Walk with The Cloud ครั้งที่ 6 พิเศษมาก เพราะเราจัดกันในวาระครบรอบ 121 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทย งานนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยก็เลยชวน The Cloud และเครื่องดื่ม 100PLUS ทำทริปพิเศษไปชมสถานที่สำคัญ 12 แห่งในสถานีกรุงเทพและโรงงานมักกะสัน ซึ่งมีทั้งสถานที่ซึ่งไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทราบเรื่องราว โดยมี วันวิสข์ เนียมปาน พนักงานของ รฟท. และเจ้าของคอลัมน์ Along the Railroad รับหน้าที่วิทยากรในส่วนของหัวลำโพง ร่วมกับ อดิศร สิงหกาญจน์ วิศวกรกำกับการกองโครงการและวางแผน ฝ่ายการช่างกล รับหน้าที่วิทยากรในส่วนของโรงงานมักกะสัน

ทริปนี้เราจัดกันไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 24 มีนาคม 2561 คนที่พลาด มาร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านสถานที่สำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยกันได้เลย

สถานีกรุงเทพ

ศิลปะสถาปัตย์แบบตะวันตก

สถานีกรุงเทพ
หัวลำโพง

สถานีกรุงเทพเมื่อแรกสร้างถือได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างสาธารณะขนาดใหญ่ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะตะวันตก เช่นเดียวกับสถานีรถไฟในยุโรปช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 19

สถาปัตยกรรมของสถานีเป็นรูปแบบอิตาเลียนเรอเนซองซ์ หัวเสา ลูกกรง ระเบียง เชิงชายต่างๆ มีการเล่นลวดลายอย่างสวยงาม สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นชาวอิตาลีชื่อ มาริโอ ตามานโญ ผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคมและอาคารทรงคุณค่าอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ

นอกจากความสวยงามแล้ว สถานีกรุงเทพยังแสดงถึงเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่ทันสมัยของยุคนั้นด้วยการใช้โครงเหล็กขนาดใหญ่คลุมชานชาลา มีอาคารประธานเป็นหลังคาโครงเหล็กทรงโค้งครึ่งวงกลม ขนาบด้วยตึกที่เป็นมุขทั้งสองข้าง

ด้วยรูปลักษณ์ของสถานีที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้สถานีกรุงเทพเป็นภาพจำของนักเดินทาง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สถานีกรุงเทพ

วงเวียนน้ำพุ ที่ไม่ได้เป็นแค่น้ำพุ

ด้านหน้าสถานีกรุงเทพมีวงเวียนน้ำพุและอนุสาวรีย์ช้างสามเศียร เดิมเป็นหลุมหลบภัยทางอากาศซึ่งดัดแปลงจาก ‘อุทกธาร’ หรือพื้นที่ให้บริการน้ำดื่มสำหรับประชาชน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีกรุงเทพและสถานีหัวลำโพงเป็นเป้าหมายหลักในการทิ้งระเบิด และย่านนี้ขาดหลุมหลบภัย จึงก่อปูนอย่างหนาคลุมจุดนี้ไว้เพื่อให้ประชาชนวิ่งเข้ามาหลบภัย เมื่อสงครามสิ้นสุด ข้าราชการรถไฟได้รวบรวมทุนทรัพย์สร้างอนุสาวรีย์รูปช้างสามเศียร พร้อมสลักภาพนูนต่ำเป็นพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ที่นี่ยังถือเป็นหลักกิโลเมตรที่ 0 ของทางรถไฟในประเทศไทยด้วย

ชื่อสถานีที่สลักไว้บนตัวอาคาร

สถานีกรุงเทพ

โดยปกติแล้วชื่อสถานีรถไฟจะสลักอยู่บนป้ายคอนกรีตสีขาว ตั้งไว้ที่ปลายชานชาลาทั้งสองฝั่ง แต่สถานีกรุงเทพไม่มีป้ายชื่อคอนกรีตถาวรแบบสถานีอื่นๆ เพราะไปปรากฏอยู่ที่มุขด้านหน้าสถานีรถไฟ ตรงจุดเทียบรถยนต์ ตรงข้ามลานน้ำพุช้างสามเศียร ส่วนป้ายชื่อ ‘กรุงเทพ’ ในชานชาลา เป็นป้ายไม่ถาวรที่สร้างขึ้นครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ นำนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าทัศนศึกษาสถานีกรุงเทพเมื่อปี 2554

นาฬิกา-กระจกสี

อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสถานีกรุงเทพ คือนาฬิกาบานใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ติดตั้งอยู่กึ่งกลางหลังคาทรงโค้ง นาฬิกาเรือนนี้อายุเก่าแก่เท่าตัวสถานี สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ควบคุมการเดินด้วยไฟฟ้าระบบ D.C. จากห้องชุมสายโทรศัพท์กรุงเทพ เข็มบนหน้าปัดนาฬิกาทั้งสองใช้เป็นเวลามาตรฐานของรถไฟตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

พื้นหลังของนาฬิกาคือกระจกสีที่ประดับบนผนังโครงสร้างหลังคาของสถานี ถ้าเรายืนด้านในโถงแล้วมองออกไปข้างนอก แสงด้านนอกที่สว่างกว่าจะเผยโฉมสีสันของกระจกให้เห็นความแตกต่างกันสลับกันไประหว่างฟ้าเข้ม ฟ้าอ่อน เขียว และขาว ถือว่าเป็นอาคารที่มีผนังกระจกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น

กรุงเทพ-หัวลำโพง สองสถานีบ้านใกล้เรือนเคียง

แผนที่

สถานีกรุงเทพมักถูกเรียกอย่างชินปากว่าสถานีหัวลำโพง แต่จริงๆ แล้วสถานีกรุงเทพและสถานีหัวลำโพงไม่ใช่สถานีเดียวกัน และสถานีกรุงเทพก็ไม่เคยชื่อว่าสถานีหัวลำโพงมาก่อน มูลเหตุเกิดจากตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ใกล้กันแค่ข้ามถนน

สถานีหัวลำโพง เป็นสถานีรถไฟราษฎร์ (รถไฟเอกชน) สายปากน้ำ ตั้งอยู่ริมคลองหัวลำโพง เส้นทางรถไฟมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผ่านสามย่าน ศาลาแดง คลองเตย บางจาก มหาวงศ์ ไปปลายทางที่ปากน้ำ สมุทรปราการ เปิดใช้งานเมื่อปี 2436

สถานีกรุงเทพ เป็นสถานีรถไฟหลวง ตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม เส้นทางรถไฟมุ่งหน้าขึ้นทิศเหนือไปยังสถานที่ต่างๆ ของประเทศไทย ตัวอาคารที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นอาคารที่เปิดใช้งานเมื่อปี 2459 หลังจากเปิดเดินรถไฟ 20 ปี เนื่องจากอาคารหลังเดิมมีขนาดที่คับแคบ

ทั้งสองสถานีตั้งอยู่เคียงข้างกันจนถึงปี 2503 ทางรถไฟสายปากน้ำก็ยกเลิกกิจการ เหลือไว้เพียงแค่สถานีกรุงเทพเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และด้วยพื้นที่ที่สถานีกรุงเทพตั้งอยู่มีชื่อเรียกว่า ‘ทุ่งหัวลำโพง’ คนทั่วไปก็ยังคงเรียกชื่อตามแบบเดิมอยู่จนสถานีกรุงเทพมีชื่อลำลองว่า ‘สถานีหัวลำโพง’

เป็นอันรู้กันว่าถ้าพูดถึงสถานีหัวลำโพง ก็หมายถึงสถานีกรุงเทพนั่นแหละ

พิพิธภัณฑ์รถไฟขนาดย่อม

พิพิธภัณฑ์รถไฟ
พิพิธภัณฑ์รถไฟ
พิพิธภัณฑ์รถไฟ

อาคารมุขด้านตะวันตกของสถานีกรุงเทพมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงของใช้เก่าในกิจการรถไฟซุกตัวอยู่ทางด้านปีกซ้ายของตัวอาคารสถานี เมื่อเปิดประตูกระจกเข้ามาด้านในจะพบกับระฆัง เครื่องทางสะดวก ตู้เก็บตั๋วรถไฟรุ่นเก่าหลากสีที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ รวมถึงเครื่องใช้เซรามิก เครื่องทองเหลือง ที่จัดวางไว้ในตู้ไม้คลาสสิกให้เราได้ซึมซับกับวันวาน

ชั้นลอยของพิพิธภัณฑ์นี้เป็นเหมือนแกลเลอรี่แสดงโปสเตอร์ระวังเหตุอันตรายแบบคลาสสิกที่ดูสวยงามและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งภาพชุดนี้เคยใช้ติดตามสถานีเมื่อปี 2508 – 2511 พิมพ์โดยบริษัท ประชุมช่าง จำกัด โดยมีนายประสงค์ เหตระกูล เป็นผู้พิมพ์ และมีจิตรกร 2 คนคือ คุณศุภารัตน์ (กรอบโปสเตอร์สีอ่อน) และคุณศักดา (กรอบโปสเตอร์สีเข้ม)

พิพิธภัณฑ์นี้เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ 08.00 – 17.00 น. (ปิดพักเที่ยง) นอกจากการแสดงของใช้เก่าแล้วยังมีของที่ระลึกจำหน่ายอีกด้วย

ห้องแห่งความลับ

ในมุขเดียวกับพิพิธภัณฑ์รถไฟ เหนือขึ้นไป 2 ชั้น เป็นอดีตที่ทำการซึ่งต้องไต่บันไดวนขึ้นไป ชั้นถัดจากชั้นลอยมีทางออกไปยังระเบียงด้านบนของสถานีกรุงเทพ ซึ่งไม่ใช่ที่ที่ใครๆ จะขึ้นมาก็ได้ มันจึงกลายเป็นห้องแห่งความลับของสถานีนี้อย่างแท้จริง

บนระเบียงนั้นกว้างใหญ่มาก มองเห็นนาฬิกาได้ใกล้ขึ้นและรู้ได้เลยว่ามันใหญ่เพียงไหน เมื่อมองออกไปทางทิศใต้บริเวณแยกหัวลำโพงจะเห็นพื้นที่ของ MRT หัวลำโพง และถนนพระรามสี่ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟหัวลำโพง

เขยิบขึ้นไปอีกชั้นที่ต้องไต่บันไดวน เป็นชั้นสูงสุดของมุขตะวันตก ด้านบนเป็นห้องโล่งๆ ที่ปูพื้นกระเบื้องใหม่ทดแทนพื้นไม้เดิม ปัจจุบันใช้เป็นห้องเก็บของพิพิธภัณฑ์ โดยมีหน้าต่างเป็นช่องเล็กๆ เมื่อมองออกไปจะเห็นหลังคาของสถานี และนาฬิกาเรือนใหญ่อย่างชัดเจนผ่านซี่ลูกกรง รวมถึงพื้นที่โดยรอบของสถานีในฝั่งที่ติดกับคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของย่านรับส่งสินค้ามาแต่เดิม

ห้องแห่งความลับนี้ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม นอกจากทำเรื่องเข้าเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะผ่านมูลนิธิพิพิธภัณฑ์รถไฟเท่านั้น

โรงแรมรถไฟ

โรงแรมรถไฟ
โรงแรมรถไฟ
โรงแรมรถไฟ

หากมองจากพื้นที่ชานชาลาที่ 3 ของสถานีกรุงเทพจะเห็นอาคาร 2 ชั้น วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ขนานไปกับชานชาลา ชั้นล่างมีลักษณะเหมือนประตูเข้าห้องทั่วๆ ไป แต่ชั้นสองเป็นระเบียงยาวไปจนสุดตัวอาคาร นี่คือพื้นที่ของโรงแรมรถไฟชื่อ ‘โรงแรมราชธานี’

สมัยก่อนไม่มีการเดินรถโดยสารในเวลากลางคืน เพราะสะพานส่วนใหญ่เป็นไม้ อาจเกิดอันตรายได้หากมีวินาศกรรม รวมถึงสัตว์ป่าตามธรรมชาติต่างๆ ที่ทำให้รถไฟตกรางได้อย่างเช่นช้าง การเดินทางจึงมีแค่เพียงกลางวันและต้องแวะพักไปเรื่อยๆ จนถึงปลายทาง กรมรถไฟตั้งโรงแรมขึ้นมาตามสถานีใหญ่ที่มีการต่อรถ เช่น เชียงใหม่ ชุมพร หัวหิน ทุ่งสง หาดใหญ่ รวมถึงโรงแรมราชธานีในสถานีกรุงเทพอีกด้วย

โรงแรมราชธานีตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2470 เป็นโรงแรมขนาด 10 ห้อง มีระเบียงส่วนตัว ห้องอาบน้ำแบบน้ำร้อนน้ำเย็น มีห้องอาหาร และพัดลมไฟฟ้า หลักฐานที่ยืนยันว่าในสถานีกรุงเทพเคยมีโรงแรมอยู่นั้นคือบริเวณด้านหน้าห้องน้ำ พื้นที่นี้เคยเป็นล็อบบี้มาก่อน บันไดใหญ่ที่ทอดตัวในโถงมีผังรูปตัว U เดินขึ้นจากตรงกลาง เมื่อถึงชานพักก็จะแยกซ้าย-ขวา เพื่อขึ้นสู่ชั้น 2 และห้องรับรอง รวมถึงห้องตั๋วหมู่คณะ อดีตเคยเป็นห้องอาหารที่ทันสมัยและหรูหรามากในยุคนั้น

อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง

อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง
อนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง

ที่ปลายชานชาลาที่ 12 มีอนุสรณ์สีขาวตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเหมือนกับจะเฝ้ามองทางรถไฟทุกทางในสถานีกรุงเทพ

นี่คืออนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง พื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงตอกหมุดปฐมฤกษ์การเดินรถไฟครั้งแรกในสยาม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439 นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่ของสถานีรถไฟกรุงเทพหลักแรกอีกด้วย บนพื้นหินอ่อนของอนุสรณ์ปฐมฤกษ์ฯ เป็นภาพสลักนูนต่ำพระบรมรูปของทั้งสองพระองค์และผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์สำคัญวันนั้น ในทุกๆ วันสถาปนากิจการรถไฟฯ ผู้บริหารและพนักงานจะมาทำพิธีสักการะที่อนุสรณ์แห่งนี้เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เรามีรถไฟใช้เดินทางจนถึงทุกวันนี้

โรงงานมักกะสัน

อู่ซ่อมรถไฟใหญ่ที่สุดในประเทศอายุ 108 ปี

โรงงานมักกะสัน

โรงงานมักกะสัน หรือ Makkasan Workshop เริ่มสร้าง พ.ศ. 2450 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2453 แรกเริ่มไม่ได้ใหญ่โตขนาดทุกวันนี้ แต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482 – 2488) โรงงานเสียหายเพราะถูกระเบิดหลายจุด เมื่อสงครามสงบจึงสร้างขึ้นใหม่ มีอาคารเก่าที่ไม่โดนระเบิดหลงเหลือเพียงไม่กี่หลัง

ความสำคัญอย่างหนึ่งของโรงงานมักกะสัน คือเป็นหลักฐานว่าประเทศเราเคยสร้างรถไฟโดยสารเองได้ และเป็นเครื่องบ่งบอก ‘ยุคเฟื่องฟูของกิจการรถไฟบ้านเรา

บรรยากาศการทำงานในโรงงานมักกะสันยุคปัจจุบันยังคงรูปแบบเดิมไว้หลายอย่าง เช่น ใช้เสียงหวอ (เหมือนเสียงสัญญาณเตือนภัยก่อนระเบิดลงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) บอกเวลาเข้างานและเวลาพัก พนักงานยังต้องตอกบัตรแบบสมัยเก่า และยังเห็นบรรยากาศของโรงงานยุคเก่าทั้งตัวสถาปัตยกรรมของอาคาร รวมถึงการตกแต่งด้านใน

โรงงานมักกะสันทำอะไร

โรงงานมักกะสัน

ตลอดระยะเวลา 108 ปี โรงงานมักกะสันทำ 2 หน้าที่ คือหนึ่ง เป็นศูนย์ซ่อมรถจักรดีเซล รถดีเซลราง และรถโดยสาร สอง เป็นศูนย์ผลิตส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟ เช่น แท่งห้ามล้อ ยาง ซีลยาง ฝาครอบโคมไฟ

ราว 50 ปีที่แล้วโรงงานมักกะสันเป็นโรงงานรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ปัจจุบันทำหน้าที่แค่ซ่อม ไม่ได้ผลิตอีกแล้ว

เราเริ่มผลิตตู้โดยสารรถไฟเองใน พ.. 2510 ก่อนหน้านี้ต้องนำเข้าทั้งหัวรถจักรและตู้โดยสารจากประเทศอย่างญี่ปุ่น อังกฤษ เบลเยียม และเยอรมนี พันเอกแสง จุละจาริตต์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยในขณะนั้น มีแนวคิดว่าประเทศไทยน่าจะผลิตรถไฟเองได้ที่โรงงานมักกะสัน (จากที่เคยผลิตแต่ชิ้นส่วนต่างๆ) โดยเรียนรู้ด้วยวิธีการ Reverse Engineering หรือเรียนรู้จากการถอดส่วนต่างๆ ของรถไฟฝรั่งและญี่ปุ่นออกมาศึกษา

โรงงานมักกะสันเคยผลิตรถ ต.. (ตู้ใหญ่) คือตู้เหล็กที่บรรทุกสินค้า และรถ บ... (รถบรรทุกน้ำมันข้น-คนรถไฟบอกว่า ไม่เรียก บ.ท.ข. แต่เรียก บ.ท.ค.) ไว้บรรทุกน้ำมันเตาส่งไปตามโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งช่วงนั้นอุตสาหกรรมไทยกำลังเติบโต จึงใช้รถไฟขนวัตถุดิบต่างๆ

รถไฟไทยเคยขนทั้งสินค้าอุตสาหกรรมอย่างน้ำมันเตา สินค้าเกษตร (เช่น สับปะรดจากประจวบคีรีขันธ์) และสินค้าอุปโภคบริโภค (เช่น น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง) แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้น้ำมันเตาแล้ว ส่วนสินค้าเกษตรถูกส่งทางรถยนต์มากกว่า (เพราะเร็วกว่า) จึงเหลือแค่การขนส่งสินค้าที่ไม่เน่าเสียเท่านั้น

พื้นที่โรงงานมักกะสันมีขนาด 356.25 ไร่ ประกอบด้วย 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ซ่อมรถดีเซลรางและรถปรับอากาศ ศูนย์ซ่อมรถโดยสาร ศูนย์ซ่อมรถจักร และศูนย์แผนงานและการผลิต) สามารถซ่อมรถจักรและรถโดยสารได้ราวเดือนละ 12 คัน และดัดแปลงรถไฟตามนโยบายประจำปีได้ ด้วยฝีมือของบุคลากรเพียง 200 กว่าคน

หน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โรงงานมักกะสัน

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว การรถไฟฯ คือหน่วยงานเกรดเอที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาทำงาน วิศวกรต้องจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหรือจากประเทศเยอรมนีเท่านั้น เป็นยุคที่การรถไฟเฟื่องฟู โรงงานมักกะสันมีคนงานหลายหมื่นคน จนเกิดสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ซึ่งต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ที่คนงานพึงมีพึงได้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โรงงานมักกะสันเข้าสู่ยุคขาลงคือ พ.ศ. 2526 รัฐบาลมีคำสั่งให้ยุติการสร้างรถทุกชนิด เนื่องจากมองว่าซื้อถูกกว่าผลิตเอง และเริ่มตามเทคโนโลยีต่างประเทศไม่ทัน จุดเปลี่ยนอีกครั้งคือ พ.ศ. 2541 รัฐบาลสั่งให้ลดบุคลากร หากมีพนักงานออก 100 คน ให้รับแทนได้ 5 คน พนักงานการรถไฟฯ ในปัจจุบันจึงลดจากสามหมื่นคนเหลือประมาณหมื่นคน ส่วนพนักงานโรงงานมักกะสันก็เหลือเพียงสองร้อยกว่าคน

น่ารู้เกี่ยวกับรถไฟไทย

ร.5

สมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2398 สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียโปรดฯ ให้เซอร์จอห์น เบาว์ริง เป็นราชทูตเข้ามาเจริญพระราชไมตรี ขอทำหนังสือสัญญาใหม่ หนึ่งใน ‘ของขวัญ’ จากควีนวิกตอเรียคือ ‘รถไฟเล็ก จำลองย่อส่วนมาจากรถจักรไอน้ำและรถพ่วงจากรถไฟของจริงที่ใช้ในประเทศอังกฤษขณะนั้น ปัจจุบัน รถไฟเล็กดังกล่าวอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

สมัยรัชกาลที่ 5 ในพ.ศ. 2413 พระองค์เสด็จฯ ประพาสเมืองสิงคโปร์และเบตาเวีย พ.ศ. 2417 เสด็จฯ ประพาสอินเดีย ทั้งสองคราว ได้ทอดพระเนตรการสร้างทางรถไฟ และลองประทับรถไฟในอินเดีย จนอาจทำให้ทรงประทับพระราชหฤทัย และทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมทางรถไฟ

กิจการรถไฟในเมืองไทยเริ่มสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2433 หลังจากที่รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการสำรวจพื้นที่เพื่อทำการสร้างทางรถไฟหลวง และจัดสร้างทางรถไฟหลวงต่อมา

ส่วนหนึ่งของพระบรมราชโองการ ‘ประกาศสร้างทางรถไฟสยาม แต่กรุงเทพฯ ถึงนครราชสีห์มา วันที่ 1 มีนาคม 2433 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“…ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า การสร้างหนทางรถไฟเดินไปมาระหว่างหัวเมืองไกล เป็นเหตุให้เกิดความเจริญแก่บ้านเมืองได้เป็นอย่างสำคัญอันหนึ่ง เพราะทางรถไฟอาจจะชักย่นหนทางหัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ไกลไปมาถึงกันยากให้กลับเป็นหัวเมืองใกล้ ไปมาถึงกันได้สดวกเร็วพลัน การย้ายขนสินค้าไปมาซึ่งเป็นการลำบาก ก็สามารถจะย้ายขนไปมาถึงกันได้โดยง่าย เป็นการเปิดโอกาศให้อาณาประชาราษฎร มีทางตั้งการทำมาหากินกว้างขวางออกไป แลทำทรัพย์สมบัติกรุงสยามให้มากมียิ่งขึ้นด้วย ทั้งเป็นคุณประโยชน์ในการบังคับบัญชาตรวจตราราชการบำรุงรักษาพระราชอาณาเขต ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นศุกข์ได้โดยสดวก…”

มีอะไรในโรงงานมักกะสัน

ตึกอำนวยการ

โรงงานมักกะสัน

ตึกหลังนี้สร้างขึ้นใหม่ เพราะหลังเก่าถูกทุบทิ้ง เนื่องจากมีการสร้างทางด่วนทับอาคารเดิม หากไปหาดูภาพเก่าๆ ของโรงงานมักกะสัน จะยังเห็นตึกอำนวยการหลังเก่าอยู่ อาคารหลังนี้เป็นทำงานของคณะผู้บริหาร ประกอบด้วยรองวิศวกรใหญ่ด้านโรงงาน วิศวกรอำนวยการ 5 ด้าน คือ ด้านศูนย์ซ่อมรถจักร ด้านศูนย์ซ่อมดีเซลราง ด้านรถโดยสาร ด้านแผนงานและการผลิต ด้านศูนย์คลังพัสดุ

อาคารคลังพัสดุ

โรงงานมักกะสัน

อาคารหลังนี้สร้างตั้งแต่ พ.. 2465 เดิมใช้ซ่อมรถจักรไอน้ำ ภายในจึงมีรางรถไฟทอดตัวตามยาว 3 ราง และมีคูคอนกรีตสำหรับให้ช่างซ่อมใต้รถ อักษร ‘ร.ฟ.ผ’ ที่หน้าอาคารย่อมาจาก ‘กรมรถไฟแผ่นดิน เป็นชื่อเรียกดั้งเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ชื่อนี้ใช้ระหว่างพ.ศ. 2464 – 2467 (มองเห็นได้จากบนทางด่วน)

โชคดีเหลือหลาย อาคารแห่งนี้ไม่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงอยู่รอดมาเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดของโรงงานมักกะสัน ปัจจุบันใช้เป็น ‘อาคารคลังพัสดุ’ สำหรับเก็บพัสดุซ่อมรถไฟ (คืออะไหล่ชิ้นส่วนของรถไฟและอุปกรณ์)

ข้างๆ คืออาคารที่เก็บรถพระที่นั่ง (รถไฟสำหรับพระเจ้าอยู่หัว) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลปัจจุบัน

ศูนย์ซ่อมรถจักร

ศูนย์ซ่อมรถจักร
ศูนย์ซ่อมรถจักร

ที่นี่ซ่อมหัวรถจักรดีเซล (หัวรถจักรเสียงดังๆ ไว้ลากตู้โดยสาร) รถดีเซลราง (ตู้โดยสารที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง) และรถโดยสาร (รถเปล่า วิ่งเองไม่ได้ ต้องมีหัวจักรลาก)

รถจักรดีเซลอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี ส่วนรถตู้โดยสารประมาณ 30 ปี ระหว่างการใช้งานจะมีการซ่อมบำรุงตามวาระ เมื่อครบอายุการใช้งาน ต้อง Refurbish คือรื้อทุกส่วนออกแล้วปรับปรุงใหม่ เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ เดินสายไฟใหม่ เดินท่อลมใหม่ หลัง Refurbish จะใช้ได้อีก 15 – 20 ปี หากไม่ Refurbish จะใช้ได้อีกราว 5 ปี แล้วต้องตัดบัญชีทิ้ง

โรงซ่อมส่วนบนรถดีเซลราง

โรงซ่อมส่วนบนรถดีเซลราง
โรงซ่อมส่วนบนรถดีเซลราง

โรงนี้เคยใช้สร้างรถ แต่ปัจจุบันเป็นที่ซ่อมรถที่เกิดอุบัติเหตุชนกัน จุดเด่นของที่นี่คือมีทางรถไฟลากผ่านเข้าไปในโรงงาน เรียกว่า Rail Traverser (สะพานเลื่อน) ใช้ขนรถไฟเข้าโรงงาน เป็นเครื่องมือที่ใช้กันทั่วโลก ในไทยมีแค่ที่มักกะสันเท่านั้น และที่นี่ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือเก่าที่ใช้ทำรถไฟ เช่น เครื่องตัด เครื่องพับ เครื่องดัด

โรงไม้

โรงไม้
โรงไม้

ที่นี่เคยเป็นส่วนสำคัญเมื่อครั้งโรงงานมักกะสันผลิตรถไฟเอง เพราะไม้ (โดยเฉพาะไม้สัก) เป็นส่วนประกอบหลักของตู้รถไฟ เช่น ที่นั่ง ผนัง บานเกล็ดไม้ ได้บรรยากาศย้อนยุคสุดๆ แต่โรงไม้แห่งนี้ กำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ เพราะในปี 2564 – 2565 รถไฟที่มีไม้เป็นส่วนประกอบจะถูกตัดบัญชีทั้งหมด หมายความว่าจะไม่มีรถไฟ ‘เมดอินมักกะสัน’ เหลือให้บริการผู้โดยสารอีกต่อไป ถ้าใครอยากได้รถเก่าเหล่านี้เอาไปปรับปรุงใช้งาน ก็รอประมูลกันได้เลย

อนาคตของ ‘โรงงานมักกะสัน’

โรงงานมักกะสัน

เดือนมีนาคม 2561 คือช่วงเวลาเปิดประมูลพื้นที่ส่วนแรกของโรงงานมักกะสัน ขนาด 130 ไร่ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน (สนามบินดอนเมือง อู่ตะเภา และสุวรรณภูมิ) ใช้แนวเส้นทางการเดินรถของ Airport Rail Link ที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งผู้ชนะการประมูลจะได้สิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่นี้ส่วนนี้ในเชิงพาณิชย์ด้วย

พื้นที่ส่วนที่ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ราชปรารภ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารคลังพัสดุ มีแผนจะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์และสวนสาธารณะ

ส่วนพื้นที่ตรงกลางของโรงงานมักกะสัน ยังมีอนาคตที่ไม่แน่ชัดว่าจะย้ายส่วนของโรงงานไปอยู่ที่จังหวัดชลบุรี หรือจะปรับขนาดพื้นที่ให้เล็กลงแล้วอยู่ที่เดิมต่อไป

คงต้องติดตามอนาคตของโรงงานมักกะสันกันต่อไป

 
ภาพ : การรถไฟแห่งประเทศไทย และ ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

Writers

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แม้ต้นสัปดาห์นั้น กรมอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในช่วงปลายอาทิตย์ กรุงเทพมหานครจะพบกับสายฝนผู้เป็นมิตรสหายประจำฤดูกาลแน่นอน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหนักหนามากพอจะทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจได้ ซ้ำยังช่วยคลายร้อน ให้เราได้เดินเท้าเที่ยวรอบย่านเก่าแก่ตั้งแต่สมัยธนบุรีอย่าง ‘กุฎีจีน’ ได้สนุกขึ้นอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมริมน้ำที่ร่ำรวยประวัติศาสตร์แห่งฝั่งธนฯ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอให้เราแบกเป้ สะพายกล้อง พร้อมเคลียร์พื้นที่ความจำในสมอง ออกมาร่วมกิจกรรม Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน ที่ The Cloud และเทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมครั้งที่ 6 (The 6th River Festival) ร่วมกันจัดขึ้นแล้ว

ย่านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่ชอบออกไปสัมผัสบรรยากาศของชุมชนเก่าในเมืองหลวง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจาก 3 ศาสนา 4 ความเชื่อในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว ยังได้ดื่มด่ำศิลปะและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างหลากหลาย จากแต่ละหมุดหมายซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตและความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติหลายศาสนา

แม้ดูเหมือนว่ากุฎีจีนจะเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในหมู่นักท่องเที่ยว แต่เชื่อได้เลยว่าย่านนี้ยังมีปริศนาคาใจอีกมากที่ชวนให้เราหาคำตอบ

คราวนี้เราเลยชวนทุกคนออกมาเดินเท้าสำรวจกุฎีจีน เพื่อไขข้อสงสัยเบื้องหลังทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่บนเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) และเรือนจันทนภาพ มัสยิดบางหลวงที่มีรูปทรงแปลกตา รสชาติอาหารลูกผสมสยาม-โปรตุเกส วิธีการทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ที่มาของเสียงระฆังเพลงบรรเลงจากโบสถ์ซางตาครู้ส สถาปัตย์ไทยผสมจีนที่วัดกัลยาณมิตร วิธีการอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมในศาลเจ้าเกียนอันเกง และเทคนิคที่สถาปนิกใช้ซ่อมเสาครูกลางเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส

เราได้ วทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกนักอนุรักษ์มาเป็นวิทยากรพิเศษประจำทริป พร้อมเปิดเผยทุกกระบวนท่าจากวิชาสถาปัตย์ เล่าเรื่องราวสนุกๆ และเฉลยปริศนาข้อสงสัยให้เราตลอดทาง ทั้งยังได้ไกด์ท้องถิ่นประจำทริปอย่าง ปิ่นทอง วงษ์สกุล ประธานชุมชนกุฎีจีน มาช่วยตอบข้อสงสัยทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอีกด้วย

จบทริปอิ่มสมอง อิ่มท้อง และอิ่มใจคราวนี้ เข้าใจกุฎีจีนมากขึ้นอีกโข

เราแอบเก็บสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้ดูได้ชมตลอดวันมาเป็นของฝากด้านล่างนี้ กางร่มแล้วเริ่มเดินเที่ยวไปพร้อมๆ กันนะ

01

อะไรอยู่ในบ้าน

ฟังประวัติศาสตร์สนุกๆ ผ่านสถาปัตยกรรมเรือนลูกผสมไทย-จีน-ฝรั่ง

ถ้าให้ลองจินตนาการภาพบ้านของสามัญชนคนธรรมดาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็คงจินตนาการไม่ออก เพราะหลักฐานส่วนใหญ่ที่พอจะเหลือให้เห็นคือเรือนที่ประทับของเจ้านาย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค) แห่งชุมชนโรงครามย่านกุฎีจีน จึงเป็นตัวอย่างเรือนของสามัญชนที่เราพอจะใช้ศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนของคนไทยได้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ก่อนขึ้นเรือนโบราณหลังนี้ เราได้ชิมลุดตี่และน้ำขิงปรุงอย่างเทศ อาหารว่างดั้งเดิมฉบับมุสลิม จึงเข้าใจทันทีว่า “ลุดตี่นี้น่าชม” ดังปรากฏใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นั้น มีหน้าตาและรสชาติเป็นอย่างไร แป้งสัมผัสนุ่มห่อแกงแขกรสชาติคล้ายมัสมั่นเข้ากันได้ดีกับน้ำขิงเข้มข้น เติมพลังให้มีแรงเดินสู้ฝนไปได้ทั้งวัน 

ถอดรองเท้าแล้วค่อยๆ เดินขึ้นเรือนตามมานะ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

“อาคารหลังนี้ต่อเติมเยอะมาก” คือประโยคแรกที่วิทยากรของเราเกริ่น ก่อนจะแถลงไขให้เราฟังว่า แต่เดิมนั้นเป็นเรือนฝากระดาน หลังคาทรงปั้นหยา มุขจั่วหน้าบ้านที่ตีผนังตามแนวนอนเป็นเครื่องยืนยันว่านั่นคือส่วนที่ต่อเติมออกไป ทำให้ได้หลังคาจั่วหน้าบ้านและระเบียงทางเดินรอบบ้านมาเป็นของแถม

ตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นเรือนลูกผสม งานช่างไทยปรากฏที่ส่วนโครงสร้างหลักของบ้าน เช่น ฝาผนังที่ยังคงทำเป็นแผงแยกกันระหว่างเสาแต่ละต้น วิทยากรของเราอธิบายขณะพาเราเดินเข้าไปภายในบ้าน พลางชี้ให้ดูผนังไม้กระดานผืนใหญ่ แล้วหยุดที่หน้าประตูบ้านยาว ก่อนจะเปิดประตูออก แล้วเฉลยว่า นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจในบ้านหลังนี้

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประตูบานยาวใช้เปิดระบายอากาศ พร้อมลูกกรงเหล็กหล่อสีเขียวโดดเด่นซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แสดงให้เห็นฐานะของเจ้าของบ้าน ก่อนเราจะทันสังเกต วิทยากรของเราก็เลื่อนแผ่นไม้ที่อยู่ด้านหลังช่องลมของประตูบานนั้นลง แล้วเฉลยว่า นี่คือเทคนิคของช่างจีนที่หาชมได้ยากมาก 

แผ่นไม้บานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองสภาพอากาศของไทย ยามร้อนก็เปิดระบายอากาศได้ ยามฝนก็ปิดกันฝนได้ เทคนิคช่างจีนอีกอย่างคือส่วนล่างของบานประตู ซึ่งมีลายลูกฟักกระดานดุนที่ลบเหลี่ยมมุม ขัดกับวิธีการทำตัวบานพับเหล็กอย่างฝรั่ง น่าทึ่งที่เทคนิคนานาชาติอยู่ด้วยกันที่ประตูบานเดียวได้อย่างลงตัวทั้งทางดีไซน์และฟังก์ชัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

หลังจากเจ้าของเดิมเสียชีวิตเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 5 ลูกหลานก็น่าใช้เรือนต่อเรื่อยมา ก่อนจะขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่นางผัน อหะหมัดจุฬา เมื่อ พ.ศ. 2485 ในที่สุด

ย่านเดียวกันนี้ยังมี เรือนจันทนภาพ อีกหลัง เรือนไทยรุ่นน้องหลังนี้แม้อายุอ่อนกว่าหน่อย แต่รับรองได้ว่างานสถาปัตย์สนุกไม่แพ้กัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เรือนหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรือนไทยประเพณีของคหบดีเจ้าของบ่อพลอยจากเมืองจันท์ มีเครื่องยืนยันเป็นไม้กระดานผืนยาวราคาแพง ที่นำมาทำผนังซึ่งมีระยะกว้างกว่าปกติ ทำจั่วแสงอาทิตย์ และทำพื้นกระดานของเรือนได้ทั้งหลัง

วิทยากรของเราจั่วหัวก่อนเริ่มบรรยายว่า “บ้านหลังนี้คือลูกผสมของไทย จีน ฝรั่ง”

ความเป็นไทยสอดแทรกอยู่ในโครงสร้างหลักของบ้าน ในขณะที่กลิ่นอายความเป็นจีนลอยโชยมาจากกรอบประตูทางเข้า ที่มีแผงไม้แกะสลักเป็นลายหงส์และเครือเถาดอกไม้อย่างจีนด้านบน รวมถึงหย่องหน้าต่างซึ่งแกะสลักลายดอกพุดตานคล้ายกับเรือนเจ้านาย ส่วนกลิ่นนมเนยอย่างฝรั่งนั้น มาจากการใช้เฟอร์นิเจอร์บิวด์อินกั้นแบ่งส่วนของเรือน และวอลเปเปอร์ในตู้ ที่เพียงปราดตามองก็รู้ว่ามาจากเมืองฝรั่ง ที่บานประตูปรากฏการลบเหลี่ยมมุมของลายลูกฟักกระดานดุน และการทำบานเกล็ดคล้ายกับเรือนหลังก่อน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จารุภา จันทนภาพ เจ้าของเรือนคนปัจจุบัน เล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้นถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 และคราวกบฏแมนฮัตตัน ก่อนจะชี้ร่องรอยหลักฐานอันเป็นเครื่องยืนยัน คือรอยกระสุนที่ทะลุผนังเรือนด้านหน้า และอีกรอยที่ทะลุกระจกเข้ามา

เรือนไทยโบราณทั้งสองหลังนี้ทำให้เราเห็นภาพของคนในย่านกุฎีจีนชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในชุมชนแห่งนี้ ผ่านงานสถาปัตยกรรมลูกผสมในเรือนพักอาศัยของสามัญชน

02

มัสยิดหรืออุโบสถ

เข้าใจวัฒนธรรมอิสลามผ่านมัสยิดรูปทรงคล้ายโบสถ์พุทธ

สำหรับคนทั่วไป มัสยิดคืออาคารยอดโดมและอาจมีหอคอยด้วย

แต่เชื่อได้เลยว่าถ้าได้มาเห็นมัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) แล้ว จะต้องเปลี่ยนภาพจำทันที 

(ถ้าไม่เชื่อลองดูรูป)

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

คำว่า ‘กุฎีขาว’ น่าจะมาจากสีขาวของอาคาร ‘กุฎี’ หรือ ‘กุฏิ’ ซึ่งเป็นที่ใช้ประกอบศาสนกิจ

ทันทีที่เราย่างเท้าเข้าสู่บริเวณมัสยิด ก็สัมผัสได้ถึงพื้นที่โดยรอบอาคารที่มีสัดส่วนไม่สม่ำเสมอได้ทันที เพราะมัสยิดไม่ได้วางตัวสอดคล้องขนานไปกับเส้นทางการสัญจร แต่ต้องหันหน้าไปทางทิศแห่งนครมักกะฮ์เท่านั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะเรียกได้ว่าเป็นงานพุทธศิลป์แบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 อาคารมีเสาพาไลรับหลังคาล้อมรอบ มีขนาด 5 ห้อง ส่วนยอดลดทอนรายละเอียดของเครื่องลำยองที่เป็นไม้ออกไปทั้งสิ้น แล้วใช้งานปูนปั้นอย่างศิลปะจีนประดับแทนเนื่องจากมีความทนทานมากกว่า หน้าบันปรากฏลวดลายพรรณพฤกษา ที่กึ่งกลางมีพานรองรับดอกบัว ภายในบรรจุตัวอักษรพระนามพระอัลเลาะห์ โดยใช้วิธีการเรียงตัวอักษรอย่างศิลปะอิสลาม

วิทยากรตั้งข้อสังเกตว่า ที่หน้าบันมีกรอบคล้ายนาคสะดุ้ง ซึ่งไม่ปรากฏในศิลปะแบบพระราชนิยม จึงเป็นไปได้ว่าอาคารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นหรือบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 4

อีกหนึ่งจุดที่วิทยากรชี้ให้เราชะโงกดูจากภายนอกคือด้านในมัสยิดที่รวมเอามิห์รอบ ซึ่งทำหน้าที่บอกทิศแห่งนครมักกะฮ์ และมิมบัร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายธรรมมาสน์ เอาไว้ด้วยกัน ตกแต่งเป็นซุ้มสามยอดประดับกระจกสี ท่วงท่าลวดลายคล้ายซุ้มประตูพระอุโบสถของวัดอนงคารามวรวิหาร

ส่วนถัดออกไปคือกุโบร์ หรือสุสานสำหรับฝังศพชาวมุสลิม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราได้ฟังเรื่องราววิถีชีวิตของชาวไทยมุสลิมจากอิหม่าม รอมฎอน ท้วมสากล ซึ่งย้ำอยู่หลายครั้งตลอดการบรรยายว่า ชุมชนกุฎีจีนอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจ เพราะถือว่าทุกคนคือพี่น้องชาวไทยด้วยกันทั้งสิ้น เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมย่านนี้ยังอบอวลไปด้วยเสน่ห์แห่งความหลากหลายทางศาสนาอยู่มาก

03

อาหารชาติไหน

ทานอาหารกลางวันสไตล์สยาม-โปรตุเกส และชิมขนมฝรั่งกุฎีจีนอุ่นๆ จากเตา

แวะเติมพักเติมพลังระหว่างวันที่ ร้านสกุลทอง ร้านอาหารลูกครึ่งไทย-โปรตุเกส

เราค่อยๆ สาวเท้าขึ้นเรือนไทยอายุไม่น้อย ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ไม่นานหลังจากเราดื่มน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ ดับกระหาย ก็มีมื้อเที่ยงมาวางตรงหน้า 

สกุลทองเสิร์ฟอาหาร 1 สำรับ ประกอบด้วยเครื่องว่างตำรับชาววัง 4 อย่าง ได้แก่ กุ้งกระจกม้วน ถุงทองไส้ไก่ หมูโสร่ง และมังกรคาบแก้ว

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาหารหลักคือ ‘ขนมจีนแกงไก่คั่ว’ เมนูที่คาดว่าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามายังสยามสร้างสรรค์ขึ้นโดยประยุกต์มาจากอาหารโปรตุเกสดั้งเดิม ใช้ขนมจีนแทนเส้นพาสต้า ทานคู่กับแกงคั่วไก่ที่ใส่ทั้งเนื้อ ตับ และเลือดไก่ รสชาติคล้ายอย่างแกงไทยแต่มีรสหวานมากกว่า ขณะทานก็ได้ฟังที่มาที่ไปของอาหารแต่ละจานอย่างสนุกสนานออกรส เรื่องราวจัดจ้านไม่แพ้รสชาติอาหารในจาน

หลังจากกินข้าวเคล้าประวัติศาสตร์แล้ว ก็เดินลัดเลาะไปชิมขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมขึ้นชื่อประจำชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

เราบุกไปถึงหน้าเตาอบของ ร้านหลานป้าเป้า ร้านที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ 5 คำนวณเวลาได้ 250 กว่าปี ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษอพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ เทคนิคสำคัญคือการตีไข่กับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ก่อนจะผสมกับแป้งแล้วเทลงพิมพ์ จัดการนำไปอบด้วยเตาแบบโบราณ แม้จะเปลี่ยนมาใช้แก๊สเพื่อลดมลภาวะแล้ว แต่ก็ยังคงใช้ถ่านเป็นไฟบนเหมือนขนมหม้อแกงอยู่ ถึงเวลาก็เคาะออกจากพิมพ์ร้อนๆ ได้ขนมฝรั่งกุฎีจีนสีน้ำตาลน่าทาน ชิมกันสดๆ ตรงหน้าเตานั้นเลย

04

เสียงอะไรจากบนโบสถ์

ดื่มด่ำสถาปัตย์โบสถ์คริสต์แล้วปีนขึ้นไปรับชมรับฟังการบรรเลงเพลงจากระฆังการิย็อง
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ไม่ไกลกันคือโบสถ์วัดซางตาครู้ส ศูนย์รวมจิตใจชาวคริสต์แห่งชุมชนกุฎีจีน

โบสถ์ซางตาครู้สหลังที่เราเห็นปัจจุบันนี้เป็นหลังที่ 3 สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ปรากฏอิทธิพลศิลปะตะวันตกหลากหลายยุค ส่วนยอดเป็นโดมทำอย่างศิลปะยุคเรเนสซองส์ ถัดลงมาคือโรสวินโดว์ที่ทำเลียนแบบศิลปะยุคกอธิก ส่วนล่างของส่วนยอดมีลายปูนปั้นประดับเป็นช่ออุบะพวงมาลัยอยู่โดยรอบอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องแบบเดียวกับสะพานไม้ข้ามสระน้ำที่เชื่อมระหว่างตำหนักชาลีมงคลอาสน์และมารีราชบัลลังก์ที่พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยเดียวกัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

จุดไฮไลต์คือหอระฆังการีย็อง (Carillon) ที่ประกอบไปด้วยระฆังทองเหลืองจำนวน 16 ใบซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้บรรเลงได้จริงในปัจจุบัน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

โชคดีมากที่มากับ Walk with The Cloud คราวนี้ เราจึงได้มีโอกาสปีนขึ้นไปชมเหล่าระฆังที่น้อยวัดจะยังหลงเหลือ และฟัง สวัสดิ์ สิงหทัต หนึ่งในไม่กี่คนที่บรรเลงเพลงจากระฆังได้ ดีดเพลงเพราะๆ ให้เราฟังกันถึงที่ โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษอย่างคริสต์มาส วันปัสกา หรือวันขึ้นปีใหม่

05

วัดไทยหรือวัดจีน

สัมผัสศิลปะลูกผสมที่วัดไทยและวัดจีน พร้อมฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานที่น่าทึ่ง

เราเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ท่ามกลางละอองฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

ไม่นานก็ถึง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ประวัติของวัดจากคำบอกเล่าของ เฮียเสก-นัทธวัฒน์ กิตติวณิชพันธุ์ รองประธานคณะกรรมการพัฒนา 6 ชุมชนย่านกุฎีจีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือคำต้อนรับอันอบอุ่นและแสนสนุก

เดิมที่ดินบริเวณพระอุโบสถเป็นบ้านเก่าของเจ้าสัวมั่น ขุนนางกรมท่าซ้ายในสมัยรัชกาลที่ 1 – 2 ตกทอดมายังเจ้าสัวโต ผู้ลูก หรือเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในรัชกาลที่ 3 ครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ มีบทบาทในการช่วยพระองค์ทำการค้าสำเภาอย่างมาก

เมื่อเจ้าสัวโตรื้อเรือน กัลปนาที่ดินเพื่อสร้างวัดเสร็จ ก็น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 3 จึงได้พระราชทานนามว่าวัดกัลยาณมิตร พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบพระราชนิยม มีพระปางปาลิไลยก์เป็นพระประธาน ซึ่งน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วัดในกรุงเทพฯ ภายในมีงานจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราววิถีชีวิตของคนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

อาคารสำคัญตรงกลางคือพระวิหารหลวงที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น สถาปัตยกรรมภายนอกเป็นแบบไทยประเพณี สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดิษฐานหลวงพ่อโตหรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดมหึมา ด้วยแนวคิดการจำลองผังเมืองอยุธยา ที่ภายนอกเกาะเมืองมีวัดพนัญเชิงประดิษฐานหลวงพ่อโตอยู่ วิทยากรของเราชี้ให้เห็นถึงฝีมือและเทคนิคการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ของช่างไทยผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น ผังบริเวณรูปสี่เหลี่ยม (เกือบจะ) จัตุรัส เพราะถูกจำกัดด้วยระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม การทำหน้าต่างให้ตรงกับเสาเพื่อบังคับแสงเข้าสู่อาคาร การเขียนภาพจิตรกรรมเป็นลายดอกไม้ร่วงแทนภาพเรื่องราวซึ่งเพราะไม่สอดรับกับระยะการมอง

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัดแล้ว วิทยากรยังชวนให้เราเล่นเกมซ่อนแอบ ไล่ชมงานศิลปะจีนที่สอดแทรกอยู่ที่ต่างๆ ของวัด เช่น ซุ้มประตูทางเข้าหินที่สั่งทำจากเมืองจีน กระถางธูปอายุร้อยกว่าปีที่ยังใช้งานอยู่ ‘ถะ’ หรือเจดีย์ซ้อนชั้นแบบจีน และโดยเฉพาะเกซิ้งหรือแท่นบูชาบรรพบุรุษที่ทำมาจากหินทั้งหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่น่าจะเคยได้ใช้งานจริงด้วยซ้ำ และเป็นของแปลกที่หาชมได้ยากมาก

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พอชมศิลปะไทยจีนจนอิ่มตา เราพากันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ไม่ไกลก็ถึงเกียนอันเกง ศาลเจ้าเก่าแก่ริมน้ำของชาวจีนฮกเกี้ยน

ทีแรกคิดว่าโชคร้าย เพราะเกียนอันเกงวันนั้นซ่อนตัวอยู่ในนั่งร้านและอุปกรณ์การก่อสร้าง

ทีหลังถึงรู้ว่าโชคดี

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ด้วง-บุณยนิษฐ์ สิมะเสถียร คือทายาทรุ่นที่ 4 ที่รับช่วงต่อการดูแลศาลเจ้ามาแต่บรรพบุรุษ เริ่มเล่าประวัติศาลแห่งนี้ให้เราฟังแข่งกับเสียงสายฝนที่ร่วงหล่นลงมา

คนจีนฮกเกี้ยนเข้ามาจับจองอยู่อาศัยที่ตรงนี้ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย อพยพเข้ามาพร้อมกับภิกษุจีน เมื่อมีการสร้างชุมชนฮกเกี้ยนขึ้น จึงมีการสร้างวัดไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจ พร้อมกับที่พักพระสงฆ์ ที่เรียกว่า ‘กุฏิ’ หรือ ‘กุฎี’ อันเป็นที่มาของชื่อชุมชน

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ครั้นรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อีกฟากของเจ้าพระยา ศูนย์รวมจิตใจชาวจีนฮกเกี้ยนจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย ทำให้ศาลเจ้าที่กุฎีจีนเสื่อมความนิยมลงไป ทั้งยังปรากฏหลักฐานแต่เดิมว่าเป็นศาลเจ้า 2 หลังอยู่ติดกัน เมื่อคราวบูรณะครั้งใหม่จึงรวมเข้าด้วยกัน และอันเชิญพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมมาจากเมืองจีน ประดิษฐานเป็นประธาน ด้านซ้ายคือหม่าโจ้วหรือเจ้าแม่ทับทิม ด้านขวาคือเทพเจ้ากวนอู ถัดออกมาแถวซ้ายขวาคือ 18 อรหันต์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ชาวจีนฮกเกี้ยนให้ความเคารพ

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรของเราให้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ในการดูศาลจีนฮกเกี้ยน ทำให้การเที่ยวศาลเจ้าครั้งต่อไปของเราต้องสนุกขึ้นแน่

ข้อแรก มีประตูทางเข้าสองบานด้านข้างที่ขนาบประตูทางเข้าหลักตรงกลาง

ข้อสอง มีช่องลมแกะสลักทรงกลมที่ด้านหน้าซุ้มทางเข้า

ข้อสาม มีงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตูทางเข้า

ข้อสี่ มีจั่วหลังคาทรงแหลมซึ่งไม่บอกธาตุของศาลนั้น

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ส่วนที่บอกว่าคราวนี้โชคดี เพราะมาทันตอนที่กรมศิลปากรกำลังบูรณะภาพจิตรกรรมซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของศาลนี้พอดี เราเลยได้ฟังเรื่องราวการอนุรักษ์โบราณสถานสนุกๆ จากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

ที่ด้านซ้ายและขวาของเจ้าแม่กวนอิมคือภาพจิตรกรรมเรื่อง สามก๊ก และวรรณคดีจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหายจากมูลค้างคาว ขั้นตอนแรกเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลและสำรวจความเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ ทำความสะอาดภาพ แล้วซ่อมแซมภาพบางส่วนที่ได้รับความเสียหายอย่างพิถีพิถัน โดยยังคงความดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด เพราะภาพเหล่านี้เป็นฝีมือช่างจีนแท้ ไม่มีทางที่ช่างไทยจะเขียนเส้นสายได้เหมือนแน่นอน

เจ้าหน้าที่ยังย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ว่า เป็นการช่วยคงไว้ให้เหมือนเดิมมากที่สุดและยืดอายุของงานศิลปะ

เราเดินออกมาชมมังกรปูนปั้นประดับกระเบื้องบนหลังคาศาลเจ้า ก่อนจะรู้ว่าตัวผอมแบบนี้น่ะถูกต้องแล้ว เพราะสัมพันธ์กับสัดส่วนของหลังคา แล้วจึงเดินเลียบเจ้าพระยาอีกครั้งไปยังสถานที่สุดท้ายของวัน

06

มีอะไรที่ใจกลางเจดีย์

ชมเสาครูกลางพระบรมธาตุมหาเจดีย์ แล้วฟังเฉลยวิธีการซ่อมจากสถาปนิกนักอนุรักษ์

เมื่อมาถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระปลัดยรรยง ยสวฑฺฒโก ก็พาเราเข้าพระอุโบสถ ชมงานจิตรกรรม และนำเราบูชาพระรัตนตรัยเพื่อศิริมงคล แล้วค่อยพาไปชมพระบรมธาตุมหาเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

พระบรมธาตุมหาเจดีย์สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จท่านก็ถึงแก่พิราลัยไปเสียก่อน สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงได้สร้างต่อจนสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4

เราเดินเข้าพระบรมธาตุฯ ผ่านทางพรินทรปริยัติธรรมศาลา อาคารต่อมุขผนังโค้งที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับพระเณร ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุภายในพระเจดีย์

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

น้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่ตามพื้นทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินขึ้นบันไดและเดินบนลานประทักษิณที่ชั้น 2 เมื่อมุดลอดช่องเข้ามายังแกนกลางเจดีย์ทรงระฆังขนาดมหึมาแล้ว ก็พบกับเสาครู เสาแกนกลางเจดีย์ในสภาพแข็งแรงหลังการซ่อมแซม

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า
ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิทยากรเริ่มเล่าให้เราฟังถึงกระบวนการบูรณะ แต่เดิมเสาครูนี้ล้มเอียงไปพิงกับกำแพงด้านหนึ่ง แต่ที่เจดีย์ไม่เสียหายเพราะว่าน้ำหนักได้ถ่ายลงมาทางกำแพงขององค์ระฆังหมดแล้ว เสาแกนกลางจึงไม่ได้มีหน้าที่รับน้ำหนักเป็นหลัก แต่ใช้วางโครงสร้างไม้อย่างนั่งร้าน ซึ่งยังปรากฏรูเต้าและเศษไม้เดิมที่ยังปักคาอยู่

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

วิศวกรและสถาปนิกเสริมความแข็งแรงไปที่ฐาน แล้วจึงใส่เฝือกให้เสาครูด้วยการเสริมโครงเหล็กเข้าไป จากนั้นใช้แม่แรงค่อยๆ ดีดเสาให้กลับมาตั้งตรง และก่ออิฐต่อไปจนถึงชั้นบัลลังก์เหมือนเดิม ก่อนเอาท่อนซุงมาเสริมแรงไว้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีการบูรณะเช่นนี้น่าทึ่งมาก จนทำวัดให้ได้รับรางวัล Award of Excellence จาก UNESCO ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของคนไทย รวมไปถึงการตระหนักเห็นคุณค่าและความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานอีกด้วย

ลัดเลาะรอบ 'กุฎีจีน' ไขปริศนาสถาปัตย์เรือนเก่า วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ มัสยิด และศาลเจ้า

Walk with The Cloud 26 : กุฎีจีน คราวนี้สนุกมาก เพราะนอกจากจะได้สายฝนโปรยปรายมาช่วยคลายร้อน ยังอัดแน่นไปด้วยความรู้หลากแขนง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่สอดแทรกอยู่ในงานสถาปัตยกรรม และเทคนิคการอนุรักษ์สนุกๆ ทำให้เราเข้าใจความเป็นย่านชุมชนนี้มากขึ้น

ถ้าใครอยากตามรอยเราที่ชุมชนกุฎีจีน ติดต่อขอคำปรึกษาจัดทริปได้ที่ประธานชุมชน ปิ่น-ปิ่นทอง วงษ์สกุล โทรศัพท์ 08 6105 5547 หรือถ้าอยากเดินเท้าท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามย่านต่างๆ รอบเจ้าพระยา ชมอัตลักษณ์และความงดงามของสถาปัตยกรรมยามค่ำคืน ขอเชิญร่วมงาน Bangkok River Festival 2020 สายน้ำแห่งวัฒนธรรม วันที่ 29 – 31 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.30 น.

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load