15 กันยายนที่ผ่านมา ในวาระวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็นบิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทยและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร The Cloud จัดทริปพาผู้อ่านไปทำความรู้จักชีวิตและการทำงานของอาจารย์ฝรั่งชาวอิตาลีผู้นี้

ศิลป์ พีระศรี

ไฮไลต์สำคัญคือการได้รับเกียรติฟังบรรยายจาก คุณอรรถทวี ศรีสวัสดิ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 7 ซึ่งเข้าศึกษาคณะจิตรกรรมประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2500 และเป็นลูกศิษย์รุ่นรองสุดท้ายที่ได้เล่าเรียนวิชาศิลปะกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อนที่ท่านจะวางมือจากการสอนและถึงอนิจกรรมใน พ.ศ. 2505

คุณอรรถทวีในวัย 82 ปีสุขภาพแข็งแรงและยังเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว เริ่มต้นการบรรยายที่หน้ารูปปั้นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อนจะไปจบที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ซึ่งเดิมเป็นห้องทำงานและค้นคว้าวิจัยของท่านนั่นเอง

ศิลป์ พีระศรี
ศิลป์ พีระศรี

แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมากว่า 60 ปีแล้ว นับจากวันที่คุณอรรถทวีย่างเท้าเข้าสู่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเริ่มต้นการเป็นนักศึกษาวิชาศิลปะอย่างเต็มตัว แต่ทุกความทรงจำ ถ้อยคำ และสรรพความรู้ ที่ได้รับจากอาจารย์ฝรั่งนั้นยังตราตรึงอยู่ในจิตใจ

และนี่คือ 12 เรื่องเล่าของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมสมัยใหม่ ศิลปะร่วมสมัย ในประเทศไทย จากความทรงจำอายุกว่า 60 ปีของลูกศิษย์รุ่นรองสุดท้ายของท่าน

01

 อาจารย์ศิลป์เข้มงวดกวดขันกับนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรมาตั้งแต่รุ่นแรก ท่านเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนมาก สิ่งที่ท่านเอ่ยและคุณอรรถทวียังจดจำได้ดี แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 60 ปีแล้วคือ “ก่อนที่จะเรียนศิลปะ นักศึกษาที่นี่ทุกคนจะต้องเป็นมนุษย์เสียก่อน หลังจากเป็นมนุษย์แล้ว จึงจะถ่ายทอดวิชาศิลปะได้”

ศิลป์ พีระศรี

ทุกคนคงทราบดีว่าความเป็นมนุษย์และสัตว์นั้นแตกต่างกัน มนุษย์มีความรู้สึกนึกคิด สร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยศีลธรรมจรรยาแตกต่างจากสัตว์ อาจารย์ศิลป์ท่านพูดเสมอว่า ศิลปะเป็นเรื่องของความรู้สึกเฉพาะตัว แต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวก็สร้างสรรค์งานศิลปะไม่ได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์ด้วย

02

คุณอรรถทวีเข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมใน พ.ศ. 2500 ต้องเล่าเรียนทั้งสิ้น 5 ชั้นปีจึงจะจบการศึกษา โดยในช่วง 3 ปีแรกอาจารย์ศิลป์จะเข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อปรับพื้นฐานความรู้และความแม่นยำทางศิลปะให้กับนักศึกษา ใครเรียนไม่ผ่านตามระดับที่กำหนดท่านจะให้รีไทร์

หากท่านเห็นนักศึกษาคนไหนมีแววว่าจะเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ต้นเทอม ท่านจะเดินไปกระซิบบอกว่า “นายไม่มีหัวทางศิลปะ ไปเรียนอย่างอื่นแทนได้ไหม” หากนักศึกษามีความตั้งใจและมุมานะที่จะเรียนต่อ ท่านก็ให้โอกาส แต่ส่วนใหญ่เมื่อถึงปลายปีนักศึกษาเหล่านี้ก็มักมีคะแนนสะสมไม่ถึงเกณฑ์ ตามที่อาจารย์ฝรั่งคาดการณ์ไว้อยู่ดี

ศิลป์ พีระศรี

ที่ท่านคาดการณ์ได้แม่นยำขนาดนี้เพราะท่านรู้ลักษณะ ความสามารถพิเศษ และนิสัยใจคอของลูกศิษย์แต่ละคนเป็นอย่างดี ท่านจึงดูออกว่านักศึกษาคนไหนเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะเรียนศิลปะ

03

เมื่อขึ้นปี 4 – 5 การเข้มงวดกวดขันอย่างชั้นปีแรกๆ จะเริ่มลดลง อาจารย์ศิลป์เริ่มปล่อยให้นักศึกษามีอิสระทางความคิด แต่งานที่ได้รับมอบหมายกลับหนักหนายิ่งกว่าปีแรกๆ เสียอีก คุณอรรถทวีเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า “ทำงานส่งอาจารย์ฝรั่งกันแทบไม่ทัน”

ศิลป์ พีระศรี
ศิลป์ พีระศรี

อาจารย์ศิลป์มักเดินออกจากห้องทำงานของท่านมาตรวจดูการทำงานของนักศึกษาทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น นักศึกษาคนไหนไม่อยู่ หนีไปดูหนังฟังเพลง กลับมาจะโดนอาจารย์ตำหนิจนหูบวมไปตามๆ กัน อาจารย์ศิลป์จะตำหนิเป็นภาษาไทยบ้าง อิตาลีบ้าง คำที่คุณอรรถทวียังจำได้ดีคือ “Stupido!” แปลว่า เจ้าคนเขลา

อาจารย์ศิลป์เก่งกาจและมาตรฐานสูงมาก ทำให้ลูกศิษย์ของท่านแต่ละคนเก่งมาก รุ่นใหญ่ๆ นั้นเป็นระดับศิลปินแห่งชาติทั้งสิ้น อนุสาวรีย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ตั้งอยู่ ณ ลานมหาวิทยาลัยศิลปากร คือฝีมือของอาจารย์ สนั่น ศิลากร ปรมาจารย์ด้านการปั้นรูปเหมือน

ศิลป์ พีระศรี

04

 เวลาอาจารย์ศิลป์สอนหรือพูดคุยกับนักศึกษา ท่านจะใช้ภาษาไทยแปร่งๆ สำเนียงอิตาเลียน สมัยคุณอรรถทวีเข้าเรียนปีแรกๆ ก็ฟังสำเนียงอาจารย์ฝรั่งออกบ้างไม่ออกบ้าง บางครั้งอาจารย์ศิลป์ก็เชิญลูกศิษย์ที่คุ้นชินกับสำเนียงของท่านมาช่วยแปลสิ่งที่ท่านพูดจากภาษาไทยเป็นภาษาไทยให้เหล่านักศึกษาใหม่อีกที

แต่เมื่อขึ้นปีโตๆ ปรากฏว่าทุกคนก็สามารถเข้าใจภาษาไทยสำเนียงอิตาเลียนของอาจารย์ได้ถนัดดี ไม่มีปัญหา แถมยังสามารถถกเถียงถ้อยความยาวๆ ยากๆ กันได้อีกต่างหาก

หลังเลิกคาบเรียนท่านจะถามทุกครั้งว่า “ใครไม่เข้าใจตรงไหนบ้างหรือไม่” ถ้าไม่เข้าใจท่านจะอธิบายใหม่จนกว่าจะเข้าใจ ท่านคือผู้ขยายความรู้รอบตัวให้กับนักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ประวัติศาสตร์ และศิลปะนานาชาติ คุณอรรถทวีบอกว่า “ท่านมักเล่าให้พวกเราฟังความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะโลก และวิเคราะห์อิทธิพลที่ส่งผลมาถึงประเทศไทยให้พวกเราฟังเสมอ”

ศิลป์ พีระศรี

05

 เป้าหมายที่อาจารย์ศิลป์วางไว้ตั้งแต่แรกตั้งหลักสูตรคณะจิตรกรรมประติมากรรม คือนักศึกษาทุกคนที่เรียนจบจะต้องออกไปทำงานศิลปะได้ทุกอย่าง จะเขียนรูปก็ได้ ทำงานราชการก็ได้ ทำบริษัทก็ได้ เพราะในยุคสมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยนิยมซื้อภาพไปติดบ้าน ดูภาพก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าลูกศิษย์ของท่านเป็นศิลปินเขียนรูปขายเพียงอย่างเดียวคงจะใช้ชีวิตยากลำบากมาก

ท่านจึงวางหมุดหมายไว้เลยว่าลูกศิษย์ท่านที่เรียนจบไปแล้วจะต้องไม่อดตาย “ฉะนั้น ท่านจึงสอนวิชาและความรู้มากมาย เพื่อให้เรานำไปประกอบวิชาชีพได้อย่างหลากหลาย” ลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์จึงเข้าไปอยู่ในสังคมไหนก็ได้ เพราะความรู้ความสามารถแน่น

ศิลป์ พีระศรี

ท่านสอนให้ขยันหมั่นเพียร และท่านก็เป็นตัวอย่างที่ดีเสมอมา ชีวิตของอาจารย์ฝรั่งคนนี้ เช้าปั่นจักรยานจากบ้านพัก เมื่อถึงมหาวิทยาลัยเดินตรวจดูความเรียบร้อยทุกห้อง ทุกคณะ สอนคาบเช้า เที่ยงรับประทานอาหารที่ห่อมาจากบ้าน ได้แก่ แซนด์วิชและกล้วยสุก นอนพักประมาณ 15 นาที จากนั้นช่วงบ่ายทำงานราชการ เป็นแบบนี้ทุกวัน ตั้งแต่ 1 โมงเช้าจนถึง 1 ทุ่ม

06

อาจารย์ศิลป์กวดขันเรื่องวิชาการ ความคิด ความรู้สึก อันมีความสำคัญต่อผู้เรียนศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี วรรณศิลป์ และวรรณกรรม ทุกแขนงใช้อารมณ์ความรู้สึกของศิลปิน ประกอบกับความรู้รอบซึ่งเกี่ยวพันและใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น คนเรียนจิตรกรรม-ประติมากรรมจะมีความรอบรู้ถึงศิลปะแขนงต่างๆ เรียกว่า ‘ศิลปะสัมพันธ์’

เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 5 นักศึกษาต้องเรียนวิชา Aesthetic หรือสุนทรียศาสตร์ และวิชา Critics หรือการวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ อาจารย์ศิลป์มักส่งเสริมยุยงให้เราโต้เถียงกับท่าน ใครนิ่งเงียบจะโดนซักไซ้เป็นพิเศษ ท่านอยากให้ลูกศิษย์ของท่านรู้จักคิดและกล้าวิพากษ์วิจารณ์ชิ้นงานจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านจะภูมิใจและพึงพอใจมากเมื่อนักศึกษากล้าถกเถียงกับท่าน  

ศิลป์ พีระศรี

อาจารย์ศิลป์บอกว่างานศิลปะมันสุนทรีย์หลายชั้น เริ่มจากชั้นแรก ชั้นกลาง และชั้นสูงสุด คนที่จะเข้าใจศิลปะขั้นสูงสุดได้ต้องมีพื้นฐานความรู้ มีความเข้าใจเรื่องสังคมอย่างลึงซึ้ง ไม่ใช่มีเพียงความรู้สึกอย่างเดียว และงานศิลปะก็ไม่ใช่ความรู้สึกของเราอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับคนดูด้วย

ลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์อย่าง อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี, อาจารย์อนันต์ ปาณินท์ และอีกหลายคน ทำงานด้วยชีวิตจิตใจเหมือนที่อาจารย์สอน มีความนึกคิด ความรู้สึก ความเข้าใจ ในสิ่งที่จะเขียนอย่างถ่องแท้ แล้วแสดงออกมาผ่านชิ้นงาน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งทำให้ชิ้นงานมีพลังมหาศาล

07

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิมคือ คอร์ราโด เฟโรชี เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมเมื่อปี 1868 พอจบหลักสูตร 5 ปีก็เข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี หลังจากนั้นก็เข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จนจบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปี และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ในขณะที่มีอายุ 23 ปี หลังจากนั้นไม่นานก็รับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์ที่มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญา

ก่อนเดินทางมารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากรที่ประเทศไทย ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ศิลป์ พีระศรี

หากเมื่อ 94 ปีก่อน คอร์ราโด เฟโรชี ศิลปินหนุ่มผู้มีฝีมือการปั้นหล่อฉกาจฉกรรจ์ไม่ตัดสินใจมาประเทศไทย และใช้เวลาอีกกว่าครึ่งชีวิตปูทางให้ศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย สร้างครูของครูจนเกิดลูกศิษย์ศิลปะมากมายในประเทศไทย ท่านอาจจะเป็นศิลปินระดับโลกคนหนึ่งทีเดียว

ศิลป์ พีระศรี

08 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เดิมเป็นห้องทำงานและสอนหนังสือของอาจารย์ โต๊ะกลางห้องที่เห็นอยู่นี้ เดิมเป็นโต๊ะสำหรับสอนหนังสือที่นักศึกษาจะมานั่งเรียนกัน บนโต๊ะมักเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้อย่างสมุด ดินสอ ตำราต่างๆ ยกเว้นยางลบที่อาจารย์ศิลป์กันหายด้วยการผูกเชือกห้อยไว้กับโต๊ะ เป็นยางลบคุณภาพดีที่ท่านสั่งมาจากต่างประเทศ แม้อาจารย์จะระแวดระวัง แต่บางครั้งก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะลูกศิษย์ที่ไม่ค่อยมีสตางค์มักนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ผลัดแบ่งกันใช้

ศิลป์ พีระศรี

โต๊ะและเก้าอี้ทำงานของอาจารย์ศิลป์นั่งอย่างไรก็ไม่เมื่อย เพราะออกแบบมาอย่างดี พอดีกับสรีระมนุษย์เป๊ะ ทั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรมี 2 ชุด ในห้องอาจารย์และห้องทำงานนักเรียนปี 4 – 5 แน่นอนว่าใครมาถึงห้องทำงานก่อนได้นั่งโต๊ะเก้าอี้ชุดนี้ก่อน เหล่านักศึกษาแย่งกันชุลมุนแทบทุกเช้า เพราะใครๆ ก็อยากนั่ง ขนาดอาจารย์ศิลป์นั่งทำงานทั้งวันท่านยังบอกเลยว่าไม่เมื่อยสักนิด

ส่วนกระดานดำในห้องนี้คือกระดานที่อาจารย์ฝรั่งใช้สอนจริงๆ เวลาจะบรรยายหรือสอนวิชาอะไร อาจารย์ศิลป์มักจะเขียนเฉพาะหัวข้อการบรรยายสั้นๆ ไว้บนกระดานดำ ท่านไม่ชอบเขียนอะไรเยอะแยะ ปกติท่านจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านเขียนภาษาไทยได้ แต่มีคนแอบไปล้อเลียนลายมือ ท่านจึงไม่เขียนเสียเลย

นอกจากตัวอักษรไทย อาจารย์ฝรั่งยังเขียนลวดลายไทยได้ และเขียนได้งดงามกว่าคนไทยหลายๆ คนด้วยซ้ำ ลองไปดูลายกระจังใบเทศบนอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 จะเห็นฝีมือการสเกตช์ของอาจารย์ศิลป์ แล้วจะเข้าใจฝีมืออันอ่อนช้อยของท่าน

ศิลป์ พีระศรี

09

Santa Lucia เพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร คือเพลงพื้นเมืองประเทศอิตาลีที่อาจารย์ศิลป์ชื่นชอบมาก ท่านจะฮัมเพลงนี้เสมอทั้งเวลาสอนและปั้นงาน ลูกศิษย์จะได้ยินเพลงนี้จนติดหู

10

เรื่องอาจารย์ศิลป์รักงานและทำงานหนักเป็นเรื่องที่รู้กันทั่ว คุณอรรถทวีเล่าว่าวันหนึ่งที่เรียนวิชา Critics กันอย่างสนุกสนาน จนเวลาเกือบจะ 1 ทุ่มแล้ว คุณมาลินี พีระศรี ภรรยาอาจารย์ศิลป์ มายืนรออยู่ด้านนอกสักพักใหญ่ จึงตะโกนเข้ามาว่า “จะนอนกันอยู่ที่นี่หรืออย่างไร” อาจารย์ฝรั่งขยิบตากับลูกศิษย์แล้วจึงเลิกชั้นเรียน พวกเราต้องค่อยๆ เดินออกจากห้องเรียนทีละคน ผ่านหน้าอาจารย์มาลินีที่ยืนค้อนปนยิ้มแย้มอยู่หน้าห้อง

ศิลป์ พีระศรี

11 

ตามปกติอาจารย์ศิลป์จะเรียกอาจารย์คณะต่างๆ มาพบทุกวันเสาร์เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้ทุกคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์เปรื่อง เปลี่ยนสายสืบ ลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์รุ่นที่ 3 เมื่อเรียนจบท่านไปเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะมัณฑนศิลป์ ท่านมานั่งฟังเพลง Symphony No.5 ของ Beethoven กับอาจารย์ศิลป์

ผู้ควบคุมวงดนตรีของแผ่นเสียงที่ฟังอยู่ตอนนั่น คือ Arturo Toscanini ชาวอิตาลี เมื่อฟังจบอาจารย์เปรื่องพูดขึ้นมาว่า “อาจารย์ครับ ผมมีโอกาสฟังเพลงนี้ของวง Vienna Orchestra ควบคุมวงโดย Herbert von Karajan ผมว่าเขาควบคุมวงได้ดีกว่า Toscanini ครับ”  

ศิลป์ พีระศรี

อาจารย์ฝรั่งตกใจและตอบกลับไปว่า “เอาล่ะ ถ้านายพูดอย่างนั้น ฉันจะสั่งแผ่นเสียงของวง Vienna Orchestra มาจากเมืองนอก แล้วเรามาฟังพร้อมกัน”

วันที่แผ่นเสียงมาถึง อาจารย์ศิลป์เชิญอาจารย์หลายท่านมาฟังด้วยกัน ปรากฏว่าเมื่อฟัง Symphony No.5 ในการควบคุมวงของ Herbert von Karajan จบ พลังที่ส่งออกมาจากแผ่นเสียงแผ่นนั้นกังวานไปทั่ว อาจารย์ศิลป์พูดขึ้นว่า “Krarajan เป็นคนหนุ่มไฟแรง ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังในการควบคุมวง ที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น” ในตอนนั้น Toscanini อายุร่วม 70 ปี ในขณะที่ Krarajan เพิ่งอายุ 30 กว่าปีเท่านั้นเอง เป็นอันว่าอาจารย์ฝรั่งเห็นตรงกับอาจารย์เปรื่องว่า Herbert von Karajan ควบคุมวงได้ดีกว่า

ศิลป์ พีระศรี

12 

วันเกิดอาจารย์ศิลป์แต่ละปี เหล่าลูกศิษย์จะจัดปาร์ตี้เล็กๆ ให้ท่าน ประกอบไปด้วยผลไม้และชากาแฟ ท่านไม่อยากให้ซื้ออาหารอะไรมากมาย ท่านรู้ว่าลูกศิษย์ไม่ค่อยมีสตางค์ แต่ลูกศิษย์ก็อยากจะจัดงานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้อยู่ดี

ทุกวันที่ 15 กันยายนของทุกปี จึงได้รับการกำหนดให้เป็น ‘วันศิลป์ พีระศรี’ เพื่อรำลึกถึงครูผู้อุทิศตนทั้งชีวิต เพื่อนักเรียนและศิลปะจนวินาทีสุดท้าย เหล่าลูกศิษย์จะมาชุมนุมกัน วางดอกไม้ให้อาจารย์ จัดโต๊ะอาหารอิตาลีแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ท่าน จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 126 แล้ว

คุณอรรถทวีเอ่ยทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “อาจารย์ศิลป์ พีระศรี พูดเสมอว่า คนไทยมีหัวศิลปะในสายเลือดทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น”

ศิลป์ พีระศรี
 
https://readthecloud.co/event-walk-silpa-bhirasri/

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

สำหรับชาวไทย ‘แขก’ คงเป็นคนนอกที่คุ้นเคยกับคนไทยและประเทศไทยไม่น้อยกว่าชาติไหนๆ เพราะผู้มาเยือนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่ติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายกันมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ชาวชมพูทวีปเดินทางมาค้าขายบนดินแดนสุวรรณภูมิตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อน และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างดินแดนตลอดมา ในสมัยรัตนโกสินทร์ แขกหลายกลุ่มจากหลายพื้นที่และหลายศาสนาเข้ามาค้าขายหรือประกอบอาชีพต่างกันไป ตั้งแต่แรกตั้งบางกอกเป็นเมืองหลวง

ถึงจะเรียกรวมๆ ว่า ‘แขก’ แต่ที่จริงแล้วแขกมีหลายกลุ่มหลายประเภทในเมืองไทย เช่น แขกโบราห์สายชีอะห์หรือกลุ่มแขกขายผ้า แขกนามธารีผู้โพกผ้าขาวและกินเจ แขกซิกข์โพกผ้าดำนับถือวัวเป็นสัตว์เทพเจ้า รวมถึงกลุ่มแขกทมิฬจากอินเดียใต้ 

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ชาวอินเดียย้ายถิ่นฐานมากมายอีกครั้ง คือการแบ่งประเทศปากีสถานกับประเทศอินเดียออกจากกัน ชาวฮินดูมากมายที่บ้านเรือนอยู่ในแคว้นปัญจาบในเขตปากีสถานจำต้องอพยพจากดินแดนบ้านเกิดสู่จุดหมายปลายทางใหม่ หนึ่งในนั้นคือสยามประเทศ การเข้ามาของชาวอินเดียอพยพนำมาซึ่งการขยายตัวของคนอินเดียไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย และมีส่วนทำให้สยามมีสีสันและสวยงามไปตามยุคสมัย

แม้มาจากอินเดียเหมือนกัน แต่แขกเองก็มีความหลากหลายทั้งชาติพันธุ์และความเชื่อ เช่น กลุ่มแขกโบราห์ขายผ้า นำผ้าพิมพ์ลายสวยงามเข้ามาเผยแพร่ในไทย แขกทมิฬที่สร้างวัดแขกสีลม แขกปาร์ซีที่เข้ามาช่วยกิจการรถไฟ และต่อมาชาวปาร์ซีตระกูลเปสตันยีก็บุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทย และยังมีกลุ่มแขกอีกมากมายที่มีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์สังคมไทย 

The Cloud ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA กับ Navin Production จัดกิจกรรม Walk with The Cloud 23 : แขกไปใครมา ทริปที่จะพาไปรู้จักประวัติศาสตร์ของชาวอินเดียพลัดถิ่นในประเทศไทย โดยเฉพาะในย่านบางรัก 

นิทรรศการแขกไปใครมา

เริ่มต้นทริปที่นิทรรศการศิลปะของนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินไทยเชื้อสายอินเดีย ทายาทนายห้างโอเค ร้านขายผ้าเก่าแก่ของเชียงใหม่

‘แขกไปใครมา’ เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของนาวินที่ภาคภูมิและสนใจที่มาของตนเอง จึงออกเดินทางกว่า 3 ปี ขึ้นเหนือล่องใต้หาข้อมูลเกี่ยวกับชาวไทยเชื้อสายแขกทั่วประเทศ เพื่อนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวของแขก ทำให้เข้าใจถึงความเป็นมา ความหลากหลาย และความเปลี่ยนแปลงของแขกในสังคมไทย

ส่วนสำคัญกลางห้องนิทรรศการคือร้านขายผ้าโอเค นาวินเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของครอบครัวตนเองผ่านห้องนี้ หลังจากพ่อเสียชีวิตและร้านปิดตัวลง ศิลปินจึงยกเอาร้านขายผ้าของพ่อ สิ่งของภายใน และถุงกระดาษกว่า 30 แบบของที่ร้านมาจัดแสดง

สืบร่องรอยชาวอินเดียในไทยบนถนนสีลม-เจริญกรุง

ผลงานเด่นอีกชิ้นคงต้องยกให้ภาพวาดพาโนรามายาว 30 เมตร จากผ้าใบกว่า 300 ชิ้น รวมกันจนเป็นภาพขนาดใหญ่ ปะติดปะต่อบอกเล่าเรื่องราวของแขกในไทยที่นาวินพบเจอตลอดการเดินทาง ในส่วนอื่นๆ ของนิทรรศการได้รวบรวมความหลากหลายของแขกผู้พลัดถิ่นแต่ละชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ในเมืองไทย สะท้อนผ่านภาพวาดโปสเตอร์ภาพยนตร์ไทย-อินเดียแบบย้อนยุค ด้วยสีสันที่สวยงามและร้อยเรียงเรื่องราวแขกที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาเนิ่นนานในแง่มุมต่างๆ 

จุดน่าสนใจในโปสเตอร์คือภาพแขกหลายกลุ่ม ทั้งแขกนามธารี แขกซิกข์ แขกโบราห์ แขกทมิฬ และแขกอินเดียที่เป็นคริสเตียน ร่วมถ่ายภาพกับอาจารย์รพินทรนาถ ฐากูร ที่เดินทางมาบรรยายในเมืองไทย สะท้อนให้เห็นถึงภราดรภาพของแขกในไทยที่มีความหลากหลาย และภาพอื่นๆ แสดงถึงความหลากหลายของอาชีพของแขกที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ไม่ได้มีแค่แขกขายผ้า ขายถั่วอีกต่อไป

สืบร่องรอยชาวอินเดียในไทยบนถนนสีลม-เจริญกรุง

ถ้าอยากชมนิทรรศการให้ครบรส ต้องไม่พลาดการชมภาพยนตร์เพลงสไตล์บอลลีวูดที่ใช้เพลงบอกเล่าถึงความหลากหลายของแขก และมีความสัมพันธ์กับคนไทยมาอย่างยาวนาน

สืบร่องรอยชาวอินเดียในไทยบนถนนสีลม-เจริญกรุง

อีกสิ่งที่เซอร์ไพรส์ให้การชมนิทรรศการครั้งนี้สนุกมากยิ่งขึ้น คือการได้พบกับนายห้างปากหวานใจดีที่บินตรงจากหาดใหญ่ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันมากมาย ทริปนี้ยิ่งทำให้เราเชื่อมากขึ้นไปอีกว่าในความเป็นไทย แท้จริงแล้วผ่านการหล่อหลอมและผสมผสานมามากมายจนเกิดเป็นความสวยงามแบบทุกวันนี้

ร้านอาหาร Wood Lands Inn

หากจะสัมผัสความเป็นแขกให้ได้มากที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาด คืออาหารอินเดีย

เพราะวัฒนธรรมอาหารสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นได้เป็นอย่างดี อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิประเทศ ทำให้ในแต่ละพื้นที่มีวัตถุดิบเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป สำหรับอาหารอินเดียเหนือที่โดนเด่น คือโรตี เช่น จาปาตี นาน

แต่วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการปรุงอาหารอินเดีย คือ ข้าว อัตตะ (แป้งสาลีโฮลวีต) และเมล็ดถั่วหลากหลายชนิด โดยมีเครื่องเทศที่สำคัญอย่างกระเทียม กานพลู กระวาน อบเชย ขมิ้น ฯลฯ วัตถุดิบต่างๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมนูอาหารกลางวันสำหรับวันนี้ ทั้งแกงมาซาล่าแพะ ปลาทอดเครื่อง ไก่ทันดูรี ทานคู่กับแป้งนานและจาปาตี ตามแบบฉบับอาหารอินเดียเหนือ ณ ร้านอร่อยเก่าแก่ย่านบางรัก 

นอกจากร้านเก่าแก่ในโรงแรม Wood Lands Inn แล้ว ย่านนี้ยังมีร้านอาหารชื่อดัง เช่น ร้านอาหารมุสลิม ร้าน Al-rahaman ที่รอให้ทุกคนได้ไปลิ้มรสชาติอาหารแบบอินเดียแท้ๆ 

Wood Lands Inn

Digamber Jain Temple

หลังจากลิ้มรสอาหารตามแบบฉบับอินเดียกันไปแล้ว เดินต่อมาที่ซอยพุทธโอสถหรือซอยการาจี พิกัดที่รวบรวมความหลากหลายของแขกไว้มากมาย ทั้งผู้คน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขนม รวมถึงร้านค้าขายเพชรพลอย ที่มีร่องรอยของการค้ามาตั้งแต่ยุคบุกเบิกของการอพยพเข้ามาของชาวอินเดีย

ในปัจจุบัน ซอยพุทธโอสถมีแขกอาศัยอยู่อย่างหลากหลาย รวมถึงกลุ่มผู้นับถือศาสนาเชน ถึงแม้แขกเชนจะมีเพียงแค่ 125 ครอบครัวในประเทศไทย แต่ซอยเล็กๆ ซอยนี้มีวัดเชนอยู่ถึง 2 แห่ง ตามนิกายทิคัมพรและเศวตัมพร และจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้คือวัดเชนนิกายทิคัมพร เชนสถานที่ตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายภายใต้ตึก 2 คูหา ในซอยพุทธโอสถ 

เมื่อเราเดินมาถึงและนั่งลงในเชนสถานอันแสบเรียบง่ายแห่งนี้ กูรูจึงเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวของศาสนาเชนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

‘ศาสนาเชน’ ศาสนาเก่าแก่ที่มีจุดกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย มีความเชื่อที่คล้ายคลึงกับพระพุทธศาสนา เชื่อเรื่องมนตราแต่ปฏิเสธความเชื่อแบบฮินดูดั้งเดิม และเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระมหาวีระ แนวทางการปฏิบัติของนักบวชศาสนานี้เรียบง่าย ปฏิบัติตามคำสั่งสอนอาจารย์คือ ไม่รับเงิน ไม่รับของมีค่ามาเป็นของตน และไม่สวมเสื้อผ้า รวมถึงยึดถือหลักการของอหิงสา 

สืบร่องรอยชาวอินเดียในไทยบนถนนสีลม-เจริญกรุง

แม้ว่าเชนสถานแห่งนี้จะเป็นเพียงวัดเล็กๆ ในดินแดนอื่น แต่หลักการปฏิบัติที่พวกเขายึดถือยังคงดำเนินต่อไปตามวิถีแห่งเชน ของบูชาใช้เพียงข้าวสาร เมล็ดถั่ว และผลไม้แห้ง น้ำกินน้ำใช้ภายในวัดต้องกรองก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนหรือทำลายสิ่งมีชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกสิ่งเป็นไปตามหลักการอหิงสา

และจุดที่ผู้ร่วมทริปของเราให้ความสนใจเป็นอย่างมาก คือรูปนักบวชในศาสนาเชนที่นุ่งลม ห่มฟ้า จะพูดแบบเข้าใจกันง่ายๆ คือการสละเครื่องนุ่งห่มกายทั้งหมด ตามคติความเชื่อที่ละทิ้งทุกอย่างที่เป็นกิเลส 

การเข้ามาในวัดเชนครั้งนี้ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับศาสนาเก่าแก่นี้เพิ่มเติมมากกว่าที่เราเคยเข้าใจ มองกลุ่มแขกเชนที่ดำเนินวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายภายใต้สังคมเดียวกับเรา

มัสยิดกรุงเทพ (Bangkok Mosque)

ระหว่างทางจากเชนสถานไปยังจุดหมายต่อไป เราได้เดินผ่านสถานที่แห่งหนึ่งที่มีความสวยงามดูสะดุดตา มัสยิดกรุงเทพ มัสยิดหลักของพี่น้องชาวอินเดียในย่านเจริญกรุง ศาสนสถานอีกแห่งที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยพุทธโอสถ โดดเด่นด้วยทรงสมัยใหม่กับตัวอาคารสีขาว เป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ที่นี่คือมัสยิดกรุงเทพหรือที่ชาวมุสลิมเรียกกันในอีกชื่อว่า ‘มัสยิดทมิฬ’

โดยส่วนใหญ่แล้วมัสยิดมักจะมีผู้ดูแลเป็นคนในพื้นที่ แต่มัสยิดกรุงเทพดูแลและจัดการโดยชาวอินเดีย นอกจากทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาของคนในพื้นที่ มัสยิดกรุงเทพยังช่วยยึดโยงกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่เข้าไว้ด้วยกัน

Delhi’s Sweet

แดดร้อนๆ ยามบ่ายอาจทำให้หมดแรง ก่อนเดินไปสถานที่ต่อไป เรามาแวะร้านของหวาน Delhi’s Sweet ร้านขนมหวานแบบอินเดียแท้ๆ ของนายห้างชาวเดลีที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองไทย
จิบ Chai สักหน่อยแล้วลองทาน Ras Malai แป้งผสมชีสอินเดียต้มในน้ำเชื่อมใส่กระวาน เอามาแช่ในครีมที่ต้มกับกระวาน พร้อมโรยถั่วพิสตาชิโอลงไป หอมมันนมและกลิ่นกระวาน 

ขนมอินเดียอีกอย่างที่เราไม่อยากให้พลาด Gulab Jamun ของหวานยอดฮิตจากอินเดีย แป้งทอดที่แช่ในน้ำเชื่อมใส่กระวานและน้ำกุหลาบ หอมกระวานอบอวลตลอดการทาน

ยิ่งทานยิ่งอินกับความเป็นอินเดีย ด้วยวัตถุดิบที่เน้นถั่ว นม และเครื่องเทศในหลากหลายเมนู ความโดดเด่นทางด้านอาหารของอินเดียที่แม้จะเดินทางข้ามถิ่นมาไกลแต่ก็ยังชัดเจน เหมือนกลิ่นของกระวานในขนมวันนี้เลย 

สืบร่องรอยชาวอินเดียในไทยบนถนนสีลม-เจริญกรุง

มัสยิดมีราซุดดีน

มองจากภายนอกจะเห็นยอดโดมสีทองสะท้อนแสงแดดยามบ่ายของกรุงเทพฯ รั้วของมัสยิดตกแต่งด้วยลวดลายเครือเถา และที่หน้าต่างบานใหญ่ประดับตัวอักษรยาวีสีทองเช่นเดียวกันกับป้ายตราสัญลักษณ์บริเวณขอบซุ้มประตูทางเข้า

แต่วันนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่เราไม่ได้แค่ผ่านมาชมความสวยงามด้านนอกเท่านั้น เราได้เข้าไปเยือนมัสยิดเก่าแก่ประจำชุมชนที่มัคนายกของมัสยิดเล่าให้ฟังว่า ‘มัสยิดมีราซุดดีน’ เป็นมัสยิดประจำชุมชนของแขกยะวา ที่อพยพมาจากเกาะชวาของอินโดนีเชีย เคยอยู่ในซอยต่วนโส (ซอยประดิษฐ์) ที่แต่เดิมเป็นเรือนไม้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2455 ก่อนที่นายมานิต ฮัตนีมูหะหมัดมัยติน จะซื้อบ้านพร้อมที่ดินที่เป็นมัสยิดเดิมใน พ.ศ. 2526 สร้างเป็นมัสยิดขึ้นใหม่และตกแต่งอย่างสวยงาม

มัสยิดมีราซุดดีน
มัสยิดมีราซุดดีน

นอกจากเป็นศาสนสถานสำหรับพี่น้องชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในละแวกซอยประดิษฐ์แล้ว มัสยิดแห่งนี้ยังเป็นที่ละหมาดของบรรดาพ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม รวมถึงชาวแอฟริกันที่พักอาศัยในย่านนี้อีกเป็นจำนวนมาก

วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก)

เดินข้ามฟากถนนสีลมมาจากมัสยิดมีราซุดดีนจะพบกับเทวสถานในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้เรียกว่าทรงวิมาน พบได้ในเทวาลัยตอนใต้ของอินเดีย โดยเฉพาะในรัฐทมิฬนาฑู อีกทั้งตกแต่งด้วยรูปปั้นเหล่าองค์เทพตามซุ้มประตูที่เป็นมนต์เสน่ห์ศิลปะอินเดียใต้

วัดแขกมีชื่อตามภาษาทมิฬว่า ‘วัดพระศรีมหามาริอัมมัน’ ซึ่งคำว่า ‘มาริ’ หมายถึงพระแม่ผู้เป็นประธานของเทวาลัย ‘อัมมัน’ คือแม่ มาริอัมมันจึงหมายถึงผู้เป็นเทพตามความเชื่อแบบอินเดียใต้ 

นันทพร ปีเลย์ ทายาทชาวอินเดียที่คุณปู่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวัดพระศรีมหาอุมาเทวี เล่าให้ฟังถึงตำนานของย่านนี้ว่ามีแขกลันไดหรือพวกฮินดูที่เที่ยวสีซอขอทานและหัดร้องเพลงได้เพียงแค่ว่า “สุวรรณหงส์ถูกหอกอย่าบอกใคร บอกใครก็บอกใคร” ร้องแล้วก็ร้องอีก ร้องทวนเพียงท่อนนี้เพราะพูดภาษาไทยไม่ได้ กับแขกประดู่ ที่คงจะเป็นแขกอินเดียเช่นกัน ตั้งคอกเลี้ยงวัวนมที่หัวป้อมที่มีภรรยาเป็นหญิงแขกมลายู แขกลันไดกับแขกประดู่เกิดวิวาทกันจนคนพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย พระมหามนตรี (ทรัพย์ ยมาภัย) จึงคิดแต่งบทละครขึ้น 

ส่วนเรื่องราวการสร้างวัดแขกแห่งนี้ คงต้องย้อนกลับในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งพระองค์เสด็จประพาสอินเดียได้รับสั่งกับชาวทราวิฑนาฑูว่า “ทางประเทศอินเดียได้ฝากฝังเอาไว้ มีสิ่งใดที่พระองค์จะช่วยเหลือให้บอก” ชาวทมิฬจึงได้ร้องขอเพียงการสร้างเทวาลัยตามประเพณีปฏิบัติเท่านั้น พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างตามที่ขอ วัดแขกแห่งนี้จึงเป็นเทวาลัยแห่งแรกสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวฮินดูเชื้อสายทมิฬ

การฟังเรื่องราวอีกมุมมองของวัดแขก ทำให้เรามองเรื่องราวของวัดแขกมากกว่าการเป็นเทวาลัยแห่งเทวี แต่ทำให้เราเห็นในมุมมองของแขก กลุ่มคนที่อยู่กับเรามานาน กลุ่มคนที่ไม่ใช่คนนอก และยังนำวัฒนธรรมที่สวยงามมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย 

สุสานปาร์ซี

สถานที่สุดท้ายของทริปคือ สุสานปาร์ซี สุสานเล็กๆ และลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางมหานครใหญ่แต่เงียบสงบและไร้ผู้คน สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังศพของแขกชาวปาร์ซี แขกผู้อพยพจากเปอร์เซียสู่สยามประเทศ แต่ฟังดูแล้ว ชื่อของแขกปาร์ซี คงไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไหร่ 

ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเล่าว่า แขกปาร์ซีเป็นผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาแรกของโลกที่เชื่อในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว เป็นต้นแบบให้แก่ศาสนายิว ยูดาย คริสต์ และอิสลาม มีการนับถือว่าไฟเป็นธาตุทรงพลังที่สุด การทำพิธีของชาวปาร์ซีจะต้องจุดไฟที่มาจาก 16 บ้าน เช่น บ้านของนักบวช ของกษัตริย์ ของพ่อค้า แต่ไฟที่ 16 เป็นไฟที่เกิดยากที่สุด คือไฟจากฟ้าผ่า การบูชาไฟจึงเหลือไฟจากเพียง 4 แหล่ง คือ บ้านนักบวช บ้านนักรบ บ้านพ่อค้า และบ้านชาวนา แม้เรื่องราวการบูชาไฟจะฟังดูแสนยุ่งยาก แต่แนวทางความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติของชาวปาร์ซีนั้นแสนจะเรียบง่าย ยึดหลักพูดดี คิดดี และทำดี 

แขกปาร์ซีไม่ได้แพร่หลายในสังคมไทยเท่ากับแขกกลุ่มอื่นๆ สืบเนื่องจากเหตุการณ์หลังจากที่อาณาจักรเปอร์เซียถูกรุกรานโดยชาวอาหรับ เกี่ยวกับตำนานแห่งซานจานว่ามีกลุ่มผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์อพยพลี้ภัยมาจากเมืองซานจานในเขตที่ราบสูงโคราซาน ล่องเรือหาที่พักพิงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางมาถึงชายฝั่งของรัฐคุชราต ทีแรกเริ่มเดิมทีนั้น เจ้าผู้ครองนครท้องถิ่นยังไม่อนุญาตให้ผู้อพยพนำเรือขึ้นฝั่ง จนกระทั่งขอเข้าเฝ้าเจ้าผู้ครองนคร โดยนำนมสด 1 ไหไปเป็นเครื่องบรรณาการ แล้วจึงหยิบน้ำตาลออกมา 1 ก้อนใส่เข้าไปในนมสดที่นำมา พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าชาวปาร์ซีจะปฏิบัติตนเหมือนเช่นดั่งน้ำตาลในไห ที่ไม่เพียงแต่จะกลมกลืนไปกับสังคมนั้นๆ แต่จะสร้างรสชาติที่ดีด้วย

คำสัญญานั้นทำให้แขกปาร์ซีใช้ภาษาและการแต่งกายแบบคนในพื้นที่ ไม่เผยแพร่ศาสนา ถึงแม้จะแต่งงานกัน แต่ชาวปาร์ซีก็จะไม่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ การประกอบพิธีกรรมการแต่งงานจึงเกิดขึ้นในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น และพิธีกรรมการแต่งงานก็จะทำในที่ลับตาเมื่อพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น 

แม้ว่าชาวปาร์ซีจะเป็นกลุ่มคนที่ทำตัวกลมกลืนไปกับสังคมและไม่ได้เผยแพร่อารยธรรมใดๆ ของพวกเขา แต่มีหลายสิ่งที่ชาวปาร์ซีได้สร้างสรรค์ไว้ในสังคมนั้นๆ อย่างชาวปาร์ซีที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หวาน บีโรซา สาวเชื้อสายปาร์ซีได้รับทุนการศึกษาวิชาชีพการพยาบาลที่สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางกลับมารับราชการหัวหน้าพยาบาลแห่งกองอนามัยสภากาชาดสยาม และมีบทบาทในการวางรากฐานการพยาบาลศึกษา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นางดีน่า (เปสตันยี) กีรติวิทโยฬาร ภริยาของหลวงกีรติวิทโยฬาร (กี่ กีรติวิทโยฬาร) ผู้แต่งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยสุดคลาสสิกอย่าง นกกางเขน อุดมปัญญาดี และ หนังสือชุดเรณู-ปัญญา รวมถึง รัตน์ เปสตันยี บิดาแห่งวงการภาพยนตร์ไทยที่สร้างผลงานทรงคุณค่าไว้มากมายอย่าง ภาพยนตร์เรื่องแพรดำ และ น้ำตาลไม่หวาน

สุสานเล็กๆ แห่งนี้ จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งชาวปาร์ซีได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และมีส่วนช่วยสร้างและพัฒนาสิ่งต่างๆ ในหลากหลายด้าน เหมือนน้ำตาลที่เพิ่มรสชาติความหอมหวานให้กับนมในไหนี้

Writer

ศตนันทน์ สุทิฏฐานุคติ

เด็กท่องเที่ยวที่หลงรักการเดินทาง ประวัติศาสตร์ วิถีชุมชน และธรรมชาติเป็นชีวิตจิตใจ

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load