12 พฤศจิกายน 2561
13 K

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud : Night at the Temple เป็นการชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (เชตุพน อ่านว่า เชด-ตุ-พน) หรือวัดโพธิ์ ยามราตรีในบรรยากาศแบบงานวัดระหว่างงานสมโภช 230 ปีวัดโพธิ์ และเรียนรู้สรรพศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของไทย

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

กิจกรรมนี้มีวิทยากรสำคัญ 2 ท่านดูแลคนละฝั่ง ได้แก่ พระครูวินัยธรกิตติศักดิ์ โคตมสีสฺโล (ศ.สียวน) เป็นวิทยากรฝ่ายสังฆาวาส และ พระอาจารย์วรวัฒน์ วรวฑฺฒโน เป็นวิทยากรฝ่ายพุทธาวาส ตลอดเวลา 5 ชั่วโมง ผมและผู้ร่วมทริปได้รับความรู้มากมายหลายศาสตร์ในวันเดียว ชนิดที่ว่าถ้าเอาทั้งหมดมาเขียนก็จะกลายเป็นรายงาน 20 หน้ากระดาษแน่นอน ผมเลยขอจัดไฮไลต์สัก 14 เรื่องทั้งที่ผมได้จากวิทยากรและข้อสังเกตส่วนตัวระหว่างกิจกรรมนี้ครับ

วัดโพธิ์ วัดโพธิ์

1

เราจะมาเริ่มที่จุดสตาร์ทของเรา นั่นก็คือ ‘ตำหนักวาสุกรี’ Unseen ของวัดพระเชตุพนฯ เป็นตำหนักที่เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระนามเดิมคือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี) สมเด็จพระสังฆราชเจ้าองค์ที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระโกศทรงฝรั่งบรรจุพระอัฐิของพระองค์ท่าน ตัวพระโกศปัจจุบันตั้งอยู่บนฐานแบบบุษบกเกรินซึ่งเป็นของที่สร้างขึ้นในภายหลัง มีเบญจปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 5 ชั้นประทับอยู่เหนือพระโกศตามฐานันดรของพระองค์ท่าน

วัดโพธิ์

2

ภายในตำหนักวาสุกรีแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ท้องพระโรงซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระโกศบรรจุอัฐิ ห้องพระบรรทมซึ่งพระแท่นบรรทมเดิม และห้องทรงพระอักษรที่มีโต๊ะทรงพระอักษรและพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 5 เอาไว้ เรียกได้ว่ายังรักษาบรรยากาศแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

3

ภายในพื้นที่ท้องพระโรงยังจัดแสดงโบราณวัตถุมากมาย ทั้งเครื่องตั้งบูชาแบบจีน เครื่องถ้วย และพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รวมถึงพระพุทธรูปหลายองค์ โดยองค์ที่มีความน่าสนใจก็คือ พระพุทธรูปแม่ศรีมหาตา พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรศิลปะสุโขทัย ซึ่งสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 20 ที่ฐานขององค์พระพุทธรูปมีจารึกระบุนามของผู้สร้าง คือ พระเจ้าแม่ศรีมหาตา ที่ตั้งความปรารถนาว่าอยากจะเป็นบุรุษและได้เกิดทันยุคพระศรีอาริย์

จะเห็นว่าคนสมัยก่อนมักปรารถนาไปให้ถึงยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งเป็นยูโทเปีย (Utopia) ของชาวพุทธ เหมือนที่เราจะได้ยินในบทไหว้พระจุฬามณีว่า “ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วหมู่มาร ขอให้ทันพระศรีอาริย์” แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เราจะเห็นว่าผู้หญิงสมัยก่อนปรารถนาจะเป็นผู้ชาย เพื่อสามารถบวชเป็นพระภิกษุได้ ในขณะที่ในยุคนี้มีทั้งผู้ชายอยากเป็นผู้หญิงและผู้หญิงอยากเป็นผู้ชาย

วัดโพธิ์

4

บริเวณคณะเหนือ ที่ตั้งของตำหนักวาสุกรี ก็เป็นที่ตั้งของหอไตรประจำคณะเหนือ หอไตรที่ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่น่าสนใจ บอกเล่าเรื่องราวที่หาชมที่อื่นไม่ได้ เช่น กลุ่มดาวต่างๆ ตำราดูสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นช้าง ม้า หรือแม้แต่แมว รวมไปถึงภาพจับรามเกียรติ์ แต่น่าเสียดายว่าในกิจกรรมนี้เราไม่ได้เข้าไปชมข้างใน ทว่าผมเคยมีโอกาสได้เข้าไปชมข้างในครั้งหนึ่ง เลยขอนำภาพภายในมาให้ชมสักเล็กน้อยครับ

วัดโพธิ์

ภาพ: ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล
5

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า (ปัจจุบันคือวัดคูหาสวรรค์) ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีสูง บริเวณผ้าทิพย์ประดิษฐานพระบรมราชสรีรังคารของรัชกาลที่ 1 แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บริเวณฐานชุกชีชั้นล่างเป็นสถานที่ประดิษฐานผ้าไตรซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 แด่พระพุทธเทวปฏิมากร พร้อมกับเครื่องอัฐบริขารอื่นๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

วัดโพธิ์

6

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าฐานชุกชีของพระพุทธเทวปฏิมากรสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ซึ่งมีการตกแต่งที่แสดงให้เห็นถึงเขาพระสุเมรุ ชั้นล่างมีรูปยักษ์แบกซึ่งแทนพิภพอสูร ชั้นกลางเป็นรูปครุฑแบกซึ่งแทนป่าหิมพานต์ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ ชั้นบนเป็นรูปเทวดาแบกซึ่งแทนสวรรค์

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

7

บริเวณโดยรอบพระอุโบสถมีแผ่นหินที่แกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งมีมากถึง 152 แผ่น ทุกแผ่นมีโคลงกำกับไว้ แต่น่าเสียดายว่าโคลงเหล่านี้เกือบทั้งหมดลบเลือนไปสิ้นแล้ว โดยเล่าเรื่องตั้งแต่ทศกัณฑ์ลักพาตัวนางสีดา ไปจนถึงตอนหนุมานประหารสหัสเดชะ ภาพเหล่านี้เคยถูกคัดลอกและกลายเป็นสินค้าที่ระลึกมีชื่อเสียงของวัดนี้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ปัจจุบันก็ยังมีพ่อค้าหน้าวัดโพธิ์บางส่วนยังขายภาพที่ได้จากแผ่นหินสลักชุดนี้อยู่ แต่ไม่ได้คัดลอกกับแผ่นหินของจริงแล้ว

วัดโพธิ์

8

อีกหนึ่งมหาอาคารขนาดใหญ่ของวัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ก็คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ หรือวิหารพระนอน นั่นเอง ภายในนอกจากจะมีพระพุทธไสยาสน์ที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวไม่เหมือนใครอย่างประวัติภิกษุณี หรือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ที่นี่ยังมีแผ่นจารึกเปล่าที่โดยรอบตกแต่งไว้สวยงาม แต่แผ่นหินตรงกลางกลับไม่มีข้อความใดๆ ซึ่งอันที่จริงข้อความสำหรับจารลงบนแผ่นหินนี้ได้ถูกตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีการผลัดแผ่นดิน แผ่นจารึกก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ คงไว้เพียงข้อความสำหรับตระเตรียมซึ่งจัดแสดงเอาไว้ตรงข้ามกับแผ่นจารึกนี้เท่านั้น

วัดโพธิ์

9

ใกล้กับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีวิหารเก๋ง วิหารทรงจีนซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังที่แม้จะลบเลือน แต่โคลงดั้นปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส บอกเราว่า ภาพเหล่านี้ถูกวาดโดยช่างชาวจีน เป็นเรื่องราวมหากาพย์จีนอย่าง สามก๊ก โดยภาพเท่าที่ยังเหลืออยู่เป็นตอนโจโฉแตกทัพเรือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฉากที่คนไทยจดจำได้มากที่สุด พอลองมองใกล้ๆ จะยังพอเห็นภาพสำคัญบางภาพที่ยังหลงเหลืออยู่ เช่น ขงเบ้งทำพิธีเรียกลม เป็นต้น

วัดโพธิ์

ภาพ: ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล
10

ไม่เพียงแต่จิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก เท่านั้น ภายในอาคารหลังนี้ยังนำผลงานศิลปะเนื่องในงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2018 อยู่ด้วย ซึ่งภายในวัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้ยังมีอีกหลายชิ้น ทั้งที่สระจระเข้ บริเวณเขามอหน้าพระวิหารทิศ หรือแม้แต่ก่อนเข้าพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เท่ากับว่านอกจากเราจะมาชมความงามแบบโบราณแล้ว ยังได้ชมความงามแบบร่วมสมัยไปพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่ามา 1 ได้ถึง 2 เลยทีเดียว

วัดโพธิ์

11

ถ้าเราพูดถึงยักษ์วัดแจ้ง เราจะนึกถึงยักษ์ใหญ่ 2 ตนที่ยืนเฝ้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ วัดอรุณฯ แต่ถ้าเราพูดถึงยักษ์วัดโพธิ์ หลายคนจะบอกว่า “ก็ตุ๊กตาจีนพวกนั้นไง” หารู้ไม่ว่ายักษ์วัดโพธิ์ที่แท้จริงนั้นก็เป็นยักษ์แบบเดียวกับยักษ์วัดแจ้ง เป็นยักษ์แบบไทยหาใช่ตุ๊กตาจีนไม่ โดยยักษ์วัดโพธิ์แต่เดิมมี 4 คู่ แต่เนื่องจากซุ้มประตูด้านหนึ่งถูกรื้อเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันจึงเหลืออยู่เพียง 2 คู่ ยืนเฝ้าประตูทางเข้าหอไตรจตุรมุขเอาไว้ โดยทั้ง 2 คู่ 4 ตนมีนามว่า ไมยราพณ์ แสงอาทิตย์ พญาขร และสัทธาสูร

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

12

ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล นอกจากจะมีจารึกในศาลาหมอนวดและศาลาแม่ซื้อ ที่นี่ยังแผ่นจารึกสำคัญอีกแผ่นหนึ่งคือ แผ่นจารึกเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้เชื่อว่าหลายคนนึกไม่ออกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็น “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง…” หลายคนน่าจะร้องอ๋อในทันที เพราะเป็นโคลงที่คุณครูจะสั่งให้ท่องเพื่อสอบเก็บคะแนนสมัยเรียน ผลงานนี้ยังถือเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีซของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และได้ถูกจารไว้ที่วัดแห่งนี้ที่ท่านเคยมาครองด้วย

วัดโพธิ์ วัดโพธิ์

13

เราส่งท้ายกิจกรรมกันที่ศาลาแดง อีกหนึ่งไฮไลต์ของกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่ของเขตสังฆาวาส ศาลาแดงนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสี่แยกศาลาแดงหรือ BTS ศาลาแดง แต่เป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้เรียนพระปริยัติธรรม ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังเป็นสถานที่บรรจุพระอังคารของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้างอนรถ ต้นสกุลงอนรถ อังคารของ หม่อมเจ้าแดง งอนรถ บิดาของ หม่อมราชวงศ์โต จิตรพงษ์ ผู้สร้างศาลาแดงแห่งนี้ และอังคารของ หม่อมเจ้าหญิงอ่าง ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโกเมน กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์ อีกด้วย

วัดโพธิ์

14

แต่ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มีผลงานอีกชิ้นของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ หรือสมเด็จครู นายช่างแห่งกรุงสยาม ที่หาชมได้ยากอยู่ด้วย นั่นก็คือ ภาพวาดพระพุทธเจ้ากำลังถูกธิดาพญามารทั้งสาม ได้แก่ ตัณหา ราคา และอรดี ภาพนี้สมเด็จครูเป็นผู้ออกแบบแล้วให้ นายคาร์โล ริโกลี จิตรกรชาวอิตาลีเป็นผู้วาด ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับงานจิตรกรรมภายในพระอุโบสถที่วัดราชาธิวาส แต่ที่นี่นายริโกลีได้ทิ้งลายเซ็นเอาไว้บริเวณมุมขวาล่างของภาพด้วย เป็นเครื่องการันตีว่านี่คือผลงานของเขาตามที่ศิลปินชาวตะวันตกนิยมทำกัน

วัดโพธิ์

นี่เป็นเพียงแค่เรื่องราวบางส่วนจาก 5 ชั่วโมง ตลอดกิจกรรมนี้ที่ผมได้รับความรู้ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ เพิ่มเติม จากที่ตัวเองก็เคยเข้าออกวัดพระเชตุพนฯ มากกว่า 10 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะได้อะไรใหม่ๆ กลับมาเสมอ สำหรับใครที่สนใจ ไม่จำเป็นต้องรอช่วงเทศกาลหรอกครับ วัดพระเชตุพนฯ แห่งนี้เปิดทุกวัน ถ้าใครพอจะมีเวลาว่างผมอยากให้มาลองสัมผัส ลองมอง วัดโพธิ์ให้ลึกกว่าสถานที่เช็กอินหรือถ่ายรูปชิคๆ อวดกัน แล้วคุณจะเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในความงามของพระอารามหลวงแห่งนี้

วัดโพธิ์

วัดโพธิ์

Writer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แฟชั่นแฟลปเปอร์ยุค 20 คือการหลุดจากขนบคอร์เซ็ตรัดติ้วของหญิงสาว ในขณะที่ยุคสงครามช่วง 40 ข้าวยากหมากแพง สาวๆ เลยต้องแต่งตัวมิดชิดทะมัดทะแมงกันมากขึ้น จนเมื่อสงครามสงบ เดรสบานแฉ่งสีสันสดใสก็ตามมาในยุค 50 ก่อนจะเข้าสู่แพตเทิร์นเก๋ โครงสร้างชัดเจนต้อนรับยุคอวกาศแห่งความ 60 แล้วดอกไม้ของเหล่าบุปผาชนก็ได้ผลิบานบนเสื้อผ้าย้วยย้อยที่แสดงออกถึงความเสรี ฯลฯ

เพราะเสื้อผ้าเป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม มันจึงบันทึกเรื่องราวไว้ในทุกรายละเอียดการตัดเย็บ แพตเทิร์น เนื้อผ้า กระทั่งคนที่เลือกสวมใส่ Walk with The Cloud ในครั้งนี้จึงชวนไปเดินตามเนื้อผ้า ด้วยการถอยหลังตามรอยแฟชั่นวินเทจไทย ทั้งแฟชั่นชั้นสูงของพระราชินีไปจนถึงแฟชั่นสมัยนิยมของหนุ่มสาวยุคโก๋หลังวัง

เลือกสวมชุดวินเทจตัวโปรดแล้วออกเดินไปพร้อมกันเลย!

1

เดินตามพระราชินี

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปในช่วงปี 1960 (ที่เราอาจได้เห็นกันบ่อยๆ ในภาพพระบรมฉายาลักษณ์สุดคลาสสิก) นอกจากจะเป็นการทำให้นานาประเทศรู้จักเมืองไทย อีกเสียงที่ดังชัดเจนคือ “พระราชินีของไทยทรงพระสิริโฉมงดงามที่สุดในโลก” นิตยสาร นิวส์วีก ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2509 บรรยายถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถไว้ว่าทรงเปรียบเสมือนแจ็คกี้ เคนเนดี้ แห่งเอเชีย และทรงได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสตรีผู้แต่งกายงามที่สุดในโลกอีกด้วย

มากไปกว่าพระสิริโฉมงดงาม ฉลองพระองค์ของพระองค์ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่เสริมส่งกันมา ในนิทรรศการงามสมบรมราชินีนาถ (Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ครั้งนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งในแง่ของการพาเราไปรู้จักฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ออกแบบโดยปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสผู้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาตั้งแต่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรก และต่อเนื่องเรื่อยยาวมาเป็นเวลากว่า 22 ปี ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ภัณฑารักษ์ วิทวัส เกตุใหม่ จะพาเราย้อนกลับไป พ.ศ. 2503 เมื่อทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จฯ เยือนประเทศตะวันตกนานถึง 9 เดือน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี นครรัฐวาติกัน เบลเยียม ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสเปน หนึ่งการเตรียมการคือเรื่องฉลองพระองค์ทรงงาน เพราะธรรมเนียมในการแต่งกายของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น บางประเทศต้องสวมถุงมือยาวข้างเดียวกับชุดราตรียาว บางประเทศคล้ายกันแต่สลับข้าง ซึ่งเกินกำลังช่างไทยในยุคนั้นที่จะเข้าใจธรรมเนียมตะวันตกอย่างถ่องแท้ รัฐบาลในขณะนั้นเสนอจะดูแลค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างดีไซเนอร์ชั้นนำจากต่างประเทศ แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิเสธและขอใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ประจวบกับตอนนั้น ปิแอร์ บัลแมง ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสที่กำลังมีชื่อเสียงได้เดินทางมาเมืองไทยพอดี สมเด็จพระราชินีจึงเชิญให้เข้าพบและพูดคุยกันถึงเรื่องการจัดการเครื่องแต่งกาย ความโดดเด่นของปิแอร์ บัลแมง คือความเรียบง่าย และมีมุมมองที่ต้องพระราชประสงค์ จึงมีการตกลงว่าจ้างให้บัลแมงดูแลออกแบบฉลองพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในนิทรรศการ เราจะได้เห็นกระเป๋าเดินทางที่บัลแมงสั่งให้หลุยส์ วิตตองทำขึ้นพิเศษเพื่อใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น (แปลว่าไว้สำหรับใส่ฉลองพระองค์ในการเสด็จฯ เยือนทั้งหมดลงไป) และได้เห็นฉลองพระองค์ทรงงานที่เป็นชุดสูทเรียบหรูที่สะท้อนแฟชั่นสมัยนิยมในยุคนั้น ที่มีการแมตช์สีสันของเสื้อตัวในและชุดสูทในแบบของบัลแมง และพระมาลาหรือหมวกทรง (Pillbox) และทรงเทอร์บัน (Turban) ซึ่งเป็นแฟชั่นไอเทมชิ้นสำคัญของยุค 60 เลยรวมไปถึงฉลองพระบาทเข้าชุดที่บัลแมงมอบหมายให้ เรอเน่ มันชินี (René Mancini) นักออกแบบรองเท้าชาวอิตาเลียนฝีมือยอดเยี่ยมเป็นผู้ดูแลออกแบบให้เข้ากับชุดที่ตนออกแบบไว้

 นอกจากนี้ ยังมีฉลองพระองค์ชุดราตรีสั้น ราตรียาว และฉลองพระองค์แบบชุดไทยผสมผสาน ความเก๋ไก๋คือการได้เห็นชุดแบบ Little Black Dress ที่นับเป็นไอเทมคลาสสิกของแฟชั่นนิสต้า และเห็นต้นแบบชุด Jewel of Thailand ของมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ของน้ำตาล ชลิตา และชุดสไบสองชายที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับชุดของมารีญาปีล่าสุดด้วย

ในฝั่งของคนสนใจแฟชั่น การได้เห็นทั้งวิดีโอแฟชั่นโชว์ยุค 60 ภาพร่างแบบฉลองพระองค์จากห้องเสื้อบัลแมง และผ้าตัวอย่างการปักประดับจากสถาบันปักเลอซาจที่ได้สร้างสรรค์งานปักชั้นสูงลงไปบนผ้าไทย ที่ดึงเอาลวดลายกระหนก บัวแวง และกระจัง ไปตีความใหม่ ก็ชวนให้ตื่นเต้นใจทั้งนั้น แต่ในมุมของคนอินของเก่า การทำงานของคนพิพิธภัณฑ์ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน แพรอาจรีย์ จุลาสัย เจ้าหน้าที่กิจกรรมเล่าให้เราฟังว่า กระบวนการดูแลฉลองพระองค์จัดแสดงมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ตั้งแต่การนำผ้าไปเก็บไว้ในตู้แช่แข็งเพื่อฆ่าแมลงตัวน้อยที่อยู่ในเนื้อผ้า ก่อนจะนำออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติในเวลาที่เหมาะสม ค่อยๆ ดูดฝุ่น ซ่อมแซม ย้อมสีตามต้นแบบเดิม ก่อนจะเก็บลงในกล่องกระดาษไร้กรดที่ไม่ทำลายเนื้อผ้า และควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ส่วนการจัดแสดง ก็ต้องระวังเรื่องไฟที่ต้องไม่ส่องสว่างเกินไป ส่วนที่ต้องหมุนเวียนฉลองพระองค์อยู่เสมอ ก็เป็นเพราะหากจัดแสดงถาวร อาจเกิดความเสียหายกับฉลองพระองค์ได้  

ในครั้งนี้ เราได้โอกาสพิเศษในการแวะไปดูห้องสมุดที่นับเป็นคลังข้อมูลของคนพิพิธภัณฑ์ในการหาข้อมูลในแต่ละนิทรรศการ ได้เห็นหนังสือเก่าเก๋าที่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้มากมาย และได้เห็นเบื้องหลังของคนทำงานที่ชวนประทับใจในความทุ่มเท

2

เดินตามแฟชั่นของชนชั้นสูง

ห้างไนติงเกล-โอลิมปิค

คลังแห่งเครื่องกีฬา ราชาแห่งเครื่องดนตรี ราชินีแห่งเครื่องสำอาง’ คือสโลแกนของห้างไนติงเกล-โอลิมปิค ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของไทยที่ยืนอายุมากว่า 80 ปีและยังดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน เปิดประตูต้อนรับท่านผู้มีอุปการคุณด้วยเคาน์เตอร์เครื่องสำอางสไตล์วินเทจ หุ่นโชว์เสื้อผ้าโพสท่าเท้าสะเอวสุดคลาสสิก เครื่องประดับเก๋ไก๋ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแพรวพราว อุปกรณ์กีฬาแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ สนามพัตกอล์ฟฉบับมินิ สถานเสริมความงามสุดอลังการ ฟิตเนสแห่งแรกในเมืองไทยที่เหมือนได้ย้อนอดีตพาเราไปพบกับความทันสมัยในยุคปริศนา-ท่านชายพจน์ และเหล่าเครื่องดนตรีสุดเก๋าของเหล่านักดนตรียุคศาลาเฉลิมกรุงคึกคัก ชนิดจิ้มให้ดูจะจะว่าสายไวโอลินยี่ห้อไหนที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน ใช้เล่นเพลงสุนทราภรณ์!

คุณยายอรุณ นิยมวานิช ผู้จัดการร้านวัย 90 ที่ยังคงทำหน้าที่แข็งขัน เช่นเดียวกับพนักงานคุณป้ารุ่นเก๋าที่ประจำอยู่แต่ละเคาน์เตอร์มาค่อนชีวิต คอยแนะนำสินค้ายอดฮิตตลอดกาลอย่างสีผึ้งไนติงเกล เครื่องสำอาง Merle Norman และชุดชั้นใน Vasarette ที่ห้างเก๋าแห่งนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายแห่งแรก ซึ่งยังคงเป็นไอเทมขายดีที่ลูกค้าประจำแวะเวียนมาซื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เพราะคุณภาพไม่เหมือนใครและหาไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป

นั่นจึงทำให้ไนติงเกล-โอลิมปิคเป็นทั้งเพื่อนสูงวัยผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสำหรับลูกค้าประจำ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ช้อปปิ้งได้สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจความวินเทจ และเป็นบทบันทึกยุคสมัยที่ยังมีชีวิตชีวาอย่างที่สุด

3

เดินตามแฟชั่นสมัยนิยม

ดิ โอลด์ สยาม

ฝั่งตรงข้ามห้างไนติงเกลโอลิมปิค คือห้างสรรพสินค้าที่ยังคงคึกคักในชื่อ ดิ โอลด์ สยาม

แต่หากย้อนเวลาไปไกลกว่านั้น พื้นที่นี้คือ ตลาดมิ่งเมือง ตลาดคึกคักที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับศาลาเฉลิมกรุงเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ ครบ 150 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากเอกสารระบุว่า มาริโอ ตามานโญ สถาปนิกอิตาเลียนชื่อคุ้น (เจ้าของเดียวกับผู้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม วังปารุสกวัน หัวลำโพง ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ และอื่นๆ อีกมาก) ได้ออกแบบอาคารที่มีหลังคาคลุม สร้างด้วยคอนกรีต ซึ่งจำลองมาจากตลาดแถบตะวันออกกลาง ให้กลายเป็นตลาดเสื้อผ้าใหญ่โตที่มีชื่อเสียงของพระนคร เป็นแหล่งชุมนุมของช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขายกันครึกโครมซื้อง่าย ใส่คล่องเหมือนสมัยนี้ สาวๆ (และหนุ่มๆ) จึงต้องไปเดินช้อปผ้าสวยจากสำเพ็งและพาหุรัด และหากต้องการตัดเย็บให้เสร็จสรรพ ก็แค่ถือแบบจากนิตยสารแฟชั่นมาบอกช่าง ไม่ก็ใช้แพตเทิร์นฮิตที่ช่างในตลาดมิ่งเมืองมี ว่ากันว่า แค่สาวๆ ถือผ้ามาวัดตัวสั่งตัดไว้ แล้วแวะไปดูหนังสักเรื่องที่วังบูรพา หรือไปนั่งแฮงเอาต์ที่ออนล็อกหยุ่นสักหนึ่งเพลิน ก็แวะกลับมารับชุดที่เสร็จเรียบร้อยพร้อมสวยตามสมัยได้เลย!

ตลาดมิ่งเมืองถูกรื้อไปเมื่อปี 2521 แล้วจึงเริ่มก่อสร้างดิ โอลด์ สยาม โดยยังคงเก็บความคลาสสิกของอาคารแบบตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 เอาไว้ และยังมีร้านผ้าเก่าแก่บางร้านให้ได้เลือกซื้ออยู่บ้าง ซึ่งเราสามารถแวะไปเดินตากแอร์ เข้าห้องน้ำ และแวะชิมขนมไทยอร่อยๆ แทน

4

เดินตามนายห้าง

ใจดี มีผ้าให้

ปากหวาน ใจดี, นายสิงห์ ใจดี, ราชา ใจดี, นายเล็ก ใจดี, เศรษฐี ใจเย็น คือร้านขายผ้าของนายห้างชาวอินเดียในย่านพาหุรัดที่เรียงรายอยู่ใกล้ๆ กัน และชวนให้สงสัยว่าจะใจดีในเด่นอะไรกันนักหนา ยิ่งถ้าใครเคยเห็นร้านขายผ้านามสกุลใจในที่ต่างๆ ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น ราเชนทร์ ใจดี, เชียงใหม่ ใจดี ไปจนถึง เชียงใหม่ ใจกว้าง ก็คงอดคิดไม่ได้ว่านี่คือมีมยุคบุกเบิกของแขกขายผ้าเหรอ!

นายห้างปากัต ซิงห์ เจ้าของร้านปากหวาน ใจดี ให้เหตุผลว่า ในยุคแรกๆ ที่แขกซิกข์เข้ามาเปิดกิจการขายผ้าที่พาหุรัด เพราะรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างถนนพาหุรัดขึ้นหลังจากเกิดไฟไหม้ทำให้ชาวญวนที่ตั้งชุมชนอยู่เดิมย้ายออกไป และสร้างเป็นตึกแถวขึ้นมา ชาวอินเดียจำนวนมากจึงมาจับจองและทำกิจการขายผ้าที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดียอันเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในตอนนั้น (ซึ่งเป็นยุคหลังของแขกมุสลิมที่มาเริ่มต้นขายผ้าที่สำเพ็งตั้งแต่ก่อนรัชกาลที่ 5) คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นกับรูปร่างหน้าตาของนายห้างชาวซิกข์ผิวคล้ำ โพกหัว ไว้หนวดเครา จึงมักจะนึกกลัวว่าจะเป็นคนดุร้าย แต่เมื่อได้ซื้อขายกัน ก็มักจะได้รับคำชมว่านายห้างใจดีบ้าง ใจเย็นบ้าง และใจกว้างบ้าง (เพราะลดราคาให้!) จึงพูดออกไปปากต่อปาก นายห้างจึงเริ่มนำคำชมมาตั้งเป็นชื่อร้าน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ว่าร้านขายผ้ายุคเก่าที่ยังอยู่ในใจ มาจนถึงทุกวันนี้

5

เดินตามรายละเอียด

ไตเย็บใหม่

เชื่อว่าหลายคนที่เคยผ่านไปผ่านมาในย่านพาหุรัด คงเป็นต้องสะดุดตากับชื่อร้าน หลงรักตู้กระจกเก่าแก่สูงจรดเพดานสองฟากฝั่งและบานเฟี้ยมสุดเก๋า และนึกสงสัยว่าสิ่งที่เรียงรายอยู่ในตู้กระจกเหล่านั้นคืออะไร จนเมื่อเข้าไปเพ่งมองใกล้ๆ ความละเอียดลออของลูกไม้สวิสสุดคลาสสิก กระดุมแก้วจากออสเตรีย กระดุมคริสตัลสวารอฟสกี้ กระดุมเพชรเจียระไนจากเชคโกสโลวาเกีย ไปจนถึงกระดุมที่ผลิตจากวัสดุพิเศษอย่างเซลลูลอยด์ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคที่โลกยังไม่รู้จักพลาสติก คือความแตกต่างไปจากสินค้าที่มีอยู่ทั่วตลาดในตอนนี้

ร้านไตเย็บใหม่เปิดขายสินค้านำเข้าคัดสรรเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อ 80 ปีที่แล้ว และที่ชื่อแปลกหูก็เพราะเจ้าของร้านคือมุสลิมเชื้อสายอิหร่านที่เข้ามาทำมาค้าขายในเมืองไทยในยุคเริ่มสร้างพาหุรัด จากรุ่นของคุณลุงไตเย็บที่เป็นผู้ริเริ่ม ตกทอดสู่ยุคของคุณพ่อที่เติมคำว่า ‘ใหม่’ ต่อท้าย เน้นค้าขายสินค้าคุณภาพสูงนำเข้าจากต่างประเทศ ในช่วงที่สาวไทยเริ่มสนุกกับการตัดเสื้อผ้าใส่เอง ร้านไตเย็บใหม่คือร้านดังที่สาวๆ โปรดปราน แม้ว่าทุกวันนี้ สินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ราคาถูกจะเข้ามาตีตลาด แต่ความพิเศษชิ้นจิ๋วที่เรียงรายอยู่แน่นร้าน ยังรอคอยคนที่มองเห็นคุณค่ามาเลือกไปเติมเสน่ห์ให้ชุดสวยของตัวเอง

6

เดินตามฝน

ร่มฟ้าไทย

ร่มอาจเป็นสินค้าหาซื้อง่ายในทุกวันนี้ เพราะมีให้เลือกมากมายตั้งแต่แบรนด์ดังในห้างหรูไปจนถึงร้านสะดวกซื้อหรือแผงแบกะดิน แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีต ร่มคือสินค้านำเข้าราคาแพงที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกันได้ง่ายๆ เมื่อลงทุนซื้อใช้กันสักคันก็ต้องดูแลทะนุถนอมอย่างดี และหากเกิดพังขึ้นมา ร้านซ่อมร่มมือวางอันดับหนึ่งในยุคนั้นก็คือร้านเซี่ยงไถ่ ร้านเก่าแก่เหยียบร้อยปี และเป็นต้นกำเนิดของห้างร่มฟ้าไทย

จากกิจการนำเข้าร่มจากยุโรปและญี่ปุ่น ร่มฟ้าไทยไม่หยุดเติบโตด้วยการสร้างโรงงานผลิตร่มเพื่อส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและค้าขายในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นร่มสองตอน ร่มสามตอน ร่มไม้เท้า ร่มกอล์ฟ ร่มด้ามไม้ ร่มผ้าฝ้าย ร่มไหมญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน ความเก่าแก่ของร้านก็ทำให้เราได้เห็นร่มทรงเจดีย์หน้าตาวินเทจ ร่มเหล็กพิมพ์ลายเรโทรเก๋ไก๋ และร่มเก่าเก๋าอีกมากมายให้เหล่าวินเทจเลิฟเวอร์ ได้ซื้อหาอย่างถูกอกถูกใจ หรือถ้าอยากหยิบร่มเก่าเก็บในบ้านมาซ่อมเสียใหม่ ช่างแห่งร้านเซี่ยงไถ่รับประกันว่าเก่าแค่ไหนก็มีอะไหล่ซ่อมได้แน่นอน

Writer

จิราภรณ์ วิหวา

นักเขียนเรื่องแต่ง คอลัมนิสต์เรื่องกินเรื่องอยู่ คนทำคอนเทนต์ให้เป็นเรื่องสนุก และภรรยาเรื่องมากผู้เป็นเจ้าของครัวที่ไม่สมมาตร จึงไม่สามารถทอดไข่ดาวกลมๆ ได้เพราะเตาเอียง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load