เรารู้จัก Lauren Yates ผ่านเว็บไซต์ Ponytail Journal ของเธอเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน เธอเป็นนางแบบลูกครึ่งไทย-จีน-ออสเตรเลียที่สร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องศิลปะ ความสนใจ แฟชั่น และการใช้ชีวิตของตัวเอง

“เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชาย” เธอให้คำจำกัดความสไตล์ของตัวเองไว้แบบนั้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

จึงไม่แปลกเลยที่ตู้เสื้อผ้าของเธอจะเต็มไปด้วยเสื้อและกางเกงผู้ชายมือสอง และเรามักเห็นเธอในชุดหลวมๆ ดูเท่แปลกตาไปจากนางแบบคนอื่นที่อายุไล่เลี่ยกัน จนได้รับฉายาจากนิตยสาร GQ ว่า ‘The Hottest Thing in Menswear’ และในฐานะคนตัวเล็กที่ชอบเสื้อผ้าทรงโคร่งๆ ก็แอบหวังว่าวันหนึ่งเธอจะทำแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงของตัวเองออกมา

แล้วเธอก็ทำ…

W’menswear เกิดขึ้นจากความบังเอิญและความโชคดีเมื่อราวๆ 5 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเดียว ขยับขยายมาเป็นหน้าร้านออนไลน์ และในทุกๆ ปี ลอเรนต้องเดินทางไปเทศกาลแฟชั่นวีกที่นิวยอร์กและปารีส เพื่อเอาสินค้าไปแสดงบายเออร์จากทั่วโลก จนตอนนี้มีสต็อกสินค้าอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เธอนำความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์มาใช้ในการทำแบรนด์ จุดเด่นของ W’menswear จึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายในไซส์ผู้หญิงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องราวข้างหลังเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสีสัน แพตเทิร์น หรือวัสดุที่ใช้ ตั้งแต่คอลเลกชันที่ได้แรงบันดาลใจจากสงครามเวียดนาม สงครามเย็น ไปจนถึงประวัติการต่อสู้ในสนามรบของชนเผ่าม้งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน 

ลอเรนตั้งใจให้ W’menswear เป็นแบรนด์ Slow Fashion ที่จะสร้างความสุขให้ทั้งคนทำและคนใส่ และหวังว่าเรื่องราวที่เธอแอบบอกผ่านเสื้อผ้าในแต่ละคอลเลกชันจะทำให้คนตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดในโลกมากขึ้น 

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เราเริ่มรู้จักคุณในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Ponytailjournal.com ก่อนหน้านั้นคุณทำอะไรมาบ้าง

ตอนเริ่มทำ Ponytail Journal เราเป็นนางแบบที่กรุงเทพฯ นี่แหละ เริ่มทำเว็บไซต์เพราะอยากใช้สมองอีกซีกมากขึ้น อยากใช้บล็อกเป็นที่แสดงออกแพสชันที่มี แสดงออกตัวตนผ่านการเขียน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียน Fine Art เอกถ่ายรูป แต่กลายเป็นว่าเราได้ใช้สกิลและประสบการณ์ที่มีในบล็อกนี้ ทีนี้ความสนใจในเรื่องสไตล์และแฟชั่นก็เข้ามาผ่านอาชีพนางแบบ

พอได้ทำบล็อกเราก็เริ่มได้ยินเสียงตัวเองมากขึ้น จากที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่ ก็เริ่มรู้จักความคิดตัวเองมากขึ้น 

จากบล็อกเกอร์ก็มาเป็นนักเขียนคอลัมน์อย่างเต็มตัว

หลังจากนั้นประมาณปีหนึ่ง มีนิตยสารหลายหัวติดต่อมาให้เขียนคอลัมน์ อย่าง Condé Nast ในนิวยอร์ก หรือ Vogue ออสเตรเลีย ที่สุดท้ายเราตัดสินใจเซ็นสัญญาเขียนคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับสไตล์ให้ นั่นทำให้เรารู้จักดีไซเนอร์เก่งๆ หลายคน และทำให้คนในวงการแฟชั่นรู้จักเรามากขึ้น เพราะพอคุณเป็นนักเขียนของ Vogue ทุกคนจะค่อนข้างเชื่อคุณ (หัวเราะ)

มีใครบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น Nigel Cabourn ดีไซน์เนอร์ชาวอังกฤษ ครั้งหนึ่งเราไปร้านเขาที่ลอนดอน พีอาร์ของเขาบอกว่า ‘พรุ่งนี้ไนเจลจะมาที่ร้าน คุณอยากสัมภาษณ์เขาไหม’ เราตอบตกลงทันที พอได้คุยกันพบว่าไนเจลคือเด็กในร่างผู้ใหญ่ เขาขี้เล่น มีแพสชัน เราคุยกันถูกคอมาก มันเหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่าเป็นครั้งแรก จำได้ว่าตอนนั้นเราอายุประมาณยี่สิบห้า ยังดูเด็กมากในสายตาคนนอก แล้วพนักงานคนหนึ่งของไนเจลสังเกตว่าเราไม่มีสมุดจด และไม่ได้อัดเสียงขณะสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เข้าใจว่านั่นคือวิธีการทำงานของเรา เราจะอินไปกับสิ่งที่คุยจนไม่ต้องจดอะไร แต่พอบทสัมภาษณ์นั้นออกมา ไนเจลทึ่งกับข้อมูลที่เราจำได้จนส่งโน้ตมาขอบคุณ และเราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น Ponytail Journal เลยเป็นทั้งที่ที่เราสร้างคอนเนกชัน ความน่าเชื่อถือ และเป็นคำตอบว่าเรามองโลกยังไง

Lauren Yates

ซึ่งก็เป็นไนเจลนี่แหละที่ทำให้มี W’menswear ในวันนี้

วันหนึ่งไนเจลบอกเราว่า คุณควรทำแบรนด์ของตัวเองนะ ซึ่งเราไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ไม่รู้ต้องดีไซน์อะไรยังไง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องรู้หรอกว่าดีไซน์ยังไง คุณมีไอเดียและสไตล์ที่โดดเด่นของคุณอยู่แล้ว ที่เหลือผมจะสอนคุณเอง แล้วเขาก็สอนทุกอย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับการดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าหรือกระบวนการตัดเย็บ และเป็นช่วงเดียวกับที่แม่ให้เงินเรามาก้อนหนึ่งโดยมีข้อแม้ว่าต้องเอาไปทำธุรกิจเท่านั้น 

คำแนะนำของดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นในวันนั้นคืออะไร

เขาบอกให้เริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ก่อน มีแค่หกแบบ สามสี ใช้วัสดุเหมือนกันหมดคือคอตตอน และเอาเสื้อผ้าวินเทจของตัวเองที่ชอบมาพัฒนาเป็นแพตเทิร์น

ช่วงแรกๆ W’menswear ขายแค่ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการลองตลาด เพราะลูกค้าญี่ปุ่นพิถีพิถันที่สุดในโลก ละเอียดมาก แค่ข้อผิดพลาดนิดเดียว เขาก็ส่งสินค้าคืนแล้ว 

Lauren Yates
Lauren Yates

ในโลกที่ Fast Fashion ครองตลาดใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ทำไมคุณถึงอยากเปิดแบรนด์ Slow Fashion ที่มีความยั่งยืนมากกว่า

ตอนเราเริ่มเป็นโมเดล Fast Fashion ยังไม่นิยมเลยนะ มันน่าจะเข้ามาตอนประมาณปี 2005 เราเลยได้เห็นการเติบโตของมันมาเรื่อยๆ เหตุผลที่เราสนใจ Slow Fashion มากกว่าเพราะเราชอบศิลปะ ชอบตั้งแต่มัธยม มหาวิทยาลัย จนถึงวันนี้ ซึ่งความตั้งใจของศิลปินคือการได้โชว์สิ่งที่คนทั่วไปเห็นในทุกวัน แต่ไม่เคยคิดถึงมันจริงๆ อย่างในยุคอิมเพรสชันนิสม์ ศิลปินวาดภาพทุ่งหญ้า วาดภาพฟาร์ม ดอกไม้ เพราะผู้คนเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองมันอย่างตั้งใจจริงๆ ศิลปะทำให้เราได้คิดถึงสิ่งรอบตัว ช่วยให้เราคิดถึงจักรวาล และความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โลกเรากำลังถูกทำลาย เพราะคนไม่ได้นึกถึงโลก

เรารัก Slow Fashion เพราะทุกคนที่ทำเสื้อผ้าของเรารักในสิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการทำศิลปะ เราเรียกแบรนด์ของเราว่า Artisan Clothing เพราะทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นศิลปิน อย่างผ้าบางชนิดทำในจำนวนน้อยที่โรงงานเล็กๆ ในญี่ปุ่นด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่า ใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จแต่ละชิ้น ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกันเลย เพราะทุกคนมองว่าตำหนิเล็กๆ น้อยๆ เป็นความงาม ถ้าเหมือนกันทุกชิ้นคงน่าเบื่อแย่

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ถ้าอย่างนั้นแฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

คือการแสดงออกตัวตนและคุณค่าของแต่ละคน สิ่งที่เจ๋งคือเกือบทุกคนบนโลกนี้สนใจแฟชั่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะเขาสนใจที่จะแสดงออกคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยผ่านเสื้อผ้าที่เลือกสวมใส่ในแต่ละวัน

เราเห็นคำว่า W’menswear ครั้งแรกจากชื่อแบรนด์คุณ

W’menswear มาจากตอนที่เราเป็นนักเขียนแฟชั่น เวลาไม่มีคำอธิบายคอนเซปต์ที่เราอยากจะพูด เราจะคิดคำขึ้นมาใหม่ อย่างคำนี้คือคำอธิบายสไตล์ของเรา เราชอบใส่เสื้อผ้าวินเทจของผู้ชาย หรือกิจกรรมที่ชอบทำก็เป็นสิ่งที่ผู้ชายทำ ไม่ว่าจะตกปลาหรือถ่ายรูป แล้วสมัยนั้นมันยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำเสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ตอนตัดสินใจจะทำแบรนด์ มันก็ต้องเป็นคำนี้แหละ 

สนุกดีที่คอนเซปต์ของแต่ละคอลเลกชันมักเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เสมอ มันเริ่มมาจากอะไร

เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ตอนเริ่มทำแบรนด์นี้ก็เพิ่งรู้สึกว่า เห้ย มันมีผู้หญิงเก่งๆ ในประวัติศาสตร์ที่ทำเรื่องยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ เราต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเธอบ้าง แต่ละคอลเลกชันจึงได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ผ่านผู้หญิงเก่งที่สร้างอะไรดีๆ ในช่วงเวลานั้นๆ เรื่องของบางคนอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก แต่เราอยากส่งต่อเรื่องราวของพวกเธอ มันน่าจะมาจากตอนเขียนคอลัมน์เยอะๆ อ่านหนังสือเยอะ ชอบดูข่าว ก็เลยสนใจเรื่องเหล่านี้

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คอลเลกชันล่าสุดที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องของใคร

ตอนนี้กำลังจะปล่อยคอลเลกชัน spring/summer 20 คอลเลกชันนี้เราได้แรงบันดาลมาจากนักวิทยาศาสตร์หญิงกลุ่มแรกที่ได้ใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรบริเวณหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามเย็น คือระหว่างที่เกิดสงครามเย็น ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเรือดำน้ำ ขีปนาวุธ อาวุธนิวเคลียร์ พอสงครามจบเลยกลายเป็นว่าวงการวิทยาศาสตร์ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านั้นมากที่สุด มีการทำแผนที่มหาสมุทร ทำให้เราค้นพบส่วนที่ลึกของมหาสมุทรในร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา 

กลับมาที่กลุ่มผู้หญิงที่เล่า พวกเธอเป็นนักชีววิทยาทางทะเล และเป็นผู้หญิงกลุ่มแรกที่ได้รับมอบหมายงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ พวกเธอใช้เวลาสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรในห้องปฏิบัติการใต้น้ำ มันอาจจะไม่ใช่โปรเจกต์ใหญ่โตอะไร แต่พวกเธอเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นบุกเบิกที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ โปรเจกต์นี้ชื่อ Tektite II ผู้นำโครงการคือ Sylvia Earle ซึ่งตอนนี้น่าจะอายุแปดสิบกว่าได้ และก็ยังเป็นนักชีววิทยาทางทะเลอยู่ ยังทำงานหนักเพื่อการรักษามหาสมุทร ยังดำน้ำ และทำวิจัยสำคัญๆ อยู่

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คุณตีความเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ออกมาเป็นเสื้อผ้าได้ยังไง

เวลาต้องคิดคอนเซปต์ใหม่ เราจะไปอ่านเรื่องราวของใครสักคน หรือเวลามีข่าวเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เรามักจะอยากรู้ว่าทำไมมันถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น อย่างคอลเลกชันก่อนหน้านี้ เราตั้งคำถามว่าทำไมจึงเกิดสงครามเวียดนาม ส่วนคอลเลกชันนี้เราเริ่มจากคำถามเกี่ยวกับสงครามเย็นจนได้มาเจอเรื่องราวของผู้หญิงกลุ่มนี้ เรารีเสิร์ชข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง มีทั้งรูปถ่ายและเรื่องราว ปกติใช้เวลาทำรีเสิร์ชอย่างน้อยประมาณสามเดือนถึงได้ mood board หลังจากนั้นก็นำมาประยุกต์ใช้ในแง่ของดีไซน์ ถ้าสังเกตจะมีสีสันที่คล้ายกัน สีฟ้าของมหาสมุทร สีแดง สีเหลืองที่ใช้กับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เรียกว่า safety yellow วัสดุที่เลือกใช้ก็จะคล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกเธอใส่มากที่สุด

ส่วนคอลเลกชันถัดไป autumn/winter 20 จะเป็นเรื่องของสงครามในประเทศลาวที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินเลย เป็นเรื่องในยุคของประธานาธิบดี John F.Kennedy ที่เซ็นอนุสัญญาเจนีวาว่าจะไม่ส่งทหารไปประเทศลาวในช่วงสงครามเวียดนาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐฯ ใช้ชาวม้งต่อสู้แทนตัวเอง เมื่อสงครามจบลง พรรคคอมมิวนิสต์ในลาวฆ่าชาวม้งจำนวนมาก โทษฐานที่พวกเขาต่อสู้ให้อเมริกา บางส่วนหนีข้ามแม่น้ำโขงมาค่ายผู้ลี้ภัยในไทย ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ 

คอนเซปต์พวกนี้ต้องใช้เวลาในการรีเสิร์ช มันใหญ่กว่าการตามเทรนสไตล์และสีของแต่ละซีซั่นไปมาก ทำไมต้องเล่าเรื่องเหล่านี้

เราชอบเรียนรู้ มีแพสชันกับเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เรายังทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์แม้จะเปิดแบรนด์มาห้าปีแล้ว เราไม่ได้พยายามเล่าเรื่องแทนพวกเขา แค่อยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันน่ากลัวมากที่ได้รู้ว่าในประวัติศาสตร์มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่เราไม่เคยรู้เลย เราถูกสอนให้ไม่ตั้งคำถาม แต่ถ้าไม่หัดถามว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

แม้รู้ว่าลูกค้าอาจจะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม

เราเข้าใจแหละว่าบางคนอาจจะแค่อยากซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีๆ ใส่ ซึ่งไม่เป็นไรเลย แต่บางทีอาจจะมีเด็กรุ่นใหม่สนใจคอนเซปต์ของคอลเลกชัน ซึ่งเราเขียนไว้ทั้งบนเว็บไซต์และ lookbook แล้วไปศึกษาข้อมูลต่อก็ได้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว

คุณบอกในตอนแรกว่า คนที่ทำเสื้อผ้า W’menswear ในทุกกระบวนการต้องรักสิ่งที่เขาทำ

หัวใจสำคัญของธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า คือความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับคนเย็บและซัพพลายเออร์ เรานับถือคนที่ทำเสื้อผ้าให้ W’menswear ถ้าเราไม่มีเขาหรือเขาไม่รักงานที่เขาทำ แบรนด์ของเราคงไม่มีความหมายเลย เราอยากทำงานกับคนที่ต้องการสร้างสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้วัสดุที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และเย็บออกมาอย่างตั้งใจที่สุด เพราะเขานับถือเราและงานของตัวเอง ความสัมพันธ์นี้เลยเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือเหตุผลที่เราเดินทางตลอด เพราะอยากไปเยี่ยมคนทำเสื้อผ้า โรงงาน และซัพพลายเออร์ 

เราใช้โรงงานผ้าแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ที่ทำมาเป็นร้อยปีแล้ว เขายังทำผ้าด้วยเครื่องจักรเครื่องเดิม โรงงานสมัยใหม่ทำวัสดุแบบนี้ไม่ได้แล้วเพราะมันไม่เหมาะกับ mass production ถ้าดูผ้าจะสังเกตเห็นว่ามันมีตำหนิที่ไม่เหมือนกันเลยแต่ละผืน เพราะเส้นใยที่มาจากธรรมชาติและการทอจากเครื่องจักรเก่า ธรรมชาติไม่เหมือนกันทั้งหมด บางอย่างต้นสูง บางอย่างต้นเล็ก แต่มันเป็นความงดงามนะ ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ของเราจึงอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นเห็นความสวยงามในความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในญี่ปุ่นเลยมีคนทำสินค้าแบบนี้เยอะมาก ในไทยเราก็เคยใช้ผ้าทอสีย้อมธรรมชาติของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีคุณยายอายุเก้าสิบปีเป็นหนึ่งในทีมผลิต

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ทุกวันนี้ คุณทำ W’menswear บนความเชื่อแบบไหน

เคยได้ยินมาจากพอดแคสต์ เขาบอกว่าการเดินทางของชีวิตคือการค่อยๆ เข้าใจตัวเองขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบๆ ตัว อย่าง W’menswear เติบโตขึ้นมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่เหมือนการทำแบรนด์ Fast Fashion ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่มันทำลายโลก มันไม่ยั่งยืน

อาทิตย์ก่อนเราอ่านบทความที่บอกว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นคือต้นเหตุของสภาวะโลกร้อนอันดับสาม รองจากพลาสติกและน้ำมัน เพราะแบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เมื่อปี 2005 แบรนด์ส่วนใหญ่มีแค่สองคอลเลกชันต่อปี แต่ตอนนี้แบรนด์ Fast Fashion มีถึงสิบเอ็ดคอลเลกชันในปีเดียว แบบนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องซื้ออีกๆ จากที่เคยซื้อเสื้อสเวตเตอร์ปีละสองตัว ก็อาจจะต้องมีหกตัว ใส่ได้แป๊บเดียวก็เลิกแล้ว ซึ่งพอราคาถูกลง คนก็ซื้อบ่อยขึ้น ใครจะรู้ในอีกห้าปีมันอาจจะเพิ่มเป็นยี่สิบคอลเลกชันต่อปีก็ได้

แล้ว W’menswear เตรียมตัวยังไงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าจะร้ายแรงขึ้นในอนาคต

เราไม่มีคำตอบหรอก เราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่สำหรับเรา ศิลปะช่วยให้เราเห็นใจโลกและคนรอบตัวมากขึ้น เราว่าการทำให้คนรู้สึกผิดไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะการซื้อผ้าบ่อยๆ ก็ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภคเสียทีเดียว มันเกี่ยวข้องกับนโยบายและการดำเนินงานของแบรนด์ใหญ่ๆ ที่กระตุ้นให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน ถ้าจะแก้ปัญหาอาจจะต้องมองที่ภาพใหญ่ด้วย 

เราเลยทำในส่วนที่ทำได้ พยายามทำโปรเจกต์ศิลปะที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการขายเสื้อผ้าเลย แต่มันมีจุดร่วมกันอยู่ คือพยายามแสดงให้เห็นความสวยงามของโลก เพื่อที่คนจะได้หันกลับมาดูแลโลกมากขึ้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

คุณเคยใช้เวลาไปกับการเพ่งมองผ้าสักผืนไหม

เราไม่ได้กำลังพูดถึงผ้าทอมือสุดวิจิตร แต่กำลังพูดถึงเสื้อยืด ถุงผ้า หรือแม้กระทั่งผ้าห่ม

แต่เรากำลังอยากให้คุณลองหยิบเสื้อขึ้นมาสักตัว แล้วลองร่วมจินตนาการว่าในอีก 10 หรือเพียงแค่ 5 ปีข้างหน้า เสื้อในมือคุณจะไปจบลงที่ตรงไหน ในถังขยะ บนพื้น ตู้เสื้อผ้า หรือมันจะถูกส่งต่อไปอยู่ในมือใครอีกสักคน

“ผมว่าผ้าผืนนี้อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปีนะ อย่างม่านผืนนี้เป็นผ้ามาจากญี่ปุ่น” นิ-รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง เอ่ยปากเล่าเรื่องราวของผ้าม่านตรงหน้า ในบ้านของเขาที่กลายร่างเป็นสตูดิโอสำหรับสร้างสรรค์ผลงานเสื้อผ้าที่อวดโฉมอยู่บนหน้าโทรทัศน์ ตลอดจนเป็นเสื้อผ้าที่คนดังต่างเลือกสวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นคนดังในประเทศ หรือไกลจนถึงต่างประเทศก็ตาม

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

‘La Rocca’ หรือชื่อเต็ม ‘La Rocca Royalgalleryproject’ เริ่มต้นโด่งดังจากการตัดเย็บเสื้อผ้าในสไตล์ Patchwork ด้วยการหยิบเอาผ้าแบดาน่า (Bandana) มาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน

แต่ไม่ใช่แค่นั้น นิยังมีมนตร์วิเศษที่เรียกว่าเข็มกับด้าย มาเสกคืนชีวิตให้กับกางเกงยีนส์ผ้าตายที่พร้อมขาดเสมอทุกครั้งที่สวมใส่ รวมถึงพร้อมคืนวิญญาณให้กับถุงผ้ารักษ์โลกที่หมดวาระการใช้งาน ด้วยการเนรมิตให้มันกลายร่างเป็นเสื้อเชิ้ตสีสันจัดจ้าน และสารพัดวิธีที่นิพร้อมงัดขึ้นมาฟื้นสไตล์ให้สารพัดของมือสอง

ที่เราต้องอ้าปากค้างเมื่อมันไม่ได้มีแค่ผ้าแบนดาน่า ยีนส์ ถุงผ้า และเสื้อเชิ้ตเก่า เท่านั้น แต่มันยังมีสิ่งที่คาดไม่ถึงอีกด้วย

แต่ก่อนที่นิจะพาเราไปรู้จักกับงานของเขา นิชี้ชวนให้เรามองม่านผืนหนึ่งที่อยู่ใกล้กันกับบริเวณโต๊ะทำงาน ผ้าม่านที่ดูจะคล้ายกับรวบรวมผ้าหลากหลายผืนผ้าเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทันทีที่เรามองเห็นก็ชวนให้นึกถึงผลงานของนิที่มักจะเป็นงาน Patchwork

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“ผมว่าอันนี้เมื่อก่อนมันต้องเป็นผ้าห่ม เราเองก็ไม่รู้ว่ามันใช้ไปทำอะไร แต่ผมว่าน่าจะเป็นผ้าห่ม” นิยังคงเล่าภาพที่เขาเห็นจากผ้าสีหม่นตรงหน้า ซึ่งถูกปะไปด้วยผ้าภายใต้โทนสีเดียวกัน จนยากจะระบุว่าอะไรคือสีตั้งต้นของม่านปริศนาผืนนี้กันแน่ “เราเคยไปต่างจังหวัด แล้วเห็นคุณยายที่ชุนผ้าที่ขาดแล้วด้วยตัวเอง แต่ด้วยลวดลายบนผ้าผืนนี้ ที่เป็นผ้ามือสอง เมื่อเรามองแล้วเราก็รู้สึกว่า เออ… มันสวยนะ และอยากรู้ว่าเขาทำยังไง”

นิบอกว่า เขาเชื่อว่ากว่าจะได้เป็นลวดลายเช่นนี้บนผืนผ้านั้นอาจใช้เวลานานกว่า 50 ปี กว่าผ้าผืนหนึ่งจะถูกใช้งานจนขาด จากนั้นจึงถูกส่งผ่านมืออันหลากหลาย จนมาหยุดอยู่ด้านหน้าหน้าต่างของนิเช่นนี้

“ผมมองว่ามันเป็นศิลปะชิ้นโบแดงมาก” เขายิ้มภูมิใจ

ม่านผืนเก่งถูกม้วนกลับขึ้นไปดังเดิม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ นิ-รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง เปิดประตูต้อนรับพวกเราสู่โลก Patchwork ของเขาในวันนี้

เริ่มที่จตุจักร

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กชายคนหนึ่งเคยเดินทางจากบ้านของเขาย่านบางซ่อนไปจตุจักร แวะกระโดดเล่นน้ำระหว่างทาง บ้างก็วิ่งเล่นในตลาดจตุจักรอันแสนคุ้นเคย ก่อนที่อีก 10 ปีข้างหน้าเด็กชายคนนั้นจะเติบโตมาเป็นพ่อค้าในห้องหมายเลข 155 ซอย 55/2 โครงการ  5

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนิกับ La Rocca

“มันเริ่มต้นจากการขายเสื้อผ้ามือสองประมาณ 20 ปี เราขายมาตั้งแต่เรียนจบ ปวส. จากนั้นก็อิ่มตัว เลยมาลองทำกระเป๋าขายก่อน”

กระเป๋าใบแรกเกิดขึ้นจากความไม่ชอบความจำเจของนิ

เขาไม่ชอบอะไรที่มันเหมือนคนอื่น และอยากใช้อะไรที่มันมีแค่ชิ้นเดียว เขาจึงอยากทำอะไรที่มันมีชิ้นเดียวให้กับลูกค้าเช่นเดียวกัน กระเป๋าในตอนนั้นจึงทำมาจากเสื้อ กางเกง แจ็กเก็ต และเสื้อฮาวาย โดยไม่ได้เป็นลักษณะ Patchwork ดังเช่นตอนนี้ แต่คือการใช้เสื้อหนึ่งตัวมาทำเป็นกระเป๋า 1 ใบ ซึ่งทำให้นิเป็นที่รู้จักในหมู่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งเวลาผ่านไป

“จู่ๆ ก็ ติสต์แดก” นิว่า ก่อนเอ่ยเสริม “พอเย็บไปปีสองปีก็รู้สึกเบื่อ มันไม่มีช่างที่ตอบโจทย์เราได้อย่างเมื่อก่อน คนเริ่มทำกระเป๋าเยอะด้วย มีตัวเลือกเยอะ เราก็เลิกทำกระเป๋า มาทำเสื้อผ้าแทน”

ความคุ้นเคยและความเข้าใจในวัตถุดิบทำให้เขาตัดสินใจเลือกของที่ใช้แล้วมาแปลงร่างเป็นเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นเอากระเป๋ามาทำเป็นเสื้อ จากที่เมื่อก่อนเคยเอาเสื้อมาทำเป็นกระเป๋า เอาเสื้อด้วยกันเองมาแปลงร่างเป็นเสื้ออีกแบบหนึ่ง หรือแม้กระทั่งเอาถุงผ้ารักษ์โลกมาทำเป็นเสื้อและกางเกงก็ตาม

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะค้นหาผ้ามือสองซึ่งมีเพียงชิ้นเดียวแบบเดียวมาประกอบกันเป็นของใหม่ นิจึงเลือกทำเสื้อผ้าแบบที่มีชิ้นเดียวในโลก นั่นทำให้เขาตัดใจยากทุกครั้งที่มีคนมาขอซื้อผลงาน

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

ปะติด-ปะต่อ

เราถามนิว่าเสื้อผ้าหรือกางเกงตัวแรกที่ทำคือตัวไหน

ความน่ารักของผู้ชายน่าดุตรงหน้าคือการตอบอย่างไม่คิดว่า “เป็นกางเกงผู้หญิง… ตอนนั้นเอาเสื้อลายอินเดียนมาทำเป็นกางเกงขาสั้นให้แฟนใส่”

เราทำท่าจะแซว นิจึงรีบเสริมว่า “มันต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน ให้ลูกน้องบ้าง แฟนบ้าง ลูกชายบ้าง คนใกล้ตัวมันจะชอบหรือไม่ชอบก็ต้องใส่ แล้วเราก็ต้องดู และพัฒนาไป”

เราถามนิว่าแฟนชอบไหม — นิจึงตอบอย่างภาคภูมิใจ

“ชอบ นี่เป็นจุดเริ่มต้นเลยก็ว่าได้”

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผลตอบรับจากคนใกล้ตัวกลายเป็นสิ่งที่ทำให้นิรู้สึกว่าเขาต้องขยายสิ่งนี้ออกมาให้มีลมหายใจอยู่ในวงกว้างขึ้น “ตอนนั้นลองทำสักห้าตัวสิบตัวไปขายกับกระเป๋า ผลตอบรับจากลูกค้าบอกเราว่าสิ่งนี้เริ่มไปได้”

ซับซ้อน ยุ่งยาก วุ่นวาย คือ นิยามของแบรนด์ La Rocca Royalgalleryproject

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

นิบอกว่า เขาไม่เคยรู้ว่าความสวยในงานจะไปหยุดอยู่ตรงไหน มีแค่ตัวเขาเองที่รู้ว่าถ้าต้องการให้ผ้าขาดเท่านี้ แปลว่ามันจะสวยในสายตาของเขา สุดท้ายนิก็ค่อยๆ ลองผิดลองถูก เริ่มต้นปะ ตัด และต่อ สารพัดของมือสองให้กลายมาเป็นผ้าผืนใหญ่อย่างที่ชอบ ก่อนจะส่งต่อให้ลุงกับป้าช่างเย็บคู่ใจไปแปลงร่างผ้าให้กลายเป็นเสื้อผ้าต่อไป

เสื้อผ้าเกือบทุกตัว นิจะมีช่างประจำเป็นคนตัดเย็บให้

แต่สำหรับผ้าผืนที่ใช้เป็นผ้าพื้นสำหรับตัดเย็บ จนถึงวันนี้ เขาจะยังคงเป็นคนชุนและปักด้วยตัวเองทุกผืน รวมถึงเป็นคนที่เลือกเอาวัตถุดิบมาใช้ด้วยตัวเอง ก่อนจะเอามาแจกจ่ายมอบหมายงานให้ช่างนำไปทำเป็นเสื้อหรือกางเกงต่อ แต่ยังไงก็ตาม ขั้นตอนการร้อยเรียงผ้าให้เป็นผืน เขาจะต้องเป็นคนทำด้วยตัวเองเสมอ

“เพราะไม่ไว้ใจคนอื่น” นิบอกแบบนั้น เขายืนยันว่าขั้นตอนทุกอย่างไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด แต่แค่ต้องการทำให้มันถูกใจเท่านั้นเอง

ถึงจะเย็บผ้าทุกวัน แต่นิบอกเราว่า เขาไม่เคยเรียนการตัดเย็บมาก่อนเลย นอกจากในวิชาการงานอาชีพเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าการเย็บผ้าไม่ใช่เรื่องยากหรือทุลักทุเล เพราะเขามองว่ามันจะไม่มีผิดหรือถูก ทุกการปะเกิดจากความถึงพอใจว่าต้องการแบบไหนตามความต้องการของตัวเอง

“จริงๆ เมื่อก่อนเคยรับจ้างปะผ้านะ”​ นิว่า ก่อนหยิบเอากางเกงยีนส์ตัวหนึ่งให้เราได้ดู

“อันนี้กางเกงตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ มันเป็นกางเกงที่ผ้ามันตายแล้ว คือผ้ามันขาดทุกทีที่เรามาใส่”

เขาพูดพร้อมฉีกกางเกงให้ดูอย่างที่ว่า

“ที่ชอบตัวนี้เพราะเวลาใส่ทุกครั้งมันจะขาดทุกครั้ง และเราได้ซ่อมมันทุกครั้ง คล้ายๆ กับย้อนไปเรื่องของผ้าม่านเลยใช่ไหมล่ะ”  

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

ให้ผ้านำทาง

นิจัดการกางม่านผืนเดิมลงมาอีกครั้ง ก่อนจะอธิบายให้เราฟังต่อว่าทำไมเขาจึงชื่นชอบการชุนผ้า และหลงรักการนำเอาของมือสองมาแปลงร่างเหลือเกิน

“ผ้าผืนนี้คือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ เราชอบเสื้อผ้าขาดๆ ที่มีการปะ มีการชุน เราจึงอยากทำดูในรูปแบบของเรา ลองหัดทำดู ซึ่งมันไม่ได้ใช้เวลานานมาก และเกิดเป็นแบบที่เราต้องการพอดี ซึ่งพอทำ ลูกค้าก็รอ และเราเองก็ขายได้หมด

“สเน่ห์ของผ้าผืนนี้ที่ทำให้รู้สึกว่าเราอยากทำให้ได้แบบนี้ คือการที่มันต้องอาศัยเวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี มันเกิดจากการที่คุณใช้งานจนมันขาด แล้วจึงค่อยๆ ปะและชุนมัน” นิเล่า

ผ้าผืนโปรดผืนนี้นิซื้อมาจากร้านของเพื่อนที่ญี่ปุ่นมาในราคาสองหมื่นกว่าบาท

ด้วยความหลงใหลในลายที่ดูมีมิติ และเกิดจากการตั้งคำถามว่าแต่ละรอยนั้นมันขาดเพราะอะไร จึงนับได้ว่าผ้าผืนหนึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวให้เกิดขึ้นในหัวของนิได้มากมาย รวมถึงคอลเลกชันใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนี้ นิจัดการนำผ้าจากของมือสองมาเรียงร้อยต่อกันเก็บไว้เป็นจำนวนหนึ่งร้อยถึงสองร้อยผืน แล้วจึงส่งให้ช่างประจำนำไปตัดเป็นเสื้อผ้า และไม่นานมานี้เขาได้นำมาทำเป็นรองเท้าเช่นกัน

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

แถมยังมีการข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำกับแบรนด์ญี่ปุ่นอีกด้วย

“เมื่อก่อนผมทำงานรีเมกกับคนญี่ปุ่น เมื่อก่อนเขาเองก็ใช้วัตถุดิบมือสองมารีเมก เราเองก็ใช้ตรงนั้นมาปรับเป็นตัวเรา อย่างตอนนั้นเขามีดีไซเนอร์มา และเราก็เป็นคนไปหาซื้อวัตถุดิบมาให้ช่างตัดเย็บ เราเจอกับทีมเขาตอนกำลังขายเสื้อผ้ามือสอง ทุกวันนี้ก็ยังคบกันอยู่นะ เขาเองก็มีธุรกิจในไทย”

ไม่ใช่แค่เจ้านายเก่าของนิเท่านั้นที่มีธุรกิจในไทย แต่ปัจจุบันแบรนด์ของนิก็ได้ไปวางที่ญี่ปุ่นเช่นกัน

“กระเป๋าก็ส่งไปที่ Journal Standard ถามว่าญี่ปุ่นชอบของเราไหม เขาก็ชอบ แต่ด้วยของเราที่ราคาแพง จริงๆ ก็เคยโดนดุมาเหมือนกัน แต่ผมบอกตัวเองเสมอว่าเราจะไม่ขายถูก เพราะเราจะไม่ดูถูกฝีมือตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราขายถูก มันจะหมายความว่าเราดูถูกฝีมือของตัวเอง เพราะเรานั่งปะผ้า ใช้เวลากับมันนานมากกว่าจะได้ผ้าผืนหนึ่ง”

ฟีดแบ็กที่ได้รับมาคือ ผ้าของนิไม่ค่อยเหมือนของคนอื่น เนื่องจากมันเกิดจากผ้านับร้อยผืนที่สะสมความบังเอิญให้กลายมาเป็นเอกลักษณ์บนผ้าผืนใหม่ในที่สุด

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

นิหยิบผ้ายีนส์ที่กำลังรอวันที่จะได้เปลี่ยนสภาพเป็นเสื้อผ้ามาให้เราดู ก่อนลงมือเล่าถึงกระบวนการให้เราได้ฟัง

“ข้างล่างของผ้าผืนนี้มันคือลายที่เราต้องการ อาจจะมาจากชุดเดรสบ้าง กระเป๋าบ้าง แล้วแต่จะเลือก เราทำสต็อกผ้าไว้สองสามร้อยผืนแล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร แต่จะไม่ทำออกมาทีละเยอะๆ เช่น ทำกระเป๋าห้าใบสิบใบ พอแล้ว มันเป็นทั้งความต้องการของลูกค้าและความต้องการของเรา และมันจะกลับไปที่เราทำน้อย แล้วก็จะไม่ค่อยอยากขาย เพราะถ้าทำเยอะมันก็จะดูน่าเบื่อ”

“เราเทกมันเป็นงานศิลปะ ทำผ้าเก็บไว้สักสองสามร้อยผืนแล้วค่อยเอามาทำเป็นรองเท้าหน่อยหนึ่ง กางเกงอีกสักหน่อย จริงๆ โซฟาก็เคยทำขายไปแล้วนะ” นิกล่าว

เรื่องราวของโซฟากับนิเกิดขึ้นจากความบังเอิญ ตอนนั้นเขาทำและเอาไปวางที่หน้าร้านในจตุจักร บังเอิญว่ามีลูกค้าคนหนึ่งให้ความสนใจและถามราคาอย่างที่นิไม่ได้คิดว่าเขาจะซื้อ

“ปรากฏว่าเขาซื้อในราคาสองหมื่นห้า”

ช่างคู่ใจ

“ผมเป็นคนไม่มีระเบียบในตัวเอง วันนี้อยากทำอันนี้ก็ทำ พรุ่งนี้อยากทำกระเป๋าก็จะทำกระเป๋า ตอนนี้ทำเสื้อ กางเกง กระเป๋า รองเท้า หมวกไม่ค่อยเยอะ เพราะกางเกงตัวหนึ่งต้องใช้ผ้า 6 ผืน และเราไม่มีโรงงานเย็บกางเกงยีนส์ที่ตอบโจทย์ เรายังใช้ช่างลุงป้าน้าอาแถวๆ บ้านอยู่”

ตั้งแต่นาทีแรกที่เราได้คุยกัน นอกจากนิจะย้ำว่าตัวเองเป็นคนรักอิสระแล้ว อีกสิ่งที่เขาย้ำเสมอ คือการให้เครดิตกับช่างคู่ใจที่คอยคืนชีพให้ผ้าของเขาอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือบุคคลในอินสตาแกรมที่เขารีบเปิดให้เราดู

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“เคยเห็นยัง… คนนี้เหมือนเป็นนายแบบ เมื่อก่อนเขาไม่อินกับเรา แต่เดี๋ยวนี้พอทำเสร็จเขาจะขอลองใส่ทุกครั้ง  แล้วเราก็จะบอกเขาว่าเราเพิ่งซื้อโทรศัพท์ใหม่ เดี๋ยวจะถ่ายรูปให้ พอถ่ายทุกรูปก็ลงทุกรูป คนในไอจีก็ชอบทุกคน ส่วนเราก็รู้สึกว่าเขาคงภูมิใจกับสิ่งที่เขาทำในระดับหนึ่งแล้วถึงขอใส่ เวลาลงไอจีลูกค้าก็จะบอกว่า โอ้โห คุณพ่อเท่จังเลย”

จริงๆ แล้วบุคคลในรูปนั้นไม่ใช่พ่อของนิแต่อย่างใด แต่คือช่างตัดคู่ใจที่ชื่อว่า ลุงแก้ว  

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“ลุงแก้วเป็นคนทำงานช้า ทำงานเยอะไม่ได้ เวลาที่เขาทำแต่ละชิ้นเขาจะประณีตมาก ถ้าลูกค้าได้ของไปมันจึงเป็นของดีแน่นอน”

ความสัมพันธ์ของลุงแก้วกับนินั้นเรียกได้ว่าอยู่ด้วยกันมานานนับสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามากมาย นิเล่าให้เราฟังว่า เขาและลุงแก้วนั้นเคยไม่คุยกันนานถึง 8 ปี

“ต่างคนต่างงอน ตอนนั้น” นิบอก ก่อนเล่าเรื่องราวในอดีต “แต่พอเวลาผ่านไปเราก็โตขึ้น เมื่อก่อนเราเกรี้ยวกราดมาก คือเราไม่เข้าใจเขา เราอยากได้งานเยอะๆ เพื่อให้ได้เงินเยอะๆ”

กาลเวลาที่ผันผ่านทำให้นิที่เคยอารมณ์ร้อนค่อยๆ ตกตะกอนความคิด สมัยก่อนนั้นเมื่อได้รายการสั่งซื้อจำนวนมากมาเขาจะรีบเร่งให้ลุงแก้วตัดให้ไวขึ้น แต่ลุงแก้วไม่สามารถทำให้ได้

“ตอนนั้นเราลืมไปว่าเขาแก่แล้ว เขาทำคนเดียว และทำงานประณีต ไม่ได้ทำงานลวกๆ เราจะคิดเอาแต่ใจเราไม่ได้”

สิ่งนี้ทำให้นิค่อยๆ นึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการคือการทำงานเพื่อคุณภาพ ไม่ใช่เพื่อจำนวน และเมื่อเติบโตขึ้น เขาจึงกลับไปขอโทษลุงแก้ว และได้ลุงแก้วกลับมาเป็นช่างคู่ใจอีกครั้ง

“ตอนนั้นที่ทำให้ร้าน BEAMS ผมทำเป็นกระเป๋า เพราะเสื้อผ้าทำยาก แบรนด์ทุกแบรนด์จะเป๊ะเรื่องสัดส่วนมาก ขนาดเป็นเพื่อนกันยังกำหนดละเอียดเลยว่าตรงนี้ 5 เซน ตรงนี้ 6 เซนติเมตร มันต้องทำให้ได้ จริงๆ เราอยากทำแบบนี้ แต่เราไม่สามารถคุมป้า ลุง ที่เรามีอยู่ได้ เขาเคยทำแบบไหนมาเขาจะทำแบบนั้น เขาเคยเย็บลูกโซ่กับกางเกง จู่ๆ มาให้เขาเย็บหมวกให้ เขาไม่ทำให้คุณหรอก

“ช่างที่อยู่กับผมทุกคน หลายๆ คนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจ เพราะผมวาดรูปไม่เป็น ไม่ได้เรียนด้านนี้มา ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความชอบ เพราะฉะนั้น เวลาที่เราทำงานอะไรแบบหนึ่ง สิ่งที่มันอยู่ในหัวคือ เราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจสิ่งที่เราคิดได้ เพราะเราวาดรูปไม่เป็น เพราะฉะนั้น มันจะต้องเกิดจากการที่เราอธิบายให้เขาฟังเยอะๆ แล้วเขาเข้าใจไปกับเรา”

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

ถึงแม้จะมีช่างคู่ใจ แต่นิก็ยังเลือกที่จะประกอบชิ้นผ้าเองอยู่ดี เพราะเขาเชื่อว่าในเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นจากเขาแล้ว มันจะต้องจบที่เขาเช่นเดียวกัน เพราะเขาจะเป็นคนเดียวที่เข้าใจว่าอยากให้ชิ้นส่วนของผ้าอยู่ตรงไหน สีไหนจะอยู่ตรงไหน ทั้งหมดบีบบังคับให้นิต้องลองเริ่มเหยียบจักรด้วยตัวเอง แม้จะไม่เคยลองเหยียบมาก่อนก็ตาม

“คนเราอยากทำอะไรมันก็ต้องทำได้ เคยอยากทำอะไรแล้วอยากให้มันเสร็จมั้ย แต่ดันทำไม่เป็น เหมือนเวลาขับรถนั่นแหละ ยังไงเราก็ต้องขับรถ ถ้ามันเป็นของเรา มันจะชนก็ช่างมัน”

ทุกวันนี้นิก็ยังทำงานของเขาต่อไปเรื่อยๆ โดยมีแรงผลักดันคือการที่ลูกค้าจัดการคอนเฟิร์มอยู่ตลอดเวลา “อยากกลับไปอยู่กับมันทุกวัน ผมว่ามันสนุกดี” นิว่าพร้อมรอยยิ้ม

ถุงผ้า ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าเดินทาง และผ้าห่อศพ

“ตอนนี้มันเป็นเทรนด์นะที่ไม่ต้องการสัดส่วน ไม่ต้องการเป๊ะ ให้มันสั้นบ้างยาวบ้าง เพราะการรีเมกมันไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมาควบคุม นอกจากความลงตัวและสวยงาม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนที่ชอบงานแบบนี้คือไม่อยากแต่งตัวซ้ำใคร” นิยิ้ม เราก็ยิ้ม

ปัจจุบันนี้ นิบอกว่าที่หน้าร้านของเขาที่จตุจักร เสื้อรีเมกถูกขายไปแล้วสี่ร้อยหรือห้าร้อยตัว โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ขายได้เยอะมากเป็นพิเศษ จากสเน่ห์ที่เขามองว่ามันเป็นเพราะเสื้อผ้าแบบนี้จะไม่มีทางถูกสวมใส่ซ้ำกันเด็ดขาด

“ลูกค้าที่ชอบ บางคนก็บอกว่ามีเวลาให้เรา 2 วัน เขาจะไปต่างประเทศ เราทำให้ได้ไหม… คือถ้าคุยโอเค ผมก็ทำให้”

เอกลักษณ์ที่การันตีให้ลูกค้าเชื่อใจได้ว่า เมื่อเลือกซื้อเสื้อผ้าจากร้านของนิแล้ว มันจะไม่มีวันเหมือนและซ้ำใครเด็ดขาด โดยนอกจากผ้าเช็ดหน้า Bandana ที่สร้างภาพจำให้กับแบรนด์ของนิแล้ว ลายล่าสุดที่ทำมาจากถุงผ้าลดโลกร้อน ก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับเขาเช่นกัน

เพราะมันเป็นเสื้อผ้าที่ทำมาจากถุงผ้าน่ะสิ!

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“คนไม่ใช้ถุงพลาสติก เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า แต่คุณจะใช้ถุงผ้านานเท่าไหร่ล่ะ สองสามเดือนก็ไม่ใช่แล้วถูกมั้ย แต่มันจะไปอยู่ที่ไหน นอกจากนอนเฉยๆ ในตู้เสื้อผ้า ทุกๆ แบรนด์ต่างรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก แห่ผลิตมา 10 ล้านใบ ใช้เวลาเห่อกันสองสามเดือน สุดท้ายเราก็สร้างขยะให้โลกอยู่ดี

“คุณบอกว่ารักโลก ส่วนผมเริ่มทำงานนี้มาไม่กี่เดือน แต่น่าจะใช้ถุงผ้าแบบนี้มาประมาณ 60,000 หรือ 70,000 ใบแล้ว บางทีคนเยอรมันมาถามว่า คุณรู้มั้ยว่าถุงนี้เป็นถุงบิ๊กซี เป็นภาษาเยอรมัน เสื้อตัวหนึ่งผมจะใช้ผ้าทั้งหมด 2 ผืน ผืนหนึ่งประกอบด้วยถุงผ้า 25 ใบ ดังนั้น เสื้อ 1 ตัวจะประกอบไปด้วยถุงผ้าทั้งหมด 50 ใบ ปัจจุบันมันเป็นพื้นสีออฟไวท์อยู่ แต่ตอนนี้กำลังทำเป็นพื้นสี อีกสักเดือนหนึ่งคงได้เห็น”

เสื้อคอลเลกชัน ‘ไหนบอกว่ารักโลก’ ของนิ เป็นอีกตัวที่เราพบว่ามันเดินทางมาไกล

แน่นอนว่ามันมาจากทั่วทุกมุมโลก หากลองจับที่เสื้อตัวนั้นดูแล้ว คุณจะพบว่าทุกๆ ตารางเซนติเมตรของผ้าล้วนประกอบไปด้วยเรื่องราวที่ซ่อนไว้เสมอ มันอาจเป็นถุงที่เคยใส่ผลไม้เมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว หรือเด็กหญิงคนหนึ่งอาจเคยถือมันไปโรงเรียนในซีกโลกตะวันตกก็เป็นได้ นั่นคือสเน่ห์ของเสื้อผ้าทุกๆ ตัวที่นิทำ คือมันไม่ได้บอกเรื่องราวเพียงแค่ฝีจักรจากมือของลุงและป้า หรือไม่ได้บอกว่าเขากำลังคิดอะไรขณะลงมือทำเท่านั้น แต่มันยังบรรจุสารพัดเรื่องราวไว้แน่นเอี้ยดเสมอ

แต่ไม่ได้มีแค่ถุงผ้าเท่านั้น เพราะนิเดินเข้าไปในส่วนทีเก็บของของตัวเองที่หลังม่าน ก่อนจะกลับมาพร้อมถุงใบใหญ่

“นี่ แคนวาส ถุงทะเล ถุงนอน ที่ห่อศพสมัยสงครามโลก… ผมเอามาทำเสื้อ”

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

พวกเราแทบจะอ้าปากค้าง แล้วนิก็ลงมือเล่าต่อ “อันนี้ผมเอาไปให้ช่างคนหนึ่งทำ แต่เขาทำงานช้ามาก ชอบรับงานคนอื่นก่อน แต่ผมไม่ต้องคุยอะไรกับแกเลย แค่เอาของไปให้แก แล้วแกก็ทำเป็นเสื้อออกมาให้ได้ มันเกิดจากการคุยกันก่อน ตอนที่เขาได้ถุงพวกนี้มาเขาก็งงนะ แต่เราน่ะงงกว่าที่เขาทำออกมาเป็นสิ่งที่เราต้องการ”  

เรียกได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยสตอรี่จริงๆ

“เสื้อพวกนี้มันไปออกรายการบ้าง แต่ผมเลือกขายคนนะ ผมขายคนที่ใส่แล้วมันได้”

สู่ La Rocca Royalgalleryproject

La Rocca Royalgalleryproject มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อ Rude Gallery ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นชื่อร้านกระเป๋าของนิที่ไทย และในขณะเดียวกันก็เป็นชื่อร้านแบรนด์สตรีทของเพื่อนที่ญี่ปุ่นด้วย จนกระทั่งชื่อเสียงของร้านค่อยๆ เติบโตขึ้น เขาจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น La Rocca Royalgalleryproject ดังปัจจุบัน

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“มีพี่ที่เคารพคนหนึ่ง เป็นคนชอบขายต้นไม้ ตอนนั้นร้านเขาชื่อ La Rocca ส่วนของผมชื่อ Rude Galleryproject เราก็เลยบิดจากคำ่ว่า Rude มาเป็น Royal โดยมีพี่เขาช่วยออกแบบโลโก้”

นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ La Rocca Royalgalleryproject ก็เติบโตและมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลก ถึงขนาดที่ว่าไม่ใช่แค่คนดังชาวไทยเท่านั้นที่สวมใส่เสื้อผ้าของนิ แต่ยังรวมถึงไอดอลวง Winner แห่งค่าย YG จากเกาหลีใต้ ก็เลือกเสื้อของนิไปใส่ด้วยเช่นกัน จากการที่มีเอเจนซี่เลือกเสื้อของเขาไปวางขายที่เกาหลี

ถึงอย่างนั้นนิก็ยังยืนยันกับเราว่าเขาไม่ใช่มืออาชีพ นิไม่สามารถมอบแคตตาล็อกให้ลูกค้าได้ เพราะเขาเลือกที่จะดำเนินไปบนทางที่นิเรียกว่า ‘บ้านๆ’ แต่ยังรักษาความเป็นตัวตนไว้

“ชาวต่างชาติส่งข้อความมาขอซื้อมากนะ แต่ผมไม่ค่อยขาย ผมเลือกคนไทย เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมมีโอกาสทำกระเป๋า แล้วก็ฮิตในคนไทย ตอนนั้นเพื่อนเอาของผมไปขายที่ญี่ปุ่น ผลตอบรับดีมาก เพราะในบ้านเราคนทำน้อยมาก ระหว่างนั้นเองก็มีลูกค้าที่กำลังสนใจเราในไทยเหมือนกัน ตอนนั้นเราได้ข้อเสนอว่าต้องทำให้ทัน เราก็เลือกทำที่ญี่ปุ่น พอทำได้สักปีสองปี ปรากฏลูกค้าคนไทยหายหมด เราไม่สามารถทำให้ทั้งญี่ปุ่นที่ต้องผลิตจำนวนมาก ไปพร้อมๆ กันกับผลิตให้คนไทยที่ซื้อปลีกได้ การซื้อปลีกนั้นหมายความว่าแบบมันต้องอัพเดตเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้อัพเดตเลย เราเอาเวลาทั้งหมดไปขายส่งให้ญี่ปุ่น 500 ใบ พอกลับมาไทยคนไทยหายหมดเลย นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลับมาทำเสื้อผ้า

“ในวันนี้มันก็เหมือนตอนนั้นที่ทำกระเป๋าเลย แต่เราเลือกไม่เหมือนกันแล้ว ลูกค้าจะให้เราขายส่ง แต่วันนี้เราเลือกทำให้คนไทย เพราะหากวันนี้เราทิ้งเขาอีก เราอาจเจอปัญหาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ถ้าทำคู่กันได้ มันก็โอเค” นิเล่า

ปัจจุบัน เสื้อผ้าของนิมีการไปวางขายที่ Upperground ในห้างเซนทรัลเวิลด์ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเปิดโลกกว้างให้แบรนด์เป็นที่รู้จักกว้างขึ้น และยังมีเอเจนซี่จากหลากประเทศที่ซื้อไปวางขายในประเทศของตน แต่บางทีเขาก็เจอลูกค้าต่างประเทศมาถามว่าจะต้องจ่ายเงินระบบไหนบ้าง

“วุ่นวาย” เขาบอก “แต่ถ้าเขาอยากซื้อจริงๆ บางทีเขาก็บินมาซื้อเช้าเย็น” นิหัวเราะ

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

วันนี้แบรนด์ของนิเติบโตไปจนมีลมหายใจอยู่แทบจะทั่วทั้งโลก แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไม่ทิ้งช่างที่อยู่เคียงข้างเขามาเสมอ สิ่งหนึ่งที่นิบอกเรามาตลอด คือเขาจะไม่คิดราคาเสื้อผ้าที่ดูถูกตัวเอง และในขณะเดียวกัน เขาจะไม่มีทางกดราคาช่างเช่นเดียวกัน

“ปัจจุบันผมไม่คิดว่าจะพาแบรนด์ไปถึงจุดไหน ตอนนี้ผมยังห่วง ยังไม่ไว้ใจใคร บางทีคอลเลกชันหนึ่งเราทำออกมาสัก 50ตัว มันก็ไม่สนุก มันอิ่มแล้ว แต่ถ้าอีก 4 เดือนกลับมาอีกทีมันก็จะยังขายได้”

นิบอกว่า เขาไม่เคยวางแผนว่าจะต้องทำอะไรก่อนและทำอะไรจึงจะดัง เขาบอกว่า บางทีเขาก็อยากจะเริ่มวางแผนบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนี้เขายังคิดว่าอยากทำอะไรก็จะทำอยู่เหมือนเดิม และมันทำให้เขามีความสุขในทุกวัน

นิยังยืนยันว่า เขาจะไม่เรียกตัวเองว่าดีไซเนอร์เด็ดขาด แต่เขาจะเรียกตัวเองว่าผู้ผลิตหรือเมกเกอร์ เพราะเขาไม่ใช่แฟชั่นนิสต้าที่ต้องการทำให้แบรนด์โด่งดังขนาดนั้น แม้ตลอดเวลาสองสามเดือนมานี้เขาจะมีความคิดว่าอยากทำงานให้เป็นมืออาชีพมากกว่านี้อยู่บ้างเหมือนกัน

“คนที่เก่งกว่าผมคือช่าง ผมว่าบางทีดีไซเนอร์บางคนก็กำลังลืมเบื้องหลัง” นิบอก ก่อนจะยื่นเสื้อที่ทำจากถุงทะเลให้พวกเราได้ลองสวมใส่

นิบอกว่า งานของเขาจะมีสีสันจัดจ้างแอบแฝงอยู่เสมอ เขายังไม่หยุดทำงานตามใจตัวเอง และยังคงผลิตในจำนวนน้อย ไม่มีกฎระเบียบดังเดิม

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

“วันนี้อยากออกเสื้อ 5 ตัว ทำแล้วลูกค้าชอบก็ไม่ขาย ถ้าลูกค้าชอบ สั่งซื้อ วันนี้ผมไม่ทำ อีก 2 เดือนค่อยมาทำ ถ้าเขายังรอก็แปลว่าเขาชอบ” นิเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“เสื้อผ้ามันมีสตอรี่ ผมถึงได้อยู่กับมัน บางทีก็ยังไม่อยากขาย”  

จากกางเกงตัวแรกที่ตัดให้ภรรยาได้สวมใส่ ปัจจุบันเสื้อผ้าของนิเติบโตจนไปวางอยู่ในมุมต่างๆ ของโลก แต่เขาก็ยังไม่หยุดขายของที่จตุจักรอยู่ดี

“จตุจักรเป็นเหมือนแหล่งกำเนิดของคนต้นคิด” นิบอกแบบนั้น

หวนให้เราได้นึกภาพว่าหากเด็กชายตัวเล็กๆ ที่เคยวิ่งเล่นในจตุจักร ได้พบเจอกับเขาที่เป็นเจ้าของแบรนด์สตรีท ‘ฮาร์ทเมด’ ชื่อดังคนนี้ เด็กคนนั้นจะทำอย่างไร

บางทีเด็กคนนั้นอาจจะกำลังมองเขาด้วยสายตาที่สะท้อนความตื่นเต้น — ใครจะไปคิดกันล่ะว่าวันหนึ่งนิที่เคยเป็นพ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง จะกลายมาเป็นเจ้าของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงข้ามประเทศได้ขนาดนี้

และที่สำคัญคือ เขาไม่เคยลืมว่าใครอยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จ

นั่นคือสิ่งที่นิย้ำให้เราฟังเสมอ ก่อนที่เขาจะเอ่ยบอกคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง เป็นการปิดท้าย

“จริงจัง ทุ่มเทกับสิ่งที่ทำ และทำแม่งเข้าไปเหอะ ทำไปเยอะๆ สวยไม่สวยมันก็ต้องทำ”

เขากล่าวจริงจังด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสุข เหมือนดังเช่นชั่วโมงแรกที่เราได้คุยกันอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

La Rocca Royalgalleryproject

Facebook : La Rocca Royalgalleryproject
Instagram : larocca_studio

La Rocca, นิ รุ่งโรจน์ จันทร์กระจ่าง

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load