‘บ้านปลายเนิน’ ที่ประทับในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม มีอายุราว 105 ปี นับจากพ.ศ.2457 ที่ทรงเริ่มมาประทับที่นี่

เป็น 105 ปีที่แบ่งเป็นสามยุค ยุคแรกเป็นที่ประทับและที่ทรงงานในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ยุคที่สองคือหลังพระองค์สิ้นพระชนม์ แต่ยังเป็นที่ประทับของพระธิดาสองพระองค์ ผู้ปรับปรุงภูมิทัศน์บ้านปลายเนินให้กลายเป็นโรงเรียนสอนละคร โขน ดนตรี เพื่อสร้างและสืบสานจิตวิญญาณศิลปินไทย

ยุคนี้เองที่มีการก่อตั้งมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ที่มอบ ‘รางวัลนริศ’ เพื่อสนับสนุนนักเรียนศิลปะไทยระดับแนวหน้า ว่าที่ศิลปินไทยเหล่านี้รวมตัวกันทุกปีในวันที่ 28 เมษายน ในงานวันนริศ ที่ยังคงจัดสืบต่อมาจนปัจจุบัน

ยุคที่สามคือหลัง พ.ศ. 2559 เมื่อหม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาองค์สุดท้ายสิ้นชีพิตักษัย ถือเป็นยุคใหม่ของบ้านปลายเนิน พระนัดดา (หลาน) และทายาทรุ่นเหลน รวมกำลังกันบูรณะบ้านปลายเนินอีกครั้ง เพื่อให้รองรับการเข้าชมได้มากขึ้น จัดแสดงศิลปวัตถุได้ดียิ่งขึ้น โดยเริ่มจากเรือนสำคัญที่สุดในบ้านปลายเนิน คือตำหนักไทย ที่ประทับและที่ทรงงานในสมเด็จครู

กิจกรรม Walk with The Cloud 15 : บ้านปลายเนิน ที่เริ่มและจบในหนึ่งบ่าย อัดแน่นไปด้วยความตั้งใจและทุ่มเทของสมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ ที่อยากให้บ้านปลายเนินเป็นที่ยังประโยชน์ด้านการศึกษาศิลปะไทยแก่สาธารณชน

ก่อนเริ่มเดิน เราได้ฟังพระประวัติและพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผ่านปากของ หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ทายาทสายตรง โดยอ่านเรื่องราวของพระองค์ได้ที่นี่

แล้วเราก็ได้ฟังเรื่องสมเด็จครูจากทายาทสายตรงชั้นหลานและเหลน ได้เดินชมเรือนและอาคารต่างๆ ในบ้านปลายเนิน ได้กินข้าวแช่แสนอร่อยตำรับดั้งเดิมของบ้านปลายเนิน ได้ชมระบำดาวดึงส์และรำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย ประกอบบทเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จครู

นักแสดงประกอบด้วยทั้งพระปนัดดาในสมเด็จครู และเหลนของเจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ (ผู้เป็นทั้งพระญาติและกัลยาณมิตร) ร่วมกับลูกศิษย์ลูกหาที่เรียนรำไทยและดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนินแห่งนี้

อีกกิจกรรมที่ถือว่าพิเศษสุด คือขึ้นชมตำหนักไทยที่เพิ่งบูรณะเสร็จใหม่ๆ หมาดๆ ชมทุกห้องที่สมเด็จครูเคยประทับและทรงงาน ชมงานศิลปะทรงสะสม และภาพร่างฝีพระหัตถ์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

ร้อยปีที่แล้ว ตำบลคลองเตยมีแต่ท้องนาและสวนผัก ชาวบ้านเดินทางด้วยเรือ มีรถม้าผ่านไปมาบนถนนบ้าง แต่น้อยมาก

เมื่อสมเด็จครูเสด็จมาประทับที่นี่ มีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่น้ำประปายังมาไม่ถึง ต้องมีโอ่งตั้งเรียงเป็นแถวเพื่อเก็บน้ำฝนไว้ดื่ม หากไม่พอก็ต้องแจวเรือไปขนน้ำประปามาจากศาลาแดง ทรงถมที่เฉพาะบริเวณที่จะใช้ปลูกตำหนัก ส่วนที่เหลือทรงทิ้งไว้เป็นนา และยกร่องปลูกผักสวนครัว พริก ฟัก กล้วยและอ้อย มีที่สำหรับเลี้ยงเป็ด ไก่ และห่าน

ที่นี่เคยมีแพะด้วย เพราะหมอแนะนำให้สมเด็จครูเสวยนมสด จึงโปรดให้เลี้ยงแพะไว้ ประทานชื่อแพะตัวแรกว่า ‘พวง’ ข้าหลวงพยายามให้กินใบเตยและใบไม้หอมเพื่อให้นมมีกลิ่นหอม แต่แพะพวงชอบออกจากคอกมาเล็มกินใบกระถิน ทำให้นมเหม็นเขียวยิ่งกว่าเดิม การเลี้ยงแพะต่อๆ มาเริ่มเป็นปัญหา บางตัวไล่ขวิดคนในวัง มีกีฬาวิ่งหนีแพะกันเป็นประจำ ผลที่สุดต้องทรงเลิกเลี้ยงแพะ

สมเด็จครูรับสั่งว่า ‘ให้ใช้เมตตาเป็นรั้ว’ บ้านปลายเนินแห่งนี้จึงไม่มีรั้วรอบขอบชิด

ทรงวางพระองค์เป็นทั้งเพื่อนและที่พึ่งของชาวบ้าน ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทรงประทานยา หรือให้อาศัยเรือประจำวังพาไปส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ศาลาแดง ถึงวันประสูติก็ทรงจัดเลี้ยงพระ เลี้ยงอาหารทั้งลูกหลาน มิตรสหาย และไพร่ฟ้าประชาชนที่ทรงถือว่าเป็น ‘เพื่อนบ้าน’

“ท่านไม่ค่อยตรัส แต่จะทรงแย้มพระสรวลน้อย ๆ อย่างพระทัยดี” หม่อมหลวงจ้อย งอนรถ นันทิวัชรินทร์ (ผู้เป็นหลานของพระชายาในสมเด็จฯ และหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดา ได้ทรงรับไปเลี้ยงดูที่ตำหนักตึก) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2538

“ท่านจะบรรทมตื่นราวบ่าย 3 โมง เพราะทรงงานอยู่จนดึกมาก ๆ หรือเกือบรุ่งเช้า จากนั้นจะเสด็จไปยังตำหนักโถง (ปัจจุบันคือตำหนักไทย) ซึ่งเป็นบ้านไทยเพื่อทรงงานต่อ ดิฉันที่ในขณะนั้นเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะคอยที่กระได เพื่อคอยส่งธารพระกร หรือไม้เท้าถวายพระองค์ท่าน” หม่อมหลวงจ้อย เล่าถึงพระจริยวัตร

หลายสิบปีต่อมาในวันนี้ เราเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ขึ้นชมตำหนักไทยที่เพิ่งบูรณะเรียบร้อย เพื่อชมห้องที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ทรงใช้ทรงงานสำคัญทุกอย่าง

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน นำชมห้องต่างๆ บนตำหนักไทย พร้อมทั้งอธิบายถึงอดีตและความสำคัญของแต่ละห้อง

บ้านปลายเนิน

“ห้องนี้คือท้องพระโรงของบ้านปลายเนิน ซึ่งสมเด็จฯ ท่านใช้เป็นห้องรับแขก ใช้ทำบุญ ใช้ต้อนรับทุกคนที่มาเข้าเฝ้า ไม่ว่าจะเป็นโอกาสไหน ท่านจะรับแขกที่ห้องนี้ พระประธานที่ท่านเห็นคือแบบขยาย 1:1 ของภาพพระพุทธรูปเสด็จลงจากดาวดึงส์ ซึ่งกำลังจะเอาไปวาดที่พระอุโบสถวัดราชาธิวาส ท่านออกแบบในสมุดสเก็ตช์ แล้วขยายแบบ นำมาเป็นพระประธานในท้องพระโรงของท่าน ดังนั้นพระประธานที่นี่ไม่ได้เป็นพระพุทธรูป แต่เป็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของท่านเอง” หม่อมหลวงตรีจักร อธิบาย

ในท้องพระโรงยังมีรูปปั้นและรูปแกะสลักฝีมืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี กัลยาณมิตรอีกคนหนึ่งของสมเด็จครู มีตู้หนังสือที่ออกแบบโดยหม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ พระโอรส

ห้องด้านหลังท้องพระโรงเคยใช้เป็นห้องเสวย ปัจจุบันใช้เป็นห้องไหว้ครู

“ครูของท่านคืองานศิลปะแขนงต่างๆ” หม่อมหลวงตรีจักรชี้ให้ดูบุษบกเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ติดกำแพง “บุษบกองค์นี้ ท่านถือเป็นครูสถาปัตย์ฯ ท่านไปเห็นที่วัดเก่าแห่งหนึ่งในอยุธยา พระกำลังจะตัดทิ้งเป็นฟืนเพราะทรุดโทรมมาก แต่ท่านเล็งเห็นว่ามีสัดส่วนมีองค์ประกอบที่สวยงามแม้จะไม่สมบูรณ์ ท่านก็เลยขอมาไว้ตั้งบูชาเป็นครู และท่านใช้ศึกษาสัดส่วน เวลาท่านจะออกแบบบุษบกหรือมีพระจิตกาธานที่ไหน หรือมีรูปบุษบกอยู่ในภาพเขียน ท่านก็จะศึกษาสัดส่วนจากองค์นี้”

นอกจากบุษบก ห้องนี้ยังมีปลายหอกทรงยาวที่อยู่ในกล่องที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนับถือเป็นครูช่างเหล็ก ปลายหอกนี้มีลวดลายวิจิตรมาก งามจนท่านทรงนำมาเก็บไว้และทำกรอบใส่ ทรงทำการบูชาครูทุกปี มีไม้ฆ้องที่ถือเป็นครูดนตรีไทย ตู้ลายรดน้ำ ช้างปูนปั้น และหนังสือส่วนพระองค์

ทุกชิ้นคือ ‘ครู’ ของศิลปินไทยที่เก่งที่สุดพระองค์หนึ่ง เพราะทรงขอฝากตัวเป็นศิษย์คนเก่งที่ไหนไม่ได้เลย เหตุที่เป็นลูกกษัตริย์ จึงต้องศึกษาด้วยวิธีครูพักลักจำ ศึกษาจากหนังสือและศิลปวัตถุด้วยตัวเอง

ศิลปินย่อมมีห้องทำงาน ภาษาที่ถูกต้องสำหรับสมเด็จครู ก็คือ ห้องทรงงาน ในงานวันนริศ ห้องนี้ใช้จัดแสดงชิ้นงานของพระองค์ ซึ่งไม่ซ้ำกันในแต่ละปี คัดเลือกโดยพระทายาท

“ปีนี้เราจะจัดแสดงตาลปัตรดำรงธรรม ซึ่งท่านผูกลายถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในโอกาสที่ท่านมีอายุ 60 พรรษา แบบร่างแรกเลย ทรงเขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่โปรด” หม่อมหลวงตรีจักรชี้ให้ดูแบบร่างตาลปัตรที่จัดแสดงบนโต๊ะทรงงานของจริง ที่ใช้ทรงงานสำคัญๆ ทุกอย่าง

แบบร่างชิ้นที่สองก็ยังมีข้อความระบุว่า เบี้ยว ใช้ไม่ได้ จนอันสุดท้ายจึงใช้เป็นแบบให้ช่างปักตาลปัตรทำงานต่อ

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

ห้องทรงงานนี้มีภาพสำคัญที่สุดภาพหนึ่ง นั่นคือภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เป็นภาพต้นฉบับที่สมเด็จครูทรงเขียนถวายรัชกาลที่ 6 พิเศษตรงที่ ช้างเอราวัณของสมเด็จฯ มีเศียรเดียว แต่มี 4 งา พระอินทร์ก็ไม่ทรงเขียนให้มีกายสีเขียวตุ่นๆ ทึบๆ แบบโบราณ แต่ทรงเขียนให้เป็นสีเรืองเขียว มีแสง เงา มีกล้ามเนื้อชัดเจน

“ภาพนี้เคยอยู่ที่พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงเล็งเห็นว่ารูปนี้มีคนพยายามจะขโมยโดยการลบพระนามออก ถ้ามองดีๆ จะเห็นคราบน้ำอยู่ด้านซ้าย ท่านก็เลยพระราชทานกลับให้บ้านปลายเนินเป็นผู้เก็บรักษาไว้” หม่อมหลวงตรีจักรกล่าว

บ้านปลายเนิน

ห้องบรรทม มีพระแท่นบรรทมสลักลายโปร่งปิดทองของพระองค์เจ้าพรรณราย พระมารดา ที่หม่อมเจ้ายาใจ และหม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ พระโอรสและพระธิดาในสมเด็จครู ทรงเชิญจากวังท่าพระมาประดิษฐานที่นี่ ในยุคที่ตั้งใจปรับบ้านปลายเนินให้เป็น ‘พื้นที่จัดแสดงเพื่อการเรียนรู้’

สมเด็จครูเคยตรัสเล่าว่า “แม่เกณฑ์ให้ขึ้นไปนอนบนเตียงนี้เมื่อเด็กๆ นอนไม่หลับ กลัวผีเกือบตาย” ส่วนพระองค์เองนั้นบรรทมเตียงเหล็กแบบเดียวกับที่ชาวบ้านทั่วไปใช้

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

ตำหนักตึก เป็นอีกอาคารที่สำคัญของบ้านปลายเนิน เพราะสมเด็จครูสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทม บนชั้นสองของตำหนักแห่งนี้

ตึกทรงยุโรปนี้สร้าง พ.ศ. 2474 โดยความคิดริเริ่มของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายา (ผู้มีที่พำนักเป็นเรือนหลังเล็กน่ารักอยู่ใกล้ตึกหลังนี้ บรรดาหลานๆ เรียกกันว่า เรือนคุณย่า) ด้วยเห็นว่าก่อนหน้านี้สมเด็จครูประทับอยู่องค์เดียวที่ตำหนักไทย ไม่มีผู้คอยปรนนิบัติใกล้ชิด ประกอบกับทรงพระชรา หม่อมราชวงศ์โตจึงคิดอ่านปลูกเรือนหลังนี้ขึ้น แล้วเชิญเสด็จให้มาประทับ

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

แรกๆ เสด็จมาบรรทมเฉพาะเวลากลางคืน เวลากลางวันยังเสด็จไปทรงงานที่ตำหนักไทยตามปกติ ตรัสว่า เรือน ถ้าไม่ใช้ มันจะพัง จนเมื่อทรงพระชรามากแล้ว จึงประทับที่ตำหนักตึกอย่างถาวร พร้อมด้วยพระธิดา

“หน้าต่างสองบานด้านนี้ คือห้องบรรทมที่สิ้นพระชนม์ ดิฉันไม่มีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งไม่มีใครอาศัยอยู่ในตำหนักตึกนี้แล้ว จึงได้เข้าไป ข้างในมีพระนขา คือเล็บของท่านที่ตัดไว้ ไม่ได้ทิ้ง เก็บอยู่ในขวดแก้ว มีพระเกศา พระอัฐิ เป็นห้องที่เข้าไปแล้วขนลุก น่าจะศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบ้านนี้แล้ว…” หม่อมหลวงจิตตวดี จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน กล่าว

บ้านปลายเนิน

“ห้องด้านล่างเป็นห้องนั่งเล่น ด้านข้างเป็นห้องเสวย ตอนเด็กๆ ทุกปีในงานวันนริศ ลูกหลานทุกคนจะต้องทำงานอะไรสักอย่าง ดิฉันรับหน้าที่ทำของสองอย่าง อันหนึ่งคือเอาผักดองที่ท่านย่า หรือท่านหญิงไอ (ม.จ.กรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดา) ทรงทำเอง เอามานั่งตัดเพื่อเอาไปทำแซนด์วิชให้นักเรียนรางวัลนริศกิน

อีกอย่างที่ทำอยู่หลายปีคือทำพุทราป่น ส่วนผสมมีพุทราป่นละเอียด ต้องป่นเอง ผสมกับน้ำตาลไอซิ่งและเกลือบดละเอียด ท่านย่าก็จะให้ชามแก้วมาชามหนึ่งสำหรับผสม แล้วต้องให้ท่านชิมทุกชาม กว่าจะผสมได้รสที่เปรี้ยวหวานเค็มพอดี ใช้เวลานานมาก เราต้องพับกรวย ตัดกระดาษแก้วใสๆ แล้วกรอกพุทราป่นลงไป หนึ่งแพ็กมีสิบซอง อาจจะขายตอนนั้นประมาณ 20 บาท ทำกันตายเลย อยู่ตรงนี้แหละ” หม่อมหลวงจิตตวดีเล่าถึงวัยเด็กด้วยรอยยิ้ม

บ้านปลายเนิน

ทางเดินแนวตรงที่มุ่งสู่ตำหนักตึก มีชื่อเรียกว่า ทางเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 8 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จย่า ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินบนทางเดินนี้ เพื่อทรงเยี่ยม ‘สมเด็จปู่’ ที่ตำหนักตึก

ทางเสด็จ ยังมีหน้าที่อีกอย่างเป็น ‘หลังเวที’ ของเหล่านางรำและนักแสดงโขน เพราะด้านข้างของทางเสด็จ และถือเป็นด้านหลังของตำหนักไทย มีลานสำหรับใช้แสดงละคร มีต้นไม้น้อยใหญ่ทำหน้าที่เป็นฉากละคร

บ้านปลายเนิน

ละครที่เราได้ชมวันนี้คือ รำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย ประกอบบทเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จครู คือ เพลงลีลากระทุ่มสำหรับท่ารำของเจ้าเงาะ และเพลงลมพัดชายเขาสำหรับการรำของนางรจนา

กว่าจะได้ออกแสดงที่ลานแห่งนี้ ต้องฝึกกันหนัก

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

เรือนสีเขียวมินต์น่ารักที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักตึก คือ เรือนละคร สถานที่ที่ใช้ฝึกปรือนักเรียนละคร โขน และดนตรีไทย เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ออกแสดงฝีมือที่ลานด้านหลังของตำหนักไทย

“คนออกแบบเรือนละครคือท่านหญิงไอ ม.จ.กรณิกา เวลาท่านเล่าเรื่องนี้ให้ดิฉันฟัง ท่านจะบอกว่า สมเด็จฯ ไม่อยากให้ลูกสาวเป็นสถาปนิก บอกว่าไม่ใช่อาชีพที่ผู้หญิงควรจะเป็น แต่ด้วยนิสัยท่านย่า ท่านบอก ไม่เรียนก็ได้ ฉันจะทำเลย” หม่อมหลวงจิตตวดียิ้ม

ด้านในสุดของเรือนละครมีกระจกบานยาวตั้งเรียงกัน เพื่อให้นักเรียนสังเกตท่ารำของตนเองได้ วันนี้กระจกเหล่านั้นสะท้อนท่ารำชุดระบำดาวดึงส์ แสดงโดยนางรำที่ฝึกวิชาที่นี่มาแต่เล็กแต่น้อย ทุกคนตั้งใจเต็มที่เพื่อบูชาครู และต้อนรับแขกอย่างพวกเรา

“สมัยก่อนโรงเรียนละครเปิดทุกวันเสาร์ รับตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป เด็กๆ ใส่เสื้อยืดขาว โจงกระเบนสีแดง อยู่กันเต็มบ้านปลายเนินไปหมด จนบางทีต้องออกมาฝึกกันข้างนอก เป็นชีวิตชีวาของบ้านปลายเนิน…” หม่อมหลวงจิตตวดีระบุ

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

เสร็จภารกิจนำชมบ้านปลายเนินวันนี้แล้ว แต่ภารกิจอันใหญ่หลวงของทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ยังไม่จบสิ้น

งานสำคัญที่พวกเขากำลังอุทิศแรงกายแรงใจทำคือ ปรับปรุงอาคารต่างๆ ในบ้านปลายเนิน ทำทะเบียนศิลปวัตถุและข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ต่างๆ ที่ค้นพบในตำหนักตึก

งานทั้งหมดทำด้วยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ พัฒนาให้บ้านปลายเนินกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมไทย

งานเหล่านี้ต้องทำแข่งกับเวลา

บ้านปลายเนิน โบราณสถานที่สำคัญยิ่งของชาติในฐานะเป็นที่ประทับ ที่ทรงงานของศิลปินไทยพระองค์สำคัญ โรงเรียนและแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม กำลังเผชิญปัญหาที่น่ากังวล คือ โครงการพัฒนาคอนโดมิเนียม 36 ชั้น ที่จะสร้างห่างจากตำหนักตึกเพียง 23 เมตร

ระยะห่างเพียงเท่านั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะส่งผลกระทบต่อตำหนักตึกอย่างแน่นอน อาจถึงขั้นเสียหายพังทลายเป็นการถาวร เพราะตำหนักตึกเป็นอาคารเก่า ที่น่าจะใช้เสาเข็มเป็นไม้

เหตุใดจึงไม่รีบขนย้ายข้าวของทุกอย่างในตำหนักตึกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเสียเล่า

คำตอบก็คือ ยังทำไม่ได้ เพราะต้องมีการบันทึกข้อมูลทุกอย่างของข้าวของทุกชิ้นที่พบ พบที่ไหน เจออย่างไร เจออยู่ใกล้อะไร ทุกอย่างคือข้อมูลทางประวัติศาสตร์

นี่เป็นงานหนักที่ทายาทรุ่นเหลนช่วยกันอย่างสุดความสามารถ เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมที่สุดที่จะพัฒนาบ้านของสมเด็จครู ให้เป็นสถานที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้และสืบสานศิลปะไทย

สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์กำลังพยายามทำทุกอย่างในทางกฎหมาย เพื่อต่อสู้ให้ประวัติศาสตร์ของบ้านปลายเนินอยู่รอดปลอดภัยจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว

ขณะเดินชมรอบบ้านปลายเนินในวันนี้ อดคิดไม่ได้ว่า หากคอนโดมิเนียม 36 ชั้น ต้องแลกมาด้วยการพังทลายของตำหนักตึกที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ และเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดแก่อาคารอื่นๆ ในบ้านปลายเนิน

คงเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่งว่า คุ้มค่าหรือไม่

บ้านปลายเนิน

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographers

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

ธนพัต กิมทรงชนาสิน

หนุ่มคนจันทบุรี ที่หลงใหลในการถ่ายภาพพอๆ กับรองเท้าที่ใส่

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“มาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ก่อนผ่าตัดใหญ่”

ผู้ร่วมทริป Walk with The Cloud 25 : The Custom House คนหนึ่งเล่าความรู้สึก ก่อนเราทั้งหมดเข้าไปสำรวจโรงภาษีร้อยชักสามเป็นครั้งสุดท้าย ช่างเป็นประโยคที่แทนใจผู้คนที่ร่ำลาอาลัย ‘ศุลกสถาน’ ได้เป็นอย่างดี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ไม่ว่ามาเยี่ยมชมงานแสดงนิทรรศการภาพถ่าย Hundred Years Between ของท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เทศกาล Bangkok Design Week 2020 หรือมาอำลาสถาปัตยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยืนหยัดมากว่า 130 ปี เราต่างประทับใจอาคารโบราณแสนสวยเปี่ยมมนต์ขลัง แต่ก็รู้ว่าญาติผู้ใหญ่ของเราสุขภาพร่อแร่เต็มที 

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

เพื่อให้พื้นที่ประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ต่อไป การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น โดยศุลกสถานจะรีโนเวตใหม่เป็นเวลา 6 ปีเต็ม 

ก่อนเปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในอนาคต ลองมาทำความรู้จักคุณย่าทวดคนงามนามโรงภาษีร้อยชักสาม โดยผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาคารโบราณ และ ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล ผู้เชี่ยวชาญและทำงานอนุรักษ์อาคารโรงภาษีร้อยชักสาม จากบานาน่า สตูดิโอ ผู้เป็นวิทยากรถ่ายทอดเรื่องราวดังนี้

โรงภาษีแห่งเจริญกรุง

ศุลกสถานเป็นหนึ่งในไม่กี่อาคารในย่านเจริญกรุงที่ยังคงสภาพเหมือนร้อยกว่าปีที่แล้ว ในอดีตสถานที่นี้มีทำเลงดงามริมน้ำเจ้าพระยา ทางใต้เป็นสถานทูตฝรั่งเศส ทางเหนือเป็นกงสุลอังกฤษ นับเป็นอาคารสำคัญในย่านบางรัก ย่านเศรษฐกิจปากแม่น้ำที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาค้าขายและอยู่อาศัย

ก่อนทำความเข้าใจความสำคัญของโรงภาษี ขอเท้าความถึงระบบภาษีไทยแบบคร่าวๆ 

ตั้งแต่สมัยอยุธยา ระบบการเก็บภาษีของสยามเป็นการเก็บ ‘จังกอบ’ และ ‘อากร’ โดยจังกอบมีลักษณะเหมือนภาษีศุลกากร เก็บภาษีปากเรือ ส่วนอากรเป็นภาษีการผลิต เช่น อากรจับปลา อากรพืชสวน

เมื่อมีการค้าขายกับต่างชาติ รัฐตั้งกรมพระคลังสินค้า เพื่อควบคุมไม่ให้ค้าขายกับคนในประเทศโดยตรง พระคลังสินค้ารวมสินค้าไทยมาขายต่อให้กับพ่อค้าต่างชาติ และเก็บส่วนต่างไว้เป็นผลประโยชน์เข้าแผ่นดิน ระบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะการซื้อขายทั้งหมดต้องผ่านเข้าส่วนกลาง

เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 การค้ากับต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีและการควบคุมระบบการผลิต เพื่อนำเงินมาเข้าพระคลังและเตรียมทำสงครามกับเวียดนาม และเพื่อให้รู้กำลังการผลิต เกิดระบบเจ้าภาษีนายอากร มีนายอากรเป็นผู้ตรวจสอบธุรกิจ และเป็นผู้เก็บภาษีส่งหลวง

ยุคสมัยนี้เองที่ เฮนรี เบอร์นี (Henry Burney) (ชาวสยามเคยเรียกเขาว่า หันตรีบารนี) นักเดินทางและนักการทูตจากอังกฤษเข้ามาทำสนธิสัญญาเบอร์นี เป็นสัมพันธไมตรีและการค้า โดยสัญญาหลักๆ ระบุว่าการซื้อขายต้องเสียภาษีตามระบบของแต่ละประเทศ เช่น พ่อค้าอังกฤษมาบางกอก ย่อมต้องเสียภาษีตามระบบที่บางกอกจัดเก็บ หากชาวสยามไปค้าขายในดินแดนอื่น ย่อมต้องจ่ายภาษีตามที่ดินแดนนั้นกำหนด

เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) หรือ พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ เข้ามาเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สิ่งที่นักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ทำมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ว่าด้วยเรื่องภาษี 100 ส่วน เก็บภาษี 3 ส่วน (ภาษีร้อยชักสาม) หรือชำระเงินเท่ากับราคาของสามส่วนนั้น ในสนธิสัญญาระบุว่าชาวสยามต้องตั้งโรงภาษีเป็นเรื่องเป็นราวตามจุดสำคัญอย่างปากน้ำ

โรงภาษีของหลวงแห่งแรกในกรุงเทพฯ อยู่ที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม (บริเวณอาคาร River City ในปัจจุบัน) ในยุคที่ จอห์น บุช (John Bush) หรือ พระวิสูตรสาครดิฐ ชาวอังกฤษ เป็นเจ้าท่ายุโรปคนแรกของกรมเจ้าท่า 

ต่อมาได้ย้ายมาที่อยู่ปัจจุบัน เนื่องจากเจริญกรุงเป็นย่านการค้า พื้นที่ริมน้ำนี้จึงได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางด้านภาษี ทั้งขาเข้าและส่งออก 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ตึกคลาสสิกของกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสามออกแบบโดย โยอาคิม กราซซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และเข้ามาทำงานในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 

กราซซี มีชีวิตโลดโผนน่าสนใจ แต่ไม่ค่อยมีคนรู้จักประวัติเขามากนัก เขาเกิดที่ Capodistria เมืองในอิตาลีซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้อาณัติของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี และปัจจุบันเป็นเมืองท่าของสโลวีเนีย เมื่อกราซซีอายุได้ 20 ปีก็ออกเดินทางทางทะเล เริ่มผจญภัยที่เซี่ยงไฮ้ ทำงานในบริษัทค้าไม้สัก แล้วมาบางกอกใน พ.ศ. 2413 ต้นรัชกาลที่ 5 ใช้ชีวิตจนถึงช่วงเหตุการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เริ่มจากการเป็นใครก็ไม่รู้ในแผ่นดินของคนแปลกหน้า จนเป็นหนึ่งในชาวต่างชาติที่ร่ำรวยที่สุดในสยาม

ช่วงเวลานั้น รัชกาลที่ 5 เสด็จทอดพระเนตรความเจริญจากสิงคโปร์ ชวา อินเดีย จึงมีพระราชดำริอยากให้พระนครมีความทันสมัย ประจวบเหมาะกับการเข้ามาของกราซซี เขาเปิดบริษัทกับน้องชายอีก 2 คน เป็นทั้งวิศวกร สถาปนิก และผู้รับเหมา ครบอยู่ในเจ้าเดียว ใช้รูปแบบการก่อสร้างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ผลงานช่วงแรกคือพระราชวังต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ และผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือพระที่นั่งในพระราชวังบางปะอิน จุดเด่นของผลงานกราซซีคือรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก ใช้เสากลม ประตูและหน้าต่างโค้ง นอกจากนี้กราซซียังออกแบบวัด โบสถ์ ทั้งแบบคลาสสิกและโกธิก ไปจนถึงตึกเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ คุกมหันตโทษ ฯลฯ ต่อมากราซซียังไปลงทุนทำเหมือง และร่วมทำโครงการขุดคลองรังสิตอีกด้วย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ความขัดแย้งระหว่างไทยและฝรั่งเศสส่งผลกระทบต่องานและทรัพย์สินชาวต่างชาติ กราซซีขายบริษัทของเขาและกลับไปเป็นผู้รับเหมายัง Capodistria บ้านเกิด และไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย

แต่ชื่อของเขายังอยู่ยืนยง ผลงานบางส่วนของเขาผุพัง บ้างถูกทุบทิ้ง บ้างได้รับการต่อเติมปรับปรุงใหม่ 

เพียงตึกเดียวที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงแรกที่ก่อสร้างคือศุลกสถาน ซึ่งสร้างในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือ พ.ศ. 2429 – 2433 รูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิคแบบพัลลาเดียน (Palladianism) มีลักษะเด่นคือความสมมาตรของอาคาร เน้นความสำคัญของส่วนโถงหลักในอาคารให้มีความโอ่โถงยิ่งใหญ่ และใช้องค์ประกอบการตกแต่งแบบกรีก-โรมันในสัดส่วนที่งดงามลงตัว 

บ้านจีนในศุลกสถาน

บุคคลสำคัญอีกคนที่ผลักดันให้ศุลกสถานกำเนิดขึ้น คือ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) บุตรของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) พระยาภาสกรวงศ์เป็นข้าราชการคนสำคัญ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรด และเรียกตัวเข้ามาใช้ในกิจการงานต่างๆ ตั้งแต่ต้นรัชกาล 

ใน พ.ศ. 2416 รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ สร้างระบบเก็บภาษี รวมท้งภาษีศุลกากร ให้ส่งเงินเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยให้พระยาภาสกรวงศ์เป็นผู้ดูแลการปฏิรูปภาษี พระยาภาสกรวงศ์นี่เองที่เป็นผู้เขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 5 ว่า

“โรงภาษีที่จะทำขึ้นใหม่นี้เปนการจำเปนจะต้องมีโดยแท้…เพราะโรงภาษีขาเข้าขาออกนี้ เปนที่ต้องตาของคนยุโรปที่จะดูเมื่อแรกเข้ามาถึง อย่างหนึ่งผลประโยชน์แผ่นดินก็เกิดจากที่นี้มาก ทั้งเปนการรักษาบ้านเมืองด้วย”

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ใจความของจดหมายชี้แจงว่าควรสร้างตึกที่สวยงามให้เป็นหน้าบ้านของกรุงเทพฯ สำหรับคนที่เดินทางมาทางเรือ ช่วงเวลานั้นพื้นที่ตึกหลักของศุลกสถานปัจจุบัน แต่เดิมมีบ้านจีนอยู่สองหลัง เจ้าของเดิมคือ เจ้าพระยาพลเทพ ต้นสกุลบุญ-หลง ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้พบเห็น นอกจากแนวโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ใต้ดินซึ่งทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีเอกชนร่วมกับกรมศิลปากรร่วมสืบประวัติและขุดค้น ดูจากฐานอาคารจีนยุคเก่าแล้วอนุมานหน้าตาได้ว่าคงคล้ายบ้านโซว เฮง ไถ่ ย่านตลาดน้อย 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

อาคารเหล่านี้ตกเป็นสมบัติของหลวงอุปการโกษากร (เวท วัชราภัย) ซึ่งตัดสินใจยกอาคารและที่ดินให้เป็นของหลวงใน พ.ศ. 2426 พระยาภาสกรวงษ์จึงให้กราซซีออกแบบโรงภาษีใหม่ โดยใช้บ้านจีนเป็นที่ทำการชั่วคราว สร้างตึกใหม่ขึ้น 2 หลัง คือ ตึกเหนือ เป็นออฟฟิศสำหรับภาษีขาเข้า-ขาออก และตึกใต้ เป็นออฟฟิศภาษีเข้า และต่อมากลายเป็นที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแห่งที่สองของไทย (แห่งแรกคือไปรษณียาคารข้างสะพานพุทธ) 

ภายหลังจึงรื้อบ้านจีนลง สร้างตึกใหญ่ขนาด 4 ชั้นขึ้นแทน มีสะพานไม้เชื่อมต่อตึกเหนือ ตึกใต้ กับตึกหลัก ที่ชั้นสอง

อดีตอันเรืองรอง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

จุดเด่นของอาคารโรงภาษีร้อยชักสามในปัจจุบัน คือรูปทรงเรียบง่าย คล้ายกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีกันสาด หลังคาแบบกระเบื้องจีน ด้านตะวันตกเป็นทางเดิน แดดส่องไม่ถึงห้องด้านใน ส่วนตรงกลางขึ้นไปถึงชั้นสี่ ห้องภายในแบ่งเป็นห้องเล็ก-ใหญ่-เล็ก สลับไปเรื่อยๆ 

สภาพปัจจุบันของอาคาร อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลือยให้เห็นเนื้อแท้ของสภาพอาคารมากที่สุดแต่ยังคงร่องรอยการใช้งานของแต่ละยุคสมัย ทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เปิดพื้นผิวแสดงให้เห็นส่วนฐานของผนังรับน้ำหนักที่มีความหนาก่อด้วยอิฐ (Wall Bearing System) ไม้ตงขนาดใหญ่รับน้ำหนักแผ่นไม้พื้นหนาที่สภาพโดยรวมยังค่อนข้างดีมากทุกชั้น

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึก ศุลกสถาน อายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แต่สิ่งที่เลือนหายไป คือการเซาะร่องในปูนปั้นฉาบผนัง โดยปกติอาคารอื่นๆ จะทำแต่ชั้นล่าง แต่ที่นี่ กราซซีเลือกทำตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นขอบหลังคา รูปถ่ายสำคัญโด่งดังของศุลกสถาน คือภาพการตกแต่งพลับพลาท่าเรือรับเสด็จริมน้ำอย่างสวยงามดูเอิกเกริก เป็นสถานที่ที่ข้าราชการ พ่อค้า และราษฎรเฝ้ารับเสด็จ เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินกลับจากการประพาสทวีปยุโรปเมื่อ พ.ศ. 2450

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

บนยอดสุดของหลังคาจั่วมุขหน้าอาคารศุลกสถาน ยังคงปรากฏตราแผ่นดินของสยามที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบยุโรปและเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้องค์ประกอบจะผุกร่อนทรุดโทรมไปบ้าง แต่พอเห็นได้ว่าเป็นรูปราชสีห์ คชสีห์ เชิญฉัตร 7 ชั้น และยังมีเสาธงซึ่งในอดีตคงต้องมีคนทำหน้าที่เปิดประตูจากห้องใต้หลังคาขึ้นเชิญธงช้างเผือกประดับยอดเสาทุกวัน 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ย้ายออก ย้ายเข้า

มีการพบแปลนโรงภาษีใหม่ริมถนนเจริญกรุง ซึ่งกราซซีออกแบบและวางแผนจะสร้างในช่วง พ.ศ. 2427 – 2429 ลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่คล้ายกับอาคารโรงภาษีร้อยชักสาม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้สร้าง

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองช่วงประมาณ พ.ศ. 2492 กรมศุลกากรย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่บริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของการค้าและขนส่งทางเรือ ศุลกสถานเปลี่ยนการใช้งานเป็นที่ทำการกองบังคับการตำรวจน้ำ และสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก อีกทั้งเป็นที่พักอาศัยแบบดัดแปลงให้กับครอบครัวตำรวจดับเพลิงต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนโยกย้ายกันออกไป และยังไม่ได้มีการพัฒนาหรือดำเนินการใดอีกเลย

 อาคารกลุ่มนี้ร้างการใช้งานมานานถึงสิบกว่าปี ก่อน ยู ซิตี้ จัดหาทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์เข้ามาดำเนินการสำรวจและปรับสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งพบว่าบนผนังปูนภายในหลายจุดยังคงมีร่องรอยขีดเขียนตัวหนังสือจากกลุ่มคนที่เคยอยู่อาศัยใช้ชีวิต สะท้อนภาพความเป็นอยู่ผู้คนที่ได้เข้ามาใช้งานอาคารประวัติศาสตร์ที่ทรุดโทรมลง มรดกความทรงจำหลายทศวรรษในช่วงเวลานี้ ก็คงจะเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันหลากหลายของศุลกสถานในอนาคตต่อไป 

อนาคตอาคาร

อีก 6 ปีข้างหน้า อาคารแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม แต่ไม่ได้เป็นห้องพัก มีห้องจัดเลี้ยง และพื้นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัย และสถาปัตยกรรมโบราณฝีมือกราซซี

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

แนวทางการทำงานของทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดี ใช้วิธีการหลากหลายและมีวิธีคิดแบบเต็มที่กับงานที่ผ่านมา ทั้งการสำรวจตามมาตรฐาน ไปจนถึงใช้เทคโนโลยีร่วมสมัย เช่น การสแกนแบบสามมิติในทุกซอกมุมของอาคารด้วยการใช้เครื่องแสกนแบบตั้งพื้นและโดรน กล่าวเฉพาะงานด้านอนุรักษ์อาคารทางทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์ยังได้เชิญกลุ่มเวอร์นาด็อก (Vernadoc) ภายใต้การสนับสนุนของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับบริษัท ยู ซิตี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่เช่าจากกรมธนารักษ์ มาจัดเวิร์กช็อปและนิทรรศการ เก็บข้อมูลสำรวจอาคารในรูปแบบวาดเขียนลายเส้นขาวดำด้วยมือแบบเสมือนจริง เพื่อบันทึกร่องรอยอาคารที่ผ่านการใช้งาน ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งในด้านเนื้องานจัดแสดงในสถานที่จริงที่มีความเป็นศิลปะ และด้านกระบวนการที่เข้าถึงชุมชนโดยรอบกับสังคมผู้สนใจอาคารประวัติศาสตร์ในวงกว้าง ให้มีโอกาสเข้าถึงและทำความเข้าใจสถานการณ์ พร้อมกับเปิดมุมมองคุณค่าของอาคารที่ดูเสื่อมสภาพ แต่เปี่ยมคุณค่าและความทรงจำผ่านช่วงเวลาหลายยุคสมัย

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง
โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ในช่วงปิดปรับปรุง ทีมนักออกแบบปรับการใช้สอยต้องประสานกับทีมสถาปนิกนักอนุรักษ์และทีมนักโบราณคดีต่อไปอีกอย่างน้อย 2 -3 ปี ความท้าทายในอนาคตที่รออยู่ยังมีอีกมาก เช่น การปรับปรุงอาคารเพื่อการใช้งานรูปแบบใหม่ (Adaptive Reuse) การออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ การจัดทำส่วนจัดแสดงที่แสดงร่องรอยทางสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างในอาคารรูปแบบใหม่ และการประสานไปยังกรมศิลปากรเพื่อขอยืมโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในสถานที่เพื่อนำกลับมาจัดแสดง 

โรงภาษีร้อยชักสาม : ตึกอายุ 130 ปีที่เคยเป็นออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ และสถานีดับเพลิง

ทางยู ซิตี้ จ้างทีมสำรวจและอนุรักษ์ศุลกสถานเพื่อนำไปสู่การต่อยอดเป็นกิจการโรงแรมในอนาคต ได้ติดต่อช่างซ่อมนาฬิกาชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีผลงานอนุรักษ์นาฬิกาที่วัดนิเวศธรรมประวัติฯ ซึ่งน่าจะเป็นนาฬิการุ่นเดียวกันกับที่ด้านหน้ามุขของศุลกสถาน และสืบหาร่องรอยโคมไฟจากฐานแชนเดอเลียร์บางส่วนบนฝ้าเพดานในห้องเต้นรำชั้นสามที่ยังเก็บไว้ดูเป็นหลักฐาน ทั้งยังตรวจสอบโครงสร้างไม้ โครงสร้างหน้าต่าง ขนาดและวัสดุเนื้ออิฐเพื่อหาที่มาและวิธีการผลิต วัสดุปูนฉาบ สีและลวดลายผนังดั้งเดิม กระเบื้องจีนที่ใช้มุงหลังคา ฯลฯ เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าให้สมบูรณ์ที่สุด และสอดคล้องกับการใช้งานในอนาคต

Walk with The Cloud 25 : The Custom House

ขอบคุณข้อมูลจาก

ผศ. ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ ทีมงานขุดค้นโบราณคดี 

คุณปิยพร พรรณเชษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน)

Writers

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ

ผศ.ดร.จาตุรงค์ โพคะรัตน์ศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิบัติวิชาชีพเป็นนักผังเมือง ชอบศึกษาและวิจัยด้านมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load