Walk with The Cloud ครั้งที่ 6 พิเศษมาก เพราะเราจัดกันในวาระครบรอบ 121 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทย งานนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยก็เลยชวน The Cloud และเครื่องดื่ม 100PLUS ทำทริปพิเศษไปชมสถานที่สำคัญ 12 แห่งในสถานีกรุงเทพและโรงงานมักกะสัน ซึ่งมีทั้งสถานที่ซึ่งไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบเรื่องราว โดยมี วันวิสข์ เนียมปาน พนักงานของ รฟท. และเจ้าของคอลัมน์ Along the Railroad รับหน้าที่วิทยากรในส่วนของหัวลำโพง ร่วมกับ อดิศร สิงหกาญจน์ วิศวกรกำกับการกองโครงการและวางแผน ฝ่ายการช่างกล รับหน้าที่วิทยากรในส่วนของโรงงานมักกะสัน

ทริปนี้เราจัดกันไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 24 มีนาคม 2561 คนที่พลาด มาร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่สำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยกันได้เลย

สถานีกรุงเทพ

ศิลปะสถาปัตย์แบบตะวันตก

สถานีกรุงเทพ
หัวลำโพง

สถานีกรุงเทพเมื่อแรกสร้างถือได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะตะวันตก เช่นเดียวกับสถานีรถไฟในยุโรปช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 19

สถาปัตยกรรมของสถานีเป็นรูปแบบอิตาเลียนเรอเนซองซ์ หัวเสา ลูกกรง ระเบียง เชิงชายต่างๆ มีการเล่นลวดลายอย่างสวยงาม สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นชาวอิตาลีชื่อ มาริโอ ตามานโญ ผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและอาคารทรงคุณค่าอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ

นอกจากความสวยงามแล้ว สถานีกรุงเทพยังแสดงถึงเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่ทันสมัยของยุคนั้นด้วยการใช้โครงเหล็กขนาดใหญ่คลุมชานชาลา มีอาคารประธานเป็นหลังคาโครงเหล็กทรงโค้งครึ่งวงกลม ขนาบด้วยตึกที่เป็นมุขทั้งสองข้าง

ด้วยรูปลักษณ์ของสถานีที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้สถานีกรุงเทพเป็นภาพจำของนักเดินทาง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สถานีกรุงเทพ

วงเวียนน้ำพุ ที่ไม่ได้เป็นแค่น้ำพุ

ด้านหน้าสถานีกรุงเทพมีวงเวียนน้ำพุและอนุสาวรีย์ช้างสามเศียร เดิมเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศซึ่งดัดแปลงจาก ‘อุทกธาร’ หรือพื้นที่ให้บริการน้ำดื่มสำหรับประชาชน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีกรุงเทพและสถานีหัวลำโพงเป็นเป้าหมายหลักในการทิ้งระเบิด และย่านนี้ขาดหลุมหลบภัย จึงก่อปูนอย่างหนาคลุมจุดนี้ไว้เพื่อให้ประชาชนวิ่งเข้ามาหลบภัย เมื่อสงครามสิ้นสุด ข้าราชการรถไฟได้รวบรวมทุนทรัพย์สร้างอนุสาวรีย์รูปช้างสามเศียร พร้อมสลักภาพนูนต่ำเป็นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ที่นี่ยังถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของทางรถไฟในประเทศไทยด้วย

ชื่อสถานีที่สลักไว้บนตัวอาคาร

สถานีกรุงเทพ

โดยปกติแล้วชื่อสถานีรถไฟจะสลักอยู่บนป้ายคอนกรีตสีขาว ตั้งไว้ที่ปลายชานชาลาทั้งสองฝั่ง แต่สถานีกรุงเทพไม่มีป้ายชื่อคอนกรีตถาวรแบบสถานีอื่นๆ เพราะไปปรากฏอยู่ที่มุขด้านหน้าสถานีรถไฟ ตรงจุดเทียบรถยนต์ ตรงข้ามลานน้ำพุช้างสามเศียร ส่วนป้ายชื่อ ‘กรุงเทพ’ ในชานชาลา เป็นป้ายไม่ถาวรที่สร้างขึ้นครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ นำนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าทัศนศึกษาสถานีกรุงเทพเมื่อปี 2554

นาฬิกา-กระจกสี

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสถานีกรุงเทพ คือนาฬิกาบานใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ติดตั้งอยู่กึ่งกลางหลังคาทรงโค้ง นาฬิกาเรือนนี้อายุเก่าแก่เท่าตัวสถานี สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ควบคุมการเดินด้วยไฟฟ้าระบบ D.C. จากห้องชุมสายโทรศัพท์กรุงเทพ เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาทั้งสองใช้เป็นเวลามาตรฐานของรถไฟตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

พื้นหลังของนาฬิกาคือกระจกสีที่ประดับบนผนังโครงสร้างหลังคาของสถานี ถ้าเรายืนด้านในโถงแล้วมองออกไปข้างนอก แสงด้านนอกที่สว่างกว่าจะเผยโฉมสีสันของกระจกให้เห็นความแตกต่างกันสลับกันไประหว่างฟ้าเข้ม ฟ้าอ่อน เขียว และขาว ถือว่าเป็นอาคารที่มีผนังกระจกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น

กรุงเทพ-หัวลำโพง สองสถานีบ้านใกล้เรือนเคียง

แผนที่

สถานีกรุงเทพมักถูกเรียกอย่างชินปากว่าสถานีหัวลำโพง แต่จริงๆ แล้วสถานีกรุงเทพและสถานีหัวลำโพงไม่ใช่สถานีเดียวกัน และสถานีกรุงเทพก็ไม่เคยชื่อว่าสถานีหัวลำโพงมาก่อน มูลเหตุเกิดจากตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ใกล้กันแค่ข้ามถนน

สถานีหัวลำโพง เป็นสถานีรถไฟราษฎร์ (รถไฟเอกชน) สายปากน้ำ ตั้งอยู่ริมคลองหัวลำโพง เส้นทางรถไฟมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผ่านสามย่าน ศาลาแดง คลองเตย บางจาก มหาวงศ์ ไปปลายทางที่ปากน้ำ สมุทรปราการ เปิดใช้งานเมื่อปี 2436

สถานีกรุงเทพ เป็นสถานีรถไฟหลวง ตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม เส้นทางรถไฟมุ่งหน้าขึ้นทิศเหนือไปยังสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทย ตัวอาคารที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นอาคารที่เปิดใช้งานเมื่อปี 2459 หลังจากเปิดเดินรถไฟ 20 ปี เนื่องจากอาคารหลังเดิมมีขนาดที่คับแคบ

ทั้งสองสถานีตั้งอยู่เคียงข้างกันจนถึงปี 2503 ทางรถไฟสายปากน้ำก็ยกเลิกกิจการ เหลือไว้เพียงแค่สถานีกรุงเทพเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และด้วยพื้นที่ที่สถานีกรุงเทพตั้งอยู่มีชื่อเรียกว่า ‘ทุ่งหัวลำโพง’ คนทั่วไปก็ยังคงเรียกชื่อตามแบบเดิมอยู่จนสถานีกรุงเทพมีชื่อลำลองว่า ‘สถานีหัวลำโพง’

เป็นอันรู้กันว่าถ้าพูดถึงสถานีหัวลำโพง ก็หมายถึงสถานีกรุงเทพนั่นแหละ

พิพิธภัณฑ์รถไฟขนาดย่อม

พิพิธภัณฑ์รถไฟ
พิพิธภัณฑ์รถไฟ
พิพิธภัณฑ์รถไฟ

อาคารมุขด้านตะวันตกของสถานีกรุงเทพมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงของใช้เก่าในกิจการรถไฟซุกตัวอยู่ทางด้านปีกซ้ายของตัวอาคารสถานี เมื่อเปิดประตูกระจกเข้ามาด้านในจะพบกับระฆัง เครื่องทางสะดวก ตู้เก็บตั๋วรถไฟรุ่นเก่าหลากสีที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ รวมถึงเครื่องใช้เซรามิก เครื่องทองเหลือง ที่จัดวางไว้ในตู้ไม้คลาสสิกให้เราได้ซึมซับกับวันวาน

ชั้นลอยของพิพิธภัณฑ์นี้เป็นเหมือนแกลเลอรี่แสดงโปสเตอร์ระวังเหตุอันตรายแบบคลาสสิกที่ดูสวยงามและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งภาพชุดนี้เคยใช้ติดตามสถานีเมื่อปี 2508 – 2511 พิมพ์โดยบริษัท ประชุมช่าง จำกัด โดยมีนายประสงค์ เหตระกูล เป็นผู้พิมพ์ และมีจิตรกร 2 คนคือ คุณศุภารัตน์ (กรอบโปสเตอร์สีอ่อน) และคุณศักดา (กรอบโปสเตอร์สีเข้ม)

พิพิธภัณฑ์นี้เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ 08.00 – 17.00 น. (ปิดพักเที่ยง) นอกจากการแสดงของใช้เก่าแล้วยังมีของที่ระลึกจำหน่ายอีกด้วย

ห้องแห่งความลับ

ในมุขเดียวกับพิพิธภัณฑ์รถไฟ เหนือขึ้นไป 2 ชั้น เป็นอดีตที่ทำการซึ่งต้องไต่บันไดวนขึ้นไป ชั้นถัดจากชั้นลอยมีทางออกไปยังระเบียงด้านบนของสถานีกรุงเทพ ซึ่งไม่ใช่ที่ที่ใครๆ จะขึ้นมาก็ได้ มันจึงกลายเป็นห้องแห่งความลับของสถานีนี้อย่างแท้จริง

บนระเบียงนั้นกว้างใหญ่มาก มองเห็นนาฬิกาได้ใกล้ขึ้นและรู้ได้เลยว่ามันใหญ่เพียงไหน เมื่อมองออกไปทางทิศใต้บริเวณแยกหัวลำโพงจะเห็นพื้นที่ของ MRT หัวลำโพง และถนนพระรามสี่ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟหัวลำโพง

เขยิบขึ้นไปอีกชั้นที่ต้องไต่บันไดวน เป็นชั้นสูงสุดของมุขตะวันตก ด้านบนเป็นห้องโล่งๆ ที่ปูพื้นกระเบื้องใหม่ทดแทนพื้นไม้เดิม ปัจจุบันใช้เป็นห้องเก็บของพิพิธภัณฑ์ โดยมีหน้าต่างเป็นช่องเล็กๆ เมื่อมองออกไปจะเห็นหลังคาของสถานี และนาฬิกาเรือนใหญ่อย่างชัดเจนผ่านซี่ลูกกรง รวมถึงพื้นที่โดยรอบของสถานีในฝั่งที่ติดกับคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของย่านรับส่งสินค้ามาแต่เดิม

ห้องแห่งความลับนี้ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม นอกจากทำเรื่องเข้าเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะผ่านมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟเท่านั้น

โรงแรมรถไฟ

โรงแรมรถไฟ
โรงแรมรถไฟ
โรงแรมรถไฟ

หากมองจากพื้นที่ชานชาลาที่ 3 ของสถานีกรุงเทพจะเห็นอาคาร 2 ชั้น วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ขนานไปกับชานชาลา ชั้นล่างมีลักษณะเหมือนประตูเข้าห้องทั่วๆ ไป แต่ชั้นสองเป็นระเบียงยาวไปจนสุดตัวอาคาร นี่คือพื้นที่ของโรงแรมรถไฟชื่อ ‘โรงแรมราชธานี’

สมัยก่อนไม่มีการเดินรถโดยสารในเวลากลางคืน เพราะสะพานส่วนใหญ่เป็นไม้ อาจเกิดอันตรายได้หากมีวินาศกรรม รวมถึงสัตว์ป่าตามธรรมชาติต่างๆ ที่ทำให้รถไฟตกรางได้อย่างเช่นช้าง การเดินทางจึงมีแค่เพียงกลางวันและต้องแวะพักไปเรื่อยๆ จนถึงปลายทาง กรมรถไฟตั้งโรงแรมขึ้นมาตามสถานีใหญ่ที่มีการต่อรถ เช่น เชียงใหม่ ชุมพร หัวหิน ทุ่งสง หาดใหญ่ รวมถึงโรงแรมราชธานีในสถานีกรุงเทพอีกด้วย

โรงแรมราชธานีตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2470 เป็นโรงแรมขนาด 10 ห้อง มีระเบียงส่วนตัว ห้องอาบน้ำแบบน้ำร้อนน้ำเย็น มีห้องอาหาร และพัดลมไฟฟ้า หลักฐานที่ยืนยันว่าในสถานีกรุงเทพเคยมีโรงแรมอยู่นั้นคือบริเวณด้านหน้าห้องน้ำ พื้นที่นี้เคยเป็นล็อบบี้มาก่อน บันไดใหญ่ที่ทอดตัวในโถงมีผังรูปตัว U เดินขึ้นจากตรงกลาง เมื่อถึงชานพักก็จะแยกซ้าย-ขวา เพื่อขึ้นสู่ชั้น 2 และห้องรับรอง รวมถึงห้องตั๋วหมู่คณะ อดีตเคยเป็นห้องอาหารที่ทันสมัยและหรูหรามากในยุคนั้น

อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง

อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง
อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง

ที่ปลายชานชาลาที่ 12 มีอนุสรณ์สีขาวตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเหมือนกับจะเฝ้ามองทางรถไฟทุกทางในสถานีกรุงเทพ

นี่คืออนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง พื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงตอกหมุดปฐมฤกษ์การเดินรถไฟครั้งแรกในสยาม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439 นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่ของสถานีรถไฟกรุงเทพหลักแรกอีกด้วย บนพื้นหินอ่อนของอนุสรณ์ปฐมฤกษ์ฯ เป็นภาพสลักนูนต่ำพระบรมรูปของทั้งสองพระองค์และผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์สำคัญวันนั้น ในทุกๆ วันสถาปนากิจการรถไฟฯ ผู้บริหารและพนักงานจะมาทำพิธีสักการะที่อนุสรณ์แห่งนี้เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เรามีรถไฟใช้เดินทางจนถึงทุกวันนี้

โรงงานมักกะสัน

อู่ซ่อมรถไฟใหญ่ที่สุดในประเทศอายุ 108 ปี

โรงงานมักกะสัน

โรงงานมักกะสัน หรือ Makkasan Workshop เริ่มสร้าง พ.ศ. 2450 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2453 แรกเริ่มไม่ได้ใหญ่โตขนาดทุกวันนี้ แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482 – 2488) โรงงานเสียหายเพราะถูกระเบิดหลายจุด เมื่อสงครามสงบจึงสร้างขึ้นใหม่ มีอาคารเก่าที่ไม่โดนระเบิดหลงเหลือเพียงไม่กี่หลัง

ความสำคัญอย่างหนึ่งของโรงงานมักกะสัน คือเป็นหลักฐานว่าประเทศเราเคยสร้างรถไฟโดยสารเองได้ และเป็นเครื่องบ่งบอก ‘ยุคเฟื่องฟูของกิจการรถไฟบ้านเรา

บรรยากาศการทำงานในโรงงานมักกะสันยุคปัจจุบันยังคงรูปแบบเดิมไว้หลายอย่าง เช่น ใช้เสียงหวอ (เหมือนเสียงสัญญาณเตือนภัยก่อนระเบิดลงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) บอกเวลาเข้างานและเวลาพัก พนักงานยังต้องตอกบัตรแบบสมัยเก่า และยังเห็นบรรยากาศของโรงงานยุคเก่าทั้งตัวสถาปัตยกรรมของอาคาร รวมถึงการตกแต่งด้านใน

โรงงานมักกะสันทำอะไร

โรงงานมักกะสัน

ตลอดระยะเวลา 108 ปี โรงงานมักกะสันทำ 2 หน้าที่ คือหนึ่ง เป็นศูนย์ซ่อมรถจักรดีเซล รถดีเซลราง และรถโดยสาร สอง เป็นศูนย์ผลิตส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟ เช่น แท่งห้ามล้อ ยาง ซีลยาง ฝาครอบโคมไฟ

ราว 50 ปีที่แล้วโรงงานมักกะสันเป็นโรงงานรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ปัจจุบันทำหน้าที่แค่ซ่อม ไม่ได้ผลิตอีกแล้ว

เราเริ่มผลิตตู้โดยสารรถไฟเองใน พ.. 2510 ก่อนหน้านี้ต้องนำเข้าทั้งหัวรถจักรและตู้โดยสารจากประเทศอย่างญี่ปุ่น อังกฤษ เบลเยียม และเยอรมนี พันเอกแสง จุละจาริตต์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยในขณะนั้น มีแนวคิดว่าประเทศไทยน่าจะผลิตรถไฟเองได้ที่โรงงานมักกะสัน (จากที่เคยผลิตแต่ชิ้นส่วนต่างๆ) โดยเรียนรู้ด้วยวิธีการ Reverse Engineering หรือเรียนรู้จากการถอดส่วนต่างๆ ของรถไฟฝรั่งและญี่ปุ่นออกมาศึกษา

โรงงานมักกะสันเคยผลิตรถ ต.. (ตู้ใหญ่) คือตู้เหล็กที่บรรทุกสินค้า และรถ บ... (รถบรรทุกน้ำมันข้น-คนรถไฟบอกว่า ไม่เรียก บ.ท.ข. แต่เรียก บ.ท.ค.) ไว้บรรทุกน้ำมันเตาส่งไปตามโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งช่วงนั้นอุตสาหกรรมไทยกำลังเติบโต จึงใช้รถไฟขนวัตถุดิบต่างๆ

รถไฟไทยเคยขนทั้งสินค้าอุตสาหกรรมอย่างน้ำมันเตา สินค้าเกษตร (เช่น สับปะรดจากประจวบคีรีขันธ์) และสินค้าอุปโภคบริโภค (เช่น น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง) แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้น้ำมันเตาแล้ว ส่วนสินค้าเกษตรถูกส่งทางรถยนต์มากกว่า (เพราะเร็วกว่า) จึงเหลือแค่การขนส่งสินค้าที่ไม่เน่าเสียเท่านั้น

พื้นที่โรงงานมักกะสันมีขนาด 356.25 ไร่ ประกอบด้วย 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ซ่อมรถดีเซลรางและรถปรับอากาศ ศูนย์ซ่อมรถโดยสาร ศูนย์ซ่อมรถจักร และศูนย์แผนงานและการผลิต) สามารถซ่อมรถจักรและรถโดยสารได้ราวเดือนละ 12 คัน และดัดแปลงรถไฟตามนโยบายประจำปีได้ ด้วยฝีมือของบุคลากรเพียง 200 กว่าคน

หน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โรงงานมักกะสัน

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว การรถไฟฯ คือหน่วยงานเกรดเอที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาทำงาน วิศวกรต้องจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหรือจากประเทศเยอรมนีเท่านั้น เป็นยุคที่การรถไฟเฟื่องฟู โรงงานมักกะสันมีคนงานหลายหมื่นคน จนเกิดสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ซึ่งต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ที่คนงานพึงมีพึงได้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โรงงานมักกะสันเข้าสู่ยุคขาลงคือ พ.ศ. 2526 รัฐบาลมีคำสั่งให้ยุติการสร้างรถทุกชนิด เนื่องจากมองว่าซื้อถูกกว่าผลิตเอง และเริ่มตามเทคโนโลยีต่างประเทศไม่ทัน จุดเปลี่ยนอีกครั้งคือ พ.ศ. 2541 รัฐบาลสั่งให้ลดบุคลากร หากมีพนักงานออก 100 คน ให้รับแทนได้ 5 คน พนักงานการรถไฟฯ ในปัจจุบันจึงลดจากสามหมื่นคนเหลือประมาณหมื่นคน ส่วนพนักงานโรงงานมักกะสันก็เหลือเพียงสองร้อยกว่าคน

น่ารู้เกี่ยวกับรถไฟไทย

ร.5

สมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398 สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียโปรดฯ ให้เซอร์จอห์น เบาว์ริง เป็นราชทูตเข้ามาเจริญพระราชไมตรี ขอทำหนังสือสัญญาใหม่ หนึ่งใน ‘ของขวัญ’ จากควีนวิกตอเรียคือ ‘รถไฟเล็ก จำลองย่อส่วนมาจากรถจักรไอน้ำและรถพ่วงจากรถไฟของจริงที่ใช้ในประเทศอังกฤษขณะนั้น ปัจจุบัน รถไฟเล็กดังกล่าวอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

สมัยรัชกาลที่ 5 ในพ.ศ. 2413 พระองค์เสด็จฯ ประพาสเมืองสิงคโปร์และเบตาเวีย พ.ศ. 2417 เสด็จฯ ประพาสอินเดีย ทั้งสองคราว ได้ทอดพระเนตรการสร้างทางรถไฟ และลองประทับรถไฟในอินเดีย จนอาจทำให้ทรงประทับพระราชหฤทัย และทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมทางรถไฟ

กิจการรถไฟในเมืองไทยเริ่มสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2433 หลังจากที่รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการสำรวจพื้นที่เพื่อทำการสร้างทางรถไฟหลวง และจัดสร้างทางรถไฟหลวงต่อมา

ส่วนหนึ่งของพระบรมราชโองการ ‘ประกาศสร้างทางรถไฟสยาม แต่กรุงเทพฯ ถึงนครราชสีห์มา วันที่ 1 มีนาคม 2433 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“…ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า การสร้างหนทางรถไฟเดินไปมาระหว่างหัวเมืองไกล เป็นเหตุให้เกิดความเจริญแก่บ้านเมืองได้เป็นอย่างสำคัญอันหนึ่ง เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ไกลไปมาถึงกันยากให้กลับเป็นหัวเมืองใกล้ ไปมาถึงกันได้สดวกเร็วพลัน การย้ายขนสินค้าไปมาซึ่งเป็นการลำบาก ก็สามารถจะย้ายขนไปมาถึงกันได้โดยง่าย เป็นการเปิดโอกาศให้อาณาประชาราษฎร มีทางตั้งการทำมาหากินกว้างขวางออกไป แลทำทรัพย์สมบัติกรุงสยามให้มากมียิ่งขึ้นด้วย ทั้งเป็นคุณประโยชน์ในการบังคับบัญชาตรวจตราราชการบำรุงรักษาพระราชอาณาเขต ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นศุกข์ได้โดยสดวก…”

มีอะไรในโรงงานมักกะสัน

ตึกอำนวยการ

โรงงานมักกะสัน

ตึกหลังนี้สร้างขึ้นใหม่ เพราะหลังเก่าถูกทุบทิ้ง เนื่องจากมีการสร้างทางด่วนทับอาคารเดิม หากไปหาดูภาพเก่าๆ ของโรงงานมักกะสัน จะยังเห็นตึกอำนวยการหลังเก่าอยู่ อาคารหลังนี้เป็นทำงานของคณะผู้บริหาร ประกอบด้วยรองวิศวกรใหญ่ด้านโรงงาน วิศวกรอำนวยการ 5 ด้าน คือ ด้านศูนย์ซ่อมรถจักร ด้านศูนย์ซ่อมดีเซลราง ด้านรถโดยสาร ด้านแผนงานและการผลิต ด้านศูนย์คลังพัสดุ

อาคารคลังพัสดุ

โรงงานมักกะสัน

อาคารหลังนี้สร้างตั้งแต่ พ.. 2465 เดิมใช้ซ่อมรถจักรไอน้ำ ภายในจึงมีรางรถไฟทอดตัวตามยาว 3 ราง และมีคูคอนกรีตสำหรับให้ช่างซ่อมใต้รถ อักษร ‘ร.ฟ.ผ’ ที่หน้าอาคารย่อมาจาก ‘กรมรถไฟแผ่นดิน เป็นชื่อเรียกดั้งเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ชื่อนี้ใช้ระหว่างพ.ศ. 2464 – 2467 (มองเห็นได้จากบนทางด่วน)

โชคดีเหลือหลาย อาคารแห่งนี้ไม่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงอยู่รอดมาเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดของโรงงานมักกะสัน ปัจจุบันใช้เป็น ‘อาคารคลังพัสดุ’ สำหรับเก็บพัสดุซ่อมรถไฟ (คืออะไหล่ชิ้นส่วนของรถไฟและอุปกรณ์)

ข้างๆ คืออาคารที่เก็บรถพระที่นั่ง (รถไฟสำหรับพระเจ้าอยู่หัว) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลปัจจุบัน

ศูนย์ซ่อมรถจักร

ศูนย์ซ่อมรถจักร
ศูนย์ซ่อมรถจักร

ที่นี่ซ่อมหัวรถจักรดีเซล (หัวรถจักรเสียงดังๆ ไว้ลากตู้โดยสาร) รถดีเซลราง (ตู้โดยสารที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง) และรถโดยสาร (รถเปล่า วิ่งเองไม่ได้ ต้องมีหัวจักรลาก)

รถจักรดีเซลอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี ส่วนรถตู้โดยสารประมาณ 30 ปี ระหว่างการใช้งานจะมีการซ่อมบำรุงตามวาระ เมื่อครบอายุการใช้งาน ต้อง Refurbish คือรื้อทุกส่วนออกแล้วปรับปรุงใหม่ เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เดินสายไฟใหม่ เดินท่อลมใหม่ หลัง Refurbish จะใช้ได้อีก 15 – 20 ปี หากไม่ Refurbish จะใช้ได้อีกราว 5 ปี แล้วต้องตัดบัญชีทิ้ง

โรงซ่อมส่วนบนรถดีเซลราง

โรงซ่อมส่วนบนรถดีเซลราง
โรงซ่อมส่วนบนรถดีเซลราง

โรงนี้เคยใช้สร้างรถ แต่ปัจจุบันเป็นที่ซ่อมรถที่เกิดอุบัติเหตุชนกัน จุดเด่นของที่นี่คือมีทางรถไฟลากผ่านเข้าไปในโรงงาน เรียกว่า Rail Traverser (สะพานเลื่อน) ใช้ขนรถไฟเข้าโรงงาน เป็นเครื่องมือที่ใช้กันทั่วโลก ในไทยมีแค่ที่มักกะสันเท่านั้น และที่นี่ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือเก่าที่ใช้ทำรถไฟ เช่น เครื่องตัด เครื่องพับ เครื่องดัด

โรงไม้

โรงไม้
โรงไม้

ที่นี่เคยเป็นส่วนสำคัญเมื่อครั้งโรงงานมักกะสันผลิตรถไฟเอง เพราะไม้ (โดยเฉพาะไม้สัก) เป็นส่วนประกอบหลักของตู้รถไฟ เช่น ที่นั่ง ผนัง บานเกล็ดไม้ ได้บรรยากาศย้อนยุคสุดๆ แต่โรงไม้แห่งนี้ กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ เพราะในปี 2564 – 2565 รถไฟที่มีไม้เป็นส่วนประกอบจะถูกตัดบัญชีทั้งหมด หมายความว่าจะไม่มีรถไฟ ‘เมดอินมักกะสัน’ เหลือให้บริการผู้โดยสารอีกต่อไป ถ้าใครอยากได้รถเก่าเหล่านี้เอาไปปรับปรุงใช้งาน ก็รอประมูลกันได้เลย

อนาคตของ ‘โรงงานมักกะสัน’

โรงงานมักกะสัน

เดือนมีนาคม 2561 คือช่วงเวลาเปิดประมูลพื้นที่ส่วนแรกของโรงงานมักกะสัน ขนาด 130 ไร่ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน (สนามบินดอนเมือง อู่ตะเภา และสุวรรณภูมิ) ใช้แนวเส้นทางการเดินรถของ Airport Rail Link ที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งผู้ชนะการประมูลจะได้สิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่นี้ส่วนนี้ในเชิงพาณิชย์ด้วย

พื้นที่ส่วนที่ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ราชปรารภ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารคลังพัสดุ มีแผนจะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์และสวนสาธารณะ

ส่วนพื้นที่ตรงกลางของโรงงานมักกะสัน ยังมีอนาคตที่ไม่แน่ชัดว่าจะย้ายส่วนของโรงงานไปอยู่ที่จังหวัดชลบุรี หรือจะปรับขนาดพื้นที่ให้เล็กลงแล้วอยู่ที่เดิมต่อไป

คงต้องติดตามอนาคตของโรงงานมักกะสันกันต่อไป

 
ภาพ : การรถไฟแห่งประเทศไทย และ ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

Writers

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

“พระองค์ทรงแสดงพระราชโทมนัสมาก ถึงแก่รับสั่งว่า ต่อไปข้างหน้าเขาคงพากันติฉินว่าสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ นี้ ช่างโปรดตึกฝรั่งเสียจริงๆ”

พระที่นั่งอนันตสมาคม

รัชสมัยอันยาวนานและรุ่งโรจน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประดับประดาอะร้าอร่ามไปด้วยความศิวิไลซ์ในแบบตะวันตก พระราชดำรัสดังกล่าวบันทึกไว้โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อครั้งวางแผนการสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ‘ตึกฝรั่ง’ ที่ยืนยงยิ่งใหญ่ที่สุดในสยาม ซึ่ง The Cloud ได้จัดทริปพาผู้คนไปชมในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาในชื่อ ‘กาลครั้งหนึ่งในพระที่นั่งอนันตสมาคม’

โครงการครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็นโครงการอภิมหา Mega Project เพราะเป็นการก่อสร้างที่ซับซ้อนสูงสุดและมีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่สยามเคยมีมา จนถึงวันนี้ ที่แห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึง 6 แผ่นดิน เป็นฉากสำคัญในหลายหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ ทั้งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นรัฐสภาแห่งแรก อีกทั้งเป็นสถานประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น การเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชรครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2549

 

Name of Throne (Hall)

ย้อนเวลากลับไปสู่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พระบรมมหาราชวังหรือวังหลวง ที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์มีอายุการใช้งานมามากกว่าร้อยปี อีกทั้งยังเริ่มจะอึดอัดและคับแคบ มีหลักฐานบันทึกว่าวังหลวงในสมัยนั้นเป็นที่พำนักของผู้อาศัยมากถึงประมาณ 30,000 ชีวิต ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริที่จะย้ายไปประทับยังสถานที่ใหม่อันกว้างขวางและปลอดโปร่ง และนี่ก็ต้นกำเนิดของสวนดุสิต พระราชฐานที่ประทับถาวรแห่งใหม่ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แบบที่เรียกว่า avenue อย่างยุโรปนั้นก็ตัดขึ้นในตอนนี้ เพื่อเป็นทางเสด็จฯ จากวังหลวงไปยังพระราชฐานแห่งความอภิรมย์แห่งใหม่

ปี 2450 หลังจากทรงเสด็จฯ กลับจากยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะสร้าง ‘ห้องรับแขก’ สำหรับสวนดุสิตให้ยิ่งใหญ่กว้างขวาง เป็นหน้าเป็นตาสำหรับรับรองแขกบ้านแขกเมืองในภายภาคหน้า ทรงรำลึกถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งองค์เก่าที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาของพระองค์ ทรงสร้างไว้ในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งองค์นี้ได้ใช้เป็นท้องพระโรงรับพระราชอาคันตุกะสำคัญๆ ในกาลก่อน แต่ต่อมาทรุดโทรมจนต้องรื้อลง ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำรินำชื่อเดิมมาใช้เป็นชื่อของพระที่นั่งองค์ใหม่อีกครั้ง

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ภาพวาดราชทูตฝรั่งเศสสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม วาดเมื่อปี 2409 – 2410 ปัจจุบันแขวนอยู่ ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท   (ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง)

พระที่นั่งอนันตสมาคม

รัชกาลที่ 5

ภานในพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม / พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงพระเยาว์ประทับ ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมองค์เดิม (ภาพจาก www.silpa-mag.com)

Form of Throne (hall)

พระที่นั่งอนันตสมาคม

เมื่อพูดถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม เรามักจะนึกถึงตึกหินอ่อนทรงยุโรปสุดอลังการ เเรกเริ่มเดิมทีแล้วสมเด็จพระปิยมหาราชทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างอาคารนี้เป็นตึกใหญ่แบบไทย แต่ติดปัญหาตรงที่ในขณะนั้นนายช่างราชสำนักที่จะออกแบบสถาปัตยกรรมไทยใหญ่โตขนาดนี้ได้ เหลืออยู่เพียงท่านเดียวเท่านั้น เกินกำลังที่จะรับผิดชอบได้ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมด จึงทรงเลือกใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก และโปรดฯ ให้คณะช่างชาวยุโรป (โดยเฉพาะชาวอิตาเลียน) เป็นผู้ทำงานวิศวกรรม งานออกแบบ รวมถึงงานตกแต่ง จุดที่น่าสนใจคือ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) หัวหน้าคณะสถาปนิกและผู้ออกแบบตกแต่งของโครงการนี้ มีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น! มาริโอเข้ารับราชการที่กระทรวงโยธาธิการตั้งแต่อายุ 23 และเป็นสถาปนิกคนสำคัญที่รังสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่างห้องสมุดเนลสันเฮย์ พระที่นั่งอัมพรสถาน สถานีรถไฟหัวลำโพง หรือทำเนียบรัฐบาล

ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนำเข้าจากเหมืองหินอ่อนคุณภาพดีที่สุดส่งตรงจากอิตาลี รังสรรค์ขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบแบบผสมผสาน ประกอบด้วยความโอฬารแบบเรเนซองส์ สง่างามแบบนีโอคลาสสิกตบแต่งภายมลังเมลืองในแบบบาโรก โดมของพระที่นั่งได้รับแรงบันดาลใจจากโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งกรุงวาติกันและมหาวิหารเซนต์พอลแห่งกรุงลอนดอน ผังของอาคารมีรูปแบบคล้ายคลึงผังศาสนสถานตะวันตก  

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ผังของมหาวิหารเซนต์พอล (ซ้าย) เทียบกับผังพระที่นั่งอนันตสมาคม

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างครั้งนี้ล้วนเป็นของมีค่าควรเมืองที่คัดเเล้วคัดอีกมาจากแหล่งที่ดีที่สุดของโลก อย่างกระเบื้องปูพื้นจากเมืองเวียนนา ผ้าม่านจากเมืองแมนเซสเตอร์ ประติมากรรมจากเมืองฟลอเรนซ์ เล่ากันว่าทุกคราวที่วัสดุจากยุโรปมาถึงท่าเรือ Bangkok Dock ในหลวงรัชกาลที่ 5 จะเสด็จฯ ไปตรวจตราโดยพระองค์เองด้วยความชื่นพระทัยทุกครั้งไป แต่เรื่องแสนเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จฯ สวรรคตไปเสียก่อนที่จะได้ทรงเห็นองค์พระที่นั่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ การก่อสร้างกินเวลาทั้งสิ้น 8 ปี ใช้งบประมาณทั้งหมด 15 ล้านบาทตามค่าเงินในสมัยนั้น

รูปปั้น

ประติมากรรมหินอ่อนชื่อ Menaceo ที่ฐานสลักชื่อศิลปิน A. Gostoli และ G. Trentanove ปัจจุบันตั้งอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งอนันตสมาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงซื้อจากเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี (ภาพจากหนังสือจิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง)

ถึงแม้จะตั้งตระหง่านคู่ไทยมามากกว่า 100 ปี แต่จากข้อมูลทางวิศวกรรมฐานรากพบว่าองค์พระที่นั่งทรุดลงเดือนละประมาณ 1 มิลลิเมตร และในขณะนี้พบว่าได้ทรุดตัวไปแล้วมากกว่า 1 เมตร จากระดับเดิมแรกสร้าง

 

Tale of Throne

พระที่นั่งอนันตสมาคม

ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (ภาพจากหนังสือที่ระลึกครบ 100 ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ท่ามกลางศิลปกรรมอันสูงค่า พระแท่นราชบัลลังก์ตั้งประดิษฐานเป็นศูนย์กลางองค์พระที่นั่ง กางกั้นด้วยฉัตรขาว 9 ชั้น (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘นพปฎลมหาเศวตฉัตร’ นพ = 9, ปฎล = ชั้น, เศวต = สีขาว, ฉัตร = ร่ม) สำหรับความหมายของฉัตร 9 ชั้นนั้นมีการตีความที่หลากหลาย คติที่สนใจก็คือ 9 ชั้น หมายถึงพระราชาเปรียบประดุจร่มชั้นล่างสุดที่กว้างขวางแผ่รับประชาชนไว้ทั้ง 8 ทิศ เดิมทีฉัตรเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ที่ถือว่ามีความสำคัญสูงสุดตามคติพราหมณ์ ก่อนที่แนวคิดแบบฝรั่งที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับมงกุฎจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่

จากรูปด้านบนจะมองเห็นรางม่านที่ใช้งานจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนิน ม่าน (ราชาศัพท์เรียกว่าพระวิสูตร) จะถูกปิดไว้ เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จประทับบนพระราชอาสน์เรียบร้อยแล้วเจ้าพนักงานจึงให้สัญญาณประโคมเปิดพระวิสูตร จนกว่าจะเสร็จพระราชกรณียกิจเจ้าพนักงานจึงปิดพระวิสูตร ตามประเพณีสมัยก่อนเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลุกจากพระราชอาสน์และเสด็จฯ ออกไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานจะต้องเปิดม่านอีกครั้ง เผยให้เห็นราชบัลลังก์ที่ว่างเปล่า เป็นนัยว่าองค์พระมหากษัตริย์ผู้เป็นสมมติเทพเสด็จฯ ล่องลอยกลับพระวิมานบนสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว

ย้อนเวลากลับไปยังสมัยรัชกาลที่ 3 มีตำนานเล่าว่า วชิรญาณเถระ (ผู้ที่จะลาผนวช ขึ้นครองราชสมบัติเป็นในหลวงรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา) เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อผ่านเนินปราสาท ณ เมืองเก่าสุโขทัย นอกจากจะทรงค้นพบศิลาจารึกหลักที่ 1 ต้นกำเนิดอักษรไทยอันลือเลื่องแล้ว ยังมีโบราณวัตถุอีกชิ้นหนึ่งที่ทรงพบในคราวนั้น เป็นแท่นหินโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นแท่นเสด็จออกราชการของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดังที่ปรากฏข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า “ขะดานหินนี้มีชื่อว่ามนังศิลาบาตร” “พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขดารหิน ให้ฝูงลูกเจ้าขุน ฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง” เมื่อเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ ได้ทรงเชิญวัตถุสองสิ่งนี้ลงมาด้วย

เมื่อคราวสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมสำเร็จเรียบร้อยในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างฐานรองรับพระแท่น และทรงอัญเชิญพระแท่นมนังคศิลามาประดิษฐานเป็นพระราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่งองค์นี้

พระแท่นมนังคศิลา

เรื่องราวของแท่นบัลลังก์หินอันมีประวัติเก่าแก่ของกษัตริย์ทำให้เรานึกถึง หินแห่งสโคน (Stone of Scone) หนึ่งในโบราณวัตถุที่เกี่ยวพันกับราชบัลลังก์อังกฤษ หินแห่งสโคน หรือที่อาจจะรู้จักกันในชื่อ หินแห่งชะตา (Stone of Destiny)  หรือหินราชาภิเษก (Stone of Coronation) เป็นแท่นหินเก่าแก่ที่กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ในกาลก่อนใช้เป็นที่นั่งสวมมงกุฎในพิธีราชาภิเษก ใน ค.ศ. 1296 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 กษัตริย์นักบุญแห่งอังกฤษ ได้ยึดแท่นหินนี้มาและนำไปใส่ไว้ใต้ที่นั่งของบัลลังก์เซนต์เอ็ดเวิร์ด (St Edward’s Chair) หรือที่รู้จักกันในนามบัลลังก์ราชาภิเษก (Coronation Chair) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรทุกพระองค์จะทรงประทับสวมมงกุฎบนบัลลังก์เหนือแท่นหินแห่งสโคน เป็นการแสดงพระราชอำนาจเหนืออาณาจักร (และพระราชาทั้งหลายแห่ง) สกอตแลนด์ ในทำนองเดียวกัน เมื่อพระมหากษัตริย์สยามทรงประทับเหนือพระแท่นมนังคศิลาที่เชื่อกันว่าเป็นของมหาราชผู้เป็นต้นแบบของกษัตริย์ผู้เลิศทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งทางบู๊และทางบุ๋น ก็อาจเน้นให้เห็นถึงความสำคัญและความชอบธรรมอันช้านานของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทในการปกครองนับเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย

บัลลังก์

หินแห่งสโคนถูกใส่ไว้ใต้ที่นั่งของบัลลังก์ราชาภิเษก (ภาพจาก flickr.com)

สมเด็จพระราชินิเอลิซาเบ็ธที่ 2

สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบ็ธที่ 2 ประทับบัลลังก์ราชาภิเษก ในพระราชพิธีราชาภิเษก  (ภาพจาก   cdn.images.express.co.uk)

หลังจากที่จากบ้านจากเมืองมาเกือบพันปี หินแห่งสโคนได้กลับคืนสู่อ้อมอกแผ่นดินเกิดอีกครั้ง ในปี ค.ศ.1996 เมื่อรัฐบาลอังกฤษมีมติให้ส่งหินกลับไปเก็บรักษาที่สกอตแลนด์ โดยมีข้อแม้ว่าแท่นหินนี้จะต้องถูกส่งกลับมาอีกเมื่อมีการจัดพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งหน้า

  เช่นเดียวกับหินแห่งสโคน พระแท่นมนังคศิลามิได้ประดิษฐานอยู่ตลอดกาล ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ก่อนวันพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรของรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าไว้ในบันทึกความทรงจำของท่านว่า

“ในหลวงท่านทรงสั่งว่าให้ยกพระแท่นมนังคศิลาซึ่งเป็นของพระร่วงเจ้าไปเสียในวังหลวง อย่าให้ท่านประทับ และพระสังวาลย์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 อย่าหยิบมาให้ท่านทรงในวันนั้น เพราะพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์นี้ท่านได้กู้บ้านกู้เมืองมา ฉันเป็นผู้ที่จะพาไป… (ต้นฉบับเซนเซอร์ไว้) จึงไม่สมควรจะนั่งและใส่ของๆ ท่าน

และในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้น ก็ประทับบนพระแท่นที่จำลองไว้จริงๆ … ทรงรำพันอยู่เสมอว่า ฉันกลัวตายไปเจอะปู่ย่าตายายเข้าจริงๆ ท่านคงคงจะกริ้วว่ารับของท่านไว้ไม่อยู่เป็นแน่”

พระที่นั่งอนันตสมาคม

พิธีพระราชทานรัฐธรรมนูณฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475 (ภาพจาก www.silpa-mag.com)

ในคราวปฏิสังขรณ์พระบรมมหาราชวังครั้งใหญ่ในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เมื่อปี 2525 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชบัญชาให้นำพระแท่นมหนังคศิลามาประดิษฐานจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สามารถเข้าชมได้จนถึงทุกวันนี้

 

Self-portrait of Siam

นานาอารยประเทศล้วนมีงานศิลปะชั้นเอกเป็นที่เชิดหน้าชูตา หากลองนึกภาพวาดที่เป็น masterpiece ของไทยน่าจะเป็นชิ้นไหนบ้าง? สำหรับงานศิลปะไทยประเพณีที่เรานึกถึงน่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่พระระเบียงวัดพระแก้ว เป็นภาพยาวเฟื้อยเล่าเรื่อง รามเกียรติ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ งานที่นึกถึงต่อไปก็คงจะเป็นภาพวาดที่พระที่นั่งอนันตสมาคมนี่แหละ เพราะช่างแปลกตาและไม่มีที่ใดเสมอเหมือน การชมพระที่นั่งเป็นประสบการณ์ที่ต่างไปจากการท่องเที่ยวที่ใดในไทย เพราะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการไปชมพระราชวังในยุโรป ภาพเขียนแบบตะวันตกขนาดใหญ่ใต้โดมนี่เองที่สร้างบรรยากาศเหล่านั้นให้บังเกิดขึ้น

ท้องเรื่องในภาพวาดเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ออกแบบและเขียนขึ้นโดยความคิดและฝีมือของศิลปินชนชาติที่เรายกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางศิลปะอย่างอิตาเลียน (ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาอนุมัติจากรัฐบาลสยามอยู่ดี) ศรัณย์ ทองปาน วิเคราะห์ไว้ว่าจิตรกรรมชุดนี้เปรียบได้กับภาพเหมือนตนเอง (Self-portrait) ขนาดยักษ์ที่สยามคัดลือกเรื่องราวและมุมมองที่ดีที่สุดนำมาจัดแสดงเพื่อประกาศฐานะรัฐสมัยใหม่และประกาศรสนิยมอันเลิศเลอของตนในเวทีโลก

5 ภาพเขียนปูนแห้งขนาดมหึมานำเสนอเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยพระมหากษัตริย์ 6 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มจากภาพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจล ณ กรุงธนบุรี ก่อนที่จะปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า

“สมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก ให้ตรวจเตรียมพลโยธาหาญพร้อมแล้ว ให้เอาช้างเข้าเทียบเกย แล้วขึ้นบนเกยจะขี่ช้างในเวลานั้นบังเกิดศุภนิมิตร์เปนมหัศจรรย์ ปรากฏแก่ตาโลกย์ เพื่อพระราชกฤษฎีกาเดชานุภาพพระบารมี จะถึงมหาเสวตร์ราชาฉัตร์ บันดานให้พระรัศมีโชติ์ช่วง แผ่ออกจากพระกายโดยรอบ เห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพ บันดารี้พลนายไพร่ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ชวนกันยกมือขึ้นถวายบังคมพร้อมกัน แล้วเจรจากันว่า เจ้านายเราคงมีบุญเปนแท้ กลับเข้าไปครั้งนี้จะได้ผ่านพิภพเปนมั่นคง … ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวว่า ครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบแล้ว แผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเปนศุขสืบไป”

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

ด้านทิศตะวันออกเป็นโดมใหญ่รูปวงรี กลางภาพเป็นพื้นที่ท้องฟ้า ฟากหนึ่งเป็นภูมิทัศน์ฝั่งธนบุรี ปรากฏภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เสด็จฯ โดยกระบวนราบผ่านพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่กำลังก่อสร้าง ด้านตรงข้ามเป็นภูมิทัศน์ฝั่งพระนคร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เสด็จฯ ผ่านป้อมเผด็จดัสกร หนึ่งในป้อมบนกำแพงวังหลวงที่ทรงสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระองค์

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

สุดทางอีกด้านหนึ่งของโดมวงรี ด้านทิศตะวันตกปรากฏภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เบื้องหน้าพระพุทธรูปมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประทับเป็นประธาน รอบล้อมด้วยพระภิกษุกับทั้งนักบวชหลากชาติหลากศาสนา ด้านทิศตะวันตกซึ่งปกติถือว่าเป็นทิศที่ไม่เป็นมงคลนัก อาจสัมพันธ์กับการตั้งภาพสิ่งที่เป็นมงคลอย่างพระพุทธรูปเพื่อแก้เคล็ด อีกทั้งยังสัมพันธ์กับความที่สยามก้าวไปสู่ความเป็นตะวันตกในสมัยนี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพโดมตะวันออก จะเห็นด้ว่าโดมตะวันออกแสดงภาพท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง การที่ศิลปินให้พื้นหลังของโดมตะวันตกเป็นสีมืดอาจจะสัมพันธ์กับทิศทางที่ตั้งของภาพด้วย

ภาพจิตรกรรม

โดมทิศใต้ซึ่งอยู่เหนือมุขที่ออกไปยังสีหบัญชร มองออกไปเห็นลานพระบรมรูปทรงม้า สัมพันธ์กับภาพสมเด็จพระปิยมหาราชทรงเลิกระบบทาสในสยาม (ในความจริงแล้วพระองค์ยังทรงยกเลิกระบบไพร่ กล่าวโดยย่อคือประชาชนคนทั่วไปต้องสังกัดมูลนายและทำงานรับใช้หลวง การยกเลิกระบบไพร่จึงเป็นการเริ่มต้นของตลาดแรงงานเสรี) ด้านซ้ายของภาพคือท่าเรือที่พลุกพล่านไปด้วยเรือสินค้าและผู้คน แสดงความรุ่งเรืองด้านการค้าขายและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ส่วนด้านขวาของภาพเป็นภาพการก่อสร้างพระที่นั่งองค์นี้  

ความสามารถของศิลปินในการตีความคอนเซปต์ที่เป็นนามธรรมอย่างการเลิกทาสออกมาเป็นภาพเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมแสดงออกมาในภาพนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นภาพจำและแบบแผนที่ถูกผลิตซ้ำบ่อยครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องเหตุการณ์เลิกทาส อย่างที่ปรากฏบนหลังธนบัตร 100 บาทรุ่นรัชกาลที่ 5

ภาพจิตรกรรม แบงก์ 100

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6  จึงสมควรที่จะมีภาพที่เพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อรัชกาลใหม่โดยเฉพาะด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ ศิลปินจึงเลือกนำเสนอภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ความพิเศษของพิธีครั้งนั้นคือเป็นครั้งแรกที่เชิญพระบรมวงศานุวงศ์และแขกจากต่างประเทศมาร่วมงานด้วย ศิลปินผู้ออกแบบและวาดภาพก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ไดัรับเชิญให้เข้าร่วมงานครั้งนั้นในฐานะผู้สังเกตการณ์เพื่อจะนำสิ่งที่พบ สิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้สึก ถ่ายทอดออกเป็นภาพ

ภาพจิตรกรรม

“สยามเป็นเหมือนคำสาป” : จากเวนิส สู่เวนิสตะวันออก

 

กาลิเลโอ คินี

กาลิเลโอ คินี (ภาพจาก wikimedia.org)

กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) จิตรกรชาวอิตาเลียนเดินทางถึงสยามเมื่อต้นรัชกาลที่ 6 ด้วยสัญญางานออกแบบและวาดภาพประดับตกแต่งท้องพระโรงแห่งใหม่ของสยาม

ประมาณ 3 ปีก่อนหน้านั้น ณ งานแสดงศิลปะนานาชาติระดับโลกชื่อก้องอย่างเวนิส เบียนนาเล่ (La Biennale di Venezia) ที่ยังคงจัดขึ้นที่เมืองเวนิสทุกๆ 2 ปีเรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรผลงานของศิลปินดาวรุ่ง กาลิเลโอ คินี เป็นครั้งแรก

  คินีใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปีครึ่งตามข้อกำหนดของสัญญา การที่สยามเป็นบ้านเมืองที่เขาไม่เคยรู้จักไม่คุ้นเคย การทำงานกับคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม สเกลงานที่ใหญ่มาก รวมถึงเวลาที่มีจำกัด เป็นโจทย์สุดหิน ทำให้กาลิเลโอต้องทำการบ้านอย่างหนัก เขาต้องศึกษาขนบธรรมเนียบประเพณีสยามที่สลับซับซ้อนและไกลตัวเพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดออกมาในภาพอย่างถูกต้องงดงาม ด้วยความกดดันมหาศาลทำให้กาลิเลโอเขียนจดหมายไปถึงคิโน คินี ลูกพี่ลูกน้องของเขา โดยกล่าวว่า “สยามเป็นเหมือนคำสาป” และสารภาพว่าเขาเองไม่สามารถเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งของขนบธรรมเนียมสยามได้ หากเราลองดูภาพร่างของกาลิเลโอ ก็คงพอจะจินตนาการได้ว่างานของเขานั้นหนักหนาเพียงใด และศิลปินเองต้องใช้ความพยายามมากมายขนาดไหน

นอกจากคินีแล้ว ผู้ช่วยของของเขาทั้งสอง คือ ซี. ริโกลี (Mr. C. Riguli) และ โจวันนิ สะกวันซิ (Giovanni Sguanci) ก็มีส่วนรวมอย่างมากที่ทำให้งานยิ่งใหญ่ครั้งนี้สมบูรณ์แบบ   

ภาพร่าง พระพุทธรูป ภาพร่าง

ภาพร่าง ภาพจิตรกรรม ภาพร่าง

ภาพร่างจิตรกรรมพระที่นั่งอนันตสมาคมของกาลิเลโอ คินี (ภาพจากหนังสือ กาลิเลโอ คินี จิตรกรสองแผ่นดิน)

 

เงาตะวันตกในภาพตะวันออก

ภาพจิตรกรรม

(ภาพจากหนังสือที่ระลึกครบ 100 ปี พระที่นั่งอนันตสมาคม)

ถึงแม้ศิลปินจะบอกว่างานนี้เป็นคำสาปอันยากเข็ญของเขา แต่ผลงานก็เป็นประจักษ์พยานของฝืมือขั้นเทพและความพยายามอย่างยิ่งที่จะผสมผสานรูปแบบความเป็นไทยลงในต้นแบบตะวันตก เช่นในส่วนของภาพวาดประดับเพดาน คินีเลือกใช้ลวดลายแนว Art Nouveau ที่เป็นของใหม่ของเก๋ที่นิยมอย่างมากในยุโรปสมัยนั้น ศิลปะแนวนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในขณะที่เครื่องจักรกลไกต่างๆ กำลังจะก้าวขึ้นมาครองโลก เหล่าศิลปินเห็นว่าความเจริญก้าวหน้านี้เองจะเป็นสิ่งที่ลดทอนสุนทรียะของศิลปะและงานฝีมือ ศิลปะแนวทางนี้จึงกลับไปสู่ลวดลายประดับประดาอ่อนช้อยของพรรณพฤกษา อีกทั้งยังลดทอนและประดิดประดอยลายเส้นสายในธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องตกแต่ง เพื่อหลีกหนีจากความแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวาของจักรกลและระบบอุตสาหกรรม คินีและลูกศิษย์ได้สอดแทรกความเป็นไทย เช่นนำสัตว์ในตำนานอย่างพญาครุฑ พญานาค และช้างเอราวัณ เข้าไปสอดรับกับลวดลายเถาวัลย์อันงดงามอย่างลงตัว เทวดาองค์น้อยแบบฝรั่งถูกดัดแปลงเป็นเด็กผมจุกนุ่งโจงกระเบน เดรสแบบกรีกของเทพธิดาฝรั่งที่ดูเหมือนจะมีจีบหน้านางแบบไทยอยู่กึ่งกลางชุดก็แสนเก๋และกลมกลืน เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

ภาพจิตรกรรม

ด้วยความที่คินีอยู่ในแวดวงศิลปะและเติบโตที่อิตาลี ศิลปกรรมตะวันตกย่อมอยู่ในสายเลือดและความรับรู้ของเขาจึงไม่แปลกอะไรที่การนำเสนอภาพในท้องเรื่องแบบไทยของเขาจะปรากฏอิทธิพลของศิลปะตะวันตกสอดแทรกอยู่มากมาย เช่นภาพวาดชายเปลือยแบกพวงมาลัยที่ปรากฏอยู่หลายแห่งในองค์พระที่นั่งคล้ายคลึงกับภาพ Ignudi หรือชายเปลือยปริศนาของ Michelangelo ที่ประดับ Sistine Chapel อันลือเลื่องในนครวาติกัน

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

รายละเอียดของจิตรกรรมพระที่นั่งอนันตสมาคมเปรียบเทียบกับส่วนหนึ่งของภาพ First day of creation โดย Michelangelo (ภาพจาก wikimedia.org)

หรือในภาพรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส ทาสที่คินีวาดอาจจะมิได้ตรงกับภาพทาสในความคิดของคนไทยเท่าใดนัก ดูเหมือนว่าคินีจะถ่ายทอดภาพทาสออกมาใกล้เคียงกับภาพทาสผิวสีตามความคิดของชาวตะวันตกมากกว่า

เลิกทาส

การจัดวางองค์ประกอบด้วยขั้นบันไดและท้องฟ้าของภาพนี้ใกล้เคียงกับการจัดองค์ประกอบด้านล่างของภาพอีกภาพหนึ่งที่วาติกันเช่นกัน ชื่อภาพว่า Disputation of the Holy Sacrament ผีมือของ Raphael ปรมาจารย์อีกท่านหนึ่งของยุคเรเนซองส์

เลิกทาส

ภาพจิตรกรรม

เช่นเดียวกับภาพบรรดาขุนนางข้าราชการในภูษาสีทองรองรืองรายล้อมเข้าเฝ้าฯ ในภาพรัชกาลที่ 1 ทำให้นึกถึงภาพวาดนักบุญตามแบบศิลปกรรมไบแซนไทน์ (Byzantine) การวางองค์ประกอบภาพเหล่าขุนนางน่าจะได้รับอิทธิพลจากภาพวาดทางศาสนาที่มักแสดงภาพนักบุญและเทวดารอบล้อมแห่แหนเข้าเฝ้าองค์พระศาสดา  

ภาพจิตรกรรม ภาพจิตรกรรม

Adoration of the Trinity ผลงานของ Albrecht Dürer ปี 1511 (ภาพจาก wikimedia.org)

คล้ายคลึงกับภาพรัชกาลที่ 4 ท่ามกลางนักบวชนานาชาติหลากศาสนา การแสดงภาพความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีมหาบุรุษเป็นศูนย์กลาง เป็นเนื้อหาสาระที่ตรงกับภาพเขียนชื่อการนมัสการของโหราจารย์

(The Adoration of the Magi) ที่แสดงภาพเหล่าโหราจารย์ทั้งสามและคณะเดินทางออกตามหาผู้ที่จะกำเนิดมาเป็นกษัตริย์ชาวยิวตามคำทำนาย จนกระทั่งพบพระเยซูแรกประสูติ ทั้งหมดจึงได้จึงถวายนมัสการด้วยความศรัทธา โหราจารย์ทั้งสามประกอบด้วยคนวัยหนุ่ม วัยกลางคน และวัยชรา ศิลปินมักถ่ายทอดหนึ่งในนั้นเป็นคนผิวสีด้วย การนมัสการของโหราจารย์จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเผยแพร่ศาสนาไปสู่คนทุกวัย ทุกชาติ ทุกภาษา

ภาพจิตรกรรม

The Adoration of the Magi โดย Botticelli (ภาพจาก totallyhistory.com)

ขวาสุดในกลุ่มของผู้เข้าเฝ้าปรากฏภาพหญิงสาวกำลังสัมผัสลูกโลกขนาดยักษ์ อาจตีความได้ว่าเป็นการแสดงความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการของรัชกาลที่ 4 ซึ่งนอกจากทรงเป็นผู้รู้รอบทางธรรมแล้วยังทรงรอบรู้เรื่องทางโลกอีกด้วย ลูกโลกยักษ์นี้ยังอาจเป็นการบันทึกเรื่องราวทางการทูต เนื่องจากในคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมอบลูกโลกขนาดยักษ์เป็นหนึ่งในของขวัญสำหรับถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ลูกโลกดังกล่าวเคยจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร คู่กับรถไฟจำลองที่ส่งเข้ามาถวายในวาระเดียวกัน) ด้วยทรงทราบว่าพระองค์โปรดการศึกษาวิทยาการแบบฝรั่ง แถมเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะลูกโลกดังกล่าวก็เป็นการประกาศศักดาความเป็นเจ้าโลก บ่งบอกเขตแดนอาณานิคมแผ่ไพศาลของอังกฤษ ที่ได้ชื่อว่าจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินในสมัยนั้น

ภาพจิตรกรรม

ด้วยความหลงใหลในเรื่องเก่าๆ บวกกับความคลั่งไคล้นิยายแดน บราวน์ ทำให้ผู้เขียนร่ายยาวมาถึงบรรทัดนี้ได้ หนังสือซีรีส์ที่มีโรเบิร์ต แลงดอน เป็นตัวเอกจุดประกายให้กระหายใคร่รู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังงานศิลปะชิ้นต่างๆ

ยังมีรูปภาพและเรื่องราวในไทยมากมายยังคงเป็นปริศนา (ถ้าเรามองว่ามันเป็น!) รอคอยให้พวกเรามาถอดรหัสและตีความ อย่างในรูปเดียวกันนี้มีนักบวชคนหนึ่งถือหนังสือที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซ้อนในสามเหลี่ยม ดูเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมลับทำนองอิลลูมินาติ (Illuminati) ยังไงชอบกล! สัญลักษณ์นี้เป็นตัวแทนของลัทธิความเชื่อหรือศิลปินซ่อนความหมายอื่นใดไว้รูปหรือไม่อย่างไรเรายังหาข้อมูลไม่พบ เป็นเรื่องสนุกสำหรับเราที่จะได้ค้นหาคำตอบที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ต่อไป

ภาพจิตรกรรม

การบรรจบพบกับของตะวันออกและตะวันตก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง สังคม และศิลปะ ของไทยด้วยประการฉะนี้

อ้างอิง

รูปจิตรกรรมทั้งหมดจากหนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในพระบรมมหาราชวัง (2535) โดย

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

บทความ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดย เผ่าทอง ทองเจือ ในหนังสือที่ระลึก 100  ปีพระที่นั่งอนันตสมาคม และพิธีเปิดศิลป์แผ่นดินครั้งที่ 7 และพิธีเปิดเรือนยอดบรมมังคลานุสรณีย์ (2559) โดยสถาบันสิริกิติ์ สวนจิตรลดา

หนังสือ กาลิเลโอ คีนี จิตรกรสองแผ่นดิน (2551) โดย หนึ่งฤดี โลหผล (บรรณาธิการ)

หนังสือ พระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี โดย Francesca B. Filippi

บทความ จิตรกรรมบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม: ‘ภาพเหมือนตัวเอง’ ของสยาม โดย ศรัณย์ ทองปาน ใน พิพิธพรรณวรรณความทรงจำและสยาม-ไทยศึกษาในบริบทสากล (2556) โดย นัทธนัย ประสานนาม (บรรณาธิการ)

หนังสือ พระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์ความสัมพันธ์ ไทย-อิตาลี โดย Francesca B. Filippi

หนังสือ 140 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อิตาลี ภราดามหามิตร (2551) โดย หนึ่งฤดี โลหผล

หนังสือ เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์ (2542)โดย จอร์จ เฟอร์กูสัน

หนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (2543)โดย หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี เข้าถึงได้จาก https://th.wikisource.org/wiki/พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี

Writer & Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load