หากพูดถึงฟาร์มหมู เราคงนึกถึงภาพโรงเรือนที่มีหมูนับร้อยยืนเรียงรายในคอกพอดีตัว มีรางอาหารแนวยาว กลิ่นขี้หมูคละคลุ้ง

แต่สำหรับฟาร์มหมูที่ชื่อ ว. ทวีฟาร์ม แห่งจังหวัดขอนแก่นนี้ ลืมภาพจำแบบนั้นไปได้เลย เพราะที่นี่น้องหมูวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ บางตัวอาจกำลังชุบตัวในบ่อโคลนสบายใจ บางตัวอาจวิ่งเข้ามาเล่นกับคนเป็นที่น่ารักน่าเอ็นดู แถมยังเป็นฟาร์มที่ดูเขียวชอุ่ม มีต้นไม้หลากหลาย

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ยิ่งถ้าใครได้ลิ้มลองเนื้อหมูจากฟาร์มแห่งนี้ จะพบว่ารสชาติมีความพิเศษ ชั้นไขมันไม่หนา อีกทั้งยังมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งมาจากพืชอาหารท้องถิ่นที่หมูได้กินแบบเดียวกับวัวโกเบ มีกลิ่นเบียร์จากการที่วัวได้กินเบียร์ หรือหมูจากสเปนที่หอมกลิ่นเบอร์รีจากเบอร์รีที่หมูกิน 

ส่วนในด้านสุขภาพ ก็มั่นใจได้ว่าปราศจากสารเคมี ไม่มีฮอร์โมนเร่ง ไร้ยาปฏิชีวนะร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือหากมองในแง่สิ่งแวดล้อม ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดว่าการกินหมูจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายป่าต้นน้ำ เพราะที่นี่ไม่ได้ใช้อาหารสัตว์ที่ทำจากข้าวโพดที่ปลูกบนเขาหัวโล้น แต่มาจากพืชท้องถิ่นหลายชนิดที่เขาปลูกเองในฟาร์ม หรือไม่ก็ซื้อจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ไว้ใจได้

แต่ความพิเศษของรสชาติเนื้อหมูไม่ใช่ประเด็นที่เราจะเล่าในวันนี้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

สิ่งที่เราจะชวน ฟิวส์-วานิชย์ วันทวี ผู้ก่อตั้ง ว. ทวีฟาร์ม มาพูดคุยกัน ก็คือเส้นทางชีวิตอันพลิกผันของเขาราวกับหนังไตรภาค – จากชายหนุ่มที่ตัดสินใจหันหลังให้อาชีพสัตวบาลเพื่อมาทำฟาร์มหมู สู่วันที่ความฝันพังไม่เป็นท่าจนเกือบยอมแพ้กับชีวิต จนกระทั่งมาพบทางสว่างในสิ่งที่เคยเกลียดอย่างเกษตรอินทรีย์ และต่อยอดจนมาเป็นฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ภาค 1 : ฝันสลาย

“มันเป็นความเชื่อที่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้ทั้งหมด แต่พอทำจริงแล้วคนละเรื่อง”

หากชีวิตของเขาถูกเขียนเป็นบทหนัง เรื่องทั้งหมดก็น่าจะเปิดฉากที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือขวานบุกเบิกที่ดินท่ามกลางแสงอาทิตย์แผดจ้า เหงื่อไคลไหลย้อยท่วมตัว แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง

หมอ ๆ หมอจะมาทำฟาร์มทำไมเนี่ย ทำเกษตรมันลำบากนะ หมอทำไม่ได้หรอก หมอไปรักษาสัตว์น่ะดีแล้ว”

นั่นคือเสียงของเพื่อนบ้านที่เข้ามาเตือนด้วยความหวังดี ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป… นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดกับเขาแบบนี้

“ตอนนั้นผมทำงานรักษาสัตว์มาแปดปี พอกลับมาบ้านเกิดก็ยังเห็นว่าเกษตรกรมีชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม ผมเองก็เป็นลูกเกษตรกร ก็ตั้งคำถามว่ามันจะมีระบบอื่นอีกไหมในการทำเกษตรที่จะให้เขามีอำนาจต่อรองหรือมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ผมรู้สึกว่าการรักษาสัตว์มันเป็นแค่การแก้ปัญหาปลายทางเมื่อสัตว์ป่วย แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน หรือการมีตัวตนของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง พอเราอยู่ในสังคมเกษตรกรก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำยังไม่ตอบโจทย์ผู้คน ผมน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม” วานิชย์เล่าย้อนถึงคำถามที่เป็นเบื้องหลังการตัดสินใจในวันนั้น

ด้วยความที่เขาเคยฝึกงานในบริษัทฟาร์มขนาดใหญ่ในระบบอุตสาหกรรมมาก่อน แถมยังเรียนจบด้านปศุสัตว์ มีความรู้ในการรักษาสัตว์ป่วย รู้จักยาและวัคซีนสารพัด เขาจึงคิดว่าการลงมือทำฟาร์มด้วยตัวเองน่าจะเป็นหนทางพาไปพบคำตอบที่จะช่วยเกษตรกรได้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“ความหวังตอนนั้นคือเราอยากทำเป็นโมเดล ที่เราจะเป็นเกษตรกรจริง ๆ ทำขายจริง ๆ และอยู่ได้จริง ๆ แล้วเราจะพาเกษตรกรมาดูว่า ต้องทำแบบนี้แล้วจะรอด ต้องเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่แบบนี้ถึงรอด”

แม้จะเป็นความฝันที่มาจากความตั้งใจที่ดี แต่มันก็เหมือนความฝันที่ตั้งอยู่บนปุยเมฆซึ่งไม่ได้มีฐานอันมั่นคง

“พอได้ลงมือทำจริง ๆ โอ้โห ปัญหานี่แบบมหาศาล ยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นมือใหม่มาก ต่อให้เราเคยเรียน เคยรักษาสัตว์ในฟาร์มโน่นนี่ ทำจนคิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญ แต่พอทำจริงแล้วคนละเรื่อง เราต้องรู้มากกว่าการเลี้ยง ต้องรู้การจัดการ รู้ระบบการก่อสร้าง รู้ทิศทางลม รู้พันธุ์สัตว์ รู้ว่าอาหารสัตว์มาจากไหน จะซื้อยังไง มันจิปาถะไปหมด”

แม้ตอนนั้น เขาได้พยายามทำในสิ่งที่ฟาร์มขนาดใหญ่ทำ ไม่ว่าจะเป็นซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง คำนวณสูตรอาหารเอง วัคซีนหรือยาปฏิชีวนะตัวไหนที่ว่าดีก็หาซื้อมาใช้ ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ได้ผลผลิตและน้ำหนักหมูตามที่ต้องการเป๊ะ ๆ ทุกอย่างดูสวยงามอยู่แค่ไม่กี่ปี แล้วพายุลูกใหญ่ก็โหมกระหน่ำ นั่นก็คือ… โรคระบาด

“เวลาเป็นโรค มันไม่ได้มีแค่โรคเดียว มันมีหลายโรคเข้ามา ความยากคือพอเชื้อเข้ามาแล้วมันไม่ได้แสดงอาการทันที กว่าจะแสดงอาการก็แปลว่าเชื้อโรคเข้ามาตั้งแต่เจ็ดวันที่แล้ว ทำให้เวลาเจอหมูเป็นโรคหนึ่งตัว เราต้องฉีดยาหมูทุกตัวในฟาร์มเลย”

แน่นอนว่าค่ายาไม่ใช่ถูก ๆ และเขาก็มีหมูถึง 700 ตัว! แล้วต่อให้รักษาโรคหนึ่งจนหายขาดได้ ก็มีโรคใหม่เข้ามาไม่จบสิ้น ซึ่งเขาแก้ปัญหาแบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้วิธีเชือดทิ้งทั้งเล้าแล้วพักฟาร์ม 3 เดือนไม่ได้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“มันเป็นความเชื่อที่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้เคมีทั้งหมด รู้จักยาปฏิชีวนะ เคยฝึกงานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เคยจัดการให้เขาได้ แต่พอมาทำเองเรากลับจัดการอะไรไม่ได้เลย แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ปัญหาโน้นนี้มะรุมมะตุ้มไปหมด”

ว่ากันว่าสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกตกต่ำที่สุด ก็คือความรู้สึกล้มเหลว ผิดหวังในตัวเอง สูญเสียความเชื่อมั่น สูญเสียความศรัทธา และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา

“ตอนนั้นนี่เห็นต้นไม้ต้นไหนสูง ๆ เรารู้สึกเลยว่า มันน่าผูกคอตายมาก คิดขนาดนี้เลย นอนไม่หลับสามคืน ยุงกัดไม่รู้สึกตัว เป็นภาวะเครียดสูงสุดในชีวิตแล้ว ทำไมเราจัดการไม่ได้ ในหัวมันคิดวนเวียนแบบนี้ตลอด”

ท่ามกลางความมืดมนของชีวิตและความผิดหวังที่ประดังประเดเข้ามา บุคคลหนึ่งที่ยังคงยืนเคียงข้างและคอยให้กำลังใจก็คือภรรยาของเขา ที่เป็นผู้ผลักดันจนเขาได้ก้าวไปสู่บทใหม่ของชีวิต

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ภาค 2 : ทางออกในสิ่งที่เคยเกลียด

“ถึงแม้การเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้มีหมูตาย 400 ตัวก็จริง แต่มีหมูตัวเดียวที่ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดได้”

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยชอบเกษตรอินทรีย์เลย เรียกว่าเกลียดด้วยซ้ำ เพราะระบบอินทรีย์ที่ผมเคยเจอ มันไม่มีใครทำเป็นระบบฟาร์มแบบจริงจัง มีแต่เลี้ยงหกเจ็ดเดือนแล้วขาย ผมก็รู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้แล้วตลาดที่มั่นคงมันอยู่ไหน มันดูไม่มีความน่าเชื่อถือ ดูสกปรก แล้วก็ไม่มีหลักการตลาด มีแต่หน่วยงานไปปักป้าย เช่น มีหน่วยงานหนึ่งไปหลอกให้ชาวบ้านปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์เยอะ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่รับซื้อของเขา ทำให้ผมไม่อยากไปเกี่ยวข้องกับระบบนั้น คือตอนนั้นผมไม่เห็นปลายทางที่มันสดใสเลย” ฟิวส์อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเคยปฏิเสธระบบเกษตรอินทรีย์มาตลอด

แต่ด้วยความที่สถานการณ์เรียกว่าวิกฤตขีดสุด โรคระบาดเข้ามาไม่หยุดยั้ง แถมค่ายา ค่าวัคซีน ค่าอาหารสัตว์ ก็มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาขายหมูกลับมีแต่จะตกต่ำลงเรื่อย ๆ โดยที่เขาควบคุมราคาอะไรไม่ได้เลย หนทางเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานั้นก็อาจเป็นทางเดียวกับสิ่งที่เขาเคยเกลียด

“ภรรยาผมรู้ว่าผมไม่ชอบเกษตรอินทรีย์ แต่เขาก็บอกว่าลองดูก่อนดีไหม ลองเปิดใจก่อน เพราะนี่คือวิธีสุดท้ายของระบบเกษตรแล้ว แน่นอนว่าถ้าไม่สุดจริง เราก็ไม่เปลี่ยน สุดท้ายก็เลยยอมลองดู”

ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นศึกษาการเลี้ยงหมูแบบอินทรีย์จากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งผู้รู้หลายคนพูดตรงกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการเปลี่ยน ก็คือการเปลี่ยนนิสัยและความเคยชินของตัวเอง เพราะระบบอินทรีย์คือสิ่งที่คุณเพิ่งมาเรียนรู้ แต่ระบบเคมีคือสิ่งที่คุณรู้จักมันมาเป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้น หากอยากเปลี่ยนจริง ๆ ก็ต้องเริ่มจากเตรียมอนุบาล ซึ่งหมายถึงการหักดิบจากเคมีโดยทันที

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องไปให้สุด แม้ผลลัพธ์คือหมูตายไปราว 400 ตัว – เกินกว่าครึ่งของที่มี แต่เขาก็ทำใจยอมรับและถือว่าเป็นราคาของการเริ่มต้นใหม่ โดยระหว่างนั้นก็พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งในเรื่องพืชพรรณท้องถิ่น พืชสมุนไพร ไปจนถึงจุลินทรีย์

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว ก็คือมีหมูแม่พันธุ์ตัวหนึ่งที่เป็นแผลกดทับทางไหล่ซ้าย เดินไม่ได้หนึ่งเดือนเต็ม แล้วก็มีหนอนชอนไชเข้าไปในแผล ซึ่งผมเนี่ยโคตรเกลียดหนอนเลย เห็นไม่ได้ มันยี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงอัดยาอย่างเดียว อย่างน้อยต้องมียาฆ่าหนอน ยาปฏิชีวนะแบบฉีด ยาแก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ถ้าลุกไม่ขึ้นก็สอดเข็มให้น้ำเกลือ ใส่ยาทางน้ำเกลือ หรือถ้ารักษาไม่ไหวก็คงเอาเข้ากรงแล้วเข้าโรงเชือด แต่คราวนี้ผมไม่ให้ยาอะไรเลย ผมจะลองวิธีใหม่ดู”

วิธีใหม่นี้ก็คือการรักษาแบบประคองอาการและให้หมูฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเขาและน้องผู้ช่วยก็ช่วยกันป้อนอาหารอย่างทุลักทุเล เช็ดทำความสะอาดมูลที่หมูถ่ายออกมา คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่เขาพบก็คือ หนอนจะไปกินเนื้อตายจนหมดแล้วกลายเป็นแมลงวัน ขณะที่หมูก็ค่อย ๆ สร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา แผลก็ค่อย ๆ สมาน และเมื่อหมูเริ่มมีแรง เขาก็เริ่มทำกายภาพบำบัดให้ จากที่เดินไม่ได้ก็เริ่มนั่งได้ จากนั้นก็เริ่มเดินแบบเซ ๆ ได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มเดินแบบปกติได้ จนในที่สุดก็วิ่งไปขวิดหมูตัวอื่น ไปเล่นกับหมูตัวอื่นได้ ทั้งหมดนั้นใช้เวลาดูแลร่วม 3 เดือน

“การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผมมาก และเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาลเลย มันทำให้เราเชื่อหมดหัวใจเลยว่าธรรมชาติดีที่สุด จากสิ่งที่ไม่เคยเชื่อมาก่อน วันนี้เรากลับศรัทธาสุดๆ ถึงการเปลี่ยนมาเป็นระบบนี้จะทำให้มีหมูตายสี่ร้อยตัวก็จริง แต่มีหมูตัวเดียวที่ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดได้”

หัวใจของการเลี้ยงหมูในวิถีใหม่นี้ เขาเล่าว่าไม่ใช่แค่การบอกลายาเคมีเท่านั้น แต่คือการวางตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรียนรู้จากธรรมชาติ แทนที่จะเป็นผู้ควบคุมมัน

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“ผมไม่ได้เอาตัวเองไปเป็นเจ้าของฟาร์มที่จะสั่งหมูให้ลุก ผมไม่ได้วางตัวเองเป็นผู้ควบคุมสัตว์ แต่ผมแค่ไปช่วยพยุงเขา เขาไหวแค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่ทำเกินกำลังตัวเอง ไม่เกินกำลังหมู เคสนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่สำหรับผมในการเรียนรู้ธรรมชาติ ผมรู้สึกว่าถ้าเราเปิดใจ ธรรมชาติจะค่อย ๆ สอนเรา และเราก็จะได้ความรู้ใหม่จากธรรมชาติทุกวัน” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ผมจำได้เลย มีวันหนึ่งผมกำลังนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินใต้ต้นมะขามใหญ่ที่ฟาร์ม ตอนนั้นเลี้ยงหมูแบบอินทรีย์มาได้สองปีแล้ว ผมรู้สึกตัวว่าชีวิตเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเกิดใหม่ และพร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปไม่รู้จบ กิ่งก้านสาขาเหล่านี้ก็คือความรู้ที่เราได้เรียนรู้ใหม่ทุกวัน จากการที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเอง เปิดใจให้ยอมรับสิ่งใหม่ เรากลับพบว่า นี่คือแนวเราเลย”

ด้วยความที่เป็นคนชอบคิดและศึกษาหาความรู้ใหม่เสมอ ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ระบบเกษตรอินทรีย์จะไปต่อได้มากกว่านี้อีกไหม หรือมีแนวทางไหนที่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้อีกบ้าง

จากการค้นคว้าหาข้อมูลก็นำพาเขาไปพบกับแนวทางหนึ่งที่เรียกว่า ไบโอไดนามิก (Biodynamic) ซึ่งผู้คิดค้นคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้งแนวทางการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf) ที่เน้นการเรียนรู้แบบธรรมชาติ และนั่นก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในชีวิตของเขา

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ภาค 3: ไบโอไดนามิก – ระบบการผลิตที่เกื้อกูลธรรมชาติ

“ทุกครั้งที่ผมผลิตอาหารที่โคตรมีคุณภาพให้กับผู้คน ผมได้ผลิตอาหารแบบนั้นให้กับตัวเองด้วย”

หากพูดแบบภาษาบ้าน ๆ การเลี้ยงหมูแบบไบโอไดนามิก ก็คือขั้นกว่าของระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่เพียงแต่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ในกระบวนการผลิตยังส่งคืนและตอบแทนสู่ธรรมชาติด้วย โดยฟาร์มที่ทำระบบนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สถานที่ผลิตหมู แต่มองว่าฟาร์มตนเองคือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและเกื้อกูลกัน

“คำว่าไบโอไดนามิกคือการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร คือความสัมพันธุ์ระหว่าง คน สัตว์ พืช รวมถึงจุลินทรีย์ ทุกอย่างคือฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่เกื้อกูลกัน เวลาสัตว์กินอาหาร สัตว์ก็ต้องตอบแทนพืชเหล่านั้นโดยการพรวนดิน ถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้พืช และพอหมูกินพืชนั้น สารอาหารก็จะหมุนเวียนไปสู่หมูอีกรอบ” เจ้าของ ว. ทวีฟาร์ม อธิบาย

แม้ช่วงเริ่มต้นจะมีหลายคนเตือนเขาว่า ระบบนี้ไม่สามารถทำในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยืนยันที่จะลองทำดู เพราะเชื่อว่านี่คือระบบที่ดีที่สุดของการผลิตอาหาร

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“การเกษตรแบบนี้มันไม่ใช่แค่ว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่มันยังได้ป่า ได้ออกซิเจน ได้ดินที่ดีขึ้น เพราะดินที่ดีคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าเราไม่มีดินที่ดี เราก็จะมีอาหารที่ดีไม่ได้ มีการเลี้ยงสัตว์ที่ดีไม่ได้ มีพืชพรรณที่ดีไม่ได้ มีอากาศที่ดีไม่ได้ แล้วเราก็มีสุขภาพที่ดีไม่ได้”

หัวใจในการสร้างดินที่ดี ก็คือการทำให้ฟาร์มมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด มีความหลากหลายของสัตว์ มีความหลากหลายของพืช จนเป็นเหมือนระบบนิเวศขนาดย่อม ๆ การจะทำแบบนี้ ความเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ จะเป็นโรงเรือนที่ตั้งอยู่บนผืนดินโล้น ๆ โล่ง ๆ ไม่ได้ แต่ต้องมีต้นไม้หลากหลาย ทั้งไม้ยืนต้นสร้างร่มเงา ไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร พืชอาหาร พืชท้องถิ่น ส่วนใบไม้หรือหญ้าแห้งต่าง ๆ ก็ต้องไม่เผา แต่ใช้คลุมหน้าดิน สร้างความชุ่มชื้น คืนธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ

“ที่ฟาร์มเรามีต้นไม้หลากหลาย เช่น เราปลูกสนเป็นกำแพงกันลม กันโรค เพราะสนมีรากลึก ไม่ล้มง่าย หรือไผ่ก็มีประโยชน์หลายอย่าง เป็นอาหารก็ได้ เอามาทำโรงเรือนก็ได้ แถมยังช่วยดูดคาร์บอน ไผ่นี่ดูดคาร์บอนได้มากกว่าพืชอื่น ๆ มาก ผลิตออกซิเจนได้มากกว่าด้วย หลายคนมีภาพจำว่าโรงเรือนของฟาร์มใหญ่ๆ ต้องเป็นเหล็ก ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ราคาไม่แพง และดีต่อธรรมชาติมันก็มีนะ ส่วนกล้วยเราก็ปลูกใช้ทำอาหารสัตว์ สัตว์ป่วย ๆ แค่ให้กินกล้วย เขาก็สดชื่นแล้ว”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

จากความหลากหลายของพืชก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นถัดมา – ความหลากหลายของอาหารสัตว์

“พอทำแบบนี้แล้ว ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมสัตว์ต้องได้กินอาหารซ้ำ ๆ ทุกวัน ทำไมเขาไม่ได้กินของดี ๆ หวาน ๆ อร่อย ๆ บ้าง เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เรากินอะไร เราก็เป็นแบบนั้น ผมก็เลยคิดว่า ถ้าสัตว์ได้กินของดี ๆ ของอร่อย ๆ ที่ทำให้เขามีความสุข มันก็น่าจะส่งต่อสิ่งดี ๆ ส่งต่อพลังชีวิตให้ผู้บริโภคเช่นกัน”

นั่นทำให้หมูในฟาร์มแห่งนี้มีอาหารสุดหลากหลาย ตั้งแต่ข้าวโพด หญ้าเนเปีย มันเทศญี่ปุ่น มันห้านาที มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง รวมถึงถั่วเหลืองอินทรีย์ที่เขาไปรับซื้อจากกลุ่มเกษตรกรที่ถูกหน่วยงานหลอกให้ปลูกแต่ไม่รับซื้อ ไปจนถึงการคิดค้นสูตรอาหารจากพืชสมุนไพรในป่า นำจุลินทรีย์ท้องถิ่นมาหมักแล้วผสมอาหารเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของฟาร์มก็ต้องยกให้เรื่องนี้ – การปล่อยหมูออกจากคอก

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“แต่ก่อนเราจะไม่เคยปล่อยหมูออกจากคอกเลย เพราะเราคิดว่าหมูจะไปทำลาย ทำลาย แล้วก็ทำลาย แต่พอมาทำแบบนี้ถึงรู้ว่า ไก่กับหมูคือรถแทรกเตอร์ชั้นดี เขาพรวนดินแบบรถไถยังยอมเลย โอ้โห ละเอียดมาก แล้วเขาก็ถ่ายมูล ถ่ายเสร็จเขาก็คลุกให้เราโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราอยู่เฉย ๆ ครับ แล้วจากนั้นก็มีไส้เดือนมากินขี้หมู ดินก็ร่วนซุย แล้วผมก็จะพาหมูไปอีกแปลง แปลงนี้ก็ปลูกพืช”

นอกจากจะได้ดินดีแล้ว ประโยชน์อีกอย่างของการพรวนดินของหมูก็คือ ทำให้ดินเป็นหลุมเป็นบ่อ เวลาฝนตกน้ำก็ขังในหลุม เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน ทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งเขาใช้เวลา 5 ปี ในการทดสอบสิ่งนี้จนเห็นผล จากแปลงที่เคยเป็นดินทรายปนร่วน เก็บน้ำไม่อยู่ ช่วงหน้าแล้งก็แล้งจัด ปลูกอะไรไม่ขึ้น เพียงแค่หนึ่งปีที่หมูลงไปคุ้ยเขี่ยหากินในแปลง แล้วใช้ฟางใช้หญ้าแห้งคลุมดิน วันนี้ผืนดินแห่งนี้ก็เริ่มอุดมสมบูรณ์และเก็บน้ำได้ เป็นหลักฐานมีชีวิตที่เขาเห็นกับตาตนเอง

แม้การเลี้ยงหมูในวิถีใหม่นี้จะไม่มีการใช้ยาเคมี ปราศจากยาปฏิชีวนะ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า สุขภาพของหมูกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หมูป่วยน้อยกว่า แถมโรคระบาดก็ไม่มี

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“จากที่ผมอยู่กับเขามาสี่ห้าปี ผมมีข้อสรุปว่าเวลาสัตว์อยู่ในคอก เขาเกิดความเครียด เพราะทั้งต้องดมขี้ตัวเอง อาหารเน่าบ้าง อากาศร้อนบ้าง เย็นบ้าง ฝนสาดบ้าง แล้วเขาไปไหนไม่ได้เลย เขาต้องทนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ถ้าเจ้าของฟาร์มที่ละเอียดหน่อยก็จะรู้ว่าตอนนี้หมูร้อน ก็อาบน้ำให้ แต่หมูเขาไม่มีสิทธิ์เลือกเลย ทั้งยุงกัดด้วย เพราะเขาอยู่เฉย ๆ แถมคนยังไปตัดหางเขาอีก เพราะในอุตสาหกรรมจะเชื่อว่าหมูจะกัดหางกัน ซึ่งทำให้เป็นแผลอักเสบ ทั้งที่จริงแล้วหมูมีหางไว้ไล่แมลง”

ฟิวส์เล่าถึงสวัสดิภาพของหมูในอดีตที่ถูกดูแลเหมือนเครื่องจักรผลิตอาหารมากกว่าสิ่งมีชีวิต ซึ่งในวันนี้ทุกอย่างกลับกัน หมูได้ใช้ชีวิตอย่างที่หมูควรจะเป็น ซึ่งนอกจากจะทั้งกินดีและอยู่ดีแล้ว หมูที่นี่ยังเข้าถึงบริการพิเศษอย่างสปาโคลน ที่หากมองในสายตามนุษย์อาจมองว่าสกปรก แต่ความจริงแล้วนั่นคือเคล็ดลับสุขภาพชั้นดีของเหล่าน้องหมู

“การนอนโคลนของหมูเป็นการรักษาผิวหนัง ป้องกันปรสิต ทุกวันตอนสาย ๆ เขาจะวิ่งไปที่บ่อโคลน ไปชุบตัว แล้วขึ้นมาตากตัวเองให้แห้ง พอช่วงค่ำ ๆ ก่อนนอน เขาก็จะไปชุบโคลนอีก พวกแมลงก็จะไม่ตอม เพราะตัวแมลงจะติดโคลน สมัยก่อนผมเคยต้องพ่นยาฆ่ายุงให้เขา แต่พอเลี้ยงแบบนี้ไม่ต้องเลย แล้วพอให้เขาได้อาบโคลนแบบนี้ เขาก็ไม่มีโรคผิวหนังอีกเลย”

ส่วนเรื่องพยาธิในทางเดินอาหารหมู ปัจจุบันก็หายไปเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ให้หมูกินยาถ่ายพยาธิเลย ซึ่งช่วงแรก ๆ เขาก็งงว่าเป็นเพราะอะไร แต่ในที่สุดก็ได้ค้นพบว่าความลับอยู่ที่… ไก่

“ปกติแล้วในระบบอุตสาหกรรม เขาจะไม่ให้เลี้ยงไก่กับหมูรวมกัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นโรคนั่นนี่ แต่จริง ๆ แล้ว ไก่จะช่วยจิกเหลือบไรในหมู เวลาหมูถ่ายมูลมา ถ้าตัวไหนมีพยาธิ เป็ดไก่ก็จะจิกกิน พยาธิก็ตาย หรือพวกนกต่าง ๆ ก็จะมาช่วยกินเหลือบ กินเห็บ กินไร ทั้งในหมูและวัว จะเห็นว่าทุกอย่างเกื้อกูลกันหมดเลย มันต้องคลุกคลีถึงจะดูออก” เขาเล่าถึงอีกหนึ่งความรู้ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เคยเรียนในตำรา

“แล้วความเชื่อที่ว่าถ้าหมูชุบโคลนแล้วมาให้ลูกดูดนม ลูกจะท้องเสีย ทำให้เราต้องเช็ดเต้านมจนขาว แต่ทุกวันนี้ปล่อยเลย ผมก็ยังไม่เห็นว่ามีลูกหมูตัวไหนท้องเสีย”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

นอกจากนั้น ความรู้ที่เคยถูกสอนต่อมาว่า คนทำฟาร์มไม่ควรเลี้ยงหมูและวัวรวมกัน เพราะทั้งคู่เป็นสัตว์เท้ากีบ สามารถเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อกันได้ ซึ่งเขาก็ใช้เวลา 5 ปีในการพิสูจน์ว่า หมูและวัวก็เป็นโรคนี้จริง แต่มันหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา เพียงแต่เคล็ดลับคือต้องปล่อยอิสระ อย่าเลี้ยงแบบขังคอก

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนไปก็คือแนวคิดการทำฟาร์ม ที่เขาไม่ได้วางตัวเองเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นแค่ฟันเฟืองหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยอะไรสักอย่างในจังหวะนั้น

“พอหมูใกล้คลอด เรารู้ว่าเขาจะไปขุดหลุมแล้วคลอดลูกในนั้นเพื่อให้ลูกอุ่น เราก็อาจไปช่วยปูหญ้าแห้ง เพื่อให้เขามีทางเลือกว่าอาจจะมาก็ได้ หรือจะไม่มาก็ได้นะ คือเราไม่ได้บังคับยัดเยียดให้เขาต้องมานอนตรงนี้ ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อนต้องพาไปอยู่ในกรงคลอดแคบ ๆ เพราะเราถูกสอนมาว่า หมูจะกัดลูกตัวเอง หมูจะทับลูกตัวเอง สอนกันมาไม่รู้กี่ปี จนผมได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า ถ้าหมูได้อยู่ในพื้นที่กว้างตามธรรมชาติ เขาแทบจะไม่ทับลูกตัวเองเลย เพราะลูกมันก็มีพื้นที่ออกไปเช่นกัน”

นอกจากนั้น หากที่ฟาร์มมีสัตว์ป่วย เขาก็จะไม่แยกออกมา แต่จะให้อยู่ร่วมกับสัตว์ปกติ ซึ่งกลับกลายเป็นว่า การทำแบบนั้นสัตว์จะฟื้นตัวเร็วกว่า แถมยังถ่ายภูมิให้ตัวอื่นด้วย

“มันเริ่มจากที่เราไปเห็นคนป่วย แล้วรู้สึกว่าพอเราแยกคนป่วยออกมาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกเขาจะห่อเหี่ยว เพราะป่วยจึงต้องมาอยู่บนเตียงแบบนี้ ได้กลิ่นเคมีแบบนี้ เราเลยให้สัตว์ป่วยอยู่กับสัตว์ปกติเลย เรานึกถึงสัตว์ป่าว่า เวลามีสัตว์ป่วยก็ไม่มีใครไปแยก มันยังอยู่ได้ไม่สูญพันธุ์ อย่างในอุตสาหกรรม เวลามีสัตว์ป่วยที่หายเองได้ตามธรรมชาติ เขาก็จะให้สัตว์ตัวนั้นวิ่งตรงทางเดินหน้าคอกตัวอื่น เพื่อให้หายใจรดตัวอื่น สร้างภูมิคุ้มกัน”

จากอดีตคนที่เคยล้มเหลวกับการทำฟาร์มแบบเคมีจนไม่อยากมีชีวิต มาวันนี้เขาพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า วิถีไบโอไดนามิกได้ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีความสุขเปี่ยมล้น

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“ผมพูดได้เต็มปากว่าวันนี้ผมมีความสุขและภูมิใจมาก ที่ได้ผลิตอาหารที่โคตรมีคุณภาพให้กับผู้คน ซึ่งทุกครั้งที่ผมผลิตอาหารแบบนี้ ก็เท่ากับผมได้ผลิตอาหารแบบนั้นให้กับตัวเองด้วย และมันก็จะหมุนวนมาหาคนที่ผมรัก ผมหัวใจพองโตทุกครั้งเวลาส่งมอบ เพราะนี่คือผมได้มอบชีวิตหนึ่งให้กับผู้คน ได้มอบสุขภาพที่ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ธรรมชาติจะมอบได้ เราเอาใจของเราผลิต เราเอาเจตนาดีของเราผลิต ต่อให้เราไม่ได้มีเงินมหาศาล แต่เรามีความภูมิใจ”

แม้ฟาร์มแห่งนี้จะได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งแรก ๆ ในเมืองไทย แต่เขาก็ไม่ได้สงวนความรู้ไว้เพียงลำพัง แต่ยินดีอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันความรู้ให้ทุกคนที่สนใจ ฟาร์มของเขาเปิดประตูต้อนรับทุกผู้คนที่อยากเข้ามาเรียนรู้ และหากใครอยากนำแนวทางนี้ไปใช้ เขาก็เต็มใจและไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะช่วยกันผลิตอาหารที่มีคุณภาพให้กับเมืองไทยและสร้างธรรมชาติที่ดีไปพร้อมกัน

“เราพยายามรวบรวมผู้คนที่อยากทำแบบนี้ กลุ่มพวกผมเชื่อว่า เราไม่ได้มีความรู้มากมาย แต่เรามีความรู้ในการผลิตอาหารที่มันโคตรดี ผลิตพืชผักที่โคตรดี แล้วเราก็อยากพัฒนาประเทศในสาขานี้ให้มันสวยงาม ให้ผู้ผลิตเกิดความภาคภูมิใจ ก่อนที่จะไปถึงความภูมิใจของผู้บริโภคที่ว่า ดีจังที่เราเกิดในประเทศไทยและมีอาหารที่โคตรดีแบบนี้กิน แล้วอยากให้เขามีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนกลุ่มนี้ เพราะนอกจากกลุ่มนี้จะผลิตอาหารที่ดีมีคุณภาพแล้ว กลุ่มนี้ยังช่วยดูแลโลกใบนี้ด้วย 

“เงินทุกบาทหรือแรงสนับสนุนทุกอย่างที่เขาสนับสนุนมา มันคือการเพิ่มป่า เพิ่มออกซิเจน เพราะการทำระบบนี้ต้องมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ ซึ่งการปลูกกป่าแบบนี้มันต่างจากการปลูกแบบ CSR ที่ปลูกวันเดียวเป็นพันต้นแต่ไม่มีใครดูแล แต่ของเราอาจปลูกแค่ร้อยต้น แต่มีคนดูแล และไม่ใช่ร้อยต้นในที่เดียวกัน อาจเป็นของนายเอสองต้น นางบีสี่ต้น แต่รวมแล้วเป็นร้อยต้นต่อปี”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ภาพ : www.facebook.com/Fusewanich

Writer

Avatar

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“ชีวิตครูเหมือนภาพยนตร์เรื่อง คิดถึงวิทยา ไหมคะ”

“ได้อยู่นะ แต่ในใจแอบคิดว่า อาจจะเหมือนหนังอีกเรื่องที่ครูโดนยิงตายตอนจบ (หัวเราะ)”

“หือ ครูบ้านนอก หรือคะ”

“นั่นแหละ”

ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย หรือ ครูลุย จากโรงเรียนบ้านบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ทำหน้าที่ครูด้วยความมานะบากบั่นมาตลอด 15 ปี ตื่นตี 4 เดินทางไป-กลับโรงเรียนและที่พักกว่า 100 กิโลเมตรต่อวัน ตามลูกศิษย์กลับมาเรียนอย่างตั้งใจไม่แพ้ตอนสอน ฟอร์มทีมครูสร้างห้องเรียนฉุกเฉินเพื่อไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา และสวมหมวกซ้อนกันหลายใบในทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นครู เพื่อน หรือพ่อ

ต่อจากนี้คือชีวิตของลุยที่ลุยฝ่าระเบิดไปสอน เพื่อความฝันเพียง 2 ประการ คือ สร้างเด็กให้สมบูรณ์และมีความสุข

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน
'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ครูจนผู้ยิ่งใหญ่

นักศึกษาคณะครุศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เริ่มงานที่จังหวัดยะลาในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย 5 ปี ก่อนบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านบาละเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวตลอดมา

“ผมเป็นเด็กจน ไม่มีทางเลือกมาก บ้านก็ไม่มี เข้ารับราชการเพราะต้องใช้สวัสดิการรักษาคนในครอบครัว แต่พอมาแล้วผมกลับค้นพบว่า ยะลาไม่ใช่แค่เมืองที่สงบ แต่ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกมีประโยชน์ เมื่อมีประโยชน์ก็มีตัวตน ที่สำคัญคือความจนของผมทำให้ผมเข้าใจลูกศิษย์ทุกอย่าง” ลุยเริ่มเล่า

สิ่งที่เขาสอนไม่ใช่แค่วิชาภาษาไทยที่ถนัด แต่คือการสอนให้เด็กเป็นคนที่สมบูรณ์และมีความสุข ใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ใดก็ได้ โดยไม่ใช้ขีดจำกัดของชีวิตมาเป็นข้ออ้างในการกระทำผิด

“ความจนไม่ใช่ใบเบิกทางให้คุณไปขโมยของใคร” เขายกตัวอย่าง 

แต่ปลายทางยากจะไปถึงด้วยหลายปัจจัย เบื้องหลังของเด็กหนึ่งคนไม่ได้มีแค่ปัญหาเดียว หากแต่ถูกรวมมาเป็นก้อนใหญ่ เด็กคนนั้นไม่ใช่แค่ไม่มาเรียน แต่มีปัญหาครอบครัว ยาเสพติด ความรุนแรง โรคภัยอยู่เบื้องหลัง ลุยจึงบอกว่า นี่เป็นงานหนัก จนตอนนี้รู้สึกท้อแท้

ไม่มีใครอยากให้ความท้อดำเนินไปถึงจุดสิ้นสุด เพราะปลายทางนั้นคงนำเขาออกจากระบบการศึกษา พร้อมด้วยเงาของนักเรียนอีกหลายคนที่ต้องเดินตามออกไป เราใช้คำว่า ‘ต้อง’ เพราะหากไม่มีลุยที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ‘ทุกวัน’ แทนที่จะเป็น ‘ทุกปี’ ตามมาตรฐาน ป่านนี้เด็กจำนวน 52 คนที่เขาฉุดรั้งไว้คงหลุดออกนอกวงโคจรไปไกลแล้ว

“ภาระงานในหน้าที่ครูไม่เอื้อต่องานที่เราชอบ ทุกวันผมไปลงเยี่ยมบ้านเพื่อเก็บข้อมูล เข้าใจปัญหาเชิงลึก และช่วยลูกศิษย์หาทางแก้ แต่ตอนนี้งานเอกสารเยอะจนไม่มีเวลาทำอะไร”

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน
'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ความหดหู่ขั้นสุดของเขาเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน นั่นเป็นครั้งแรกที่ลุยจำใจปฏิเสธนักเรียนที่มาขอให้จัดกิจกรรม เพราะเขาจำเป็นต้องลุยงานเอกสารก่อน

“มันคือความโหดร้าย ผมบอกนักเรียนว่าไม่ว่าง” เสียงของเขาเศร้ากว่าเก่าเมื่อเล่าว่า ปัจจุบัน ลูกศิษย์คนนั้นไม่กลับมาหาเขาอีก และเขาก็ยังไม่มีเวลาไปตามหาเธอเพื่ออธิบายให้เข้าใจ

นอกจากการจัดการเวลาที่ครูหลายคนพยายามทำ ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องได้รับการแก้ไขให้เหมาะสม ลดงานเอกสารที่ไม่จำเป็นลง โดยเฉพาะรายงานที่ส่งแล้วไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์

คำถามต่อมาที่เขาตั้งให้ตัวเองคือ หากเดินต่อไป จะยังหลงเหลือความเป็นครูอยู่ไหม

ไม่มีใครทราบคำตอบ แต่ตอนนี้ที่เขาเดินอยู่ เขาขอสอนหนังสือและใช้ชีวิตดูแลเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองรอยยิ้มและแววตาแห่งความหวังของเด็กน้อย ซึ่งเป็นทั้งพลังใจและฟางเส้นสุดท้าย

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ครูห้องเรียนฉุกเฉิน

ครูภาษาไทยยึดหลักว่า หากในห้องไม่มีเสียงหัวเราะ แปลว่าไม่ได้สอน แต่ในบางครั้งเขาก็หัวเราะไม่ออก เมื่อสถานการณ์รอบตัวไม่เอื้ออำนวย

แม้คณะครูจะไม่ได้พักอยู่ในพื้นที่สีแดง แต่ชีวิตประจำวันของพวกเขาต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่บ่อยครั้ง โดย 3 – 4 ครั้งเป็นการขับรถผ่านระเบิดระหว่างเดินทาง หรืออยู่ในเหตุการณ์ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐกับคนร้ายปะทะกัน

“รถต้องวิ่งตามกันไปหลายคันเป็นระยะทางเกือบ 60 กิโลเมตรเพื่อเข้าโรงเรียน เราผ่านพื้นที่สีแดง รถทหารนำหน้าอยู่ แต่จู่ ๆ เสียงระเบิดก็ดังขึ้น ทุกคนต้องหนีลงคูกันหมด เคยอยู่ในวงล้อมการปะทะจนต้องเปลี่ยนเส้นทาง มันเกิดจนชิน แต่ยอมรับว่าครูก็คน เจอระเบิดไปก็ขวัญเสีย สอนไปสั่นไป หัวเราะไม่ออก”

เดิมพื้นที่โดยรอบโรงเรียนเป็นพื้นที่สีแดง แม้ขณะนี้จะเป็นสีเขียว ก็ยังเขียวไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนต้องอยู่ให้เป็นและอยู่ให้ได้ เราถามเขากลับว่า ย้ายไปที่อื่นไม่ง่ายและปลอดภัยกว่าหรือ แต่อีกฝ่ายตอบว่า ที่นี่ยังต้องการเขา นักเรียนเชื่อว่าถ้าครูอยู่ ชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนไป

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน
'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

ผู้สอนเห็นทุกปัญหาตั้งแต่เด็กไม่มีกระดาษฝึกเขียน พ่อแม่ไม่มีทุน จนถึงบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ สุดท้ายจึงเกิดเป็นขบวนการครูขึ้น โดยอาศัยเชื้อไฟแห่งความหวังมาสุมรวมกันภายใต้ชื่อระบบ Emergency Classroom เพื่อดึงเด็กที่เสี่ยงหลุดออกนอกระบบกลับมาและยื้อไว้ให้นานที่สุด

ระบบนี้ดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว เพราะปัญหาเด็กเสี่ยงหลุดมีมาก่อนโควิด-19 และมีอยู่ทุกโรงเรียน ตัวลุยเคยเป็นเด็กเสี่ยงหลุดมาก่อน แต่โชคดีมีคุณครูมาฉุดรั้งไว้ คราวนี้จึงถึงตาเขาออกโรงบ้าง

'ธีระพล พงษ์พิมาย' คิดถึงวิทยาเวอร์ชันยะลา ครูผู้ฝ่าระเบิดไปสอนและตามเด็กกลับมาเรียน

“คุณรู้ไหมว่าเราต้องสู้กับอะไร นอกจากความเคยชินของเด็กที่ไม่มาโรงเรียน ยังต้องสู้กับผู้ปกครอง เพราะเขาคาดหวังให้ลูกออกไปทำงานเลี้ยงครอบครัว การดึงเด็กกลับมากลายเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยง เราจึงต้องบรรเทาให้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ขอทุน ซึ่งก็หายากมาก เพราะส่วนใหญ่เขาให้แต่เด็กเรียนดี เราใช้วิธีดึงเด็กกลับมาก่อนแล้วรีเกรด ติวทุกวัน ถ้าเขาผ่านระบบ Emergency Classroom ของโรงเรียนบ้านบาละไปได้ รับรองเกรดเฉลี่ยดีทุกคน เพราะเขาเจอคุณค่าในตัวเองและมีเราสนับสนุน

“ส่วนรายได้ที่เขาขาดไป เราก็ตั้งเป็นกลุ่มเยาวชนขึ้นมา รับทำไอศกรีมหรือเบเกอรี่ เพื่อคืนรายได้ให้ครอบครัว ทุกอย่างต้องแก้เป็นระบบ เด็ก ๆ ที่ช่วยกันดูแลส่วนใหญ่เราไปตามเขา 3 – 4 ครั้ง แต่บางครั้งจนใจจริง ๆ ก็ต้องปล่อยไป”

ผลลัพธ์ของการตามเด็กกลับห้อง คือมีนักเรียน Emergency Classroom กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย 4 – 5 คน และมีเด็กจำนวนเท่า ๆ กันกำลังเรียนอยู่ในคณะที่พวกเขาตั้งใจเลือก

กระนั้น หน้าที่ของครูก็ยังไม่จบ

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน
'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

ครูมาแล้ว!

“เวลาทำงานของครูไม่ได้เริ่ม 8 โมงเช้า แล้วจบ 4 โมงเย็น เราอยู่กับหน้าที่นี้ทั้งวันทั้งคืน’

แม้กระทั่งลูกศิษย์ที่เข้าระดับอุดมศึกษาแล้ว ลุยยังคงให้คำปรึกษาต่อ ทั้งการวางแผนเรียน การดูแลตัวเอง การใช้จ่าย ตลอดจนการกู้ กยศ. และคิดวิธีหาคอมพิวเตอร์ให้เด็กใช้

ถูกต้อง ลุยวางแผนจะยกคอมพิวเตอร์ของตนเองให้นักเรียนยืม เพราะลูกศิษย์มีฐานะยากจน ไม่มีทุนซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น นอกจากนี้ เขายังมอบเงินส่วนตัวให้นักเรียนบางคนที่ต้องการจริง ๆ โดยเขาไม่ได้มองว่าเป็นการมอบให้ในฐานะครู แต่เป็นการสนับสนุนลูกในฐานะพ่อ

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

เคสต่อมาที่เขายกตัวอย่างคือ พิชานันท์ ผลผลา หนุ่มน้อยคนนี้อาศัยอยู่บนภูเขา แม่ไม่มีเงิน แต่อยากให้ลูกเรียน ก่อนมาโรงเรียนจึงต้องให้ลูกไปแวะเก็บน้ำยางเพื่อหารายได้

ฟาตีมะห์ อาบู คือเด็กหญิงผู้มีความตั้งใจ แต่มีความยากจนเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะพ่อแม่มีลูกหลายคน ทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในเพิงพักที่ต่อจากหลังบ้านของยาย มีขนาดเท่าห้องน้ำเล็ก ๆ ในปั๊มน้ำมัน

คนสุดท้ายคือ พีรพงษ์ ทองพิจิตร เด็กชายอาศัยอยู่กับยาย ตอนเช้าต้องไปเก็บน้ำยางเช่นกัน จนลุยสังเกตว่า ลูกศิษย์มีอาการสลึมสลือด้วยความเหนื่อยจนกระทบต่อการเรียน จึงจัดการคุยกับครอบครัวให้

สังเกตว่าส่วนใหญ่ ‘เด็กเสี่ยงหลุด’ มักอยู่ในระดับประถมศึกษา ด้านบนคือเคสที่ต้องไปตามถึงบ้าน เผชิญหน้ากับคนที่ไม่ต้อนรับด้วยใบหน้าบึ้งตึง แต่ลุยคิดว่า คนที่เขามาหาคือลูก จึงขยันไปอย่างไม่ย่อท้อ ส่วนผลลัพธ์ที่ตามมา คือการเปลี่ยนหน้ามุ่ยให้กลายเป็นมิตรภาพจากทุกบ้านและทุกสวน

เด็กเหล่านี้ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นกว่าเก่า แม้จะไม่เข้าขั้นสบาย แต่ก็ทำให้พวกเขาไม่กลายเป็นคนนอก

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

“ครูสมัยก่อนถูกเปรียบว่าเป็นเรือจ้าง แต่ตอนนี้เราคิดว่าเหมือนโรงสี เพราะเราไม่เลือกสี ข้าวอะไรก็จะทำให้กลายเป็นข้าวที่สวยทุกเม็ด”

ตั้งแต่ลูกศิษย์ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา ครูคนนี้ตั้งใจดูแลให้เติบโตไปอย่างมั่นคง มีผลการเรียนดีเป็นรางวัลที่ทำให้ชื่นใจ จากนั้นจึงกล้าปล่อยมือ แต่ก่อนถึงปลายทางที่หวัง เราเชื่อว่าโรงสีแห่งนี้จะยังทำงานทุกวันไม่มีหยุด เพื่อสานต่อดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง ไม่ให้หวังนั้นดับมอดลงเร็วจนเกินไป

'ลุย-ธีระพล พงษ์พิมาย' ครูยะลาผู้ใช้ความจนของตนเข้าใจชีวิตเด็ก จุดไฟความหวังให้ชีวิตเด็กด้วยการตามกลับมาเรียน

ภาพ : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

Writers

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

รัตน์ชฎา บุญจันทร์

รัตน์ชฎา บุญจันทร์

ชอบลองทำอะไรใหม่ ๆ หลงใหลในการถ่ายภาพ รักในการร้องเพลง อินกับจิตวิทยา และเวลาว่างชอบนอน มี Aka ว่า ‘จะเรินเจิน’

Avatar

เสฎฐวุฒิ สุขสวัสดิ์

นักฝึกเขียน ผู้เป็นทาสแมว ชอบฟังเพลงป๊อป หลงใหลในประวัติศาสตร์ ภาษา และแนวคิดยุโรปสมัยใหม่ พยายามรักการอ่าน และชอบเรียนรู้วัฒนธรรมต่างถิ่นผ่านสื่อสารคดีการท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load