ICONCRAFT x The Cloud

 

คุณเคยเห็นเครื่องประดับที่มองแวบแรกแล้วเหมือนผึ้ง แต่พอเพ่งสายตากลับกลายเป็นแมลงวันตัวน้อยที่ช่างฝีมือจงใจแกะด้วยความละเอียดบางหรือเปล่า คุณเคยเห็นลายฉลุช่องเล็กกว่า 1 เซนติเมตร แล้วแอบคิดในใจว่าเลเซอร์คัตชัวร์ แต่พอเพ่งสายตากลับเห็นฝีคมของฟันเลื่อยสลับขึ้นและลงไม่เท่ากันบ้างหรือเปล่า เหล่านั้นคือเสน่ห์ของงานคราฟต์ที่เกิดจากหัวใจและจิตวิญญาณของ บอย-พงศ์สิทธิ ดำรงพานิชชัย เจ้าของแบรนด์ ‘WABY’ เครื่องประดับทองเหลืองทำมือ ชายหนุ่มผู้สัมผัสและคลุกคลีกับเพชร พลอย และอัญมณีมีค่าราคาแพง มานับไม่ถ้วน

แต่บอยเลือกหยิบทองเหลืองมาทำเครื่องประดับ ด้วยหวังจะเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับโลหะลูกผสมผ่านงานทำมือ โดยมี อ้อ-ไพลิน ประสาทศิลป์ คนข้างเคียงคอยเคียงข้างประสานงานและดูแลภาพรวมตั้งแต่เป็นร้านขนาดกะทัดรัดในตลาดนัดจตุจักรสู่งานแฟร์ของคนหัวใจคราฟต์ทั่วไทยและต่างประเทศ

WABY

ความหวังของเขาและเธอคือการสร้างชื่อให้งานออกแบบทองเหลืองไทย ดังไกลไปทั่วโลก!

ไม่ง่าย หากจะทำเครื่องประดับทองเหลืองไทยให้ครองใจลูกค้าทั่วโลก WABY มีสูตรเด็ดมัดใจอย่างไร ไปฟังกัน

WABY

 

กลับมาทำสิ่งที่พวกเราชอบกันอีกสักครั้ง

อ้อและบอยรู้จักกันปีสุดท้ายของการเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะตัดสินใจเปิดร้านเครื่องประดับทองเหลืองแบรนด์ WABY (ตัวอักษรแรกของชื่อหุ้นส่วน 4 คน) ทั้งสองเคยทำเครื่องประดับขายด้วยกันกับแก๊งเพื่อนสมัยเรียน “เราเริ่มจากทำต่างหูขาย เพื่อนๆ เห็นแล้วก็ชอบ เราเองก็สนุกเวลาไปซื้ออุปกรณ์แล้วเอากลับมาออกแบบ พอเรียนจบต่างคนต่างไปทำงานประจำ ก็อยากจะสนุกแบบนั้นอีก เลยไปเดินสวนจตุจักร เผอิญมีพื้นที่ว่างพอดี ก็เลยคุยกันว่าจะกลับมาทำสิ่งที่พวกเราชอบกันอีกสักครั้ง” อ้อเล่าจุดเริ่มต้นความสนุกเมื่อ 13 ปีที่แล้ว

บอยบอกกับเราว่า เขาเคยทำงานในบริษัทออกแบบเครื่องประดับตามใจลูกค้าด้วยอัญมณีมีราคา แต่พอถึงจุดหนึ่งเขากลับมาทบทวนว่าทำไมไม่มีใครทำเครื่องประดับที่เห็นครั้งแรกแล้วร้อง ‘ว้าว’ คงจะง่ายหากเป็นเพชรหรือพลอย เงินหรือทองคำ แต่บอยเลือกหยิบทองเหลือง โลหะผสมที่น้อยคนจะเห็นค่าและไม่มองข้ามมาทำเครื่องประดับ

“ตอนนั้นคนไทยมองข้ามทองเหลือง กลายเป็นวัสดุไม่มีมูลค่า คนไม่นิยมเอามาทำเครื่องประดับ แต่เราอยากจะเพิ่มมูลค่าให้ทองเหลือง โดยใส่ความเป็นแฮนด์เมดและฉลุลายให้กลายเป็นงานคราฟต์เพื่อเพิ่มคุณค่าของทองเหลือง”

แม้ทองเหลืองจะเนื้อเหนียวและแข็ง ขัดให้ขึ้นเงาได้ไม่ง่าย แต่การเกิดสนิมยากถือเป็นข้อดีของเครื่องประดับสีทองนี้

WABY

 

เครื่องประดับที่สวย กวน แล้วยังตลก

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถ้าใครกำลังตามหาเสื้อผ้าแปลกตา ของแต่งบ้านแหวกแนว โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นงานแฮนด์เมด ตลาดนัดจตุจักรคงเป็นคำตอบแรกในใจ เพราะที่นั่นเป็นแหล่งงานคราฟต์ของกรุงเทพฯ และสมัยนั้นเครื่องประดับทองเหลืองก็ฮิตไม่แพ้กัน คนขายเยอะ คนซื้อเยอะ คนใส่เยอะ และคนต่างชาติมาซื้อกลับประเทศก็เยอะ

บอยและอ้อตีตลาดทองเหลืองด้วยการทำป้ายชื่อตัวอักษร เป็นการเอาตัวอักษรทองเหลืองมาเรียงต่อกันเป็นชื่อหรือเป็นประโยคตามใจลูกค้าต้องการ ข้อดีของการเริ่มต้นฉลุทองเหลืองเป็นตัวอักษร ทำให้บอยรู้จักเหลี่ยมและมุมโค้ง การเก็บรายละเอียดด้านนอกและด้านใน และเป็นการฝึกทักษะของช่างทองเหลืองให้ทำงานฉลุแบบละเอียดได้ในอนาคต

WABY WABY

หลังฝึกทักษะฉลุจนชำนาญ บอยเริ่มขยับไปออกแบบลายฉลุที่มีรายละเอียดมากกว่าเดิมและเป็นตัวเองมากขึ้น

“ตอนหลังงานฉลุมันสามารถทำงานได้หลากหลาย เราก็เขยิบมาเล่นสิ่งของใกล้ตัวอย่างนาฬิกา เริ่มล้อเลียนสังคมบ้าง เพราะรู้สึกว่ามันควรจะมีเครื่องประดับที่คนเห็นแล้วกวนดี มันมาจากความคิดที่เราอยากใส่นาฬิกาแทค ฮอยเออร์ แต่ราคาแพง ก็เลยฉลุด้วยมือใส่เองแล้วกัน มันเป็นกิมมิกที่ทำไมคนไม่ทำเครื่องประดับมาเล่นกับความรู้สึกของคน เราเลยทำสิ่งนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการบางกลุ่ม ให้คนเห็นแล้ว อ๋อ คาแรกเตอร์ของแบรนด์กวนแล้วยังตลกด้วยนะ”

WABY

บอยเล่าจบพร้อมบอกกับเราว่า นอกจากนาฬิกาล้อเลียนสุดทะเล้น เขายังมีคอลเลกชันหัวกะโหลกใส่แว่นเรย์แบนด์สุดเท่ขยับได้ หัวกะโหลกสวมมงกุฎของพระราชินีแทนมงกุฎพระราชา แม้แต่กะโหลกสุดโหดเขาก็เพิ่มดอกกุหลาบเข้าไปด้วย แถมยังแตกไลน์ออกมาเป็นหัวกะโหลกตัวการ์ตูนอย่างกระต่าย Bugs Bunny และเจ้าแมว Hello Kitty

  “เราเป็นคนมีมุมมองติดตลก เราอยากใส่อะไรก็ทำอันนั้น แต่เราเป็นคนไม่ใส่เครื่องประดับนะ เวลาทำงานก็จะสวมบทบาทว่าถ้าเราใส่อันนี้แล้วเท่ เราก็รู้แล้วว่าคนที่จะใส่เครื่องประดับเราบุคลิกประมาณไหน เราชอบทำงานที่คนเห็นแล้วอุทาน ‘เฮ้ย เจ๋ง!’ มันไม่ได้เจ๋งเพราะทำยาก แต่เจ๋งเพราะรูปลักษณ์แวบแรก แต่การที่เขาจะอุทานได้มันต้องเป็นของที่เขาเคยเห็นอยู่แล้ว แล้วเราเอามาออกแบบใหม่ เพิ่มความพิเศษเข้าไปอีกนิด”

 

เหมือนยิ่งกว่าของจริง

WABY

WABY

นอกจากบอยจะแทรกอารมณ์ขันผ่านเครื่องประดับ เขายังหยิบธรรมชาติรอบตัวมาใช้กับงานทองเหลือง ไม่ว่าจะสร้อยคอรวงข้าว ดีเทลเหมือนจริงละเอียดยิบ หรือด้วงตัวเบ้อเริ่มบนกำไลข้อมือลายต้นไผ่ สวยสมจริงเกินบรรยาย

“แนวคิดหลักในการทำเครื่องประดับของเราคือ Realistic แล้วก็ครอบมันด้วยความเป็นธรรมชาติ เราว่าธรรมชาติมีความสวยงามของตัวเอง อย่างหัวกะโหลกบางคนก็ว่าน่ากลัว แต่จริงๆ มันก็มีความสวยงามในตัวเอง อยู่ที่เราจะนำเสนอออกมาแบบไหน หรือแมลงวันก็มีความสวยงาม อยู่ที่ลูกค้าเขาจะมองแบบไหน

WABY WABY

“เราอยากให้คนมาซื้องานของเราเขาใส่แล้วมีความสุข อย่างน้อยให้เป็นสิ่งที่ช่วยจรรโลงจิตใจเขาได้” อ้อเฉลยตัวตนของแบรนด์ บอยเสริมต่อว่า “ดอกไม้ แมลง เป็นสิ่งที่คนเห็นและขายได้อยู่แล้ว แต่จะขายได้มากกว่านั้นถ้าเรารู้จักพลิกแพลง อย่างแมลงวันคนเห็นแวบแรกคิคว่าเป็นผึ้ง แต่เราตั้งใจแกะเป็นตัวแมลงวัน เพื่อชวนคนให้เข้ามาดูใกล้ๆ ว่ามันไม่ใช่ผึ้งนะ แต่เป็นแมลงวัน มันปลี่ยนมุมมองเขาไปแล้ว คนก็จะคิดว่าเจ๋ง งั้นซื้อดีกว่า พอเขาซื้อแล้วเอาไปใส่ คนก็จะถามต่อว่าเป็นตัวอะไร นั้นแสดงว่าเราทำให้เขาไปมีคอนเนคชันต่อ จากการแค่ใส่เครื่องประดับของเรา”

 

สิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี WABY ตีตลาดเครื่องประดับทองเหลืองในตลาดนัดจตุจักรได้ดีเกินคาด มี Buyer จากต่างประเทศมากมาย แต่แล้วเขาก็ต้องถอยออกมาเพื่อเดินหน้าต่อ เพราะตลาดไม่ตอบสนองความต้องการของแบรนด์

“เราตัดสินใจปิดหน้าร้านจตุจักรเพราะความต้องการลูกค้าเปลี่ยน ความเป็นแมส โปรดักต์และการแข่งขันราคาทำให้คำว่าคราฟต์ถูกกลืนหายไป เราเลือกจะถอยออกมา แล้วทำงานคราฟต์ในพื้นที่ของเราเอง เลยเป็นเหตุผลให้เราเน้นออกงานตามแฟร์มากกว่า เราว่าเสน่ห์ของงานคราฟต์คือการแสวงหา เราอยากให้คนติดตามว่างานหน้าเขาจะเจออะไร”

แม้ลูกค้าต่างชาติจะลดลงจากตอนมีหน้าร้านอยู่ตลาดนัดจตุจักร แต่งานแฟร์ทำให้พวกเขาได้ลูกค้าชาวไทยที่สนใจงานคราฟต์เพิ่มมากขึ้น บอยยังเสริมอีกว่า ปัจจุบันถ้านึกถึงงานคราฟต์ต้องบินไปเชียงใหม่ ไกลแค่ไหนก็ยอม!

“เราว่าเชียงใหม่มีความคล้ายกับจตุจักร เป็นที่ที่รวมคนเข้าใจงานคราฟต์ไว้ด้วยกัน เราเคยไปออกงานขายที่เชียงใหม่ บรรยากาศและกลิ่นอายทำให้คนซื้อง่าย เราก็ขายคล่อง (หัวเราะ) เหมือนการขายกลับมาสนุกอีกครั้ง คนซื้อเขาก็มีบทสนทนากับเรา แต่พอมาออกงานขายในกรุงเทพฯ บรรยากาศจะจริงจัง เป็นการซื้อด้วยเหตุผลมากกว่าความรู้สึก

“จะว่าไปก็สลับกันนะ กรุงเทพฯ ควรจะเป็นเมืองออกแบบ แต่เชียงใหม่กลับสร้างคอมมูนิตี้ได้ดีกว่า เราคิดว่ากรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองเครื่องจักรไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำของคราฟต์ขนาดไหน ก็จะถูกมองว่าเป็นงานเลเซอร์คัต เราเคยเจอคำถามติดตลกว่า ทำไมเครื่องประดับราคาแพง เราบอกว่าเป็นงานฉลุมือ เขาบอกว่าทำไมไม่เลเซอร์คัตล่ะ เราว่าของบางอย่างเครื่องจักรทำไม่ได้ และเครื่องจักรเองก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง” บอยเล่าความจริงจากหัวใจ

WABY WABY

 

ความคิดสร้างสรรค์เลียนแบบไม่ได้

บอยและอ้อต่อสู้กับคำว่า ‘งานเลเซอร์คัต’ มาตลอด ด้วยความกดดันทำให้เขาลองใช้เทคนิคเลเซอร์คัตกับงานเครื่องประดับ แต่ผลก็ไม่เป็นดั่งใจต้องการ จากช่องจิ๋วที่มือสามารถเลื่อยฉลุลงไปได้ แต่เลเซอร์คัตกลับทำไม่ได้

“การเก็บรายละเอียดเป็นการซื่อสัตย์กับงาน ไม่ใช่ว่าเลื่อยไปแล้วเหนื่อยก็พอแค่นั้น ถ้าทำแบบนั้นเราไม่สามารถบอกใครได้เลยว่าเราภูมิใจหลังจากลูกค้าใส่แล้วมาบอกว่า ‘งานของคุณสวยมาก’ เราเลยตั้งใจกับทุกขั้นตอน เพราะลูกค้าซื้อของเราด้วยเขารักในงานเรา เข้าใจในงานเรา เราไม่ควรหักน้ำใจเขาด้วยการทำแบบนั้น” บอยเล่าด้วยแววตาจริงใจ

WABY

เมื่อ 2 ปีก่อนบอยเริ่มทำงานพื้นผิว เขาหล่อทองเหลืองเลียนแบบฟอยล์สีเงิน แต่พอกลายเป็นฟอยล์สีทองเหลืองก็สวยไปอีกแบบ นอกจากความสนใจเทคนิคใหม่ อีกหนึ่งเหตุผลคือ เขาโดนชาวต่างชาติซื้อเครื่องประดับแทบจะทุกอย่างของเขาเพื่อไปลอกเลียนแบบ เหมือนแม้กระทั่งโลโก้ของแบรนด์ที่อยู่บนเนื้อทองเหลือง!

อ้อและบอยแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเทคนิคสุดยากและเทกซ์เจอร์แปลกใหม่ให้กับงานทองเหลือง ดูเหมือนง่ายแต่คนก๊อปปี้ต้องควานหาสารพัดวิธีมาทำให้เหมือนแบบมากที่สุด วัดใจกันไปเลยถ้าคิดจะเอาชนะความคิดสร้างสรรค์

“กว่าจะออกมาเป็นเครื่องประดับสวยๆ ต้องผ่านหลายกระบวนการมาก ของบางอย่างมองแล้วเหมือนทำง่าย แต่การจะได้มาซึ่งคำว่า ‘ง่าย’ มันยากมาก่อน ของสวยคือของที่ถูกกลั่นกรองและคิดมาแล้วว่าจะสวยยังไงในขั้นตอนสุดท้าย”

ความใส่ใจจากสองมือจึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ WABY ยังคงโลดเล่นในตลาดเครื่องประดับทองเหลืองมานานกว่า 10 ปี และเรายังเชื่อในพลังของงานคราฟต์ ของเลียนแบบเหมือนก็จริงแต่เชื่อสิ ไร้ชีวิตและจิตวิญญาณจริงแท้แน่นอน

WABY WABY

 

เรามาไกลถึงอิตาลีเพื่อประโยคนี้

ก่อนพบกัน บอยและอ้อเพิ่งพา WABY ไปออกงานไกลถึงประเทศอิตาลี เขาและเธอหอบกำลังใจเต็มสองมือจากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคกลับประเทศมาด้วย บอยเล่าความประทับใจให้เราฟังว่า

“ตอนเราไปแสดงงาน มีลูกค้าคนหนึ่งเดินมาดูงาน ล่ามก็เข้าไปถามว่า ‘มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า’ เขาไม่พูดอะไร แต่ยืนนิ่งดูงาน แล้วก็พูดออกมาว่า ‘คุณไม่ต้องอธิบายแล้ว เพราะงานมันเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้วว่ามันทำอะไรได้บ้าง’ เราได้ยินเขาพูดแล้วน้ำตาจะไหล เรามาไกลจากกรุงเทพฯ ถึงอิตาลีเพื่อมาได้ยินประโยคนี้

“เขาทำให้เราสร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง เหมือนเป็นการแนะว่างานของเราควรจะเป็นยังไงต่อ แต่จุดประสงค์ของเรายังเหมือนเดิม เราอยากเพิ่มมูลค่าให้กับทองเหลือง ถ้าคิดถึงงานทองเหลือง ต้องคิดถึงประเทศไทย”

หลังจากฟังจบเราถามบอยทันที สิ่งที่คนทำงานคราฟต์ต้องการคืออะไร

“งานคราฟต์แลกมาด้วยเวลา สิ่งที่จะแทนเวลาได้คือกำลังใจ คำชม หรือการที่คุณเข้าใจงานคราฟต์ ซื้อพวกเขากลับบ้านไปด้วยความรัก ซื้อไปด้วยความเข้าใจ ถ้ามันดีก็อยากให้กลายเป็นฟีดแบ็กกลับมา เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ดี ให้สังคมงานคราฟต์โตขึ้น แต่ต้องโตขึ้นด้วยตัวของมันเอง โตด้วยจิตวิญญาณของคำว่าคราฟต์ โดยคนซื้อกับคนขายเชื่อมต่อกัน และอย่าดูถูกเขาด้วยวงเงิน การดูถูกเขาด้วยจำนวนเงิน เท่ากับฆ่าจิตวิญญาณของเขา

“คำว่าแพงมันบาดใจเลยนะ เราอยากให้คนเข้าใจว่าคราฟต์มันไม่ได้ถูกกาหัวด้วยคำว่าแพง คำว่าคราฟต์มันถูกกำหนดและถูกกาหัวด้วยความใส่ใจและความรู้สึกของมือสองมือที่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมา”

WABY

ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ไปเลือกช้อปและจับจองเครื่องประดับทองเหลืองสุดคราฟต์ ที่มีส่วนผสมจากหัวใจและสองมือ ได้ที่โซน ICONCRAFT ของ ICONSIAM 

และถ้าอยากลงมือประดิษฐ์เครื่องประดับทองเหลืองด้วยตัวเอง สมัครเวิร์กช็อป สารพัดช่าง 03 : The Smith ได้ที่นี่ เพื่อไปฝึกเป็นช่างฝีมือด้วยกันกับแบรนด์นี้และ Stories of Silver and Silk งานนี้รับเพียง 30 คนเท่านั้นนะ

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

อัครักษ์ ยิ้มสอาด

เพิ่งเรียนจบจากมัธยมปลาย รักในการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตไปกับการดูหนัง ใช้ชีวิตไปกับการถ่ายรูป ใช้ชีวิตไปกับการเดินเรื่อยเปื่อย และอีกไม่นานจะไปใช้ชีวิตกับเมืองเชียงใหม่

ICONCRAFT X The Cloud

แนวคิดเบื้องหลัง Lively Ware แบรนด์เซรามิกและภาชนะเซรามิกแฮนด์เมดของไทยที่ชนะใจลูกค้าทั่วเอเชีย

เทคนิคและลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ราคาที่จับต้องได้ และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงทำให้เครื่องกระเบื้องลายครามร่วมสมัยครองใจคนมากมายหลากหลายวัย ไปจนถึงหลากหลายสัญชาติทั่วเอเชีย 

01

ปั้นดินเป็นดาวกระเบื้องเคลือบ

ย้อนกลับไปเมื่อ 20,000 ปีก่อน ในยุคที่เครื่องปั้นดินเผาก่อกำเนิดขึ้น ชาวจีนเรียนรู้การนำดินมาขึ้นรูปและนำไปเผาด้วยความร้อน จนกลายเป็นภาชนะเซรามิกสีขาวใสที่เรียกว่า Porcelaine เป็นครั้งแรก และตบแต่งเขียนลายด้วยแร่สีน้ำเงินสวยงาม ที่เรียกว่า Cobalt Oxide ซึ่งอยู่ตามภูเขาในจีนและยุโรปบางประเทศเท่านั้น

คุณลักษณะที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนสมัยนั้น ใช้ตักน้ำก็ง่าย ใส่อาหารหรือข้าวของก็ได้ รวมกับลวดลายที่ถูกวาดขึ้นอย่างวิจิตร ทำให้เครื่องกระเบื้องราคาสูงลิบนี้เป็นที่ต้องการของทุกคน ตั้งแต่ชาวจีนเอง แพร่หลายไปทั่วเอเชียและยุโรป ในราชอาณาจักรสยามเองก็นิยมนำเข้ามาใช้อย่างล้นหลาม โดยเรียกเครื่องกระเบื้องเคลือบเหล่านี้ว่า ‘เครื่องกังไส’ หรือ ‘เครื่องลายคราม’ 

ความหลงใหลและความต้องการมีเซรามิกเป็นของตัวเอง ทำให้หลายประเทศคิดค้นวิธีการทำเซรามิกของตัวเองได้สำเร็จ สยามเองก็รับอิทธิพลมาสร้างเครื่องกระเบื้องเบญจรงค์ ต่อมาราคาของเครื่องลายครามจากจีนจึงต่ำลง ยิ่งเวลาผ่านไป เครื่องกังไสแสนสวยที่เคยเป็นที่ต้องการจากคนทั่วทุกสารทิศกลับกลายเป็นเซรามิกที่ถูกลืมอยู่ในตู้

กิตต์และเพ้นต์มองเห็นความสำคัญและความพิเศษของเซรามิกที่ถูกลืม หยิบมาพลิกโฉมใหม่จนกลายเป็นแบรนด์ Lively Ware แบรนด์เซรามิกที่ปลุกยุคชีวิตชีวาของเครื่องลายครามขึ้นมาอีกครั้ง

02

ภาชนะที่มีชีวิต

กิตต์เป็นอดีตนักเรียนจิตกรรมที่จับพลัดจับผลูมาเรียนรู้และเป็นคุณครูสอนเซรามิกจำเป็น เขาฝึกฝนการทำเครื่องปั้นจนเชี่ยวชาญ และเปิดโรงเรียนสอนศิลปะชื่อ ‘A CHAIR’ ที่นนทบุรีอยู่ร่วมสิบปี เขาใช้โอกาสนั้นฝึกฝนทดลองทำเซรามิกแบบต่างๆ จนอยู่มือ ก่อนเขาและเพ้นต์จะทดลองขายในตลาดนัด Little Tree Market และกลายเป็น Lively Ware แบรนด์เซรามิกลายครามที่ครองใจคนทั่วเอเชียอย่างในทุกวันนี้

“มันอาจจะเบี้ยวก็ได้ แต่มันคือวิธีของเราที่แสดงให้เห็นรสชาติของงานมือ”

Lively Ware

ชายหนุ่มอธิบายว่า งานเซรามิกทุกชิ้นของแบรนด์ไม่ได้เพอร์เฟกต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่งานทุกชิ้นของพวกเขามีชีวิตชีวาเหมือนกับชื่อ Lively Ware นี่แหละ กิตต์และเพ้นต์เชื่อในฝีมือของมนุษย์ และเชื่อว่ารสชาติของมือย่อมอร่อยกว่ารสชาติของเครื่องจักรเสมอ

แม้งานเซรามิกส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็นงานคราฟต์ งานแฮนด์เมด ทั้งหมด แต่ถูกทำให้เนี้ยบเหมือนกับงานที่ผลิตจากโรงงาน เสน่ห์ของงานทำมือที่มนุษย์ทำขึ้นมาหายไป แถมหลายที่ยังใช้เทคนิควาดสีบนเคลือบที่อาจทำให้โลหะหนักปนเปื้อนอาหารได้อีกต่างหาก พวกเขาจึงเลือกใช้เทคนิควาดสีก่อนแล้วเผาเคลือบทีหลัง แม้จะทำยากและใช้เวลานานกว่า แต่ปลอดภัยกับผู้ใช้มากกว่า

“ถึงแม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี เป็นร้อยปี สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป บางอย่างย่อยสลาย บางอย่างเสื่อมสภาพ แต่สิ่งที่ยังอยู่และคงสภาพไว้ได้อย่างดีหนึ่งในนั้นก็คือ ‘เซรามิก’ เหมือนกับประวัติศาสตร์เก่าๆ ที่เราเห็น โบราณวัตถุที่หลงเหลือมาให้เราชมและเรียนรู้ในปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นเครื่องปั้นดินเผานี่แหละ”

เจ้าของแบรนด์อธิบายเหตุผลที่ทำให้เขาหลงใหลเซรามิก 

“เราอยากจะทำของบางอย่างที่คนจะสามารถใช้แล้วเก็บไปได้ยาวๆ เพราะเซรามิกมันอยู่กับเราได้นานมาก อาจจะนานกว่าชีวิตเราด้วยซ้ำ เป็นทรัพยากรที่คุ้มค่า”

เขาจึงมุ่งมั่นตั้งใจจะสร้างงานเซรามิกที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ทนทาน ใช้ได้ตั้งแต่รุ่นลูกยันรุ่นหลานรุ่นเหลน ผสานกับสีขาวและสีคราม กิตต์และเพ้นต์วาดลวดลายอ่อนหวานงดงามบนของใช้ทั้งหมดด้วยตัวเอง เซรามิกของแบรนด์ที่มีชีวิตชีวานี้จึงมีเอกลักษณ์ แค่เห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร

03

ตอบสนองตนเอง และตอบสนองคนอื่น

“เราอยากใช้อะไร เราก็ทำของนั้น ตัวเราเองชอบเครื่องเขียน แล้วก็อยากทำอะไรที่เป็นเซรามิก ก็เลยปั้นปากกา ปั้นพู่กัน มาใช้เอง การขายเป็นเรื่องรอง พอทำขึ้นมา โพสต์ไปแล้วมีคนชอบ เขาอยากได้บ้างก็มาซื้อ”

Lively Ware เริ่มต้นสร้างชิ้นงานจากความชอบและความสนุก ซึ่งได้ผลงานที่สมใจตัวเองและสมใจคนอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่ถ้วย ชาม แก้ว หรือจานรองแก้ว เครื่องใช้ง่ายๆ ที่เราใช้กันทุกวัน พวกเขาพยายามฉีกกรอบของถ้วยชามทั่วไป คิดค้นและทดลองปั้น โดยเน้นจากการใช้งานที่ทั้งใช้ได้จริงและใช้ได้ดี โดยไม่ยึดติดกับภาพถ้วยชามในอุดมคติของคนทั่วไป

Lively Ware

สินค้ายอดนิยมของ Lively Ware คือ ‘ปิ่นโต’ ไอเทมสามัญประจำบ้านที่มีตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า กิตต์มองเห็นเสน่ห์ในความเชยและประโยชน์ในการลดใช้ภาชนะพลาสติก กิตต์และเพ้นต์จึงออกแบบปิ่นโตร่วมสมัยจากเซรามิกและไม้สัก เติมลวดลายให้ร่วมสมัยจนเป็นสิ่งครองใจของคนมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จะใส่กับข้าวไปกินที่ทำงาน ไปปิกนิก หรือใส่ของอร่อยไปวัดก็ดี! ตอนนี้สองนักออกแบบเซรามิกวาดปิ่นโตไปแล้วกว่า 600 เถา


Lively Ware

นอกจากของใช้ในครัว Lively Ware ยังมีเครื่องประดับเซรามิกอย่างกระดุมและตุ้มหูลวดลายน่ารักเข้าคู่กับเสื้อผ้าได้อย่างดี

“กระดุมนี่ตอนทำมาแรกๆ คนก็คัดค้านเยอะนะ ถามว่าจะเอาไปใช้ได้จริงเหรอ มันจะแตกไหม ซึ่งก็ไม่แตกนะ เราก็ทำมาใช้เอง”

ไม่เพียงแค่คิดค้นสินค้าจากความชอบ แต่ทั้งคู่ยังคิดค้นจากปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันด้วย เช่น ที่รองสบู่ขาตั้งสูงกันสบู่ละลายไปกับน้ำ หรือ ‘แอนท์แพด’ สินค้าสุดฮิตอีกอย่างของพวกเขาที่ปั้นขึ้นมาจากปัญหามดบุกขโมยอาหาร แท่นวงกลมลายครามนี้ทาน้ำมันลื่นๆ ไว้ข้างใน ต่อให้วางขนมนมเนยไว้นานแค่ไหน  รับรองว่ามดก็ไต่ขึ้นไม่สำเร็จ 

ความดีงามของเซรามิกสีขาวฟ้านี้ไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริงและลวดลายสวยงาม Lively Ware ตั้งราคาของให้จับต้องได้ ไม่แพงจนเกินไป เพราะว่าต้องการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงานแฮนด์เมด และใช้ผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ดีได้

04

ทลายกรอบเซรามิก

“ตอนนี้เรามองหาอะไรที่คนบอกว่าเอามาทำเป็นเซรามิกไม่ได้ เราก็จะพยายามเอามาทำให้ดู”

ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือจาน ชาม ถ้วย หรือแก้ว รูปทรงต่างๆ แต่นั่นไม่ใช่ภาพที่พวกเขาสองคนมองเห็น

“มีคนเคยบอกเราว่าให้ไปไหว้ศาลที่หลังไอคอนสยาม เขาไปไหว้แล้วของขายดีมาก รับรองว่าโคตรเฮง คือเราก็ไปไหว้มาแล้วล่ะ (หัวเราะ) แต่เราว่าต้องไม่หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ใช่แค่ปิ่นโตขายดีแล้วก็พอ เราต้องพัฒนานวัตกรรมให้ดีขึ้นสิ อย่าทำแต่อะไรเดิมๆ 

“จริงๆ ยังมีอะไรที่เราอยากทำอีกเยอะมาก แต่ยังทำไม่เสร็จ เราเคยพยายามจะทำเมาส์คอมพิวเตอร์ ทำสวิตช์ไฟโบราณ ทำรางปลั๊กสามตาด้วย”

พูดแล้วกิตติ์ก็เดินไปอุ้มเซรามิกที่ทำเป็นตู้หมุนไข่น่ารักที่ใช้งานได้จริงมาให้ดู งานทดลองหลากหลายของเขาประยุกต์ความประณีตของงานทำมือ กับเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่เข้าด้วยกัน

Lively Ware

“มีงานที่เราต้องซื้อเครื่อง CNC เป็นเครื่องเจาะราคาหลายหมื่นมาเจาะตัวอักษรบนโล่รางวัลเซรามิก ซึ่งไม่มีใครเขาทำกันหรอก เราจะเพนต์เอาก็ได้ เครื่องนี้ราคาแพงกว่าค่าตอบแทนที่เราได้ด้วยซ้ำ แต่เราโอเคนะ อยากทำ เพราะมันเอาไปประยุกต์ใช้กับงานในอนาคตได้อีกเยอะเลย”

05

We’re Lively

“มีคนแนะนำเราให้ไปโรงงานหนึ่งที่กระทุ่มแบน โรงงานนี้เคยเป็นโรงงานที่รุ่งเรืองมากๆ เลยนะ ทำเซรามิกได้เนี้ยบมาก สวยมาก แต่กลับซบเซาลงเพราะไม่มีดีไซน์ เราเลยไปรื้อของในสต๊อกเก่าโรงงานมาวาดขาย ถูกใจอันไหนก็วาด หมดไปกว่าครึ่งโรงงานแล้ว” 

ด้วยความสนุกที่จะไม่หยุดสร้างอะไรใหม่ๆ พวกเขาไม่เพียงแต่ปั้นงานเองเพื่อผลิตสินค้าเพื่อให้มีรายได้แก่แบรนด์ตัวเองเท่านั้น แต่ไปหยิบจับสินค้าเก่าๆ ของโรงงานเซรามิกเก่าแก่ เพื่อนำมาสร้างคุณค่า กระจายรายได้ให้แก่ผู้คนในอุตสาหกรรมเดียวกันอีกด้วย 

Lively Ware แบรนด์เซรามิกที่เปลี่ยนเครื่องลายครามเป็นถ้วยโถโอชามร่วมสมัย

“ลุงๆ ป้าๆ อีกหลายคนในโรงงานใช้เวลาอยู่กับการปั้นเซรามิกพวกนี้มากว่าครึ่งชีวิตแล้ว แล้วมันกำลังหายไปเรื่อยๆ ถ้าพวกเขาไม่ได้ทำเซรามิกแล้วก็คงเฉา”

แม้เป็นแบรนด์เซรามิกเล็กๆ ของคนเพียงสองคน แต่ Lively Ware ได้ปลุกชีวิตของงานเซรามิกที่ตายไปแล้วให้กลับมามีคุณค่าและอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไป และยังปลุกชีวิตชีวาของช่างปั้นมือฉมังให้มีรายได้และรอยยิ้ม เมื่อได้เห็นเครื่องกระเบื้องที่ทำมาทั้งชีวิตกลับมาเป็นที่ต้องการของผู้คนอีกครั้ง

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load