ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้ตัดถนนกว้างๆ อย่างตะวันตกขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2404 ถนนเจริญกรุงกลายเป็นย่านการค้าที่ทำให้บางกอกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ผู้คนต่างชาติต่างศาสนามากมายหลั่งไหลมาใช้ชีวิตที่นี่

ตึกแถวแบบสิงคโปร์ผุดขึ้นริมถนน โคมไฟฟ้าปักเรียงตามรายทาง ตลอดเส้นทางนี้ยังมีมัสยิดและกุโบร์ (สุสานมุสลิม) อยู่ใกล้ชิดกับวัดและโบสถ์ฝรั่งมาโดยตลอด สถาปัตยกรรมอิสลามเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อชาวมุสลิมต่างอพยพมาอาศัยหรือทำธุรกิจที่ย่านบางรัก ไม่ว่าจะเป็นชาวอินเดียที่เข้ามาขายผ้าหรืออัญมณี ชาวชวาเข้ามาต่อเรือหรือจัดสวน พวกเขาอาศัยอยู่ในย่านนี้มามากกว่า 100 ปี แต่หลายคนอาจไม่เคยได้สัมผัสประวัติศาสตร์บทนี้ของกรุงเทพฯ

The Cloud จับมือกับเครื่องดื่ม 100PLUS ในช่วงเดือนเราะมะฎอน เดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิม ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญประจำปีของศาสนาอิสลาม เพื่อชักชวนทุกท่านไปเดินชมศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบอิสลามผ่านมัสยิดอายุ 100 กว่าปี กุโบร์ และอาคารเก่าย่านเจริญกรุง โดยวิทยากรจากสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทย อาจารย์อิ๊น-วรพจน์ ไวยเวทา เลขานุการสถาบันศิลปะอิสลาม และ อาจารย์ซี-สุนิติ จุฑามาศ นักวิจัยด้านโบราณคดีอิสลาม จะพาเราเข้าไปทำความรู้จักปรัชญา ขนบวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมในย่านนี้

ขอเชิญสัมผัสความงดงามของโลกอิสลาม ที่สร้างเจริญกรุงให้มีชีวิตชีวามาตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

คุณคิดว่าศิลปะอิสลามคืออะไร?

ศาสนาอิสลามแตกต่างจากศาสนาเทวนิยมอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะอิสลามห้ามมีรูปเคารพหรือสัญลักษณ์แทนตัวพระผู้เป็นเจ้า เอกลักษณ์จึงอยู่ในรูปทรงและลวดลาย ชาวมุสลิมได้ชื่อว่าเก่งด้านพีชคณิตและการคำนวณ ทำให้มี 3 องค์ประกอบศิลป์หลักๆ นั่นคือ Geometry การใช้เรขาคณิตในการออกแบบและสร้างสรรค์ Calligraphy การเขียนตัวอักษรให้กลายเป็นลวดลาย และ Arabesque หรือแพตเทิร์นลายเถาไม้อย่างอาหรับนั่นเอง

องค์ประกอบเหล่านี้นิยมใช้กันในชุมชนอิสลามมาก งดงามสูงสุดตอนศตวรรษที่ 8 จนคนเรียกกันว่าสิ่งเหล่านี้คือศิลปะอิสลาม แต่หากมองจากในนิยามแบบโมเดิร์นแล้ว จะพบว่าความเป็นศิลปะอิสลามไม่ตายตัว ขนาดที่ว่าศิลปะใดๆ ซึ่งผลิตด้วยหลักคิดหรือปรัชญาแบบอิสลาม ก็ล้วนแล้วแต่นับว่าเป็นศิลปะอิสลามด้วยกันทั้งนั้น

จะเห็นได้ว่านิยามของศิลปะอิสลามขยายออกไปได้กว้างไกลจนเกินอธิบายในหนึ่งหรือสองประโยคสั้นๆ แต่เพราะว่ากำเนิดมาจากรากฐานแนวคิดเดียวกัน จึงทำให้ยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

‘อนันตภาพ’ (Infinity) และ ‘เอกภาพ’ (Unity) คือสองแนวคิดซึ่งคู่ขนานกันอยู่ในใจกลางของความเป็นอิสลาม และนี่คือสิ่งที่เราอยากนำเสนอผ่านการตามรอยโลกศิลปะอิสลามในย่านเจริญกรุงครั้งนี้ 

เมื่อชาวมุสลิมโยกย้ายมาอยู่บนถนนเจริญกรุงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ก็พาวัฒนธรรมของตนเข้าไปร่วมผสมผสานกับวัฒนธรรมอื่น จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา นี่เองคืออนันตภาพของศิลปะอิสลาม ในขณะเดียวกัน แต่ละสถานที่ก็มีบางอย่างคล้ายคลึงเชื่อมโยงกัน ทำให้ยังคงสภาวะเอกภาพได้

มัสยิดเหล่านี้เปิดให้ทั้งคนมุสลิมและคนศาสนาอื่นเข้าไปเยี่ยมชมได้ทุกวันตั้งแต่ละหมาดครั้งแรกของวัน คือช่วงตี 4 จนกระทั่งละหมาดครั้งสุดท้ายของวัน คือช่วง 2 ทุ่ม ถ้าอยากเห็นว่าความเป็นหนึ่งในความหลากหลายที่ว่าเป็นเช่นไรในทางปฏิบัติ ต้องลองไปดูของจริงกัน

 

สมาคมอันยุมันอิสลาม

ศูนย์รวมมุสลิมแห่งเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

คำว่า ‘อันยุมัน’ มาจากภาษาอูรดู มีความหมายว่า สภา ที่แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2461 เมื่อกลุ่มพ่อค้านายห้างชาวมุสลิมอินเดียในพื้นที่มีความเห็นร่วมกันว่าควรมีศูนย์รวมชุมชน จึงลงขันกันสร้างสมาคมอันยุมันอิสลามแห่งกรุงเทพฯ ขึ้น ภายหลังนายห้างอะหมัด อิบราฮีม นานา (Ahmed Ebrahim Nana) หรือ เอ อี นานา ทายาทรุ่น 3 ของตระกูลนานา ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ทั้งหมดเพื่ออุทิศให้ศาสนาอิสลามและสาธารณชน

หลังจากนั้น สภาก็ขยับขยายมาเปิดโรงเรียนอันยุมันอิสลาม ตัวอาคารสร้างด้วยไม้จากตระกูลมุขตารี กลุ่มมุสลิมค้าไม้เก่าแก่จากชุมชนบางอ้อ แม้จะมีจุดประสงค์หลักคือเป็นที่สอนศาสนาให้ลูกหลานของนายห้างชาวมุสลิม แต่ก็มีโครงสร้างตามมาตรฐานโรงเรียนการศึกษาขั้นต้นทั่วไป เยาวชนต่างศาสนิกจึงมาเรียนร่วมกันได้ ในเวลาปกติโรงเรียนจะสอนวิชาสามัญ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แม้แต่พระพุทธศาสนา และในตอนเย็นเด็กๆ มุสลิมก็จะอยู่ต่อเพื่อเรียนศาสนา รวมถึงละหมาดใหญ่รวมกันทุกวันศุกร์ที่มัสยิดฮารูณ

โรงเรียนอันยุมันมีความสัมพันธ์อันดีกับโรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อเปิดโรงเรียนมีการเชิญอาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ เจษฎาจารย์แห่งโรงเรียนอัสสัมชัญมาให้โอวาท และมีหลักฐานจากคำบอกเล่าว่าทั้งสองโรงเรียนเคยแลกข้อสอบกันตรวจด้วย

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

บุคคลสำคัญของโรงเรียนแห่งนี้คือ อาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ หรือ ‘ครูต่วน’ ผู้โด่งดังจากการแปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย ฉบับพระราชทาน ท่านเรียนศาสนาจากซาอุดิอาระเบีย ได้รับเชิญมาเป็นอาจารย์ใหญ่ผู้ดูแลการเรียนการสอนของโรงเรียนอันยุมัน และยังรับหน้าที่สอนศาสนาและภาษาอาหรับ ต่อมาอาจารย์ต่วนได้รับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามคนที่ 15 ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2490 บ้านพักสีเขียวของท่านที่อยู่ติดกับโรงเรียนจึงกลายเป็นสำนักจุฬาราชมนตรีไปโดยปริยาย

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ชั้นล่างของบ้านไม้อายุร่วม 100 ปีนี้เคยเป็นที่ประชุมปรึกษาหารือทางศาสนา ส่วนชั้นบนเป็นห้องพักของอาจารย์ต่วนและห้องพักครู บ้านหลังนี้ยังเป็นที่อยู่ของท่านผู้หญิงสมร ภูมิณรงค์ บุตรสาวของอาจารย์ต่วน ผู้รับตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียน และดูแลโรงเรียนนี้ต่อแม้บิดาเสียชีวิตลง

น่าเสียดายที่อาคารเรียนที่สร้างจากไม้ผุพังไปตามการใช้งาน จึงต้องรื้อถอนไปในปี พ.ศ. 2507 ชาวมุสลิมและศิษย์เก่าโรงเรียนได้รวบรวมเงินมาสร้างอาคารคอนกรีตทดแทนในปี พ.ศ. 2508 ภายหลังโรงเรียนรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหวจึงต้องเลิกกิจการ อาคารหอประชุมกลายเป็นสำนักงานของสำนักอภิธรรม มูลนิธิต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรี และชมรมวิทยุภาคมุสลิม ส่วนบ้านไม้หลังเล็ก ท่านผู้หญิงสมรคืนให้ตระกูลนานาแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นก่อนเสียชีวิต บ้านเขียวหลังนี้จึงปิดมาโดยตลอด

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

บทบาทใหม่ของบ้านเขียวอันยุมันเริ่มขึ้น เมื่อสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปะอิสลาม โดยเฉพาะศิลปะอิสลามในประเทศไทย ตระกูลนานาเอื้อเฟื้อสถานที่ในสมาคมฯ ให้เป็นสำนักงาน และตกลงให้ปรับปรุงบ้านเขียวเป็นแหล่งความรู้ของอิสลามอีกครั้ง โดยสถาบันศิลปะอิสลามแห่งประเทศไทยตั้งใจจะปรับตัวบ้านสองชั้นให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าประวัติศาสตร์ของสมาคมอันยุมันอิสลาม โรงเรียน และตระกูลนานา ผสมกับเป็นห้องสมุดและแกลเลอรี่เล็กๆ ใครสนใจเรื่องศาสนาอิสลาม ศิลปะอิสลาม สถาปัตยกรรมอิสลาม วัฒนธรรมอิสลาม ก็มาที่นี่ได้ และจะจัดกิจกรรมเป็นประจำให้นักวิชาการและคนทั่วไปมาเข้าร่วมด้วย

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

 

ที่ตั้ง: 29 ซอยเจริญกรุง 36 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ
เวลาทำการ: สมาคมอันยุมันเปิด 10.00 – 18.00 น. ส่วนบ้านเขียวอันยุมันกำลังจะปิดปรับปรุง

 

มัสยิดฮารูณ

มัสยิดแหล่งรวมมุสลิมหลากหลายสัญชาติ

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

แต่ก่อนมัสยิดแห่งนี้เรียกว่า ‘มัสยิดวัดม่วงแค’ เป็นมัสยิดไม้ทั้งหลัง และอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้ตั้งโรงภาษีริมน้ำเพื่อความสะดวกต่อการค้าขาย จึงทรงแลกที่ดินกับชุมชนด้านใน และพระราชทานเงินเพื่อสร้างมัสยิดใหม่ใน พ.ศ. 2441 เมื่อมีกฎหมายให้จดทะเบียนมัสยิดเป็นนิติบุคคล ที่นี่จึงเปลี่ยนชื่อเป็นมัสยิดฮารูณ ตามชื่อของโต๊ะฮารูณ อิหม่ามชาวชวาเชื้อสายเยเมน ผู้นำในการสร้างมัสยิดแห่งนี้

มัสยิดต้องประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ส่วนที่หนึ่งคือ ที่อาบน้ำละหมาด เป็นบริเวณให้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนเข้ามัสยิดไปละหมาด ส่วนที่สองคือ โถงละหมาด ซึ่งไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าต้องเป็นห้องหน้าตาอย่างไร ขอเพียงสงบ สะอาด และกว้างพอจะบรรจุคนได้มาก ส่วนที่สามคือ มิห์รอบ เป็นซุ้มสำหรับบอกทิศที่ชี้ไปยังนครเมกกะ ให้ชาวมุสลิมหันหน้าไปทิศนั้นเวลาละหมาด (ของเมืองไทยจะหันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือนิดๆ) กับส่วนที่สี่คือ มิมบัร เป็นธรรมาสน์สำหรับให้อิหม่ามขึ้นไปยืนเทศน์ ปราศรัย หรือแจ้งข่าวสารในวันศุกร์

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

นอกจากนั้น มัสยิดอาจมีส่วนประกอบอื่นๆ อีก เช่น กุโบร์ หรือสุสานแบบอิสลาม พิธีศพของอิสลามเป็นไปอย่างเรียบง่าย และต้องจัดการให้เสร็จสิ้นใน 24 ชั่วโมงหลังพบศพ เริ่มจากนำศพมาอาบน้ำทำความสะอาด ห่อด้วยผ้าขาว 3 ชั้น พาไปละหมาด แล้วฝังในกุโบร์ โดยให้ตะแคงหันหน้าไปทางนครเมกกะ เป็นอันจบพิธี อาจมีโลงหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นดินที่ฝัง เนื่องจากไม่นิยมสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรเหนือหลุมศพ หน้าหลุมอาจมีแค่ป้ายชื่อเล็กๆ หรือไม่มีป้ายใดๆ

กุโบร์ถือเป็นพื้นที่สาธารณะของชาวมุสลิม ห้ามซื้อขาย ห้ามจอง หากกุโบร์เต็มก็อาจถมดินทับที่เดิม เช่น กุโบร์ของมัสยิดแห่งนี้ที่สูงกว่าพื้นถนน เพราะถมทับมาหลายรอบแล้ว หลุมศพที่นี่มีทั้งคนมุสลิมไทยและต่างชาติ หลุมศพสำคัญเป็นของอาจารย์ต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรีคนที่ 15, ท่านผู้หญิงสมร ภูมิณรงค์ บุตรสาวของอาจารย์ต่วน ผู้จัดการและครูใหญ่โรงเรียนอันยุมันอิสลาม และอีก 4 หลุมศพของทหารชาวมุสลิมที่ไปร่วมรบในสงครามเกาหลี

การล้อมรอบไปด้วยชุมชนคนไทยและคนต่างชาติ ทำให้ที่นี่เป็นมัสยิดแห่งเดียวในไทยที่เทศน์วันศุกร์ 3 ภาษา รอบแรกเป็นภาษาไทยกับอาหรับเหมือนที่อื่นๆ ส่วนรอบที่สองแทนที่จะเป็นการสวดดุอาอ์ตามปกติ อิหม่ามจะเทศน์เป็นภาษาอังกฤษซ้ำอีกรอบแทน

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ความพิเศษทางศิลปะของมัสยิดฮารูณอยู่ในลวดลายประดับห้องละหมาด ซึ่งเป็นสไตล์ ‘มูซันนา’ (Musanna) คือ Calligraphy ที่เขียนสะท้อนสองด้านอย่างสมมาตรกัน เนื่องจากภาษาอาหรับอ่านจากขวาไปซ้าย ด้านที่อ่านตามปกติจึงอยู่ทางด้านซ้าย โดยตัวอักษรใหญ่บนผนังที่ชิดเพดานเล่าช่วงต้นของ ‘ปฐมบท’ ในคัมภีร์อัลกุรอาน สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชาวชวา

การสะท้อนภาพคู่ขนานเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในศิลปะอิสลาม เช่น ทัชมาฮาลก็มีผืนน้ำเบื้องหน้าที่สะท้อนเงาอาคารทั้งหลัง เป็นการสื่อถึงโลกหลังความตายหรือโลกของวิญญาณ ซึ่งอยู่เคียงข้างโลกของคนเป็น 

 

ที่ตั้ง: สุดซอยตรงข้ามสถานทูตฝรั่งเศส 25 ซอยเจริญกรุง 36 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ

 

มัสยิดบ้านอู่

มัสยิดแห่งศรัทธาของมุสลิมอู่ต่อเรือ

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ใน พ.ศ. 2490 มัสยิดเก่าแก่ของย่านอู่ต่อเรือนี้ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติมัสยิดอิสลามเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ชื่อบ้านอู่มาจากสมัยก่อนที่บริเวณนี้เป็นอู่ต่อเรือมาก่อน คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิมเชื้อสายชวา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการเดินเรือ

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ปัจจุบันการขยายตัวของโรงแรมและห้างสรรพสินค้าทำให้ชุมชนเก่าแก่นี้หดเล็กลง แต่มัสยิดยังคงอยู่เหมือนเดิม รวมถึงบ้านเก่าหลังสุดท้ายที่ตั้งอยู่ตรงข้ามทางเข้าของมัสยิดด้วย บ้านไม้ทรงปั้นหยานี้เคยเป็นที่พักของ อาจารย์รังสฤษดิ์ เชาวน์ศิริ ท่านเคยรับหน้าที่เป็นอิหม่ามประจำมัสยิดแห่งนี้ รวมถึงเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมการศาสนาและปลัดกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย ปัจจุบันศพของท่านฝังอยู่ในกุโบร์ของมัสยิดบ้านอู่

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ความพิเศษของมัสยิดแห่งนี้คือน่าจะเป็นแห่งเดียวในไทยที่มีลวดลายเขียนชื่อสาวกทั้งสิบ อะชะเราะฮ์ อัลมุบัชชิรีน (Asharah al-Mubashireen) ที่ท่านนบีมุฮัมหมัดรับรองว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ อยู่ตามผนังเหนือช่องหน้าต่าง โดยผู้เขียนเป็นช่างทำสีเรือประจำอู่ต่อเรือในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังมีกลองหนังสัตว์เก่าแก่ที่ใช้ตีเรียกชุมนุม บอกเวลาละหมาด และแจ้งข่าวเมื่อมีผู้เสียชีวิตในชุมชน เป็นเอกลักษณ์ของมุสลิมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ที่ตั้ง: หลังโรงแรมแชงกรี-ลา ซอยเจริญกรุง 46 แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพฯ

 

มัสยิดยะวา

มัสยิดชวาที่อยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ในย่านสาทรใต้ นอกจากจะมีทั้งวัดฮินดู วัดจีน วัดมอญ โบสถ์คริสต์ ก็ยังมีมัสยิดอีกด้วย คำว่า ยะวา (ซึ่งคนในพื้นที่ออกเสียงว่า ยะ-หวา) ได้ชื่อมาจากชุมชนชวาที่อยู่รอบๆ

แต่เดิมบริเวณนี้เป็นที่อยู่ของชาวมุสลิมมลายูที่ถูกกวาดต้อนมาจากปัตตานีตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสชวาถึง 3 ครั้ง ทรงโปรดปรานสวนแบบอิสลามที่จาการ์ตา จึงทรงพาชาวชวาที่เชี่ยวชาญการทำสวนกลับมาสยามด้วย คนชวาและคนมลายูร่วมกันตั้งมัสยิดแห่งนี้ใน พ.ศ. 2437 และแต่งตั้งอิหม่ามเป็นเชื้อสายชวากับมลายูสลับกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

มัสยิดแห่งนี้มีความพิเศษที่หลังคาเป็นแบบซ้อน 2 ชั้น รูปแบบนี้คลี่คลายมาจาก ‘จันทิ’ ศาสนสถานของฮินดู ซึ่งมีขนาดเล็กเพราะใช้ประดิษฐานเทวรูป ต่างกับอิสลามที่ไม่มีรูปเคารพ มีเพียงสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจเท่านั้น เมื่อปรับมาเป็นมัสยิดจึงขยายขนาดให้ใหญ่พอที่คนจะเข้าไปอยู่ข้างใต้ได้ มัสยิดรูปแบบนี้หาดูง่ายในชวา แต่พบยากมากในไทย การทำเช่นนี้ก็เพื่อรักษาอัตลักษณ์ชาวชวาไว้ ในขณะเดียวกันก็เหมาะกับภูมิอากาศเมืองร้อนด้วย เพราะหลังคาทรงนี้ช่วยระบายอากาศร้อนได้ดี หลักฐานอีกอย่างว่ามัสยิดนี้ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของมุสลิมอาเซียน คือมีกลองหนังสัตว์ขนาดใหญ่เช่นเดียวกับมัสยิดบ้านอู่

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ปัจจุบัน เรายังเห็นวัฒนธรรมแบบอินโดนีเซียได้ทั่วไปในชุมชนนี้ ทั้งการแต่งกายด้วยเสื้อปาเต๊ะ ภาษาชวาที่หลายคนยังพูดได้ รวมถึงอาหารชวาที่แปลกทั้งชื่อทั้งหน้าตา แม้จะผูกพันกับรากเดิมอย่างเหนียวแน่น ชุมชนชวาก็อยู่ร่วมกับชาวศาสนาอื่นได้สบาย แม้แต่กุโบร์หรือสุสานมุสลิมที่นี่ยังมีผนังด้านหนึ่งติดกับสุสานแต้จิ๋วด้วยซ้ำ กุโบร์ที่นี่สวยงามและมีขนาดใหญ่ ยินดีรองรับชาวมุสลิมทั้งไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังจัดสวนได้เรียบร้อยสวยงาม สมกับอยู่ภายใต้การดูแลของลูกหลานชาวสวนชวา

 

ที่ตั้ง: ซอยเจริญราษฎร์ 1 แยก 9 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ

 

มัสยิดดารุ้ลอาบิดีน

มัสยิดที่แสดงพลังของสถาปนิกแห่งโลกมุสลิม

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

เพราะตั้งอยู่บนถนนจันทน์ หรือที่คนสมัยก่อนเรียกกันว่าตรอกจันทน์ เนื่องจากเคยเป็นซอยเล็กเพียง 2 เลน หลายคนจึงเรียกมัสยิดแห่งนี้ว่า ‘มัสยิดตรอกจันทน์’ มองไกลๆ จากริมถนนแล้วหน้าตาอาจคล้ายปราสาทขนาดเล็ก เพราะมีหออาซาน 4 ด้าน ถ้าลองสังเกตที่มุมภายในมัสยิด จะเห็นประตูลับซ่อนอยู่ 4 มุม เปิดเข้าไปเป็นบันไดวนเดินขึ้นสู่หอคอยได้ มีไว้สำหรับประกาศบอกเวลาละหมาด รวมถึงเป็นที่สังเกตการณ์เวลาไฟไหม้อีกด้วย

มัสยิดแห่งนี้ยังมีพื้นที่ด้านในโล่งกว้างเพราะไม่มีเสาเข็มแม้แต่ต้นเดียว แต่ตั้งอยู่บนดินเหนียวได้ด้วยการนำโอ่งใส่ทรายมาวางเรียงต่อกันแทนรากฐาน แล้วคำนวณให้ผนังอาคารรับน้ำหนักได้พอดี แม้มีรถวิ่งผ่านหรือเคยเกิดไฟไหม้ มัสยิดก็ไม่เคยพังหรือล้มเลยสักครั้ง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

มัสยิดแห่งนี้สร้างใน พ.ศ. 2455 โดยสถาปนิกชื่อดัง รองอำมาตย์ตรี เอ็ม.เอ.กาเซ็ม หรือที่คนในชุมชนรู้จักกันในนาม กาเซ็ม-แปลน ส่วนคนไทยรู้จักในนาม เกษม อิทธิเกษม ส่วนโมเสกนั้นมาประดับทีหลังใน พ.ศ. 2529 คาดว่าเพื่อกันไม่ให้ปูนล่อน แต่โมเสกจะติดห่างกันเล็กน้อยเพื่อเว้นช่องว่างสำหรับระบายความร้อน มีรายละเอียดเก๋ไก๋คือลูกทับทิมกับพระนามอัลเลาะห์ ซึ่งประดับอยู่ด้านนอกอาคารบริเวณเหนือช่องหน้าต่าง ทับทิมเป็นผลไม้ที่ถูกกล่าวถึงในมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ในฐานะสัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

ความพิเศษอีกอย่างของมัสยิดแห่งตรอกจันทน์คือ ในรั้วมัสยิดมีที่อยู่อาศัยด้วย และยังมีคนใช้ชีวิตอยู่จริงๆ เรียกว่าเป็นศาสนสถานที่สนิทกับชุมชนในระดับใช้รั้วร่วมกันเลยทีเดียว

 

ที่ตั้ง: บนถนนจันทน์ เกือบถึงแยกตรอกจันทน์ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

 

มูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าของสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทยฯ

ตึกยุคคอนกรีตที่สร้างจากความสัมพันธ์ของพี่น้องมุสลิมทั่วโลก

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ใน พ.ศ. 2505 คุณหญิงแสงดาว สยามวาลา นายกสมาคมสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะกรรมการ ตัดสินใจตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าโดยไม่แบ่งแยกชาติและศาสนา พื้นที่แห่งนี้จึงถือกำเนิดขึ้น โดยได้รับเงินสนับสนุนจากพี่น้องมุสลิมทั่วโลก ทั้งลิเบีย คูเวต โมร็อกโก อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ กาตาร์ บาห์เรน รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย รัฐบาลไทย และแม้แต่สมเด็จพระสันตปาปาจากกรุงวาติกันก็มีส่วนร่วมด้วย

ตึกในพื้นที่แยกเป็น 4 ตึกหลัก ได้แก่ ตึกอียิปต์-ซาอุ เป็นตึกที่เก่าแก่ที่สุด ตึกคูเวตที่อยู่ด้านขวาหันหน้าตั้งฉากกับถนนเจริญกรุง ตึกมอรอคโคที่ซ่อนอยู่หลังตึกคูเวต และตึกลิเบียที่ด้านหน้า ทุกตึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนมูลนิธิสตรีไทยมุสลิม ที่ตั้งชื่อตามประเทศที่มอบทุนสนับสนุนหลัก

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ตึกลิเบียสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2525 เป็นตึกที่โอ่อ่าและแสดงสถาปัตยกรรมแบบอิสลามได้ชัดเจนที่สุด ภายในตึกมีห้องเรียน ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องละหมาด และห้องประชุม เนื่องจากสร้างในช่วงยุค 60 ซึ่งเป็นยุคคอนกรีต จะสังเกตได้ว่าตึกออกแบบโดยการใช้ศิลปะอิสลามดัดแปลงทำให้คอนกรีตแข็งๆ กลายเป็นสิ่งที่ดูอ่อนช้อยงดงาม เห็นได้ชัดจากด้านนอกตึกลิเบีย ซึ่งตัดทอนมาจากแพตเทิร์นแบบ ‘มูก็อรอนัส’ (Muqarnas) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในศิลปะอิสลามทั่วโลก

 

ที่ตั้ง: ระหว่างซอยเจริญกรุง 70 กับ 72 ติดถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ
เวลาทำการ: เนื่องจากเป็นโรงเรียน เลยไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าด้านใน แต่เดินดูภายนอกอาคารได้

 

มัสยิดบางอุทิศ

มัสยิดซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนกระชับสัมพันธ์ไทย-ตุรกี

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

เนื่องจากอยู่เยื้องกับเอเชียทีค ทำให้นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติมักแวะเวียนกันมาละหมาดที่มัสยิดแห่งนี้ คำว่า บางอุทิศ มาจากชื่อ แม่บาง นานา เจ้าของโรงเลื่อยไม้ที่เคยตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผู้อุทิศเงินให้สร้างมัสยิดแห่งนี้ใน พ.ศ. 2458 ก่อนหน้านั้นในบริเวณจะมีเพียงแต่มัสยิดอัลอะติ๊ก มัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในเจริญกรุง แต่เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เหล่าชาวมุสลิมเห็นพ้องต้องกันว่าควรร่วมกันสร้างมัสยิดที่ทุกคนเข้าถึงได้ไว้ด้วย

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

จุดเด่นของมัสยิดบางอุทิศคือ ตราสัญลักษณ์ของจักรวรรดิออตโตมันที่เด่นเป็นสง่าอยู่เหนือทางเข้า ตราประกอบด้วยธงสีแดงซึ่งแทนจักรวรรดิออตโตมัน ธงสีเขียวซึ่งแทนรัฐอิสลาม และอาวุธต่างๆ ของจักรวรรดิ สาเหตุที่สัญลักษณ์ของอีกซีกโลกมาปรากฏไกลถึงตรงนี้ คาดว่าเป็นเพราะตระกูลนานาเคยบริจาคเงินช่วยเหลือจักรวรรดิออตโตมันในยามที่เกิดโรคระบาด แล้วรัฐบาลออตโตมันก็ส่งจดหมายที่มีตราประทับนี้กลับมา

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ส่วนความใหม่เอี่ยมและการตกแต่งที่ดูแตกต่างจากมัสยิดอื่นๆ ใกล้เคียง เกิดจากเมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ตุรกีเริ่มกลับมาเป็นชาติมุสลิมที่รุ่งเรืองอีกครั้ง และนิยมนำมัสยิดสไตล์ออตโตมันไปปลูกสร้างตามที่ต่างๆ เพื่อกระชับสัมพันธ์กับชาวมุสลิมทั่วโลก มัสยิดแห่งนี้ทางตุรกีส่งทั้งช่างฝีมือและวัสดุมาบูรณะให้ การตกแต่งจึงเป็นแบบออตโตมัน มีลาย Arabesque เกี่ยวกระหวัดทั่วผนังและเพดาน มีมิห์รอบและมิมบัรนำเข้าจากตุรกี รวมถึงมีหอคอยและที่อาบน้ำละหมาดแบบตุรกีเพิ่มเข้ามา นอกจากนั้น ข้างมัสยิดยังมีศูนย์ TIKA ซึ่งเป็นศูนย์ของตุรกีโดยตรงอีกด้วย

 

ที่ตั้ง: ซอยเจริญกรุง 99 ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ

 

มัสยิดและสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ แม้จะอยู่ในชุมชนต่างกัน และสร้างเพื่อจุดประสงค์หลากหลาย แต่ก็มีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือคุณค่าของศิลปะอิสลามที่เป็นมากกว่าแค่ความงดงามในตัวมันเอง เพราะยังสะท้อนถึงการผสมผสานและเชื่อมโยงวัฒนธรรมจำนวนนับไม่ถ้วนให้กลายเป็นหนึ่ง

นี่เองคือ ‘เอก’ ใน ‘อนันต์’ อันเป็นหัวใจของศาสนาอิสลาม

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

ลายแทงศิลปะอิสลามในมัสยิดและอาคารเก่าย่านเจริญกรุง

เกร็ดการเยี่ยมชมมัสยิด

  • ในกรุงเทพฯ มีมัสยิดรวมกันมากถึงเกือบ 200 แห่งเลยนะ
  • แต่ละที่ยินดีให้ทุกคนเข้าไปเยี่ยมชมโดยไม่เกี่ยงชาติหรือศาสนา เพียงแค่ขอให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อย และผู้หญิงต้องไม่มีประจำเดือนอยู่ในขณะเยี่ยมชม
  • ก่อนเข้ามัสยิด มุสลิมที่ดีควรทำ ‘เนียตเอียะติกาฟ’ คือการหยุดนิ่ง สำรวมสติและทำสมาธิเสียก่อน ส่วนคนศาสนาอื่น ขอให้รักษาอาการสำรวมในศาสนสถาน
  • ในหนึ่งวันชาวมุสลิมจะละหมาด 5 เวลา ก่อนการละหมาดจะมีประกาศเรียก หรือ ‘อาซาน’ และหลังละหมาดก็จะประกาศ ‘ดุอาอ์’ คือการขอพรเพื่อขานรับเสียงเรียกละหมาดนั้น โดยการประกาศจะแจ้งก่อนเวลาละหมาดประมาณ 10 นาที (ถ้าเป็นรอบเช้าตรู่จะแจ้งก่อน 30 นาทีให้ตื่นมาเตรียมตัว)
  • หากเดินเข้าไปในมัสยิดแล้วเห็นใครกำลังละหมาดอยู่ ก็ไม่ควรเข้าไปส่งเสียงดังรบกวน แบบเดียวกับเวลาคนกำลังไหว้พระอยู่นั่นแหละ
  • ในแต่ละมัสยิดจะมีหมวกกะปิเยาะให้ผู้ชายยืมใส่สำหรับกันไม่ให้ผมปรกหน้าผาก เพราะเวลาทำละหมาด หน้าผากต้องแตะพื้นโดยตรง แต่ไม่ได้จำเป็นต้องใส่
  • ส่วนสำหรับผู้หญิง จะมีชุดตะลากงหรือชุดคลุมสำหรับละหมาดแขวนไว้ให้ยืมใส่ เป็นชุด 2 ชิ้น เสื้อคลุมยาวและกระโปรงยาว ชุดตะลากงนี้พบเห็นได้แค่ในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้นนะ
  • คำว่า ‘โต๊ะ’ (ที่เราอาจเคยได้ยินในบริบท โต๊ะอิหม่าม) แท้จริงแล้วเป็นภาษาที่ชาวมลายูใช้เรียกยกย่องผู้อาวุโส หรือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เช่นอาจารย์หรือผู้นำทางศาสนา หากเป็นภาษาอาหรับจะใช้คำว่า ชีค (หรืออาจออกเสียงว่า เชค)

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนชายล้วนที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ อายุกว่า 109 ปี มีเนื้อที่มากกว่า 100 ไร่ เป็นสถานศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาขึ้น

ในวาระที่ The Cloud จัดทริป Walk with The Cloud 24 : The Philosopher King ในเดือนมกราคม เพื่อสำรวจแนวพระราชดำริในการสร้างคนของรัชกาลที่ 6 ณ ‘หอวชิราวุธานุสรณ์’ และวชิราวุธวิทยาลัย โดย ผศ.สุรวุธ กิจกุศล ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย นิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกจากบริษัทสถาปนิก 49 จำกัด ธีรชาติ วีรยุทธานนท์ สถาปนิกประจำสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร รวมถึงกลุ่มนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยและนักเรียนปัจจุบัน ได้นำชมโรงเรียนและร่วมแบ่งปันเรื่องราวของสถานศึกษาเก่าแก่นี้ไว้ด้วย

ประวัติโรงเรียน

วชิราวุธวิทยาลัย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ซึ่งในเวลานั้นคือพระยาไพศาลศิลปศาสตร์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นการส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อวันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2453 เพื่อรับกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติ

ในวันรุ่งขึ้น วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 จึงได้เปิดโรงเรียนสำหรับมหาดเล็กข้าหลวงเดิมเป็นการชั่วคราว โดยแบ่งพื้นที่ของอาคารโรงเรียนราชกุมารเก่าในพระบรมมหาราชวังสำหรับโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งต่อมาได้พระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า ‘โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ โดยโรงเรียนสำหรับมหาดเล็กข้าหลวงเดิมที่เปิดทำการสอนขึ้นใหม่นั้น ได้พระราชทานนามว่า ‘โรงเรียนมหาดเล็กหลวง’

นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน 100,000 บาทเป็นทุนรอนของโรงเรียน โดยนำไปฝากไว้กับแบงก์สยามกัมมาจลหรือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน

สำหรับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง นอกจากเป็นสถานที่ทรงทดลองการจัดการศึกษาของชาติ ในลักษณะเดียวกับการที่ทรงตั้งดุสิตธานีสำหรับทดลองการปกครองในระบอบประชาธิไตยแล้ว ยังมีพระราชดำริอย่างใหม่ในการสร้างโรงเรียนแทนวัดด้วย เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าในรัชสมัยของพระองค์มีพระอารามหลวงอยู่มากแล้ว หากสถาปนาพระอารามหลวงขึ้นอีก ก็จะเป็นพระราชภาระในการบูรณปฏิสังขรณ์ อีกทั้งทรงเห็นว่าสิ่งจำเป็นในขณะนั้นคือการให้การศึกษาแก่ราษฎร อันจะนำพามาซึ่งความเจริญแก่ชาติบ้านเมืองในอนาคต

วชิราวุธวิทยาลัย, โรงเรียนมหาดเล็กหลวง

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาที่ตั้งถาวรของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง โดยทรงให้พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) จางวางมหาดเล็ก และกรรมการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เป็นผู้ไปตรวจพิจารณาหาสถานที่อันเหมาะสม ซึ่งได้พิจารณาเลือกที่ดินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ ‘สวนกระจัง’ บริเวณริมคลองเปรมประชากร ส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิต เป็นสถานที่ตั้งถาวรของโรงเรียน 

โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่ (Edward Healey) อาจารย์ใหญ่โรงเรียนช่างของสามัคยาจารย์เป็นผู้วางผังโรงเรียนให้สอดรับกับวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เมื่อการก่อสร้างโรงเรียนชั่วคราวเป็นเรือนไม้หลังคามุงจากที่สวนกระจังแล้วเสร็จ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนจากโรงเรียนชั่วคราวในพระบรมมหาราชวังมาอยู่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ ณ สวนกระจัง พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำบุญขึ้นโรงเรียนใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2454

เมื่อเอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่ พร้อมด้วยพระสมิทธเลขา (ปลั่ง วิภาตะศิลปิน) นายช่างออกแบบของกรมศิลปากรจัดการออกแบบก่อสร้างหอสวดและหอนอนของนักเรียนแล้วเสร็จ ได้โปรดพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 750,000 บาท เพื่อจัดสร้างโรงเรียนถาวรด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันวิจิตร

พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ
พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ
พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ
พระราชบันทึกภาษาอังกฤษ

สำหรับการจัดการศึกษาของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง นอกจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการศึกษาไปในแนวทางแบบพับบลิคสกูลของอังกฤษแล้ว ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายในการอบรมสั่งสอนนักเรียนมหาดเล็กหลวงไว้เป็นพิเศษ ดังปรากฏในพระราชบันทึกที่พระราชทานไปยังเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ซึ่ง ม.ล.ปิ่น มาลากุล ได้นำมาแปลเป็นภาษาไทย ความว่า

ข้าส่งข้อความนี้มาเพื่อให้เสนาบดีและปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการอ่าน ข้าได้ขีดเส้นแดงใต้ข้อความบางตอน คือตอนที่ถูกใจข้าและตอนที่แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องที่ข้ารู้สึกตลอดมา

ระบบการศึกษาและกฎเกณฑ์ทั้งหลาย ตลอดจนหลักสูตรแท้จริงทำให้เปลืองกระดาษไปเปล่าๆ ยิ่งกว่านั้นคือ เปลืองเวลาด้วย ถ้าไม่ทำให้ประชาชนเป็นอย่างที่เราต้องการสำหรับประเทศของเราได้เป็นผลสำเร็จ ข้าไม่หมายความว่าอะไรดีสำหรับเมืองอังกฤษจะต้องดีสำหรับเมืองไทยด้วย ตรงกันข้าม ถ้าจะเอาวิธีการของคนอังกฤษมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่มีการดัดแปลง ก็จะเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์ แต่บันทึกนี้อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดอะไรบ้าง

สำหรับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ข้าไม่เป็นห่วงการปั้นนักเรียน ‘ชั้นมัธยม’ ให้เป็นเทวดาเหมือน กันหมดทุกคน ได้คะแนนกันคนละหลายพันคะแนนเท่าการสร้างเด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็ง และสะอาดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เตรียมพร้อมที่จะรับภาระต่างๆ ซึ่งจะมีมาในอนาคต ข้าไม่ต้องการนักเรียนตัวอย่างที่สอบไล่ได้คะแนนขั้นเกียรตินิยมทุกๆ ครั้ง ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้นคือ เยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี และข้าจะไม่โศกเศร้าเลย ถ้าเจ้ามารายงานว่า เด็กคนหนึ่งเขียนหนังสือไม่คล่อง คิดเลขเศษซ้อนไม่เป็น และไม่รู้วิชาเรขาคณิตเลย ถ้าข้ารู้ว่าเด็กคนนั้นได้ศึกษาพอที่จะรู้ว่าความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร และขี้แยคืออะไร ข้าไม่อยากได้ยิน ‘คนฉลาด’ บ่นอีกว่า ‘ปัญญาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด’ สิ่งที่ข้าต้องการในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงคือ ให้การศึกษาเป็นเครื่องทำให้เด็กเป็นเยาวชนที่น่ารัก และเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่ทำลายบุคลิกภาพเสียหมด โดยบรรทุกหลักสูตรและระบบการต่างๆ ลงไป ข้าต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่งดงาม จนทำให้เด็กที่ออกไปแล้วหวนกลับมาคิดถึงในวันข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ขออย่าเอาโรงเรียนของข้าไปเปรียบกับโรงเรียนอื่น เพราะมีจุดหมายต่างกัน ถ้าข้าอยากจะได้โรงเรียนธรรมดาเพียงหลังหนึ่งสร้างเป็นโรงเรียนไปมาจะไม่ดีกว่าหรือจะสร้างโรงเรียนกินนอนขึ้นมาทำไม

ที่ข้ากล่าวมานี้จะเข้ากันได้กับระบบการศึกษาของเจ้าหรือไม่ก็ตาม ถ้าเข้ากันได้ข้าก็ดีใจ แต่ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ขอให้วิธีการของข้าได้รับการพิจารณาดำเนินการโดยยุติธรรมด้วย อย่าพยายามบังคับให้ครูของข้าทำตามข้อไขของเจ้า ให้ทำตามข้อไขของข้าเถิด เพราะกีฬาประเภทนี้ข้าคิดให้เขาเล่น และตัวข้าเองจะเป็นผู้ให้ถ้วยรางวัล

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงรับเป็นองค์บรมราชูปถัมภกโรงเรียนมหาดเล็กหลวง แต่ด้วยในช่วงนั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกส่งผลกระทบให้สภาวะเศรษฐกิจไทยฝืดเคือง รัฐบาลจึงต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายลง รวมทั้งพระราชทรัพย์รายปีที่ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถูกตัดทอนลงด้วย พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมโรงเรียนราชวิทยาลัยเข้ากับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนให้ใหม่ว่า ‘วชิราวุธวิทยาลัย’

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

หอสวดหรือหอประชุม

ตั้งอยู่กลางพื้นที่ของโรงเรียน เป็นอาคารรูปทรงโกธิกที่ผสานรูปแบบศิลปกรรมไทยตามแนวคิดของศาสนสถานในพระพุทธศาสนาไว้อย่างกลมกลืน หน้าบันของหอประชุมทั้ง 4 ด้านจำหลักไม้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์เทพทั้งสี่ในศาสนาฮินดู หอประชุมนี้จึงเปรียบเสมือนวิมานของทวยเทพ และเป็นที่ประชุมสวดมนต์ไหว้พระของนักเรียน ประกอบพิธีกรรมสำคัญของโรงเรียนสืบมาจนปัจจุบัน 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

หอประชุมนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2458 และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเหยียบหอสวดของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นปฐม เมื่อวันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2460

เอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่ ออกแบบหอสวดประจำโรงเรียนมหาดเล็กหลวงให้เป็นไปตามแบบของพับลิกสกูลในอังกฤษ คืออยู่ตรงกลางโรงเรียน แต่ยังคงความเป็นไทยด้วยการใช้สถาปัตยกรรมไทยและให้หันหน้ามาทางทิศตะวันออก 

สุดทางเดินของหอสวดด้านทิศตะวันตก ประดิษฐานธรรมาสน์บุษบกซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประดิษฐานใว้ ธรรมาสน์บุษบกนี้ได้รับมาจากงานพระศพของพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา โดยมีสัญลักษณ์ให้สังเกตและจำได้ว่าเป็นของพระองค์คือมีรูปราชสีห์จำหลักไม้ปิดทองเป็นฐานทั้ง 4 ด้านกับมีราชสีห์ปิดทองหมอบรองรับขั้นบันไดขึ้นธรรมาสน์ 3 ขั้น รูปราชสีห์นั้นสันนิษฐานว่า น่าจะมีที่มาจากพระนามกรมนครราชสีมา

แหงนขึ้นไปมองด้านบนจะพบกับพระวิสูตร 3 องค์ สำหรับประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์บรมราชูปถัมภก วชิราวุธวิทยาลัย 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

องค์กลางประดิษฐานพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์บรมราชภูษิตาภรณ์ องค์ซ้ายประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์จอมพล จอมทัพบกสยาม และองค์ขวาประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงฉลองพระองค์เต็มยศจอมพล ผู้บังคับการพิเศษกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

พระบรมฉายาลักษณ์ทั้ง 3 องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิสูตร ซึ่งจะเปิดต่อเมื่อมีงานประจำปีของโรงเรียนเท่านั้น

ลงมาข้างล่าง จะพบกับหน้าบันที่ไม่เหมือนกันทั้ง 4 ด้านของหอสวดแห่งนี้ 

ทิศตะวันออก หรือด้านหน้าของหอสวด เป็นตราพระราชลัญจกรพระวชิระ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระอินทร์ในคัมภีร์ไตรเพท ซึ่งเป็นมูลรากแห่งศาสนาพราหมณ์นั้น พระอินทร์เป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย นับว่าเป็นเจ้าแห่งฟ้า เป็นผู้ถือไว้ซื่งอสุนีบาต และเป็นผู้บันดาลให้ฝนตกเพื่อบำรุงพืชผลทั้งปวงในแผ่นดิน

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ทิศเหนือ เป็นตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งในหมู่พระเป็นเจ้าทั้ง 3 ในศาสนาพราหมณ์ มีความในหนังสือวิษณุปุราณะ ซึ่งเป็นตำรับสำหรับแสดงเรื่องพระวิษณุสรุปไว้ตอนหนึ่งว่า โลกนี้ไซร้ ได้บังเกิดมาแต่พระวิษณุ โลกนี้มีอยู่ในพระองค์ พระองค์เป็นผู้บันดาลให้โลกนี้คงอยู่และสูญไป

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ทิศตะวันตก เป็นตราพระราชลัญจกรหงส์พิมาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระพรหม ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งในหมู่พระเป็นเจ้าทั้ง 3 ในศาสนาพราหมณ์ นับถือว่าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นสยัมภู คือเกิดขึ้นอีกเอง กำเนิดของพระพรหมนี้ ตามคัมภีร์ต่างๆ ข้างศาสนาพราหมณ์มีเล่าเรื่องไว้ต่างๆ กันหลายอย่าง พระมนูว่าแรกบังเกิดนั้นเป็นไข่ฟองใหญ่ก่อน ไข่แตกออกแล้วจึ่งเป็นองค์พระพรหม แต่หนังสือมหาภารตะและคัมภีร์ปุราณะบางฉบับว่า พระพรหมาได้เกิดขึ้นในดอกบัวหลวง ซึ่งผุดขึ้นมาจากพระนาภีพระนารายณ์ พรหมาปุราณะกลับว่าพระพรหมา ฤาในที่นี้เรียกว่า ‘อาปวะ’ ได้แบ่งพระองค์เป็น 2 ภาค เป็นชายภาคหนึ่ง หญิงภาคหนึ่ง และพระนารายณ์ได้เกิดมาแต่ภาคทั้งสองนี้ แล้วพระนารายณ์จึ่งสร้างพระวิราช ซึ่งเป็นบิดาของมนุษย์คนแรก แต่ในคัมภีร์นี้เองมีฎีกาอธิบายไว้ว่า ในชั้นต้นพระนารายณ์ได้สร้างพระอาปวะ ฤา วิสิษฎ ฤา วิราช ขึ้น โดยอาสํยกำลังพระพรหมา แล้วพระวิราชจึ่งสร้างพระมนูซึ่งเป็นบิดาแห่งมนุษย์ทั้งหลายอีกชั้นหนึ่ง

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ทิศใต้ เป็นตราพระราชลัญจกรมหาโองการ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวรซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าองค์หนึ่งในหมู่พระเป็นเจ้าทั้งสามในศาสนาพราหมณ์ ถือว่าเป็นผู้ล้างฤาทำลาย แต่โดยเหตุที่ในศาสนาพราหมณ์ถือว่าสัตว์ไม่ตายสูญเลย คงท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร จึ่งไม่ถือว่าพระอิศวรเป็นผู้ผลาญอย่างเดียว ทั้งเป็นผู้สร้างขึ้นใหม่ด้วย เพราะฉะนั้น นับว่าเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงของเก่าให้เป็นใหม่ดีขึ้น

ตึกวชิรมงกุฎ

ตึกวชิรมงกุฎ

เป็นตึกเรียน 2 ชั้น มีทั้งหมด 12 ห้องเรียน สร้างขึ้นโดยเงินทุนพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและเงินสะสมของโรงเรียนในวงเงินค่าก่อสร้าง 105,900 บาท เป็นตึกทรงไทย 2 ชั้น มีมุขหน้าและมุขหลัง ที่ตอนปลายอาคารทั้งสองด้านหลังคาลดสามชั้นพร้อมช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันมุขหน้าเป็นปูนปั้นลายใบเทศ การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เสด็จแทนพระองค์ทรงเปิดตึกเรียนถาวรที่ได้พระราชทานนามว่าตึกวชิรมงกุฎ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475

อาคารนวมภูมินทร์

อาคารนวมภูมินทร์

อาคารนวมภูมินทร์ เป็นอาคารเอนกประสงค์คอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทยประเพณี 3 ชั้น ออกแบบโดยนิธิ สถาปิตานนท์ ศิษย์เก่าซึ่งตั้งใจสร้างอาคารใหม่ให้กลมกลืนกับอาคารเก่าโดยรอบ ผสมผสานวัสดุแบบโบราณกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

ปัจจุบันชั้นล่างจัดเป็นห้องประชุมขนาดเล็ก ห้องทำงานผู้บังคับการ ห้อง Community Room ห้องพักครู และห้องเอนกประสงค์ ชั้นที่ 2 จัดเป็นห้องประชุมใหญ่ ชั้นที่ 3 จัดเป็นห้องรับรองและห้องประชุม ชื่อนวมภูมินทร์นี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

ตึกครูและนักเรียน

วชิราวุธวิทยาลัย

ตึกครูและนักเรียน มีที่มาจากคำว่า House ซึ่งแปลว่า บ้าน เพราะอาคารที่จัดเป็นตึกครูและนักเรียนนั้น ในพับลิกสกูลของอังกฤษคือบ้านพักของนักเรียนที่อยู่ประจำในโรงเรียน เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้โรงเรียนนี้เป็นเสมือนพระอารามหลวงประจำรัชกาล จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกบ้านของนักเรียนในโรงเรียนนี้ว่า ‘คณะ’ เช่นเดียวกับการเรียกหมู่กุฎิสงฆ์ในพระอารามซึ่งรวมหมู่กัน โดยมีครูกำกับกับคณะ หรือ House Master หรือที่เรียกกันว่าผู้กำกับคณะ เป็นเสมือนพระภิกษุอาวุโสที่ทำหน้าเจ้าคณะปกครองดูแลสงฆ์

เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอสวดโรงเรียนมหาดเล็กหลวงใน พ.ศ. 2458 ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกครูและนักเรียนที่ 4 มุมโรงเรียนไปพร้อมกัน โดยเอ็ดเวิร์ด ฮิลลี่เป็นผู้ออกแบบอาคารทั้งสี่คณะแรก

นอกจากมีผู้กำกับคณะ ยังมีหัวหน้าคณะ คือกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าดูแลความเรียบร้อยในคณะตนเอง

คณะผู้บังคับการ (School House)

วชิราวุธวิทยาลัย

มีที่มาจากชื่อภาษาอังกฤษของคณะคือ School House เพื่อรักษาประเพณีของ Public schools ที่คณะนี้มีผู้บังคับการเป็นผู้กำกับคณะ เป็นสถาปัตยกรรมแบบทวารวดี สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 120,000 บาท 

คณะดุสิต (Dusit House)

มาจากนามของพระราชวังดุสิต เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 130,000 บาท แต่ต่อมาเสียหายจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินประเทศพันธมิตรในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ส่วนหนึ่งของอาคารคณะดุสิตได้ถูกทำลายลง และมีการบูรณะขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2496 โดยต่อมาได้มีการบูรณะคณะดุสิตขึ้นใหม่อีกครั้งใน พ.ศ. 2553 จนสภาพเป็นเช่นในปัจจุบัน

คณะจิตรลดา (Chitrlada House) 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

มาจากนามของพระตำหนักจิตรลดารโหฐานในพระราชวังดุสิต เป็นสถาปัตยกรรมแบบรัตนโกสินทร์ สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 145,000 บาท ว่ากันว่า ก่อสร้างคณะจิตรลดาให้วิจิตรงดงามที่สุดเพราะว่าคณะนี้เป็นทางเสด็จผ่านเข้าโรงเรียนในงานประจำของโรงเรียน

คณะพญาไท (Phyathai House) 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

มาจากนามของพระราชวังพญาไท เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2459 สิ้นงบประมาณ 125,000 บาท

สีประจำคณะคือสีชมพู นักเรียนคณะนี้ขึ้นชื่อเรื่องกีฬาว่ายน้ำ 

คณะจงรักภักดี และคณะศักดิ์ศรีมงคล

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

ต่อมาเมื่อวชิราวุธวิทยาลัยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความแออัดในการพักอาศัย จึงได้มีการสร้างตึกนักเรียนขึ้นใหม่อีก 4 คณะ ได้แก่คณะจงรัก คณะภักดี คณะศักดิ์ศรี และคณะมงคล โดยในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาเปิดอาคารคณะใหม่ทั้ง 4 คณะ ซึ่งต่อมาได้มีการยุบรวมคณะทั้งสี่นี้ โดยให้เหลือเพียง 2 คณะ เป็น คณะจงรักภักดี และคณะศักดิ์ศรีมงคล

อาคารเพชรรัตน

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารเพชรรัตน เป็นอาคาร 2 ชั้น ตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ใช้เงินค่าก่อสร้างจากเงินส่วนพระองค์และเงินจากการแสดงละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ออกแบบโดยหม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ นักเรียนเก่ามหาดเล็กหลวง และคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2506

อาคารสุวัทนา

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารสุวัทนา เป็นอาคารเรียน 2 ชั้น ตั้งชื่อตามพระนามของสมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ 6 และเป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ออกแบบโดย หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2507

อาคารประชาธิปก  

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารประชาธิปก เป็นอาคารเรียน 3 ชั้น ตั้งชื่อตามพระนามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวโรกาสพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ออกแบบโดยนายโอภาส สายะเสวี สถาปนิกประจำสำนักพระราชวัง สิ้นค่าก่อสร้าง 11,400,000 บาท สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีเสด็จมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536

หอประวัติ

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เดิมเป็นตึกพยาบาล เป็นอาคารสำหรับพยาบาลนักเรียนเจ็บป่วย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นการทำผาติกรรมทดแทน ‘พระตำหนักสมเด็จ’ ซึ่งโรงเรียนจัดเป็นตึกพยาบาล แต่ได้โปรดเกล้าฯ ให้รือย้ายไปปลูกสร้างเป็นกุฏิสงฆ์วัดราชาธิวาส ต่อมาได้เปลี่ยนตึกพยาบาลนี้เป็นหอประวัติ และให้ย้ายตึกพยาบาลไปไว้ในสถานที่ที่เหมาะสม

หอนาฬิกา 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

คณะข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในนาม ‘คณะละครไทยเขษม’ ได้ร่วมกันจัดแสดงละครพระราชนิพนธ์เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 1 มกราคม พ.ศ. 2471 – 2472 เพื่อจัดหารายได้ก่อสร้างหอนาฬิกาอุทิศเป็นพระราชกุศล เมื่อ พ.ศ. 2473 โดยหอนาฬิกานี้นำนาฬิกาเรือนใหญ่ที่เคยติดบนหอประชุมของโรงเรียนราชวิทยาลัย ซึ่งพระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน) ผู้บังคับการในขณะนั้นได้ให้พระสาโรชรัตนนิมมานก์ และศาสตราจารย์หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) ร่วมกันออกแบบหอนาฬิกาพร้อมระฆังรูปสี่เหลี่ยมมีลวดลายเป็นพิเศษแบบสุโขทัย

ตึกวชิราวุธานุสรณ์ 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เป็นอาคารกีฬาในร่มเอนกประสงค์ (Indoor Stadium) ที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริจาคทุนทรัพย์จากเงินรายได้การจัดงานวชิราวุธานุสรณ์ ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2514 โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตึกวชิราวุธานุสรณ์นี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2514 ต่อมาใน พ.ศ. 2548 จึงได้รื้ออาคารเดิมซึ่งชำรุดทรุดโทรมลง และก่อสร้างอาคารกีฬาในร่มใหม่แทนอาคารเดิม การก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2550

อาคารเวสสุกรรมสถิต 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เป็นตึก 3 ชั้นรูปทรงสถาปัตยกรรมไทยสร้างขึ้นทดแทนตึกเรียนวิชาหัตถศึกษา การก่อสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2543 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามอาคารเรียนศิลปกรรมหลังใหม่นี้ว่า ‘ตึกเวสสุกรรมสถิต’ และโปรดเกล้าฯ ให้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

อาคารวชิราวุธ ๑๐๐ ปี

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

อาคารวชิราวุธ ๑๐๐ ปี สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่วชิราวุธวิทยาลัยมีอายุครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2553 เป็นอาคารสูง 5 ชั้น ลักษณะอาคารเป็นงานสถาปัตยกรรมไทย มี 19 ห้องเรียน มีพื้นที่ใช้งาน 3,000 ตารางเมตร มีความพร้อมที่จะใช้สื่อการสอนที่ทันสมัย โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงเปิดอาคารนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

ประเพณีเข็นรถพระที่นั่งส่งเสด็จ

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

วชิราวุธวิทยาลัยมีประเพณีที่สำคัญที่นับได้ว่ามีที่เดียวในประเทศไทยคือประเพณีการเข็นรถพระที่นั่งส่งเสด็จ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรและรางวัลแก่นักเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในทุกปี

ประเพณีการเข็นรถพระที่นั่งส่งเสด็จนี้ นักเรียนเก่ามหาดเล็กหลวง จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) เล่าให้ฟังว่า เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อล้นเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมางานโรงเรียน ประทับเสวยพระกระยาหารค่ำแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเริ่มเคลื่อนออกจากโรงเรียน นักเรียนต่างพากันวิ่งตามส่งเสด็จ บ้างก็เข้าเข็นรถยนต์พระที่นั่งซึ่งเป็นรถไฟฟ้า การครั้งนี้ทำเอาอาจารย์ใหญ่ในเวลานั้น คือ พระอภิรักษ์ราชฤทธิ์ (ศร ศรเกตุ) ที่ต่อมาได้เป็นพระยาบริหารราชมานพ ผู้บังคับการโรงเรียนมหาดเล็กหลวงตกใจที่นักเรียนบังอาจกระทำการไม่เหมาะสม รุ่งเช้าอาจารย์ใหญ่ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษแทนนักเรียน แต่มีพระราชดำริว่าการที่นักเรียนได้กระทำไปนั้น ก็ด้วยความจงรักภักดีใคร่จะได้สนองพระเดชพระคุณให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายพระเนตร จึงมีพระราชกระแสดำรัสสั่งให้โรงเรียนรักษาธรรมเนียมนี้ไว้ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นักเรียนได้เข็นรถยนต์พระที่นั่งและวิ่งตามส่งเสด็จสืบมาจนถึงปัจจุบัน

(จากบทความของอาจารย์วรชาติ มีชูบท ใน ฝากเรื่องราวไว้กับน้องๆ เรื่องงานกรีฑา)

4 เรื่องที่คนอาจไม่รู้เกี่ยวกับวชิราวุธ

1. จบวชิราวุธไม่จำเป็นต้องเป็นทหารมหาดเล็ก

ด้วยความที่สมัยก่อนโรงเรียนชื่อโรงเรียนมหาดเล็กหลวง อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าจบจากที่นี่จะต้องไปเป็นมหาดเล็กในวังหรือเป็นทหาร แต่แท้จริงแล้ว โรงเรียนนี้จบไปทำอาชีพอะไรก็ได้ตามต้องการ การเรียนการสอนของที่นี่เหมือนกับโรงเรียนทั่วๆ ไป เน้นสอนให้เด็กทุกคนรู้จักระเบียบวินัย รู้หน้าที่ตนเอง มีความเป็นผู้นำ มีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความอดทนเข้มแข็ง และมีความรู้รอบด้าน 

2. นักเรียนวชิราวุธต้องผมสั้นเสมอ

จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่นักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย หรือที่เรียกว่า OV ท่านหนึ่งเล่าว่า ในสมัยก่อนผู้ชายนิยมใช้น้ำมันเซ็ตผมแล้วหวีจนเรียบแปล้ คืนก่อนที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จมาเปิดสระน้ำที่โรงเรียน นักเรียนชายกลุ่มหนึ่งแอบลักลอบเข้าไปเล่นน้ำ เช้าวันต่อมาภารโรงที่เดินมาตรวจสระน้ำ หัวใจถึงกับตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อพบว่ามีน้ำมันลอยอยู่เต็มสระ พระยาภะรตราชา (ผู้บังคับการในขณะนั้น) รู้เข้าจึงโกรธมาก จึงสั่งให้ตัดผมสั้นขาว 3 ด้านแทน และโรงเรียนก็เห็นระเบียบเรียบร้อยจากการตัดผมทรงเดียวกันหมด จึงคงรักษาธรรมเนียมการตัดผมสั้นมานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

3. ที่นี่ไม่มีโรงอาหาร มีแต่เฉ่า 

วชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ถอดแบบการศึกษาจากอังกฤษ

เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ และมีอาหารให้ครบสามมื้อ จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีโรงอาหาร แต่มีโรงอาหารว่างแทน ซึ่งเรียกว่า ‘เฉ่า’ 

มีที่มาจากชื่อของเจ้าของร้านขายน้ำอัดลม ที่ตั้งอยู่ที่เรือนจากด้านทิศตะวันตกริมสระน้ำ ชื่อจริงๆ ของเจ้าของร้านคือนายเชาว์ แต่นักเรียนนิยมเรียกว่า ‘เจ๊กเฉ่า’ ผู้เป็นเหมือนสัญลักษณ์คู่กับเรือนจากมาช้านาน ต่อมาคำว่าเจ๊กเฉ่าถูกกร่อนมาเป็น ‘เฉ่า’ เพียงพยางค์เดียว ปัจจุบันเฉ่าหรือโรงอาหารว่างตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารวชิราวุธานุสรณ์

4. นอกจากรักบี้ วชิราวุธมีกีฬาและกิจกรรมมากมาย 

ด้วยวชิราวุธวิทยาลัยเป็นโรงเรียนประจำชายล้วน จึงทำให้ที่นี่มีกีฬาให้เล่นเยอะมาก ได้แก่ รักบี้ฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาหลักของโรงเรียน มินิรักบี้ ฟุตบอล บาสเกตบอล ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส สควอช ไฟฟ์ ว่ายน้ำ กรีฑา โดยจะมีการแข่งขันกีฬาภายในระหว่างคณะเป็นประจำทุกปี คณะใดชนะเลิศจะได้ครองถ้วยรางวัลเงินแท้ หากเป็นรุ่นใหญ่มูลค่าถ้วยเกือบแสนเลยทีเดียว

นอกจากจะมีการแข่งขันกีฬาต่างๆ ที่นี่ยังมีการแข่งขันระเบียบวินัย การแข่งขันทดสอบสมรรถภาพร่างกาย กิจกรรมดนตรี และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เรียกว่าชมรมวันเสาร์ ซึ่งให้เวลาเรียนรู้ตลอดวัน เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ต่างๆ นอกห้องเรียน

Writer & Photographer

นักเรียน วชิราวุธวิทยาลัย

กลุ่มนักเรียนยุวมัคคุเทศน์ชั้น ม.3

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load