‘บ้านปลายเนิน’ ที่ประทับในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม มีอายุราว 105 ปี นับจากพ.ศ.2457 ที่ทรงเริ่มมาประทับที่นี่

เป็น 105 ปีที่แบ่งเป็นสามยุค ยุคแรกเป็นที่ประทับและที่ทรงงานในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ยุคที่สองคือหลังพระองค์สิ้นพระชนม์ แต่ยังเป็นที่ประทับของพระธิดาสองพระองค์ ผู้ปรับปรุงภูมิทัศน์บ้านปลายเนินให้กลายเป็นโรงเรียนสอนละคร โขน ดนตรี เพื่อสร้างและสืบสานจิตวิญญาณศิลปินไทย

ยุคนี้เองที่มีการก่อตั้งมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ที่มอบ ‘รางวัลนริศ’ เพื่อสนับสนุนนักเรียนศิลปะไทยระดับแนวหน้า ว่าที่ศิลปินไทยเหล่านี้รวมตัวกันทุกปีในวันที่ 28 เมษายน ในงานวันนริศ ที่ยังคงจัดสืบต่อมาจนปัจจุบัน

ยุคที่สามคือหลัง พ.ศ. 2559 เมื่อหม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาองค์สุดท้ายสิ้นชีพิตักษัย ถือเป็นยุคใหม่ของบ้านปลายเนิน พระนัดดา (หลาน) และทายาทรุ่นเหลน รวมกำลังกันบูรณะบ้านปลายเนินอีกครั้ง เพื่อให้รองรับการเข้าชมได้มากขึ้น จัดแสดงศิลปวัตถุได้ดียิ่งขึ้น โดยเริ่มจากเรือนสำคัญที่สุดในบ้านปลายเนิน คือตำหนักไทย ที่ประทับและที่ทรงงานในสมเด็จครู

กิจกรรม Walk with The Cloud 15 : บ้านปลายเนิน ที่เริ่มและจบในหนึ่งบ่าย อัดแน่นไปด้วยความตั้งใจและทุ่มเทของสมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์ ที่อยากให้บ้านปลายเนินเป็นที่ยังประโยชน์ด้านการศึกษาศิลปะไทยแก่สาธารณชน

ก่อนเริ่มเดิน เราได้ฟังพระประวัติและพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผ่านปากของ หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ ทายาทสายตรง โดยอ่านเรื่องราวของพระองค์ได้ที่นี่

แล้วเราก็ได้ฟังเรื่องสมเด็จครูจากทายาทสายตรงชั้นหลานและเหลน ได้เดินชมเรือนและอาคารต่างๆ ในบ้านปลายเนิน ได้กินข้าวแช่แสนอร่อยตำรับดั้งเดิมของบ้านปลายเนิน ได้ชมระบำดาวดึงส์และรำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย ประกอบบทเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จครู

นักแสดงประกอบด้วยทั้งพระปนัดดาในสมเด็จครู และเหลนของเจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ (ผู้เป็นทั้งพระญาติและกัลยาณมิตร) ร่วมกับลูกศิษย์ลูกหาที่เรียนรำไทยและดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนินแห่งนี้

อีกกิจกรรมที่ถือว่าพิเศษสุด คือขึ้นชมตำหนักไทยที่เพิ่งบูรณะเสร็จใหม่ๆ หมาดๆ ชมทุกห้องที่สมเด็จครูเคยประทับและทรงงาน ชมงานศิลปะทรงสะสม และภาพร่างฝีพระหัตถ์ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

ร้อยปีที่แล้ว ตำบลคลองเตยมีแต่ท้องนาและสวนผัก ชาวบ้านเดินทางด้วยเรือ มีรถม้าผ่านไปมาบนถนนบ้าง แต่น้อยมาก

เมื่อสมเด็จครูเสด็จมาประทับที่นี่ มีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่น้ำประปายังมาไม่ถึง ต้องมีโอ่งตั้งเรียงเป็นแถวเพื่อเก็บน้ำฝนไว้ดื่ม หากไม่พอก็ต้องแจวเรือไปขนน้ำประปามาจากศาลาแดง ทรงถมที่เฉพาะบริเวณที่จะใช้ปลูกตำหนัก ส่วนที่เหลือทรงทิ้งไว้เป็นนา และยกร่องปลูกผักสวนครัว พริก ฟัก กล้วยและอ้อย มีที่สำหรับเลี้ยงเป็ด ไก่ และห่าน

ที่นี่เคยมีแพะด้วย เพราะหมอแนะนำให้สมเด็จครูเสวยนมสด จึงโปรดให้เลี้ยงแพะไว้ ประทานชื่อแพะตัวแรกว่า ‘พวง’ ข้าหลวงพยายามให้กินใบเตยและใบไม้หอมเพื่อให้นมมีกลิ่นหอม แต่แพะพวงชอบออกจากคอกมาเล็มกินใบกระถิน ทำให้นมเหม็นเขียวยิ่งกว่าเดิม การเลี้ยงแพะต่อๆ มาเริ่มเป็นปัญหา บางตัวไล่ขวิดคนในวัง มีกีฬาวิ่งหนีแพะกันเป็นประจำ ผลที่สุดต้องทรงเลิกเลี้ยงแพะ

สมเด็จครูรับสั่งว่า ‘ให้ใช้เมตตาเป็นรั้ว’ บ้านปลายเนินแห่งนี้จึงไม่มีรั้วรอบขอบชิด

ทรงวางพระองค์เป็นทั้งเพื่อนและที่พึ่งของชาวบ้าน ใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทรงประทานยา หรือให้อาศัยเรือประจำวังพาไปส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ศาลาแดง ถึงวันประสูติก็ทรงจัดเลี้ยงพระ เลี้ยงอาหารทั้งลูกหลาน มิตรสหาย และไพร่ฟ้าประชาชนที่ทรงถือว่าเป็น ‘เพื่อนบ้าน’

“ท่านไม่ค่อยตรัส แต่จะทรงแย้มพระสรวลน้อย ๆ อย่างพระทัยดี” หม่อมหลวงจ้อย งอนรถ นันทิวัชรินทร์ (ผู้เป็นหลานของพระชายาในสมเด็จฯ และหม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดา ได้ทรงรับไปเลี้ยงดูที่ตำหนักตึก) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2538

“ท่านจะบรรทมตื่นราวบ่าย 3 โมง เพราะทรงงานอยู่จนดึกมาก ๆ หรือเกือบรุ่งเช้า จากนั้นจะเสด็จไปยังตำหนักโถง (ปัจจุบันคือตำหนักไทย) ซึ่งเป็นบ้านไทยเพื่อทรงงานต่อ ดิฉันที่ในขณะนั้นเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะคอยที่กระได เพื่อคอยส่งธารพระกร หรือไม้เท้าถวายพระองค์ท่าน” หม่อมหลวงจ้อย เล่าถึงพระจริยวัตร

หลายสิบปีต่อมาในวันนี้ เราเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ขึ้นชมตำหนักไทยที่เพิ่งบูรณะเรียบร้อย เพื่อชมห้องที่ ‘นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม’ ทรงใช้ทรงงานสำคัญทุกอย่าง

หม่อมหลวงตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน นำชมห้องต่างๆ บนตำหนักไทย พร้อมทั้งอธิบายถึงอดีตและความสำคัญของแต่ละห้อง

บ้านปลายเนิน

“ห้องนี้คือท้องพระโรงของบ้านปลายเนิน ซึ่งสมเด็จฯ ท่านใช้เป็นห้องรับแขก ใช้ทำบุญ ใช้ต้อนรับทุกคนที่มาเข้าเฝ้า ไม่ว่าจะเป็นโอกาสไหน ท่านจะรับแขกที่ห้องนี้ พระประธานที่ท่านเห็นคือแบบขยาย 1:1 ของภาพพระพุทธรูปเสด็จลงจากดาวดึงส์ ซึ่งกำลังจะเอาไปวาดที่พระอุโบสถวัดราชาธิวาส ท่านออกแบบในสมุดสเก็ตช์ แล้วขยายแบบ นำมาเป็นพระประธานในท้องพระโรงของท่าน ดังนั้นพระประธานที่นี่ไม่ได้เป็นพระพุทธรูป แต่เป็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของท่านเอง” หม่อมหลวงตรีจักร อธิบาย

ในท้องพระโรงยังมีรูปปั้นและรูปแกะสลักฝีมืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี กัลยาณมิตรอีกคนหนึ่งของสมเด็จครู มีตู้หนังสือที่ออกแบบโดยหม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ พระโอรส

ห้องด้านหลังท้องพระโรงเคยใช้เป็นห้องเสวย ปัจจุบันใช้เป็นห้องไหว้ครู

“ครูของท่านคืองานศิลปะแขนงต่างๆ” หม่อมหลวงตรีจักรชี้ให้ดูบุษบกเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ติดกำแพง “บุษบกองค์นี้ ท่านถือเป็นครูสถาปัตย์ฯ ท่านไปเห็นที่วัดเก่าแห่งหนึ่งในอยุธยา พระกำลังจะตัดทิ้งเป็นฟืนเพราะทรุดโทรมมาก แต่ท่านเล็งเห็นว่ามีสัดส่วนมีองค์ประกอบที่สวยงามแม้จะไม่สมบูรณ์ ท่านก็เลยขอมาไว้ตั้งบูชาเป็นครู และท่านใช้ศึกษาสัดส่วน เวลาท่านจะออกแบบบุษบกหรือมีพระจิตกาธานที่ไหน หรือมีรูปบุษบกอยู่ในภาพเขียน ท่านก็จะศึกษาสัดส่วนจากองค์นี้”

นอกจากบุษบก ห้องนี้ยังมีปลายหอกทรงยาวที่อยู่ในกล่องที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนับถือเป็นครูช่างเหล็ก ปลายหอกนี้มีลวดลายวิจิตรมาก งามจนท่านทรงนำมาเก็บไว้และทำกรอบใส่ ทรงทำการบูชาครูทุกปี มีไม้ฆ้องที่ถือเป็นครูดนตรีไทย ตู้ลายรดน้ำ ช้างปูนปั้น และหนังสือส่วนพระองค์

ทุกชิ้นคือ ‘ครู’ ของศิลปินไทยที่เก่งที่สุดพระองค์หนึ่ง เพราะทรงขอฝากตัวเป็นศิษย์คนเก่งที่ไหนไม่ได้เลย เหตุที่เป็นลูกกษัตริย์ จึงต้องศึกษาด้วยวิธีครูพักลักจำ ศึกษาจากหนังสือและศิลปวัตถุด้วยตัวเอง

ศิลปินย่อมมีห้องทำงาน ภาษาที่ถูกต้องสำหรับสมเด็จครู ก็คือ ห้องทรงงาน ในงานวันนริศ ห้องนี้ใช้จัดแสดงชิ้นงานของพระองค์ ซึ่งไม่ซ้ำกันในแต่ละปี คัดเลือกโดยพระทายาท

“ปีนี้เราจะจัดแสดงตาลปัตรดำรงธรรม ซึ่งท่านผูกลายถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในโอกาสที่ท่านมีอายุ 60 พรรษา แบบร่างแรกเลย ทรงเขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่โปรด” หม่อมหลวงตรีจักรชี้ให้ดูแบบร่างตาลปัตรที่จัดแสดงบนโต๊ะทรงงานของจริง ที่ใช้ทรงงานสำคัญๆ ทุกอย่าง

แบบร่างชิ้นที่สองก็ยังมีข้อความระบุว่า เบี้ยว ใช้ไม่ได้ จนอันสุดท้ายจึงใช้เป็นแบบให้ช่างปักตาลปัตรทำงานต่อ

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

ห้องทรงงานนี้มีภาพสำคัญที่สุดภาพหนึ่ง นั่นคือภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เป็นภาพต้นฉบับที่สมเด็จครูทรงเขียนถวายรัชกาลที่ 6 พิเศษตรงที่ ช้างเอราวัณของสมเด็จฯ มีเศียรเดียว แต่มี 4 งา พระอินทร์ก็ไม่ทรงเขียนให้มีกายสีเขียวตุ่นๆ ทึบๆ แบบโบราณ แต่ทรงเขียนให้เป็นสีเรืองเขียว มีแสง เงา มีกล้ามเนื้อชัดเจน

“ภาพนี้เคยอยู่ที่พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงเล็งเห็นว่ารูปนี้มีคนพยายามจะขโมยโดยการลบพระนามออก ถ้ามองดีๆ จะเห็นคราบน้ำอยู่ด้านซ้าย ท่านก็เลยพระราชทานกลับให้บ้านปลายเนินเป็นผู้เก็บรักษาไว้” หม่อมหลวงตรีจักรกล่าว

บ้านปลายเนิน

ห้องบรรทม มีพระแท่นบรรทมสลักลายโปร่งปิดทองของพระองค์เจ้าพรรณราย พระมารดา ที่หม่อมเจ้ายาใจ และหม่อมเจ้ากรณิกา จิตรพงศ์ พระโอรสและพระธิดาในสมเด็จครู ทรงเชิญจากวังท่าพระมาประดิษฐานที่นี่ ในยุคที่ตั้งใจปรับบ้านปลายเนินให้เป็น ‘พื้นที่จัดแสดงเพื่อการเรียนรู้’

สมเด็จครูเคยตรัสเล่าว่า “แม่เกณฑ์ให้ขึ้นไปนอนบนเตียงนี้เมื่อเด็กๆ นอนไม่หลับ กลัวผีเกือบตาย” ส่วนพระองค์เองนั้นบรรทมเตียงเหล็กแบบเดียวกับที่ชาวบ้านทั่วไปใช้

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

ตำหนักตึก เป็นอีกอาคารที่สำคัญของบ้านปลายเนิน เพราะสมเด็จครูสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทม บนชั้นสองของตำหนักแห่งนี้

ตึกทรงยุโรปนี้สร้าง พ.ศ. 2474 โดยความคิดริเริ่มของหม่อมราชวงศ์โต จิตรพงศ์ พระชายา (ผู้มีที่พำนักเป็นเรือนหลังเล็กน่ารักอยู่ใกล้ตึกหลังนี้ บรรดาหลานๆ เรียกกันว่า เรือนคุณย่า) ด้วยเห็นว่าก่อนหน้านี้สมเด็จครูประทับอยู่องค์เดียวที่ตำหนักไทย ไม่มีผู้คอยปรนนิบัติใกล้ชิด ประกอบกับทรงพระชรา หม่อมราชวงศ์โตจึงคิดอ่านปลูกเรือนหลังนี้ขึ้น แล้วเชิญเสด็จให้มาประทับ

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

แรกๆ เสด็จมาบรรทมเฉพาะเวลากลางคืน เวลากลางวันยังเสด็จไปทรงงานที่ตำหนักไทยตามปกติ ตรัสว่า เรือน ถ้าไม่ใช้ มันจะพัง จนเมื่อทรงพระชรามากแล้ว จึงประทับที่ตำหนักตึกอย่างถาวร พร้อมด้วยพระธิดา

“หน้าต่างสองบานด้านนี้ คือห้องบรรทมที่สิ้นพระชนม์ ดิฉันไม่มีโอกาสได้เข้าไป จนกระทั่งไม่มีใครอาศัยอยู่ในตำหนักตึกนี้แล้ว จึงได้เข้าไป ข้างในมีพระนขา คือเล็บของท่านที่ตัดไว้ ไม่ได้ทิ้ง เก็บอยู่ในขวดแก้ว มีพระเกศา พระอัฐิ เป็นห้องที่เข้าไปแล้วขนลุก น่าจะศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบ้านนี้แล้ว…” หม่อมหลวงจิตตวดี จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน กล่าว

บ้านปลายเนิน

“ห้องด้านล่างเป็นห้องนั่งเล่น ด้านข้างเป็นห้องเสวย ตอนเด็กๆ ทุกปีในงานวันนริศ ลูกหลานทุกคนจะต้องทำงานอะไรสักอย่าง ดิฉันรับหน้าที่ทำของสองอย่าง อันหนึ่งคือเอาผักดองที่ท่านย่า หรือท่านหญิงไอ (ม.จ.กรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดา) ทรงทำเอง เอามานั่งตัดเพื่อเอาไปทำแซนด์วิชให้นักเรียนรางวัลนริศกิน

อีกอย่างที่ทำอยู่หลายปีคือทำพุทราป่น ส่วนผสมมีพุทราป่นละเอียด ต้องป่นเอง ผสมกับน้ำตาลไอซิ่งและเกลือบดละเอียด ท่านย่าก็จะให้ชามแก้วมาชามหนึ่งสำหรับผสม แล้วต้องให้ท่านชิมทุกชาม กว่าจะผสมได้รสที่เปรี้ยวหวานเค็มพอดี ใช้เวลานานมาก เราต้องพับกรวย ตัดกระดาษแก้วใสๆ แล้วกรอกพุทราป่นลงไป หนึ่งแพ็กมีสิบซอง อาจจะขายตอนนั้นประมาณ 20 บาท ทำกันตายเลย อยู่ตรงนี้แหละ” หม่อมหลวงจิตตวดีเล่าถึงวัยเด็กด้วยรอยยิ้ม

บ้านปลายเนิน

ทางเดินแนวตรงที่มุ่งสู่ตำหนักตึก มีชื่อเรียกว่า ทางเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 8 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จย่า ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินบนทางเดินนี้ เพื่อทรงเยี่ยม ‘สมเด็จปู่’ ที่ตำหนักตึก

ทางเสด็จ ยังมีหน้าที่อีกอย่างเป็น ‘หลังเวที’ ของเหล่านางรำและนักแสดงโขน เพราะด้านข้างของทางเสด็จ และถือเป็นด้านหลังของตำหนักไทย มีลานสำหรับใช้แสดงละคร มีต้นไม้น้อยใหญ่ทำหน้าที่เป็นฉากละคร

บ้านปลายเนิน

ละครที่เราได้ชมวันนี้คือ รำรจนาเสี่ยงพวงมาลัย ประกอบบทเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จครู คือ เพลงลีลากระทุ่มสำหรับท่ารำของเจ้าเงาะ และเพลงลมพัดชายเขาสำหรับการรำของนางรจนา

กว่าจะได้ออกแสดงที่ลานแห่งนี้ ต้องฝึกกันหนัก

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

เรือนสีเขียวมินต์น่ารักที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักตึก คือ เรือนละคร สถานที่ที่ใช้ฝึกปรือนักเรียนละคร โขน และดนตรีไทย เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ออกแสดงฝีมือที่ลานด้านหลังของตำหนักไทย

“คนออกแบบเรือนละครคือท่านหญิงไอ ม.จ.กรณิกา เวลาท่านเล่าเรื่องนี้ให้ดิฉันฟัง ท่านจะบอกว่า สมเด็จฯ ไม่อยากให้ลูกสาวเป็นสถาปนิก บอกว่าไม่ใช่อาชีพที่ผู้หญิงควรจะเป็น แต่ด้วยนิสัยท่านย่า ท่านบอก ไม่เรียนก็ได้ ฉันจะทำเลย” หม่อมหลวงจิตตวดียิ้ม

ด้านในสุดของเรือนละครมีกระจกบานยาวตั้งเรียงกัน เพื่อให้นักเรียนสังเกตท่ารำของตนเองได้ วันนี้กระจกเหล่านั้นสะท้อนท่ารำชุดระบำดาวดึงส์ แสดงโดยนางรำที่ฝึกวิชาที่นี่มาแต่เล็กแต่น้อย ทุกคนตั้งใจเต็มที่เพื่อบูชาครู และต้อนรับแขกอย่างพวกเรา

“สมัยก่อนโรงเรียนละครเปิดทุกวันเสาร์ รับตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป เด็กๆ ใส่เสื้อยืดขาว โจงกระเบนสีแดง อยู่กันเต็มบ้านปลายเนินไปหมด จนบางทีต้องออกมาฝึกกันข้างนอก เป็นชีวิตชีวาของบ้านปลายเนิน…” หม่อมหลวงจิตตวดีระบุ

บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน บ้านปลายเนิน

เสร็จภารกิจนำชมบ้านปลายเนินวันนี้แล้ว แต่ภารกิจอันใหญ่หลวงของทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ยังไม่จบสิ้น

งานสำคัญที่พวกเขากำลังอุทิศแรงกายแรงใจทำคือ ปรับปรุงอาคารต่างๆ ในบ้านปลายเนิน ทำทะเบียนศิลปวัตถุและข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ต่างๆ ที่ค้นพบในตำหนักตึก

งานทั้งหมดทำด้วยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ พัฒนาให้บ้านปลายเนินกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรมไทย

งานเหล่านี้ต้องทำแข่งกับเวลา

บ้านปลายเนิน โบราณสถานที่สำคัญยิ่งของชาติในฐานะเป็นที่ประทับ ที่ทรงงานของศิลปินไทยพระองค์สำคัญ โรงเรียนและแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม กำลังเผชิญปัญหาที่น่ากังวล คือ โครงการพัฒนาคอนโดมิเนียม 36 ชั้น ที่จะสร้างห่างจากตำหนักตึกเพียง 23 เมตร

ระยะห่างเพียงเท่านั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะส่งผลกระทบต่อตำหนักตึกอย่างแน่นอน อาจถึงขั้นเสียหายพังทลายเป็นการถาวร เพราะตำหนักตึกเป็นอาคารเก่า ที่น่าจะใช้เสาเข็มเป็นไม้

เหตุใดจึงไม่รีบขนย้ายข้าวของทุกอย่างในตำหนักตึกไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยเสียเล่า

คำตอบก็คือ ยังทำไม่ได้ เพราะต้องมีการบันทึกข้อมูลทุกอย่างของข้าวของทุกชิ้นที่พบ พบที่ไหน เจออย่างไร เจออยู่ใกล้อะไร ทุกอย่างคือข้อมูลทางประวัติศาสตร์

นี่เป็นงานหนักที่ทายาทรุ่นเหลนช่วยกันอย่างสุดความสามารถ เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมที่สุดที่จะพัฒนาบ้านของสมเด็จครู ให้เป็นสถานที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้และสืบสานศิลปะไทย

สมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์กำลังพยายามทำทุกอย่างในทางกฎหมาย เพื่อต่อสู้ให้ประวัติศาสตร์ของบ้านปลายเนินอยู่รอดปลอดภัยจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว

ขณะเดินชมรอบบ้านปลายเนินในวันนี้ อดคิดไม่ได้ว่า หากคอนโดมิเนียม 36 ชั้น ต้องแลกมาด้วยการพังทลายของตำหนักตึกที่มีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ และเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดแก่อาคารอื่นๆ ในบ้านปลายเนิน

คงเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่งว่า คุ้มค่าหรือไม่

บ้านปลายเนิน

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographers

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

ธนพัต กิมทรงชนาสิน

หนุ่มคนจันทบุรี ที่หลงใหลในการถ่ายภาพพอๆ กับรองเท้าที่ใส่

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แม้ต้นสัปดาห์นั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในช่วงปลายอาทิตย์ กรุงเทพมหานครจะพบกับสายฝนผู้เป็นมิตรสหายประจำฤดูกาลแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนามากพอจะทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ ซ้ำยังช่วยคลายร้อน ให้เราได้เดินเท้าเที่ยวรอบย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยธนบุรีอย่าง ‘กุฎีจีน’ ได้สนุกขึ้นอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมริมน้ำที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์แห่งฝั่งธนฯ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เราแบกเป้ สะพายกล้อง พร้อมเคลียร์พื้นที่ความจำในสมอง ออกมาร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน ที่ The Cloud และเทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมครั้งที่ 6 (The 6th River Festival) ร่วมกันจัดขึ้นแล้ว

ย่านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่ชอบออกไปสัมผัสบรรยากาศของชุมชนเก่าในเมืองหลวง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจาก 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ยังได้ดื่มด่ำศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างหลากหลาย จากแต่ละหมุดหมายซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติหลายศาสนา

แม้ดูเหมือนว่ากุฎีจีนจะเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เชื่อได้เลยว่าย่านนี้ยังมีปริศนาคาใจอีกมากที่ชวนให้เราหาคำตอบ

คราวนี้เราเลยชวนทุกคนออกมาเดินเท้าสำรวจกุฎีจีน เพื่อไขข้อสงสัยเบื้องหลังทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่บนเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) และเรือนจันทนภาพ มัสยิดบางหลวงที่มีรูปทรงแปลกตา รสชาติอาหารลูกผสมสยาม-โปรตุเกส วิธีการทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่มาของเสียงระฆังเพลงบรรเลงจากโบสถ์ซางตาครู้ส สถาปัตย์ไทยผสมจีนที่วัดกัลยาณมิตร วิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมในศาลเจ้าเกียนอันเกง และเทคนิคที่สถาปนิกใช้ซ่อมเสาครูกลางเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส

เราได้ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกนักอนุรักษ์มาเป็นวิทยากรพิเศษประจำทริป พร้อมเปิดเผยทุกกระบวนท่าจากวิชาสถาปัตย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆ และเฉลยปริศนาข้อสงสัยให้เราตลอดทาง ทั้งยังได้ไกด์ท้องถิ่นประจำทริปอย่าง ปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน มาช่วยตอบข้อสงสัยทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอีกด้วย

จบทริปอิ่มสมอง อิ่มท้อง และอิ่มใจคราวนี้ เข้าใจกุฎีจีนมากขึ้นอีกโข

เราแอบเก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้ดูได้ชมตลอดวันมาเป็นของฝากด้านล่างนี้ กางร่มแล้วเริ่มเดินเที่ยวไปพร้อมๆ กันนะ

01

อะไรอยู่ในบ้าน

ฟังประวัติศาสตร์สนุกๆ ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนลูกผสมไทย-จีน-ฝรั่ง

ถ้าให้ลองจินตนาการภาพบ้านของสามัญชนคนธรรมดาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงจินตนาการไม่ออก เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ที่พอจะเหลือให้เห็นคือเรือนที่ประทับของเจ้านาย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) แห่งชุมชนโรงครามย่านกุฎีจีน จึงเป็นตัวอย่างเรือนของสามัญชนที่เราพอจะใช้ศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนของคนไทยได้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนโบราณหลังนี้ เราได้ชิมลุดตี่และน้ำขิงปรุงอย่างเทศ อาหารว่างดั้งเดิมฉบับมุสลิม จึงเข้าใจทันทีว่า “ลุดตี่นี้น่าชม” ดังปรากฏใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นั้น มีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร แป้งสัมผัสนุ่มห่อแกงแขกรสชาติคล้ายมัสมั่นเข้ากันได้ดีกับน้ำขิงเข้มข้น เติมพลังให้มีแรงเดินสู้ฝนไปได้ทั้งวัน 

ถอดรองเท้าแล้วค่อยๆ เดินขึ้นเรือนตามมานะ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

“อาคารหลังนี้ต่อเติมเยอะมาก” คือประโยคแรกที่วิทยากรของเราเกริ่น ก่อนจะแถลงไขให้เราฟังว่า แต่เดิมนั้นเป็นเรือนฝากระดาน หลังคาทรงปั้นหยา มุขจั่วหน้าบ้านที่ตีผนังตามแนวนอนเป็นเครื่องยืนยันว่านั่นคือส่วนที่ต่อเติมออกไป ทำให้ได้หลังคาจั่วหน้าบ้านและระเบียงทางเดินรอบบ้านมาเป็นของแถม

ตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนลูกผสม งานช่างไทยปรากฏที่ส่วนโครงสร้างหลักของบ้าน เช่น ฝาผนังที่ยังคงทำเป็นแผงแยกกันระหว่างเสาแต่ละต้น วิทยากรของเราอธิบายขณะพาเราเดินเข้าไปภายในบ้าน พลางชี้ให้ดูผนังไม้กระดานผืนใหญ่ แล้วหยุดที่หน้าประตูบ้านยาว ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วเฉลยว่า นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจในบ้านหลังนี้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประตูบานยาวใช้เปิดระบายอากาศ พร้อมลูกกรงเหล็กหล่อสีเขียวโดดเด่นซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน ก่อนเราจะทันสังเกต วิทยากรของเราก็เลื่อนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหลังช่องลมของประตูบานนั้นลง แล้วเฉลยว่า นี่คือเทคนิคของช่างจีนที่หาชมได้ยากมาก 

แผ่นไม้บานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองสภาพอากาศของไทย ยามร้อนก็เปิดระบายอากาศได้ ยามฝนก็ปิดกันฝนได้ เทคนิคช่างจีนอีกอย่างคือส่วนล่างของบานประตู ซึ่งมีลายลูกฟักกระดานดุนที่ลบเหลี่ยมมุม ขัดกับวิธีการทำตัวบานพับเหล็กอย่างฝรั่ง น่าทึ่งที่เทคนิคนานาชาติอยู่ด้วยกันที่ประตูบานเดียวได้อย่างลงตัวทั้งทางดีไซน์และฟังก์ชัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

หลังจากเจ้าของเดิมเสียชีวิตเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 5 ลูกหลานก็น่าใช้เรือนต่อเรื่อยมา ก่อนจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นางผัน อหะหมัดจุฬา เมื่อ พ.ศ. 2485 ในที่สุด

ย่านเดียวกันนี้ยังมี เรือนจันทนภาพ อีกหลัง เรือนไทยรุ่นน้องหลังนี้แม้อายุอ่อนกว่าหน่อย แต่รับรองได้ว่างานสถาปัตย์สนุกไม่แพ้กัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรือนไทยประเพณีของคหบดีเจ้าของบ่อพลอยจากเมืองจันท์ มีเครื่องยืนยันเป็นไม้กระดานผืนยาวราคาแพง ที่นำมาทำผนังซึ่งมีระยะกว้างกว่าปกติ ทำจั่วแสงอาทิตย์ และทำพื้นกระดานของเรือนได้ทั้งหลัง

วิทยากรของเราจั่วหัวก่อนเริ่มบรรยายว่า “บ้านหลังนี้คือลูกผสมของไทย จีน ฝรั่ง”

ความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน ในขณะที่กลิ่นอายความเป็นจีนลอยโชยมาจากกรอบประตูทางเข้า ที่มีแผงไม้แกะสลักเป็นลายหงส์และเครือเถาดอกไม้อย่างจีนด้านบน รวมถึงหย่องหน้าต่างซึ่งแกะสลักลายดอกพุดตานคล้ายกับเรือนเจ้านาย ส่วนกลิ่นนมเนยอย่างฝรั่งนั้น มาจากการใช้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินกั้นแบ่งส่วนของเรือน และวอลเปเปอร์ในตู้ ที่เพียงปราดตามองก็รู้ว่ามาจากเมืองฝรั่ง ที่บานประตูปรากฏการลบเหลี่ยมมุมของลายลูกฟักกระดานดุน และการทำบานเกล็ดคล้ายกับเรือนหลังก่อน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จารุภา จันทนภาพ เจ้าของเรือนคนปัจจุบัน เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และคราวกบฏแมนฮัตตัน ก่อนจะชี้ร่องรอยหลักฐานอันเป็นเครื่องยืนยัน คือรอยกระสุนที่ทะลุผนังเรือนด้านหน้า และอีกรอยที่ทะลุกระจกเข้ามา

เรือนไทยโบราณทั้งสองหลังนี้ทำให้เราเห็นภาพของคนในย่านกุฎีจีนชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนแห่งนี้ ผ่านงานสถาปัตยกรรมลูกผสมในเรือนพักอาศัยของสามัญชน

02

มัสยิดหรืออุโบสถ

เข้าใจวัฒนธรรมอิสลามผ่านมัสยิดรูปทรงคล้ายโบสถ์พุทธ

สำหรับคนทั่วไป มัสยิดคืออาคารยอดโดมและอาจมีหอคอยด้วย

แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้มาเห็นมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) แล้ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำทันที 

(ถ้าไม่เชื่อลองดูรูป)

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

คำว่า ‘กุฎีขาว’ น่าจะมาจากสีขาวของอาคาร ‘กุฎี’ หรือ ‘กุฏิ’ ซึ่งเป็นที่ใช้ประกอบศาสนกิจ

ทันทีที่เราย่างเท้าเข้าสู่บริเวณมัสยิด ก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่โดยรอบอาคารที่มีสัดส่วนไม่สม่ำเสมอได้ทันที เพราะมัสยิดไม่ได้วางตัวสอดคล้องขนานไปกับเส้นทางการสัญจร แต่ต้องหันหน้าไปทางทิศแห่งนครมักกะฮ์เท่านั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานพุทธศิลป์แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 อาคารมีเสาพาไลรับหลังคาล้อมรอบ มีขนาด 5 ห้อง ส่วนยอดลดทอนรายละเอียดของเครื่องลำยองที่เป็นไม้ออกไปทั้งสิ้น แล้วใช้งานปูนปั้นอย่างศิลปะจีนประดับแทนเนื่องจากมีความทนทานมากกว่า หน้าบันปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ที่กึ่งกลางมีพานรองรับดอกบัว ภายในบรรจุตัวอักษรพระนามพระอัลเลาะห์ โดยใช้วิธีการเรียงตัวอักษรอย่างศิลปะอิสลาม

วิทยากรตั้งข้อสังเกตว่า ที่หน้าบันมีกรอบคล้ายนาคสะดุ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะแบบพระราชนิยม จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นหรือบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4

อีกหนึ่งจุดที่วิทยากรชี้ให้เราชะโงกดูจากภายนอกคือด้านในมัสยิดที่รวมเอามิห์รอบ ซึ่งทำหน้าที่บอกทิศแห่งนครมักกะฮ์ และมิมบัร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธรรมมาสน์ เอาไว้ด้วยกัน ตกแต่งเป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี ท่วงท่าลวดลายคล้ายซุ้มประตูพระอุโบสถของวัดอนงคารามวรวิหาร

ส่วนถัดออกไปคือกุโบร์ หรือสุสานสำหรับฝังศพชาวมุสลิม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราได้ฟังเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมจากอิหม่าม รอมฎอน ท้วมสากล ซึ่งย้ำอยู่หลายครั้งตลอดการบรรยายว่า ชุมชนกุฎีจีนอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เพราะถือว่าทุกคนคือพี่น้องชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมย่านนี้ยังอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายทางศาสนาอยู่มาก

03

อาหารชาติไหน

ทานอาหารกลางวันสไตล์สยาม-โปรตุเกส และชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนอุ่นๆ จากเตา

แวะเติมพักเติมพลังระหว่างวันที่ ร้านสกุลทอง ร้านอาหารลูกครึ่งไทย-โปรตุเกส

เราค่อยๆ สาวเท้าขึ้นเรือนไทยอายุไม่น้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ไม่นานหลังจากเราดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ดับกระหาย ก็มีมื้อเที่ยงมาวางตรงหน้า 

สกุลทองเสิร์ฟอาหาร 1 สำรับ ประกอบด้วยเครื่องว่างตำรับชาววัง 4 อย่าง ได้แก่ กุ้งกระจกม้วน ถุงทองไส้ไก่ หมูโสร่ง และมังกรคาบแก้ว

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาหารหลักคือ ‘ขนมจีนแกงไก่คั่ว’ เมนูที่คาดว่าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามายังสยามสร้างสรรค์ขึ้นโดยประยุกต์มาจากอาหารโปรตุเกสดั้งเดิม ใช้ขนมจีนแทนเส้นพาสต้า ทานคู่กับแกงคั่วไก่ที่ใส่ทั้งเนื้อ ตับ และเลือดไก่ รสชาติคล้ายอย่างแกงไทยแต่มีรสหวานมากกว่า ขณะทานก็ได้ฟังที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจานอย่างสนุกสนานออกรส เรื่องราวจัดจ้านไม่แพ้รสชาติอาหารในจาน

หลังจากกินข้าวเคล้าประวัติศาสตร์แล้ว ก็เดินลัดเลาะไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมขึ้นชื่อประจำชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราบุกไปถึงหน้าเตาอบของ ร้านหลานป้าเป้า ร้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 5 คำนวณเวลาได้ 250 กว่าปี ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เทคนิคสำคัญคือการตีไข่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ก่อนจะผสมกับแป้งแล้วเทลงพิมพ์ จัดการนำไปอบด้วยเตาแบบโบราณ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สเพื่อลดมลภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงใช้ถ่านเป็นไฟบนเหมือนขนมหม้อแกงอยู่ ถึงเวลาก็เคาะออกจากพิมพ์ร้อนๆ ได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนสีน้ำตาลน่าทาน ชิมกันสดๆ ตรงหน้าเตานั้นเลย

04

เสียงอะไรจากบนโบสถ์

ดื่มด่ำสถาปัตย์โบสถ์คริสต์แล้วปีนขึ้นไปรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากระฆังการิย็อง
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ไม่ไกลกันคือโบสถ์วัดซางตาครู้ส ศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์แห่งชุมชนกุฎีจีน

โบสถ์ซางตาครู้สหลังที่เราเห็นปัจจุบันนี้เป็นหลังที่ 3 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ปรากฏอิทธิพลศิลปะตะวันตกหลากหลายยุค ส่วนยอดเป็นโดมทำอย่างศิลปะยุคเรเนสซองส์ ถัดลงมาคือโรสวินโดว์ที่ทำเลียนแบบศิลปะยุคกอธิก ส่วนล่างของส่วนยอดมีลายปูนปั้นประดับเป็นช่ออุบะพวงมาลัยอยู่โดยรอบอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเดียวกับสะพานไม้ข้ามสระน้ำที่เชื่อมระหว่างตำหนักชาลีมงคลอาสน์และมารีราชบัลลังก์ที่พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จุดไฮไลต์คือหอระฆังการีย็อง (Carillon) ที่ประกอบไปด้วยระฆังทองเหลืองจำนวน 16 ใบซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้บรรเลงได้จริงในปัจจุบัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

โชคดีมากที่มากับ Walk with The Cloud คราวนี้ เราจึงได้มีโอกาสปีนขึ้นไปชมเหล่าระฆังที่น้อยวัดจะยังหลงเหลือ และฟัง สวัสดิ์ สิงหทัต หนึ่งในไม่กี่คนที่บรรเลงเพลงจากระฆังได้ ดีดเพลงเพราะๆ ให้เราฟังกันถึงที่ โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอย่างคริสต์มาส วันปัสกา หรือวันขึ้นปีใหม่

05

วัดไทยหรือวัดจีน

สัมผัสศิลปะลูกผสมที่วัดไทยและวัดจีน พร้อมฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานที่น่าทึ่ง

เราเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามกลางละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

ไม่นานก็ถึง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประวัติของวัดจากคำบอกเล่าของ เฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนา 6 ชุมชนย่านกุฎีจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือคำต้อนรับอันอบอุ่นและแสนสนุก

เดิมที่ดินบริเวณพระอุโบสถเป็นบ้านเก่าของเจ้าสัวมั่น ขุนนางกรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 – 2 ตกทอดมายังเจ้าสัวโต ผู้ลูก หรือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในรัชกาลที่ 3 ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ มีบทบาทในการช่วยพระองค์ทำการค้าสำเภาอย่างมาก

เมื่อเจ้าสัวโตรื้อเรือน กัลปนาที่ดินเพื่อสร้างวัดเสร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบพระราชนิยม มีพระปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วัดในกรุงเทพฯ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาคารสำคัญตรงกลางคือพระวิหารหลวงที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นแบบไทยประเพณี สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา ด้วยแนวคิดการจำลองผังเมืองอยุธยา ที่ภายนอกเกาะเมืองมีวัดพนัญเชิงประดิษฐานหลวงพ่อโตอยู่ วิทยากรของเราชี้ให้เห็นถึงฝีมือและเทคนิคการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ของช่างไทยผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น ผังบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (เกือบจะ) จัตุรัส เพราะถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การทำหน้าต่างให้ตรงกับเสาเพื่อบังคับแสงเข้าสู่อาคาร การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้ร่วงแทนภาพเรื่องราวซึ่งเพราะไม่สอดรับกับระยะการมอง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดแล้ว วิทยากรยังชวนให้เราเล่นเกมซ่อนแอบ ไล่ชมงานศิลปะจีนที่สอดแทรกอยู่ที่ต่างๆ ของวัด เช่น ซุ้มประตูทางเข้าหินที่สั่งทำจากเมืองจีน กระถางธูปอายุร้อยกว่าปีที่ยังใช้งานอยู่ ‘ถะ’ หรือเจดีย์ซ้อนชั้นแบบจีน และโดยเฉพาะเกซิ้งหรือแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ทำมาจากหินทั้งหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเคยได้ใช้งานจริงด้วยซ้ำ และเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากมาก

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พอชมศิลปะไทยจีนจนอิ่มตา เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ไม่ไกลก็ถึงเกียนอันเกง ศาลเจ้าเก่าแก่ริมน้ำของชาวจีนฮกเกี้ยน

ทีแรกคิดว่าโชคร้าย เพราะเกียนอันเกงวันนั้นซ่อนตัวอยู่ในนั่งร้านและอุปกรณ์การก่อสร้าง

ทีหลังถึงรู้ว่าโชคดี

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ด้วง-บุณยนิษฐ์ สิมะเสถียร คือทายาทรุ่นที่ 4 ที่รับช่วงต่อการดูแลศาลเจ้ามาแต่บรรพบุรุษ เริ่มเล่าประวัติศาลแห่งนี้ให้เราฟังแข่งกับเสียงสายฝนที่ร่วงหล่นลงมา

คนจีนฮกเกี้ยนเข้ามาจับจองอยู่อาศัยที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย อพยพเข้ามาพร้อมกับภิกษุจีน เมื่อมีการสร้างชุมชนฮกเกี้ยนขึ้น จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมกับที่พักพระสงฆ์ ที่เรียกว่า ‘กุฏิ’ หรือ ‘กุฎี’ อันเป็นที่มาของชื่อชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ครั้นรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อีกฟากของเจ้าพระยา ศูนย์รวมจิตใจชาวจีนฮกเกี้ยนจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย ทำให้ศาลเจ้าที่กุฎีจีนเสื่อมความนิยมลงไป ทั้งยังปรากฏหลักฐานแต่เดิมว่าเป็นศาลเจ้า 2 หลังอยู่ติดกัน เมื่อคราวบูรณะครั้งใหม่จึงรวมเข้าด้วยกัน และอันเชิญพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมมาจากเมืองจีน ประดิษฐานเป็นประธาน ด้านซ้ายคือหม่าโจ้วหรือเจ้าแม่ทับทิม ด้านขวาคือเทพเจ้ากวนอู ถัดออกมาแถวซ้ายขวาคือ 18 อรหันต์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรของเราให้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการดูศาลจีนฮกเกี้ยน ทำให้การเที่ยวศาลเจ้าครั้งต่อไปของเราต้องสนุกขึ้นแน่

ข้อแรก มีประตูทางเข้าสองบานด้านข้างที่ขนาบประตูทางเข้าหลักตรงกลาง

ข้อสอง มีช่องลมแกะสลักทรงกลมที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้า

ข้อสาม มีงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า

ข้อสี่ มีจั่วหลังคาทรงแหลมซึ่งไม่บอกธาตุของศาลนั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ส่วนที่บอกว่าคราวนี้โชคดี เพราะมาทันตอนที่กรมศิลปากรกำลังบูรณะภาพจิตรกรรมซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของศาลนี้พอดี เราเลยได้ฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานสนุกๆ จากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ที่ด้านซ้ายและขวาของเจ้าแม่กวนอิมคือภาพจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก และวรรณคดีจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหายจากมูลค้างคาว ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ทำความสะอาดภาพ แล้วซ่อมแซมภาพบางส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงความดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีนแท้ ไม่มีทางที่ช่างไทยจะเขียนเส้นสายได้เหมือนแน่นอน

เจ้าหน้าที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ว่า เป็นการช่วยคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุดและยืดอายุของงานศิลปะ

เราเดินออกมาชมมังกรปูนปั้นประดับกระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้า ก่อนจะรู้ว่าตัวผอมแบบนี้น่ะถูกต้องแล้ว เพราะสัมพันธ์กับสัดส่วนของหลังคา แล้วจึงเดินเลียบเจ้าพระยาอีกครั้งไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน

06

มีอะไรที่ใจกลางเจดีย์

ชมเสาครูกลางพระบรมธาตุมหาเจดีย์ แล้วฟังเฉลยวิธีการซ่อมจากสถาปนิกนักอนุรักษ์

เมื่อมาถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระปลัดยรรยง ยสวฑฺฒโก ก็พาเราเข้าพระอุโบสถ ชมงานจิตรกรรม และนำเราบูชาพระรัตนตรัยเพื่อศิริมงคล แล้วค่อยพาไปชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พระบรมธาตุมหาเจดีย์สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็ถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงได้สร้างต่อจนสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

เราเดินเข้าพระบรมธาตุฯ ผ่านทางพรินทรปริยัติธรรมศาลา อาคารต่อมุขผนังโค้งที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับพระเณร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุภายในพระเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

น้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่ตามพื้นทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินขึ้นบันไดและเดินบนลานประทักษิณที่ชั้น 2 เมื่อมุดลอดช่องเข้ามายังแกนกลางเจดีย์ทรงระฆังขนาดมหึมาแล้ว ก็พบกับเสาครู เสาแกนกลางเจดีย์ในสภาพแข็งแรงหลังการซ่อมแซม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรเริ่มเล่าให้เราฟังถึงกระบวนการบูรณะ แต่เดิมเสาครูนี้ล้มเอียงไปพิงกับกำแพงด้านหนึ่ง แต่ที่เจดีย์ไม่เสียหายเพราะว่าน้ำหนักได้ถ่ายลงมาทางกำแพงขององค์ระฆังหมดแล้ว เสาแกนกลางจึงไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำหนักเป็นหลัก แต่ใช้วางโครงสร้างไม้อย่างนั่งร้าน ซึ่งยังปรากฏรูเต้าและเศษไม้เดิมที่ยังปักคาอยู่

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิศวกรและสถาปนิกเสริมความแข็งแรงไปที่ฐาน แล้วจึงใส่เฝือกให้เสาครูด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป จากนั้นใช้แม่แรงค่อยๆ ดีดเสาให้กลับมาตั้งตรง และก่ออิฐต่อไปจนถึงชั้นบัลลังก์เหมือนเดิม ก่อนเอาท่อนซุงมาเสริมแรงไว้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีการบูรณะเช่นนี้น่าทึ่งมาก จนทำวัดให้ได้รับรางวัล Award of Excellence จาก UNESCO ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของคนไทย รวมไปถึงการตระหนักเห็นคุณค่าและความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน คราวนี้สนุกมาก เพราะนอกจากจะได้สายฝนโปรยปรายมาช่วยคลายร้อน ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากแขนง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรม และเทคนิคการอนุรักษ์สนุกๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นย่านชุมชนนี้มากขึ้น

ถ้าใครอยากตามรอยเราที่ชุมชนกุฎีจีน ติดต่อขอคำปรึกษาจัดทริปได้ที่ประธานชุมชน ปิ่น-ปิ่นทอง วงษ์สกุล โทรศัพท์ 08 6105 5547 หรือถ้าอยากเดินเท้าท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามย่านต่างๆ รอบเจ้าพระยา ชมอัตลักษณ์และความงดงามของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน ขอเชิญร่วมงาน Bangkok River Festival 2020 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม วันที่ 29 – 31 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น.

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load