หากพูดถึงฟาร์มหมู เราคงนึกถึงภาพโรงเรือนที่มีหมูนับร้อยยืนเรียงรายในคอกพอดีตัว มีรางอาหารแนวยาว กลิ่นขี้หมูคละคลุ้ง

แต่สำหรับฟาร์มหมูที่ชื่อ ว. ทวีฟาร์ม แห่งจังหวัดขอนแก่นนี้ ลืมภาพจำแบบนั้นไปได้เลย เพราะที่นี่น้องหมูวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ บางตัวอาจกำลังชุบตัวในบ่อโคลนสบายใจ บางตัวอาจวิ่งเข้ามาเล่นกับคนเป็นที่น่ารักน่าเอ็นดู แถมยังเป็นฟาร์มที่ดูเขียวชอุ่ม มีต้นไม้หลากหลาย

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ยิ่งถ้าใครได้ลิ้มลองเนื้อหมูจากฟาร์มแห่งนี้ จะพบว่ารสชาติมีความพิเศษ ชั้นไขมันไม่หนา อีกทั้งยังมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งมาจากพืชอาหารท้องถิ่นที่หมูได้กินแบบเดียวกับวัวโกเบ มีกลิ่นเบียร์จากการที่วัวได้กินเบียร์ หรือหมูจากสเปนที่หอมกลิ่นเบอร์รีจากเบอร์รีที่หมูกิน 

ส่วนในด้านสุขภาพ ก็มั่นใจได้ว่าปราศจากสารเคมี ไม่มีฮอร์โมนเร่ง ไร้ยาปฏิชีวนะร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือหากมองในแง่สิ่งแวดล้อม ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดว่าการกินหมูจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายป่าต้นน้ำ เพราะที่นี่ไม่ได้ใช้อาหารสัตว์ที่ทำจากข้าวโพดที่ปลูกบนเขาหัวโล้น แต่มาจากพืชท้องถิ่นหลายชนิดที่เขาปลูกเองในฟาร์ม หรือไม่ก็ซื้อจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่ไว้ใจได้

แต่ความพิเศษของรสชาติเนื้อหมูไม่ใช่ประเด็นที่เราจะเล่าในวันนี้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

สิ่งที่เราจะชวน ฟิวส์-วานิชย์ วันทวี ผู้ก่อตั้ง ว. ทวีฟาร์ม มาพูดคุยกัน ก็คือเส้นทางชีวิตอันพลิกผันของเขาราวกับหนังไตรภาค – จากชายหนุ่มที่ตัดสินใจหันหลังให้อาชีพสัตวบาลเพื่อมาทำฟาร์มหมู สู่วันที่ความฝันพังไม่เป็นท่าจนเกือบยอมแพ้กับชีวิต จนกระทั่งมาพบทางสว่างในสิ่งที่เคยเกลียดอย่างเกษตรอินทรีย์ และต่อยอดจนมาเป็นฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ภาค 1 : ฝันสลาย

“มันเป็นความเชื่อที่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้ทั้งหมด แต่พอทำจริงแล้วคนละเรื่อง”

หากชีวิตของเขาถูกเขียนเป็นบทหนัง เรื่องทั้งหมดก็น่าจะเปิดฉากที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือขวานบุกเบิกที่ดินท่ามกลางแสงอาทิตย์แผดจ้า เหงื่อไคลไหลย้อยท่วมตัว แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง

หมอ ๆ หมอจะมาทำฟาร์มทำไมเนี่ย ทำเกษตรมันลำบากนะ หมอทำไม่ได้หรอก หมอไปรักษาสัตว์น่ะดีแล้ว”

นั่นคือเสียงของเพื่อนบ้านที่เข้ามาเตือนด้วยความหวังดี ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ กลับไป… นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดกับเขาแบบนี้

“ตอนนั้นผมทำงานรักษาสัตว์มาแปดปี พอกลับมาบ้านเกิดก็ยังเห็นว่าเกษตรกรมีชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม ผมเองก็เป็นลูกเกษตรกร ก็ตั้งคำถามว่ามันจะมีระบบอื่นอีกไหมในการทำเกษตรที่จะให้เขามีอำนาจต่อรองหรือมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ผมรู้สึกว่าการรักษาสัตว์มันเป็นแค่การแก้ปัญหาปลายทางเมื่อสัตว์ป่วย แต่ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจน หรือการมีตัวตนของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง พอเราอยู่ในสังคมเกษตรกรก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำยังไม่ตอบโจทย์ผู้คน ผมน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ไหม” วานิชย์เล่าย้อนถึงคำถามที่เป็นเบื้องหลังการตัดสินใจในวันนั้น

ด้วยความที่เขาเคยฝึกงานในบริษัทฟาร์มขนาดใหญ่ในระบบอุตสาหกรรมมาก่อน แถมยังเรียนจบด้านปศุสัตว์ มีความรู้ในการรักษาสัตว์ป่วย รู้จักยาและวัคซีนสารพัด เขาจึงคิดว่าการลงมือทำฟาร์มด้วยตัวเองน่าจะเป็นหนทางพาไปพบคำตอบที่จะช่วยเกษตรกรได้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“ความหวังตอนนั้นคือเราอยากทำเป็นโมเดล ที่เราจะเป็นเกษตรกรจริง ๆ ทำขายจริง ๆ และอยู่ได้จริง ๆ แล้วเราจะพาเกษตรกรมาดูว่า ต้องทำแบบนี้แล้วจะรอด ต้องเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่แบบนี้ถึงรอด”

แม้จะเป็นความฝันที่มาจากความตั้งใจที่ดี แต่มันก็เหมือนความฝันที่ตั้งอยู่บนปุยเมฆซึ่งไม่ได้มีฐานอันมั่นคง

“พอได้ลงมือทำจริง ๆ โอ้โห ปัญหานี่แบบมหาศาล ยอมรับเลยว่าตัวเองเป็นมือใหม่มาก ต่อให้เราเคยเรียน เคยรักษาสัตว์ในฟาร์มโน่นนี่ ทำจนคิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญ แต่พอทำจริงแล้วคนละเรื่อง เราต้องรู้มากกว่าการเลี้ยง ต้องรู้การจัดการ รู้ระบบการก่อสร้าง รู้ทิศทางลม รู้พันธุ์สัตว์ รู้ว่าอาหารสัตว์มาจากไหน จะซื้อยังไง มันจิปาถะไปหมด”

แม้ตอนนั้น เขาได้พยายามทำในสิ่งที่ฟาร์มขนาดใหญ่ทำ ไม่ว่าจะเป็นซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง คำนวณสูตรอาหารเอง วัคซีนหรือยาปฏิชีวนะตัวไหนที่ว่าดีก็หาซื้อมาใช้ ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ได้ผลผลิตและน้ำหนักหมูตามที่ต้องการเป๊ะ ๆ ทุกอย่างดูสวยงามอยู่แค่ไม่กี่ปี แล้วพายุลูกใหญ่ก็โหมกระหน่ำ นั่นก็คือ… โรคระบาด

“เวลาเป็นโรค มันไม่ได้มีแค่โรคเดียว มันมีหลายโรคเข้ามา ความยากคือพอเชื้อเข้ามาแล้วมันไม่ได้แสดงอาการทันที กว่าจะแสดงอาการก็แปลว่าเชื้อโรคเข้ามาตั้งแต่เจ็ดวันที่แล้ว ทำให้เวลาเจอหมูเป็นโรคหนึ่งตัว เราต้องฉีดยาหมูทุกตัวในฟาร์มเลย”

แน่นอนว่าค่ายาไม่ใช่ถูก ๆ และเขาก็มีหมูถึง 700 ตัว! แล้วต่อให้รักษาโรคหนึ่งจนหายขาดได้ ก็มีโรคใหม่เข้ามาไม่จบสิ้น ซึ่งเขาแก้ปัญหาแบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้วิธีเชือดทิ้งทั้งเล้าแล้วพักฟาร์ม 3 เดือนไม่ได้

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“มันเป็นความเชื่อที่ว่าตัวเองเก่ง ตัวเองรู้เคมีทั้งหมด รู้จักยาปฏิชีวนะ เคยฝึกงานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เคยจัดการให้เขาได้ แต่พอมาทำเองเรากลับจัดการอะไรไม่ได้เลย แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ปัญหาโน้นนี้มะรุมมะตุ้มไปหมด”

ว่ากันว่าสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกตกต่ำที่สุด ก็คือความรู้สึกล้มเหลว ผิดหวังในตัวเอง สูญเสียความเชื่อมั่น สูญเสียความศรัทธา และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา

“ตอนนั้นนี่เห็นต้นไม้ต้นไหนสูง ๆ เรารู้สึกเลยว่า มันน่าผูกคอตายมาก คิดขนาดนี้เลย นอนไม่หลับสามคืน ยุงกัดไม่รู้สึกตัว เป็นภาวะเครียดสูงสุดในชีวิตแล้ว ทำไมเราจัดการไม่ได้ ในหัวมันคิดวนเวียนแบบนี้ตลอด”

ท่ามกลางความมืดมนของชีวิตและความผิดหวังที่ประดังประเดเข้ามา บุคคลหนึ่งที่ยังคงยืนเคียงข้างและคอยให้กำลังใจก็คือภรรยาของเขา ที่เป็นผู้ผลักดันจนเขาได้ก้าวไปสู่บทใหม่ของชีวิต

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

ภาค 2 : ทางออกในสิ่งที่เคยเกลียด

“ถึงแม้การเปลี่ยนครั้งนี้จะทำให้มีหมูตาย 400 ตัวก็จริง แต่มีหมูตัวเดียวที่ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดได้”

“ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยชอบเกษตรอินทรีย์เลย เรียกว่าเกลียดด้วยซ้ำ เพราะระบบอินทรีย์ที่ผมเคยเจอ มันไม่มีใครทำเป็นระบบฟาร์มแบบจริงจัง มีแต่เลี้ยงหกเจ็ดเดือนแล้วขาย ผมก็รู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้แล้วตลาดที่มั่นคงมันอยู่ไหน มันดูไม่มีความน่าเชื่อถือ ดูสกปรก แล้วก็ไม่มีหลักการตลาด มีแต่หน่วยงานไปปักป้าย เช่น มีหน่วยงานหนึ่งไปหลอกให้ชาวบ้านปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์เยอะ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่รับซื้อของเขา ทำให้ผมไม่อยากไปเกี่ยวข้องกับระบบนั้น คือตอนนั้นผมไม่เห็นปลายทางที่มันสดใสเลย” ฟิวส์อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเคยปฏิเสธระบบเกษตรอินทรีย์มาตลอด

แต่ด้วยความที่สถานการณ์เรียกว่าวิกฤตขีดสุด โรคระบาดเข้ามาไม่หยุดยั้ง แถมค่ายา ค่าวัคซีน ค่าอาหารสัตว์ ก็มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาขายหมูกลับมีแต่จะตกต่ำลงเรื่อย ๆ โดยที่เขาควบคุมราคาอะไรไม่ได้เลย หนทางเดียวที่เหลืออยู่ในเวลานั้นก็อาจเป็นทางเดียวกับสิ่งที่เขาเคยเกลียด

“ภรรยาผมรู้ว่าผมไม่ชอบเกษตรอินทรีย์ แต่เขาก็บอกว่าลองดูก่อนดีไหม ลองเปิดใจก่อน เพราะนี่คือวิธีสุดท้ายของระบบเกษตรแล้ว แน่นอนว่าถ้าไม่สุดจริง เราก็ไม่เปลี่ยน สุดท้ายก็เลยยอมลองดู”

ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นศึกษาการเลี้ยงหมูแบบอินทรีย์จากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งผู้รู้หลายคนพูดตรงกันว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการเปลี่ยน ก็คือการเปลี่ยนนิสัยและความเคยชินของตัวเอง เพราะระบบอินทรีย์คือสิ่งที่คุณเพิ่งมาเรียนรู้ แต่ระบบเคมีคือสิ่งที่คุณรู้จักมันมาเป็นสิบ ๆ ปี ดังนั้น หากอยากเปลี่ยนจริง ๆ ก็ต้องเริ่มจากเตรียมอนุบาล ซึ่งหมายถึงการหักดิบจากเคมีโดยทันที

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องไปให้สุด แม้ผลลัพธ์คือหมูตายไปราว 400 ตัว – เกินกว่าครึ่งของที่มี แต่เขาก็ทำใจยอมรับและถือว่าเป็นราคาของการเริ่มต้นใหม่ โดยระหว่างนั้นก็พยายามศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งในเรื่องพืชพรรณท้องถิ่น พืชสมุนไพร ไปจนถึงจุลินทรีย์

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งขอนแก่น ที่การผลิตเป็นมิตรต่อโลกและคนกิน

“จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมเชื่อว่ามาถูกทางแล้ว ก็คือมีหมูแม่พันธุ์ตัวหนึ่งที่เป็นแผลกดทับทางไหล่ซ้าย เดินไม่ได้หนึ่งเดือนเต็ม แล้วก็มีหนอนชอนไชเข้าไปในแผล ซึ่งผมเนี่ยโคตรเกลียดหนอนเลย เห็นไม่ได้ มันยี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงอัดยาอย่างเดียว อย่างน้อยต้องมียาฆ่าหนอน ยาปฏิชีวนะแบบฉีด ยาแก้อักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ ถ้าลุกไม่ขึ้นก็สอดเข็มให้น้ำเกลือ ใส่ยาทางน้ำเกลือ หรือถ้ารักษาไม่ไหวก็คงเอาเข้ากรงแล้วเข้าโรงเชือด แต่คราวนี้ผมไม่ให้ยาอะไรเลย ผมจะลองวิธีใหม่ดู”

วิธีใหม่นี้ก็คือการรักษาแบบประคองอาการและให้หมูฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเขาและน้องผู้ช่วยก็ช่วยกันป้อนอาหารอย่างทุลักทุเล เช็ดทำความสะอาดมูลที่หมูถ่ายออกมา คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่เขาพบก็คือ หนอนจะไปกินเนื้อตายจนหมดแล้วกลายเป็นแมลงวัน ขณะที่หมูก็ค่อย ๆ สร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา แผลก็ค่อย ๆ สมาน และเมื่อหมูเริ่มมีแรง เขาก็เริ่มทำกายภาพบำบัดให้ จากที่เดินไม่ได้ก็เริ่มนั่งได้ จากนั้นก็เริ่มเดินแบบเซ ๆ ได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มเดินแบบปกติได้ จนในที่สุดก็วิ่งไปขวิดหมูตัวอื่น ไปเล่นกับหมูตัวอื่นได้ ทั้งหมดนั้นใช้เวลาดูแลร่วม 3 เดือน

“การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผมมาก และเปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาลเลย มันทำให้เราเชื่อหมดหัวใจเลยว่าธรรมชาติดีที่สุด จากสิ่งที่ไม่เคยเชื่อมาก่อน วันนี้เรากลับศรัทธาสุดๆ ถึงการเปลี่ยนมาเป็นระบบนี้จะทำให้มีหมูตายสี่ร้อยตัวก็จริง แต่มีหมูตัวเดียวที่ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดได้”

หัวใจของการเลี้ยงหมูในวิถีใหม่นี้ เขาเล่าว่าไม่ใช่แค่การบอกลายาเคมีเท่านั้น แต่คือการวางตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เรียนรู้จากธรรมชาติ แทนที่จะเป็นผู้ควบคุมมัน

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“ผมไม่ได้เอาตัวเองไปเป็นเจ้าของฟาร์มที่จะสั่งหมูให้ลุก ผมไม่ได้วางตัวเองเป็นผู้ควบคุมสัตว์ แต่ผมแค่ไปช่วยพยุงเขา เขาไหวแค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่ทำเกินกำลังตัวเอง ไม่เกินกำลังหมู เคสนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่สำหรับผมในการเรียนรู้ธรรมชาติ ผมรู้สึกว่าถ้าเราเปิดใจ ธรรมชาติจะค่อย ๆ สอนเรา และเราก็จะได้ความรู้ใหม่จากธรรมชาติทุกวัน” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ผมจำได้เลย มีวันหนึ่งผมกำลังนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินใต้ต้นมะขามใหญ่ที่ฟาร์ม ตอนนั้นเลี้ยงหมูแบบอินทรีย์มาได้สองปีแล้ว ผมรู้สึกตัวว่าชีวิตเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังเกิดใหม่ และพร้อมจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปไม่รู้จบ กิ่งก้านสาขาเหล่านี้ก็คือความรู้ที่เราได้เรียนรู้ใหม่ทุกวัน จากการที่เราเปิดโอกาสให้ตัวเอง เปิดใจให้ยอมรับสิ่งใหม่ เรากลับพบว่า นี่คือแนวเราเลย”

ด้วยความที่เป็นคนชอบคิดและศึกษาหาความรู้ใหม่เสมอ ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ระบบเกษตรอินทรีย์จะไปต่อได้มากกว่านี้อีกไหม หรือมีแนวทางไหนที่จะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้อีกบ้าง

จากการค้นคว้าหาข้อมูลก็นำพาเขาไปพบกับแนวทางหนึ่งที่เรียกว่า ไบโอไดนามิก (Biodynamic) ซึ่งผู้คิดค้นคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้งแนวทางการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf) ที่เน้นการเรียนรู้แบบธรรมชาติ และนั่นก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในชีวิตของเขา

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ภาค 3: ไบโอไดนามิก – ระบบการผลิตที่เกื้อกูลธรรมชาติ

“ทุกครั้งที่ผมผลิตอาหารที่โคตรมีคุณภาพให้กับผู้คน ผมได้ผลิตอาหารแบบนั้นให้กับตัวเองด้วย”

หากพูดแบบภาษาบ้าน ๆ การเลี้ยงหมูแบบไบโอไดนามิก ก็คือขั้นกว่าของระบบเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่เพียงแต่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ในกระบวนการผลิตยังส่งคืนและตอบแทนสู่ธรรมชาติด้วย โดยฟาร์มที่ทำระบบนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สถานที่ผลิตหมู แต่มองว่าฟาร์มตนเองคือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและเกื้อกูลกัน

“คำว่าไบโอไดนามิกคือการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร คือความสัมพันธุ์ระหว่าง คน สัตว์ พืช รวมถึงจุลินทรีย์ ทุกอย่างคือฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่เกื้อกูลกัน เวลาสัตว์กินอาหาร สัตว์ก็ต้องตอบแทนพืชเหล่านั้นโดยการพรวนดิน ถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้พืช และพอหมูกินพืชนั้น สารอาหารก็จะหมุนเวียนไปสู่หมูอีกรอบ” เจ้าของ ว. ทวีฟาร์ม อธิบาย

แม้ช่วงเริ่มต้นจะมีหลายคนเตือนเขาว่า ระบบนี้ไม่สามารถทำในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ชายหนุ่มก็ยืนยันที่จะลองทำดู เพราะเชื่อว่านี่คือระบบที่ดีที่สุดของการผลิตอาหาร

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“การเกษตรแบบนี้มันไม่ใช่แค่ว่าได้ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่มันยังได้ป่า ได้ออกซิเจน ได้ดินที่ดีขึ้น เพราะดินที่ดีคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าเราไม่มีดินที่ดี เราก็จะมีอาหารที่ดีไม่ได้ มีการเลี้ยงสัตว์ที่ดีไม่ได้ มีพืชพรรณที่ดีไม่ได้ มีอากาศที่ดีไม่ได้ แล้วเราก็มีสุขภาพที่ดีไม่ได้”

หัวใจในการสร้างดินที่ดี ก็คือการทำให้ฟาร์มมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด มีความหลากหลายของสัตว์ มีความหลากหลายของพืช จนเป็นเหมือนระบบนิเวศขนาดย่อม ๆ การจะทำแบบนี้ ความเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ จะเป็นโรงเรือนที่ตั้งอยู่บนผืนดินโล้น ๆ โล่ง ๆ ไม่ได้ แต่ต้องมีต้นไม้หลากหลาย ทั้งไม้ยืนต้นสร้างร่มเงา ไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร พืชอาหาร พืชท้องถิ่น ส่วนใบไม้หรือหญ้าแห้งต่าง ๆ ก็ต้องไม่เผา แต่ใช้คลุมหน้าดิน สร้างความชุ่มชื้น คืนธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ

“ที่ฟาร์มเรามีต้นไม้หลากหลาย เช่น เราปลูกสนเป็นกำแพงกันลม กันโรค เพราะสนมีรากลึก ไม่ล้มง่าย หรือไผ่ก็มีประโยชน์หลายอย่าง เป็นอาหารก็ได้ เอามาทำโรงเรือนก็ได้ แถมยังช่วยดูดคาร์บอน ไผ่นี่ดูดคาร์บอนได้มากกว่าพืชอื่น ๆ มาก ผลิตออกซิเจนได้มากกว่าด้วย หลายคนมีภาพจำว่าโรงเรือนของฟาร์มใหญ่ๆ ต้องเป็นเหล็ก ทั้งที่จริงแล้วสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ราคาไม่แพง และดีต่อธรรมชาติมันก็มีนะ ส่วนกล้วยเราก็ปลูกใช้ทำอาหารสัตว์ สัตว์ป่วย ๆ แค่ให้กินกล้วย เขาก็สดชื่นแล้ว”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

จากความหลากหลายของพืชก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นถัดมา – ความหลากหลายของอาหารสัตว์

“พอทำแบบนี้แล้ว ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมสัตว์ต้องได้กินอาหารซ้ำ ๆ ทุกวัน ทำไมเขาไม่ได้กินของดี ๆ หวาน ๆ อร่อย ๆ บ้าง เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เรากินอะไร เราก็เป็นแบบนั้น ผมก็เลยคิดว่า ถ้าสัตว์ได้กินของดี ๆ ของอร่อย ๆ ที่ทำให้เขามีความสุข มันก็น่าจะส่งต่อสิ่งดี ๆ ส่งต่อพลังชีวิตให้ผู้บริโภคเช่นกัน”

นั่นทำให้หมูในฟาร์มแห่งนี้มีอาหารสุดหลากหลาย ตั้งแต่ข้าวโพด หญ้าเนเปีย มันเทศญี่ปุ่น มันห้านาที มันสำปะหลัง ข้าวฟ่าง รวมถึงถั่วเหลืองอินทรีย์ที่เขาไปรับซื้อจากกลุ่มเกษตรกรที่ถูกหน่วยงานหลอกให้ปลูกแต่ไม่รับซื้อ ไปจนถึงการคิดค้นสูตรอาหารจากพืชสมุนไพรในป่า นำจุลินทรีย์ท้องถิ่นมาหมักแล้วผสมอาหารเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของฟาร์มก็ต้องยกให้เรื่องนี้ – การปล่อยหมูออกจากคอก

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“แต่ก่อนเราจะไม่เคยปล่อยหมูออกจากคอกเลย เพราะเราคิดว่าหมูจะไปทำลาย ทำลาย แล้วก็ทำลาย แต่พอมาทำแบบนี้ถึงรู้ว่า ไก่กับหมูคือรถแทรกเตอร์ชั้นดี เขาพรวนดินแบบรถไถยังยอมเลย โอ้โห ละเอียดมาก แล้วเขาก็ถ่ายมูล ถ่ายเสร็จเขาก็คลุกให้เราโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราอยู่เฉย ๆ ครับ แล้วจากนั้นก็มีไส้เดือนมากินขี้หมู ดินก็ร่วนซุย แล้วผมก็จะพาหมูไปอีกแปลง แปลงนี้ก็ปลูกพืช”

นอกจากจะได้ดินดีแล้ว ประโยชน์อีกอย่างของการพรวนดินของหมูก็คือ ทำให้ดินเป็นหลุมเป็นบ่อ เวลาฝนตกน้ำก็ขังในหลุม เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน ทำให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น ซึ่งเขาใช้เวลา 5 ปี ในการทดสอบสิ่งนี้จนเห็นผล จากแปลงที่เคยเป็นดินทรายปนร่วน เก็บน้ำไม่อยู่ ช่วงหน้าแล้งก็แล้งจัด ปลูกอะไรไม่ขึ้น เพียงแค่หนึ่งปีที่หมูลงไปคุ้ยเขี่ยหากินในแปลง แล้วใช้ฟางใช้หญ้าแห้งคลุมดิน วันนี้ผืนดินแห่งนี้ก็เริ่มอุดมสมบูรณ์และเก็บน้ำได้ เป็นหลักฐานมีชีวิตที่เขาเห็นกับตาตนเอง

แม้การเลี้ยงหมูในวิถีใหม่นี้จะไม่มีการใช้ยาเคมี ปราศจากยาปฏิชีวนะ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า สุขภาพของหมูกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หมูป่วยน้อยกว่า แถมโรคระบาดก็ไม่มี

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“จากที่ผมอยู่กับเขามาสี่ห้าปี ผมมีข้อสรุปว่าเวลาสัตว์อยู่ในคอก เขาเกิดความเครียด เพราะทั้งต้องดมขี้ตัวเอง อาหารเน่าบ้าง อากาศร้อนบ้าง เย็นบ้าง ฝนสาดบ้าง แล้วเขาไปไหนไม่ได้เลย เขาต้องทนอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ถ้าเจ้าของฟาร์มที่ละเอียดหน่อยก็จะรู้ว่าตอนนี้หมูร้อน ก็อาบน้ำให้ แต่หมูเขาไม่มีสิทธิ์เลือกเลย ทั้งยุงกัดด้วย เพราะเขาอยู่เฉย ๆ แถมคนยังไปตัดหางเขาอีก เพราะในอุตสาหกรรมจะเชื่อว่าหมูจะกัดหางกัน ซึ่งทำให้เป็นแผลอักเสบ ทั้งที่จริงแล้วหมูมีหางไว้ไล่แมลง”

ฟิวส์เล่าถึงสวัสดิภาพของหมูในอดีตที่ถูกดูแลเหมือนเครื่องจักรผลิตอาหารมากกว่าสิ่งมีชีวิต ซึ่งในวันนี้ทุกอย่างกลับกัน หมูได้ใช้ชีวิตอย่างที่หมูควรจะเป็น ซึ่งนอกจากจะทั้งกินดีและอยู่ดีแล้ว หมูที่นี่ยังเข้าถึงบริการพิเศษอย่างสปาโคลน ที่หากมองในสายตามนุษย์อาจมองว่าสกปรก แต่ความจริงแล้วนั่นคือเคล็ดลับสุขภาพชั้นดีของเหล่าน้องหมู

“การนอนโคลนของหมูเป็นการรักษาผิวหนัง ป้องกันปรสิต ทุกวันตอนสาย ๆ เขาจะวิ่งไปที่บ่อโคลน ไปชุบตัว แล้วขึ้นมาตากตัวเองให้แห้ง พอช่วงค่ำ ๆ ก่อนนอน เขาก็จะไปชุบโคลนอีก พวกแมลงก็จะไม่ตอม เพราะตัวแมลงจะติดโคลน สมัยก่อนผมเคยต้องพ่นยาฆ่ายุงให้เขา แต่พอเลี้ยงแบบนี้ไม่ต้องเลย แล้วพอให้เขาได้อาบโคลนแบบนี้ เขาก็ไม่มีโรคผิวหนังอีกเลย”

ส่วนเรื่องพยาธิในทางเดินอาหารหมู ปัจจุบันก็หายไปเช่นกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ให้หมูกินยาถ่ายพยาธิเลย ซึ่งช่วงแรก ๆ เขาก็งงว่าเป็นเพราะอะไร แต่ในที่สุดก็ได้ค้นพบว่าความลับอยู่ที่… ไก่

“ปกติแล้วในระบบอุตสาหกรรม เขาจะไม่ให้เลี้ยงไก่กับหมูรวมกัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นโรคนั่นนี่ แต่จริง ๆ แล้ว ไก่จะช่วยจิกเหลือบไรในหมู เวลาหมูถ่ายมูลมา ถ้าตัวไหนมีพยาธิ เป็ดไก่ก็จะจิกกิน พยาธิก็ตาย หรือพวกนกต่าง ๆ ก็จะมาช่วยกินเหลือบ กินเห็บ กินไร ทั้งในหมูและวัว จะเห็นว่าทุกอย่างเกื้อกูลกันหมดเลย มันต้องคลุกคลีถึงจะดูออก” เขาเล่าถึงอีกหนึ่งความรู้ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เคยเรียนในตำรา

“แล้วความเชื่อที่ว่าถ้าหมูชุบโคลนแล้วมาให้ลูกดูดนม ลูกจะท้องเสีย ทำให้เราต้องเช็ดเต้านมจนขาว แต่ทุกวันนี้ปล่อยเลย ผมก็ยังไม่เห็นว่ามีลูกหมูตัวไหนท้องเสีย”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

นอกจากนั้น ความรู้ที่เคยถูกสอนต่อมาว่า คนทำฟาร์มไม่ควรเลี้ยงหมูและวัวรวมกัน เพราะทั้งคู่เป็นสัตว์เท้ากีบ สามารถเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อกันได้ ซึ่งเขาก็ใช้เวลา 5 ปีในการพิสูจน์ว่า หมูและวัวก็เป็นโรคนี้จริง แต่มันหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา เพียงแต่เคล็ดลับคือต้องปล่อยอิสระ อย่าเลี้ยงแบบขังคอก

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนไปก็คือแนวคิดการทำฟาร์ม ที่เขาไม่ได้วางตัวเองเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นแค่ฟันเฟืองหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยอะไรสักอย่างในจังหวะนั้น

“พอหมูใกล้คลอด เรารู้ว่าเขาจะไปขุดหลุมแล้วคลอดลูกในนั้นเพื่อให้ลูกอุ่น เราก็อาจไปช่วยปูหญ้าแห้ง เพื่อให้เขามีทางเลือกว่าอาจจะมาก็ได้ หรือจะไม่มาก็ได้นะ คือเราไม่ได้บังคับยัดเยียดให้เขาต้องมานอนตรงนี้ ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อนต้องพาไปอยู่ในกรงคลอดแคบ ๆ เพราะเราถูกสอนมาว่า หมูจะกัดลูกตัวเอง หมูจะทับลูกตัวเอง สอนกันมาไม่รู้กี่ปี จนผมได้พิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วว่า ถ้าหมูได้อยู่ในพื้นที่กว้างตามธรรมชาติ เขาแทบจะไม่ทับลูกตัวเองเลย เพราะลูกมันก็มีพื้นที่ออกไปเช่นกัน”

นอกจากนั้น หากที่ฟาร์มมีสัตว์ป่วย เขาก็จะไม่แยกออกมา แต่จะให้อยู่ร่วมกับสัตว์ปกติ ซึ่งกลับกลายเป็นว่า การทำแบบนั้นสัตว์จะฟื้นตัวเร็วกว่า แถมยังถ่ายภูมิให้ตัวอื่นด้วย

“มันเริ่มจากที่เราไปเห็นคนป่วย แล้วรู้สึกว่าพอเราแยกคนป่วยออกมาอยู่ด้วยกัน ความรู้สึกเขาจะห่อเหี่ยว เพราะป่วยจึงต้องมาอยู่บนเตียงแบบนี้ ได้กลิ่นเคมีแบบนี้ เราเลยให้สัตว์ป่วยอยู่กับสัตว์ปกติเลย เรานึกถึงสัตว์ป่าว่า เวลามีสัตว์ป่วยก็ไม่มีใครไปแยก มันยังอยู่ได้ไม่สูญพันธุ์ อย่างในอุตสาหกรรม เวลามีสัตว์ป่วยที่หายเองได้ตามธรรมชาติ เขาก็จะให้สัตว์ตัวนั้นวิ่งตรงทางเดินหน้าคอกตัวอื่น เพื่อให้หายใจรดตัวอื่น สร้างภูมิคุ้มกัน”

จากอดีตคนที่เคยล้มเหลวกับการทำฟาร์มแบบเคมีจนไม่อยากมีชีวิต มาวันนี้เขาพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า วิถีไบโอไดนามิกได้ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีความสุขเปี่ยมล้น

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน
ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

“ผมพูดได้เต็มปากว่าวันนี้ผมมีความสุขและภูมิใจมาก ที่ได้ผลิตอาหารที่โคตรมีคุณภาพให้กับผู้คน ซึ่งทุกครั้งที่ผมผลิตอาหารแบบนี้ ก็เท่ากับผมได้ผลิตอาหารแบบนั้นให้กับตัวเองด้วย และมันก็จะหมุนวนมาหาคนที่ผมรัก ผมหัวใจพองโตทุกครั้งเวลาส่งมอบ เพราะนี่คือผมได้มอบชีวิตหนึ่งให้กับผู้คน ได้มอบสุขภาพที่ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ธรรมชาติจะมอบได้ เราเอาใจของเราผลิต เราเอาเจตนาดีของเราผลิต ต่อให้เราไม่ได้มีเงินมหาศาล แต่เรามีความภูมิใจ”

แม้ฟาร์มแห่งนี้จะได้ชื่อว่าเป็นฟาร์มหมูไบโอไดนามิกแห่งแรก ๆ ในเมืองไทย แต่เขาก็ไม่ได้สงวนความรู้ไว้เพียงลำพัง แต่ยินดีอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันความรู้ให้ทุกคนที่สนใจ ฟาร์มของเขาเปิดประตูต้อนรับทุกผู้คนที่อยากเข้ามาเรียนรู้ และหากใครอยากนำแนวทางนี้ไปใช้ เขาก็เต็มใจและไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่จะช่วยกันผลิตอาหารที่มีคุณภาพให้กับเมืองไทยและสร้างธรรมชาติที่ดีไปพร้อมกัน

“เราพยายามรวบรวมผู้คนที่อยากทำแบบนี้ กลุ่มพวกผมเชื่อว่า เราไม่ได้มีความรู้มากมาย แต่เรามีความรู้ในการผลิตอาหารที่มันโคตรดี ผลิตพืชผักที่โคตรดี แล้วเราก็อยากพัฒนาประเทศในสาขานี้ให้มันสวยงาม ให้ผู้ผลิตเกิดความภาคภูมิใจ ก่อนที่จะไปถึงความภูมิใจของผู้บริโภคที่ว่า ดีจังที่เราเกิดในประเทศไทยและมีอาหารที่โคตรดีแบบนี้กิน แล้วอยากให้เขามีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนกลุ่มนี้ เพราะนอกจากกลุ่มนี้จะผลิตอาหารที่ดีมีคุณภาพแล้ว กลุ่มนี้ยังช่วยดูแลโลกใบนี้ด้วย 

“เงินทุกบาทหรือแรงสนับสนุนทุกอย่างที่เขาสนับสนุนมา มันคือการเพิ่มป่า เพิ่มออกซิเจน เพราะการทำระบบนี้ต้องมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ ซึ่งการปลูกกป่าแบบนี้มันต่างจากการปลูกแบบ CSR ที่ปลูกวันเดียวเป็นพันต้นแต่ไม่มีใครดูแล แต่ของเราอาจปลูกแค่ร้อยต้น แต่มีคนดูแล และไม่ใช่ร้อยต้นในที่เดียวกัน อาจเป็นของนายเอสองต้น นางบีสี่ต้น แต่รวมแล้วเป็นร้อยต้นต่อปี”

ว. ทวีฟาร์ม ฟาร์มไบโอไดนามิกแห่งแรกของเมืองไทยที่ไม่เพียงแต่ผลิตเนื้อหมูคุณภาพระดับห้าดาว แต่ยังดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ภาพ : www.facebook.com/Fusewanich

Writer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load