7 กุมภาพันธ์ 2562
13 K

เจริญกรุง เราเจอกันอีกครั้ง

ในฐานะถนนแบบตะวันตกสายแรกของกรุงเทพฯ ตั้งแต่เกือบ 160 ปีที่แล้ว เจริญกรุงจึงเก็บความทรงจำจากประวัติศาสตร์เก่าก่อนไว้มากมาย และเต็มไปด้วย ‘แห่งแรก’ จนไปเที่ยวดูได้หลายต่อหลายครั้ง

เราเคยชวนเดินดูร่องรอยอดีตแห่งเจริญกรุง ทั้งตามรอยศิลปะอิสลาม ต้อนรับช่วงถือศีลอดเราะมะฎอน และเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมโบราณของเจริญกรุงยามค่ำคืนในเทศกาล Bangkok Design Week เมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่เจริญกรุงบันทึกไว้

เพราะยังมีเรื่องที่อยากเล่าอีก The Cloud เลยจับมือกับ TCDC ในวาระ Bangkok Design Week 2019 จัดทริป Walk with the Cloud 14 : West Side Story แกะร่องรอยชาติตะวันตกในสยาม ผ่านการเดินถนนเจริญกรุง นำโดย ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรมโบราณ และ อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคริสต์ศาสนาในประเทศไทย

ไปมองเจริญกรุงผ่านมุมตะวันตกด้วยกันได้ ณ บัดนี้

01

ตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งตัดถนนเจริญกรุง จนถึงรัชกาลที่ 7 ที่ย่านบางรักเฟื่องฟูสูงสุด ย่านนี้เป็นย่านที่มีชาวตะวันตกอยู่อาศัยเยอะที่สุดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อดูบันทึกจำนวนประชากรคนกรุงเทพฯ สมัยนั้นก็พบว่า แม้ในย่านบางรักก็ยังมีชาวตะวันตกอยู่เพียง 400 คน จากประชากรทั้งหมดเกือบ 8,000 คน (จากยอดสำมะโนครัว พ.ศ. 2458) เรียกได้ว่าเป็นคนกลุ่มน้อยที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย

ย่านบางรักมีร่องรอยของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งสถานเอกอัครราชทูตทูตโปรตุเกส สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ในอดีตยังมีสถานกงสุลอังกฤษ อเมริกา และเบลเยียม ทั้งยังมีบริษัทของชาวเดนมาร์ก โรงเรียนชาวจีน ชุมชนมุสลิมที่มัสยิดฮารูณ วัดม่วงแคของชาวพุทธ และโบสถ์อัสสัมชัญของคริสตชน เป็นความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง

เจริญกรุง

02

ร่องรอยหนึ่งที่เก่าแก่และยังมีชีวิตคือพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัชกาลที่ 2 พระราชทานให้ เนื่องจากเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาในสยามตั้งแต่เมื่อ 500 กว่าปีที่แล้ว จึงได้ที่ดินกว้างติดแม่น้ำสำหรับตั้งสถานีการค้าและสถานกงสุลตั้งแต่สมัยก่อนจะมีถนนเจริญกรุงด้วยซ้ำ สาเหตุที่พระราชทานที่ดินบริเวณนี้เพราะอยู่ถัดออกมาจากเขตเมืองหลวง ต่อจากตลาดสำเพ็งและกะดีจีนของชาวจีนและชาวแขก รวมถึงเป็นบริเวณที่มีชุมชนวัดกาลหว่าร์ซึ่งเป็นชาวโปรตุเกสด้วย

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

พื้นที่แห่งทรงจำเดินทางผ่านเวลามาถึงมือของเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน ฟรานซิสกู วาช ปาตตู (Francisco Vaz Patto)

สินค้านำเข้าจากโปรตุเกสที่สำคัญในสมัยก่อนคืออาวุธปืน ซึ่งทำให้สยามมีเครื่องมือป้องกันประเทศ โดยยังมีหลักฐานของปืนใหญ่อยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ที่หน้าทำเนียบทูต และที่หลังโบสถ์กาลหว่าร์ เป็นต้น

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

03

ในพื้นที่ของสถานเอกอัครราชทูตมีโกดังไม้ยุคเก่าหลังท้ายๆ ที่ยังหลงเหลือบนถนนสายนี้ สร้างตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 2 (ปี 1820) ปัจจุบันบูรณะใหม่เป็นอาคารปูนสีเหลืองที่โมเดิร์นสุดๆ และใช้เป็นสำนักงานของสถานเอกอัครราชทูต

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

ส่วนอาคารอีกหลังที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือทำเนียบเอกอัครราชทูตที่สร้างตามมาในปี 1860 และปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2013 ตัวอาคาร 2 ชั้นมีลักษณะสมมาตรซ้ายขวา และมีบันไดไม้อยู่ตรงกลางตัวบ้าน ผนังบ้านมีความหนามากเพราะเป็นการออกแบบที่ใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีช่องประตูหน้าต่างที่เปิดโล่งได้ ทำให้บ้านไม่ดูทึบ และมีลมพัดผ่านกำลังดี เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่งดูแปลกตา เพราะเป็นของสไตล์โปรตุเกสแทบทั้งหมด ยกเว้นชิ้นที่โดดเด่นออกมา คือภาพวาดของ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง 2 ภาพที่เป็นรูปช้างสื่อถึงไทย และม้าสื่อถึงโปรตุเกส

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

จุดน่าสนใจในบ้านหลังนี้คือมุมหนึ่งในห้องรับแขกเคยเป็นคุกชั้นใต้ดิน สมัยก่อน หากคนในบังคับโปรตุเกสทำผิดกฎหมายในเขตแดนสยาม ท่านทูตจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าผิดจริงก็จะขังไว้ก่อน แล้วค่อยส่งตัวใส่เรือกลับไปโปรตุเกส

เจริญกรุง

04

ถ้าใครผ่านไปผ่านมา เคยเห็นตึกที่ชื่อว่า O.P.Place แม้ดูผ่านๆ จะเหมือนเป็นของใหม่ แต่ที่จริงแล้วตึกนี้สร้างตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 โดยเดิมชื่อห้างสิงโต หรือ Falck & Beidek Store เจ้าของเป็นชาวเยอรมัน ตัวอาคารทำจากคอนกรีตทั้งหลัง มีความทนทานสูง กันไฟไหม้ได้ ภายในมีลิฟต์เก่าหน้าตาสุดคลาสสิก โคมระย้าอลังการ และร้านขายงานศิลปะ ของที่ระลึก ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะน่าสนใจมากมาย

เจริญกรุง

05

โบสถ์อัสสัมชัญมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 (ปี 1822) แต่ไม่ได้มีหน้าตาแบบที่เห็นกันในปัจจุบัน โบสถ์รุ่นแรกจะดูคล้ายวัดซางตาครู้สมากกว่า คือมีหน้าบัน ดูแล้วคล้ายศิลปะไทยปนจีน แต่มีไม้กางเขน และตัวอักษรย่อ M.A. สื่อถึงพระแม่มารี บอกให้รู้ว่าเป็นโบสถ์คริสต์  

เจริญกรุง

โบสถ์นี้นับว่าเป็นอาสนวิหารหลังแรกของไทย คำว่า ‘อาสนวิหาร’ (Cathedral) หมายถึงที่นั่งของพระสังฆราช แปลว่าที่ไหนมีพระสังฆราช ที่นั่นจะเป็นอาสนวิหาร โดยอาสนวิหารอัสสัมชัญหลังนี้ พระสังฆราชแปร์รอสได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1910 โดยก่อนหน้านี้ 1 วัน พระสังฆราชแปร์รอสได้อภิเษกขึ้นเป็นพระสังฆราชแห่งมิสซังกรุงเทพฯ ที่โบสถ์กาลหว่าร์

ในช่วงรัชกาลที่ 6 (ปี 1919) มีการบูรณะโบสถ์ใหม่ให้เป็นทรงโรมาเนสก์มากขึ้น ลดความกอธิคลง หน้าตาภายนอกดูเผินๆ แล้วเหมือนโบสถ์ที่ไซง่อน มาถึงปีนี้ ตัวโบสถ์ก็จะมีอายุครบ 100 ปีพอดี

เจริญกรุง เจริญกรุง เจริญกรุง

06

โบสถ์อัสสัมชัญหลังการบูรณะใหม่ในปี 2015 สวยงามอลังการไม่แพ้โบสถ์กลางเมืองในประเทศอื่น แถมมีรายละเอียดเยอะมากๆ แบบเล่าอย่างไรก็ไม่หมด เราเลยขอเล่าเฉพาะส่วนเด่นๆ ดังนี้

เริ่มจากประตูอาสนวิหารที่บันทึกการเปลี่ยนแปลงศาสนจักรของไทยและของโลก มีสัญลักษณ์ 3 ส่วน เริ่มจากบนสุด IHS ย่อมาจาก Jesu Hominum Salvator ที่แปลว่า พระเยซูเป็นพระผู้ไถ่ของโลก ล่างลงมาเป็นตราปีติมหาการุณ ซึ่งทำไว้เพื่อระลึกถึงงานครบรอบเมื่อปี 2000 และใต้สุดเป็นตราระลึกการเปิดประตูครั้งแรกหลังจากการบูรณะวิหารนี้ ในปี 2015

เจริญกรุง เจริญกรุง

โบสถ์เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ทั้งดาวสีทองบนพื้นสีน้ำเงินที่หมายถึงดาวประจำรุ่ง ชื่อหนึ่งของพระแม่มารี ส่วนที่เสาหน้าโบสถ์ด้านขวามีรูปวาดของนก Pelican ที่เวลาไม่มีอาหารแม่นกจะจิกหน้าอกตัวเองเพื่อแบ่งเนื้อให้ลูกๆ กิน เป็นตัวแทนของการเสียสละของพระเยซู หรือแม้แต่ใบปาล์มที่วาดอยู่ผนังด้านข้างโบสถ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะด้วย

เจริญกรุง เจริญกรุง

แต่คงไม่มีส่วนใดของโบสถ์ที่โดดเด่นไปมากกว่าภาพเขียนในบริเวณ Sanctuary ด้านหน้าโบสถ์ ที่เล่าเหตุการณ์ ‘อัสสัมชัญ’ (Assumpta est maria in caelum) หรือการรับพระแม่มารีขึ้นสู่สวรรค์นั่นเอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีในไบเบิล แต่มาตีความต่อภายหลังในช่วงยุคบาโรก ภาพเขียนผนัง 3 รูปมีเขียนกำกับว่า ave maria (วันทามารีอา) คือเทวดามาทักทายพระแม่มารี gratia plena (เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน) เป็นตอนที่พระเยซูมอบมงกุฎให้พระแม่มารีบนสวรรค์ และ dominus tecum (พระเจ้าสถิตกับท่าน) ส่วนสองด้านซ้ายขวาเขียนว่า Alleluia คือการสรรเสริญยินดี รวมกันออกมาเป็นบทสวดวันาทามารีอาเวอร์ชันภาษาละตินนั่นเอง เหนือขึ้นไปอีกเป็นรูปนกพิราบ ตัวแทนของพระจิตสีทองที่อาบรูปทั้งรูปไว้ หมายถึงสวรรค์ ส่วนแสงที่สาดส่องจากด้านบน คือตัวแทนของพระเจ้า

เจริญกรุง เจริญกรุง

07

ใต้ส่วน Sanctuary ด้านหน้าโบสถ์มีห้องเก็บศพใต้โบสถ์ หรือที่เรียกกันว่า Crypt ซึ่งจะฝังเฉพาะศพของเจ้าอาวาสหรือพระสังฆราชเท่านั้น ศพสำคัญที่ฝังอยู่ที่นี่ เช่น บาทหลวงเอมิล โอกุสต์ โกลงเบต์, พระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์, พระสังฆราชเรอเน แปร์รอส ผู้ทำพิธีเสกโบสถ์นี้ให้เป็นอาสนวิหาร, พระสังฆราชหลุยส์ โชแรง สังฆราชชาวฝรั่งเศสคนสุดท้าย

เจริญกรุง

บุคคลเดียวที่ได้รับการระลึกถึงใน Crypt นี้โดยไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสหรือพระสังฆราช มีเพียงบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง ผู้มีหุ่นขี้ผึ้งจำลองวางอยู่กลางห้อง ท่านทำงานในช่วงที่มีเหตุการณ์เบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชน ท่านถูกตัดสินจำคุก 15 ปีเพราะไม่ยอมเลิกเผยแพร่ศาสนา แม้ตอนที่อยู่ในคุกก็ยังสอนศาสนาให้คนในเรือนจำบางขวางได้กลับใจล้างบาป เมื่อท่านเสียชีวิตในเรือนจำ ศพของท่านจึงถูกนำออกมาฝังไว้ที่นี่ แม้ในปัจจุบันศพจะย้ายไปอยู่ที่นครปฐม แต่ในหุ่นขี้ผึ้งก็ยังมีกระดูกบางส่วนเพื่อให้คนมาสักการะบูชา

เจริญกรุง เจริญกรุง

08

หากแวะมาโบสถ์ อย่าลืมดูหันไปมองหอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ อาคารหลังนี้แหละคือโปกือที่เราพูดถึงไปในข้อ 5 โดยมีพระสังฆราช 5 องค์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ตัวบ้านสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มีอายุ 174 ปีแล้ว ด้านหน้ามีตราของพระสังฆราชฌอง หลุยส์ เวย์ ซึ่งคาดว่าเป็นผู้บูรณะ ปัจจุบัน พื้นที่ชั้นล่างเป็นโรงพิมพ์ของวารสารคริสตจักรที่ชื่อ อุดมสาร ส่วนชั้นบนเป็นหอจดหมายเหตุที่เกิดจากการรวบรวมเอกสารของคุณพ่อเปาโล สุรชัย ชุ่มศรีพันธุ์ ในปี 1980 โดยเอกสารเกือบครึ่งมาจากที่วัดกาลหว่าร์นั่นเอง

เจริญกรุง

ในหอจดหมายเหตุมีของดีเก็บอยู่มากมาย เช่น คำสอนคฤศตัง หนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์ในโรงพิมพ์ซางตาครู้ส, ราชกิจจานุเบกษาสมัยรัชกาลที่ 4, หนังสือ ดรุณศึกษา รวมถึงเป็นที่เก็บบัลลังก์พระสังฆราชที่ทำให้โบสถ์อัสสัมชัญเป็นอาสนวิหาร ส่วนบัลลังก์ที่ตั้งอยู่ในโบสถ์ปัจจุบันเป็นบัลลังก์ใหม่แล้ว

09

พื้นที่ของโรงเรียนอัสสัมชัญบันทึกพัฒนาการสถาปัตยกรรมตะวันตกในไทยไว้อย่างชัดเจน เพราะมีหอจดหมายเหตุที่สร้างด้วยสไตล์โคโลเนียลตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 4 มีตึกโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ที่สร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ 122 ปีที่แล้ว มีอาสนวิหารจากช่วงรัชกาลที่ 6 ซึ่งกำลังจะครบ 100 ปี ลักษณะเป็นทรงโรมาเนสก์รีไววัล และตึกโปกือใหม่ที่สร้างโดยพระสังฆราชโชแรงในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีกลิ่นอายความเป็นโมเดิร์นอยู่

เมื่อดูสถาปัตยกรรมทั้งสี่ต่อกัน ก็คล้ายว่ากำลังเดินทางข้ามเวลาอยู่เลย

เจริญกรุง

10

อาคารสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือตึก East Asiatic ที่มีชาวเดนมาร์กนามว่า Hans Neil Anderson อยู่เบื้องหลัง เขาเป็นผู้เดินเรือและนักธุรกิจที่เก่งกาจ เข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อช่วงต้นรัชกาลที่ 5 และทำธุรกิจอย่างชาญฉลาดด้วยนำไม้สักจากสยามไปขายยุโรป แล้วนำถ่านหินจากยุโรปกลับมาขายสยาม หากใครเคยเห็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์เดนิชที่มีไม้สักเป็นวัสดุหลัก ไม้สักเหล่านั้นก็มาจากเมืองไทยนี่เอง

ธุรกิจของชาวเดนมาร์กในไทยรุ่งเรืองมาก เพราะมีทั้งการทำห้าง Oriental Store ที่กลายมาเป็นโรงแรมโอเรียนเต็ลในปัจจุบัน มีธุรกิจรถรางม้าลาก ซึ่งกลายเป็นธุรกิจรถรางไฟฟ้า แล้วกลายเป็นธุรกิจไฟฟ้า จนในที่สุด ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เขาจึงตั้งบริษัท East Asiatic Company เพื่อขยายสาขาไปทั่วโลกตามทางเดินเรือ

เจริญกรุง

ภายในอาคาร East Asiatic Company นั้นมีแบบแปลนที่เรียบง่าย คือมีบันไดตรงกลาง และเมื่อเดินขึ้นไป ภายในก็เป็นห้องโล่งๆ ยาวตลอดตัวตึก ในขณะที่ด้านนอกสวยโดดเด่น โดยเฉพาะตราสัญลักษณ์สมอเรือด้านหน้าตึก และสัญลักษณ์ของเมอคิวรี เทพแห่งการค้าขาย ประดับอยู่

เจริญกรุง

ปัจจุบันโบสถ์อัสสัมชัญเปิดให้ทุกคนเยี่ยมชมได้โดยไม่เกี่ยงศาสนา หอจดหมายเหตุฯ สามารถยื่นเรื่องเข้าชมได้ด้วยตนเอง ศูนย์การค้า O.P. place เปิดทุกวัน และอาคารอีสต์เอเชียติกสามารถชมจากด้านนอกได้ตลอด

มาเจริญกรุงครั้งหน้า อย่าลืมสังเกตสถาปัตยกรรมเหล่านี้ ร่องรอยของโลกตะวันตกจะเผยตัวออกมาเบื้องหน้าคุณ

เจริญกรุง

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แม้ต้นสัปดาห์นั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในช่วงปลายอาทิตย์ กรุงเทพมหานครจะพบกับสายฝนผู้เป็นมิตรสหายประจำฤดูกาลแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนามากพอจะทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ ซ้ำยังช่วยคลายร้อน ให้เราได้เดินเท้าเที่ยวรอบย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยธนบุรีอย่าง ‘กุฎีจีน’ ได้สนุกขึ้นอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมริมน้ำที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์แห่งฝั่งธนฯ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เราแบกเป้ สะพายกล้อง พร้อมเคลียร์พื้นที่ความจำในสมอง ออกมาร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน ที่ The Cloud และเทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมครั้งที่ 6 (The 6th River Festival) ร่วมกันจัดขึ้นแล้ว

ย่านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่ชอบออกไปสัมผัสบรรยากาศของชุมชนเก่าในเมืองหลวง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจาก 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ยังได้ดื่มด่ำศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างหลากหลาย จากแต่ละหมุดหมายซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติหลายศาสนา

แม้ดูเหมือนว่ากุฎีจีนจะเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เชื่อได้เลยว่าย่านนี้ยังมีปริศนาคาใจอีกมากที่ชวนให้เราหาคำตอบ

คราวนี้เราเลยชวนทุกคนออกมาเดินเท้าสำรวจกุฎีจีน เพื่อไขข้อสงสัยเบื้องหลังทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่บนเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) และเรือนจันทนภาพ มัสยิดบางหลวงที่มีรูปทรงแปลกตา รสชาติอาหารลูกผสมสยาม-โปรตุเกส วิธีการทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่มาของเสียงระฆังเพลงบรรเลงจากโบสถ์ซางตาครู้ส สถาปัตย์ไทยผสมจีนที่วัดกัลยาณมิตร วิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมในศาลเจ้าเกียนอันเกง และเทคนิคที่สถาปนิกใช้ซ่อมเสาครูกลางเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส

เราได้ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกนักอนุรักษ์มาเป็นวิทยากรพิเศษประจำทริป พร้อมเปิดเผยทุกกระบวนท่าจากวิชาสถาปัตย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆ และเฉลยปริศนาข้อสงสัยให้เราตลอดทาง ทั้งยังได้ไกด์ท้องถิ่นประจำทริปอย่าง ปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน มาช่วยตอบข้อสงสัยทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอีกด้วย

จบทริปอิ่มสมอง อิ่มท้อง และอิ่มใจคราวนี้ เข้าใจกุฎีจีนมากขึ้นอีกโข

เราแอบเก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้ดูได้ชมตลอดวันมาเป็นของฝากด้านล่างนี้ กางร่มแล้วเริ่มเดินเที่ยวไปพร้อมๆ กันนะ

01

อะไรอยู่ในบ้าน

ฟังประวัติศาสตร์สนุกๆ ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนลูกผสมไทย-จีน-ฝรั่ง

ถ้าให้ลองจินตนาการภาพบ้านของสามัญชนคนธรรมดาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงจินตนาการไม่ออก เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ที่พอจะเหลือให้เห็นคือเรือนที่ประทับของเจ้านาย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) แห่งชุมชนโรงครามย่านกุฎีจีน จึงเป็นตัวอย่างเรือนของสามัญชนที่เราพอจะใช้ศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนของคนไทยได้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนโบราณหลังนี้ เราได้ชิมลุดตี่และน้ำขิงปรุงอย่างเทศ อาหารว่างดั้งเดิมฉบับมุสลิม จึงเข้าใจทันทีว่า “ลุดตี่นี้น่าชม” ดังปรากฏใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นั้น มีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร แป้งสัมผัสนุ่มห่อแกงแขกรสชาติคล้ายมัสมั่นเข้ากันได้ดีกับน้ำขิงเข้มข้น เติมพลังให้มีแรงเดินสู้ฝนไปได้ทั้งวัน 

ถอดรองเท้าแล้วค่อยๆ เดินขึ้นเรือนตามมานะ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

“อาคารหลังนี้ต่อเติมเยอะมาก” คือประโยคแรกที่วิทยากรของเราเกริ่น ก่อนจะแถลงไขให้เราฟังว่า แต่เดิมนั้นเป็นเรือนฝากระดาน หลังคาทรงปั้นหยา มุขจั่วหน้าบ้านที่ตีผนังตามแนวนอนเป็นเครื่องยืนยันว่านั่นคือส่วนที่ต่อเติมออกไป ทำให้ได้หลังคาจั่วหน้าบ้านและระเบียงทางเดินรอบบ้านมาเป็นของแถม

ตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนลูกผสม งานช่างไทยปรากฏที่ส่วนโครงสร้างหลักของบ้าน เช่น ฝาผนังที่ยังคงทำเป็นแผงแยกกันระหว่างเสาแต่ละต้น วิทยากรของเราอธิบายขณะพาเราเดินเข้าไปภายในบ้าน พลางชี้ให้ดูผนังไม้กระดานผืนใหญ่ แล้วหยุดที่หน้าประตูบ้านยาว ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วเฉลยว่า นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจในบ้านหลังนี้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประตูบานยาวใช้เปิดระบายอากาศ พร้อมลูกกรงเหล็กหล่อสีเขียวโดดเด่นซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน ก่อนเราจะทันสังเกต วิทยากรของเราก็เลื่อนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหลังช่องลมของประตูบานนั้นลง แล้วเฉลยว่า นี่คือเทคนิคของช่างจีนที่หาชมได้ยากมาก 

แผ่นไม้บานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองสภาพอากาศของไทย ยามร้อนก็เปิดระบายอากาศได้ ยามฝนก็ปิดกันฝนได้ เทคนิคช่างจีนอีกอย่างคือส่วนล่างของบานประตู ซึ่งมีลายลูกฟักกระดานดุนที่ลบเหลี่ยมมุม ขัดกับวิธีการทำตัวบานพับเหล็กอย่างฝรั่ง น่าทึ่งที่เทคนิคนานาชาติอยู่ด้วยกันที่ประตูบานเดียวได้อย่างลงตัวทั้งทางดีไซน์และฟังก์ชัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

หลังจากเจ้าของเดิมเสียชีวิตเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 5 ลูกหลานก็น่าใช้เรือนต่อเรื่อยมา ก่อนจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นางผัน อหะหมัดจุฬา เมื่อ พ.ศ. 2485 ในที่สุด

ย่านเดียวกันนี้ยังมี เรือนจันทนภาพ อีกหลัง เรือนไทยรุ่นน้องหลังนี้แม้อายุอ่อนกว่าหน่อย แต่รับรองได้ว่างานสถาปัตย์สนุกไม่แพ้กัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรือนไทยประเพณีของคหบดีเจ้าของบ่อพลอยจากเมืองจันท์ มีเครื่องยืนยันเป็นไม้กระดานผืนยาวราคาแพง ที่นำมาทำผนังซึ่งมีระยะกว้างกว่าปกติ ทำจั่วแสงอาทิตย์ และทำพื้นกระดานของเรือนได้ทั้งหลัง

วิทยากรของเราจั่วหัวก่อนเริ่มบรรยายว่า “บ้านหลังนี้คือลูกผสมของไทย จีน ฝรั่ง”

ความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน ในขณะที่กลิ่นอายความเป็นจีนลอยโชยมาจากกรอบประตูทางเข้า ที่มีแผงไม้แกะสลักเป็นลายหงส์และเครือเถาดอกไม้อย่างจีนด้านบน รวมถึงหย่องหน้าต่างซึ่งแกะสลักลายดอกพุดตานคล้ายกับเรือนเจ้านาย ส่วนกลิ่นนมเนยอย่างฝรั่งนั้น มาจากการใช้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินกั้นแบ่งส่วนของเรือน และวอลเปเปอร์ในตู้ ที่เพียงปราดตามองก็รู้ว่ามาจากเมืองฝรั่ง ที่บานประตูปรากฏการลบเหลี่ยมมุมของลายลูกฟักกระดานดุน และการทำบานเกล็ดคล้ายกับเรือนหลังก่อน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จารุภา จันทนภาพ เจ้าของเรือนคนปัจจุบัน เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และคราวกบฏแมนฮัตตัน ก่อนจะชี้ร่องรอยหลักฐานอันเป็นเครื่องยืนยัน คือรอยกระสุนที่ทะลุผนังเรือนด้านหน้า และอีกรอยที่ทะลุกระจกเข้ามา

เรือนไทยโบราณทั้งสองหลังนี้ทำให้เราเห็นภาพของคนในย่านกุฎีจีนชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนแห่งนี้ ผ่านงานสถาปัตยกรรมลูกผสมในเรือนพักอาศัยของสามัญชน

02

มัสยิดหรืออุโบสถ

เข้าใจวัฒนธรรมอิสลามผ่านมัสยิดรูปทรงคล้ายโบสถ์พุทธ

สำหรับคนทั่วไป มัสยิดคืออาคารยอดโดมและอาจมีหอคอยด้วย

แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้มาเห็นมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) แล้ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำทันที 

(ถ้าไม่เชื่อลองดูรูป)

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

คำว่า ‘กุฎีขาว’ น่าจะมาจากสีขาวของอาคาร ‘กุฎี’ หรือ ‘กุฏิ’ ซึ่งเป็นที่ใช้ประกอบศาสนกิจ

ทันทีที่เราย่างเท้าเข้าสู่บริเวณมัสยิด ก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่โดยรอบอาคารที่มีสัดส่วนไม่สม่ำเสมอได้ทันที เพราะมัสยิดไม่ได้วางตัวสอดคล้องขนานไปกับเส้นทางการสัญจร แต่ต้องหันหน้าไปทางทิศแห่งนครมักกะฮ์เท่านั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานพุทธศิลป์แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 อาคารมีเสาพาไลรับหลังคาล้อมรอบ มีขนาด 5 ห้อง ส่วนยอดลดทอนรายละเอียดของเครื่องลำยองที่เป็นไม้ออกไปทั้งสิ้น แล้วใช้งานปูนปั้นอย่างศิลปะจีนประดับแทนเนื่องจากมีความทนทานมากกว่า หน้าบันปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ที่กึ่งกลางมีพานรองรับดอกบัว ภายในบรรจุตัวอักษรพระนามพระอัลเลาะห์ โดยใช้วิธีการเรียงตัวอักษรอย่างศิลปะอิสลาม

วิทยากรตั้งข้อสังเกตว่า ที่หน้าบันมีกรอบคล้ายนาคสะดุ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะแบบพระราชนิยม จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นหรือบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4

อีกหนึ่งจุดที่วิทยากรชี้ให้เราชะโงกดูจากภายนอกคือด้านในมัสยิดที่รวมเอามิห์รอบ ซึ่งทำหน้าที่บอกทิศแห่งนครมักกะฮ์ และมิมบัร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธรรมมาสน์ เอาไว้ด้วยกัน ตกแต่งเป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี ท่วงท่าลวดลายคล้ายซุ้มประตูพระอุโบสถของวัดอนงคารามวรวิหาร

ส่วนถัดออกไปคือกุโบร์ หรือสุสานสำหรับฝังศพชาวมุสลิม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราได้ฟังเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมจากอิหม่าม รอมฎอน ท้วมสากล ซึ่งย้ำอยู่หลายครั้งตลอดการบรรยายว่า ชุมชนกุฎีจีนอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เพราะถือว่าทุกคนคือพี่น้องชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมย่านนี้ยังอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายทางศาสนาอยู่มาก

03

อาหารชาติไหน

ทานอาหารกลางวันสไตล์สยาม-โปรตุเกส และชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนอุ่นๆ จากเตา

แวะเติมพักเติมพลังระหว่างวันที่ ร้านสกุลทอง ร้านอาหารลูกครึ่งไทย-โปรตุเกส

เราค่อยๆ สาวเท้าขึ้นเรือนไทยอายุไม่น้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ไม่นานหลังจากเราดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ดับกระหาย ก็มีมื้อเที่ยงมาวางตรงหน้า 

สกุลทองเสิร์ฟอาหาร 1 สำรับ ประกอบด้วยเครื่องว่างตำรับชาววัง 4 อย่าง ได้แก่ กุ้งกระจกม้วน ถุงทองไส้ไก่ หมูโสร่ง และมังกรคาบแก้ว

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาหารหลักคือ ‘ขนมจีนแกงไก่คั่ว’ เมนูที่คาดว่าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามายังสยามสร้างสรรค์ขึ้นโดยประยุกต์มาจากอาหารโปรตุเกสดั้งเดิม ใช้ขนมจีนแทนเส้นพาสต้า ทานคู่กับแกงคั่วไก่ที่ใส่ทั้งเนื้อ ตับ และเลือดไก่ รสชาติคล้ายอย่างแกงไทยแต่มีรสหวานมากกว่า ขณะทานก็ได้ฟังที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจานอย่างสนุกสนานออกรส เรื่องราวจัดจ้านไม่แพ้รสชาติอาหารในจาน

หลังจากกินข้าวเคล้าประวัติศาสตร์แล้ว ก็เดินลัดเลาะไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมขึ้นชื่อประจำชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราบุกไปถึงหน้าเตาอบของ ร้านหลานป้าเป้า ร้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 5 คำนวณเวลาได้ 250 กว่าปี ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เทคนิคสำคัญคือการตีไข่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ก่อนจะผสมกับแป้งแล้วเทลงพิมพ์ จัดการนำไปอบด้วยเตาแบบโบราณ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สเพื่อลดมลภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงใช้ถ่านเป็นไฟบนเหมือนขนมหม้อแกงอยู่ ถึงเวลาก็เคาะออกจากพิมพ์ร้อนๆ ได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนสีน้ำตาลน่าทาน ชิมกันสดๆ ตรงหน้าเตานั้นเลย

04

เสียงอะไรจากบนโบสถ์

ดื่มด่ำสถาปัตย์โบสถ์คริสต์แล้วปีนขึ้นไปรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากระฆังการิย็อง
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ไม่ไกลกันคือโบสถ์วัดซางตาครู้ส ศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์แห่งชุมชนกุฎีจีน

โบสถ์ซางตาครู้สหลังที่เราเห็นปัจจุบันนี้เป็นหลังที่ 3 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ปรากฏอิทธิพลศิลปะตะวันตกหลากหลายยุค ส่วนยอดเป็นโดมทำอย่างศิลปะยุคเรเนสซองส์ ถัดลงมาคือโรสวินโดว์ที่ทำเลียนแบบศิลปะยุคกอธิก ส่วนล่างของส่วนยอดมีลายปูนปั้นประดับเป็นช่ออุบะพวงมาลัยอยู่โดยรอบอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเดียวกับสะพานไม้ข้ามสระน้ำที่เชื่อมระหว่างตำหนักชาลีมงคลอาสน์และมารีราชบัลลังก์ที่พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จุดไฮไลต์คือหอระฆังการีย็อง (Carillon) ที่ประกอบไปด้วยระฆังทองเหลืองจำนวน 16 ใบซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้บรรเลงได้จริงในปัจจุบัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

โชคดีมากที่มากับ Walk with The Cloud คราวนี้ เราจึงได้มีโอกาสปีนขึ้นไปชมเหล่าระฆังที่น้อยวัดจะยังหลงเหลือ และฟัง สวัสดิ์ สิงหทัต หนึ่งในไม่กี่คนที่บรรเลงเพลงจากระฆังได้ ดีดเพลงเพราะๆ ให้เราฟังกันถึงที่ โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอย่างคริสต์มาส วันปัสกา หรือวันขึ้นปีใหม่

05

วัดไทยหรือวัดจีน

สัมผัสศิลปะลูกผสมที่วัดไทยและวัดจีน พร้อมฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานที่น่าทึ่ง

เราเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามกลางละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

ไม่นานก็ถึง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประวัติของวัดจากคำบอกเล่าของ เฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนา 6 ชุมชนย่านกุฎีจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือคำต้อนรับอันอบอุ่นและแสนสนุก

เดิมที่ดินบริเวณพระอุโบสถเป็นบ้านเก่าของเจ้าสัวมั่น ขุนนางกรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 – 2 ตกทอดมายังเจ้าสัวโต ผู้ลูก หรือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในรัชกาลที่ 3 ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ มีบทบาทในการช่วยพระองค์ทำการค้าสำเภาอย่างมาก

เมื่อเจ้าสัวโตรื้อเรือน กัลปนาที่ดินเพื่อสร้างวัดเสร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบพระราชนิยม มีพระปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วัดในกรุงเทพฯ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาคารสำคัญตรงกลางคือพระวิหารหลวงที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นแบบไทยประเพณี สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา ด้วยแนวคิดการจำลองผังเมืองอยุธยา ที่ภายนอกเกาะเมืองมีวัดพนัญเชิงประดิษฐานหลวงพ่อโตอยู่ วิทยากรของเราชี้ให้เห็นถึงฝีมือและเทคนิคการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ของช่างไทยผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น ผังบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (เกือบจะ) จัตุรัส เพราะถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การทำหน้าต่างให้ตรงกับเสาเพื่อบังคับแสงเข้าสู่อาคาร การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้ร่วงแทนภาพเรื่องราวซึ่งเพราะไม่สอดรับกับระยะการมอง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดแล้ว วิทยากรยังชวนให้เราเล่นเกมซ่อนแอบ ไล่ชมงานศิลปะจีนที่สอดแทรกอยู่ที่ต่างๆ ของวัด เช่น ซุ้มประตูทางเข้าหินที่สั่งทำจากเมืองจีน กระถางธูปอายุร้อยกว่าปีที่ยังใช้งานอยู่ ‘ถะ’ หรือเจดีย์ซ้อนชั้นแบบจีน และโดยเฉพาะเกซิ้งหรือแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ทำมาจากหินทั้งหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเคยได้ใช้งานจริงด้วยซ้ำ และเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากมาก

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พอชมศิลปะไทยจีนจนอิ่มตา เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ไม่ไกลก็ถึงเกียนอันเกง ศาลเจ้าเก่าแก่ริมน้ำของชาวจีนฮกเกี้ยน

ทีแรกคิดว่าโชคร้าย เพราะเกียนอันเกงวันนั้นซ่อนตัวอยู่ในนั่งร้านและอุปกรณ์การก่อสร้าง

ทีหลังถึงรู้ว่าโชคดี

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ด้วง-บุณยนิษฐ์ สิมะเสถียร คือทายาทรุ่นที่ 4 ที่รับช่วงต่อการดูแลศาลเจ้ามาแต่บรรพบุรุษ เริ่มเล่าประวัติศาลแห่งนี้ให้เราฟังแข่งกับเสียงสายฝนที่ร่วงหล่นลงมา

คนจีนฮกเกี้ยนเข้ามาจับจองอยู่อาศัยที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย อพยพเข้ามาพร้อมกับภิกษุจีน เมื่อมีการสร้างชุมชนฮกเกี้ยนขึ้น จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมกับที่พักพระสงฆ์ ที่เรียกว่า ‘กุฏิ’ หรือ ‘กุฎี’ อันเป็นที่มาของชื่อชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ครั้นรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อีกฟากของเจ้าพระยา ศูนย์รวมจิตใจชาวจีนฮกเกี้ยนจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย ทำให้ศาลเจ้าที่กุฎีจีนเสื่อมความนิยมลงไป ทั้งยังปรากฏหลักฐานแต่เดิมว่าเป็นศาลเจ้า 2 หลังอยู่ติดกัน เมื่อคราวบูรณะครั้งใหม่จึงรวมเข้าด้วยกัน และอันเชิญพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมมาจากเมืองจีน ประดิษฐานเป็นประธาน ด้านซ้ายคือหม่าโจ้วหรือเจ้าแม่ทับทิม ด้านขวาคือเทพเจ้ากวนอู ถัดออกมาแถวซ้ายขวาคือ 18 อรหันต์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรของเราให้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการดูศาลจีนฮกเกี้ยน ทำให้การเที่ยวศาลเจ้าครั้งต่อไปของเราต้องสนุกขึ้นแน่

ข้อแรก มีประตูทางเข้าสองบานด้านข้างที่ขนาบประตูทางเข้าหลักตรงกลาง

ข้อสอง มีช่องลมแกะสลักทรงกลมที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้า

ข้อสาม มีงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า

ข้อสี่ มีจั่วหลังคาทรงแหลมซึ่งไม่บอกธาตุของศาลนั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ส่วนที่บอกว่าคราวนี้โชคดี เพราะมาทันตอนที่กรมศิลปากรกำลังบูรณะภาพจิตรกรรมซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของศาลนี้พอดี เราเลยได้ฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานสนุกๆ จากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ที่ด้านซ้ายและขวาของเจ้าแม่กวนอิมคือภาพจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก และวรรณคดีจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหายจากมูลค้างคาว ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ทำความสะอาดภาพ แล้วซ่อมแซมภาพบางส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงความดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีนแท้ ไม่มีทางที่ช่างไทยจะเขียนเส้นสายได้เหมือนแน่นอน

เจ้าหน้าที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ว่า เป็นการช่วยคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุดและยืดอายุของงานศิลปะ

เราเดินออกมาชมมังกรปูนปั้นประดับกระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้า ก่อนจะรู้ว่าตัวผอมแบบนี้น่ะถูกต้องแล้ว เพราะสัมพันธ์กับสัดส่วนของหลังคา แล้วจึงเดินเลียบเจ้าพระยาอีกครั้งไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน

06

มีอะไรที่ใจกลางเจดีย์

ชมเสาครูกลางพระบรมธาตุมหาเจดีย์ แล้วฟังเฉลยวิธีการซ่อมจากสถาปนิกนักอนุรักษ์

เมื่อมาถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระปลัดยรรยง ยสวฑฺฒโก ก็พาเราเข้าพระอุโบสถ ชมงานจิตรกรรม และนำเราบูชาพระรัตนตรัยเพื่อศิริมงคล แล้วค่อยพาไปชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พระบรมธาตุมหาเจดีย์สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็ถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงได้สร้างต่อจนสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

เราเดินเข้าพระบรมธาตุฯ ผ่านทางพรินทรปริยัติธรรมศาลา อาคารต่อมุขผนังโค้งที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับพระเณร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุภายในพระเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

น้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่ตามพื้นทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินขึ้นบันไดและเดินบนลานประทักษิณที่ชั้น 2 เมื่อมุดลอดช่องเข้ามายังแกนกลางเจดีย์ทรงระฆังขนาดมหึมาแล้ว ก็พบกับเสาครู เสาแกนกลางเจดีย์ในสภาพแข็งแรงหลังการซ่อมแซม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรเริ่มเล่าให้เราฟังถึงกระบวนการบูรณะ แต่เดิมเสาครูนี้ล้มเอียงไปพิงกับกำแพงด้านหนึ่ง แต่ที่เจดีย์ไม่เสียหายเพราะว่าน้ำหนักได้ถ่ายลงมาทางกำแพงขององค์ระฆังหมดแล้ว เสาแกนกลางจึงไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำหนักเป็นหลัก แต่ใช้วางโครงสร้างไม้อย่างนั่งร้าน ซึ่งยังปรากฏรูเต้าและเศษไม้เดิมที่ยังปักคาอยู่

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิศวกรและสถาปนิกเสริมความแข็งแรงไปที่ฐาน แล้วจึงใส่เฝือกให้เสาครูด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป จากนั้นใช้แม่แรงค่อยๆ ดีดเสาให้กลับมาตั้งตรง และก่ออิฐต่อไปจนถึงชั้นบัลลังก์เหมือนเดิม ก่อนเอาท่อนซุงมาเสริมแรงไว้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีการบูรณะเช่นนี้น่าทึ่งมาก จนทำวัดให้ได้รับรางวัล Award of Excellence จาก UNESCO ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของคนไทย รวมไปถึงการตระหนักเห็นคุณค่าและความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน คราวนี้สนุกมาก เพราะนอกจากจะได้สายฝนโปรยปรายมาช่วยคลายร้อน ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากแขนง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรม และเทคนิคการอนุรักษ์สนุกๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นย่านชุมชนนี้มากขึ้น

ถ้าใครอยากตามรอยเราที่ชุมชนกุฎีจีน ติดต่อขอคำปรึกษาจัดทริปได้ที่ประธานชุมชน ปิ่น-ปิ่นทอง วงษ์สกุล โทรศัพท์ 08 6105 5547 หรือถ้าอยากเดินเท้าท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามย่านต่างๆ รอบเจ้าพระยา ชมอัตลักษณ์และความงดงามของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน ขอเชิญร่วมงาน Bangkok River Festival 2020 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม วันที่ 29 – 31 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น.

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load