ตาม The Cloud ไปเยี่ยมชมบ้านไม้สีขาวอายุ 100 กว่าปี ในสวนเขียวขนาด 22 ไร่ ใจกลางถนนวิทยุ ที่ตั้งของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผ่านคำบอกเล่าของ ท่านทูตกลิน ที. เดวีส์ เจ้าบ้านผู้กำลังจะอำลาประเทศไทยกลับสู่สหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน

พร้อมรับฟังเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี จาก ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรมโบราณ

ถ้าพร้อมแล้ว ไปฟังท่านทูตเล่าเรื่องราวเก่าแก่ให้ฟังกันเถอะ

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

  1. ปีนี้ครบรอบความสัมพันธ์ 200 ปี ไทย-สหรัฐอเมริกา โดยความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 จากสนธิสัญญาเบาว์ริง เพื่อส่งเสริมการค้าและความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ใน พ.ศ. 2398 ต่อมาได้มีการตั้งสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยขึ้น เพื่อดูแลผลประโยชน์ของนักธุรกิจและพลเมืองอเมริกัน ในยุคแรก สหรัฐอเมริกามอบหมายให้มิชชันนารีที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้วดำรงตำแหน่งกงสุล ที่คนไทยเรียก ‘หมอมัตตูน’
  2. ทำเนียบหลังนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2457 หรือ 103 ปีก่อน เป็นอาคารยกพื้นสูง มีใต้ถุน หลังคาปั้นหยาใหญ่ มีห้องอยู่ตรงกลาง และมีระเบียงล้อมรอบ บ้านแบบนี้เรียกว่า ‘บังกะโล’ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่คนยุโรปสร้างในเขตร้อนชื้น เช่น แอฟริกา อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแบบมาอย่างรอบคอบให้ไม่มีแดดส่อง แต่มีลมพัดผ่าน เพื่อให้ชาวยุโรปรอดปลอดภัยต่อโรคและความชื้นทางสภาพอากาศ

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

3. ผู้สร้างบ้านหลังนี้ที่ต่อมาถูกใช้เป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย คือ นายโฮเรชีโอ เบลีย์ วิศวกรชาวอังกฤษผู้เกิดในช่วงกลางรัชกาลที่ 5  ผู้เป็นนักเผชิญโชค เขาย้ายข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานที่บริษัท Bangkok Dock Company ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทอเมริกันแรกๆ ที่ดำเนินกิจการในสยาม จากนั้นย้ายมาทำงานที่โรงกษาปณ์ และสุดท้ายเปิดบริษัทชื่อ Siam Import นำเข้าสินค้าที่ผลิตในยุโรปและอเมริกาเข้าสู่พระนคร นอกจากนั้นยังรับราชกาลกรมมหาดเล็ก และได้รับพระราชทานราชทินนามจากรัชกาลที่ 6 ว่า ‘พระปฏิบัติราชประสงค์’

4.สมัยแรกก่อสร้าง บ้านหลังนี้ถือว่าอยู่บ้านนอก เนื่องจากไกลจากย่านการค้าเจริญกรุง และเป็นบ้านหลังแรกๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในบริเวณนี้ ที่ถูกจัดสรรเป็นที่ดินสำหรับสร้างบ้านผู้มีอันจะกินและวังเจ้านายแต่ละพระองค์ เมื่อข้ามคลองขนาดเล็กที่ถูกขุดรอบรั้ว จะพบความอลังการของถนนที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นลักษณะการออกแบบพื้นที่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งความเป็นวังและความเป็นบ้านเริ่มผนวกเข้าหากัน

ปัจจุบันทำเนียบหลังนี้ทำหน้าที่บ้านพักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกามา 71 ปี ได้รางวัลอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2527

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

5. ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ยึดบ้านหลังนี้ แต่ไม่มีหลักฐานบันทึกว่าญี่ปุ่นใช้บ้านหลังนี้ทำอะไร นอกจากเป็นที่พักของทหาร ในปัจจุบันยังมีคราบน้ำมันที่เปื้อนกระเบื้องปูนอกชานและรอยไหม้จางๆ จากเตาถ่าน 1 – 2 รอยบนพื้นไม้สักอยู่

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นายเอ็ดวิน สแตนตัน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนแรก คือผู้เข้ามารื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และท่านทูตสแตนตันคือผู้มาเลือกบ้านหลังนี้เป็นทำเนียบ ที่ดินผืนนี้ปัจจุบันเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ และสถานทูตสหรัฐอเมริกาเช่าอีกทีหนึ่ง

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

6. ท่านทูตกลิน ที. เดวีส์ ชี้ให้ดูบานประตูด้านหลังห้องรับประทานอาหารบนชั้นสองของบ้าน มีการขูดสีออกให้เห็นสีเนื้อไม้ดั้งเดิมบางส่วน และยังร่องรอยสีฟ้าที่นางโจเซฟิน สแตนตัน ภริยาของนายเอ็ดวิน สแตนตัน เป็นผู้ผสมสีเพื่อทาลงบนบานไม้

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

ภาพจิตรกรรมส่วนใหญ่ที่เห็นในบ้านเป็นของสะสมของภริยาท่านทูตกลิน ที. เดวีส์ เช่น ภาพสีชอล์กของแมรี เคแซต (Mary Stevenson Cassatt) ศิลปินหญิงชาวอเมริกัน นอกจากนี้ยังมีของสะสมอื่นๆ ที่น่าสนใจของท่านทูต เช่น หนังสือพิมพ์เก่าของ Chicago Daily Tribune ที่ลงพาดหัวผิดว่า Dewey Defeats Truman ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

7. มีความเป็นไทยซุกซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของตัวบ้าน เช่น บันไดขึ้นชั้นสองที่สร้างในลักษณะเหมือนเจาะพื้นแล้วเอาบันไดพาดเอาดื้อๆ แบบบ้านคนไทยสมัยก่อนเปี๊ยบ บ้านหลังนี้จึงถือเป็นบ้านฝรั่งที่มีความเป็นไทยอยู่ นายโฮเรชีโอ เบลีย์ เจ้าของบ้านคนแรก เป็นคนมีอารมณ์ขัน เขาจึงใส่อารมณ์ขันเข้ามาในบ้าน สังเกตได้จากงานปั้นหน้าคนอยู่ตรงโค้งเหนือหน้าต่าง ทุกหน้ามีจมูกแบบฝรั่งแต่มีตาแบบไทย แล้วก็มีใบหน้าที่แตกต่างกันหมด

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

8. ความโดดเด่นในแง่สถาปัตยกรรมของบ้านหลังนี้อีกอย่างหนึ่งคือความโปร่ง หน้าต่างทุกบานสามารถเปิดได้จนจรดพื้นเพื่อรับลม แต่ต่อมามีการติดกระจกรอบบ้าน และกั้นห้องใหม่ทั้งหมดเพื่อติดเครื่องปรับอากาศใน พ.ศ. 2516 โครงสร้างพื้นฐานของบ้านหลังนี้เป็นแบบเรือนไม้เขตร้อนดั้งเดิม ใช้ระบบเสาโครงค้ำยัน หนุนหลังคาและพื้นทั้งหมดด้วยโครงและเสา พอเวลาผ่านมา 1 ศตวรรษพื้นจึงเริ่มไม่ค่อยตรงเท่าไหร่

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

9. Guest House หลังเล็กที่ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกันได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเช่นเดียวกับทำเนียบหลังใหญ่ ออกแบบโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง สร้างโดยกระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 ใช้เป็นที่รับรองเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอเมริกาเมื่อเดินทางมาเยือนประเทศไทย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

10. ที่ดินทั้งแปลงนี้มีคูน้ำล้อมรอบ ศาลาหลังนี้เดิมเป็นศาลาสำหรับว่ายน้ำ และจัดงานปาร์ตี้ของนายโฮเรชีโอ เบลีย์ ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สีเขียวในรั้วทำเนียบทูตสหรัฐอเมริกา ทำให้มีสัตว์อาศัยอยู่มากมายตามธรรมชาติ ทั้งนก เต่า ปลา และงูเหลือม ซึ่งเลื้อยข้ามไปมาระหว่างที่นี่และสถานทูตดัตช์เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

ส่วนสัตว์เลี้ยงประจำสถานทูตคือแมวขาวดำอายุประมาณ 13 ปี ชื่ออิซาเบล หรือเบลเบล ซึ่งภริยาท่านทูตรับมาเลี้ยงไว้นั่นเอง

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, สถานทูตอเมริกา, กลิน ที. เดวีส์, walk with the cloud,US Embassy

Writers

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก่อนผ่าตัดใหญ่”

ผู้ร่วมทริป Walk with The Cloud 25 : The Custom House คนหนึ่งเล่าความรู้สึก ก่อนเราทั้งหมดเข้าไปสำรวจโรงภาษีร้อยชักสามเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นประโยคที่แทนใจผู้คนที่ร่ำลาอาลัย ‘ศุลกสถาน’ ได้เป็นอย่างดี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ไม่ว่ามาเยี่ยมชมงานแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เทศกาล Bangkok Design Week 2020 หรือมาอำลาสถาปัตยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยืนหยัดมากว่า 130 ปี เราต่างประทับใจอาคารโบราณแสนสวยเปี่ยมมนต์ขลัง แต่ก็รู้ว่าญาติผู้ใหญ่ของเราสุขภาพร่อแร่เต็มที 

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

เพื่อให้พื้นที่ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ต่อไป การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น โดยศุลกสถานจะรีโนเวตใหม่เป็นเวลา 6 ปีเต็ม 

ก่อนเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในอนาคต ลองมาทำความรู้จักคุณย่าทวดคนงามนามโรงภาษีร้อยชักสาม โดยผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาคารโบราณ และ ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล ผู้เชี่ยวชาญและทำงานอนุรักษ์อาคารโรงภาษีร้อยชักสาม จากบานาน่า สตูดิโอ ผู้เป็นวิทยากรถ่ายทอดเรื่องราวดังนี้

โรงภาษีแห่งเจริญกรุง

ศุลกสถานเป็นหนึ่งในไม่กี่อาคารในย่านเจริญกรุงที่ยังคงสภาพเหมือนร้อยกว่าปีที่แล้ว ในอดีตสถานที่นี้มีทำเลงดงามริมน้ำเจ้าพระยา ทางใต้เป็นสถานทูตฝรั่งเศส ทางเหนือเป็นกงสุลอังกฤษ นับเป็นอาคารสำคัญในย่านบางรัก ย่านเศรษฐกิจปากแม่น้ำที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัย

ก่อนทำความเข้าใจความสำคัญของโรงภาษี ขอเท้าความถึงระบบภาษีไทยแบบคร่าวๆ 

ตั้งแต่สมัยอยุธยา ระบบการเก็บภาษีของสยามเป็นการเก็บ ‘จังกอบ’ และ ‘อากร’ โดยจังกอบมีลักษณะเหมือนภาษีศุลกากร เก็บภาษีปากเรือ ส่วนอากรเป็นภาษีการผลิต เช่น อากรจับปลา อากรพืชสวน

เมื่อมีการค้าขายกับต่างชาติ รัฐตั้งกรมพระคลังสินค้า เพื่อควบคุมไม่ให้ค้าขายกับคนในประเทศโดยตรง พระคลังสินค้ารวมสินค้าไทยมาขายต่อให้กับพ่อค้าต่างชาติ และเก็บส่วนต่างไว้เป็นผลประโยชน์เข้าแผ่นดิน ระบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะการซื้อขายทั้งหมดต้องผ่านเข้าส่วนกลาง

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้ากับต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อนำเงินมาเข้าพระคลังและเตรียมทำสงครามกับเวียดนาม และเพื่อให้รู้กำลังการผลิต เกิดระบบเจ้าภาษีนายอากร มีนายอากรเป็นผู้ตรวจสอบธุรกิจ และเป็นผู้เก็บภาษีส่งหลวง

ยุคสมัยนี้เองที่ เฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) (ชาวสยามเคยเรียกเขาว่า หันตรีบารนี) นักเดินทางและนักการทูตจากอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาเบอร์นี เป็นสัมพันธไมตรีและการค้า โดยสัญญาหลักๆ ระบุว่าการซื้อขายต้องเสียภาษีตามระบบของแต่ละประเทศ เช่น พ่อค้าอังกฤษมาบางกอก ย่อมต้องเสียภาษีตามระบบที่บางกอกจัดเก็บ หากชาวสยามไปค้าขายในดินแดนอื่น ย่อมต้องจ่ายภาษีตามที่ดินแดนนั้นกำหนด

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) หรือ พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สิ่งที่นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ทำมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ว่าด้วยเรื่องภาษี 100 ส่วน เก็บภาษี 3 ส่วน (ภาษีร้อยชักสาม) หรือชำระเงินเท่ากับราคาของสามส่วนนั้น ในสนธิสัญญาระบุว่าชาวสยามต้องตั้งโรงภาษีเป็นเรื่องเป็นราวตามจุดสำคัญอย่างปากน้ำ

โรงภาษีของหลวงแห่งแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม (บริเวณอาคาร River City ในปัจจุบัน) ในยุคที่ จอห์น บุช (John Bush) หรือ พระวิสูตรสาครดิฐ ชาวอังกฤษ เป็นเจ้าท่ายุโรปคนแรกของกรมเจ้าท่า 

ต่อมาได้ย้ายมาที่อยู่ปัจจุบัน เนื่องจากเจริญกรุงเป็นย่านการค้า พื้นที่ริมน้ำนี้จึงได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางด้านภาษี ทั้งขาเข้าและส่งออก 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ตึกคลาสสิกของกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสามออกแบบโดย โยอาคิม กราซซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และเข้ามาทำงานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 

กราซซี มีชีวิตโลดโผนน่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักประวัติเขามากนัก เขาเกิดที่ Capodistria เมืองในอิตาลีซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี และปัจจุบันเป็นเมืองท่าของสโลวีเนีย เมื่อกราซซีอายุได้ 20 ปีก็ออกเดินทางทางทะเล เริ่มผจญภัยที่เซี่ยงไฮ้ ทำงานในบริษัทค้าไม้สัก แล้วมาบางกอกใน พ.ศ. 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ใช้ชีวิตจนถึงช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เริ่มจากการเป็นใครก็ไม่รู้ในแผ่นดินของคนแปลกหน้า จนเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่ร่ำรวยที่สุดในสยาม

ช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรความเจริญจากสิงคโปร์ ชวา อินเดีย จึงมีพระราชดำริอยากให้พระนครมีความทันสมัย ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของกราซซี เขาเปิดบริษัทกับน้องชายอีก 2 คน เป็นทั้งวิศวกร สถาปนิก และผู้รับเหมา ครบอยู่ในเจ้าเดียว ใช้รูปแบบการก่อสร้างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ผลงานช่วงแรกคือพระราชวังต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ และผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือพระที่นั่งในพระราชวังบางปะอิน จุดเด่นของผลงานกราซซีคือรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก ใช้เสากลม ประตูและหน้าต่างโค้ง นอกจากนี้กราซซียังออกแบบวัด โบสถ์ ทั้งแบบคลาสสิกและโกธิก ไปจนถึงตึกเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ คุกมหันตโทษ ฯลฯ ต่อมากราซซียังไปลงทุนทำเหมือง และร่วมทำโครงการขุดคลองรังสิตอีกด้วย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ความขัดแย้งระหว่างไทยและฝรั่งเศสส่งผลกระทบต่องานและทรัพย์สินชาวต่างชาติ กราซซีขายบริษัทของเขาและกลับไปเป็นผู้รับเหมายัง Capodistria บ้านเกิด และไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย

แต่ชื่อของเขายังอยู่ยืนยง ผลงานบางส่วนของเขาผุพัง บ้างถูกทุบทิ้ง บ้างได้รับการต่อเติมปรับปรุงใหม่ 

เพียงตึกเดียวที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงแรกที่ก่อสร้างคือศุลกสถาน ซึ่งสร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือ พ.ศ. 2429 – 2433 รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบพัลลาเดียน (Palladianism) มีลักษะเด่นคือความสมมาตรของอาคาร เน้นความสำคัญของส่วนโถงหลักในอาคารให้มีความโอ่โถงยิ่งใหญ่ และใช้องค์ประกอบการตกแต่งแบบกรีก-โรมันในสัดส่วนที่งดงามลงตัว 

บ้านจีนในศุลกสถาน

บุคคลสำคัญอีกคนที่ผลักดันให้ศุลกสถานกำเนิดขึ้น คือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) บุตรของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระยาภาสกรวงศ์เป็นข้าราชการคนสำคัญ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด และเรียกตัวเข้ามาใช้ในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล 

ใน พ.ศ. 2416 รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ สร้างระบบเก็บภาษี รวมท้งภาษีศุลกากร ให้ส่งเงินเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยให้พระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้ดูแลการปฏิรูปภาษี พระยาภาสกรวงศ์นี่เองที่เป็นผู้เขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 5 ว่า

“โรงภาษีที่จะทำขึ้นใหม่นี้เปนการจำเปนจะต้องมีโดยแท้…เพราะโรงภาษีขาเข้าขาออกนี้ เปนที่ต้องตาของคนยุโรปที่จะดูเมื่อแรกเข้ามาถึง อย่างหนึ่งผลประโยชน์แผ่นดินก็เกิดจากที่นี้มาก ทั้งเปนการรักษาบ้านเมืองด้วย”

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ใจความของจดหมายชี้แจงว่าควรสร้างตึกที่สวยงามให้เป็นหน้าบ้านของกรุงเทพฯ สำหรับคนที่เดินทางมาทางเรือ ช่วงเวลานั้นพื้นที่ตึกหลักของศุลกสถานปัจจุบัน แต่เดิมมีบ้านจีนอยู่สองหลัง เจ้าของเดิมคือ เจ้าพระยาพลเทพ ต้นสกุลบุญ-หลง ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พบเห็น นอกจากแนวโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดินซึ่งทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีเอกชนร่วมกับกรมศิลปากรร่วมสืบประวัติและขุดค้น ดูจากฐานอาคารจีนยุคเก่าแล้วอนุมานหน้าตาได้ว่าคงคล้ายบ้านโซว เฮง ไถ่ ย่านตลาดน้อย 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

อาคารเหล่านี้ตกเป็นสมบัติของหลวงอุปการโกษากร (เวท วัชราภัย) ซึ่งตัดสินใจยกอาคารและที่ดินให้เป็นของหลวงใน พ.ศ. 2426 พระยาภาสกรวงษ์จึงให้กราซซีออกแบบโรงภาษีใหม่ โดยใช้บ้านจีนเป็นที่ทำการชั่วคราว สร้างตึกใหม่ขึ้น 2 หลัง คือ ตึกเหนือ เป็นออฟฟิศสำหรับภาษีขาเข้า-ขาออก และตึกใต้ เป็นออฟฟิศภาษีเข้า และต่อมากลายเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแห่งที่สองของไทย (แห่งแรกคือไปรษณียาคารข้างสะพานพุทธ) 

ภายหลังจึงรื้อบ้านจีนลง สร้างตึกใหญ่ขนาด 4 ชั้นขึ้นแทน มีสะพานไม้เชื่อมต่อตึกเหนือ ตึกใต้ กับตึกหลัก ที่ชั้นสอง

อดีตอันเรืองรอง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

จุดเด่นของอาคารโรงภาษีร้อยชักสามในปัจจุบัน คือรูปทรงเรียบง่าย คล้ายกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีกันสาด หลังคาแบบกระเบื้องจีน ด้านตะวันตกเป็นทางเดิน แดดส่องไม่ถึงห้องด้านใน ส่วนตรงกลางขึ้นไปถึงชั้นสี่ ห้องภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก-ใหญ่-เล็ก สลับไปเรื่อยๆ 

สภาพปัจจุบันของอาคาร อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลือยให้เห็นเนื้อแท้ของสภาพอาคารมากที่สุดแต่ยังคงร่องรอยการใช้งานของแต่ละยุคสมัย ทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เปิดพื้นผิวแสดงให้เห็นส่วนฐานของผนังรับน้ำหนักที่มีความหนาก่อด้วยอิฐ (Wall Bearing System) ไม้ตงขนาดใหญ่รับน้ำหนักแผ่นไม้พื้นหนาที่สภาพโดยรวมยังค่อนข้างดีมากทุกชั้น

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แต่สิ่งที่เลือนหายไป คือการเซาะร่องในปูนปั้นฉาบผนัง โดยปกติอาคารอื่นๆ จะทำแต่ชั้นล่าง แต่ที่นี่ กราซซีเลือกทำตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นขอบหลังคา รูปถ่ายสำคัญโด่งดังของศุลกสถาน คือภาพการตกแต่งพลับพลาท่าเรือรับเสด็จริมน้ำอย่างสวยงามดูเอิกเกริก เป็นสถานที่ที่ข้าราชการ พ่อค้า และราษฎรเฝ้ารับเสด็จ เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสทวีปยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2450

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

บนยอดสุดของหลังคาจั่วมุขหน้าอาคารศุลกสถาน ยังคงปรากฏตราแผ่นดินของสยามที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบยุโรปและเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้องค์ประกอบจะผุกร่อนทรุดโทรมไปบ้าง แต่พอเห็นได้ว่าเป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ เชิญฉัตร 7 ชั้น และยังมีเสาธงซึ่งในอดีตคงต้องมีคนทำหน้าที่เปิดประตูจากห้องใต้หลังคาขึ้นเชิญธงช้างเผือกประดับยอดเสาทุกวัน 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ย้ายออก ย้ายเข้า

มีการพบแปลนโรงภาษีใหม่ริมถนนเจริญกรุง ซึ่งกราซซีออกแบบและวางแผนจะสร้างในช่วง พ.ศ. 2427 – 2429 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับอาคารโรงภาษีร้อยชักสาม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้สร้าง

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองช่วงประมาณ พ.ศ. 2492 กรมศุลกากรย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่บริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของการค้าและขนส่งทางเรือ ศุลกสถานเปลี่ยนการใช้งานเป็นที่ทำการกองบังคับการตำรวจน้ำ และสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก อีกทั้งเป็นที่พักอาศัยแบบดัดแปลงให้กับครอบครัวตำรวจดับเพลิงต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนโยกย้ายกันออกไป และยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือดำเนินการใดอีกเลย

 อาคารกลุ่มนี้ร้างการใช้งานมานานถึงสิบกว่าปี ก่อน ยู ซิตี้ จัดหาทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เข้ามาดำเนินการสำรวจและปรับสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งพบว่าบนผนังปูนภายในหลายจุดยังคงมีร่องรอยขีดเขียนตัวหนังสือจากกลุ่มคนที่เคยอยู่อาศัยใช้ชีวิต สะท้อนภาพความเป็นอยู่ผู้คนที่ได้เข้ามาใช้งานอาคารประวัติศาสตร์ที่ทรุดโทรมลง มรดกความทรงจำหลายทศวรรษในช่วงเวลานี้ ก็คงจะเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันหลากหลายของศุลกสถานในอนาคตต่อไป 

อนาคตอาคาร

อีก 6 ปีข้างหน้า อาคารแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม แต่ไม่ได้เป็นห้องพัก มีห้องจัดเลี้ยง และพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัย และสถาปัตยกรรมโบราณฝีมือกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แนวทางการทำงานของทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดี ใช้วิธีการหลากหลายและมีวิธีคิดแบบเต็มที่กับงานที่ผ่านมา ทั้งการสำรวจตามมาตรฐาน ไปจนถึงใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เช่น การสแกนแบบสามมิติในทุกซอกมุมของอาคารด้วยการใช้เครื่องแสกนแบบตั้งพื้นและโดรน กล่าวเฉพาะงานด้านอนุรักษ์อาคารทางทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์ยังได้เชิญกลุ่มเวอร์นาด็อก (Vernadoc) ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับบริษัท ยู ซิตี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่เช่าจากกรมธนารักษ์ มาจัดเวิร์กช็อปและนิทรรศการ เก็บข้อมูลสำรวจอาคารในรูปแบบวาดเขียนลายเส้นขาวดำด้วยมือแบบเสมือนจริง เพื่อบันทึกร่องรอยอาคารที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านเนื้องานจัดแสดงในสถานที่จริงที่มีความเป็นศิลปะ และด้านกระบวนการที่เข้าถึงชุมชนโดยรอบกับสังคมผู้สนใจอาคารประวัติศาสตร์ในวงกว้าง ให้มีโอกาสเข้าถึงและทำความเข้าใจสถานการณ์ พร้อมกับเปิดมุมมองคุณค่าของอาคารที่ดูเสื่อมสภาพ แต่เปี่ยมคุณค่าและความทรงจำผ่านช่วงเวลาหลายยุคสมัย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ในช่วงปิดปรับปรุง ทีมนักออกแบบปรับการใช้สอยต้องประสานกับทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีต่อไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี ความท้าทายในอนาคตที่รออยู่ยังมีอีกมาก เช่น การปรับปรุงอาคารเพื่อการใช้งานรูปแบบใหม่ (Adaptive Reuse) การออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ การจัดทำส่วนจัดแสดงที่แสดงร่องรอยทางสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างในอาคารรูปแบบใหม่ และการประสานไปยังกรมศิลปากรเพื่อขอยืมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในสถานที่เพื่อนำกลับมาจัดแสดง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ทางยู ซิตี้ จ้างทีมสำรวจและอนุรักษ์ศุลกสถานเพื่อนำไปสู่การต่อยอดเป็นกิจการโรงแรมในอนาคต ได้ติดต่อช่างซ่อมนาฬิกาชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีผลงานอนุรักษ์นาฬิกาที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ ซึ่งน่าจะเป็นนาฬิการุ่นเดียวกันกับที่ด้านหน้ามุขของศุลกสถาน และสืบหาร่องรอยโคมไฟจากฐานแชนเดอเลียร์บางส่วนบนฝ้าเพดานในห้องเต้นรำชั้นสามที่ยังเก็บไว้ดูเป็นหลักฐาน ทั้งยังตรวจสอบโครงสร้างไม้ โครงสร้างหน้าต่าง ขนาดและวัสดุเนื้ออิฐเพื่อหาที่มาและวิธีการผลิต วัสดุปูนฉาบ สีและลวดลายผนังดั้งเดิม กระเบื้องจีนที่ใช้มุงหลังคา ฯลฯ เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าให้สมบูรณ์ที่สุด และสอดคล้องกับการใช้งานในอนาคต

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

ขอบคุณข้อมูลจาก

ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ ทีมงานขุดค้นโบราณคดี 

คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)

Writers

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Avatar

จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ

ผศ.ดร.จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติวิชาชีพเป็นนักผังเมือง ชอบศึกษาและวิจัยด้านมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

Photographer

Avatar

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load