ยินดีต้อนรับกลับสู่พิพิธภัณฑ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งเดิมที่เฉิดฉายภายใต้รูปโฉมใหม่

The Cloud ขอพาผู้อ่านเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมภัณฑารักษ์ชำนาญการ ศุภวรรณ นงนุช

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่สมัยอยุธยา เปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมายาวนานถึง 92 ปี จนกระทั่งปี 2555 กรมศิลปากรก็เห็นสมควรที่จะบูรณะนิทรรศการประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้กลับมาเสนอภาพของความเป็น ‘วังหน้า’ อีกครั้ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ผลลัพธ์ของการปรับปรุงใหญ่ครั้งล่าสุด ทุกองค์ประกอบ ทั้งภูมิสถาปัตย์ในบริเวณรอบอาคาร การออกแบบภายในเน้นความโล่งกว้างโอ่โถง การจัดไฟที่ขับชิ้นงานให้ดูโดดเด่นและขลัง รวมถึงการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับงานแต่ละชิ้น ล้วนแล้วแต่รังสรรค์ภายใต้แนวคิดเน้นโชว์ ‘วัตถุ’ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาจเคยเห็นภายของสิ่งเหล่านี้เพียงบนหน้าหนังสือเรียน ได้เข้าถึงประวัติศาสตร์ในระยะประชิด รวมถึงสร้างบรรยากาศที่มีชีวิต ราวกับวัตถุต่างๆ เจ้าของเพียงแค่เก็บใส่ตู้ไว้ รอวันหยิบออกมาใช้ตามวาระที่เหมาะสม ของทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็นงานประณีตศิลป์ นำเสนอให้คล้องจองกับประวัติศาสตร์ของวังหน้า ทั่วนิทรรศการจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพื้นที่จัดแสดง

พื้นที่พิพิธภัณฑ์ประกอบไปด้วยหลายส่วน ส่วนที่เป็นนิทรรศการประกอบด้วย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย (จัดนิทรรศการหมุนเวียน) เชื่อมต่อกับหมู่พระวิมาน (จัดนิทรรศการถาวร ปัจจุบันเปิด 4 ห้อง) อาคารทางเหนือ (แสดงงานยุคก่อนพุทธศตวรรษที่ 18) อาคารทางใต้ (แสดงงานยุคหลังพุทธศตวรรษที่ 18) พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ (จัดนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระตำหนักแดง และโรงราชรถ

เมื่อนิทรรศการใหม่ใช้แนวคิดเน้นโชว์วัตถุเป็นตัวเอก และเปิดให้เข้าชมในปี 2561 เราจึงอยากชวนไปดู 10 สถานที่ปรับปรุงใหม่ที่น่าไปเยือน และชมสุดยอดคอลเลกชันลับระดับชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจจนต้องกลับมาเล่าแบ่งปัน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ศุภวรรณ นงนุช พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

1

ชมมาสเตอร์พีซ 130 ชิ้นจากญี่ปุ่นในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน

พระพุทธรูปญี่ปุ่น ดาบ ตุ๊กตาโดกู พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ปัจจุบัน พระที่นั่งศิวโมกขพิมานที่อยู่ด้านหน้าสุดของพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการพิเศษ หากเดินเข้าไปแล้วสงสัยว่าทำไมถึงเหมือนอยู่ญี่ปุ่นมากกว่าอยู่ไทย ก็อย่าสับสนไป เพราะในวาระความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นครบรอบ 130 ปี เมืองไทยให้ยืมโบราณวัตถุ 130 ชิ้น (แทนระยะเวลา 130 ปี) ไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่น แลกกับโบราณวัตถุญี่ปุ่น 130 ชิ้นมาจัดแสดงไว้ที่นี่แทน ในนิทรรศการมีวัตถุเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายชนิด ตั้งแต่ประติมากรรมเก่าแก่ เช่น ตุ๊กตาโดกูจากยุคโจมอน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ตัวละครในการ์ตูนยุคใหม่หลายเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าตัวนี้, ดาบซามูไรพร้อมฝัก ด้ามจับหุ้มด้วยหนังกระเบนนำเข้าจากอยุธยา ไปจนถึงชุดกิโมโน และเครื่องประดับที่คนชอบแฟชั่นทุกรายต้องระทวยเมื่อเห็น

ตามไปดูได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561

2

ไหว้พระพุทธรูป 11 องค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ จิตรกรรม

ถึงจะเรียกว่าพระที่นั่ง แต่ความโอ่โถงของพื้นที่ภายในชวนให้ความรู้สึกคล้ายพระอุโบสถวัดมากกว่า สาเหตุเพราะพระที่นั่งแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นหอพระประจำวังหน้าเสมอมา ในปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เป็นพระประธาน หากมองไปรอบๆ จะเห็นจิตรกรรมฝาผนังที่วาดโดยช่างอยุธยาในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ นี่เป็นหนึ่งในจิตรกรรมแบบอยุธยาไม่กี่ชิ้นที่ยังสมบูรณ์อยู่ เมื่อสังเกตจะพบว่าผ้าของเทวดาแต่ละองค์เป็นลายเก่าแก และไม่มีลายใดซ้ำกันเลย

ช่วงนี้ทางพิพิธภัณฑ์เชิญพระพุทธรูปจากที่ต่างๆ มาทั้งหมด 10 องค์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองธรรมราชาพระองค์ใหม่ โดยทุกองค์ล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง หรือพระพุทธรูปที่ฉลองพระองค์แบบกษัตริย์ แสดงความเป็นสมมติเทพของมหากษัตริย์ไทย แม้แต่พระพุทธสิหิงค์องค์ใหญ่ ก็ได้อัญเชิญสายสังวาลย์ (สายสะพาย) ที่ปกติจะเก็บรักษาไว้ ออกมาสวมใส่ไว้ด้วย

ตามไปดูได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ.2561

3

แกะรอยศาสนาพุธจากอินเดียถึงสุวรรณภูมิที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย แผ่นหิน ทับหลัง

ห้องนิทรรศการหมุนเวียนประจำพิพิธภัณฑ์ ในเวลานี้จัดงาน ‘พุทธปฏิมาวิจักษณ์จากภารตะสู่สุวรรณภูมิ’ กระชับสัมพันธ์ยาวนาน 70 ปีระหว่างไทยกับอินเดีย เนื้อหาของนิทรรศการนำเสนออิทธิพลที่ศิลปะอินเดียมีต่อศิลปะไทย ที่นี่จึงเต็มไปด้วยโบราณวัตถุ เช่น ทับหลัง เสมา หรือพระพุทธรูปเก่าแก่ต่างๆ มาจากอินเดียและไทย เช่น พระศากยมุนีขัดสมาธิจากหุบเขาสวาต ใบเสมาพิมพาพิลาปที่แสดงสถาปัตยกรรมในยุคทวารวดี
ตามไปดูได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2561

4

เยี่ยมพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับเก่าของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

ที่ประทับเก่าของผู้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน เคียงคู่รัชกาลที่ 4 คืออาคาร 2 ชั้น ด้านล่างซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารถูกปรับปรุงให้เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ ส่วนด้านบนรักษาสภาพไว้ให้เหมือนครั้งใช้งาน นั่นคือมีทั้งห้องพระบรรทม ห้องสมุด ห้องทรงพระอักษร คล้ายกับว่าเจ้าของเพียงแค่ออกไปข้างนอก อีกไม่นานก็จะกลับเท่านั้น

5

หลงรักบ้านตุ๊กตาจิ๋วของเจ้าจอมเลียมในห้องมหรรฆภัณฑ์

ห้องมหรรฆภัณฑ์ บ้านตุ๊กตาจิ๋ว บ้านตุ๊กตาจิ๋ว

ชื่อห้องอธิบายสิ่งของในห้องอย่างตรงตัว มหรรฆ แปลว่า สูงค่า และ ภัณฑ์ คือเหล่าข้าวของเครื่องใช้ ห้องนี้รวมเครื่องทองที่ได้จากการบูรณะวังหน้าเมื่อหลายปีมาแล้ว บางส่วนได้รับพระราชทานมา บางส่วนมาจากกรุเก่าในอยุธยา ด้วยความพิเศษของวัตถุจัดแสดงในห้อง นี่จึงเป็นห้องเดียวที่เก็บกุญแจลูกกรงไว้ที่กรมศิลปากร

คอลเลกชันแสนน่ารักที่นี่คือบ้านตุ๊กตาเจ้าจอมเลียม ด้วยความที่ท่านมีชีวิตอยู่ยาวนาน 3 แผ่นดิน ตั้งแต่ในรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ในบ้านตุ๊กตาของท่านจึงสะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยสมัยนั้น เพราะแม้ตัวบ้านจะเป็นของนำเข้า ออกแบบอย่างฝรั่ง แต่การตกแต่งภายในเป็นรูปแบบไทย รายละเอียดมากมายที่ซ่อนอยู่ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราว หากสังเกตในห้องพระของบ้านน้อยหลังนี้ จะเห็นพระบรมสาทิสลักษณ์รวมพระเจ้าอยู่หัว 7 รัชกาล ดูแล้วแปลกตาเมื่อเทียบกับโปสเตอร์รวม 9 – 10 รัชกาลที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบัน

6

ชมหัวโขน หุ่นเชิด และเครื่องดนตรีโบราณ ในห้องนาฏดุริยางค์

ห้องนาฏดุริยางค์ ห้องนาฏดุริยางค์ หัวโขน หัวโขน

พระที่นั่งทักษิณาภิมุขเป็นหนึ่งในห้องที่ปรับปรุงใหม่เสร็จแล้ว ภายในอัดแน่นไปด้วยเครื่องร้องรำทำเพลงจำนวนมากที่เล่าเรื่อง ‘มหรสพของหลวง’ บนตั่งมีปี่พาทย์เครื่องใหญ่ขนาบซ้ายขวาตู้กระจกที่จัดแสดงเศียรครูจำนวน 32 เศียร จัดเรียงโดยคำนึงถึงลำดับศักดิ์ของแต่ละชิ้นงานเป็นหลัก เช่น หุ่นละครพระนางต้องอยู่คู่กันด้านใน และหุ่นละครยักษ์กับลิงวางขนาบด้านนอก แสดงถึงจุดยืนของภัณฑารักษ์ ว่าจะต้องให้ความสำคัญของตัววัตถุมาก่อนเสมอ คอลเลกชันเด่นของห้องนี้คือ หนุมานหน้ามุก งานศิลปะเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ที่ทั้งเศียรทำจากเปลือกหอยมุก, หัวโขนชมพูพานที่มีใบหน้าเป็นหมี และหุ่นวังหน้าที่มีตัวละครน่ารักทั้งไทยและจีน

7

มองดาบ แพ และสารพัดโลหะวาววับ ในนิทรรศการโลหศิลป์

นิทรรศการโลหศิลป์ นิทรรศการโลหศิลป์ นิทรรศการโลหศิลป์

เมื่อเดินเข้าไปในพระที่นั่งปัจฉิมาภิมุขจะสัมผัสได้ถึงความแพรวพราวของงานแต่ละชิ้นที่เหนือชั้นกว่าห้องอื่นๆ เข้าไปอีก เพราะสิ่งที่จัดแสดงอยู่ในห้องคืองานศิลปะโลหะประเภทต่างๆ เช่น การบุทอง ถม คร่ำ ฯลฯ แต่ละแบบมีเทคนิคพิเศษและเอกลักษณ์ละเอียดอ่อนของตัวเอง สังเกตว่าแต่ละตู้ในห้องนี้จะมีระบบปรับอากาศในตัว เพราะโลหะเป็นวัสดุที่อ่อนไหวต่ออากาศ อาจขึ้นสนิมได้ง่าย จึงต้องปกป้องเป็นพิเศษ

คอลเลกชันดีเด่นในห้องนี้คือดาบอาญาสิทธิ์ ดาบหุ้มทองคำของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ มีอำนาจใช้ลงโทษคนโดยไม่ต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนลงมือ และแพลงสรงจำลองของจริงที่ใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระโอรสในรัชกาลที่ 5 และมกุฏราชกุมารพระองค์แรกของสยาม

8

ชื่นชมสารพัดผ้าแสนสวยในห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์

ห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ ห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ ชุดโบราณ

พระที่นั่งอุตราภิมุขนี้ดูเผินๆ แล้วคล้ายห้องแต่งตัวหลังโรงละคร เพราะเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายและผ้าลายเก่าแก่ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุที่เคยใช้งานในราชสำนัก พื้นที่ในห้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือผ้าฝ่ายหน้า (ผู้ที่ใช้คือคนในวังหน้า) ฉลองพระองค์ (ชุดของพระมหากษัตริย์และคนสนิท) และผ้าฝ่ายใน (ผู้ที่ใช้คือคนในวังหลวง) รวมถึงมีส่วนให้ลองเรียนรู้การผลิตและรีดผ้ายุคเก่าอีกด้วย

ไฮไลต์ของที่นี่คือฉลองพระองค์ทรงยุโรปสีครีมของรัชกาลที่ 4 ประดับลายใบและลูกโอ๊ก และฉลองพระองค์ครุยกรองทองของเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ หรือ ‘ฝ่ายหน้า’ ปักด้วยดิ้นทองทั้งตัว

9

ดูเสื้อยันต์ กลอง และสารพัดดาบและปืน ในนิทรรศการศัสตราวุธ

นนิทรรศการศัสตราวุธ เสื้อยันต์ กลอง

ตามธรรมเนียมเก่าแก่ ห้องทางตะวันออกเฉียงเหนือของห้องบรรทมจะนิยมใช้เก็บอาวุธ การบูรณะจึงเป็นโอกาสย้ายห้องศัสตราวุธกลับมาไว้ที่พระที่นั่งบูรพาภิมุข รวมถึงได้ฤกษ์เปลี่ยนวิธีการจัดแสดงให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยแบ่งประเภทชิ้นงานตามยศศักดิ์และการใช้งาน นั่นคือแบ่งราชศัสตราวุธ (ของเจ้าขุนมูลนาย) กับศัสตราวุธ (ของคนทั่วไป) และแบ่งอาวุธที่ใช้ประดับเพื่อแสดงยศ กับอาวุธสำหรับใช้งานจริง

คอลเลกชันน่าดูที่นี่คือเสื้อยันต์ลายหนุมานนั่งแท่น สำหรับแม่ทัพใส่ใต้เสื้อผ้าและเกราะในยามออกรบ ตัวที่จัดแสดงอยู่เป็นวัตถุเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 2358 และกลองจากหอกลอง ของเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2325 สร้างพร้อมการตั้งเสาหลักเมือง ประกอบไปด้วยกลอง 3 ใบ เรียงจากใหญ่ไปเล็ก แต่ละใบใช้ในสถานการณ์ต่างกันไป ใบล่างสุดชื่อกลองย่ำพระสุริย์ศรี หนังทำจากหนังควาย ด้านในเขียนยันต์กันขโมย ใช้ตีบอกเวลาเช้ากับมืด ใบกลางชื่อกลองอัคคีพินาศ หนังทำจากหนังวัว ด้านในเขียนยันต์กันไฟไหม้ ใช้ตีเรียกคนมาดับไฟ ส่วนใบบนสุดชื่อกลองพิฆาตไพรี หนังทำจากหนังหมีกับหนังเสือ ด้านในเขียนคาถาพุทธคุณแบบเล่นกลบท เขียนด้วยภาษาบาลีเป็นตัวอักษรขอม ใช้ตีเมื่อศัตรูประชิดประตูเมือง

10

ชมราชรถและพระโกศต่างๆ ในโรงราชรถ

ราชรถ ราชรถ

ปิดท้ายด้วยห้องนิทรรศการที่หลังคาสูงที่สุดและมีประตูใหญ่ที่สุด เพราะชิ้นงานประณีตศิลป์ในห้องนี้เป็นวัตถุโบราณซึ่งยังมีชีวิต จะนำออกใช้เมื่อมีงานพระราชพิธี ราชรถขนาดใหญ่เล็กจอดเรียงรายอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังราชรถเหล่านี้มีพระโกศและฉากบังเพลิงของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งก่อนๆ เก็บรักษาไว้ ของพิเศษล่าสุดในห้องนี้คือเกรินบันไดนาค ทำหน้าที่อัญเชิญพระโกศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขึ้นสู่พระเมรุ วิธีการทำงานคือให้เจ้าพนักงาน 2 คนคอยหมุนรอกซึ่งอยู่ข้างๆ เพื่อให้ทางเลื่อนขยับขึ้น คล้ายๆ บันไดเลื่อนที่ทำงานด้วยมือนั่นเอง

Walk with The Cloud 100PLUS Walk with The Cloud

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

ย้อนเวลากลับไปกว่า 4,000 ปี จุดเริ่มต้นของการใช้กลิ่นหอมนานาในปัจจุบันคือการจุดกำยานเพื่อบูชาเทพเจ้า เพราะเชื่อกันว่ากลิ่นหอมที่ลอยอบอวลขึ้นไปบนชั้นฟ้าจะเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้

ประเทศในทวีปตะวันออกอย่างจีนมีคำว่า ‘เฮียง’ (香) แปลว่า กลิ่นหอมและธูป ส่วนทวีปตะวันตกเองก็มีคำว่า ‘Per fumus’ ภาษาละตินที่หมายถึง Through smoke และกลายเป็นรากศัพท์ของคำว่า Perfume ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้

กลิ่นเป็นสิ่งเดียวในประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่ต่อตรงไปถึงสมองโดยไม่ผ่านต่อมใดของร่างกาย ไม่มีการวิเคราะห์ ไม่มีการแปลความหมาย ไม่เหมือนการที่เราเก็บภาพด้วยตาหรือฟังด้วยหู หากเรากลับมาได้เห็นหรือได้ยินสิ่งนั้นอีกครั้งเราจะนึกถึงภาพจำ แต่หากเราเก็บภาพด้วยกลิ่น กลิ่นจะหวนภาพทรงจำและความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา 

สถานที่ทุกที่ คนทุกคน ความทรงจำทุกเรื่อง และอาหารแต่ละชนิด ต่างก็มีกลิ่นที่เคล้าไปด้วยเรื่องราวเฉพาะของตัวเอง The Cloud จึงร่วมมือกับ ชลิดา คุณาลัย นักออกแบบกลิ่น และ สมชัย กวางทองพาณิชย์ นักประวัติศาสตร์ชุมชน จัด ‘Walk with The Cloud 19 : หอมกลิ่นกรุงเทพ’ ชวนทุกท่านเตรียมจมูกให้พร้อม แล้วไปสูดความทรงจำให้เต็มปอด ณ เส้นทางกลิ่นหอมย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัดกัน

เส้นทางสายกลิ่นที่เราร่วมเดินทางกันมีหน้าตาและกลิ่นเป็นอย่างไร เราเก็บเรื่องราวมาฝากพร้อมให้ตามรอยกันง่ายๆ แล้วตามนี้เลย

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

วัดเล่งเน่ยยี่

เริ่มต้นที่วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส วัดจีนโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2414 โดยปฐมบูรพาจารย์ สกเห็งโจวซือ พระภิกษุจากกวางตุ้งและผู้นำชาวจีน ที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนสร้างวัดได้สำเร็จ

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

สถาปัตยกรรมจีนวางรูปแบบวัดตามแบบวัดหลวงมีวิหารท้าวจัตุโลกบาลทั้งสี่เป็นวิหารแรก ถัดมาตรงกลางเป็นพระอุโบสถมีพระประธาน 3 องค์เรียกว่า ‘ซำป้อหุกโจ้ว’ มีพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธเจ้า และพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ส่วนด้านหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า 

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

ที่ลานหน้าวัด กลิ่นไอธูปที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศมาจากกลิ่นกำยาน อบเชย และไม้จันทน์หอม กลิ่นตระกูล Woody ให้ความรู้สึกสุขุมและอบอุ่น เหมาะกับสถานที่แห่งนี้ที่เป็นพึงพิงทางจิตใจ เป็น One-stop Service ของชุมชนและคนมากหน้าหลายตาที่แวะเวียนเข้ามาเคารพบูชาเทพแต่ละองค์ ไม่ว่าจะเทพเจ้าแห่งยาอย่าง ‘หั่วท้อเซียงซือกง’ และเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา ‘ไท้ส่วยเอี๊ยะ’

ภายในยังมีพระพุทธรูปสมัยรัตนะหลายสิบองค์ พระพุทธรูปแปลกตาที่เห็นได้ยากในสมัยนี้ แต่ละองค์ห่มจีวรลายลูกไม้ซึ่งนับว่าเป็นผ้าชั้นดีในสมัยก่อนที่ผู้คนนิยมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ 

423 ถนนเจริญกรุง แขวงป้อมปราบ 

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

ฉั่งแปะ

เดินต่อมา เข้าซอยเจริญกรุง 16 หรือซอยอิสรานุภาพ จะพบร้านฉั่งแปะ อดีตร้านฉั่งฮะเฮง ร้านค้าส่งอายุกว่า 50 ปีถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นร้านขายน้ำเพื่อสุขภาพ เมื่อเห็นว่าน้ำสมุนไพรหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพเริ่มหายไปจากตลาดเยาวราช จึงหยิบจับเอาสูตรน้ำสมุนไพรโบราณเก่าแก่กว่า 90 ปี ของต้นตระกูลที่ดื่มกันเป็นประจำมาทำขายอีกครั้ง จนกลายเป็นร้านน้ำสมุนไพรและผลไม้หลากหลายชนิดในชื่อ ‘ฉั่งแปะ’

ร้านฉั่งแปะ อดีตร้านฉั่งฮะเฮง

น้ำสมุนไพรจีนขนานแท้ถูกทำให้มีกลิ่นเบาบาง แต่ยังคงสรรพคุณและประโยชน์ได้อย่างเต็มเปี่ยม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนจีนที่ดื่มน้ำสมุนไพรเป็นประจำทุกวันจึงต้องทำให้มีกลิ่นที่อ่อนดื่มได้ง่าย 

ร้านฉั่งแปะ อดีตร้านฉั่งฮะเฮง

ร้านฉั่งแปะเต็มไปด้วยน้ำหลากหลายชนิดตั้งแต่น้ำชื่อคุ้นหูอย่างเก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ไปจนถึงน้ำชื่อแปลกตา อย่างเห้งหยิ่งแต๊ นมอัลมอนด์จีนที่เต็มไปด้วยสรรพคุณมากมาย ทั้งบำรุงผิวพรรณ บำรุงปอด ขับเสมหะ ทั้งยังมีรสหอมอร่อยและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แวะมาแล้วต้องชิมสักครั้ง

127 ซอยเจริญกรุง 16 เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ซอยอิสรานุภาพ

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

หากพูดถึงเยาวราช มีใครบ้างที่ไม่นึกถึงเรื่องอาหาร 

เยาวราชย่านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวบรวมของกินไว้มากมายหลากหลายประเภท เมื่อเดินสำรวจสองข้างทางในซอยอิสรานุภาพ จะพบว่าที่นี่เป็นศูนย์กลางและหัวใจสำคัญของเยาวราช เพราะที่นี่รวบรวมวัตถุดิบการประกอบอาหารไว้แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะของแห้ง ของสด ผลไม้ ชา เครื่องปรุง หรือเครื่องเทศต่างๆ กลิ่นที่เราได้สูดดมจึงหลากหลายแทบทุกตระกูลกลิ่น

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก
แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

ซอยอิสรานุภาพเป็นซอยเก่าแก่ที่แสดงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยให้เห็นได้อย่างชัดเจน 

ซอยเจริญกรุง 16 เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ตั้งกวงคี่เฮียง

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

เดินมาสุดซอยเจริญกรุง 16 แล้วข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามจะพบร้านกุนเชียงสูตรโบราณจากกวางตุ้งที่ทำอย่างพิถีพิถันสืบต่อกันมานานกว่า 3 รุ่น รวมอายุร้านกว่า 80 ปี โดยความอร่อยและหน้าตาร้านแทบไม่เปลี่ยนไปจากยุคเก่า

คำว่า ‘ตั้ง’ หมายถึง ตระกูลตั้ง ‘กวง’ หมายถึง กว้างไกล ‘คี่’ หมายถึง มหัศจรรย์ และ ‘เฮียง’ หมายถึง กลิ่น ‘ตั้งกวงคี่เฮียง’ กลิ่นมหัศจรรย์กว้างไกลของตระกูลตั้ง 

ตั้งกวงคี่เฮียง ร้านกุนเชียงสูตรโบราณ
ตั้งกวงคี่เฮียง ร้านกุนเชียงสูตรโบราณ

กุนเชียงร้านตั้งกวงคี่เฮียงเป็นสูตรเก่าแก่ที่ไม่มีการผสมแป้งลงไป ทำให้วัตถุดิบที่ใช้เป็นเนื้อและตับของสัตว์ล้วนๆ ซึ่งมีกลิ่นที่แรง แต่กุนเชียงของร้านนี้ไม่มีกลิ่นจัด กลับเป็นกลิ่นของแห้งที่ส่งกลิ่นหอมเบาๆ ด้วยเทคนิคทำให้แห้งจัด เราเลยต้องดมให้ถนัดด้วยการชิมคำใหญ่ เจ้าของร้านแอบกระซิบว่าเคล็ดลับความอร่อยของที่นี่คือการนึ่ง ไม่ใช่ทอด 

352 ซอยเยาวราช 11 แขวงจักรวรรดิ

เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

ตรอกปลาเค็ม (ซอยเยาวราช 11)

ในยุคที่เทคโนโลยีการถนอมอาหารยังมาไม่ถึง วิถีการถนอมอาหารที่ดีที่สุดคือการนำมาทำให้แห้ง ผู้คนในอดีตจึงนิยมนำเนื้อสัตว์รวมทั้งวัตถุดิบต่างๆ มาตากแห้งเพื่อยืดอายุให้เก็บไว้ประกอบอาหารได้นานขึ้น 

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

เมื่อเดินเข้าซอยเยาวราช 11 หรือส่วนต่อมาของซอยอิสรานุภาพ ตลอดทั้งซอยตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นทะเลและของแห้ง จนได้รับการขนานนามว่า ‘ตรอกปลาเค็ม’ พื้นที่นี้ขายอาหารแห้งหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะปลากะพงเค็ม ปลาแดง หมึกแห้ง กระเพาะปลา แต่ปัจจุบันร้านค้าต่างๆ ในซอยเริ่มปรับไปขายส่งสินค้าอื่นๆ บ้าง เช่น ของเล่น ของที่ระลึก กลิ่นที่อบอวลจึงผสานกลิ่นพลาสติก ยาง บ่งบอกความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ปฐมาพาณิชย์

หากพูดถึงเครื่องเทศ ‘พริกไทย’ วัตถุดิบที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีนี้เคยเป็นสิ่งที่มีค่ามากเมื่อหลายร้อยปีก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคม ด้วยคุณสมบัติที่ทั้งถนอมอาหาร รักษาโรคและอาการเจ็บป่วยได้ ผู้คนจึงต้องการจะครอบครองเครื่องเทศนี้จนเกิดการแย่งชิงอย่างรุนแรง ทำให้เครื่องเทศเป็นที่รู้จักและต้องการไปทั่วโลก กลายเป็นของวิเศษที่ไม่ว่าชาติไหนๆ ก็ต้องการ 

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

กลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องเทศนานาชนิดลอยมาแตะจมูกแต่ไกลจากร้านปฐมาพาณิชย์ ร้านเก่าแก่ที่เปิดกิจการมานานกว่า 40 ปี เต็มไปด้วยเครื่องเทศและวัตถุดิบแห้งหลายสิบชนิดให้เลือกดม เลือกหยิบมาสอบถามตามอัธยาศัย เครื่องเทศและสมุนไพรแต่ละชนิดมักมีกลิ่นแรง รสชาติเผ็ด แต่แตกต่างกันที่สรรพคุณ เช่น เปลือกส้มดำหรือเรียกอีกชื่อว่าเปลือกส้มจีน ช่วยดับกลิ่นเนื้อสัตว์ แก้ไอ แก้อาเจียน ช่วยบำรุงกระเพาะอาหารและม้าม ส่วนลูกกระวานดำช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ขับพยาธิ นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรที่ใช้ต้มดื่มเพื่อบำรุงรักษาร่างกายตามตำราจีน

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

580-582 ซอยอิศรานุภาพ ถนนทรงวาด 

เยาวราช กรุงเทพมหานคร

F.V

ซอกแซกตามซอยออกมาถนนทรงวาด จะพบตึกเก่าอายุเฉียดร้อยปีบนถนนทรงวาดถูกปรับปรุงและตกแต่งใหม่อย่างร่วมสมัย 

F.V คาเฟ่ ถนนทรงวาด

ร้านคาเฟ่ดีไซน์เท่แห่งนี้หยิบจับวัตถุดิบที่ถูกมองข้ามและถูกทอดทิ้งมาประยุกต์เข้ากับเครื่องดื่ม เช่น นำวัชพืชที่ผู้คนมองข้ามมาชงเป็นเครื่องดื่มสดชื่น ทั้งยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางธรรมชาติ เสิร์ฟขนมไทยหากินยากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะขนมสำปันนี ขนมโสมนัส รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหวานหอมเบาๆ ของขนมไทยอบเทียนชวนให้หยิบมาลิ้มลอง 

F.V คาเฟ่ ถนนทรงวาด

เอฟวีนำเรือนไม้เก่าแก่มาจัดวางเป็นส่วนหนึ่งภายในร้าน โดยตัวบันไดขึ้นเรือนเป็นไม้เก่าที่รอดพ้นจากการไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเยาวราช ร้านนี้จึงไม่ใช่แค่คาเฟ่สวยงามดีไซน์เก๋ แต่ยังแสดงออกถึงการผสมผสานยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเข้ากับอดีตอันหอมหวานได้อย่างลงตัว

เลขที่ 827 ถนนทรงวาด 

เยาวราช

ซิงเตี่ยซัว

ร้านอาหารจีนแต้จิ๋วขนานแท้ที่ตั้งอยู่บนถนนทรงวาด ในอดีตชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเข้ามาเป็นกลุ่มเป็นกองทัพ ขนมาทั้งวัตถุดิบและคน ทำให้อาหารจีนที่หลงเหลือในปัจจุบันยังคงรสชาติของต้นตำรับไว้อย่างดี

ซิงเตี่ยซัว

ห่านพะโล้ อาหารจานพิเศษของชาวจีน ห่านและเป็ดเนื้อสัตว์ที่ถูกกล่าวขานว่าเหม็นกลิ่นสาบรุนแรง แต่ด้วยความรู้ด้านเครื่องเทศและสมุนไพรของชาวจีน พวกเขาไม่ได้ใช้เครื่องเทศเพื่อกลบกลิ่นของเนื้อสัตว์ กลับนำกลิ่นหอมเหล่านี้มาผสมผสานเข้ากับกลิ่นเฉพาะตัวของห่าน จนเกิดเป็นห่านพะโล้เนื้อนุ่มกลิ่นยัวน้ำลายจานนี้ อีกจานที่ขาดไม่ได้คือเต้าหู้ทอดที่เป็นความภูมิใจของคนโผวเล้ง เต้าหู้กรอบนอกนุ่มในจิ้มด้วยน้ำเกลือชุ่มๆ แม้ดูเป็นจานที่ธรรมดา แต่รสชาติรับรองว่าเด็ดดวงจนลูกคนจีนต้องซาบซึ้งในภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

ซิงเตี่ยซัว

เลขที่ 793-795 ถนนทรงวาด

เยาวราช

โรงเจบุญสมาคม

กลิ่นไม้จันทน์หอมลอยฟุ้งมาแตะจมูกเมื่อเราถึงบริเวณด้านหน้าโรงเจแห่งเดียวในย่านสัมพันธวงศ์ ไม่เหมือนกับกลิ่นไอธูปที่วัดเล่งเน่ยยี่ การเลือกและคัดสรรไม้จันทน์หอมมาจุดบูชาอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้ไม้จันทน์หอมที่ดี กลิ่นอบอวลอย่างเป็นเอกลักษณ์ 

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก
แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

โรงเจแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการกินเจที่ใหญ่และสำคัญที่สุด เพราะเทพประธานของที่นี่คือองค์เทพเต๋าบ้อ เต๋าคือดาวจระเข้ ส่วนบ้อคือมารดา ซึ่งมีความหมายถึงวังของมารดาเจ้าแม่ดาวฤกษ์ คนจีนมีความเชื่อว่าดาวจระเข้มีผลต่อดวงชะตาและชีวิต ที่นี่จึงขึ้นชื่อเรื่องของการกินเจ และมีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาร่วมกินเจและทำบุญที่ศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ตลอด

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

นอกจากเป็นศูนย์กลางการกินเจแล้ว อย่าลืมสังเกตโรงงิ้วสีเหลืองขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าโรงเจ เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมของโรงเจหรือศาลเจ้าขนานแท้ที่หลงเหลือให้เห็นในยุคปัจจุบัน

เลขที่ 184 3 ถนนมหาจักร แขวงจักรวรรดิ

เขตสัมพันธวงศ์

เจ้ากรมเป๋อ

ดมกลิ่นจีนมามากพอสมควร เราขยับมาดมกลิ่นสมุนไพรไทยที่ตึกแถวสองคูหาข้างวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร หรือวัดสามปลื้ม ที่ตั้งของร้านเจ้ากรมเป๋อ ร้านขายยาสมุนไพรไทยตำรับโบราณ ร้านนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2439 รวมระยะเวลามากกว่าร้อยปี โดย เป๋อ สุวรรณเตมีย์ ผู้เรียนรู้สมุนไพรจากอดีตเจ้าอาวาสวัดสามปลื้มอย่างลึกซึ้งแตกฉาน ได้เช่าที่วัดเปิดร้านและถ่ายทอดความรู้สู่ลูกหลานจนชำนาญ ทำให้ร้านนี้มีคนเข้ามาซื้อยาและปรึกษาอย่างไม่ขาดสายจนถึงยุคของทายาทรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน

ร้านเจ้ากรมเป๋อ ร้านขายยาสมุนไพรไทยตำหรับโบราณ

ภายในร้านประกอบไปด้วยสมุนไพรทั้งหมดกว่า 750 ชนิด ครอบคลุมทั้งสมุนไพรที่มาจากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ด้วยสมุนไพรที่มีหลายชนิดทำให้ร้านเจ้ากรมเป๋อทำยาสมุนไพรได้หลากหลาย ทั้งยาเบาหวาน แก้ท้องเสีย ไข้ทับระดู เรียกได้ว่าตั้งแต่บำรุงร่างกายไปจนถึงบรรเทาอาการต่างๆ เลยก็ว่าได้

ร้านเจ้ากรมเป๋อ ร้านขายยาสมุนไพรไทยตำหรับโบราณ

เลขที่ 229-231 ถนนจักรวรรดิ

ร้านถาวรธนสาร

ขยับจากสมุนไพรมาที่น้ำหอมไทยในร้านใกล้ๆ กัน ร้านถาวรธนสารเป็นร้านน้ำอบน้ำปรุงเก่าแก่ มีกลิ่นแสนชื่นจิตเย็นใจเป็นเอกลักษณ์ ผลิตภัณฑ์มีให้เลือกทั้งน้ำอบ น้ำปรุง และหัวน้ำหอมกลิ่นต่างๆ จะซื้อแบบปรุงสำเร็จไปใช้สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ แจกจ่ายให้เป็นของที่ระลึกหรือใช้ปะพรมร่างกายเองก็ได้ หรือจะซื้อสารพัดหัวน้ำหอม อย่างกลิ่นเขี้ยวกระแต มะลิลา ไฮยาซินธ์ หรือกุหลาบตุรกี ไปปรุงน้ำอบน้ำปรุงสไตล์ตัวเองก็ทำได้

ร้านถาวรธนสาร

เลขที่ 211 ถนนจักรวรรดิ

แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์

ตรอกยาฉุน

ย้อนเวลาไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ถนนที่เคยเงียบสงบเส้นนี้เต็มไปด้วยร้านขายยาฉุนกว่า 200 ร้าน กลิ่นยาฉุนตลบอบอวลอยู่ในอากาศตลอดเวลา ทำให้ตรอกเล็กๆ นี้ถูกขนานนามว่า ‘ตรอกยาฉุน’ ในที่สุด

แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ย่านเยาวราช ทรงวาด และพาหุรัด ด้วยจมูก

ยาฉุนที่นิยมกันมากจะเป็นยาแดงและยาจืด ยาจืดคือการนำเอาใบยาสูบไปล้างน้ำและนำมาตากแห้งก่อนใช้สูบ เพื่อให้กลิ่นฉุนลดลง ส่วนยาแดงเป็นการนำใบยาฉุนธรรมดาไปย้อมสีแดง เพื่อให้เกิดสีที่สวยงาม ขายดีในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ยาฉุนหรือยาเส้นเหล่านี้หากไม่ได้ใช้เพื่อสูบรับกลิ่นหอม ก็ยังนำไปใช้ถูฟันได้อีกด้วย

จินฮั่วเซ้ง

จากร้านยาฉุนนับร้อยร้าน ปัจจุบันกลับเหลือเพียงร้าน ‘จินฮั่วเซ้ง’ ร้านยาฉุนหนึ่งเดียวที่ยังคงยืนหยัดขายฉุนอยู่ในตรอกแห่งนี้ โดยรับยาฉุนจากจังหวัดกาญจนบุรีชนิดที่ปลูกในดินที่ดี สภาพอากาศที่เหมาะสม จนได้เป็นใบยาสูบที่หอมที่สุด

ปัญจาบสวีท

ปิดท้ายรายการกลิ่นด้วยกลิ่นอินเดียหอมหวานที่ปัญจาบสวีท เรามาจิบน้ำชายามบ่ายด้วย Chai อุ่นๆ กรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ พร้อมชิมขนมหวานสารพัดที่ภัตตาคารอาหารอินเดียบนตึกสองชั้นใกล้ๆ คุรุดวาราศรีคุรุสิงห์สภาหรือวัดซิกข์ ย่านพาหุรัด 

ปัญจาบสวีท

ที่นี่มีอาหารให้เลือกทั้งของคาวและของหวาน หลากหลายรายการ เช่น ขนม Gulabjamun หรือเครื่องดื่มแสนอร่อยอย่าง Lassi 

ปัญจาบสวีท

หลังจากเดิน ดม และชม เรื่องราวจีน ไทย จนถึงอินเดีย บนเส้นทางไม่กี่กิโลเมตรในย่านเมืองเก่า เราได้สัมผัสความหลากหลายและประวัติศาสตร์ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในทุกอณูกลิ่น รอคอยให้ผู้คนสูดดมและค้นพบเรื่องเล่าหอมอร่อยเหล่านี้ได้ไม่รู้จบ

ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์

เขตพระนคร

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load