมทำสงครามกับเวียดนาม และเพื่อให้รู้กำลังการผลิต เกิดระบบเจ้าภาษีนายอากร มีนายอากรเป็นผู้ตรวจสอบธุรกิจ และเป็นผู้เก็บภาษีส่งหลวง

ยุคสมัยนี้เองที่ เฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) (ชาวสยามเคยเรียกเขาว่า หันตรีบารนี) นักเดินทางและนักการทูตจากอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาเบอร์นี เป็นสัมพันธไมตรีและการค้า โดยสัญญาหลักๆ ระบุว่าการซื้อขายต้องเสียภาษีตามระบบของแต่ละประเทศ เช่น พ่อค้าอังกฤษมาบางกอก ย่อมต้องเสียภาษีตามระบบที่บางกอกจัดเก็บ หากชาวสยามไปค้าขายในดินแดนอื่น ย่อมต้องจ่ายภาษีตามที่ดินแดนนั้นกำหนด

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) หรือ พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สิ่งที่นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ทำมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ว่าด้วยเรื่องภาษี 100 ส่วน เก็บภาษี 3 ส่วน (ภาษีร้อยชักสาม) หรือชำระเงินเท่ากับราคาของสามส่วนนั้น ในสนธิสัญญาระบุว่าชาวสยามต้องตั้งโรงภาษีเป็นเรื่องเป็นราวตามจุดสำคัญอย่างปากน้ำ

โรงภาษีของหลวงแห่งแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม (บริเวณอาคาร River City ในปัจจุบัน) ในยุคที่ จอห์น บุช (John Bush) หรือ พระวิสูตรสาครดิฐ ชาวอังกฤษ เป็นเจ้าท่ายุโรปคนแรกของกรมเจ้าท่า 

ต่อมาได้ย้ายมาที่อยู่ปัจจุบัน เนื่องจากเจริญกรุงเป็นย่านการค้า พื้นที่ริมน้ำนี้จึงได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางด้านภาษี ทั้งขาเข้าและส่งออก 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ตึกคลาสสิกของกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสามออกแบบโดย โยอาคิม กราซซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และเข้ามาทำงานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 

กราซซี มีชีวิตโลดโผนน่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักประวัติเขามากนัก เขาเกิดที่ Capodistria เมืองในอิตาลีซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี และปัจจุบันเป็นเมืองท่าของสโลวีเนีย เมื่อกราซซีอายุได้ 20 ปีก็ออกเดินทางทางทะเล เริ่มผจญภัยที่เซี่ยงไฮ้ ทำงานในบริษัทค้าไม้สัก แล้วมาบางกอกใน พ.ศ. 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ใช้ชีวิตจนถึงช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เริ่มจากการเป็นใครก็ไม่รู้ในแผ่นดินของคนแปลกหน้า จนเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่ร่ำรวยที่สุดในสยาม

ช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรความเจริญจากสิงคโปร์ ชวา อินเดีย จึงมีพระราชดำริอยากให้พระนครมีความทันสมัย ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของกราซซี เขาเปิดบริษัทกับน้องชายอีก 2 คน เป็นทั้งวิศวกร สถาปนิก และผู้รับเหมา ครบอยู่ในเจ้าเดียว ใช้รูปแบบการก่อสร้างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ผลงานช่วงแรกคือพระราชวังต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ และผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือพระที่นั่งในพระราชวังบางปะอิน จุดเด่นของผลงานกราซซีคือรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก ใช้เสากลม ประตูและหน้าต่างโค้ง นอกจากนี้กราซซียังออกแบบวัด โบสถ์ ทั้งแบบคลาสสิกและโกธิก ไปจนถึงตึกเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ คุกมหันตโทษ ฯลฯ ต่อมากราซซียังไปลงทุนทำเหมือง และร่วมทำโครงการขุดคลองรังสิตอีกด้วย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ความขัดแย้งระหว่างไทยและฝรั่งเศสส่งผลกระทบต่องานและทรัพย์สินชาวต่างชาติ กราซซีขายบริษัทของเขาและกลับไปเป็นผู้รับเหมายัง Capodistria บ้านเกิด และไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย

แต่ชื่อของเขายังอยู่ยืนยง ผลงานบางส่วนของเขาผุพัง บ้างถูกทุบทิ้ง บ้างได้รับการต่อเติมปรับปรุงใหม่ 

เพียงตึกเดียวที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงแรกที่ก่อสร้างคือศุลกสถาน ซึ่งสร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือ พ.ศ. 2429 – 2433 รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบพัลลาเดียน (Palladianism) มีลักษะเด่นคือความสมมาตรของอาคาร เน้นความสำคัญของส่วนโถงหลักในอาคารให้มีความโอ่โถงยิ่งใหญ่ และใช้องค์ประกอบการตกแต่งแบบกรีก-โรมันในสัดส่วนที่งดงามลงตัว 

บ้านจีนในศุลกสถาน

บุคคลสำคัญอีกคนที่ผลักดันให้ศุลกสถานกำเนิดขึ้น คือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) บุตรของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระยาภาสกรวงศ์เป็นข้าราชการคนสำคัญ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด และเรียกตัวเข้ามาใช้ในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล 

ใน พ.ศ. 2416 รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ สร้างระบบเก็บภาษี รวมท้งภาษีศุลกากร ให้ส่งเงินเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยให้พระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้ดูแลการปฏิรูปภาษี พระยาภาสกรวงศ์นี่เองที่เป็นผู้เขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 5 ว่า

“โรงภาษีที่จะทำขึ้นใหม่นี้เปนการจำเปนจะต้องมีโดยแท้…เพราะโรงภาษีขาเข้าขาออกนี้ เปนที่ต้องตาของคนยุโรปที่จะดูเมื่อแรกเข้ามาถึง อย่างหนึ่งผลประโยชน์แผ่นดินก็เกิดจากที่นี้มาก ทั้งเปนการรักษาบ้านเมืองด้วย”

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ใจความของจดหมายชี้แจงว่าควรสร้างตึกที่สวยงามให้เป็นหน้าบ้านของกรุงเทพฯ สำหรับคนที่เดินทางมาทางเรือ ช่วงเวลานั้นพื้นที่ตึกหลักของศุลกสถานปัจจุบัน แต่เดิมมีบ้านจีนอยู่สองหลัง เจ้าของเดิมคือ เจ้าพระยาพลเทพ ต้นสกุลบุญ-หลง ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พบเห็น นอกจากแนวโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดินซึ่งทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีเอกชนร่วมกับกรมศิลปากรร่วมสืบประวัติและขุดค้น ดูจากฐานอาคารจีนยุคเก่าแล้วอนุมานหน้าตาได้ว่าคงคล้ายบ้านโซว เฮง ไถ่ ย่านตลาดน้อย 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

อาคารเหล่านี้ตกเป็นสมบัติของหลวงอุปการโกษากร (เวท วัชราภัย) ซึ่งตัดสินใจยกอาคารและที่ดินให้เป็นของหลวงใน พ.ศ. 2426 พระยาภาสกรวงษ์จึงให้กราซซีออกแบบโรงภาษีใหม่ โดยใช้บ้านจีนเป็นที่ทำการชั่วคราว สร้างตึกใหม่ขึ้น 2 หลัง คือ ตึกเหนือ เป็นออฟฟิศสำหรับภาษีขาเข้า-ขาออก และตึกใต้ เป็นออฟฟิศภาษีเข้า และต่อมากลายเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแห่งที่สองของไทย (แห่งแรกคือไปรษณียาคารข้างสะพานพุทธ) 

ภายหลังจึงรื้อบ้านจีนลง สร้างตึกใหญ่ขนาด 4 ชั้นขึ้นแทน มีสะพานไม้เชื่อมต่อตึกเหนือ ตึกใต้ กับตึกหลัก ที่ชั้นสอง

อดีตอันเรืองรอง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

จุดเด่นของอาคารโรงภาษีร้อยชักสามในปัจจุบัน คือรูปทรงเรียบง่าย คล้ายกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีกันสาด หลังคาแบบกระเบื้องจีน ด้านตะวันตกเป็นทางเดิน แดดส่องไม่ถึงห้องด้านใน ส่วนตรงกลางขึ้นไปถึงชั้นสี่ ห้องภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก-ใหญ่-เล็ก สลับไปเรื่อยๆ 

สภาพปัจจุบันของอาคาร อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลือยให้เห็นเนื้อแท้ของสภาพอาคารมากที่สุดแต่ยังคงร่องรอยการใช้งานของแต่ละยุคสมัย ทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เปิดพื้นผิวแสดงให้เห็นส่วนฐานของผนังรับน้ำหนักที่มีความหนาก่อด้วยอิฐ (Wall Bearing System) ไม้ตงขนาดใหญ่รับน้ำหนักแผ่นไม้พื้นหนาที่สภาพโดยรวมยังค่อนข้างดีมากทุกชั้น

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แต่สิ่งที่เลือนหายไป คือการเซาะร่องในปูนปั้นฉาบผนัง โดยปกติอาคารอื่นๆ จะทำแต่ชั้นล่าง แต่ที่นี่ กราซซีเลือกทำตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นขอบหลังคา รูปถ่ายสำคัญโด่งดังของศุลกสถาน คือภาพการตกแต่งพลับพลาท่าเรือรับเสด็จริมน้ำอย่างสวยงามดูเอิกเกริก เป็นสถานที่ที่ข้าราชการ พ่อค้า และราษฎรเฝ้ารับเสด็จ เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสทวีปยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2450

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

บนยอดสุดของหลังคาจั่วมุขหน้าอาคารศุลกสถาน ยังคงปรากฏตราแผ่นดินของสยามที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบยุโรปและเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้องค์ประกอบจะผุกร่อนทรุดโทรมไปบ้าง แต่พอเห็นได้ว่าเป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ เชิญฉัตร 7 ชั้น และยังมีเสาธงซึ่งในอดีตคงต้องมีคนทำหน้าที่เปิดประตูจากห้องใต้หลังคาขึ้นเชิญธงช้างเผือกประดับยอดเสาทุกวัน 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ย้ายออก ย้ายเข้า

มีการพบแปลนโรงภาษีใหม่ริมถนนเจริญกรุง ซึ่งกราซซีออกแบบและวางแผนจะสร้างในช่วง พ.ศ. 2427 – 2429 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับอาคารโรงภาษีร้อยชักสาม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้สร้าง

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองช่วงประมาณ พ.ศ. 2492 กรมศุลกากรย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่บริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของการค้าและขนส่งทางเรือ ศุลกสถานเปลี่ยนการใช้งานเป็นที่ทำการกองบังคับการตำรวจน้ำ และสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก อีกทั้งเป็นที่พักอาศัยแบบดัดแปลงให้กับครอบครัวตำรวจดับเพลิงต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนโยกย้ายกันออกไป และยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือดำเนินการใดอีกเลย

 อาคารกลุ่มนี้ร้างการใช้งานมานานถึงสิบกว่าปี ก่อน ยู ซิตี้ จัดหาทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เข้ามาดำเนินการสำรวจและปรับสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งพบว่าบนผนังปูนภายในหลายจุดยังคงมีร่องรอยขีดเขียนตัวหนังสือจากกลุ่มคนที่เคยอยู่อาศัยใช้ชีวิต สะท้อนภาพความเป็นอยู่ผู้คนที่ได้เข้ามาใช้งานอาคารประวัติศาสตร์ที่ทรุดโทรมลง มรดกความทรงจำหลายทศวรรษในช่วงเวลานี้ ก็คงจะเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันหลากหลายของศุลกสถานในอนาคตต่อไป 

อนาคตอาคาร

อีก 6 ปีข้างหน้า อาคารแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม แต่ไม่ได้เป็นห้องพัก มีห้องจัดเลี้ยง และพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัย และสถาปัตยกรรมโบราณฝีมือกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แนวทางการทำงานของทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดี ใช้วิธีการหลากหลายและมีวิธีคิดแบบเต็มที่กับงานที่ผ่านมา ทั้งการสำรวจตามมาตรฐาน ไปจนถึงใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เช่น การสแกนแบบสามมิติในทุกซอกมุมของอาคารด้วยการใช้เครื่องแสกนแบบตั้งพื้นและโดรน กล่าวเฉพาะงานด้านอนุรักษ์อาคารทางทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์ยังได้เชิญกลุ่มเวอร์นาด็อก (Vernadoc) ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับบริษัท ยู ซิตี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่เช่าจากกรมธนารักษ์ มาจัดเวิร์กช็อปและนิทรรศการ เก็บข้อมูลสำรวจอาคารในรูปแบบวาดเขียนลายเส้นขาวดำด้วยมือแบบเสมือนจริง เพื่อบันทึกร่องรอยอาคารที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านเนื้องานจัดแสดงในสถานที่จริงที่มีความเป็นศิลปะ และด้านกระบวนการที่เข้าถึงชุมชนโดยรอบกับสังคมผู้สนใจอาคารประวัติศาสตร์ในวงกว้าง ให้มีโอกาสเข้าถึงและทำความเข้าใจสถานการณ์ พร้อมกับเปิดมุมมองคุณค่าของอาคารที่ดูเสื่อมสภาพ แต่เปี่ยมคุณค่าและความทรงจำผ่านช่วงเวลาหลายยุคสมัย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ในช่วงปิดปรับปรุง ทีมนักออกแบบปรับการใช้สอยต้องประสานกับทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีต่อไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี ความท้าทายในอนาคตที่รออยู่ยังมีอีกมาก เช่น การปรับปรุงอาคารเพื่อการใช้งานรูปแบบใหม่ (Adaptive Reuse) การออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ การจัดทำส่วนจัดแสดงที่แสดงร่องรอยทางสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างในอาคารรูปแบบใหม่ และการประสานไปยังกรมศิลปากรเพื่อขอยืมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในสถานที่เพื่อนำกลับมาจัดแสดง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ทางยู ซิตี้ จ้างทีมสำรวจและอนุรักษ์ศุลกสถานเพื่อนำไปสู่การต่อยอดเป็นกิจการโรงแรมในอนาคต ได้ติดต่อช่างซ่อมนาฬิกาชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีผลงานอนุรักษ์นาฬิกาที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ ซึ่งน่าจะเป็นนาฬิการุ่นเดียวกันกับที่ด้านหน้ามุขของศุลกสถาน และสืบหาร่องรอยโคมไฟจากฐานแชนเดอเลียร์บางส่วนบนฝ้าเพดานในห้องเต้นรำชั้นสามที่ยังเก็บไว้ดูเป็นหลักฐาน ทั้งยังตรวจสอบโครงสร้างไม้ โครงสร้างหน้าต่าง ขนาดและวัสดุเนื้ออิฐเพื่อหาที่มาและวิธีการผลิต วัสดุปูนฉาบ สีและลวดลายผนังดั้งเดิม กระเบื้องจีนที่ใช้มุงหลังคา ฯลฯ เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าให้สมบูรณ์ที่สุด และสอดคล้องกับการใช้งานในอนาคต

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

ขอบคุณข้อมูลจาก

ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ ทีมงานขุดค้นโบราณคดี 

คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)

Writers

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ

ผศ.ดร.จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติวิชาชีพเป็นนักผังเมือง ชอบศึกษาและวิจัยด้านมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load