The Cloud x Qatar Airways

เพื่อนฝรั่งรายแรกของสยามคือโปรตุเกส ชนชาติที่อยู่ริมฝั่งตะวันตกสุดของยุโรป ความห่างไกลจากดินแดนอื่นๆ ทำให้โปรตุเกสเป็นชาตินักเดินเรือที่ล่องมหาสมุทรไปทั่วโลก

มิตรภาพระหว่างสยามและโปรตุเกสจึงเกิดขึ้นมานานกว่า 500 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูตในบางกอกตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติก็เจริญงอกงามตลอดมา

เดือนกรกฎาคมนี้ The Cloud และ Qatar Airways จัดทริป Walk with The Cloud 19 : Portuguese Passage เชิญผู้สนใจไปแกะรอยเส้นทางโปรตุเกสในบางกอก 

เริ่มจากเยี่ยมสถานเอกอัครราชทูตแห่งแรกของกรุงเทพฯ แล้วไปเยี่ยมวัดกาลหว่าร์ ชม ‘รูปพระตาย’ รูปไม้แกะสลักพระศพของพระเยซูเจ้า พร้อมฟังเรื่องราวการสืบประวัติรูปไม้เก่าแก่จากไอบีเรีย ที่ปกติจะนำออกมาให้สาธารณชนเห็นเพียงปีละครั้งเท่านั้น 

จากนั้นล่องเรือไปชมวัดซางตาครู้สและชุมชนกุฎีจีน ชุมชนชาวโปรตุเกสที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เยี่ยมพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนและรับประทานอาหารสไตล์สยามโปรตุเกส ก่อนจะชิมขนมฝรั่งแสนอร่อยแกล้มประวัติศาสตร์ที่ร้านขนมฝรั่งธนูสิงห์

โดยมีวิทยากรหลักๆ ได้แก่ เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ อาจารย์สอนภาษาและวัฒนธรรมโปรตุเกส และผู้หลงรักวัฒนธรรมของประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์ นักประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาผู้โตมากับวัดกาลหว่าร์ เจ้าของคอลัมน์ ครุ่นคริสต์ ใน The Cloud และ รัฐนันท์ เจียมปัญญารัช มัคคุเทศก์ภาษาโปรตุเกส

เนื่องจาก Qatar Airways เพิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่ไปลิสบอน เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศโปรตุเกส หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลกนี้ เคยเป็นศูนย์กลางของยุโรปในการค้าขายกับทั่วโลก ทั้งแอฟริกา ตะวันออกไกล รวมถึงราชอาณาจักรสยาม ผู้ร่วมทริปที่มางานนี้จึงได้สิทธิลุ้นตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโปรตุเกสที่ลิสบอนด้วยตนเองด้วย

กลับจากการแกะรอยโปรตุเกสในกรุงเทพฯ มาหมาดๆ เราจึงขอเก็บเรื่องราวการสัมผัสร่องรอยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวโปรตุเกส พร้อมทำความรู้จักเพื่อนฝรั่งรายแรกของสยามอย่างลึกซึ้งมาฝาก

จากโปรตุเกสถึงสยาม

หลังจาก วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) นักเดินเรือชาวโปรตุเกสค้นพบเส้นทางเดินเรือมาอินเดีย 13 ปีต่อมาใน พ.ศ. 2054 ชาวโปรตุเกสกลุ่มแรกก็เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา อะฟงซู ดือ อัลบูแคร์คือ (Afonso de Albuquerque) ได้ส่ง ทูตดูอาร์เต เฟอร์นันเดส (Duarte Fernandes) มาที่ราชสำนักสยามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ว่าการเข้ามายังประเทศราชของสยาม มิได้มีเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์แห่งไมตรีจิตระหว่างโปรตุเกสและสยามจึงเริ่มต้นขึ้น 

ชาวโปรตุเกสหลายคนเริ่มตั้งรกรากในกรุงศรีอยุธยา บ้างเป็นพ่อค้า บ้างแบ่งปันความรู้เรื่องการทหาร โดยเฉพาะเรื่องปืนไฟซึ่งสำคัญในยุคสงคราม บ้างเผยแผ่ศาสนา โดยมิชชันนารีโปรตุเกสได้สร้างโบสถ์ขึ้น 3 หลัง และที่บ้านโปรตุเกสมีผู้คนอยู่รวมกันถึง 3,000 คน 

ถึงกรุงศรีอยุธยาจะเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 แต่ชาวโปรตุเกสก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับชาวสยามมาตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยชาวโปรตุเกสดั้งเดิมได้อพยพมาสร้างชุมชนในบางกอก แม้เวลาผ่านมากว่า 500 ปี แต่ร่องรอยวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจากยุโรป ยังคงหลงเหลืออยู่ในทุกวันนี้ที่กรุงเทพมหานคร 

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสคือสถานทูตแห่งแรกในบางกอกก่อตั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สถานที่แห่งนี้ยังคงได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านมากกว่า 150 ปี

กำแพงด้านนอกของสถานทูตมีภาพสตรีทอาร์ตหน้าคน ฝีมือศิลปินสตรีทอาร์ตชาวโปรตุเกสรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง วีลส์ (Vhils) ที่ลงมือตระเวนถ่ายรูปคนในชุมชน และนำมาเจาะบนกำแพงจนเป็นภาพจำสวยๆ ของย่านเจริญกรุง

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส
สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

ทำเนียบทูตโปรตุเกสที่ตั้งเด่นอยู่ด้านหลังกำแพงก็สวยเด่นไม่แพ้กัน อาคารทรงโคโลเนียลอย่างโปรตุเกสผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัว เดิมทีวัสดุที่ตั้งใจนำมาก่อสร้างเป็นวัสดุที่ส่งตรงมาจากโปรตุเกส แต่เรือขนส่งล่มเสียก่อน ทำเนียบโปรตุเกสจึงก่อสร้างขึ้นด้วยวัสดุในท้องถิ่น กลมกลืนเข้ากับชุมชนโดยรอบเป็นอย่างดี

ภายในอาคารถูกออกแบบและจัดวางได้อย่างดีจนคาดไม่ถึงว่าในอดีตของอาคารที่สวยงามสะดุดตาแห่งนี้ถูกใช้งานมาหลากหลายรูปแบบ เป็นทั้งคุกและอาคารเก็บอาวุธ ทำให้ในปัจจุบันอาคารแห่งนี้ยังคงมีปืนใหญ่เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์ประดับไว้ให้ชม

หากสังเกตให้ดี บนปืนใหญ่แต่ละกระบอกจะมีตราประทับของกษัตริย์และแผ่นดินโปรตุเกสอยู่ ภายในอาคารก็ตกแต่งได้อย่างสวยงาม ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทำให้ภายในอากาศถ่ายเท ลมพัดเย็นสบายตลอดวัน

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส
สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

สำนักงานทูต และบรรยากาศสวนร่มรื่น

อาคารปูน 2 ชั้นสีเหลืองนวลนี้ เดิมเป็นโกดังเก่าอายุกว่า 100 ปี สำหรับเก็บสินค้าที่ขนส่งมาทางเรือ เมื่อการขนส่งทางบกและยุคสมัยเปลี่ยนไป โกดังเก่าที่เคยอัดแน่นไปด้วยสินค้าหลากหลายประเภทจึงถูกทิ้งให้ว่างเปล่า

ก่อนที่สถานทูตจะจับมือกับสถาปนิกและวิศวกรชาวโปรตุเกสร่วมกันเปลี่ยนโกดังร้างให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง จนกลายเป็นสำนักงานทูตสุดทันสมัยอย่างทุกวันนี้

สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส
สถานเอกอัครราชทูต โปรตุเกส

ไม่เพียงแต่สถาปัตยกรรมที่สวยงาม บรรยากาศโดยรอบสถานทูตก็ร่มรื่นน่ามองไม่เป็นรอง เพราะแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์อันสงบร่มเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้นไม้เขียวขจีและสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะนกยูงที่เดินเฉิดฉายอวดความสวยงามได้อย่างอิสระ นับเป็นสถานที่แสนพิเศษในย่านเจริญกรุง

ที่ตั้ง : ซอยถนนเจริญกรุง 30 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ

เปิดวันจันทร์-ศุกร์ สำหรับผู้ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตเท่านั้น

เวลา 08.30 – 12.30 น. และ 13.30 – 16.30 น.

วัดกาลหว่าร์

วัดกาลหว่าร์

โบสถ์งดงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในชุมชนตลาดน้อย เป็นอีกร่องรอยที่แสดงถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวโปรตุเกสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ชาวโปรตุเกสผูกพันกับคริสต์ศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในอดีตมิชชันนารีโปรตุเกสได้รับอภิสิทธิ์ ‘ปาโดรอาโด’ (Padroado) ให้เผยแผ่คำสอนต่างๆ ในต่างแดน ต่อมาเกิดปัญหาระหว่างโปรตุเกสกับมิชชันนารีประเทศอื่น สันตะสำนักแห่งกรุงโรมทราบถึงความขัดแย้งนี้ จึงจัดตั้งสมณกระทรวงการเผยแพร่ความเชื่อ ‘โปรปากันดา ฟีเด’ (Propaganda Fide) เพื่อทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมโดยตรง และแต่งตั้งชาวฝรั่งเศสเป็นประมุขมิสซังสยาม ทำให้ชาวโปรตุเกสรู้สึกไม่พอใจที่ชาวฝรั่งเศสมาเป็นผู้ปกครอง 

เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่อพยพมายังบางบอก และเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี ชาวโปรตุเกสจึงได้มาอาศัยรวมกัน ณ ค่ายซางตาครู้ส แต่ด้วยความขัดแย้งที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา เมื่อทราบว่าวัดซางตาครู้สจะถูกปครองโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ชาวโปรตุเกสกลุ่มหนึ่งจึงแยกตัวออกมาตั้งชุมชนใหม่และนำของมีค่าอย่างยิ่งมาด้วย นั่นคือรูปแม่พระลูกประคำและรูปพระศพของพระเยซูเจ้า 

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสสร้างวัด และสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2330 ด้วยโครงสร้างไม้ เพื่อให้ชาวคริสตังได้ประกอบพิธีทางศาสนา พร้อมกับนำรูปแม่พระลูกประคำและรูปพระศพของพระเยซูเจ้าจากกรุงศรีอยุธยามาประดิษฐานไว้ที่นี่ โดยตั้งชื่อว่า ‘วัดกาลหว่าร์’ ตามชื่อรูปพระตาย

วัดกาลหว่าร์
วัดกาลหว่าร์

นอกจากนี้ยังมีห้าง Falck & Beidek Department Store ที่ก่อตั้งโดยชาวยุโรป เป็นอาคารที่เก่าแก่กว่า 1 ศตวรรษและยังคงสภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อาคารปูนสีขาวที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและตะวันตกอย่างอลังการนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ห้างสิงโต’ ที่ผู้คนเรียกกันอย่างนี้เพราะว่าตัวอาคารถูกประดับด้วยปูนปั้นรูปหัวสิงโตขนาดใหญ่ ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบันยังคงเป็นห้างโบราณที่เปิดให้เข้าชมอยู่ในชื่อว่า O.P Place ภายในมีทั้งลิฟท์เก่าแก่ที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมเอาไว้ โคมระย้าขนาดยักษ์ และมีงานฝีมือแขนงต่างๆ เช่น อัญมณี ผ้าไหม และโบราณวัตถุขายอีกด้วย

อาคารโบสถ์ของวัดกาลหว่าร์ได้รับการสร้างใหม่ถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเป็นโบสถ์ไม้ ตลอดระยะเวลา 50 ปีแรกไม่มีมิชชันนารีมาปกครองดูแลที่นี่ เนื่องจากชาวโปรตุเกสไม่ยอมรับชาวฝรั่งเศส แต่หลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวและยอมรับในที่สุด ต่อมาโบสถ์ไม้แห่งนี้ทรุดโทรมลง ใน พ.ศ. 2380 บาทหลวงอัลบรังค์ (Albrand) มิชชันนารีคณะมิสซังต่างประเทศประจำกรุงปารีสองค์แรกที่ได้เข้ามาปกครองวัดกาลหว่าร์จึงได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และทำพิธีเสกขึ้นในวันฉลองแม่พระ ที่นี่จึงได้รับชื่ออีกหนึ่งชื่อว่า ‘วัดแม่พระลูกประคำ’ 

วัดกาลหว่าร์

ต่อมาใน พ.ศ. 2433 คุณพ่อแดซาลส์ (Dessalles) เจ้าอาวาสวัดกาลหว่าร์คนสำคัญได้รื้อโบสถ์หลังที่ 2 และระดมทุนสร้างโบสถ์หลังปัจจุบันขึ้นจนเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2440 คุณพ่อได้บันทึกไว้ในจดหมายระหว่างก่อสร้างโบสถ์หลังนี้ว่า 

“โบสถ์หลังใหม่จะกลายเป็นอนุสรณ์สถานที่น่าจดจำ และเป็นความภาคภูมิใจของชาวสยาม” 

โบสถ์สไตล์โกธิครีไวเวิล (Gothic Revival) ที่ใหญ่โตโอ่อ่าและสวยงาม มีลักษณะเป็นยอดสูงขึ้นสู่ฟ้า โครงสร้างภายในโอ่โถง เพดานโค้งสัน ยอดหลังคาแหลม พร้อมระฆังกังวานจากประเทศฝรั่งเศสที่เรียกผู้คนให้มาร่วมพิธี

แม้โบสถ์หลังนี้จะมีอายุกว่าร้อยปี แต่คริสตศาสนิกชนวัดกาลหว่าร์ก็ดูแลรักษาวัดไว้อย่างดี ทำให้มีหลายส่วนที่นับได้ว่าเป็นของเก่าแก่หลงเหลือให้คนรุ่นใหม่ได้เชยชม ไม่ว่าจะกลไกการตีระฆังแบบดั้งเดิม พื้นกระเบื้องหรือว่ากระเบื้องหลังคาที่มีส่วนผสมของทองแดงทำให้มีความสวยงามและทนทานผ่านสภาพอากาศและกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน

วัดกาลหว่าร์

ประติมากรรมและจิตรกรรมภายในโบสถ์ ทุกองค์ประกอบล้วนเต็มไปด้วยความหมาย ไม่ว่าจะฝ้าเพดานที่มี 8 ช่อง ซึ่งมีความหมายในทางดาราศาสตร์โบราณถึงดาวศุกร์ที่เป็นดาวประจำรุ่งของแม่พระลูกประคำ ต้นและเถาองุ่นซึ่งหมายถึงพระเยซูกับพระศาสนจักร หน้าต่างประดับกระจกสีที่แสดงเรื่องราวต่างๆ ของข้อรำพึงแห่งสายประคำ

วัดกาลหว่าร์

รูปพระตายของพระเยซูเจ้าและรูปแม่พระลูกประคำเป็นสิ่งที่อยู่กับคริสตชนวัดกาลหว่าร์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจวบจนปัจจุบัน วัดกาลหว่าร์ยังคงนำรูปพระตายที่อายุกว่า 300 ปีมาประกอบพิธีใน ‘คืนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์’ ของทุกปี โดยเชิญรูปพระตายที่ประดิษฐานอยู่ในบุษบกประดับด้วยดอกไม้ และแห่ออกไปรอบวัดกาลหว่าร์ ส่วนรูปแม่พระลูกประคำก็ยังคงประดิษฐานไว้ภายในโบสถ์ ให้คนสวดภาวนาจวบจนทุกวันนี้

ที่ตั้ง : ซอยวาณิช 2 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

เปิดทุกวัน

เวลา 08.30 – 16.30 น.

0 2266 4849

วัดซางตาครู้ส

ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบรรยากาศสงบร่มเย็น เป็นที่ตั้งของวัดเก่าอันมีสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นที่พักพิงใจของผู้คนมากหน้าหลายตา แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไปแต่ผู้คนก็ยังคงแวะเวียนมาที่วัดนี้เสมอ

วัดกาลหว่าร์

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 ชาวคริสตังหลายชนชาติที่ยอมรับการปกครองของชาวฝรั่งเศสได้อพยพมายังบางกอกพร้อมกับ คุณพ่อกอร์ (Corre) มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเพื่อขอพระราชทานเงินและเรือพายสำหรับดำรงชีพ 

ต่อมาวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้พระราชทานที่ดินให้คุณพ่อกอร์ เนื่องจากวันนั้นตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนและเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตั้งชื่อวัดและที่ดินผืนนี้ว่า ‘ซางตาครู้ส’ หมายถึงไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ในภาษาโปรตุเกส วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของคริสตชนหลากหลายเชื้อชาติ 

ในขณะนั้นวัดซางตาครู้สเป็นเพียงวัดเล็กๆ ไม่มีแม้แต่ข้างฝา มีเพียงแค่เสาและหลังคา ก่อนที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะพระราชทานเงินช่วยเหลือ เวลาผ่านมากว่า 65 ปีในสมัย พระสังฆราช ฌอง ปอล กูร์เวอซี (Jean Paul Courvezy) ได้มอบหมายให้ คุณพ่อฌอง บัปติส ปัลเลอกัวส์ (Jean Baptiste Pallegoix) สร้างวัดหลังใหม่ขึ้นแทนที่วัดหลังเดิม โบสถ์หลังนี้จึงสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2379 ด้วยสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 รูปทรงประยุกต์ไทยจีนและผสมผสานศิลปะฝรั่ง วัดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ ‘วัดกุฎีจีน’

วัดกาลหว่าร์

ใน พ.ศ. 2456 คุณพ่อกูเลียลโม กิน ดา ครู้ส (Gulielmo Kinh Da Cruz) เห็นว่าวัดหลังนี้ทรุดโทรมมากแล้ว จึงดำริสร้างวัดหลังใหม่ขึ้น ทำให้ทั้งภายในและภายนอกของวัดซางตาครู้สเป็นสถาปัตยกรรมเรเนสซองส์ผสมนีโอคลาสสิก ใช้ประกอบศาสนกิจเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ 

วัดกาลหว่าร์

โบสถ์ซางตาครู้สมีโถงสูงโปร่ง โครงสร้างแบบอาคารโบราณ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือวิธีการใช้ผนังทั้งสองด้านเป็นจุดรับน้ำหนังจากหลังคาและใช้เสาลอยเป็นส่วนรับน้ำหนังของฝ้าเพดาน ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีแสดงถึงเหตุการณ์ต่างๆของศาสนาคริสต์รวมถึงภาพพระเยซูเจ้าในอิริยาบทต่างๆ มียอดโดมรูปแบบอิตาลีคล้ายกับโดมแห่งมหาวิหารฟลอเรนซ์ ดูหรูหราและสวยงามตระการตา

ที่ตั้ง : 1 ซอยกุฎีจีน ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เปิดเวลาประกอบพิธีมิสซา

0 2472 0153

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

แม้พิพิธภัณฑ์จะซ่อนตัวอยู่ภายในซอยชุมชนกุฎีจีน แต่ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาชมบ้านหลังนี้อย่างสม่ำเสมอ เพราะชุมชนกุฎีจีนเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวสยามเชื้อสายโปรตุเกส ที่เก็บวัฒนธรรมและวิธีชีวิตแบบผสมผสานไว้เต็มเปี่ยม ภายในชุมชนยังมีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประดับตกแต่งบุษบกด้วยดอกไม้ การร้อยตาข่ายดอกไม้สำหรับห่มรูปพระตาย การแสดงละครในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่สูตรอาหารโปรตุเกสต่างๆ ที่หากินได้ยากในปัจจุบัน ชุมชนกุฎีจีนยังคงเก็บงำสูตรลับความอร่อยไว้อย่างดี

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

บ้านไม้ 3 ชั้นถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานจากบ้านที่ถูกทิ้งให้ว่างเปล่า กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมข้อมูลของชาวโปรตุเกสไว้มากมาย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการเข้ามาของชาวโปรตุเกส วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมอาหาร คำศัพท์โปรตุเกสที่ประเทศไทยรับมาใช้ การแต่งกาย รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น แถมยังคงขายขนมปังสัพแหยกสูตรดั้งเดิมที่ชวนให้คนรุ่นใหม่ได้มาลิ้มลองความอร่อยด้วย 

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

บนชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน ทั้งสำหรับการดำรงชีวิต เครื่องครัว อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมรวมถึงกุศโลบายอันเฉียบแหลมของชุมชนด้วย นั่นคือ ‘ผีหัวพริก’ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ผีหนูเลี้ยบ’ ผีเด็กประจำหมู่บ้านกุฎีจีนที่มักถูกใช้เป็นกุศโลบายในการกำชับให้เด็กๆ ที่ออกไปวิ่งเล่นในชุมชนรีบกลับบ้านให้ทันก่อน 6 โมงเย็น เพราะไม่อย่างนั้นจะถูกผีหนูเลี้ยบจับตัวไป 

ชั้นบนสุดถูกออกแบบให้ขึ้นไปชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและชุมชนโดยรอบได้อย่างสุดลูกหูลูกตาอีกด้วย

ที่ตั้ง : ซอยวัดกัลยาณ์ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เปิดวันอังคาร-อาทิตย์

เวลา 09.30 – 18.00 น.

08 1772 5184

ขนมฝรั่งธนูสิงห์

ขนมฝรั่งธนูสิงห์ โปรตุเกส

ในสมัยก่อนผู้คนนิยมใช้ไข่ขาวในการรีดผ้า ทำให้มีไข่แดงเหลือใช้เป็นจำนวนมาก จึงนำมาประยุกต์ทำเป็นขนมมากหน้าหลายตาสีสันเหลือนวลน่ากินตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ขนมจากโปรตุเกสที่ตกทอดมายังแดนสยามก็ไม่ได้มีเพียงแค่ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองเท่านั้น แต่ยังมี ‘ขนมฝรั่ง’ แสนอร่อย เนื้อเนียนนุ่ม กลิ่นหวานหอมนี้อีกด้วย

หากเดินเข้ามาภายในชุมชนกุฎีจีนจะพบ ‘ร้านธนูสิงห์’ ร้านขนมฝรั่งสูตรเก่าแก่ของชุมชนโปรตุเกสที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 200 ปี ในอดีตขนมฝรั่งเป็นขนมที่นิยมกินพร้อมน้ำชาหลังจากเสร็จสิ้นพิธีในโบสถ์ จึงนับเป็นขนมที่ช่วยสร้างและกระชับความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้แน่นแฟ้น 

ร้านแห่งนี้ยังคงยึดมั่นใช้สูตรโบราณ สูตรต้นตำหรับแท้ๆ ความพิเศษของขนมฝรั่งเนื้อเนียนนุ่มนี้คือการใช้วัตถุดิบที่บรรจงคัดสรรมาเป็นอย่างดีแค่ 3 อย่างเท่านั้น นั่นคือ แป้ง น้ำตาล และไข่ นำมาตีให้ขึ้นฟู ทำสดใหม่วันต่อวัน ทำให้ได้ขนมฝรั่งกรอบนอกนุ่มในที่ติดอยู่ในใจของผู้คนชุมชนกุฎีจีนและนักท่องเที่ยวหลายชนชาติมานับร้อยปี

ความพิเศษของร้านขนมร้านนี้ไม่ได้มีเพียงแค่วัตถุดิบเท่านั้น แต่พวกเขาบรรจงและตั้งใจในทุกอณู ทั้งทำพิมพ์ใส่ขนมขนาดพิเศษที่ขึ้นรูปและจับจีบด้วยมือเองทุกชิ้น เตาที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษให้เหมาะกับเนื้อขนมฝรั่งสูตรพิเศษนี้เท่านั้น รวมทั้งไม้พายไม้สักที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น

ปัจจุบันร้านธนูสิงห์จำหน่ายขนมฝรั่ง 2 รูปแบบ ทั้งแบบดั้งเดิมที่เป็นขนมเค้กเนื้อนุ่ม และแบบโรยหน้าด้วยลูกเกดหรือฟักเชื่อม ซึ่งเป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาของชาวจีน แสดงถึงความผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนกุฎีจีนไว้ด้วย

ที่ตั้ง : ซอยกุฎีจีน 7 ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

เปิดทุกวัน 

เวลา 09.00 – 17.00 น.

0 2465 5882 / 08 1483 0303

โปรตุเกส

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก่อนผ่าตัดใหญ่”

ผู้ร่วมทริป Walk with The Cloud 25 : The Custom House คนหนึ่งเล่าความรู้สึก ก่อนเราทั้งหมดเข้าไปสำรวจโรงภาษีร้อยชักสามเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นประโยคที่แทนใจผู้คนที่ร่ำลาอาลัย ‘ศุลกสถาน’ ได้เป็นอย่างดี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ไม่ว่ามาเยี่ยมชมงานแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เทศกาล Bangkok Design Week 2020 หรือมาอำลาสถาปัตยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยืนหยัดมากว่า 130 ปี เราต่างประทับใจอาคารโบราณแสนสวยเปี่ยมมนต์ขลัง แต่ก็รู้ว่าญาติผู้ใหญ่ของเราสุขภาพร่อแร่เต็มที 

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

เพื่อให้พื้นที่ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ต่อไป การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น โดยศุลกสถานจะรีโนเวตใหม่เป็นเวลา 6 ปีเต็ม 

ก่อนเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในอนาคต ลองมาทำความรู้จักคุณย่าทวดคนงามนามโรงภาษีร้อยชักสาม โดยผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาคารโบราณ และ ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล ผู้เชี่ยวชาญและทำงานอนุรักษ์อาคารโรงภาษีร้อยชักสาม จากบานาน่า สตูดิโอ ผู้เป็นวิทยากรถ่ายทอดเรื่องราวดังนี้

โรงภาษีแห่งเจริญกรุง

ศุลกสถานเป็นหนึ่งในไม่กี่อาคารในย่านเจริญกรุงที่ยังคงสภาพเหมือนร้อยกว่าปีที่แล้ว ในอดีตสถานที่นี้มีทำเลงดงามริมน้ำเจ้าพระยา ทางใต้เป็นสถานทูตฝรั่งเศส ทางเหนือเป็นกงสุลอังกฤษ นับเป็นอาคารสำคัญในย่านบางรัก ย่านเศรษฐกิจปากแม่น้ำที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัย

ก่อนทำความเข้าใจความสำคัญของโรงภาษี ขอเท้าความถึงระบบภาษีไทยแบบคร่าวๆ 

ตั้งแต่สมัยอยุธยา ระบบการเก็บภาษีของสยามเป็นการเก็บ ‘จังกอบ’ และ ‘อากร’ โดยจังกอบมีลักษณะเหมือนภาษีศุลกากร เก็บภาษีปากเรือ ส่วนอากรเป็นภาษีการผลิต เช่น อากรจับปลา อากรพืชสวน

เมื่อมีการค้าขายกับต่างชาติ รัฐตั้งกรมพระคลังสินค้า เพื่อควบคุมไม่ให้ค้าขายกับคนในประเทศโดยตรง พระคลังสินค้ารวมสินค้าไทยมาขายต่อให้กับพ่อค้าต่างชาติ และเก็บส่วนต่างไว้เป็นผลประโยชน์เข้าแผ่นดิน ระบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะการซื้อขายทั้งหมดต้องผ่านเข้าส่วนกลาง

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้ากับต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อนำเงินมาเข้าพระคลังและเตรียมทำสงครามกับเวียดนาม และเพื่อให้รู้กำลังการผลิต เกิดระบบเจ้าภาษีนายอากร มีนายอากรเป็นผู้ตรวจสอบธุรกิจ และเป็นผู้เก็บภาษีส่งหลวง

ยุคสมัยนี้เองที่ เฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) (ชาวสยามเคยเรียกเขาว่า หันตรีบารนี) นักเดินทางและนักการทูตจากอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาเบอร์นี เป็นสัมพันธไมตรีและการค้า โดยสัญญาหลักๆ ระบุว่าการซื้อขายต้องเสียภาษีตามระบบของแต่ละประเทศ เช่น พ่อค้าอังกฤษมาบางกอก ย่อมต้องเสียภาษีตามระบบที่บางกอกจัดเก็บ หากชาวสยามไปค้าขายในดินแดนอื่น ย่อมต้องจ่ายภาษีตามที่ดินแดนนั้นกำหนด

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) หรือ พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สิ่งที่นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ทำมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ว่าด้วยเรื่องภาษี 100 ส่วน เก็บภาษี 3 ส่วน (ภาษีร้อยชักสาม) หรือชำระเงินเท่ากับราคาของสามส่วนนั้น ในสนธิสัญญาระบุว่าชาวสยามต้องตั้งโรงภาษีเป็นเรื่องเป็นราวตามจุดสำคัญอย่างปากน้ำ

โรงภาษีของหลวงแห่งแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม (บริเวณอาคาร River City ในปัจจุบัน) ในยุคที่ จอห์น บุช (John Bush) หรือ พระวิสูตรสาครดิฐ ชาวอังกฤษ เป็นเจ้าท่ายุโรปคนแรกของกรมเจ้าท่า 

ต่อมาได้ย้ายมาที่อยู่ปัจจุบัน เนื่องจากเจริญกรุงเป็นย่านการค้า พื้นที่ริมน้ำนี้จึงได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางด้านภาษี ทั้งขาเข้าและส่งออก 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ตึกคลาสสิกของกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสามออกแบบโดย โยอาคิม กราซซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และเข้ามาทำงานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 

กราซซี มีชีวิตโลดโผนน่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักประวัติเขามากนัก เขาเกิดที่ Capodistria เมืองในอิตาลีซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี และปัจจุบันเป็นเมืองท่าของสโลวีเนีย เมื่อกราซซีอายุได้ 20 ปีก็ออกเดินทางทางทะเล เริ่มผจญภัยที่เซี่ยงไฮ้ ทำงานในบริษัทค้าไม้สัก แล้วมาบางกอกใน พ.ศ. 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ใช้ชีวิตจนถึงช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เริ่มจากการเป็นใครก็ไม่รู้ในแผ่นดินของคนแปลกหน้า จนเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่ร่ำรวยที่สุดในสยาม

ช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรความเจริญจากสิงคโปร์ ชวา อินเดีย จึงมีพระราชดำริอยากให้พระนครมีความทันสมัย ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของกราซซี เขาเปิดบริษัทกับน้องชายอีก 2 คน เป็นทั้งวิศวกร สถาปนิก และผู้รับเหมา ครบอยู่ในเจ้าเดียว ใช้รูปแบบการก่อสร้างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ผลงานช่วงแรกคือพระราชวังต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ และผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือพระที่นั่งในพระราชวังบางปะอิน จุดเด่นของผลงานกราซซีคือรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก ใช้เสากลม ประตูและหน้าต่างโค้ง นอกจากนี้กราซซียังออกแบบวัด โบสถ์ ทั้งแบบคลาสสิกและโกธิก ไปจนถึงตึกเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ คุกมหันตโทษ ฯลฯ ต่อมากราซซียังไปลงทุนทำเหมือง และร่วมทำโครงการขุดคลองรังสิตอีกด้วย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ความขัดแย้งระหว่างไทยและฝรั่งเศสส่งผลกระทบต่องานและทรัพย์สินชาวต่างชาติ กราซซีขายบริษัทของเขาและกลับไปเป็นผู้รับเหมายัง Capodistria บ้านเกิด และไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย

แต่ชื่อของเขายังอยู่ยืนยง ผลงานบางส่วนของเขาผุพัง บ้างถูกทุบทิ้ง บ้างได้รับการต่อเติมปรับปรุงใหม่ 

เพียงตึกเดียวที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงแรกที่ก่อสร้างคือศุลกสถาน ซึ่งสร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือ พ.ศ. 2429 – 2433 รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบพัลลาเดียน (Palladianism) มีลักษะเด่นคือความสมมาตรของอาคาร เน้นความสำคัญของส่วนโถงหลักในอาคารให้มีความโอ่โถงยิ่งใหญ่ และใช้องค์ประกอบการตกแต่งแบบกรีก-โรมันในสัดส่วนที่งดงามลงตัว 

บ้านจีนในศุลกสถาน

บุคคลสำคัญอีกคนที่ผลักดันให้ศุลกสถานกำเนิดขึ้น คือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) บุตรของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระยาภาสกรวงศ์เป็นข้าราชการคนสำคัญ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด และเรียกตัวเข้ามาใช้ในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล 

ใน พ.ศ. 2416 รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ สร้างระบบเก็บภาษี รวมท้งภาษีศุลกากร ให้ส่งเงินเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยให้พระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้ดูแลการปฏิรูปภาษี พระยาภาสกรวงศ์นี่เองที่เป็นผู้เขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 5 ว่า

“โรงภาษีที่จะทำขึ้นใหม่นี้เปนการจำเปนจะต้องมีโดยแท้…เพราะโรงภาษีขาเข้าขาออกนี้ เปนที่ต้องตาของคนยุโรปที่จะดูเมื่อแรกเข้ามาถึง อย่างหนึ่งผลประโยชน์แผ่นดินก็เกิดจากที่นี้มาก ทั้งเปนการรักษาบ้านเมืองด้วย”

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ใจความของจดหมายชี้แจงว่าควรสร้างตึกที่สวยงามให้เป็นหน้าบ้านของกรุงเทพฯ สำหรับคนที่เดินทางมาทางเรือ ช่วงเวลานั้นพื้นที่ตึกหลักของศุลกสถานปัจจุบัน แต่เดิมมีบ้านจีนอยู่สองหลัง เจ้าของเดิมคือ เจ้าพระยาพลเทพ ต้นสกุลบุญ-หลง ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พบเห็น นอกจากแนวโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดินซึ่งทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีเอกชนร่วมกับกรมศิลปากรร่วมสืบประวัติและขุดค้น ดูจากฐานอาคารจีนยุคเก่าแล้วอนุมานหน้าตาได้ว่าคงคล้ายบ้านโซว เฮง ไถ่ ย่านตลาดน้อย 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

อาคารเหล่านี้ตกเป็นสมบัติของหลวงอุปการโกษากร (เวท วัชราภัย) ซึ่งตัดสินใจยกอาคารและที่ดินให้เป็นของหลวงใน พ.ศ. 2426 พระยาภาสกรวงษ์จึงให้กราซซีออกแบบโรงภาษีใหม่ โดยใช้บ้านจีนเป็นที่ทำการชั่วคราว สร้างตึกใหม่ขึ้น 2 หลัง คือ ตึกเหนือ เป็นออฟฟิศสำหรับภาษีขาเข้า-ขาออก และตึกใต้ เป็นออฟฟิศภาษีเข้า และต่อมากลายเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแห่งที่สองของไทย (แห่งแรกคือไปรษณียาคารข้างสะพานพุทธ) 

ภายหลังจึงรื้อบ้านจีนลง สร้างตึกใหญ่ขนาด 4 ชั้นขึ้นแทน มีสะพานไม้เชื่อมต่อตึกเหนือ ตึกใต้ กับตึกหลัก ที่ชั้นสอง

อดีตอันเรืองรอง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

จุดเด่นของอาคารโรงภาษีร้อยชักสามในปัจจุบัน คือรูปทรงเรียบง่าย คล้ายกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีกันสาด หลังคาแบบกระเบื้องจีน ด้านตะวันตกเป็นทางเดิน แดดส่องไม่ถึงห้องด้านใน ส่วนตรงกลางขึ้นไปถึงชั้นสี่ ห้องภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก-ใหญ่-เล็ก สลับไปเรื่อยๆ 

สภาพปัจจุบันของอาคาร อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลือยให้เห็นเนื้อแท้ของสภาพอาคารมากที่สุดแต่ยังคงร่องรอยการใช้งานของแต่ละยุคสมัย ทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เปิดพื้นผิวแสดงให้เห็นส่วนฐานของผนังรับน้ำหนักที่มีความหนาก่อด้วยอิฐ (Wall Bearing System) ไม้ตงขนาดใหญ่รับน้ำหนักแผ่นไม้พื้นหนาที่สภาพโดยรวมยังค่อนข้างดีมากทุกชั้น

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แต่สิ่งที่เลือนหายไป คือการเซาะร่องในปูนปั้นฉาบผนัง โดยปกติอาคารอื่นๆ จะทำแต่ชั้นล่าง แต่ที่นี่ กราซซีเลือกทำตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นขอบหลังคา รูปถ่ายสำคัญโด่งดังของศุลกสถาน คือภาพการตกแต่งพลับพลาท่าเรือรับเสด็จริมน้ำอย่างสวยงามดูเอิกเกริก เป็นสถานที่ที่ข้าราชการ พ่อค้า และราษฎรเฝ้ารับเสด็จ เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสทวีปยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2450

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

บนยอดสุดของหลังคาจั่วมุขหน้าอาคารศุลกสถาน ยังคงปรากฏตราแผ่นดินของสยามที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบยุโรปและเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้องค์ประกอบจะผุกร่อนทรุดโทรมไปบ้าง แต่พอเห็นได้ว่าเป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ เชิญฉัตร 7 ชั้น และยังมีเสาธงซึ่งในอดีตคงต้องมีคนทำหน้าที่เปิดประตูจากห้องใต้หลังคาขึ้นเชิญธงช้างเผือกประดับยอดเสาทุกวัน 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ย้ายออก ย้ายเข้า

มีการพบแปลนโรงภาษีใหม่ริมถนนเจริญกรุง ซึ่งกราซซีออกแบบและวางแผนจะสร้างในช่วง พ.ศ. 2427 – 2429 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับอาคารโรงภาษีร้อยชักสาม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้สร้าง

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองช่วงประมาณ พ.ศ. 2492 กรมศุลกากรย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่บริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของการค้าและขนส่งทางเรือ ศุลกสถานเปลี่ยนการใช้งานเป็นที่ทำการกองบังคับการตำรวจน้ำ และสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก อีกทั้งเป็นที่พักอาศัยแบบดัดแปลงให้กับครอบครัวตำรวจดับเพลิงต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนโยกย้ายกันออกไป และยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือดำเนินการใดอีกเลย

 อาคารกลุ่มนี้ร้างการใช้งานมานานถึงสิบกว่าปี ก่อน ยู ซิตี้ จัดหาทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เข้ามาดำเนินการสำรวจและปรับสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งพบว่าบนผนังปูนภายในหลายจุดยังคงมีร่องรอยขีดเขียนตัวหนังสือจากกลุ่มคนที่เคยอยู่อาศัยใช้ชีวิต สะท้อนภาพความเป็นอยู่ผู้คนที่ได้เข้ามาใช้งานอาคารประวัติศาสตร์ที่ทรุดโทรมลง มรดกความทรงจำหลายทศวรรษในช่วงเวลานี้ ก็คงจะเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันหลากหลายของศุลกสถานในอนาคตต่อไป 

อนาคตอาคาร

อีก 6 ปีข้างหน้า อาคารแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม แต่ไม่ได้เป็นห้องพัก มีห้องจัดเลี้ยง และพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัย และสถาปัตยกรรมโบราณฝีมือกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แนวทางการทำงานของทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดี ใช้วิธีการหลากหลายและมีวิธีคิดแบบเต็มที่กับงานที่ผ่านมา ทั้งการสำรวจตามมาตรฐาน ไปจนถึงใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เช่น การสแกนแบบสามมิติในทุกซอกมุมของอาคารด้วยการใช้เครื่องแสกนแบบตั้งพื้นและโดรน กล่าวเฉพาะงานด้านอนุรักษ์อาคารทางทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์ยังได้เชิญกลุ่มเวอร์นาด็อก (Vernadoc) ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับบริษัท ยู ซิตี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่เช่าจากกรมธนารักษ์ มาจัดเวิร์กช็อปและนิทรรศการ เก็บข้อมูลสำรวจอาคารในรูปแบบวาดเขียนลายเส้นขาวดำด้วยมือแบบเสมือนจริง เพื่อบันทึกร่องรอยอาคารที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านเนื้องานจัดแสดงในสถานที่จริงที่มีความเป็นศิลปะ และด้านกระบวนการที่เข้าถึงชุมชนโดยรอบกับสังคมผู้สนใจอาคารประวัติศาสตร์ในวงกว้าง ให้มีโอกาสเข้าถึงและทำความเข้าใจสถานการณ์ พร้อมกับเปิดมุมมองคุณค่าของอาคารที่ดูเสื่อมสภาพ แต่เปี่ยมคุณค่าและความทรงจำผ่านช่วงเวลาหลายยุคสมัย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ในช่วงปิดปรับปรุง ทีมนักออกแบบปรับการใช้สอยต้องประสานกับทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีต่อไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี ความท้าทายในอนาคตที่รออยู่ยังมีอีกมาก เช่น การปรับปรุงอาคารเพื่อการใช้งานรูปแบบใหม่ (Adaptive Reuse) การออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ การจัดทำส่วนจัดแสดงที่แสดงร่องรอยทางสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างในอาคารรูปแบบใหม่ และการประสานไปยังกรมศิลปากรเพื่อขอยืมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในสถานที่เพื่อนำกลับมาจัดแสดง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ทางยู ซิตี้ จ้างทีมสำรวจและอนุรักษ์ศุลกสถานเพื่อนำไปสู่การต่อยอดเป็นกิจการโรงแรมในอนาคต ได้ติดต่อช่างซ่อมนาฬิกาชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีผลงานอนุรักษ์นาฬิกาที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ ซึ่งน่าจะเป็นนาฬิการุ่นเดียวกันกับที่ด้านหน้ามุขของศุลกสถาน และสืบหาร่องรอยโคมไฟจากฐานแชนเดอเลียร์บางส่วนบนฝ้าเพดานในห้องเต้นรำชั้นสามที่ยังเก็บไว้ดูเป็นหลักฐาน ทั้งยังตรวจสอบโครงสร้างไม้ โครงสร้างหน้าต่าง ขนาดและวัสดุเนื้ออิฐเพื่อหาที่มาและวิธีการผลิต วัสดุปูนฉาบ สีและลวดลายผนังดั้งเดิม กระเบื้องจีนที่ใช้มุงหลังคา ฯลฯ เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าให้สมบูรณ์ที่สุด และสอดคล้องกับการใช้งานในอนาคต

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

ขอบคุณข้อมูลจาก

ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ ทีมงานขุดค้นโบราณคดี 

คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)

Writers

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ

ผศ.ดร.จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติวิชาชีพเป็นนักผังเมือง ชอบศึกษาและวิจัยด้านมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load