12 พฤศจิกายน 2561
13 K

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud : Night at the Temple เป็นการชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (เชตุพน อ่านว่า เชด-ตุ-พน) หรือวัดโพธิ์ ยามราตรีในบรรยากาศแบบงานวัดระหว่างงานสมโภช 230 ปีวัดโพธิ์ และเรียนรู้สรรพศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

กิจกรรมนี้มีวิทยากรสำคัญ 2 ท่านดูแลคนละฝั่ง ได้แก่ พระครูวินัยธรกิตติศักดิ์ โคตมสีสฺโล (ศ.สียวน) เป็นวิทยากรฝ่ายสังฆาวาส และ พระอาจารย์วรวัฒน์ วรวฑฺฒโน เป็นวิทยากรฝ่ายพุทธาวาส ตลอดเวลา 5 ชั่วโมง ผมและผู้ร่วมทริปได้รับความรู้มากมายหลายศาสตร์ในวันเดียว ชนิดที่ว่าถ้าเอาทั้งหมดมาเขียนก็จะกลายเป็นรายงาน 20 หน้ากระดาษแน่นอน ผมเลยขอจัดไฮไลต์สัก 14 เรื่องทั้งที่ผมได้จากวิทยากรและข้อสังเกตส่วนตัวระหว่างกิจกรรมนี้ครับ

วัดโพธิ์ วัดโพธิ์

1

เราจะมาเริ่มที่จุดสตาร์ทของเรา นั่นก็คือ ‘ตำหนักวาสุกรี’ Unseen ของวัดพระเชตุพนฯ เป็นตำหนักที่เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี) สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระโกศทรงฝรั่งบรรจุพระอัฐิของพระองค์ท่าน ตัวพระโกศปัจจุบันตั้งอยู่บนฐานแบบบุษบกเกรินซึ่งเป็นของที่สร้างขึ้นในภายหลัง มีเบญจปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 5 ชั้นประทับอยู่เหนือพระโกศตามฐานันดรของพระองค์ท่าน

วัดโพธิ์

2

ภายในตำหนักวาสุกรีแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ท้องพระโรงซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระโกศบรรจุอัฐิ ห้องพระบรรทมซึ่งพระแท่นบรรทมเดิม และห้องทรงพระอักษรที่มีโต๊ะทรงพระอักษรและพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 5 เอาไว้ เรียกได้ว่ายังรักษาบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

3

ภายในพื้นที่ท้องพระโรงยังจัดแสดงโบราณวัตถุมากมาย ทั้งเครื่องตั้งบูชาแบบจีน เครื่องถ้วย และพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รวมถึงพระพุทธรูปหลายองค์ โดยองค์ที่มีความน่าสนใจก็คือ พระพุทธรูปแม่ศรีมหาตา พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรศิลปะสุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ฐานขององค์พระพุทธรูปมีจารึกระบุนามของผู้สร้าง คือ พระเจ้าแม่ศรีมหาตา ที่ตั้งความปรารถนาว่าอยากจะเป็นบุรุษและได้เกิดทันยุคพระศรีอาริย์

จะเห็นว่าคนสมัยก่อนมักปรารถนาไปให้ถึงยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นยูโทเปีย (Utopia) ของชาวพุทธ เหมือนที่เราจะได้ยินในบทไหว้พระจุฬามณีว่า “ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วหมู่มาร ขอให้ทันพระศรีอาริย์” แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เราจะเห็นว่าผู้หญิงสมัยก่อนปรารถนาจะเป็นผู้ชาย เพื่อสามารถบวชเป็นพระภิกษุได้ ในขณะที่ในยุคนี้มีทั้งผู้ชายอยากเป็นผู้หญิงและผู้หญิงอยากเป็นผู้ชาย

วัดโพธิ์

4

บริเวณคณะเหนือ ที่ตั้งของตำหนักวาสุกรี ก็เป็นที่ตั้งของหอไตรประจำคณะเหนือ หอไตรที่ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจ บอกเล่าเรื่องราวที่หาชมที่อื่นไม่ได้ เช่น กลุ่มดาวต่างๆ ตำราดูสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นช้าง ม้า หรือแม้แต่แมว รวมไปถึงภาพจับรามเกียรติ์ แต่น่าเสียดายว่าในกิจกรรมนี้เราไม่ได้เข้าไปชมข้างใน ทว่าผมเคยมีโอกาสได้เข้าไปชมข้างในครั้งหนึ่ง เลยขอนำภาพภายในมาให้ชมสักเล็กน้อยครับ

วัดโพธิ์

ภาพ: ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล
5

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า (ปัจจุบันคือวัดคูหาสวรรค์) ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีสูง บริเวณผ้าทิพย์ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคารของรัชกาลที่ 1 แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บริเวณฐานชุกชีชั้นล่างเป็นสถานที่ประดิษฐานผ้าไตรซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 แด่พระพุทธเทวปฏิมากร พร้อมกับเครื่องอัฐบริขารอื่นๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

วัดโพธิ์

6

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าฐานชุกชีของพระพุทธเทวปฏิมากรสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ซึ่งมีการตกแต่งที่แสดงให้เห็นถึงเขาพระสุเมรุ ชั้นล่างมีรูปยักษ์แบกซึ่งแทนพิภพอสูร ชั้นกลางเป็นรูปครุฑแบกซึ่งแทนป่าหิมพานต์ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ ชั้นบนเป็นรูปเทวดาแบกซึ่งแทนสวรรค์

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

7

บริเวณโดยรอบพระอุโบสถมีแผ่นหินที่แกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งมีมากถึง 152 แผ่น ทุกแผ่นมีโคลงกำกับไว้ แต่น่าเสียดายว่าโคลงเหล่านี้เกือบทั้งหมดลบเลือนไปสิ้นแล้ว โดยเล่าเรื่องตั้งแต่ทศกัณฑ์ลักพาตัวนางสีดา ไปจนถึงตอนหนุมานประหารสหัสเดชะ ภาพเหล่านี้เคยถูกคัดลอกและกลายเป็นสินค้าที่ระลึกมีชื่อเสียงของวัดนี้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ปัจจุบันก็ยังมีพ่อค้าหน้าวัดโพธิ์บางส่วนยังขายภาพที่ได้จากแผ่นหินสลักชุดนี้อยู่ แต่ไม่ได้คัดลอกกับแผ่นหินของจริงแล้ว

วัดโพธิ์

8

อีกหนึ่งมหาอาคารขนาดใหญ่ของวัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ก็คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ หรือวิหารพระนอน นั่นเอง ภายในนอกจากจะมีพระพุทธไสยาสน์ที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวไม่เหมือนใครอย่างประวัติภิกษุณี หรือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ที่นี่ยังมีแผ่นจารึกเปล่าที่โดยรอบตกแต่งไว้สวยงาม แต่แผ่นหินตรงกลางกลับไม่มีข้อความใดๆ ซึ่งอันที่จริงข้อความสำหรับจารลงบนแผ่นหินนี้ได้ถูกตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีการผลัดแผ่นดิน แผ่นจารึกก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ คงไว้เพียงข้อความสำหรับตระเตรียมซึ่งจัดแสดงเอาไว้ตรงข้ามกับแผ่นจารึกนี้เท่านั้น

วัดโพธิ์

9

ใกล้กับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีวิหารเก๋ง วิหารทรงจีนซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังที่แม้จะลบเลือน แต่โคลงดั้นปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส บอกเราว่า ภาพเหล่านี้ถูกวาดโดยช่างชาวจีน เป็นเรื่องราวมหากาพย์จีนอย่าง สามก๊ก โดยภาพเท่าที่ยังเหลืออยู่เป็นตอนโจโฉแตกทัพเรือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฉากที่คนไทยจดจำได้มากที่สุด พอลองมองใกล้ๆ จะยังพอเห็นภาพสำคัญบางภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น ขงเบ้งทำพิธีเรียกลม เป็นต้น

วัดโพธิ์

ภาพ: ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล
10

ไม่เพียงแต่จิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก เท่านั้น ภายในอาคารหลังนี้ยังนำผลงานศิลปะเนื่องในงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2018 อยู่ด้วย ซึ่งภายในวัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ยังมีอีกหลายชิ้น ทั้งที่สระจระเข้ บริเวณเขามอหน้าพระวิหารทิศ หรือแม้แต่ก่อนเข้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เท่ากับว่านอกจากเราจะมาชมความงามแบบโบราณแล้ว ยังได้ชมความงามแบบร่วมสมัยไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่ามา 1 ได้ถึง 2 เลยทีเดียว

วัดโพธิ์

11

ถ้าเราพูดถึงยักษ์วัดแจ้ง เราจะนึกถึงยักษ์ใหญ่ 2 ตนที่ยืนเฝ้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดอรุณฯ แต่ถ้าเราพูดถึงยักษ์วัดโพธิ์ หลายคนจะบอกว่า “ก็ตุ๊กตาจีนพวกนั้นไง” หารู้ไม่ว่ายักษ์วัดโพธิ์ที่แท้จริงนั้นก็เป็นยักษ์แบบเดียวกับยักษ์วัดแจ้ง เป็นยักษ์แบบไทยหาใช่ตุ๊กตาจีนไม่ โดยยักษ์วัดโพธิ์แต่เดิมมี 4 คู่ แต่เนื่องจากซุ้มประตูด้านหนึ่งถูกรื้อเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันจึงเหลืออยู่เพียง 2 คู่ ยืนเฝ้าประตูทางเข้าหอไตรจตุรมุขเอาไว้ โดยทั้ง 2 คู่ 4 ตนมีนามว่า ไมยราพณ์ แสงอาทิตย์ พญาขร และสัทธาสูร

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

12

ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล นอกจากจะมีจารึกในศาลาหมอนวดและศาลาแม่ซื้อ ที่นี่ยังแผ่นจารึกสำคัญอีกแผ่นหนึ่งคือ แผ่นจารึกเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้เชื่อว่าหลายคนนึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็น “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง…” หลายคนน่าจะร้องอ๋อในทันที เพราะเป็นโคลงที่คุณครูจะสั่งให้ท่องเพื่อสอบเก็บคะแนนสมัยเรียน ผลงานนี้ยังถือเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และได้ถูกจารไว้ที่วัดแห่งนี้ที่ท่านเคยมาครองด้วย

วัดโพธิ์ วัดโพธิ์

13

เราส่งท้ายกิจกรรมกันที่ศาลาแดง อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่ของเขตสังฆาวาส ศาลาแดงนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสี่แยกศาลาแดงหรือ BTS ศาลาแดง แต่เป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้เรียนพระปริยัติธรรม ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังเป็นสถานที่บรรจุพระอังคารของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ ต้นสกุลงอนรถ อังคารของ หม่อมเจ้าแดง งอนรถ บิดาของ หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงษ์ ผู้สร้างศาลาแดงแห่งนี้ และอังคารของ หม่อมเจ้าหญิงอ่าง ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโกเมน กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์ อีกด้วย

วัดโพธิ์

14

แต่ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มีผลงานอีกชิ้นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ หรือสมเด็จครู นายช่างแห่งกรุงสยาม ที่หาชมได้ยากอยู่ด้วย นั่นก็คือ ภาพวาดพระพุทธเจ้ากำลังถูกธิดาพญามารทั้งสาม ได้แก่ ตัณหา ราคา และอรดี ภาพนี้สมเด็จครูเป็นผู้ออกแบบแล้วให้ นายคาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาลีเป็นผู้วาด ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับงานจิตรกรรมภายในพระอุโบสถที่วัดราชาธิวาส แต่ที่นี่นายริโกลีได้ทิ้งลายเซ็นเอาไว้บริเวณมุมขวาล่างของภาพด้วย เป็นเครื่องการันตีว่านี่คือผลงานของเขาตามที่ศิลปินชาวตะวันตกนิยมทำกัน

วัดโพธิ์

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องราวบางส่วนจาก 5 ชั่วโมง ตลอดกิจกรรมนี้ที่ผมได้รับความรู้ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ เพิ่มเติม จากที่ตัวเองก็เคยเข้าออกวัดพระเชตุพนฯ มากกว่า 10 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะได้อะไรใหม่ๆ กลับมาเสมอ สำหรับใครที่สนใจ ไม่จำเป็นต้องรอช่วงเทศกาลหรอกครับ วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้เปิดทุกวัน ถ้าใครพอจะมีเวลาว่างผมอยากให้มาลองสัมผัส ลองมอง วัดโพธิ์ให้ลึกกว่าสถานที่เช็กอินหรือถ่ายรูปชิคๆ อวดกัน แล้วคุณจะเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในความงามของพระอารามหลวงแห่งนี้

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“พระองค์ทรงแสดงพระราชโทมนัสมาก ถึงแก่รับสั่งว่า ต่อไปข้างหน้าเขาคงพากันติฉินว่าสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ นี้ ช่างโปรดตึกฝรั่งเสียจริงๆ”

พระที่นั่งอนันตสมาคม

รัชสมัยอันยาวนานและรุ่งโรจน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับประดาอะร้าอร่ามไปด้วยความศิวิไลซ์ในแบบตะวันตก พระราชดำรัสดังกล่าวบันทึกไว้โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งวางแผนการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ‘ตึกฝรั่ง’ ที่ยืนยงยิ่งใหญ่ที่สุดในสยาม ซึ่ง The Cloud ได้จัดทริปพาผู้คนไปชมในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาในชื่อ ‘กาลครั้งหนึ่งในพระที่นั่งอนันตสมาคม’

โครงการครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็นโครงการอภิมหา Mega Project เพราะเป็นการก่อสร้างที่ซับซ้อนสูงสุดและมีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่สยามเคยมีมา จนถึงวันนี้ ที่แห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 6 แผ่นดิน เป็นฉากสำคัญในหลายหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ ทั้งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นรัฐสภาแห่งแรก อีกทั้งเป็นสถานประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น การเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชรครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2549

 

Name of Throne (Hall)

ย้อนเวลากลับไปสู่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พระบรมมหาราชวังหรือวังหลวง ที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์มีอายุการใช้งานมามากกว่าร้อยปี อีกทั้งยังเริ่มจะอึดอัดและคับแคบ มีหลักฐานบันทึกว่าวังหลวงในสมัยนั้นเป็นที่พำนักของผู้อาศัยมากถึงประมาณ 30,000 ชีวิต ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริที่จะย้ายไปประทับยังสถานที่ใหม่อันกว้างขวางและปลอดโปร่ง และนี่ก็ต้นกำเนิดของสวนดุสิต พระราชฐานที่ประทับถาวรแห่งใหม่ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แบบที่เรียกว่า avenue อย่างยุโรปนั้นก็ตัดขึ้นในตอนนี้ เพื่อเป็นทางเสด็จฯ จากวังหลวงไปยังพระราชฐานแห่งความอภิรมย์แห่งใหม่

ปี 2450 หลังจากทรงเสด็จฯ กลับจากยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะสร้าง ‘ห้องรับแขก’ สำหรับสวนดุสิตให้ยิ่งใหญ่กว้างขวาง เป็นหน้าเป็นตาสำหรับรับรองแขกบ้านแขกเมืองในภายภาคหน้า ทรงรำลึกถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งองค์เก่าที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาของพระองค์ ทรงสร้างไว้ในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งองค์นี้ได้ใช้เป็นท้องพระโรงรับพระราชอาคันตุกะสำคัญๆ ในกาลก่อน แต่ต่อมาทรุดโทรมจนต้องรื้อลง ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำรินำชื่อเดิมมาใช้เป็นชื่อของพระที่นั่งองค์ใหม่อีกครั้ง

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ภาพวาดราชทูตฝรั่งเศสสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม วาดเมื่อปี 2409 – 2410 ปัจจุบันแขวนอยู่ ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท   (ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง)

พระที่นั่งอนันตสมาคม

รัชกาลที่ 5

ภานในพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม / พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระเยาว์ประทับ ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม (ภาพจาก www.silpa-mag.com)

Form of Throne (hall)

พระที่นั่งอนันตสมาคม

เมื่อพูดถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม เรามักจะนึกถึงตึกหินอ่อนทรงยุโรปสุดอลังการ เเรกเริ่มเดิมทีแล้วสมเด็จพระปิยมหาราชทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างอาคารนี้เป็นตึกใหญ่แบบไทย แต่ติดปัญหาตรงที่ในขณะนั้นนายช่างราชสำนักที่จะออกแบบสถาปัตยกรรมไทยใหญ่โตขนาดนี้ได้ เหลืออยู่เพียงท่านเดียวเท่านั้น เกินกำลังที่จะรับผิดชอบได้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมด จึงทรงเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก และโปรดฯ ให้คณะช่างชาวยุโรป (โดยเฉพาะชาวอิตาเลียน) เป็นผู้ทำงานวิศวกรรม งานออกแบบ รวมถึงงานตกแต่ง จุดที่น่าสนใจคือ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) หัวหน้าคณะสถาปนิกและผู้ออกแบบตกแต่งของโครงการนี้ มีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น! มาริโอเข้ารับราชการที่กระทรวงโยธาธิการตั้งแต่อายุ 23 และเป็นสถาปนิกคนสำคัญที่รังสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่างห้องสมุดเนลสันเฮย์ พระที่นั่งอัมพรสถาน สถานีรถไฟหัวลำโพง หรือทำเนียบรัฐบาล

ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนำเข้าจากเหมืองหินอ่อนคุณภาพดีที่สุดส่งตรงจากอิตาลี รังสรรค์ขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบแบบผสมผสาน ประกอบด้วยความโอฬารแบบเรเนซองส์ สง่างามแบบนีโอคลาสสิกตบแต่งภายมลังเมลืองในแบบบาโรก โดมของพระที่นั่งได้รับแรงบันดาลใจจากโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งกรุงวาติกันและมหาวิหารเซนต์พอลแห่งกรุงลอนดอน ผังของอาคารมีรูปแบบคล้ายคลึงผังศาสนสถานตะวันตก  

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ผังของมหาวิหารเซนต์พอล (ซ้าย) เทียบกับผังพระที่นั่งอนันตสมาคม

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างครั้งนี้ล้วนเป็นของมีค่าควรเมืองที่คัดเเล้วคัดอีกมาจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลก อย่างกระเบื้องปูพื้นจากเมืองเวียนนา ผ้าม่านจากเมืองแมนเซสเตอร์ ประติมากรรมจากเมืองฟลอเรนซ์ เล่ากันว่าทุกคราวที่วัสดุจากยุโรปมาถึงท่าเรือ Bangkok Dock ในหลวงรัชกาลที่ 5 จะเสด็จฯ ไปตรวจตราโดยพระองค์เองด้วยความชื่นพระทัยทุกครั้งไป แต่เรื่องแสนเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ สวรรคตไปเสียก่อนที่จะได้ทรงเห็นองค์พระที่นั่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ การก่อสร้างกินเวลาทั้งสิ้น 8 ปี ใช้งบประมาณทั้งหมด 15 ล้านบาทตามค่าเงินในสมัยนั้น

รูปปั้น

ประติมากรรมหินอ่อนชื่อ Menaceo ที่ฐานสลักชื่อศิลปิน A. Gostoli และ G. Trentanove ปัจจุบันตั้งอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงซื้อจากเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี (ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง)

ถึงแม้จะตั้งตระหง่านคู่ไทยมามากกว่า 100 ปี แต่จากข้อมูลทางวิศวกรรมฐานรากพบว่าองค์พระที่นั่งทรุดลงเดือนละประมาณ 1 มิลลิเมตร และในขณะนี้พบว่าได้ทรุดตัวไปแล้วมากกว่า 1 เมตร จากระดับเดิมแรกสร้าง

 

Tale of Throne

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (ภาพจากหนังสือที่ระลึกครบ 100 ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ท่ามกลางศิลปกรรมอันสูงค่า พระแท่นราชบัลลังก์ตั้งประดิษฐานเป็นศูนย์กลางองค์พระที่นั่ง กางกั้นด้วยฉัตรขาว 9 ชั้น (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘นพปฎลมหาเศวตฉัตร’ นพ = 9, ปฎล = ชั้น, เศวต = สีขาว, ฉัตร = ร่ม) สำหรับความหมายของฉัตร 9 ชั้นนั้นมีการตีความที่หลากหลาย คติที่สนใจก็คือ 9 ชั้น หมายถึงพระราชาเปรียบประดุจร่มชั้นล่างสุดที่กว้างขวางแผ่รับประชาชนไว้ทั้ง 8 ทิศ เดิมทีฉัตรเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ที่ถือว่ามีความสำคัญสูงสุดตามคติพราหมณ์ ก่อนที่แนวคิดแบบฝรั่งที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับมงกุฎจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่

จากรูปด้านบนจะมองเห็นรางม่านที่ใช้งานจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนิน ม่าน (ราชาศัพท์เรียกว่าพระวิสูตร) จะถูกปิดไว้ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จประทับบนพระราชอาสน์เรียบร้อยแล้วเจ้าพนักงานจึงให้สัญญาณประโคมเปิดพระวิสูตร จนกว่าจะเสร็จพระราชกรณียกิจเจ้าพนักงานจึงปิดพระวิสูตร ตามประเพณีสมัยก่อนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลุกจากพระราชอาสน์และเสด็จฯ ออกไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานจะต้องเปิดม่านอีกครั้ง เผยให้เห็นราชบัลลังก์ที่ว่างเปล่า เป็นนัยว่าองค์พระมหากษัตริย์ผู้เป็นสมมติเทพเสด็จฯ ล่องลอยกลับพระวิมานบนสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว

ย้อนเวลากลับไปยังสมัยรัชกาลที่ 3 มีตำนานเล่าว่า วชิรญาณเถระ (ผู้ที่จะลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติเป็นในหลวงรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา) เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อผ่านเนินปราสาท ณ เมืองเก่าสุโขทัย นอกจากจะทรงค้นพบศิลาจารึกหลักที่ 1 ต้นกำเนิดอักษรไทยอันลือเลื่องแล้ว ยังมีโบราณวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ทรงพบในคราวนั้น เป็นแท่นหินโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นแท่นเสด็จออกราชการของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดังที่ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า “ขะดานหินนี้มีชื่อว่ามนังศิลาบาตร” “พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขดารหิน ให้ฝูงลูกเจ้าขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง” เมื่อเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ได้ทรงเชิญวัตถุสองสิ่งนี้ลงมาด้วย

เมื่อคราวสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมสำเร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างฐานรองรับพระแท่น และทรงอัญเชิญพระแท่นมนังคศิลามาประดิษฐานเป็นพระราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่งองค์นี้

พระแท่นมนังคศิลา

เรื่องราวของแท่นบัลลังก์หินอันมีประวัติเก่าแก่ของกษัตริย์ทำให้เรานึกถึง หินแห่งสโคน (Stone of Scone) หนึ่งในโบราณวัตถุที่เกี่ยวพันกับราชบัลลังก์อังกฤษ หินแห่งสโคน หรือที่อาจจะรู้จักกันในชื่อ หินแห่งชะตา (Stone of Destiny)  หรือหินราชาภิเษก (Stone of Coronation) เป็นแท่นหินเก่าแก่ที่กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ในกาลก่อนใช้เป็นที่นั่งสวมมงกุฎในพิธีราชาภิเษก ใน ค.ศ. 1296 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 กษัตริย์นักบุญแห่งอังกฤษ ได้ยึดแท่นหินนี้มาและนำไปใส่ไว้ใต้ที่นั่งของบัลลังก์เซนต์เอ็ดเวิร์ด (St Edward’s Chair) หรือที่รู้จักกันในนามบัลลังก์ราชาภิเษก (Coronation Chair) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรทุกพระองค์จะทรงประทับสวมมงกุฎบนบัลลังก์เหนือแท่นหินแห่งสโคน เป็นการแสดงพระราชอำนาจเหนืออาณาจักร (และพระราชาทั้งหลายแห่ง) สกอตแลนด์ ในทำนองเดียวกัน เมื่อพระมหากษัตริย์สยามทรงประทับเหนือพระแท่นมนังคศิลาที่เชื่อกันว่าเป็นของมหาราชผู้เป็นต้นแบบของกษัตริย์ผู้เลิศทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งทางบู๊และทางบุ๋น ก็อาจเน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความชอบธรรมอันช้านานของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทในการปกครองนับเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย

บัลลังก์

หินแห่งสโคนถูกใส่ไว้ใต้ที่นั่งของบัลลังก์ราชาภิเษก (ภาพจาก flickr.com)

สมเด็จพระราชินิเอลิซาเบ็ธที่ 2

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ 2 ประทับบัลลังก์ราชาภิเษก ในพระราชพิธีราชาภิเษก  (ภาพจาก   cdn.images.express.co.uk)

หลังจากที่จากบ้านจากเมืองมาเกือบพันปี หินแห่งสโคนได้กลับคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินเกิดอีกครั้ง ในปี ค.ศ.1996 เมื่อรัฐบาลอังกฤษมีมติให้ส่งหินกลับไปเก็บรักษาที่สกอตแลนด์ โดยมีข้อแม้ว่าแท่นหินนี้จะต้องถูกส่งกลับมาอีกเมื่อมีการจัดพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งหน้า

  เช่นเดียวกับหินแห่งสโคน พระแท่นมนังคศิลามิได้ประดิษฐานอยู่ตลอดกาล ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ก่อนวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าไว้ในบันทึกความทรงจำของท่านว่า

“ในหลวงท่านทรงสั่งว่าให้ยกพระแท่นมนังคศิลาซึ่งเป็นของพระร่วงเจ้าไปเสียในวังหลวง อย่าให้ท่านประทับ และพระสังวาลย์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 อย่าหยิบมาให้ท่านทรงในวันนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์นี้ท่านได้กู้บ้านกู้เมืองมา ฉันเป็นผู้ที่จะพาไป… (ต้นฉบับเซนเซอร์ไว้) จึงไม่สมควรจะนั่งและใส่ของๆ ท่าน

และในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น ก็ประทับบนพระแท่นที่จำลองไว้จริงๆ … ทรงรำพันอยู่เสมอว่า ฉันกลัวตายไปเจอะปู่ย่าตายายเข้าจริงๆ ท่านคงคงจะกริ้วว่ารับของท่านไว้ไม่อยู่เป็นแน่”

พระที่นั่งอนันตสมาคม

พิธีพระราชทานรัฐธรรมนูณฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475 (ภาพจาก www.silpa-mag.com)

ในคราวปฏิสังขรณ์พระบรมมหาราชวังครั้งใหญ่ในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เมื่อปี 2525 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชบัญชาให้นำพระแท่นมหนังคศิลามาประดิษฐานจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สามารถเข้าชมได้จนถึงทุกวันนี้

 

Self-portrait of Siam

นานาอารยประเทศล้วนมีงานศิลปะชั้นเอกเป็นที่เชิดหน้าชูตา หากลองนึกภาพวาดที่เป็น masterpiece ของไทยน่าจะเป็นชิ้นไหนบ้าง? สำหรับงานศิลปะไทยประเพณีที่เรานึกถึงน่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงวัดพระแก้ว เป็นภาพยาวเฟื้อยเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่นึกถึงต่อไปก็คงจะเป็นภาพวาดที่พระที่นั่งอนันตสมาคมนี่แหละ เพราะช่างแปลกตาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน การชมพระที่นั่งเป็นประสบการณ์ที่ต่างไปจากการท่องเที่ยวที่ใดในไทย เพราะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการไปชมพระราชวังในยุโรป ภาพเขียนแบบตะวันตกขนาดใหญ่ใต้โดมนี่เองที่สร้างบรรยากาศเหล่านั้นให้บังเกิดขึ้น

ท้องเรื่องในภาพวาดเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ออกแบบและเขียนขึ้นโดยความคิดและฝีมือของศิลปินชนชาติที่เรายกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางศิลปะอย่างอิตาเลียน (ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาอนุมัติจากรัฐบาลสยามอยู่ดี) ศรัณย์ ทองปาน วิเคราะห์ไว้ว่าจิตรกรรมชุดนี้เปรียบได้กับภาพเหมือนตนเอง (Self-portrait) ขนาดยักษ์ที่สยามคัดลือกเรื่องราวและมุมมองที่ดีที่สุดนำมาจัดแสดงเพื่อประกาศฐานะรัฐสมัยใหม่และประกาศรสนิยมอันเลิศเลอของตนในเวทีโลก

5 ภาพเขียนปูนแห้งขนาดมหึมานำเสนอเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยพระมหากษัตริย์ 6 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มจากภาพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจล ณ กรุงธนบุรี ก่อนที่จะปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า

“สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก ให้ตรวจเตรียมพลโยธาหาญพร้อมแล้ว ให้เอาช้างเข้าเทียบเกย แล้วขึ้นบนเกยจะขี่ช้างในเวลานั้นบังเกิดศุภนิมิตร์เปนมหัศจรรย์ ปรากฏแก่ตาโลกย์ เพื่อพระราชกฤษฎีกาเดชานุภาพพระบารมี จะถึงมหาเสวตร์ราชาฉัตร์ บันดานให้พระรัศมีโชติ์ช่วง แผ่ออกจากพระกายโดยรอบ เห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพ บันดารี้พลนายไพร่ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ชวนกันยกมือขึ้นถวายบังคมพร้อมกัน แล้วเจรจากันว่า เจ้านายเราคงมีบุญเปนแท้ กลับเข้าไปครั้งนี้จะได้ผ่านพิภพเปนมั่นคง … ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวว่า ครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบแล้ว แผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเปนศุขสืบไป”

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

ด้านทิศตะวันออกเป็นโดมใหญ่รูปวงรี กลางภาพเป็นพื้นที่ท้องฟ้า ฟากหนึ่งเป็นภูมิทัศน์ฝั่งธนบุรี ปรากฏภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เสด็จฯ โดยกระบวนราบผ่านพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่กำลังก่อสร้าง ด้านตรงข้ามเป็นภูมิทัศน์ฝั่งพระนคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จฯ ผ่านป้อมเผด็จดัสกร หนึ่งในป้อมบนกำแพงวังหลวงที่ทรงสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

สุดทางอีกด้านหนึ่งของโดมวงรี ด้านทิศตะวันตกปรากฏภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เบื้องหน้าพระพุทธรูปมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประทับเป็นประธาน รอบล้อมด้วยพระภิกษุกับทั้งนักบวชหลากชาติหลากศาสนา ด้านทิศตะวันตกซึ่งปกติถือว่าเป็นทิศที่ไม่เป็นมงคลนัก อาจสัมพันธ์กับการตั้งภาพสิ่งที่เป็นมงคลอย่างพระพุทธรูปเพื่อแก้เคล็ด อีกทั้งยังสัมพันธ์กับความที่สยามก้าวไปสู่ความเป็นตะวันตกในสมัยนี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพโดมตะวันออก จะเห็นด้ว่าโดมตะวันออกแสดงภาพท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง การที่ศิลปินให้พื้นหลังของโดมตะวันตกเป็นสีมืดอาจจะสัมพันธ์กับทิศทางที่ตั้งของภาพด้วย

ภาพจิตรกรรม

โดมทิศใต้ซึ่งอยู่เหนือมุขที่ออกไปยังสีหบัญชร มองออกไปเห็นลานพระบรมรูปทรงม้า สัมพันธ์กับภาพสมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกระบบทาสในสยาม (ในความจริงแล้วพระองค์ยังทรงยกเลิกระบบไพร่ กล่าวโดยย่อคือประชาชนคนทั่วไปต้องสังกัดมูลนายและทำงานรับใช้หลวง การยกเลิกระบบไพร่จึงเป็นการเริ่มต้นของตลาดแรงงานเสรี) ด้านซ้ายของภาพคือท่าเรือที่พลุกพล่านไปด้วยเรือสินค้าและผู้คน แสดงความรุ่งเรืองด้านการค้าขายและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ส่วนด้านขวาของภาพเป็นภาพการก่อสร้างพระที่นั่งองค์นี้  

ความสามารถของศิลปินในการตีความคอนเซปต์ที่เป็นนามธรรมอย่างการเลิกทาสออกมาเป็นภาพเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมแสดงออกมาในภาพนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นภาพจำและแบบแผนที่ถูกผลิตซ้ำบ่อยครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องเหตุการณ์เลิกทาส อย่างที่ปรากฏบนหลังธนบัตร 100 บาทรุ่นรัชกาลที่ 5

ภาพจิตรกรรม แบงก์ 100

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6  จึงสมควรที่จะมีภาพที่เพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อรัชกาลใหม่โดยเฉพาะด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ ศิลปินจึงเลือกนำเสนอภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ความพิเศษของพิธีครั้งนั้นคือเป็นครั้งแรกที่เชิญพระบรมวงศานุวงศ์และแขกจากต่างประเทศมาร่วมงานด้วย ศิลปินผู้ออกแบบและวาดภาพก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ไดัรับเชิญให้เข้าร่วมงานครั้งนั้นในฐานะผู้สังเกตการณ์เพื่อจะนำสิ่งที่พบ สิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้สึก ถ่ายทอดออกเป็นภาพ

ภาพจิตรกรรม

“สยามเป็นเหมือนคำสาป” : จากเวนิส สู่เวนิสตะวันออก

 

กาลิเลโอ คินี

กาลิเลโอ คินี (ภาพจาก wikimedia.org)

กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) จิตรกรชาวอิตาเลียนเดินทางถึงสยามเมื่อต้นรัชกาลที่ 6 ด้วยสัญญางานออกแบบและวาดภาพประดับตกแต่งท้องพระโรงแห่งใหม่ของสยาม

ประมาณ 3 ปีก่อนหน้านั้น ณ งานแสดงศิลปะนานาชาติระดับโลกชื่อก้องอย่างเวนิส เบียนนาเล่ (La Biennale di Venezia) ที่ยังคงจัดขึ้นที่เมืองเวนิสทุกๆ 2 ปีเรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรผลงานของศิลปินดาวรุ่ง กาลิเลโอ คินี เป็นครั้งแรก

  คินีใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปีครึ่งตามข้อกำหนดของสัญญา การที่สยามเป็นบ้านเมืองที่เขาไม่เคยรู้จักไม่คุ้นเคย การทำงานกับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม สเกลงานที่ใหญ่มาก รวมถึงเวลาที่มีจำกัด เป็นโจทย์สุดหิน ทำให้กาลิเลโอต้องทำการบ้านอย่างหนัก เขาต้องศึกษาขนบธรรมเนียบประเพณีสยามที่สลับซับซ้อนและไกลตัวเพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดออกมาในภาพอย่างถูกต้องงดงาม ด้วยความกดดันมหาศาลทำให้กาลิเลโอเขียนจดหมายไปถึงคิโน คินี ลูกพี่ลูกน้องของเขา โดยกล่าวว่า “สยามเป็นเหมือนคำสาป” และสารภาพว่าเขาเองไม่สามารถเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของขนบธรรมเนียมสยามได้ หากเราลองดูภาพร่างของกาลิเลโอ ก็คงพอจะจินตนาการได้ว่างานของเขานั้นหนักหนาเพียงใด และศิลปินเองต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดไหน

นอกจากคินีแล้ว ผู้ช่วยของของเขาทั้งสอง คือ ซี. ริโกลี (Mr. C. Riguli) และ โจวันนิ สะกวันซิ (Giovanni Sguanci) ก็มีส่วนรวมอย่างมากที่ทำให้งานยิ่งใหญ่ครั้งนี้สมบูรณ์แบบ   

ภาพร่าง พระพุทธรูป ภาพร่าง

ภาพร่าง ภาพจิตรกรรม ภาพร่าง

ภาพร่างจิตรกรรมพระที่นั่งอนันตสมาคมของกาลิเลโอ คินี (ภาพจากหนังสือ กาลิเลโอ คินี จิตรกรสองแผ่นดิน)

 

เงาตะวันตกในภาพตะวันออก

ภาพจิตรกรรม

(ภาพจากหนังสือที่ระลึกครบ 100 ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ถึงแม้ศิลปินจะบอกว่างานนี้เป็นคำสาปอันยากเข็ญของเขา แต่ผลงานก็เป็นประจักษ์พยานของฝืมือขั้นเทพและความพยายามอย่างยิ่งที่จะผสมผสานรูปแบบความเป็นไทยลงในต้นแบบตะวันตก เช่นในส่วนของภาพวาดประดับเพดาน คินีเลือกใช้ลวดลายแนว Art Nouveau ที่เป็นของใหม่ของเก๋ที่นิยมอย่างมากในยุโรปสมัยนั้น ศิลปะแนวนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่เครื่องจักรกลไกต่างๆ กำลังจะก้าวขึ้นมาครองโลก เหล่าศิลปินเห็นว่าความเจริญก้าวหน้านี้เองจะเป็นสิ่งที่ลดทอนสุนทรียะของศิลปะและงานฝีมือ ศิลปะแนวทางนี้จึงกลับไปสู่ลวดลายประดับประดาอ่อนช้อยของพรรณพฤกษา อีกทั้งยังลดทอนและประดิดประดอยลายเส้นสายในธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องตกแต่ง เพื่อหลีกหนีจากความแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวาของจักรกลและระบบอุตสาหกรรม คินีและลูกศิษย์ได้สอดแทรกความเป็นไทย เช่นนำสัตว์ในตำนานอย่างพญาครุฑ พญานาค และช้างเอราวัณ เข้าไปสอดรับกับลวดลายเถาวัลย์อันงดงามอย่างลงตัว เทวดาองค์น้อยแบบฝรั่งถูกดัดแปลงเป็นเด็กผมจุกนุ่งโจงกระเบน เดรสแบบกรีกของเทพธิดาฝรั่งที่ดูเหมือนจะมีจีบหน้านางแบบไทยอยู่กึ่งกลางชุดก็แสนเก๋และกลมกลืน เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

ภาพจิตรกรรม

ด้วยความที่คินีอยู่ในแวดวงศิลปะและเติบโตที่อิตาลี ศิลปกรรมตะวันตกย่อมอยู่ในสายเลือดและความรับรู้ของเขาจึงไม่แปลกอะไรที่การนำเสนอภาพในท้องเรื่องแบบไทยของเขาจะปรากฏอิทธิพลของศิลปะตะวันตกสอดแทรกอยู่มากมาย เช่นภาพวาดชายเปลือยแบกพวงมาลัยที่ปรากฏอยู่หลายแห่งในองค์พระที่นั่งคล้ายคลึงกับภาพ Ignudi หรือชายเปลือยปริศนาของ Michelangelo ที่ประดับ Sistine Chapel อันลือเลื่องในนครวาติกัน

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

รายละเอียดของจิตรกรรมพระที่นั่งอนันตสมาคมเปรียบเทียบกับส่วนหนึ่งของภาพ First day of creation โดย Michelangelo (ภาพจาก wikimedia.org)

หรือในภาพรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส ทาสที่คินีวาดอาจจะมิได้ตรงกับภาพทาสในความคิดของคนไทยเท่าใดนัก ดูเหมือนว่าคินีจะถ่ายทอดภาพทาสออกมาใกล้เคียงกับภาพทาสผิวสีตามความคิดของชาวตะวันตกมากกว่า

เลิกทาส

การจัดวางองค์ประกอบด้วยขั้นบันไดและท้องฟ้าของภาพนี้ใกล้เคียงกับการจัดองค์ประกอบด้านล่างของภาพอีกภาพหนึ่งที่วาติกันเช่นกัน ชื่อภาพว่า Disputation of the Holy Sacrament ผีมือของ Raphael ปรมาจารย์อีกท่านหนึ่งของยุคเรเนซองส์

เลิกทาส

ภาพจิตรกรรม

เช่นเดียวกับภาพบรรดาขุนนางข้าราชการในภูษาสีทองรองรืองรายล้อมเข้าเฝ้าฯ ในภาพรัชกาลที่ 1 ทำให้นึกถึงภาพวาดนักบุญตามแบบศิลปกรรมไบแซนไทน์ (Byzantine) การวางองค์ประกอบภาพเหล่าขุนนางน่าจะได้รับอิทธิพลจากภาพวาดทางศาสนาที่มักแสดงภาพนักบุญและเทวดารอบล้อมแห่แหนเข้าเฝ้าองค์พระศาสดา  

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

Adoration of the Trinity ผลงานของ Albrecht Dürer ปี 1511 (ภาพจาก wikimedia.org)

คล้ายคลึงกับภาพรัชกาลที่ 4 ท่ามกลางนักบวชนานาชาติหลากศาสนา การแสดงภาพความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีมหาบุรุษเป็นศูนย์กลาง เป็นเนื้อหาสาระที่ตรงกับภาพเขียนชื่อการนมัสการของโหราจารย์

(The Adoration of the Magi) ที่แสดงภาพเหล่าโหราจารย์ทั้งสามและคณะเดินทางออกตามหาผู้ที่จะกำเนิดมาเป็นกษัตริย์ชาวยิวตามคำทำนาย จนกระทั่งพบพระเยซูแรกประสูติ ทั้งหมดจึงได้จึงถวายนมัสการด้วยความศรัทธา โหราจารย์ทั้งสามประกอบด้วยคนวัยหนุ่ม วัยกลางคน และวัยชรา ศิลปินมักถ่ายทอดหนึ่งในนั้นเป็นคนผิวสีด้วย การนมัสการของโหราจารย์จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเผยแพร่ศาสนาไปสู่คนทุกวัย ทุกชาติ ทุกภาษา

ภาพจิตรกรรม

The Adoration of the Magi โดย Botticelli (ภาพจาก totallyhistory.com)

ขวาสุดในกลุ่มของผู้เข้าเฝ้าปรากฏภาพหญิงสาวกำลังสัมผัสลูกโลกขนาดยักษ์ อาจตีความได้ว่าเป็นการแสดงความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการของรัชกาลที่ 4 ซึ่งนอกจากทรงเป็นผู้รู้รอบทางธรรมแล้วยังทรงรอบรู้เรื่องทางโลกอีกด้วย ลูกโลกยักษ์นี้ยังอาจเป็นการบันทึกเรื่องราวทางการทูต เนื่องจากในคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมอบลูกโลกขนาดยักษ์เป็นหนึ่งในของขวัญสำหรับถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ลูกโลกดังกล่าวเคยจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คู่กับรถไฟจำลองที่ส่งเข้ามาถวายในวาระเดียวกัน) ด้วยทรงทราบว่าพระองค์โปรดการศึกษาวิทยาการแบบฝรั่ง แถมเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะลูกโลกดังกล่าวก็เป็นการประกาศศักดาความเป็นเจ้าโลก บ่งบอกเขตแดนอาณานิคมแผ่ไพศาลของอังกฤษ ที่ได้ชื่อว่าจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในสมัยนั้น

ภาพจิตรกรรม

ด้วยความหลงใหลในเรื่องเก่าๆ บวกกับความคลั่งไคล้นิยายแดน บราวน์ ทำให้ผู้เขียนร่ายยาวมาถึงบรรทัดนี้ได้ หนังสือซีรีส์ที่มีโรเบิร์ต แลงดอน เป็นตัวเอกจุดประกายให้กระหายใคร่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังงานศิลปะชิ้นต่างๆ

ยังมีรูปภาพและเรื่องราวในไทยมากมายยังคงเป็นปริศนา (ถ้าเรามองว่ามันเป็น!) รอคอยให้พวกเรามาถอดรหัสและตีความ อย่างในรูปเดียวกันนี้มีนักบวชคนหนึ่งถือหนังสือที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซ้อนในสามเหลี่ยม ดูเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมลับทำนองอิลลูมินาติ (Illuminati) ยังไงชอบกล! สัญลักษณ์นี้เป็นตัวแทนของลัทธิความเชื่อหรือศิลปินซ่อนความหมายอื่นใดไว้รูปหรือไม่อย่างไรเรายังหาข้อมูลไม่พบ เป็นเรื่องสนุกสำหรับเราที่จะได้ค้นหาคำตอบที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ต่อไป

ภาพจิตรกรรม

การบรรจบพบกับของตะวันออกและตะวันตก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง สังคม และศิลปะ ของไทยด้วยประการฉะนี้

อ้างอิง

รูปจิตรกรรมทั้งหมดจากหนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง (2535) โดย

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

บทความ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดย เผ่าทอง ทองเจือ ในหนังสือที่ระลึก 100  ปีพระที่นั่งอนันตสมาคม และพิธีเปิดศิลป์แผ่นดินครั้งที่ 7 และพิธีเปิดเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ (2559) โดยสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา

หนังสือ กาลิเลโอ คีนี จิตรกรสองแผ่นดิน (2551) โดย หนึ่งฤดี โลหผล (บรรณาธิการ)

หนังสือ พระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี โดย Francesca B. Filippi

บทความ จิตรกรรมบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม: ‘ภาพเหมือนตัวเอง’ ของสยาม โดย ศรัณย์ ทองปาน ใน พิพิธพรรณวรรณความทรงจำและสยาม-ไทยศึกษาในบริบทสากล (2556) โดย นัทธนัย ประสานนาม (บรรณาธิการ)

หนังสือ พระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี โดย Francesca B. Filippi

หนังสือ 140 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี ภราดามหามิตร (2551) โดย หนึ่งฤดี โลหผล

หนังสือ เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์ (2542)โดย จอร์จ เฟอร์กูสัน

หนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (2543)โดย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี เข้าถึงได้จาก https://th.wikisource.org/wiki/พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี

Writer & Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load