15 กันยายนที่ผ่านมา ในวาระวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็นบิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทยและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร The Cloud จัดทริปพาผู้อ่านไปทำความรู้จักชีวิตและการทำงานของอาจารย์ฝรั่งชาวอิตาลีผู้นี้

ศิลป์ พีระศรี

ไฮไลต์สำคัญคือการได้รับเกียรติฟังบรรยายจาก คุณอรรถทวี ศรีสวัสดิ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 7 ซึ่งเข้าศึกษาคณะจิตรกรรมประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2500 และเป็นลูกศิษย์รุ่นรองสุดท้ายที่ได้เล่าเรียนวิชาศิลปะกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อนที่ท่านจะวางมือจากการสอนและถึงอนิจกรรมใน พ.ศ. 2505

คุณอรรถทวีในวัย 82 ปีสุขภาพแข็งแรงและยังเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว เริ่มต้นการบรรยายที่หน้ารูปปั้นอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ก่อนจะไปจบที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ซึ่งเดิมเป็นห้องทำงานและค้นคว้าวิจัยของท่านนั่นเอง

ศิลป์ พีระศรี
ศิลป์ พีระศรี

แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมากว่า 60 ปีแล้ว นับจากวันที่คุณอรรถทวีย่างเท้าเข้าสู่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเริ่มต้นการเป็นนักศึกษาวิชาศิลปะอย่างเต็มตัว แต่ทุกความทรงจำ ถ้อยคำ และสรรพความรู้ ที่ได้รับจากอาจารย์ฝรั่งนั้นยังตราตรึงอยู่ในจิตใจ

และนี่คือ 12 เรื่องเล่าของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมสมัยใหม่ ศิลปะร่วมสมัย ในประเทศไทย จากความทรงจำอายุกว่า 60 ปีของลูกศิษย์รุ่นรองสุดท้ายของท่าน

01

 อาจารย์ศิลป์เข้มงวดกวดขันกับนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรมาตั้งแต่รุ่นแรก ท่านเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนมาก สิ่งที่ท่านเอ่ยและคุณอรรถทวียังจดจำได้ดี แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 60 ปีแล้วคือ “ก่อนที่จะเรียนศิลปะ นักศึกษาที่นี่ทุกคนจะต้องเป็นมนุษย์เสียก่อน หลังจากเป็นมนุษย์แล้ว จึงจะถ่ายทอดวิชาศิลปะได้”

ศิลป์ พีระศรี

ทุกคนคงทราบดีว่าความเป็นมนุษย์และสัตว์นั้นแตกต่างกัน มนุษย์มีความรู้สึกนึกคิด สร้างสรรค์ และเต็มไปด้วยศีลธรรมจรรยาแตกต่างจากสัตว์ อาจารย์ศิลป์ท่านพูดเสมอว่า ศิลปะเป็นเรื่องของความรู้สึกเฉพาะตัว แต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวก็สร้างสรรค์งานศิลปะไม่ได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์ด้วย

02

คุณอรรถทวีเข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมใน พ.ศ. 2500 ต้องเล่าเรียนทั้งสิ้น 5 ชั้นปีจึงจะจบการศึกษา โดยในช่วง 3 ปีแรกอาจารย์ศิลป์จะเข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อปรับพื้นฐานความรู้และความแม่นยำทางศิลปะให้กับนักศึกษา ใครเรียนไม่ผ่านตามระดับที่กำหนดท่านจะให้รีไทร์

หากท่านเห็นนักศึกษาคนไหนมีแววว่าจะเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ต้นเทอม ท่านจะเดินไปกระซิบบอกว่า “นายไม่มีหัวทางศิลปะ ไปเรียนอย่างอื่นแทนได้ไหม” หากนักศึกษามีความตั้งใจและมุมานะที่จะเรียนต่อ ท่านก็ให้โอกาส แต่ส่วนใหญ่เมื่อถึงปลายปีนักศึกษาเหล่านี้ก็มักมีคะแนนสะสมไม่ถึงเกณฑ์ ตามที่อาจารย์ฝรั่งคาดการณ์ไว้อยู่ดี

ศิลป์ พีระศรี

ที่ท่านคาดการณ์ได้แม่นยำขนาดนี้เพราะท่านรู้ลักษณะ ความสามารถพิเศษ และนิสัยใจคอของลูกศิษย์แต่ละคนเป็นอย่างดี ท่านจึงดูออกว่านักศึกษาคนไหนเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะเรียนศิลปะ

03

เมื่อขึ้นปี 4 – 5 การเข้มงวดกวดขันอย่างชั้นปีแรกๆ จะเริ่มลดลง อาจารย์ศิลป์เริ่มปล่อยให้นักศึกษามีอิสระทางความคิด แต่งานที่ได้รับมอบหมายกลับหนักหนายิ่งกว่าปีแรกๆ เสียอีก คุณอรรถทวีเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า “ทำงานส่งอาจารย์ฝรั่งกันแทบไม่ทัน”

ศิลป์ พีระศรี
ศิลป์ พีระศรี

อาจารย์ศิลป์มักเดินออกจากห้องทำงานของท่านมาตรวจดูการทำงานของนักศึกษาทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น นักศึกษาคนไหนไม่อยู่ หนีไปดูหนังฟังเพลง กลับมาจะโดนอาจารย์ตำหนิจนหูบวมไปตามๆ กัน อาจารย์ศิลป์จะตำหนิเป็นภาษาไทยบ้าง อิตาลีบ้าง คำที่คุณอรรถทวียังจำได้ดีคือ “Stupido!” แปลว่า เจ้าคนเขลา

อาจารย์ศิลป์เก่งกาจและมาตรฐานสูงมาก ทำให้ลูกศิษย์ของท่านแต่ละคนเก่งมาก รุ่นใหญ่ๆ นั้นเป็นระดับศิลปินแห่งชาติทั้งสิ้น อนุสาวรีย์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ตั้งอยู่ ณ ลานมหาวิทยาลัยศิลปากร คือฝีมือของอาจารย์ สนั่น ศิลากร ปรมาจารย์ด้านการปั้นรูปเหมือน

ศิลป์ พีระศรี

04

 เวลาอาจารย์ศิลป์สอนหรือพูดคุยกับนักศึกษา ท่านจะใช้ภาษาไทยแปร่งๆ สำเนียงอิตาเลียน สมัยคุณอรรถทวีเข้าเรียนปีแรกๆ ก็ฟังสำเนียงอาจารย์ฝรั่งออกบ้างไม่ออกบ้าง บางครั้งอาจารย์ศิลป์ก็เชิญลูกศิษย์ที่คุ้นชินกับสำเนียงของท่านมาช่วยแปลสิ่งที่ท่านพูดจากภาษาไทยเป็นภาษาไทยให้เหล่านักศึกษาใหม่อีกที

แต่เมื่อขึ้นปีโตๆ ปรากฏว่าทุกคนก็สามารถเข้าใจภาษาไทยสำเนียงอิตาเลียนของอาจารย์ได้ถนัดดี ไม่มีปัญหา แถมยังสามารถถกเถียงถ้อยความยาวๆ ยากๆ กันได้อีกต่างหาก

หลังเลิกคาบเรียนท่านจะถามทุกครั้งว่า “ใครไม่เข้าใจตรงไหนบ้างหรือไม่” ถ้าไม่เข้าใจท่านจะอธิบายใหม่จนกว่าจะเข้าใจ ท่านคือผู้ขยายความรู้รอบตัวให้กับนักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ประวัติศาสตร์ และศิลปะนานาชาติ คุณอรรถทวีบอกว่า “ท่านมักเล่าให้พวกเราฟังความเคลื่อนไหวในแวดวงศิลปะโลก และวิเคราะห์อิทธิพลที่ส่งผลมาถึงประเทศไทยให้พวกเราฟังเสมอ”

ศิลป์ พีระศรี

05

 เป้าหมายที่อาจารย์ศิลป์วางไว้ตั้งแต่แรกตั้งหลักสูตรคณะจิตรกรรมประติมากรรม คือนักศึกษาทุกคนที่เรียนจบจะต้องออกไปทำงานศิลปะได้ทุกอย่าง จะเขียนรูปก็ได้ ทำงานราชการก็ได้ ทำบริษัทก็ได้ เพราะในยุคสมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยนิยมซื้อภาพไปติดบ้าน ดูภาพก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าลูกศิษย์ของท่านเป็นศิลปินเขียนรูปขายเพียงอย่างเดียวคงจะใช้ชีวิตยากลำบากมาก

ท่านจึงวางหมุดหมายไว้เลยว่าลูกศิษย์ท่านที่เรียนจบไปแล้วจะต้องไม่อดตาย “ฉะนั้น ท่านจึงสอนวิชาและความรู้มากมาย เพื่อให้เรานำไปประกอบวิชาชีพได้อย่างหลากหลาย” ลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์จึงเข้าไปอยู่ในสังคมไหนก็ได้ เพราะความรู้ความสามารถแน่น

ศิลป์ พีระศรี

ท่านสอนให้ขยันหมั่นเพียร และท่านก็เป็นตัวอย่างที่ดีเสมอมา ชีวิตของอาจารย์ฝรั่งคนนี้ เช้าปั่นจักรยานจากบ้านพัก เมื่อถึงมหาวิทยาลัยเดินตรวจดูความเรียบร้อยทุกห้อง ทุกคณะ สอนคาบเช้า เที่ยงรับประทานอาหารที่ห่อมาจากบ้าน ได้แก่ แซนด์วิชและกล้วยสุก นอนพักประมาณ 15 นาที จากนั้นช่วงบ่ายทำงานราชการ เป็นแบบนี้ทุกวัน ตั้งแต่ 1 โมงเช้าจนถึง 1 ทุ่ม

06

อาจารย์ศิลป์กวดขันเรื่องวิชาการ ความคิด ความรู้สึก อันมีความสำคัญต่อผู้เรียนศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี วรรณศิลป์ และวรรณกรรม ทุกแขนงใช้อารมณ์ความรู้สึกของศิลปิน ประกอบกับความรู้รอบซึ่งเกี่ยวพันและใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น คนเรียนจิตรกรรม-ประติมากรรมจะมีความรอบรู้ถึงศิลปะแขนงต่างๆ เรียกว่า ‘ศิลปะสัมพันธ์’

เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 5 นักศึกษาต้องเรียนวิชา Aesthetic หรือสุนทรียศาสตร์ และวิชา Critics หรือการวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ อาจารย์ศิลป์มักส่งเสริมยุยงให้เราโต้เถียงกับท่าน ใครนิ่งเงียบจะโดนซักไซ้เป็นพิเศษ ท่านอยากให้ลูกศิษย์ของท่านรู้จักคิดและกล้าวิพากษ์วิจารณ์ชิ้นงานจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านจะภูมิใจและพึงพอใจมากเมื่อนักศึกษากล้าถกเถียงกับท่าน  

ศิลป์ พีระศรี

อาจารย์ศิลป์บอกว่างานศิลปะมันสุนทรีย์หลายชั้น เริ่มจากชั้นแรก ชั้นกลาง และชั้นสูงสุด คนที่จะเข้าใจศิลปะขั้นสูงสุดได้ต้องมีพื้นฐานความรู้ มีความเข้าใจเรื่องสังคมอย่างลึงซึ้ง ไม่ใช่มีเพียงความรู้สึกอย่างเดียว และงานศิลปะก็ไม่ใช่ความรู้สึกของเราอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับคนดูด้วย

ลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์อย่าง อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี, อาจารย์อนันต์ ปาณินท์ และอีกหลายคน ทำงานด้วยชีวิตจิตใจเหมือนที่อาจารย์สอน มีความนึกคิด ความรู้สึก ความเข้าใจ ในสิ่งที่จะเขียนอย่างถ่องแท้ แล้วแสดงออกมาผ่านชิ้นงาน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งทำให้ชิ้นงานมีพลังมหาศาล

07

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิมคือ คอร์ราโด เฟโรชี เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมเมื่อปี 1868 พอจบหลักสูตร 5 ปีก็เข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี หลังจากนั้นก็เข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะแห่งนครฟลอเรนซ์ จนจบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปี และได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน ในขณะที่มีอายุ 23 ปี หลังจากนั้นไม่นานก็รับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์ที่มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ วิจารณ์ศิลป์และปรัชญา

ก่อนเดินทางมารับราชการเป็นช่างปั้นประจำกรมศิลปากรที่ประเทศไทย ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ศิลป์ พีระศรี

หากเมื่อ 94 ปีก่อน คอร์ราโด เฟโรชี ศิลปินหนุ่มผู้มีฝีมือการปั้นหล่อฉกาจฉกรรจ์ไม่ตัดสินใจมาประเทศไทย และใช้เวลาอีกกว่าครึ่งชีวิตปูทางให้ศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย สร้างครูของครูจนเกิดลูกศิษย์ศิลปะมากมายในประเทศไทย ท่านอาจจะเป็นศิลปินระดับโลกคนหนึ่งทีเดียว

ศิลป์ พีระศรี

08 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เดิมเป็นห้องทำงานและสอนหนังสือของอาจารย์ โต๊ะกลางห้องที่เห็นอยู่นี้ เดิมเป็นโต๊ะสำหรับสอนหนังสือที่นักศึกษาจะมานั่งเรียนกัน บนโต๊ะมักเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้อย่างสมุด ดินสอ ตำราต่างๆ ยกเว้นยางลบที่อาจารย์ศิลป์กันหายด้วยการผูกเชือกห้อยไว้กับโต๊ะ เป็นยางลบคุณภาพดีที่ท่านสั่งมาจากต่างประเทศ แม้อาจารย์จะระแวดระวัง แต่บางครั้งก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพราะลูกศิษย์ที่ไม่ค่อยมีสตางค์มักนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ผลัดแบ่งกันใช้

ศิลป์ พีระศรี

โต๊ะและเก้าอี้ทำงานของอาจารย์ศิลป์นั่งอย่างไรก็ไม่เมื่อย เพราะออกแบบมาอย่างดี พอดีกับสรีระมนุษย์เป๊ะ ทั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรมี 2 ชุด ในห้องอาจารย์และห้องทำงานนักเรียนปี 4 – 5 แน่นอนว่าใครมาถึงห้องทำงานก่อนได้นั่งโต๊ะเก้าอี้ชุดนี้ก่อน เหล่านักศึกษาแย่งกันชุลมุนแทบทุกเช้า เพราะใครๆ ก็อยากนั่ง ขนาดอาจารย์ศิลป์นั่งทำงานทั้งวันท่านยังบอกเลยว่าไม่เมื่อยสักนิด

ส่วนกระดานดำในห้องนี้คือกระดานที่อาจารย์ฝรั่งใช้สอนจริงๆ เวลาจะบรรยายหรือสอนวิชาอะไร อาจารย์ศิลป์มักจะเขียนเฉพาะหัวข้อการบรรยายสั้นๆ ไว้บนกระดานดำ ท่านไม่ชอบเขียนอะไรเยอะแยะ ปกติท่านจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านเขียนภาษาไทยได้ แต่มีคนแอบไปล้อเลียนลายมือ ท่านจึงไม่เขียนเสียเลย

นอกจากตัวอักษรไทย อาจารย์ฝรั่งยังเขียนลวดลายไทยได้ และเขียนได้งดงามกว่าคนไทยหลายๆ คนด้วยซ้ำ ลองไปดูลายกระจังใบเทศบนอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 จะเห็นฝีมือการสเกตช์ของอาจารย์ศิลป์ แล้วจะเข้าใจฝีมืออันอ่อนช้อยของท่าน

ศิลป์ พีระศรี

09

Santa Lucia เพลงประจำมหาวิทยาลัยศิลปากร คือเพลงพื้นเมืองประเทศอิตาลีที่อาจารย์ศิลป์ชื่นชอบมาก ท่านจะฮัมเพลงนี้เสมอทั้งเวลาสอนและปั้นงาน ลูกศิษย์จะได้ยินเพลงนี้จนติดหู

10

เรื่องอาจารย์ศิลป์รักงานและทำงานหนักเป็นเรื่องที่รู้กันทั่ว คุณอรรถทวีเล่าว่าวันหนึ่งที่เรียนวิชา Critics กันอย่างสนุกสนาน จนเวลาเกือบจะ 1 ทุ่มแล้ว คุณมาลินี พีระศรี ภรรยาอาจารย์ศิลป์ มายืนรออยู่ด้านนอกสักพักใหญ่ จึงตะโกนเข้ามาว่า “จะนอนกันอยู่ที่นี่หรืออย่างไร” อาจารย์ฝรั่งขยิบตากับลูกศิษย์แล้วจึงเลิกชั้นเรียน พวกเราต้องค่อยๆ เดินออกจากห้องเรียนทีละคน ผ่านหน้าอาจารย์มาลินีที่ยืนค้อนปนยิ้มแย้มอยู่หน้าห้อง

ศิลป์ พีระศรี

11 

ตามปกติอาจารย์ศิลป์จะเรียกอาจารย์คณะต่างๆ มาพบทุกวันเสาร์เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้ทุกคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์เปรื่อง เปลี่ยนสายสืบ ลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์รุ่นที่ 3 เมื่อเรียนจบท่านไปเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะมัณฑนศิลป์ ท่านมานั่งฟังเพลง Symphony No.5 ของ Beethoven กับอาจารย์ศิลป์

ผู้ควบคุมวงดนตรีของแผ่นเสียงที่ฟังอยู่ตอนนั่น คือ Arturo Toscanini ชาวอิตาลี เมื่อฟังจบอาจารย์เปรื่องพูดขึ้นมาว่า “อาจารย์ครับ ผมมีโอกาสฟังเพลงนี้ของวง Vienna Orchestra ควบคุมวงโดย Herbert von Karajan ผมว่าเขาควบคุมวงได้ดีกว่า Toscanini ครับ”  

ศิลป์ พีระศรี

อาจารย์ฝรั่งตกใจและตอบกลับไปว่า “เอาล่ะ ถ้านายพูดอย่างนั้น ฉันจะสั่งแผ่นเสียงของวง Vienna Orchestra มาจากเมืองนอก แล้วเรามาฟังพร้อมกัน”

วันที่แผ่นเสียงมาถึง อาจารย์ศิลป์เชิญอาจารย์หลายท่านมาฟังด้วยกัน ปรากฏว่าเมื่อฟัง Symphony No.5 ในการควบคุมวงของ Herbert von Karajan จบ พลังที่ส่งออกมาจากแผ่นเสียงแผ่นนั้นกังวานไปทั่ว อาจารย์ศิลป์พูดขึ้นว่า “Krarajan เป็นคนหนุ่มไฟแรง ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังในการควบคุมวง ที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น” ในตอนนั้น Toscanini อายุร่วม 70 ปี ในขณะที่ Krarajan เพิ่งอายุ 30 กว่าปีเท่านั้นเอง เป็นอันว่าอาจารย์ฝรั่งเห็นตรงกับอาจารย์เปรื่องว่า Herbert von Karajan ควบคุมวงได้ดีกว่า

ศิลป์ พีระศรี

12 

วันเกิดอาจารย์ศิลป์แต่ละปี เหล่าลูกศิษย์จะจัดปาร์ตี้เล็กๆ ให้ท่าน ประกอบไปด้วยผลไม้และชากาแฟ ท่านไม่อยากให้ซื้ออาหารอะไรมากมาย ท่านรู้ว่าลูกศิษย์ไม่ค่อยมีสตางค์ แต่ลูกศิษย์ก็อยากจะจัดงานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้อยู่ดี

ทุกวันที่ 15 กันยายนของทุกปี จึงได้รับการกำหนดให้เป็น ‘วันศิลป์ พีระศรี’ เพื่อรำลึกถึงครูผู้อุทิศตนทั้งชีวิต เพื่อนักเรียนและศิลปะจนวินาทีสุดท้าย เหล่าลูกศิษย์จะมาชุมนุมกัน วางดอกไม้ให้อาจารย์ จัดโต๊ะอาหารอิตาลีแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ท่าน จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 126 แล้ว

คุณอรรถทวีเอ่ยทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม “อาจารย์ศิลป์ พีระศรี พูดเสมอว่า คนไทยมีหัวศิลปะในสายเลือดทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น”

ศิลป์ พีระศรี
 
https://readthecloud.co/event-walk-silpa-bhirasri/

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แม้ต้นสัปดาห์นั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในช่วงปลายอาทิตย์ กรุงเทพมหานครจะพบกับสายฝนผู้เป็นมิตรสหายประจำฤดูกาลแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนามากพอจะทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ ซ้ำยังช่วยคลายร้อน ให้เราได้เดินเท้าเที่ยวรอบย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยธนบุรีอย่าง ‘กุฎีจีน’ ได้สนุกขึ้นอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมริมน้ำที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์แห่งฝั่งธนฯ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เราแบกเป้ สะพายกล้อง พร้อมเคลียร์พื้นที่ความจำในสมอง ออกมาร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน ที่ The Cloud และเทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมครั้งที่ 6 (The 6th River Festival) ร่วมกันจัดขึ้นแล้ว

ย่านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่ชอบออกไปสัมผัสบรรยากาศของชุมชนเก่าในเมืองหลวง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจาก 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ยังได้ดื่มด่ำศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างหลากหลาย จากแต่ละหมุดหมายซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติหลายศาสนา

แม้ดูเหมือนว่ากุฎีจีนจะเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เชื่อได้เลยว่าย่านนี้ยังมีปริศนาคาใจอีกมากที่ชวนให้เราหาคำตอบ

คราวนี้เราเลยชวนทุกคนออกมาเดินเท้าสำรวจกุฎีจีน เพื่อไขข้อสงสัยเบื้องหลังทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่บนเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) และเรือนจันทนภาพ มัสยิดบางหลวงที่มีรูปทรงแปลกตา รสชาติอาหารลูกผสมสยาม-โปรตุเกส วิธีการทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่มาของเสียงระฆังเพลงบรรเลงจากโบสถ์ซางตาครู้ส สถาปัตย์ไทยผสมจีนที่วัดกัลยาณมิตร วิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมในศาลเจ้าเกียนอันเกง และเทคนิคที่สถาปนิกใช้ซ่อมเสาครูกลางเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส

เราได้ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกนักอนุรักษ์มาเป็นวิทยากรพิเศษประจำทริป พร้อมเปิดเผยทุกกระบวนท่าจากวิชาสถาปัตย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆ และเฉลยปริศนาข้อสงสัยให้เราตลอดทาง ทั้งยังได้ไกด์ท้องถิ่นประจำทริปอย่าง ปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน มาช่วยตอบข้อสงสัยทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอีกด้วย

จบทริปอิ่มสมอง อิ่มท้อง และอิ่มใจคราวนี้ เข้าใจกุฎีจีนมากขึ้นอีกโข

เราแอบเก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้ดูได้ชมตลอดวันมาเป็นของฝากด้านล่างนี้ กางร่มแล้วเริ่มเดินเที่ยวไปพร้อมๆ กันนะ

01

อะไรอยู่ในบ้าน

ฟังประวัติศาสตร์สนุกๆ ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนลูกผสมไทย-จีน-ฝรั่ง

ถ้าให้ลองจินตนาการภาพบ้านของสามัญชนคนธรรมดาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงจินตนาการไม่ออก เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ที่พอจะเหลือให้เห็นคือเรือนที่ประทับของเจ้านาย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) แห่งชุมชนโรงครามย่านกุฎีจีน จึงเป็นตัวอย่างเรือนของสามัญชนที่เราพอจะใช้ศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนของคนไทยได้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนโบราณหลังนี้ เราได้ชิมลุดตี่และน้ำขิงปรุงอย่างเทศ อาหารว่างดั้งเดิมฉบับมุสลิม จึงเข้าใจทันทีว่า “ลุดตี่นี้น่าชม” ดังปรากฏใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นั้น มีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร แป้งสัมผัสนุ่มห่อแกงแขกรสชาติคล้ายมัสมั่นเข้ากันได้ดีกับน้ำขิงเข้มข้น เติมพลังให้มีแรงเดินสู้ฝนไปได้ทั้งวัน 

ถอดรองเท้าแล้วค่อยๆ เดินขึ้นเรือนตามมานะ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

“อาคารหลังนี้ต่อเติมเยอะมาก” คือประโยคแรกที่วิทยากรของเราเกริ่น ก่อนจะแถลงไขให้เราฟังว่า แต่เดิมนั้นเป็นเรือนฝากระดาน หลังคาทรงปั้นหยา มุขจั่วหน้าบ้านที่ตีผนังตามแนวนอนเป็นเครื่องยืนยันว่านั่นคือส่วนที่ต่อเติมออกไป ทำให้ได้หลังคาจั่วหน้าบ้านและระเบียงทางเดินรอบบ้านมาเป็นของแถม

ตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนลูกผสม งานช่างไทยปรากฏที่ส่วนโครงสร้างหลักของบ้าน เช่น ฝาผนังที่ยังคงทำเป็นแผงแยกกันระหว่างเสาแต่ละต้น วิทยากรของเราอธิบายขณะพาเราเดินเข้าไปภายในบ้าน พลางชี้ให้ดูผนังไม้กระดานผืนใหญ่ แล้วหยุดที่หน้าประตูบ้านยาว ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วเฉลยว่า นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจในบ้านหลังนี้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประตูบานยาวใช้เปิดระบายอากาศ พร้อมลูกกรงเหล็กหล่อสีเขียวโดดเด่นซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน ก่อนเราจะทันสังเกต วิทยากรของเราก็เลื่อนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหลังช่องลมของประตูบานนั้นลง แล้วเฉลยว่า นี่คือเทคนิคของช่างจีนที่หาชมได้ยากมาก 

แผ่นไม้บานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองสภาพอากาศของไทย ยามร้อนก็เปิดระบายอากาศได้ ยามฝนก็ปิดกันฝนได้ เทคนิคช่างจีนอีกอย่างคือส่วนล่างของบานประตู ซึ่งมีลายลูกฟักกระดานดุนที่ลบเหลี่ยมมุม ขัดกับวิธีการทำตัวบานพับเหล็กอย่างฝรั่ง น่าทึ่งที่เทคนิคนานาชาติอยู่ด้วยกันที่ประตูบานเดียวได้อย่างลงตัวทั้งทางดีไซน์และฟังก์ชัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

หลังจากเจ้าของเดิมเสียชีวิตเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 5 ลูกหลานก็น่าใช้เรือนต่อเรื่อยมา ก่อนจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นางผัน อหะหมัดจุฬา เมื่อ พ.ศ. 2485 ในที่สุด

ย่านเดียวกันนี้ยังมี เรือนจันทนภาพ อีกหลัง เรือนไทยรุ่นน้องหลังนี้แม้อายุอ่อนกว่าหน่อย แต่รับรองได้ว่างานสถาปัตย์สนุกไม่แพ้กัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรือนไทยประเพณีของคหบดีเจ้าของบ่อพลอยจากเมืองจันท์ มีเครื่องยืนยันเป็นไม้กระดานผืนยาวราคาแพง ที่นำมาทำผนังซึ่งมีระยะกว้างกว่าปกติ ทำจั่วแสงอาทิตย์ และทำพื้นกระดานของเรือนได้ทั้งหลัง

วิทยากรของเราจั่วหัวก่อนเริ่มบรรยายว่า “บ้านหลังนี้คือลูกผสมของไทย จีน ฝรั่ง”

ความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน ในขณะที่กลิ่นอายความเป็นจีนลอยโชยมาจากกรอบประตูทางเข้า ที่มีแผงไม้แกะสลักเป็นลายหงส์และเครือเถาดอกไม้อย่างจีนด้านบน รวมถึงหย่องหน้าต่างซึ่งแกะสลักลายดอกพุดตานคล้ายกับเรือนเจ้านาย ส่วนกลิ่นนมเนยอย่างฝรั่งนั้น มาจากการใช้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินกั้นแบ่งส่วนของเรือน และวอลเปเปอร์ในตู้ ที่เพียงปราดตามองก็รู้ว่ามาจากเมืองฝรั่ง ที่บานประตูปรากฏการลบเหลี่ยมมุมของลายลูกฟักกระดานดุน และการทำบานเกล็ดคล้ายกับเรือนหลังก่อน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จารุภา จันทนภาพ เจ้าของเรือนคนปัจจุบัน เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และคราวกบฏแมนฮัตตัน ก่อนจะชี้ร่องรอยหลักฐานอันเป็นเครื่องยืนยัน คือรอยกระสุนที่ทะลุผนังเรือนด้านหน้า และอีกรอยที่ทะลุกระจกเข้ามา

เรือนไทยโบราณทั้งสองหลังนี้ทำให้เราเห็นภาพของคนในย่านกุฎีจีนชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนแห่งนี้ ผ่านงานสถาปัตยกรรมลูกผสมในเรือนพักอาศัยของสามัญชน

02

มัสยิดหรืออุโบสถ

เข้าใจวัฒนธรรมอิสลามผ่านมัสยิดรูปทรงคล้ายโบสถ์พุทธ

สำหรับคนทั่วไป มัสยิดคืออาคารยอดโดมและอาจมีหอคอยด้วย

แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้มาเห็นมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) แล้ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำทันที 

(ถ้าไม่เชื่อลองดูรูป)

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

คำว่า ‘กุฎีขาว’ น่าจะมาจากสีขาวของอาคาร ‘กุฎี’ หรือ ‘กุฏิ’ ซึ่งเป็นที่ใช้ประกอบศาสนกิจ

ทันทีที่เราย่างเท้าเข้าสู่บริเวณมัสยิด ก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่โดยรอบอาคารที่มีสัดส่วนไม่สม่ำเสมอได้ทันที เพราะมัสยิดไม่ได้วางตัวสอดคล้องขนานไปกับเส้นทางการสัญจร แต่ต้องหันหน้าไปทางทิศแห่งนครมักกะฮ์เท่านั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานพุทธศิลป์แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 อาคารมีเสาพาไลรับหลังคาล้อมรอบ มีขนาด 5 ห้อง ส่วนยอดลดทอนรายละเอียดของเครื่องลำยองที่เป็นไม้ออกไปทั้งสิ้น แล้วใช้งานปูนปั้นอย่างศิลปะจีนประดับแทนเนื่องจากมีความทนทานมากกว่า หน้าบันปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ที่กึ่งกลางมีพานรองรับดอกบัว ภายในบรรจุตัวอักษรพระนามพระอัลเลาะห์ โดยใช้วิธีการเรียงตัวอักษรอย่างศิลปะอิสลาม

วิทยากรตั้งข้อสังเกตว่า ที่หน้าบันมีกรอบคล้ายนาคสะดุ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะแบบพระราชนิยม จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นหรือบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4

อีกหนึ่งจุดที่วิทยากรชี้ให้เราชะโงกดูจากภายนอกคือด้านในมัสยิดที่รวมเอามิห์รอบ ซึ่งทำหน้าที่บอกทิศแห่งนครมักกะฮ์ และมิมบัร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธรรมมาสน์ เอาไว้ด้วยกัน ตกแต่งเป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี ท่วงท่าลวดลายคล้ายซุ้มประตูพระอุโบสถของวัดอนงคารามวรวิหาร

ส่วนถัดออกไปคือกุโบร์ หรือสุสานสำหรับฝังศพชาวมุสลิม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราได้ฟังเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมจากอิหม่าม รอมฎอน ท้วมสากล ซึ่งย้ำอยู่หลายครั้งตลอดการบรรยายว่า ชุมชนกุฎีจีนอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เพราะถือว่าทุกคนคือพี่น้องชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมย่านนี้ยังอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายทางศาสนาอยู่มาก

03

อาหารชาติไหน

ทานอาหารกลางวันสไตล์สยาม-โปรตุเกส และชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนอุ่นๆ จากเตา

แวะเติมพักเติมพลังระหว่างวันที่ ร้านสกุลทอง ร้านอาหารลูกครึ่งไทย-โปรตุเกส

เราค่อยๆ สาวเท้าขึ้นเรือนไทยอายุไม่น้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ไม่นานหลังจากเราดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ดับกระหาย ก็มีมื้อเที่ยงมาวางตรงหน้า 

สกุลทองเสิร์ฟอาหาร 1 สำรับ ประกอบด้วยเครื่องว่างตำรับชาววัง 4 อย่าง ได้แก่ กุ้งกระจกม้วน ถุงทองไส้ไก่ หมูโสร่ง และมังกรคาบแก้ว

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาหารหลักคือ ‘ขนมจีนแกงไก่คั่ว’ เมนูที่คาดว่าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามายังสยามสร้างสรรค์ขึ้นโดยประยุกต์มาจากอาหารโปรตุเกสดั้งเดิม ใช้ขนมจีนแทนเส้นพาสต้า ทานคู่กับแกงคั่วไก่ที่ใส่ทั้งเนื้อ ตับ และเลือดไก่ รสชาติคล้ายอย่างแกงไทยแต่มีรสหวานมากกว่า ขณะทานก็ได้ฟังที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจานอย่างสนุกสนานออกรส เรื่องราวจัดจ้านไม่แพ้รสชาติอาหารในจาน

หลังจากกินข้าวเคล้าประวัติศาสตร์แล้ว ก็เดินลัดเลาะไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมขึ้นชื่อประจำชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราบุกไปถึงหน้าเตาอบของ ร้านหลานป้าเป้า ร้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 5 คำนวณเวลาได้ 250 กว่าปี ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เทคนิคสำคัญคือการตีไข่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ก่อนจะผสมกับแป้งแล้วเทลงพิมพ์ จัดการนำไปอบด้วยเตาแบบโบราณ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สเพื่อลดมลภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงใช้ถ่านเป็นไฟบนเหมือนขนมหม้อแกงอยู่ ถึงเวลาก็เคาะออกจากพิมพ์ร้อนๆ ได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนสีน้ำตาลน่าทาน ชิมกันสดๆ ตรงหน้าเตานั้นเลย

04

เสียงอะไรจากบนโบสถ์

ดื่มด่ำสถาปัตย์โบสถ์คริสต์แล้วปีนขึ้นไปรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากระฆังการิย็อง
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ไม่ไกลกันคือโบสถ์วัดซางตาครู้ส ศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์แห่งชุมชนกุฎีจีน

โบสถ์ซางตาครู้สหลังที่เราเห็นปัจจุบันนี้เป็นหลังที่ 3 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ปรากฏอิทธิพลศิลปะตะวันตกหลากหลายยุค ส่วนยอดเป็นโดมทำอย่างศิลปะยุคเรเนสซองส์ ถัดลงมาคือโรสวินโดว์ที่ทำเลียนแบบศิลปะยุคกอธิก ส่วนล่างของส่วนยอดมีลายปูนปั้นประดับเป็นช่ออุบะพวงมาลัยอยู่โดยรอบอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเดียวกับสะพานไม้ข้ามสระน้ำที่เชื่อมระหว่างตำหนักชาลีมงคลอาสน์และมารีราชบัลลังก์ที่พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จุดไฮไลต์คือหอระฆังการีย็อง (Carillon) ที่ประกอบไปด้วยระฆังทองเหลืองจำนวน 16 ใบซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้บรรเลงได้จริงในปัจจุบัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

โชคดีมากที่มากับ Walk with The Cloud คราวนี้ เราจึงได้มีโอกาสปีนขึ้นไปชมเหล่าระฆังที่น้อยวัดจะยังหลงเหลือ และฟัง สวัสดิ์ สิงหทัต หนึ่งในไม่กี่คนที่บรรเลงเพลงจากระฆังได้ ดีดเพลงเพราะๆ ให้เราฟังกันถึงที่ โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอย่างคริสต์มาส วันปัสกา หรือวันขึ้นปีใหม่

05

วัดไทยหรือวัดจีน

สัมผัสศิลปะลูกผสมที่วัดไทยและวัดจีน พร้อมฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานที่น่าทึ่ง

เราเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามกลางละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

ไม่นานก็ถึง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประวัติของวัดจากคำบอกเล่าของ เฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนา 6 ชุมชนย่านกุฎีจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือคำต้อนรับอันอบอุ่นและแสนสนุก

เดิมที่ดินบริเวณพระอุโบสถเป็นบ้านเก่าของเจ้าสัวมั่น ขุนนางกรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 – 2 ตกทอดมายังเจ้าสัวโต ผู้ลูก หรือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในรัชกาลที่ 3 ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ มีบทบาทในการช่วยพระองค์ทำการค้าสำเภาอย่างมาก

เมื่อเจ้าสัวโตรื้อเรือน กัลปนาที่ดินเพื่อสร้างวัดเสร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบพระราชนิยม มีพระปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วัดในกรุงเทพฯ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาคารสำคัญตรงกลางคือพระวิหารหลวงที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นแบบไทยประเพณี สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา ด้วยแนวคิดการจำลองผังเมืองอยุธยา ที่ภายนอกเกาะเมืองมีวัดพนัญเชิงประดิษฐานหลวงพ่อโตอยู่ วิทยากรของเราชี้ให้เห็นถึงฝีมือและเทคนิคการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ของช่างไทยผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น ผังบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (เกือบจะ) จัตุรัส เพราะถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การทำหน้าต่างให้ตรงกับเสาเพื่อบังคับแสงเข้าสู่อาคาร การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้ร่วงแทนภาพเรื่องราวซึ่งเพราะไม่สอดรับกับระยะการมอง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดแล้ว วิทยากรยังชวนให้เราเล่นเกมซ่อนแอบ ไล่ชมงานศิลปะจีนที่สอดแทรกอยู่ที่ต่างๆ ของวัด เช่น ซุ้มประตูทางเข้าหินที่สั่งทำจากเมืองจีน กระถางธูปอายุร้อยกว่าปีที่ยังใช้งานอยู่ ‘ถะ’ หรือเจดีย์ซ้อนชั้นแบบจีน และโดยเฉพาะเกซิ้งหรือแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ทำมาจากหินทั้งหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเคยได้ใช้งานจริงด้วยซ้ำ และเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากมาก

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พอชมศิลปะไทยจีนจนอิ่มตา เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ไม่ไกลก็ถึงเกียนอันเกง ศาลเจ้าเก่าแก่ริมน้ำของชาวจีนฮกเกี้ยน

ทีแรกคิดว่าโชคร้าย เพราะเกียนอันเกงวันนั้นซ่อนตัวอยู่ในนั่งร้านและอุปกรณ์การก่อสร้าง

ทีหลังถึงรู้ว่าโชคดี

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ด้วง-บุณยนิษฐ์ สิมะเสถียร คือทายาทรุ่นที่ 4 ที่รับช่วงต่อการดูแลศาลเจ้ามาแต่บรรพบุรุษ เริ่มเล่าประวัติศาลแห่งนี้ให้เราฟังแข่งกับเสียงสายฝนที่ร่วงหล่นลงมา

คนจีนฮกเกี้ยนเข้ามาจับจองอยู่อาศัยที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย อพยพเข้ามาพร้อมกับภิกษุจีน เมื่อมีการสร้างชุมชนฮกเกี้ยนขึ้น จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมกับที่พักพระสงฆ์ ที่เรียกว่า ‘กุฏิ’ หรือ ‘กุฎี’ อันเป็นที่มาของชื่อชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ครั้นรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อีกฟากของเจ้าพระยา ศูนย์รวมจิตใจชาวจีนฮกเกี้ยนจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย ทำให้ศาลเจ้าที่กุฎีจีนเสื่อมความนิยมลงไป ทั้งยังปรากฏหลักฐานแต่เดิมว่าเป็นศาลเจ้า 2 หลังอยู่ติดกัน เมื่อคราวบูรณะครั้งใหม่จึงรวมเข้าด้วยกัน และอันเชิญพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมมาจากเมืองจีน ประดิษฐานเป็นประธาน ด้านซ้ายคือหม่าโจ้วหรือเจ้าแม่ทับทิม ด้านขวาคือเทพเจ้ากวนอู ถัดออกมาแถวซ้ายขวาคือ 18 อรหันต์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรของเราให้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการดูศาลจีนฮกเกี้ยน ทำให้การเที่ยวศาลเจ้าครั้งต่อไปของเราต้องสนุกขึ้นแน่

ข้อแรก มีประตูทางเข้าสองบานด้านข้างที่ขนาบประตูทางเข้าหลักตรงกลาง

ข้อสอง มีช่องลมแกะสลักทรงกลมที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้า

ข้อสาม มีงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า

ข้อสี่ มีจั่วหลังคาทรงแหลมซึ่งไม่บอกธาตุของศาลนั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ส่วนที่บอกว่าคราวนี้โชคดี เพราะมาทันตอนที่กรมศิลปากรกำลังบูรณะภาพจิตรกรรมซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของศาลนี้พอดี เราเลยได้ฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานสนุกๆ จากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ที่ด้านซ้ายและขวาของเจ้าแม่กวนอิมคือภาพจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก และวรรณคดีจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหายจากมูลค้างคาว ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ทำความสะอาดภาพ แล้วซ่อมแซมภาพบางส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงความดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีนแท้ ไม่มีทางที่ช่างไทยจะเขียนเส้นสายได้เหมือนแน่นอน

เจ้าหน้าที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ว่า เป็นการช่วยคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุดและยืดอายุของงานศิลปะ

เราเดินออกมาชมมังกรปูนปั้นประดับกระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้า ก่อนจะรู้ว่าตัวผอมแบบนี้น่ะถูกต้องแล้ว เพราะสัมพันธ์กับสัดส่วนของหลังคา แล้วจึงเดินเลียบเจ้าพระยาอีกครั้งไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน

06

มีอะไรที่ใจกลางเจดีย์

ชมเสาครูกลางพระบรมธาตุมหาเจดีย์ แล้วฟังเฉลยวิธีการซ่อมจากสถาปนิกนักอนุรักษ์

เมื่อมาถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระปลัดยรรยง ยสวฑฺฒโก ก็พาเราเข้าพระอุโบสถ ชมงานจิตรกรรม และนำเราบูชาพระรัตนตรัยเพื่อศิริมงคล แล้วค่อยพาไปชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พระบรมธาตุมหาเจดีย์สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็ถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงได้สร้างต่อจนสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

เราเดินเข้าพระบรมธาตุฯ ผ่านทางพรินทรปริยัติธรรมศาลา อาคารต่อมุขผนังโค้งที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับพระเณร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุภายในพระเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

น้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่ตามพื้นทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินขึ้นบันไดและเดินบนลานประทักษิณที่ชั้น 2 เมื่อมุดลอดช่องเข้ามายังแกนกลางเจดีย์ทรงระฆังขนาดมหึมาแล้ว ก็พบกับเสาครู เสาแกนกลางเจดีย์ในสภาพแข็งแรงหลังการซ่อมแซม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรเริ่มเล่าให้เราฟังถึงกระบวนการบูรณะ แต่เดิมเสาครูนี้ล้มเอียงไปพิงกับกำแพงด้านหนึ่ง แต่ที่เจดีย์ไม่เสียหายเพราะว่าน้ำหนักได้ถ่ายลงมาทางกำแพงขององค์ระฆังหมดแล้ว เสาแกนกลางจึงไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำหนักเป็นหลัก แต่ใช้วางโครงสร้างไม้อย่างนั่งร้าน ซึ่งยังปรากฏรูเต้าและเศษไม้เดิมที่ยังปักคาอยู่

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิศวกรและสถาปนิกเสริมความแข็งแรงไปที่ฐาน แล้วจึงใส่เฝือกให้เสาครูด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป จากนั้นใช้แม่แรงค่อยๆ ดีดเสาให้กลับมาตั้งตรง และก่ออิฐต่อไปจนถึงชั้นบัลลังก์เหมือนเดิม ก่อนเอาท่อนซุงมาเสริมแรงไว้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีการบูรณะเช่นนี้น่าทึ่งมาก จนทำวัดให้ได้รับรางวัล Award of Excellence จาก UNESCO ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของคนไทย รวมไปถึงการตระหนักเห็นคุณค่าและความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน คราวนี้สนุกมาก เพราะนอกจากจะได้สายฝนโปรยปรายมาช่วยคลายร้อน ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากแขนง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรม และเทคนิคการอนุรักษ์สนุกๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นย่านชุมชนนี้มากขึ้น

ถ้าใครอยากตามรอยเราที่ชุมชนกุฎีจีน ติดต่อขอคำปรึกษาจัดทริปได้ที่ประธานชุมชน ปิ่น-ปิ่นทอง วงษ์สกุล โทรศัพท์ 08 6105 5547 หรือถ้าอยากเดินเท้าท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามย่านต่างๆ รอบเจ้าพระยา ชมอัตลักษณ์และความงดงามของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน ขอเชิญร่วมงาน Bangkok River Festival 2020 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม วันที่ 29 – 31 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น.

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load