“พระองค์ทรงแสดงพระราชโทมนัสมาก ถึงแก่รับสั่งว่า ต่อไปข้างหน้าเขาคงพากันติฉินว่าสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ นี้ ช่างโปรดตึกฝรั่งเสียจริงๆ”

พระที่นั่งอนันตสมาคม

รัชสมัยอันยาวนานและรุ่งโรจน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับประดาอะร้าอร่ามไปด้วยความศิวิไลซ์ในแบบตะวันตก พระราชดำรัสดังกล่าวบันทึกไว้โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งวางแผนการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ‘ตึกฝรั่ง’ ที่ยืนยงยิ่งใหญ่ที่สุดในสยาม ซึ่ง The Cloud ได้จัดทริปพาผู้คนไปชมในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาในชื่อ ‘กาลครั้งหนึ่งในพระที่นั่งอนันตสมาคม’

โครงการครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็นโครงการอภิมหา Mega Project เพราะเป็นการก่อสร้างที่ซับซ้อนสูงสุดและมีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่สยามเคยมีมา จนถึงวันนี้ ที่แห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 6 แผ่นดิน เป็นฉากสำคัญในหลายหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ ทั้งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นรัฐสภาแห่งแรก อีกทั้งเป็นสถานประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น การเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชรครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2549

 

Name of Throne (Hall)

ย้อนเวลากลับไปสู่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พระบรมมหาราชวังหรือวังหลวง ที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์มีอายุการใช้งานมามากกว่าร้อยปี อีกทั้งยังเริ่มจะอึดอัดและคับแคบ มีหลักฐานบันทึกว่าวังหลวงในสมัยนั้นเป็นที่พำนักของผู้อาศัยมากถึงประมาณ 30,000 ชีวิต ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริที่จะย้ายไปประทับยังสถานที่ใหม่อันกว้างขวางและปลอดโปร่ง และนี่ก็ต้นกำเนิดของสวนดุสิต พระราชฐานที่ประทับถาวรแห่งใหม่ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แบบที่เรียกว่า avenue อย่างยุโรปนั้นก็ตัดขึ้นในตอนนี้ เพื่อเป็นทางเสด็จฯ จากวังหลวงไปยังพระราชฐานแห่งความอภิรมย์แห่งใหม่

ปี 2450 หลังจากทรงเสด็จฯ กลับจากยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะสร้าง ‘ห้องรับแขก’ สำหรับสวนดุสิตให้ยิ่งใหญ่กว้างขวาง เป็นหน้าเป็นตาสำหรับรับรองแขกบ้านแขกเมืองในภายภาคหน้า ทรงรำลึกถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งองค์เก่าที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาของพระองค์ ทรงสร้างไว้ในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งองค์นี้ได้ใช้เป็นท้องพระโรงรับพระราชอาคันตุกะสำคัญๆ ในกาลก่อน แต่ต่อมาทรุดโทรมจนต้องรื้อลง ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำรินำชื่อเดิมมาใช้เป็นชื่อของพระที่นั่งองค์ใหม่อีกครั้ง

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ภาพวาดราชทูตฝรั่งเศสสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม วาดเมื่อปี 2409 – 2410 ปัจจุบันแขวนอยู่ ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท   (ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง)

พระที่นั่งอนันตสมาคม

รัชกาลที่ 5

ภานในพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม / พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระเยาว์ประทับ ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม (ภาพจาก www.silpa-mag.com)

Form of Throne (hall)

พระที่นั่งอนันตสมาคม

เมื่อพูดถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม เรามักจะนึกถึงตึกหินอ่อนทรงยุโรปสุดอลังการ เเรกเริ่มเดิมทีแล้วสมเด็จพระปิยมหาราชทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างอาคารนี้เป็นตึกใหญ่แบบไทย แต่ติดปัญหาตรงที่ในขณะนั้นนายช่างราชสำนักที่จะออกแบบสถาปัตยกรรมไทยใหญ่โตขนาดนี้ได้ เหลืออยู่เพียงท่านเดียวเท่านั้น เกินกำลังที่จะรับผิดชอบได้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมด จึงทรงเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก และโปรดฯ ให้คณะช่างชาวยุโรป (โดยเฉพาะชาวอิตาเลียน) เป็นผู้ทำงานวิศวกรรม งานออกแบบ รวมถึงงานตกแต่ง จุดที่น่าสนใจคือ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) หัวหน้าคณะสถาปนิกและผู้ออกแบบตกแต่งของโครงการนี้ มีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น! มาริโอเข้ารับราชการที่กระทรวงโยธาธิการตั้งแต่อายุ 23 และเป็นสถาปนิกคนสำคัญที่รังสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่างห้องสมุดเนลสันเฮย์ พระที่นั่งอัมพรสถาน สถานีรถไฟหัวลำโพง หรือทำเนียบรัฐบาล

ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนำเข้าจากเหมืองหินอ่อนคุณภาพดีที่สุดส่งตรงจากอิตาลี รังสรรค์ขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบแบบผสมผสาน ประกอบด้วยความโอฬารแบบเรเนซองส์ สง่างามแบบนีโอคลาสสิกตบแต่งภายมลังเมลืองในแบบบาโรก โดมของพระที่นั่งได้รับแรงบันดาลใจจากโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งกรุงวาติกันและมหาวิหารเซนต์พอลแห่งกรุงลอนดอน ผังของอาคารมีรูปแบบคล้ายคลึงผังศาสนสถานตะวันตก  

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ผังของมหาวิหารเซนต์พอล (ซ้าย) เทียบกับผังพระที่นั่งอนันตสมาคม

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างครั้งนี้ล้วนเป็นของมีค่าควรเมืองที่คัดเเล้วคัดอีกมาจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลก อย่างกระเบื้องปูพื้นจากเมืองเวียนนา ผ้าม่านจากเมืองแมนเซสเตอร์ ประติมากรรมจากเมืองฟลอเรนซ์ เล่ากันว่าทุกคราวที่วัสดุจากยุโรปมาถึงท่าเรือ Bangkok Dock ในหลวงรัชกาลที่ 5 จะเสด็จฯ ไปตรวจตราโดยพระองค์เองด้วยความชื่นพระทัยทุกครั้งไป แต่เรื่องแสนเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ สวรรคตไปเสียก่อนที่จะได้ทรงเห็นองค์พระที่นั่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ การก่อสร้างกินเวลาทั้งสิ้น 8 ปี ใช้งบประมาณทั้งหมด 15 ล้านบาทตามค่าเงินในสมัยนั้น

รูปปั้น

ประติมากรรมหินอ่อนชื่อ Menaceo ที่ฐานสลักชื่อศิลปิน A. Gostoli และ G. Trentanove ปัจจุบันตั้งอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงซื้อจากเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี (ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง)

ถึงแม้จะตั้งตระหง่านคู่ไทยมามากกว่า 100 ปี แต่จากข้อมูลทางวิศวกรรมฐานรากพบว่าองค์พระที่นั่งทรุดลงเดือนละประมาณ 1 มิลลิเมตร และในขณะนี้พบว่าได้ทรุดตัวไปแล้วมากกว่า 1 เมตร จากระดับเดิมแรกสร้าง

 

Tale of Throne

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (ภาพจากหนังสือที่ระลึกครบ 100 ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ท่ามกลางศิลปกรรมอันสูงค่า พระแท่นราชบัลลังก์ตั้งประดิษฐานเป็นศูนย์กลางองค์พระที่นั่ง กางกั้นด้วยฉัตรขาว 9 ชั้น (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘นพปฎลมหาเศวตฉัตร’ นพ = 9, ปฎล = ชั้น, เศวต = สีขาว, ฉัตร = ร่ม) สำหรับความหมายของฉัตร 9 ชั้นนั้นมีการตีความที่หลากหลาย คติที่สนใจก็คือ 9 ชั้น หมายถึงพระราชาเปรียบประดุจร่มชั้นล่างสุดที่กว้างขวางแผ่รับประชาชนไว้ทั้ง 8 ทิศ เดิมทีฉัตรเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ที่ถือว่ามีความสำคัญสูงสุดตามคติพราหมณ์ ก่อนที่แนวคิดแบบฝรั่งที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับมงกุฎจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่

จากรูปด้านบนจะมองเห็นรางม่านที่ใช้งานจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนิน ม่าน (ราชาศัพท์เรียกว่าพระวิสูตร) จะถูกปิดไว้ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จประทับบนพระราชอาสน์เรียบร้อยแล้วเจ้าพนักงานจึงให้สัญญาณประโคมเปิดพระวิสูตร จนกว่าจะเสร็จพระราชกรณียกิจเจ้าพนักงานจึงปิดพระวิสูตร ตามประเพณีสมัยก่อนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลุกจากพระราชอาสน์และเสด็จฯ ออกไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานจะต้องเปิดม่านอีกครั้ง เผยให้เห็นราชบัลลังก์ที่ว่างเปล่า เป็นนัยว่าองค์พระมหากษัตริย์ผู้เป็นสมมติเทพเสด็จฯ ล่องลอยกลับพระวิมานบนสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว

ย้อนเวลากลับไปยังสมัยรัชกาลที่ 3 มีตำนานเล่าว่า วชิรญาณเถระ (ผู้ที่จะลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติเป็นในหลวงรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา) เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อผ่านเนินปราสาท ณ เมืองเก่าสุโขทัย นอกจากจะทรงค้นพบศิลาจารึกหลักที่ 1 ต้นกำเนิดอักษรไทยอันลือเลื่องแล้ว ยังมีโบราณวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ทรงพบในคราวนั้น เป็นแท่นหินโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นแท่นเสด็จออกราชการของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดังที่ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า “ขะดานหินนี้มีชื่อว่ามนังศิลาบาตร” “พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขดารหิน ให้ฝูงลูกเจ้าขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง” เมื่อเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ได้ทรงเชิญวัตถุสองสิ่งนี้ลงมาด้วย

เมื่อคราวสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมสำเร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างฐานรองรับพระแท่น และทรงอัญเชิญพระแท่นมนังคศิลามาประดิษฐานเป็นพระราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่งองค์นี้

พระแท่นมนังคศิลา

เรื่องราวของแท่นบัลลังก์หินอันมีประวัติเก่าแก่ของกษัตริย์ทำให้เรานึกถึง หินแห่งสโคน (Stone of Scone) หนึ่งในโบราณวัตถุที่เกี่ยวพันกับราชบัลลังก์อังกฤษ หินแห่งสโคน หรือที่อาจจะรู้จักกันในชื่อ หินแห่งชะตา (Stone of Destiny)  หรือหินราชาภิเษก (Stone of Coronation) เป็นแท่นหินเก่าแก่ที่กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ในกาลก่อนใช้เป็นที่นั่งสวมมงกุฎในพิธีราชาภิเษก ใน ค.ศ. 1296 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 กษัตริย์นักบุญแห่งอังกฤษ ได้ยึดแท่นหินนี้มาและนำไปใส่ไว้ใต้ที่นั่งของบัลลังก์เซนต์เอ็ดเวิร์ด (St Edward’s Chair) หรือที่รู้จักกันในนามบัลลังก์ราชาภิเษก (Coronation Chair) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรทุกพระองค์จะทรงประทับสวมมงกุฎบนบัลลังก์เหนือแท่นหินแห่งสโคน เป็นการแสดงพระราชอำนาจเหนืออาณาจักร (และพระราชาทั้งหลายแห่ง) สกอตแลนด์ ในทำนองเดียวกัน เมื่อพระมหากษัตริย์สยามทรงประทับเหนือพระแท่นมนังคศิลาที่เชื่อกันว่าเป็นของมหาราชผู้เป็นต้นแบบของกษัตริย์ผู้เลิศทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งทางบู๊และทางบุ๋น ก็อาจเน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความชอบธรรมอันช้านานของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทในการปกครองนับเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย

บัลลังก์

หินแห่งสโคนถูกใส่ไว้ใต้ที่นั่งของบัลลังก์ราชาภิเษก (ภาพจาก flickr.com)

สมเด็จพระราชินิเอลิซาเบ็ธที่ 2

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ 2 ประทับบัลลังก์ราชาภิเษก ในพระราชพิธีราชาภิเษก  (ภาพจาก   cdn.images.express.co.uk)

หลังจากที่จากบ้านจากเมืองมาเกือบพันปี หินแห่งสโคนได้กลับคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินเกิดอีกครั้ง ในปี ค.ศ.1996 เมื่อรัฐบาลอังกฤษมีมติให้ส่งหินกลับไปเก็บรักษาที่สกอตแลนด์ โดยมีข้อแม้ว่าแท่นหินนี้จะต้องถูกส่งกลับมาอีกเมื่อมีการจัดพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งหน้า

  เช่นเดียวกับหินแห่งสโคน พระแท่นมนังคศิลามิได้ประดิษฐานอยู่ตลอดกาล ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ก่อนวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าไว้ในบันทึกความทรงจำของท่านว่า

“ในหลวงท่านทรงสั่งว่าให้ยกพระแท่นมนังคศิลาซึ่งเป็นของพระร่วงเจ้าไปเสียในวังหลวง อย่าให้ท่านประทับ และพระสังวาลย์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 อย่าหยิบมาให้ท่านทรงในวันนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์นี้ท่านได้กู้บ้านกู้เมืองมา ฉันเป็นผู้ที่จะพาไป… (ต้นฉบับเซนเซอร์ไว้) จึงไม่สมควรจะนั่งและใส่ของๆ ท่าน

และในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น ก็ประทับบนพระแท่นที่จำลองไว้จริงๆ … ทรงรำพันอยู่เสมอว่า ฉันกลัวตายไปเจอะปู่ย่าตายายเข้าจริงๆ ท่านคงคงจะกริ้วว่ารับของท่านไว้ไม่อยู่เป็นแน่”

พระที่นั่งอนันตสมาคม

พิธีพระราชทานรัฐธรรมนูณฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475 (ภาพจาก www.silpa-mag.com)

ในคราวปฏิสังขรณ์พระบรมมหาราชวังครั้งใหญ่ในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เมื่อปี 2525 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชบัญชาให้นำพระแท่นมหนังคศิลามาประดิษฐานจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สามารถเข้าชมได้จนถึงทุกวันนี้

 

Self-portrait of Siam

นานาอารยประเทศล้วนมีงานศิลปะชั้นเอกเป็นที่เชิดหน้าชูตา หากลองนึกภาพวาดที่เป็น masterpiece ของไทยน่าจะเป็นชิ้นไหนบ้าง? สำหรับงานศิลปะไทยประเพณีที่เรานึกถึงน่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงวัดพระแก้ว เป็นภาพยาวเฟื้อยเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่นึกถึงต่อไปก็คงจะเป็นภาพวาดที่พระที่นั่งอนันตสมาคมนี่แหละ เพราะช่างแปลกตาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน การชมพระที่นั่งเป็นประสบการณ์ที่ต่างไปจากการท่องเที่ยวที่ใดในไทย เพราะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการไปชมพระราชวังในยุโรป ภาพเขียนแบบตะวันตกขนาดใหญ่ใต้โดมนี่เองที่สร้างบรรยากาศเหล่านั้นให้บังเกิดขึ้น

ท้องเรื่องในภาพวาดเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ออกแบบและเขียนขึ้นโดยความคิดและฝีมือของศิลปินชนชาติที่เรายกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางศิลปะอย่างอิตาเลียน (ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาอนุมัติจากรัฐบาลสยามอยู่ดี) ศรัณย์ ทองปาน วิเคราะห์ไว้ว่าจิตรกรรมชุดนี้เปรียบได้กับภาพเหมือนตนเอง (Self-portrait) ขนาดยักษ์ที่สยามคัดลือกเรื่องราวและมุมมองที่ดีที่สุดนำมาจัดแสดงเพื่อประกาศฐานะรัฐสมัยใหม่และประกาศรสนิยมอันเลิศเลอของตนในเวทีโลก

5 ภาพเขียนปูนแห้งขนาดมหึมานำเสนอเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยพระมหากษัตริย์ 6 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มจากภาพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจล ณ กรุงธนบุรี ก่อนที่จะปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า

“สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก ให้ตรวจเตรียมพลโยธาหาญพร้อมแล้ว ให้เอาช้างเข้าเทียบเกย แล้วขึ้นบนเกยจะขี่ช้างในเวลานั้นบังเกิดศุภนิมิตร์เปนมหัศจรรย์ ปรากฏแก่ตาโลกย์ เพื่อพระราชกฤษฎีกาเดชานุภาพพระบารมี จะถึงมหาเสวตร์ราชาฉัตร์ บันดานให้พระรัศมีโชติ์ช่วง แผ่ออกจากพระกายโดยรอบ เห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพ บันดารี้พลนายไพร่ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ชวนกันยกมือขึ้นถวายบังคมพร้อมกัน แล้วเจรจากันว่า เจ้านายเราคงมีบุญเปนแท้ กลับเข้าไปครั้งนี้จะได้ผ่านพิภพเปนมั่นคง … ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวว่า ครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบแล้ว แผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเปนศุขสืบไป”

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

ด้านทิศตะวันออกเป็นโดมใหญ่รูปวงรี กลางภาพเป็นพื้นที่ท้องฟ้า ฟากหนึ่งเป็นภูมิทัศน์ฝั่งธนบุรี ปรากฏภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เสด็จฯ โดยกระบวนราบผ่านพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่กำลังก่อสร้าง ด้านตรงข้ามเป็นภูมิทัศน์ฝั่งพระนคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จฯ ผ่านป้อมเผด็จดัสกร หนึ่งในป้อมบนกำแพงวังหลวงที่ทรงสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

สุดทางอีกด้านหนึ่งของโดมวงรี ด้านทิศตะวันตกปรากฏภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เบื้องหน้าพระพุทธรูปมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประทับเป็นประธาน รอบล้อมด้วยพระภิกษุกับทั้งนักบวชหลากชาติหลากศาสนา ด้านทิศตะวันตกซึ่งปกติถือว่าเป็นทิศที่ไม่เป็นมงคลนัก อาจสัมพันธ์กับการตั้งภาพสิ่งที่เป็นมงคลอย่างพระพุทธรูปเพื่อแก้เคล็ด อีกทั้งยังสัมพันธ์กับความที่สยามก้าวไปสู่ความเป็นตะวันตกในสมัยนี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพโดมตะวันออก จะเห็นด้ว่าโดมตะวันออกแสดงภาพท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง การที่ศิลปินให้พื้นหลังของโดมตะวันตกเป็นสีมืดอาจจะสัมพันธ์กับทิศทางที่ตั้งของภาพด้วย

ภาพจิตรกรรม

โดมทิศใต้ซึ่งอยู่เหนือมุขที่ออกไปยังสีหบัญชร มองออกไปเห็นลานพระบรมรูปทรงม้า สัมพันธ์กับภาพสมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกระบบทาสในสยาม (ในความจริงแล้วพระองค์ยังทรงยกเลิกระบบไพร่ กล่าวโดยย่อคือประชาชนคนทั่วไปต้องสังกัดมูลนายและทำงานรับใช้หลวง การยกเลิกระบบไพร่จึงเป็นการเริ่มต้นของตลาดแรงงานเสรี) ด้านซ้ายของภาพคือท่าเรือที่พลุกพล่านไปด้วยเรือสินค้าและผู้คน แสดงความรุ่งเรืองด้านการค้าขายและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ส่วนด้านขวาของภาพเป็นภาพการก่อสร้างพระที่นั่งองค์นี้  

ความสามารถของศิลปินในการตีความคอนเซปต์ที่เป็นนามธรรมอย่างการเลิกทาสออกมาเป็นภาพเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมแสดงออกมาในภาพนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นภาพจำและแบบแผนที่ถูกผลิตซ้ำบ่อยครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องเหตุการณ์เลิกทาส อย่างที่ปรากฏบนหลังธนบัตร 100 บาทรุ่นรัชกาลที่ 5

ภาพจิตรกรรม แบงก์ 100

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6  จึงสมควรที่จะมีภาพที่เพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อรัชกาลใหม่โดยเฉพาะด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ ศิลปินจึงเลือกนำเสนอภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ความพิเศษของพิธีครั้งนั้นคือเป็นครั้งแรกที่เชิญพระบรมวงศานุวงศ์และแขกจากต่างประเทศมาร่วมงานด้วย ศิลปินผู้ออกแบบและวาดภาพก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ไดัรับเชิญให้เข้าร่วมงานครั้งนั้นในฐานะผู้สังเกตการณ์เพื่อจะนำสิ่งที่พบ สิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้สึก ถ่ายทอดออกเป็นภาพ

ภาพจิตรกรรม

“สยามเป็นเหมือนคำสาป” : จากเวนิส สู่เวนิสตะวันออก

 

กาลิเลโอ คินี

กาลิเลโอ คินี (ภาพจาก wikimedia.org)

กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) จิตรกรชาวอิตาเลียนเดินทางถึงสยามเมื่อต้นรัชกาลที่ 6 ด้วยสัญญางานออกแบบและวาดภาพประดับตกแต่งท้องพระโรงแห่งใหม่ของสยาม

ประมาณ 3 ปีก่อนหน้านั้น ณ งานแสดงศิลปะนานาชาติระดับโลกชื่อก้องอย่างเวนิส เบียนนาเล่ (La Biennale di Venezia) ที่ยังคงจัดขึ้นที่เมืองเวนิสทุกๆ 2 ปีเรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรผลงานของศิลปินดาวรุ่ง กาลิเลโอ คินี เป็นครั้งแรก

  คินีใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปีครึ่งตามข้อกำหนดของสัญญา การที่สยามเป็นบ้านเมืองที่เขาไม่เคยรู้จักไม่คุ้นเคย การทำงานกับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม สเกลงานที่ใหญ่มาก รวมถึงเวลาที่มีจำกัด เป็นโจทย์สุดหิน ทำให้กาลิเลโอต้องทำการบ้านอย่างหนัก เขาต้องศึกษาขนบธรรมเนียบประเพณีสยามที่สลับซับซ้อนและไกลตัวเพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดออกมาในภาพอย่างถูกต้องงดงาม ด้วยความกดดันมหาศาลทำให้กาลิเลโอเขียนจดหมายไปถึงคิโน คินี ลูกพี่ลูกน้องของเขา โดยกล่าวว่า “สยามเป็นเหมือนคำสาป” และสารภาพว่าเขาเองไม่สามารถเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของขนบธรรมเนียมสยามได้ หากเราลองดูภาพร่างของกาลิเลโอ ก็คงพอจะจินตนาการได้ว่างานของเขานั้นหนักหนาเพียงใด และศิลปินเองต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดไหน

นอกจากคินีแล้ว ผู้ช่วยของของเขาทั้งสอง คือ ซี. ริโกลี (Mr. C. Riguli) และ โจวันนิ สะกวันซิ (Giovanni Sguanci) ก็มีส่วนรวมอย่างมากที่ทำให้งานยิ่งใหญ่ครั้งนี้สมบูรณ์แบบ   

ภาพร่าง พระพุทธรูป ภาพร่าง

ภาพร่าง ภาพจิตรกรรม ภาพร่าง

ภาพร่างจิตรกรรมพระที่นั่งอนันตสมาคมของกาลิเลโอ คินี (ภาพจากหนังสือ กาลิเลโอ คินี จิตรกรสองแผ่นดิน)

 

เงาตะวันตกในภาพตะวันออก

ภาพจิตรกรรม

(ภาพจากหนังสือที่ระลึกครบ 100 ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ถึงแม้ศิลปินจะบอกว่างานนี้เป็นคำสาปอันยากเข็ญของเขา แต่ผลงานก็เป็นประจักษ์พยานของฝืมือขั้นเทพและความพยายามอย่างยิ่งที่จะผสมผสานรูปแบบความเป็นไทยลงในต้นแบบตะวันตก เช่นในส่วนของภาพวาดประดับเพดาน คินีเลือกใช้ลวดลายแนว Art Nouveau ที่เป็นของใหม่ของเก๋ที่นิยมอย่างมากในยุโรปสมัยนั้น ศิลปะแนวนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่เครื่องจักรกลไกต่างๆ กำลังจะก้าวขึ้นมาครองโลก เหล่าศิลปินเห็นว่าความเจริญก้าวหน้านี้เองจะเป็นสิ่งที่ลดทอนสุนทรียะของศิลปะและงานฝีมือ ศิลปะแนวทางนี้จึงกลับไปสู่ลวดลายประดับประดาอ่อนช้อยของพรรณพฤกษา อีกทั้งยังลดทอนและประดิดประดอยลายเส้นสายในธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องตกแต่ง เพื่อหลีกหนีจากความแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวาของจักรกลและระบบอุตสาหกรรม คินีและลูกศิษย์ได้สอดแทรกความเป็นไทย เช่นนำสัตว์ในตำนานอย่างพญาครุฑ พญานาค และช้างเอราวัณ เข้าไปสอดรับกับลวดลายเถาวัลย์อันงดงามอย่างลงตัว เทวดาองค์น้อยแบบฝรั่งถูกดัดแปลงเป็นเด็กผมจุกนุ่งโจงกระเบน เดรสแบบกรีกของเทพธิดาฝรั่งที่ดูเหมือนจะมีจีบหน้านางแบบไทยอยู่กึ่งกลางชุดก็แสนเก๋และกลมกลืน เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

ภาพจิตรกรรม

ด้วยความที่คินีอยู่ในแวดวงศิลปะและเติบโตที่อิตาลี ศิลปกรรมตะวันตกย่อมอยู่ในสายเลือดและความรับรู้ของเขาจึงไม่แปลกอะไรที่การนำเสนอภาพในท้องเรื่องแบบไทยของเขาจะปรากฏอิทธิพลของศิลปะตะวันตกสอดแทรกอยู่มากมาย เช่นภาพวาดชายเปลือยแบกพวงมาลัยที่ปรากฏอยู่หลายแห่งในองค์พระที่นั่งคล้ายคลึงกับภาพ Ignudi หรือชายเปลือยปริศนาของ Michelangelo ที่ประดับ Sistine Chapel อันลือเลื่องในนครวาติกัน

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

รายละเอียดของจิตรกรรมพระที่นั่งอนันตสมาคมเปรียบเทียบกับส่วนหนึ่งของภาพ First day of creation โดย Michelangelo (ภาพจาก wikimedia.org)

หรือในภาพรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส ทาสที่คินีวาดอาจจะมิได้ตรงกับภาพทาสในความคิดของคนไทยเท่าใดนัก ดูเหมือนว่าคินีจะถ่ายทอดภาพทาสออกมาใกล้เคียงกับภาพทาสผิวสีตามความคิดของชาวตะวันตกมากกว่า

เลิกทาส

การจัดวางองค์ประกอบด้วยขั้นบันไดและท้องฟ้าของภาพนี้ใกล้เคียงกับการจัดองค์ประกอบด้านล่างของภาพอีกภาพหนึ่งที่วาติกันเช่นกัน ชื่อภาพว่า Disputation of the Holy Sacrament ผีมือของ Raphael ปรมาจารย์อีกท่านหนึ่งของยุคเรเนซองส์

เลิกทาส

ภาพจิตรกรรม

เช่นเดียวกับภาพบรรดาขุนนางข้าราชการในภูษาสีทองรองรืองรายล้อมเข้าเฝ้าฯ ในภาพรัชกาลที่ 1 ทำให้นึกถึงภาพวาดนักบุญตามแบบศิลปกรรมไบแซนไทน์ (Byzantine) การวางองค์ประกอบภาพเหล่าขุนนางน่าจะได้รับอิทธิพลจากภาพวาดทางศาสนาที่มักแสดงภาพนักบุญและเทวดารอบล้อมแห่แหนเข้าเฝ้าองค์พระศาสดา  

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

Adoration of the Trinity ผลงานของ Albrecht Dürer ปี 1511 (ภาพจาก wikimedia.org)

คล้ายคลึงกับภาพรัชกาลที่ 4 ท่ามกลางนักบวชนานาชาติหลากศาสนา การแสดงภาพความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีมหาบุรุษเป็นศูนย์กลาง เป็นเนื้อหาสาระที่ตรงกับภาพเขียนชื่อการนมัสการของโหราจารย์

(The Adoration of the Magi) ที่แสดงภาพเหล่าโหราจารย์ทั้งสามและคณะเดินทางออกตามหาผู้ที่จะกำเนิดมาเป็นกษัตริย์ชาวยิวตามคำทำนาย จนกระทั่งพบพระเยซูแรกประสูติ ทั้งหมดจึงได้จึงถวายนมัสการด้วยความศรัทธา โหราจารย์ทั้งสามประกอบด้วยคนวัยหนุ่ม วัยกลางคน และวัยชรา ศิลปินมักถ่ายทอดหนึ่งในนั้นเป็นคนผิวสีด้วย การนมัสการของโหราจารย์จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเผยแพร่ศาสนาไปสู่คนทุกวัย ทุกชาติ ทุกภาษา

ภาพจิตรกรรม

The Adoration of the Magi โดย Botticelli (ภาพจาก totallyhistory.com)

ขวาสุดในกลุ่มของผู้เข้าเฝ้าปรากฏภาพหญิงสาวกำลังสัมผัสลูกโลกขนาดยักษ์ อาจตีความได้ว่าเป็นการแสดงความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการของรัชกาลที่ 4 ซึ่งนอกจากทรงเป็นผู้รู้รอบทางธรรมแล้วยังทรงรอบรู้เรื่องทางโลกอีกด้วย ลูกโลกยักษ์นี้ยังอาจเป็นการบันทึกเรื่องราวทางการทูต เนื่องจากในคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมอบลูกโลกขนาดยักษ์เป็นหนึ่งในของขวัญสำหรับถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ลูกโลกดังกล่าวเคยจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คู่กับรถไฟจำลองที่ส่งเข้ามาถวายในวาระเดียวกัน) ด้วยทรงทราบว่าพระองค์โปรดการศึกษาวิทยาการแบบฝรั่ง แถมเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะลูกโลกดังกล่าวก็เป็นการประกาศศักดาความเป็นเจ้าโลก บ่งบอกเขตแดนอาณานิคมแผ่ไพศาลของอังกฤษ ที่ได้ชื่อว่าจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในสมัยนั้น

ภาพจิตรกรรม

ด้วยความหลงใหลในเรื่องเก่าๆ บวกกับความคลั่งไคล้นิยายแดน บราวน์ ทำให้ผู้เขียนร่ายยาวมาถึงบรรทัดนี้ได้ หนังสือซีรีส์ที่มีโรเบิร์ต แลงดอน เป็นตัวเอกจุดประกายให้กระหายใคร่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังงานศิลปะชิ้นต่างๆ

ยังมีรูปภาพและเรื่องราวในไทยมากมายยังคงเป็นปริศนา (ถ้าเรามองว่ามันเป็น!) รอคอยให้พวกเรามาถอดรหัสและตีความ อย่างในรูปเดียวกันนี้มีนักบวชคนหนึ่งถือหนังสือที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซ้อนในสามเหลี่ยม ดูเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมลับทำนองอิลลูมินาติ (Illuminati) ยังไงชอบกล! สัญลักษณ์นี้เป็นตัวแทนของลัทธิความเชื่อหรือศิลปินซ่อนความหมายอื่นใดไว้รูปหรือไม่อย่างไรเรายังหาข้อมูลไม่พบ เป็นเรื่องสนุกสำหรับเราที่จะได้ค้นหาคำตอบที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ต่อไป

ภาพจิตรกรรม

การบรรจบพบกับของตะวันออกและตะวันตก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง สังคม และศิลปะ ของไทยด้วยประการฉะนี้

อ้างอิง

รูปจิตรกรรมทั้งหมดจากหนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง (2535) โดย

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

บทความ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดย เผ่าทอง ทองเจือ ในหนังสือที่ระลึก 100  ปีพระที่นั่งอนันตสมาคม และพิธีเปิดศิลป์แผ่นดินครั้งที่ 7 และพิธีเปิดเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ (2559) โดยสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา

หนังสือ กาลิเลโอ คีนี จิตรกรสองแผ่นดิน (2551) โดย หนึ่งฤดี โลหผล (บรรณาธิการ)

หนังสือ พระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี โดย Francesca B. Filippi

บทความ จิตรกรรมบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม: ‘ภาพเหมือนตัวเอง’ ของสยาม โดย ศรัณย์ ทองปาน ใน พิพิธพรรณวรรณความทรงจำและสยาม-ไทยศึกษาในบริบทสากล (2556) โดย นัทธนัย ประสานนาม (บรรณาธิการ)

หนังสือ พระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี โดย Francesca B. Filippi

หนังสือ 140 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี ภราดามหามิตร (2551) โดย หนึ่งฤดี โลหผล

หนังสือ เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์ (2542)โดย จอร์จ เฟอร์กูสัน

หนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (2543)โดย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี เข้าถึงได้จาก https://th.wikisource.org/wiki/พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี

Writer & Photographer

Avatar

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แม้ต้นสัปดาห์นั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในช่วงปลายอาทิตย์ กรุงเทพมหานครจะพบกับสายฝนผู้เป็นมิตรสหายประจำฤดูกาลแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนามากพอจะทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ ซ้ำยังช่วยคลายร้อน ให้เราได้เดินเท้าเที่ยวรอบย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยธนบุรีอย่าง ‘กุฎีจีน’ ได้สนุกขึ้นอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมริมน้ำที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์แห่งฝั่งธนฯ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เราแบกเป้ สะพายกล้อง พร้อมเคลียร์พื้นที่ความจำในสมอง ออกมาร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน ที่ The Cloud และเทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมครั้งที่ 6 (The 6th River Festival) ร่วมกันจัดขึ้นแล้ว

ย่านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่ชอบออกไปสัมผัสบรรยากาศของชุมชนเก่าในเมืองหลวง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจาก 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ยังได้ดื่มด่ำศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างหลากหลาย จากแต่ละหมุดหมายซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติหลายศาสนา

แม้ดูเหมือนว่ากุฎีจีนจะเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เชื่อได้เลยว่าย่านนี้ยังมีปริศนาคาใจอีกมากที่ชวนให้เราหาคำตอบ

คราวนี้เราเลยชวนทุกคนออกมาเดินเท้าสำรวจกุฎีจีน เพื่อไขข้อสงสัยเบื้องหลังทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่บนเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) และเรือนจันทนภาพ มัสยิดบางหลวงที่มีรูปทรงแปลกตา รสชาติอาหารลูกผสมสยาม-โปรตุเกส วิธีการทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่มาของเสียงระฆังเพลงบรรเลงจากโบสถ์ซางตาครู้ส สถาปัตย์ไทยผสมจีนที่วัดกัลยาณมิตร วิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมในศาลเจ้าเกียนอันเกง และเทคนิคที่สถาปนิกใช้ซ่อมเสาครูกลางเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส

เราได้ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกนักอนุรักษ์มาเป็นวิทยากรพิเศษประจำทริป พร้อมเปิดเผยทุกกระบวนท่าจากวิชาสถาปัตย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆ และเฉลยปริศนาข้อสงสัยให้เราตลอดทาง ทั้งยังได้ไกด์ท้องถิ่นประจำทริปอย่าง ปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน มาช่วยตอบข้อสงสัยทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอีกด้วย

จบทริปอิ่มสมอง อิ่มท้อง และอิ่มใจคราวนี้ เข้าใจกุฎีจีนมากขึ้นอีกโข

เราแอบเก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้ดูได้ชมตลอดวันมาเป็นของฝากด้านล่างนี้ กางร่มแล้วเริ่มเดินเที่ยวไปพร้อมๆ กันนะ

01

อะไรอยู่ในบ้าน

ฟังประวัติศาสตร์สนุกๆ ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนลูกผสมไทย-จีน-ฝรั่ง

ถ้าให้ลองจินตนาการภาพบ้านของสามัญชนคนธรรมดาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงจินตนาการไม่ออก เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ที่พอจะเหลือให้เห็นคือเรือนที่ประทับของเจ้านาย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) แห่งชุมชนโรงครามย่านกุฎีจีน จึงเป็นตัวอย่างเรือนของสามัญชนที่เราพอจะใช้ศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนของคนไทยได้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนโบราณหลังนี้ เราได้ชิมลุดตี่และน้ำขิงปรุงอย่างเทศ อาหารว่างดั้งเดิมฉบับมุสลิม จึงเข้าใจทันทีว่า “ลุดตี่นี้น่าชม” ดังปรากฏใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นั้น มีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร แป้งสัมผัสนุ่มห่อแกงแขกรสชาติคล้ายมัสมั่นเข้ากันได้ดีกับน้ำขิงเข้มข้น เติมพลังให้มีแรงเดินสู้ฝนไปได้ทั้งวัน 

ถอดรองเท้าแล้วค่อยๆ เดินขึ้นเรือนตามมานะ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

“อาคารหลังนี้ต่อเติมเยอะมาก” คือประโยคแรกที่วิทยากรของเราเกริ่น ก่อนจะแถลงไขให้เราฟังว่า แต่เดิมนั้นเป็นเรือนฝากระดาน หลังคาทรงปั้นหยา มุขจั่วหน้าบ้านที่ตีผนังตามแนวนอนเป็นเครื่องยืนยันว่านั่นคือส่วนที่ต่อเติมออกไป ทำให้ได้หลังคาจั่วหน้าบ้านและระเบียงทางเดินรอบบ้านมาเป็นของแถม

ตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนลูกผสม งานช่างไทยปรากฏที่ส่วนโครงสร้างหลักของบ้าน เช่น ฝาผนังที่ยังคงทำเป็นแผงแยกกันระหว่างเสาแต่ละต้น วิทยากรของเราอธิบายขณะพาเราเดินเข้าไปภายในบ้าน พลางชี้ให้ดูผนังไม้กระดานผืนใหญ่ แล้วหยุดที่หน้าประตูบ้านยาว ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วเฉลยว่า นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจในบ้านหลังนี้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประตูบานยาวใช้เปิดระบายอากาศ พร้อมลูกกรงเหล็กหล่อสีเขียวโดดเด่นซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน ก่อนเราจะทันสังเกต วิทยากรของเราก็เลื่อนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหลังช่องลมของประตูบานนั้นลง แล้วเฉลยว่า นี่คือเทคนิคของช่างจีนที่หาชมได้ยากมาก 

แผ่นไม้บานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองสภาพอากาศของไทย ยามร้อนก็เปิดระบายอากาศได้ ยามฝนก็ปิดกันฝนได้ เทคนิคช่างจีนอีกอย่างคือส่วนล่างของบานประตู ซึ่งมีลายลูกฟักกระดานดุนที่ลบเหลี่ยมมุม ขัดกับวิธีการทำตัวบานพับเหล็กอย่างฝรั่ง น่าทึ่งที่เทคนิคนานาชาติอยู่ด้วยกันที่ประตูบานเดียวได้อย่างลงตัวทั้งทางดีไซน์และฟังก์ชัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

หลังจากเจ้าของเดิมเสียชีวิตเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 5 ลูกหลานก็น่าใช้เรือนต่อเรื่อยมา ก่อนจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นางผัน อหะหมัดจุฬา เมื่อ พ.ศ. 2485 ในที่สุด

ย่านเดียวกันนี้ยังมี เรือนจันทนภาพ อีกหลัง เรือนไทยรุ่นน้องหลังนี้แม้อายุอ่อนกว่าหน่อย แต่รับรองได้ว่างานสถาปัตย์สนุกไม่แพ้กัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรือนไทยประเพณีของคหบดีเจ้าของบ่อพลอยจากเมืองจันท์ มีเครื่องยืนยันเป็นไม้กระดานผืนยาวราคาแพง ที่นำมาทำผนังซึ่งมีระยะกว้างกว่าปกติ ทำจั่วแสงอาทิตย์ และทำพื้นกระดานของเรือนได้ทั้งหลัง

วิทยากรของเราจั่วหัวก่อนเริ่มบรรยายว่า “บ้านหลังนี้คือลูกผสมของไทย จีน ฝรั่ง”

ความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน ในขณะที่กลิ่นอายความเป็นจีนลอยโชยมาจากกรอบประตูทางเข้า ที่มีแผงไม้แกะสลักเป็นลายหงส์และเครือเถาดอกไม้อย่างจีนด้านบน รวมถึงหย่องหน้าต่างซึ่งแกะสลักลายดอกพุดตานคล้ายกับเรือนเจ้านาย ส่วนกลิ่นนมเนยอย่างฝรั่งนั้น มาจากการใช้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินกั้นแบ่งส่วนของเรือน และวอลเปเปอร์ในตู้ ที่เพียงปราดตามองก็รู้ว่ามาจากเมืองฝรั่ง ที่บานประตูปรากฏการลบเหลี่ยมมุมของลายลูกฟักกระดานดุน และการทำบานเกล็ดคล้ายกับเรือนหลังก่อน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จารุภา จันทนภาพ เจ้าของเรือนคนปัจจุบัน เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และคราวกบฏแมนฮัตตัน ก่อนจะชี้ร่องรอยหลักฐานอันเป็นเครื่องยืนยัน คือรอยกระสุนที่ทะลุผนังเรือนด้านหน้า และอีกรอยที่ทะลุกระจกเข้ามา

เรือนไทยโบราณทั้งสองหลังนี้ทำให้เราเห็นภาพของคนในย่านกุฎีจีนชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนแห่งนี้ ผ่านงานสถาปัตยกรรมลูกผสมในเรือนพักอาศัยของสามัญชน

02

มัสยิดหรืออุโบสถ

เข้าใจวัฒนธรรมอิสลามผ่านมัสยิดรูปทรงคล้ายโบสถ์พุทธ

สำหรับคนทั่วไป มัสยิดคืออาคารยอดโดมและอาจมีหอคอยด้วย

แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้มาเห็นมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) แล้ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำทันที 

(ถ้าไม่เชื่อลองดูรูป)

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

คำว่า ‘กุฎีขาว’ น่าจะมาจากสีขาวของอาคาร ‘กุฎี’ หรือ ‘กุฏิ’ ซึ่งเป็นที่ใช้ประกอบศาสนกิจ

ทันทีที่เราย่างเท้าเข้าสู่บริเวณมัสยิด ก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่โดยรอบอาคารที่มีสัดส่วนไม่สม่ำเสมอได้ทันที เพราะมัสยิดไม่ได้วางตัวสอดคล้องขนานไปกับเส้นทางการสัญจร แต่ต้องหันหน้าไปทางทิศแห่งนครมักกะฮ์เท่านั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานพุทธศิลป์แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 อาคารมีเสาพาไลรับหลังคาล้อมรอบ มีขนาด 5 ห้อง ส่วนยอดลดทอนรายละเอียดของเครื่องลำยองที่เป็นไม้ออกไปทั้งสิ้น แล้วใช้งานปูนปั้นอย่างศิลปะจีนประดับแทนเนื่องจากมีความทนทานมากกว่า หน้าบันปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ที่กึ่งกลางมีพานรองรับดอกบัว ภายในบรรจุตัวอักษรพระนามพระอัลเลาะห์ โดยใช้วิธีการเรียงตัวอักษรอย่างศิลปะอิสลาม

วิทยากรตั้งข้อสังเกตว่า ที่หน้าบันมีกรอบคล้ายนาคสะดุ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะแบบพระราชนิยม จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นหรือบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4

อีกหนึ่งจุดที่วิทยากรชี้ให้เราชะโงกดูจากภายนอกคือด้านในมัสยิดที่รวมเอามิห์รอบ ซึ่งทำหน้าที่บอกทิศแห่งนครมักกะฮ์ และมิมบัร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธรรมมาสน์ เอาไว้ด้วยกัน ตกแต่งเป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี ท่วงท่าลวดลายคล้ายซุ้มประตูพระอุโบสถของวัดอนงคารามวรวิหาร

ส่วนถัดออกไปคือกุโบร์ หรือสุสานสำหรับฝังศพชาวมุสลิม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราได้ฟังเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมจากอิหม่าม รอมฎอน ท้วมสากล ซึ่งย้ำอยู่หลายครั้งตลอดการบรรยายว่า ชุมชนกุฎีจีนอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เพราะถือว่าทุกคนคือพี่น้องชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมย่านนี้ยังอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายทางศาสนาอยู่มาก

03

อาหารชาติไหน

ทานอาหารกลางวันสไตล์สยาม-โปรตุเกส และชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนอุ่นๆ จากเตา

แวะเติมพักเติมพลังระหว่างวันที่ ร้านสกุลทอง ร้านอาหารลูกครึ่งไทย-โปรตุเกส

เราค่อยๆ สาวเท้าขึ้นเรือนไทยอายุไม่น้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ไม่นานหลังจากเราดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ดับกระหาย ก็มีมื้อเที่ยงมาวางตรงหน้า 

สกุลทองเสิร์ฟอาหาร 1 สำรับ ประกอบด้วยเครื่องว่างตำรับชาววัง 4 อย่าง ได้แก่ กุ้งกระจกม้วน ถุงทองไส้ไก่ หมูโสร่ง และมังกรคาบแก้ว

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาหารหลักคือ ‘ขนมจีนแกงไก่คั่ว’ เมนูที่คาดว่าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามายังสยามสร้างสรรค์ขึ้นโดยประยุกต์มาจากอาหารโปรตุเกสดั้งเดิม ใช้ขนมจีนแทนเส้นพาสต้า ทานคู่กับแกงคั่วไก่ที่ใส่ทั้งเนื้อ ตับ และเลือดไก่ รสชาติคล้ายอย่างแกงไทยแต่มีรสหวานมากกว่า ขณะทานก็ได้ฟังที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจานอย่างสนุกสนานออกรส เรื่องราวจัดจ้านไม่แพ้รสชาติอาหารในจาน

หลังจากกินข้าวเคล้าประวัติศาสตร์แล้ว ก็เดินลัดเลาะไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมขึ้นชื่อประจำชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราบุกไปถึงหน้าเตาอบของ ร้านหลานป้าเป้า ร้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 5 คำนวณเวลาได้ 250 กว่าปี ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เทคนิคสำคัญคือการตีไข่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ก่อนจะผสมกับแป้งแล้วเทลงพิมพ์ จัดการนำไปอบด้วยเตาแบบโบราณ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สเพื่อลดมลภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงใช้ถ่านเป็นไฟบนเหมือนขนมหม้อแกงอยู่ ถึงเวลาก็เคาะออกจากพิมพ์ร้อนๆ ได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนสีน้ำตาลน่าทาน ชิมกันสดๆ ตรงหน้าเตานั้นเลย

04

เสียงอะไรจากบนโบสถ์

ดื่มด่ำสถาปัตย์โบสถ์คริสต์แล้วปีนขึ้นไปรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากระฆังการิย็อง
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ไม่ไกลกันคือโบสถ์วัดซางตาครู้ส ศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์แห่งชุมชนกุฎีจีน

โบสถ์ซางตาครู้สหลังที่เราเห็นปัจจุบันนี้เป็นหลังที่ 3 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ปรากฏอิทธิพลศิลปะตะวันตกหลากหลายยุค ส่วนยอดเป็นโดมทำอย่างศิลปะยุคเรเนสซองส์ ถัดลงมาคือโรสวินโดว์ที่ทำเลียนแบบศิลปะยุคกอธิก ส่วนล่างของส่วนยอดมีลายปูนปั้นประดับเป็นช่ออุบะพวงมาลัยอยู่โดยรอบอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเดียวกับสะพานไม้ข้ามสระน้ำที่เชื่อมระหว่างตำหนักชาลีมงคลอาสน์และมารีราชบัลลังก์ที่พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จุดไฮไลต์คือหอระฆังการีย็อง (Carillon) ที่ประกอบไปด้วยระฆังทองเหลืองจำนวน 16 ใบซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้บรรเลงได้จริงในปัจจุบัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

โชคดีมากที่มากับ Walk with The Cloud คราวนี้ เราจึงได้มีโอกาสปีนขึ้นไปชมเหล่าระฆังที่น้อยวัดจะยังหลงเหลือ และฟัง สวัสดิ์ สิงหทัต หนึ่งในไม่กี่คนที่บรรเลงเพลงจากระฆังได้ ดีดเพลงเพราะๆ ให้เราฟังกันถึงที่ โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอย่างคริสต์มาส วันปัสกา หรือวันขึ้นปีใหม่

05

วัดไทยหรือวัดจีน

สัมผัสศิลปะลูกผสมที่วัดไทยและวัดจีน พร้อมฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานที่น่าทึ่ง

เราเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามกลางละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

ไม่นานก็ถึง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประวัติของวัดจากคำบอกเล่าของ เฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนา 6 ชุมชนย่านกุฎีจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือคำต้อนรับอันอบอุ่นและแสนสนุก

เดิมที่ดินบริเวณพระอุโบสถเป็นบ้านเก่าของเจ้าสัวมั่น ขุนนางกรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 – 2 ตกทอดมายังเจ้าสัวโต ผู้ลูก หรือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในรัชกาลที่ 3 ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ มีบทบาทในการช่วยพระองค์ทำการค้าสำเภาอย่างมาก

เมื่อเจ้าสัวโตรื้อเรือน กัลปนาที่ดินเพื่อสร้างวัดเสร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบพระราชนิยม มีพระปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วัดในกรุงเทพฯ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาคารสำคัญตรงกลางคือพระวิหารหลวงที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นแบบไทยประเพณี สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา ด้วยแนวคิดการจำลองผังเมืองอยุธยา ที่ภายนอกเกาะเมืองมีวัดพนัญเชิงประดิษฐานหลวงพ่อโตอยู่ วิทยากรของเราชี้ให้เห็นถึงฝีมือและเทคนิคการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ของช่างไทยผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น ผังบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (เกือบจะ) จัตุรัส เพราะถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การทำหน้าต่างให้ตรงกับเสาเพื่อบังคับแสงเข้าสู่อาคาร การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้ร่วงแทนภาพเรื่องราวซึ่งเพราะไม่สอดรับกับระยะการมอง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดแล้ว วิทยากรยังชวนให้เราเล่นเกมซ่อนแอบ ไล่ชมงานศิลปะจีนที่สอดแทรกอยู่ที่ต่างๆ ของวัด เช่น ซุ้มประตูทางเข้าหินที่สั่งทำจากเมืองจีน กระถางธูปอายุร้อยกว่าปีที่ยังใช้งานอยู่ ‘ถะ’ หรือเจดีย์ซ้อนชั้นแบบจีน และโดยเฉพาะเกซิ้งหรือแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ทำมาจากหินทั้งหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเคยได้ใช้งานจริงด้วยซ้ำ และเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากมาก

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พอชมศิลปะไทยจีนจนอิ่มตา เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ไม่ไกลก็ถึงเกียนอันเกง ศาลเจ้าเก่าแก่ริมน้ำของชาวจีนฮกเกี้ยน

ทีแรกคิดว่าโชคร้าย เพราะเกียนอันเกงวันนั้นซ่อนตัวอยู่ในนั่งร้านและอุปกรณ์การก่อสร้าง

ทีหลังถึงรู้ว่าโชคดี

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ด้วง-บุณยนิษฐ์ สิมะเสถียร คือทายาทรุ่นที่ 4 ที่รับช่วงต่อการดูแลศาลเจ้ามาแต่บรรพบุรุษ เริ่มเล่าประวัติศาลแห่งนี้ให้เราฟังแข่งกับเสียงสายฝนที่ร่วงหล่นลงมา

คนจีนฮกเกี้ยนเข้ามาจับจองอยู่อาศัยที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย อพยพเข้ามาพร้อมกับภิกษุจีน เมื่อมีการสร้างชุมชนฮกเกี้ยนขึ้น จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมกับที่พักพระสงฆ์ ที่เรียกว่า ‘กุฏิ’ หรือ ‘กุฎี’ อันเป็นที่มาของชื่อชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ครั้นรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อีกฟากของเจ้าพระยา ศูนย์รวมจิตใจชาวจีนฮกเกี้ยนจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย ทำให้ศาลเจ้าที่กุฎีจีนเสื่อมความนิยมลงไป ทั้งยังปรากฏหลักฐานแต่เดิมว่าเป็นศาลเจ้า 2 หลังอยู่ติดกัน เมื่อคราวบูรณะครั้งใหม่จึงรวมเข้าด้วยกัน และอันเชิญพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมมาจากเมืองจีน ประดิษฐานเป็นประธาน ด้านซ้ายคือหม่าโจ้วหรือเจ้าแม่ทับทิม ด้านขวาคือเทพเจ้ากวนอู ถัดออกมาแถวซ้ายขวาคือ 18 อรหันต์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรของเราให้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการดูศาลจีนฮกเกี้ยน ทำให้การเที่ยวศาลเจ้าครั้งต่อไปของเราต้องสนุกขึ้นแน่

ข้อแรก มีประตูทางเข้าสองบานด้านข้างที่ขนาบประตูทางเข้าหลักตรงกลาง

ข้อสอง มีช่องลมแกะสลักทรงกลมที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้า

ข้อสาม มีงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า

ข้อสี่ มีจั่วหลังคาทรงแหลมซึ่งไม่บอกธาตุของศาลนั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ส่วนที่บอกว่าคราวนี้โชคดี เพราะมาทันตอนที่กรมศิลปากรกำลังบูรณะภาพจิตรกรรมซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของศาลนี้พอดี เราเลยได้ฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานสนุกๆ จากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ที่ด้านซ้ายและขวาของเจ้าแม่กวนอิมคือภาพจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก และวรรณคดีจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหายจากมูลค้างคาว ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ทำความสะอาดภาพ แล้วซ่อมแซมภาพบางส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงความดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีนแท้ ไม่มีทางที่ช่างไทยจะเขียนเส้นสายได้เหมือนแน่นอน

เจ้าหน้าที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ว่า เป็นการช่วยคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุดและยืดอายุของงานศิลปะ

เราเดินออกมาชมมังกรปูนปั้นประดับกระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้า ก่อนจะรู้ว่าตัวผอมแบบนี้น่ะถูกต้องแล้ว เพราะสัมพันธ์กับสัดส่วนของหลังคา แล้วจึงเดินเลียบเจ้าพระยาอีกครั้งไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน

06

มีอะไรที่ใจกลางเจดีย์

ชมเสาครูกลางพระบรมธาตุมหาเจดีย์ แล้วฟังเฉลยวิธีการซ่อมจากสถาปนิกนักอนุรักษ์

เมื่อมาถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระปลัดยรรยง ยสวฑฺฒโก ก็พาเราเข้าพระอุโบสถ ชมงานจิตรกรรม และนำเราบูชาพระรัตนตรัยเพื่อศิริมงคล แล้วค่อยพาไปชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พระบรมธาตุมหาเจดีย์สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็ถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงได้สร้างต่อจนสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

เราเดินเข้าพระบรมธาตุฯ ผ่านทางพรินทรปริยัติธรรมศาลา อาคารต่อมุขผนังโค้งที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับพระเณร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุภายในพระเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

น้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่ตามพื้นทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินขึ้นบันไดและเดินบนลานประทักษิณที่ชั้น 2 เมื่อมุดลอดช่องเข้ามายังแกนกลางเจดีย์ทรงระฆังขนาดมหึมาแล้ว ก็พบกับเสาครู เสาแกนกลางเจดีย์ในสภาพแข็งแรงหลังการซ่อมแซม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรเริ่มเล่าให้เราฟังถึงกระบวนการบูรณะ แต่เดิมเสาครูนี้ล้มเอียงไปพิงกับกำแพงด้านหนึ่ง แต่ที่เจดีย์ไม่เสียหายเพราะว่าน้ำหนักได้ถ่ายลงมาทางกำแพงขององค์ระฆังหมดแล้ว เสาแกนกลางจึงไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำหนักเป็นหลัก แต่ใช้วางโครงสร้างไม้อย่างนั่งร้าน ซึ่งยังปรากฏรูเต้าและเศษไม้เดิมที่ยังปักคาอยู่

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิศวกรและสถาปนิกเสริมความแข็งแรงไปที่ฐาน แล้วจึงใส่เฝือกให้เสาครูด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป จากนั้นใช้แม่แรงค่อยๆ ดีดเสาให้กลับมาตั้งตรง และก่ออิฐต่อไปจนถึงชั้นบัลลังก์เหมือนเดิม ก่อนเอาท่อนซุงมาเสริมแรงไว้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีการบูรณะเช่นนี้น่าทึ่งมาก จนทำวัดให้ได้รับรางวัล Award of Excellence จาก UNESCO ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของคนไทย รวมไปถึงการตระหนักเห็นคุณค่าและความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน คราวนี้สนุกมาก เพราะนอกจากจะได้สายฝนโปรยปรายมาช่วยคลายร้อน ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากแขนง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรม และเทคนิคการอนุรักษ์สนุกๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นย่านชุมชนนี้มากขึ้น

ถ้าใครอยากตามรอยเราที่ชุมชนกุฎีจีน ติดต่อขอคำปรึกษาจัดทริปได้ที่ประธานชุมชน ปิ่น-ปิ่นทอง วงษ์สกุล โทรศัพท์ 08 6105 5547 หรือถ้าอยากเดินเท้าท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามย่านต่างๆ รอบเจ้าพระยา ชมอัตลักษณ์และความงดงามของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน ขอเชิญร่วมงาน Bangkok River Festival 2020 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม วันที่ 29 – 31 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น.

Writer

Avatar

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load