12 พฤศจิกายน 2561
12 K

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud : Night at the Temple เป็นการชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (เชตุพน อ่านว่า เชด-ตุ-พน) หรือวัดโพธิ์ ยามราตรีในบรรยากาศแบบงานวัดระหว่างงานสมโภช 230 ปีวัดโพธิ์ และเรียนรู้สรรพศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

กิจกรรมนี้มีวิทยากรสำคัญ 2 ท่านดูแลคนละฝั่ง ได้แก่ พระครูวินัยธรกิตติศักดิ์ โคตมสีสฺโล (ศ.สียวน) เป็นวิทยากรฝ่ายสังฆาวาส และ พระอาจารย์วรวัฒน์ วรวฑฺฒโน เป็นวิทยากรฝ่ายพุทธาวาส ตลอดเวลา 5 ชั่วโมง ผมและผู้ร่วมทริปได้รับความรู้มากมายหลายศาสตร์ในวันเดียว ชนิดที่ว่าถ้าเอาทั้งหมดมาเขียนก็จะกลายเป็นรายงาน 20 หน้ากระดาษแน่นอน ผมเลยขอจัดไฮไลต์สัก 14 เรื่องทั้งที่ผมได้จากวิทยากรและข้อสังเกตส่วนตัวระหว่างกิจกรรมนี้ครับ

วัดโพธิ์ วัดโพธิ์

1

เราจะมาเริ่มที่จุดสตาร์ทของเรา นั่นก็คือ ‘ตำหนักวาสุกรี’ Unseen ของวัดพระเชตุพนฯ เป็นตำหนักที่เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี) สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระโกศทรงฝรั่งบรรจุพระอัฐิของพระองค์ท่าน ตัวพระโกศปัจจุบันตั้งอยู่บนฐานแบบบุษบกเกรินซึ่งเป็นของที่สร้างขึ้นในภายหลัง มีเบญจปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 5 ชั้นประทับอยู่เหนือพระโกศตามฐานันดรของพระองค์ท่าน

วัดโพธิ์

2

ภายในตำหนักวาสุกรีแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ท้องพระโรงซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระโกศบรรจุอัฐิ ห้องพระบรรทมซึ่งพระแท่นบรรทมเดิม และห้องทรงพระอักษรที่มีโต๊ะทรงพระอักษรและพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 5 เอาไว้ เรียกได้ว่ายังรักษาบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

3

ภายในพื้นที่ท้องพระโรงยังจัดแสดงโบราณวัตถุมากมาย ทั้งเครื่องตั้งบูชาแบบจีน เครื่องถ้วย และพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รวมถึงพระพุทธรูปหลายองค์ โดยองค์ที่มีความน่าสนใจก็คือ พระพุทธรูปแม่ศรีมหาตา พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรศิลปะสุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ฐานขององค์พระพุทธรูปมีจารึกระบุนามของผู้สร้าง คือ พระเจ้าแม่ศรีมหาตา ที่ตั้งความปรารถนาว่าอยากจะเป็นบุรุษและได้เกิดทันยุคพระศรีอาริย์

จะเห็นว่าคนสมัยก่อนมักปรารถนาไปให้ถึงยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นยูโทเปีย (Utopia) ของชาวพุทธ เหมือนที่เราจะได้ยินในบทไหว้พระจุฬามณีว่า “ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วหมู่มาร ขอให้ทันพระศรีอาริย์” แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เราจะเห็นว่าผู้หญิงสมัยก่อนปรารถนาจะเป็นผู้ชาย เพื่อสามารถบวชเป็นพระภิกษุได้ ในขณะที่ในยุคนี้มีทั้งผู้ชายอยากเป็นผู้หญิงและผู้หญิงอยากเป็นผู้ชาย

วัดโพธิ์

4

บริเวณคณะเหนือ ที่ตั้งของตำหนักวาสุกรี ก็เป็นที่ตั้งของหอไตรประจำคณะเหนือ หอไตรที่ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจ บอกเล่าเรื่องราวที่หาชมที่อื่นไม่ได้ เช่น กลุ่มดาวต่างๆ ตำราดูสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นช้าง ม้า หรือแม้แต่แมว รวมไปถึงภาพจับรามเกียรติ์ แต่น่าเสียดายว่าในกิจกรรมนี้เราไม่ได้เข้าไปชมข้างใน ทว่าผมเคยมีโอกาสได้เข้าไปชมข้างในครั้งหนึ่ง เลยขอนำภาพภายในมาให้ชมสักเล็กน้อยครับ

วัดโพธิ์

ภาพ: ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล
5

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า (ปัจจุบันคือวัดคูหาสวรรค์) ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีสูง บริเวณผ้าทิพย์ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคารของรัชกาลที่ 1 แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บริเวณฐานชุกชีชั้นล่างเป็นสถานที่ประดิษฐานผ้าไตรซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 แด่พระพุทธเทวปฏิมากร พร้อมกับเครื่องอัฐบริขารอื่นๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

วัดโพธิ์

6

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าฐานชุกชีของพระพุทธเทวปฏิมากรสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ซึ่งมีการตกแต่งที่แสดงให้เห็นถึงเขาพระสุเมรุ ชั้นล่างมีรูปยักษ์แบกซึ่งแทนพิภพอสูร ชั้นกลางเป็นรูปครุฑแบกซึ่งแทนป่าหิมพานต์ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ ชั้นบนเป็นรูปเทวดาแบกซึ่งแทนสวรรค์

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

7

บริเวณโดยรอบพระอุโบสถมีแผ่นหินที่แกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งมีมากถึง 152 แผ่น ทุกแผ่นมีโคลงกำกับไว้ แต่น่าเสียดายว่าโคลงเหล่านี้เกือบทั้งหมดลบเลือนไปสิ้นแล้ว โดยเล่าเรื่องตั้งแต่ทศกัณฑ์ลักพาตัวนางสีดา ไปจนถึงตอนหนุมานประหารสหัสเดชะ ภาพเหล่านี้เคยถูกคัดลอกและกลายเป็นสินค้าที่ระลึกมีชื่อเสียงของวัดนี้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ปัจจุบันก็ยังมีพ่อค้าหน้าวัดโพธิ์บางส่วนยังขายภาพที่ได้จากแผ่นหินสลักชุดนี้อยู่ แต่ไม่ได้คัดลอกกับแผ่นหินของจริงแล้ว

วัดโพธิ์

8

อีกหนึ่งมหาอาคารขนาดใหญ่ของวัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ก็คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ หรือวิหารพระนอน นั่นเอง ภายในนอกจากจะมีพระพุทธไสยาสน์ที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวไม่เหมือนใครอย่างประวัติภิกษุณี หรือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ที่นี่ยังมีแผ่นจารึกเปล่าที่โดยรอบตกแต่งไว้สวยงาม แต่แผ่นหินตรงกลางกลับไม่มีข้อความใดๆ ซึ่งอันที่จริงข้อความสำหรับจารลงบนแผ่นหินนี้ได้ถูกตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีการผลัดแผ่นดิน แผ่นจารึกก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ คงไว้เพียงข้อความสำหรับตระเตรียมซึ่งจัดแสดงเอาไว้ตรงข้ามกับแผ่นจารึกนี้เท่านั้น

วัดโพธิ์

9

ใกล้กับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีวิหารเก๋ง วิหารทรงจีนซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังที่แม้จะลบเลือน แต่โคลงดั้นปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส บอกเราว่า ภาพเหล่านี้ถูกวาดโดยช่างชาวจีน เป็นเรื่องราวมหากาพย์จีนอย่าง สามก๊ก โดยภาพเท่าที่ยังเหลืออยู่เป็นตอนโจโฉแตกทัพเรือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฉากที่คนไทยจดจำได้มากที่สุด พอลองมองใกล้ๆ จะยังพอเห็นภาพสำคัญบางภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น ขงเบ้งทำพิธีเรียกลม เป็นต้น

วัดโพธิ์

ภาพ: ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล
10

ไม่เพียงแต่จิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก เท่านั้น ภายในอาคารหลังนี้ยังนำผลงานศิลปะเนื่องในงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2018 อยู่ด้วย ซึ่งภายในวัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ยังมีอีกหลายชิ้น ทั้งที่สระจระเข้ บริเวณเขามอหน้าพระวิหารทิศ หรือแม้แต่ก่อนเข้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เท่ากับว่านอกจากเราจะมาชมความงามแบบโบราณแล้ว ยังได้ชมความงามแบบร่วมสมัยไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่ามา 1 ได้ถึง 2 เลยทีเดียว

วัดโพธิ์

11

ถ้าเราพูดถึงยักษ์วัดแจ้ง เราจะนึกถึงยักษ์ใหญ่ 2 ตนที่ยืนเฝ้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดอรุณฯ แต่ถ้าเราพูดถึงยักษ์วัดโพธิ์ หลายคนจะบอกว่า “ก็ตุ๊กตาจีนพวกนั้นไง” หารู้ไม่ว่ายักษ์วัดโพธิ์ที่แท้จริงนั้นก็เป็นยักษ์แบบเดียวกับยักษ์วัดแจ้ง เป็นยักษ์แบบไทยหาใช่ตุ๊กตาจีนไม่ โดยยักษ์วัดโพธิ์แต่เดิมมี 4 คู่ แต่เนื่องจากซุ้มประตูด้านหนึ่งถูกรื้อเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันจึงเหลืออยู่เพียง 2 คู่ ยืนเฝ้าประตูทางเข้าหอไตรจตุรมุขเอาไว้ โดยทั้ง 2 คู่ 4 ตนมีนามว่า ไมยราพณ์ แสงอาทิตย์ พญาขร และสัทธาสูร

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

12

ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล นอกจากจะมีจารึกในศาลาหมอนวดและศาลาแม่ซื้อ ที่นี่ยังแผ่นจารึกสำคัญอีกแผ่นหนึ่งคือ แผ่นจารึกเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้เชื่อว่าหลายคนนึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็น “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง…” หลายคนน่าจะร้องอ๋อในทันที เพราะเป็นโคลงที่คุณครูจะสั่งให้ท่องเพื่อสอบเก็บคะแนนสมัยเรียน ผลงานนี้ยังถือเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และได้ถูกจารไว้ที่วัดแห่งนี้ที่ท่านเคยมาครองด้วย

วัดโพธิ์ วัดโพธิ์

13

เราส่งท้ายกิจกรรมกันที่ศาลาแดง อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่ของเขตสังฆาวาส ศาลาแดงนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสี่แยกศาลาแดงหรือ BTS ศาลาแดง แต่เป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้เรียนพระปริยัติธรรม ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังเป็นสถานที่บรรจุพระอังคารของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ ต้นสกุลงอนรถ อังคารของ หม่อมเจ้าแดง งอนรถ บิดาของ หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงษ์ ผู้สร้างศาลาแดงแห่งนี้ และอังคารของ หม่อมเจ้าหญิงอ่าง ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโกเมน กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์ อีกด้วย

วัดโพธิ์

14

แต่ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มีผลงานอีกชิ้นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ หรือสมเด็จครู นายช่างแห่งกรุงสยาม ที่หาชมได้ยากอยู่ด้วย นั่นก็คือ ภาพวาดพระพุทธเจ้ากำลังถูกธิดาพญามารทั้งสาม ได้แก่ ตัณหา ราคา และอรดี ภาพนี้สมเด็จครูเป็นผู้ออกแบบแล้วให้ นายคาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาลีเป็นผู้วาด ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับงานจิตรกรรมภายในพระอุโบสถที่วัดราชาธิวาส แต่ที่นี่นายริโกลีได้ทิ้งลายเซ็นเอาไว้บริเวณมุมขวาล่างของภาพด้วย เป็นเครื่องการันตีว่านี่คือผลงานของเขาตามที่ศิลปินชาวตะวันตกนิยมทำกัน

วัดโพธิ์

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องราวบางส่วนจาก 5 ชั่วโมง ตลอดกิจกรรมนี้ที่ผมได้รับความรู้ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ เพิ่มเติม จากที่ตัวเองก็เคยเข้าออกวัดพระเชตุพนฯ มากกว่า 10 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะได้อะไรใหม่ๆ กลับมาเสมอ สำหรับใครที่สนใจ ไม่จำเป็นต้องรอช่วงเทศกาลหรอกครับ วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้เปิดทุกวัน ถ้าใครพอจะมีเวลาว่างผมอยากให้มาลองสัมผัส ลองมอง วัดโพธิ์ให้ลึกกว่าสถานที่เช็กอินหรือถ่ายรูปชิคๆ อวดกัน แล้วคุณจะเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในความงามของพระอารามหลวงแห่งนี้

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“สยามไปร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 แค่ในนาม ส่งทหารไปฝึกสวนสนามแล้วก็กลับเท่านั้นเอง”

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องนี้เมื่อพูดถึงบทบาทของสยามในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่กิจกรรม Walk with The Cloud 01 ทริปแรกของเราจะพาคุณไปตามหาข้อเท็จจริงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ประโยคข้างต้นนั้น…จริงหรือไม่

ยามบ่ายของวันที่ 5 สิงหาคม 2560 เรามีนัดกับผู้อ่าน The Cloud จำนวนหนึ่งที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ในเขตหอสมุดแห่งชาติ เพื่อเดินชมนิทรรศการ ‘100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1’ แบบสุดพิเศษ โดยมีคิวเรเตอร์ โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา ผู้รับหน้าที่ดูแลภาพรวมของนิทรรศการนี้เป็นผู้นำชมและเล่าเรื่องเบื้องหลังให้ฟังอย่างละเอียด นอกจากคุณโจแล้วยังมี คุณเพชร-สุจิรา ศิริไปล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ให้เกียรติมาให้ความรู้เพิ่มเติมแก่พวกเราในเรื่องที่นอกเหนือไปจากนิทรรศการ เสริมด้วย คุณเชื้อพร รังค วร เช่น ประวัติของหอวชิราวุธานุสรณ์ ไปจนถึงข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งทางการเมืองในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรารวมตัวกันที่หน้าพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องมหาพิชัยยุทธจำลอง (แปลง่ายๆ คือหุ่นขี้ผึ้งของรัชกาลที่ 6 แต่งพระองค์ในชุดพร้อมออกศึกอย่างโบราณแบบเดียวกับที่พระมหากษัตริย์ในอดีตทรงออกไปรบทัพจับศึกนั่นแหละ) ก่อนที่จะเข้ากิจกรรมหลักอย่างเดินดูนิทรรศการนั้นก็ต้องมีการเกริ่นเกี่ยวกับที่มาที่ไปเล็กน้อยเป็นการเปิดงานตามธรรมเนียม ซึ่งขอบอกเลยว่างานนี้สนุกตั้งแต่เปิดเพราะเต็มไปด้วยเกร็ดสนุกมากมาย เริ่มตั้งแต่ประวัติของหอวชิราวุธานุสรณ์ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของหลายฝ่ายเพื่อให้ออกมาสมพระเกียรติที่สุด ไล่ไปจนถึงพระบรมราชะประทรรศนีย์ที่บริเวณชั้น 3 ที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ 100  ปีของพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2524 แน่นอนว่าพระบรมราชะประทรรศนีย์ก็เป็นหนึ่งในคำศัพท์ใหม่ที่เราเรียนรู้สดๆ ร้อนๆ ณ เวลานั้นด้วยว่าหมายถึง Exibition หรือนิทรรศการนั่นเอง

ในสมัยนั้นนิทรรศการนี้ถือเป็นนิทรรศการที่ล้ำสมัยสุดๆ เพราะจัดตั้งขึ้นด้วยแนวคิดว่าจะรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเอาไว้ โดยใช้สื่อต่างๆ นิทรรศการนี้จึงจัดแสดงอย่างน่าสนใจ ไม่ใช่แค่มีบอร์ดให้ความรู้ นิทรรการนี้มีตั้งแต่พระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งที่ปั้นด้วยเทคนิคแบบมาดามทุสโซ ไปจนถึงการฉายภาพซ้อนกันจากโปรเจกเตอร์ถึง 3 ตัวเพื่อให้เกิดมิติ (อย่าลืมว่านิทรรศการนี้มีอายุสามสิบกว่าปีแล้วนะ)

เรียนรู้เกี่ยวกับหอวชิราวุธานุสรณ์กันพอหอมปากหอมคอแล้ว ทั้งคณะจึงย้ายกันเข้าไปยังห้องประชุมอเนกประสงค์ ห้องที่นอกจากจะสร้างไว้เพื่อใช้เป็นห้องประชุม อภิปราย หรือฉายภาพยนตร์แล้ว ยังมีลักษณะเป็นโรงละครเล็กแบบอังกฤษที่สามารถใช้แสดงละครได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องขยายเสียงอีกด้วย สะท้อนถึงพระราชนิยมเรื่องละคร เราเข้าไปในห้องประชุมเพื่อย้อนเวลาในความเงียบกลับไปชมคลิปวิดีโอที่ถ่ายขึ้นจริงๆ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ภาพเคลื่อนไหวขาวดำนี้แสดงให้เห็นตั้งแต่การสวนสนามของทหาร ไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปในค่าย แม้จะไม่ได้เห็นภาพการปฏิบัติหน้าที่จริงๆ แต่ก็แสดงภาพการเดินทางไปรบของทหารไทย ซึ่งจากบันทึกของฝรั่งเศสนั้นระบุว่าเหล่าทหารอาสาของไทยเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ถึงเขตกระสุนตกเลยทีเดียว

หลังจบการชมหนังสั้นเราก็ได้โอกาสชวนคุณโจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา คุยเล็กน้อยเกี่ยวกับบทบาทคิวเรเตอร์ของนิทรรศการครั้งนี้ที่เขาได้รับ ซึ่งเขาก็เล่าให้ฟังถึงความหนักใจจากการที่ไม่เคยรับงานใหญ่ขนาดนี้ การที่ต้องศึกษาทางประวัติศาสตร์อย่างหนักเพื่อจัดนิทรรศการครั้งนี้ขึ้น รวมไปถึงการทับซ้อนกันของประวัติศาสตร์เก่าในยุคสงครามโลก และประวัติศาสตร์ใหม่ในช่วง 30 ปีก่อนที่เกิดจากฝีมือของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ที่พยายามเล่าประวัติศาสตร์ครั้งเก่าในรูปแบบของตนเอง เพราะอย่างไรคุณโจก็เห็นว่าพิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากกว่าจะเป็นแค่การรวบรวมสิ่งของในอดีตเท่านั้น

นอกจากนี้คุณโจยังเล่าเรื่องสนุกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดนิทรรศการ ‘100 ปี สยามกับสงครามโลกครั้งที่ 1’ ให้เราฟังอีกหลายเรื่องด้วยกัน นับตั้งแต่เริ่มหาข้อมูลที่เขาพบว่ามีข้อมูล 2 ชุดที่แตกต่างกันสุดขีดอยู่ คือข้อมูลที่สนับสนุนการเข้าร่วมสงครามโลกของสยามว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและชาญฉลาด กับข้อมูลอีกชุดที่พยายามบอกว่าการเข้าร่วมสงครามนี้เป็นความสิ้นเปลือง และเป็นความพยายามเอาหน้าของสยามที่เข้าร่วมสงครามเมื่อสงครามใกล้จบแล้ว ไม่ได้มีบทบาทในสงคราม แต่กลับได้อยู่ในประเทศผู้ชนะสงครามเสียอย่างนั้น

เมื่อศึกษาหลักฐานเหล่านี้แล้วคุณโจกลับพบว่าหลักฐานเหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานชั้นรอง เกิดจากการบอกเล่าต่อๆ กันมารวมไปถึงใส่ความเห็นของผู้รวบรวมลงไปทั้งสิ้น ไม่มีหลักฐานชั้นต้นที่เกิดขึ้นในเวลาที่เกิดสงครามโลกจริงๆ เลย เมื่อเขาคิดว่าพิพิธภัณฑ์ที่ดีในสายตาของเขาคือแหล่งที่เล่าเรื่องราวจากหลักฐานโดยไม่ใส่ความเห็น รวมไปถึงมุมมองของคิวเรเตอร์ผู้จัดลงไปแม้แต่น้อย เปิดโอกาสให้ผู้ชมคิดตีความเอาเองว่าจะเลือกเชื่อสิ่งใด กระบวนการตามหาหลักฐานชั้นต้นจึงเกิดขึ้น

การตามหาหลักฐานชั้นต้นที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้วนั้นก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร คุณโจเริ่มจากให้น้องสาวซึ่งเรียนอยู่ที่ปารีสนั้นไปควานหาเข็มจากในร้านหนังสือเก่า โดยมีโจทย์ว่าให้หาหนังสือใดก็ได้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ส่วนวิธีการก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าค่อยๆ พลิกไปทีละเล่ม ทีละหน้า โชคดีที่ระบบเก็บข้อมูลของฝรั่งเศสนั้นค่อนข้างดี เพียงแค่วันแรกน้องสาวของคุณโจก็พบหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับวันฉลองชัยเอาไว้ แต่ถึงจะโชคดีในวันแรก กระบวนการนี้ก็ยังต้องดำเนินต่อไปถึง 2 เดือน และเป็น 2 เดือนที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก ทั้งโดนหลอกจากหนังสือที่เนื้อในไม่ตรงปก ไปจนถึงการเจอหนังสือเล่มที่ต้องการแต่หน้าที่ต้องการกลับหายไปเพียงหน้าเดียว

แม้จะเป็นเรื่องของสยามแต่การค้นคว้าที่ฝรั่งเศสคราวนี้ก็ให้ข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะเป็นมุมมองของนานาประเทศที่มองสยามจากการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งนั้น ทั้งความสนใจของอังกฤษต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์สยามผู้เป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ ฝรั่งเศสซึ่งยึดครองอาณานิคมแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่จึงเห็นว่าสยามเป็นเพื่อนบ้าน รวมไปถึงความเห็นจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเยอรมนีที่เย้ยหยันสยามอยู่หน่อยๆ แต่ในเหตุการณ์เดียวกันนั้นก็จะเห็นความพยายามแก้ข่าวให้สยามจากฝั่งสัมพันธมิตร เช่นข้อหาที่ว่าทหารของสยามนั้นล้าหลังซึ่งก็ได้อังกฤษแก้ต่างให้ว่าสยามปฏิรูปการทหารมาตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ซึ่งความสนใจของนานาประเทศนี้ก็แสดงให้เห็นความสำคัญของสยามนับตั้งแต่ยังวางตัวเป็นกลางไปจนถึงวันที่ตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม

คุณโจชี้ให้เราเห็นว่าท่ามกลางที่ตั้งของสยามที่รายล้อมด้วยอาณานิคมของฝ่ายสัมพันธมิตร สยามกลับวางตัวเป็นกลางและต้อนรับชาวเยอรมนีมากมายที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งต่างๆ ทั้งรับราชการและทำงานเอกชนสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรหวาดกลัวว่าสยามจะเข้าร่วมกับเยอรมนี อย่างไรก็ตามเมื่อสยามเห็นเยอรมนีเริ่มทำตัวไร้ศีลธรรมและล่มเรือลูซิเทเนียซึ่งไม่ใช่เรือทางการทหาร สยามจึงตัดสินใจร่างคำประกาศสงครามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรทันทีส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายและจับกุมชาวเยอรมนีในประเทศมากมาย ซึ่งเอกสารคำประกาศสงครามครั้งนี้ก็ถือเป็นหลักฐานชั้นต้นอีกชิ้นหนึ่งที่คุณโจเลือกใช้งาน จากหลักฐานชั้นต้นทั้งในและนอกประเทศนี้ก็ช่วยทำให้ภาพรวมของสยามในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่จะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการเริ่มชัดเจนขึ้น

หลังจากนั่งฟังบรรยายมาพอสมควรจึงได้เวลาที่คุณโจจะนำเราเดินชมนิทรรศการของจริงเสียที ซึ่งหลังจากฟังเบื้องหลังการจัดงานแล้วก็ทำให้เราเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งของที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการสามารถอ่านได้ที่บทความ Siam and World War I 100 ปีผ่านไป สงครามโลกครั้งที่ 1 ทิ้งอะไรไว้ให้ไทยบ้าง ซึ่งคุณก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารของเรา ได้มีโอกาสไปคุยกับคุณโจไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งนิทรรศการนี้ยังไม่เปิดจัดแสดง

หลังจากเต็มอิ่มกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ตลอดบ่ายแล้ว ก็ได้เวลาที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับพร้อมข้อมูลดีๆ ที่อัดเต็มพร้อมให้เรากลับไปคิดและวิเคราะห์เองต่อว่าเมื่อฟังจบแล้วเราเลือกที่จะเชื่อข้อมูลชุดไหน สยามเข้าร่วมสงครามโลกแค่ในนามหรือเปล่า? สยามคิดถูกหรือไม่ที่เข้าร่วมสงครามโลกในครั้งนั้น?

ใครที่ไม่อยากพลาดกิจกรรมดีๆ แบบนี้อย่าลืมติดตามกิจกรรม Walk with The Cloud ว่าครั้งต่อไปเราจะพาคุณไปเดินแบบพิเศษสุดๆ ที่ไหน ได้ที่ readthecloud.co หรือFacebook The Cloud

Writer

‎chananya techajaksemar‎

มนุษย์ติดโซเชียลที่ชอบเล่าและเม้าท์มอยวรรณคดีเพื่อความบันเทิง ที่สำคัญชอบเนียนโฆษณาชาแนล Point of View และหนังสือวรรณคดีไทยไดเจสต์ของตัวเองเป็นที่สุด

Photographers

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

‎chananya techajaksemar‎

มนุษย์ติดโซเชียลที่ชอบเล่าและเม้าท์มอยวรรณคดีเพื่อความบันเทิง ที่สำคัญชอบเนียนโฆษณาชาแนล Point of View และหนังสือวรรณคดีไทยไดเจสต์ของตัวเองเป็นที่สุด

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load